ราวด์ทั้งวันทั้งคืน - Endless Round

  • Home
  • Sri Lanka
  • Alawwa
  • ราวด์ทั้งวันทั้งคืน - Endless Round

ราวด์ทั้งวันทั้งคืน - Endless Round เมื่อไรจะราวด์เสร็จ อยากไปนอนแล้วว

23/04/2026

ยิ่งต่ำ สมองยิ่งพัง
จริงหรือแค่เล่าให้กลัว?
ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า
ลดคอเลสเตอรอลมากไป จะทำให้สมองเสื่อม
หรืออาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองได้

เมื่อคนทั่วๆไปได้ฟังเรื่องพวกนี้ โดยเฉพาะถ้ามาจากคนที่ดูน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ กูรูสายสุขภาพ หรือแม้แต่แพทย์บางท่าน ก็ไม่แปลกเลยครับที่หลายคนจะเริ่มลังเลกับการกินยาลดไขมัน โดยเฉพาะยากลุ่ม Statin

วันนี้ผมอยากชวนคุยเรื่องนี้แบบเอาหลักฐานจริงมาวางกันตรงๆ ว่าตกลงแล้วความกลัวนี้มันมีน้ำหนักแค่ไหน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า สมองของเรามีคอเลสเตอรอลอยู่เยอะมาก ประมาณ 25% หรือพูดง่ายๆ คือ 1:4 ของคอเลสเตอรอลทั้งร่างกายอยู่ที่สมอง เลยทำให้หลายคนสรุปกันเองว่า ถ้าเราลดคอเลสเตอรอลในเลือด ก็เท่ากับไปทำลายคอเลสเตอรอลในสมองด้วย และนั่นอาจทำให้สมองทำงานแย่ลง

ฟังดูเหมือนจะมีเหตุผลสอดคล้องกันใช่ไหมครับ
ปัญหาคือความเข้าใจนี้มันข้ามขั้นเกินกว่าความจริงไปมาก

ประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่ในไทย เพราะต่างประเทศก็ถกเถียงกันหนักเหมือนกัน จนล่าสุดทาง American Heart Association ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้รวบรวมงานวิจัยจำนวนมากมาวิเคราะห์แบบจริงจัง

ผลที่ออกมาเกี่ยวกับสมองค่อนข้างชัดเจนคือ

1️⃣ เรื่องแรก ความจำเสื่อม
มีงานวิจัยบางส่วนที่เหมือนจะบอกว่าการลด LDL อาจเกี่ยวข้องกับความจำเสื่อม แต่เมื่อเอามาดูรวมกันทั้งหมด
❌งานวิจัยส่วนใหญ่กลับไม่พบความสัมพันธ์นั้น
❌การลด LDL ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย

ในขณะเดียวกัน เรามีข้อมูลที่ชัดเจนมาก ว่าการลด LDL ช่วยลดความเสี่ยงของหลอดเลือดสมองตีบ ลด stroke ลดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน อันนี้ไม่ใช่เรื่องถกเถียงแล้ว แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีก

ดังนั้นถ้าจะชั่งน้ำหนักกันจริงๆ ประโยชน์มันชัดเจนมาก ส่วนความเสี่ยงเรื่องความจำเสื่อม ไม่เพียงแต่ไม่ชัด แต่ยังเอนเอียงไปทางว่าไม่มีด้วยซ้ำ

2️⃣ เรื่องที่สอง เลือดออกในสมอง
อันนี้เป็นอีกเรื่องที่ทำให้หลายคนกลัวมาก แต่ข้อมูลปัจจุบันบอกชัดว่า ในคนที่ไม่เคยมีประวัติเลือดออกในสมองมาก่อน การใช้ยาลดไขมันไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกในสมอง

มีการศึกษาผู้ที่ใช้ยาลดไขมันจน LDL ต่ำมาก ได้ค่าต่ำกว่า 30 ก็ยังไม่พบว่าความเสี่ยงเลือดออกในสมองเพิ่มขึ้น แปลว่าความกลัวที่ว่า LDL ยิ่งต่ำยิ่งอันตรายกับสมอง
❌ในคนทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติเลือดออกในสมอง
❌มันไม่ได้มีหลักฐานรองรับอย่างที่หลายคนพูดกัน

***แต่ต้องย้ำว่ามีข้อยกเว้นอยู่หนึ่งกลุ่ม คือคนที่เคยมีเลือดออกในสมองมาก่อน กลุ่มนี้ข้อมูลยังไม่ชัดเจน ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล***

🧠แล้วที่บอกว่าสมองต้องใช้คอเลสเตอรอล ?
จริงครับ แต่คนละระบบกัน สมองมีระบบควบคุมของตัวเอง (Blood-Brain Barrier) คอเลสเตอรอลในเลือดไม่ได้ไหลเข้าออกตามใจ

ทีนี้มาถึงอีกความเชื่อยอดฮิตที่มักจะมาคู่กัน
โดยเฉพาะจากสายคีโต
"LDL สูงไม่เป็นไร ถ้าเป็น LDL ตัวใหญ่"

ฟังดูเท่มากครับ และถูกพูดซ้ำจนเหมือนเป็นความจริง
แต่ในโลกของงานวิจัย เรื่องนี้ถูกอัปเดตไปไกลแล้ว

ในอดีตเราเคยคิดว่า LDL ตัวเล็กอันตรายกว่า
แต่ปัจจุบันสิ่งที่สัมพันธ์กับโรคจริงๆ คือ
➡️ ปริมาณ LDL รวม (LDL particle)
➡️ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ถ้ามีเยอะ = เสี่ยง

และในชีวิตจริง เวลาที่ LDL cholesterol สูง
มันมักสะท้อนว่าจำนวนอนุภาคก็สูงตามไปด้วย

ที่น่าสนใจคือ มีโรคหนึ่งชื่อ Familial Hypercholesterolemia หรือ "ภาวะคอเลสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม" คนกลุ่มนี้ LDL สูงมาก และส่วนใหญ่เป็น LDL ตัวใหญ่ แต่ก็ยังเกิดหลอดเลือดอุดตันในหัวใจและสมองสูงมากอยู่ดี สิ่งนี้มันพิสูจน์ได้เลยว่า มันขัดกับความเชื่อของกูรูที่ชอบบอกว่า LDL ตัวใหญ่ปลอดภัย อย่างสิ้นเชิง

ลองคิดง่ายๆแบบไม่ต้องใช้ศัพท์แพทย์เลยก็ได้ ถ้าคุณกินอาหารแบบเดียวกับเพื่อนทุกวัน แล้วไปตรวจเลือด เจอว่าค่า LDL ของคุณพุ่งสูง แต่ของเพื่อนปกติ

คุณจะสบายใจจริงไหม?
ถ้าตอบตามความรู้สึกตรงๆ
หลายคนคงไม่สบายใจ

สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากฝากไว้ให้คิดคือ เรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับชีวิตและความเสี่ยงระยะยาว เราไม่ควรตัดสินจากคำพูดที่ฟังดูดีหรือฟังแล้วสบายใจ

แต่ควรดูว่าหลักฐานส่วนใหญ่ของโลกพูดว่าอะไร

และตอนนี้หลักฐานนั้นบอกชัดว่า การลด LDL โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยงสูง ช่วยป้องกันโรคร้ายแรงได้จริง ส่วนหลักฐานอื่นๆ ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เราปฏิเสธการรักษาที่มีประโยชน์แบบนี้ได้

เพราะฉะนั้น ก่อนจะเชื่อข้อมูลที่ฟังดูน่ากลัว อาจต้องถามเพิ่มอีกนิดว่า สิ่งนั้นมาจาก “หลักฐาน” หรือมาจาก “ความมั่นใจของคนพูด” มากกว่ากัน

ถ้าใครยังเชื่อว่า LDL สูง ดีต่อสมอง
ก็ไม่ต้องมาถกกับผมนะครับ

แนะนำให้ไปถกกับหลักฐานระดับโลกดู
ถ้าชนะได้ วันนั้นคุณอาจไม่ได้แค่ดัง
แต่อาจเปลี่ยนตำราแพทย์ทั้งโลกไปได้เลย

_____
📍สรุป การลด LDL
• ช่วยลดความเสี่ยง Stroke / หัวใจ / หลอดเลือด
• ไม่พบว่าทำให้ความจำเสื่อม
• ในคนทั่วไปไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกในสมอง
• มีข้อสงสัยเฉพาะคนที่เคยเลือดออกในสมอง แต่ไม่ชัดเจน

แปะลิงก์งานวิจัยอ่านเพิ่มเติมในคอมเมนต์ครับ

ขอบคุณ อ.แทนที่ช่วยยืนยันความปลอดภัยครับผม
19/04/2026

ขอบคุณ อ.แทนที่ช่วยยืนยันความปลอดภัยครับผม

ชัดแล้ว! ข้อมูลล่าสุด “Statin ปลอดภัย”
อย่าให้คนดังหลอกให้หยุดยา
จากโพสต์ก่อนหน้านี้ที่ผมพูดไว้ชัดเจนว่า
“LDL สูงอันตรายเสมอ”
และเราก็ได้คุยกันไปแล้วว่าไม่ว่าคุณจะกิน Keto หรือไม่ก็ตาม ถ้า LDL สูงมาก ยังไงก็ต้องแก้ไข วันนี้ผมเลยอยากชวนคุยต่อในคำถามที่หลายคนสงสัยกันต่อทันทีว่า แล้วเราจะลด LDL ยังไงดี ?
หนึ่งในวิธีที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือ ยา Statin
และแน่นอน ยาตัวนี้ก็มักจะมีดราม่าตามมาด้วยเสมอ
ทำความรู้จัก Statin กันก่อนครับ
ยากลุ่มนี้ใช้กันมานานมากกว่า 30 ปีแล้ว และมีข้อมูลชัดเจนว่า มันช่วยลด LDL cholesterol ซึ่งเป็นไขมันตัวที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคราบตะกรันในหลอดเลือด และเมื่อ LDL ลดลง ความเสี่ยงของ โรคหัวใจขาดเลือด และ โรคหลอดเลือดสมอง ก็ลดลงตามไปด้วย
แต่ปัญหาคือ พอพูดถึง Statin เมื่อไร
คนจำนวนมากจะนึกถึงผลข้างเคียงก่อนเลย
บางคนกลัวว่ากินแล้วจะกล้ามเนื้อสลาย
บางคนกลัวความจำเสื่อม
บางคนกลัวไตวาย เลือดออกในสมอง เป็นเบาหวาน
หรือแม้แต่กลัวว่าทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
สุดท้ายเลยไม่กล้ากินยา
ทั้งที่ยาอาจมีประโยชน์กับตัวเองมาก
ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะมีงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยแบบ Randomized Controlled Trial ซึ่งเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือกว่าการสังเกตทั่วไป
รวมทั้งหมด 19 งาน
มีผู้เข้าร่วม 123,940 คน
และติดตามเฉลี่ยประมาณ 4.5 ปี
คำถามที่เขาอยากตอบก็คือ ผลข้างเคียงที่พูดกันเยอะมากในฉลากยา Statin นั้น อะไร “จริง” และอะไร “ไม่ได้มีหลักฐานว่าจริง”
ผลที่ออกมาค่อนข้างชัดครับ
สิ่งที่พบว่าเกี่ยวข้องจริง มีอยู่ไม่กี่เรื่อง
และส่วนใหญ่เกิดน้อยมาก
◾️อย่างแรกคือเรื่อง กล้ามเนื้อ
1. อาการปวดเมื่อยหรือเป็นตะคริวแบบไม่รุนแรง
พบได้ค่อนข้างน้อย คือประมาณไม่ถึง 1% และมักเจอในช่วงปีแรก
2. ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจริงจัง หรือที่เรียกว่า myopathy พบประมาณ 1 ใน 10,000
3. ส่วนกรณีรุนแรงมากอย่าง กล้ามเนื้อสลาย หรือ rhabdomyolysis พบประมาณ 2–3 คนต่อ 100,000 เท่านั้น พูดง่ายๆ คือเกิดได้ แต่ถือว่าเกิดน้อยมาก
◾️ อย่างที่สองคือเรื่องเอนไซม์ตับผิดปกติ
พบได้จริง แต่ตัวเลขอยู่ประมาณ 0.14% เท่านั้น
◾️ อย่างที่สามคือโปรตีนรั่วในปัสสาวะเล็กน้อย
พบได้ประมาณ 0.03% และที่สำคัญงานวิจัยไม่ได้พบว่า Statin ทำให้เกิดไตวาย อีกอย่างหนึ่งที่อาจพบได้คือ อาการบวม แต่ก็พบเพียงประมาณ 0.07%
จะพบว่าผลข้างเคียงที่เกี่ยวข้องจริงมีอยู่บ้าง
แต่ส่วนใหญ่พบได้น้อย ตัวเลขต่ำมาก
◾️ ส่วนเรื่องเบาหวาน
Statin อาจทำให้บางคนเกิดเบาหวานใหม่ได้จริง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในคนที่เดิมก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว เช่น ค่าน้ำตาลเริ่มสูง หรืออยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน ดังนั้น ถ้าน้ำตาลคุณปกติดีไม่ได้มีภาวะเสี่ยงเดิม ความกังวลเรื่องนี้ก็ไม่ควรถูกขยายเกินจริง
อีกประเด็นที่คนชอบพูดกันคือ
Statin ทำให้แคลเซียมไปเกาะหลอดเลือดมากขึ้นหรือเปล่า ?
คำตอบคือ Statin อาจทำให้คราบตะกรันในหลอดเลือดมีความ “เสถียร” มากขึ้นจริง พูดง่ายๆ คือทำให้ plaque ไม่แตก ไม่หลุดง่าย ซึ่งในทางคลินิกถือว่าเป็นผลดี เพราะช่วยลดโอกาสที่คราบจะหลุดไปอุดหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ไม่ได้แปลว่าหลอดเลือดจะแย่ลงอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ส่วนเรื่องที่หลายคนกลัวกันมากแต่ในข้อมูลขนาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่พบความเกี่ยวข้องชัดเจน ได้แก่
Statin ไม่ได้ทำให้ความจำเสื่อม
ไม่ได้ทำให้เลือดออกในสมอง
ไม่ได้ทำให้ไตวาย
ไม่ได้ทำให้ปอดอักเสบ
ไม่ได้ทำให้ตับอ่อนอักเสบ
ไม่ได้ทำให้ซึมเศร้า
และไม่ได้ทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศอย่างที่พูดกันบ่อยๆ
อีกเรื่องที่คนถามกันเยอะคือ ต้องกิน Coenzyme Q10 คู่กับ Statin ไหม เหตุผลที่มีคนพูดถึงเรื่องนี้ เพราะ Statin ไปยับยั้งกระบวนการสร้างสารตั้งต้นที่เกี่ยวข้องกับ CoQ10 ก็เลยมีสมมติฐานว่า ถ้ากิน Statin แล้ว CoQ10 อาจลดลง และอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่เมื่อเอาไปทดลองจริงในคนที่กิน Statin แล้วมีอาการทางกล้ามเนื้อ ผลออกมายังไม่ชัดว่าช่วยได้จริง ดังนั้น ณ ตอนนี้ยังไม่ได้มีคำแนะนำว่าต้องกิน CoQ10 คู่กับ Statin สำหรับคนที่อยากลองกินคู่กันก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่ใช่ของจำเป็นสำหรับทุกคน และไม่ใช่ว่ากินแล้วจะป้องกันผลข้างเคียงได้แน่นอน
ถ้ากิน Statin แล้วมีอาการปวดกล้ามเนื้อขึ้นมาจริง สิ่งที่ควรทำไม่ใช่หยุดยาเองทันทีแล้วสรุปว่าแพ้ยาแน่นอน แต่ควรกลับไปคุยกับแพทย์ก่อน เพราะหลายครั้งเราสามารถแก้ไขได้ เช่น
เปลี่ยนชนิดของ Statin ลดขนาดยา
หรือใช้ยาอื่นร่วม เช่น อีเซทิไมบ์ (Ezetimibe)
ถ้ายังไม่ได้ผลจริงๆ ก็ยังมียากลุ่มอื่นอีก
เช่น เบมเพโดอิก แอซิด(Bempedoic acid)
หรือ พีซีเอสเคไนน์ อินฮิบิเตอร์ (PCSK9 inhibitor)
อีกเรื่องที่อยากย้ำก็คือ
ไม่ใช่อาการปวดทุกอย่างจะเป็นจาก Statin ถ้ากิน Statin แล้วปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง ปวดแขน หลายครั้งมันอาจเป็นเรื่องของท่าทางการใช้ชีวิตหรือ office syndrome มากกว่า อาการที่เรามักระวังจาก Statin จริงๆ มักจะเป็นอาการเมื่อยหรือปวดที่กล้ามเนื้อใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณน่อง
ส่วนคำถามว่า Statin ต้องกินตลอดชีวิตไหม ?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคนครับ
ถ้าคุณสามารถคุม LDL ได้ดีด้วยการปรับอาหาร น้ำหนัก และพฤติกรรม
จนค่าไขมันอยู่ในเป้าหมายโดยไม่ใช้ยา ก็อาจลดหรือหยุดยาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีโรคหัวใจ
โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน หรือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง
คนกลุ่มนี้มักจะยังจำเป็นต้องใช้ Statin ต่อเนื่อง
เพราะประโยชน์ของยามีมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน
___
📍สรุป
Statin เป็นยาที่มีประโยชน์จริง
ช่วยลด LDL และช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
และหลอดเลือดสมองได้จริง
ผลข้างเคียงมีได้ แต่ส่วนใหญ่ เกิดน้อยมาก และหลายอย่างที่คนชอบกลัวกันนั้น จากหลักฐานที่ดีในปัจจุบัน ไม่ได้พบว่าเกี่ยวข้องกับ Statin จริง
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หมอแนะนำให้ใช้ยา Statin อย่าเพิ่งโยนยาทิ้งเพียงเพราะได้ยินคำเล่าลือจากคนอื่น สิ่งที่ควรทำที่สุดคือคุยกับแพทย์เรื่องความเสี่ยงของตัวเองเป็นรายบุคคล เพราะสุดท้ายแล้ว การรักษาที่ดีไม่ใช่การกลัวผลข้างเคียงจนไม่กล้ารักษา แต่คือการชั่งน้ำหนักให้ถูกว่า อะไรให้ประโยชน์กับเรามากกว่าในระยะยาว

04/04/2026
14/01/2026
13/12/2025

📌 สรุปดราม่าอาจารย์ศัลยแพทย์ 2 ท่าน
จากโรงเรียนแพทย์ชื่อดัง
ที่ถูกเปิดโปงโดยแพทย์ประจำบ้าน

ก่อนอื่น
ขออธิบายสั้นๆ สำหรับคนทั่วไปว่า
แพทย์ประจำบ้าน (Resident) คือใคร?

แพทย์ประจำบ้าน
คือหมอที่เรียนจบแพทย์แล้ว
มีใบประกอบวิชาชีพแล้ว

และมาเรียนต่อเฉพาะทางในโรงเรียนแพทย์
เช่น ศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ กุมารแพทย์ ฯลฯ

อนาคตทั้งชีวิต
จะได้เป็นหมอเฉพาะทางหรือไม่
ขึ้นอยู่กับ "อาจารย์แพทย์" เป็นอย่างมาก



เรื่องที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้
ไม่ใช่ดราม่าไร้สาระ
แต่คือ "ครั้งแรก" ที่แพทย์ประจำบ้านกลุ่มหนึ่ง
ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องที่
สังคมแพทย์ไทยรู้กันมานาน
แต่ไม่เคยถูกกล้าพูดในที่สาธารณะ

เรื่องนี้เกิดในโรงเรียนแพทย์ชื่อดังแห่งหนึ่ง
และมี 2 ประเด็นหลัก

🔴 ประเด็นแรก
อาจารย์ศัลยแพทย์ท่านหนึ่ง
ถูกกล่าวหาว่า
ใช้กำลัง ข่มขู่
และทำร้ายร่างกายนักเรียนแพทย์และแพทย์ประจำบ้าน
เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่มีใครจัดการอะไร

🔴 ประเด็นที่สอง
อาจารย์ศัลยแพทย์อีกท่านหนึ่ง
ถูกกล่าวหาว่า
ใช้ผลประโยชน์จากคนไข้
กดดันให้คนไข้ต้องดิ้นรนหาเงิน
เพื่อจ่ายค่าผ่าตัดด้วยวิธีพิเศษราคาแพง
จนมีคนไข้บางรายต้องกู้หนี้ยืมสิน



ขอพูดให้ชัดก่อนเริ่มโพสต์ ว่า..
โพสต์นี้ไม่ได้เขียนเพื่อเหมารวมอาจารย์แพทย์ทุกท่าน

อาจารย์แพทย์ส่วนใหญ่
เป็นคนดี มีเมตตา
และเหมาะสมกับการเป็น “ครูของแพทย์” อย่างแท้จริง

แต่มีเพียงส่วนน้อย
ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
จนไม่ควรถูกเรียกว่า “อาจารย์แพทย์”



โพสต์นี้
เขียนขึ้นเพื่อชื่นชมแพทย์ประจำบ้านทีมนี้
ที่กล้านำเรื่องนี้ออกมาเปิดเผย
เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
และเพื่อหยุดพฤติกรรมไม่ดี
ไม่ให้เกิดซ้ำกับคนอื่นอีก

และ
เขียนขึ้นเพื่อขอให้ทุกคน
ช่วยกันติดตามและช่วยกันปกป้องแพทย์ประจำบ้าน

เพราะในระบบแบบนี้
คนที่กล้าพูด อาจถูกกลั่นแกล้ง
หรือถูกทำให้ “เรียนไม่จบ” ได้

======================
1️⃣ โพสต์ต้นเรื่องจากแพทย์ท่านหนึ่ง ที่ถูกสั่งให้ลบภายในไม่กี่ชั่วโมง
2️⃣ 📄 จดหมายร้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์ประจำบ้านที่ถูกทำร้ายโดยคนที่เรียกตัวเองว่า “อาจารย์แพทย์”
3️⃣ เรื่องราวของอาจารย์แพทย์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "โจรปล้นคนไข้"
4️⃣ แถลงการณ์จากโรงพยาบาลต้นเรื่อง
5️⃣ ถ้าคนพูดถูกลงโทษ ระบบนี้จะไม่มีวันดีขึ้น
6️⃣ เรื่องราวทั้งหมดยังเป็นเพียง “ข้อกล่าวหา” ที่ต้องรอการตรวจสอบ
======================

1️⃣ โพสต์ต้นเรื่องจากแพทย์ท่านหนึ่ง ที่ถูกสั่งให้ลบภายในไม่กี่ชั่วโมง

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2568
ผมได้รับข้อความจากคนคนหนึ่ง
ขอให้ช่วยอ่านโพสต์ของแพทย์ท่านหนึ่งที่กำลังเล่าเรื่องบางอย่าง

แพทย์ที่เขียนโพสต์นี้
เป็นอาจารย์แพทย์ในโรงเรียนแพทย์เดียวกับที่เกิดเหตุ
ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์
เพียงแต่รู้สึกว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ถูกต้อง
และคนทำผิดไม่เคยถูกลงโทษเลย”

จึงตัดสินใจออกมาเล่าเรื่องนี้ให้สังคมรับรู้



เนื้อหาในโพสต์
กล่าวถึงอาจารย์ศัลยแพทย์ 2 ท่าน

🔴 อาจารย์ศัลยแพทย์ท่านที่หนึ่ง
ถูกเล่าว่า
มีพฤติกรรม ข่มขู่ คุกคาม และใช้ความรุนแรง
กับลูกศิษย์ ซึ่งก็คือแพทย์ประจำบ้าน
ทั้งทางร่างกายและวาจา

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ถูกเล่าไว้ เช่น
• กระชากคอเสื้อแพทย์ประจำบ้าน
• ใช้คำพูดหยาบคาย
• ใช้ถ้อยคำกดทับ ทำร้ายจิตใจ (toxic) ต่อผู้ฟัง

เหตุการณ์เหล่านี้
หลายครั้งจบลงด้วยการที่แพทย์ประจำบ้าน
“เจ็บตัวฟรี” และไม่กล้าเอาเรื่อง

ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บ
แต่เพราะกลัวอนาคตตัวเองพัง

ในระบบนี้
อาจารย์แพทย์มีอำนาจโดยตรงต่อการเรียน
ถ้าคุณไม่ยอม
คุณอาจถูกกลั่นแกล้ง
หรือถูกทำให้ “เรียนไม่จบ” ได้

จนการเรียนต่อเฉพาะทางศัลยแพทย์
ในสถานที่แห่งนี้
ถูกเล่าขานกันต่อๆ มาว่า
เป็นที่ที่มีความรุนแรงลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า



🔴 อาจารย์ศัลยแพทย์ท่านที่สอง
ถูกเล่าว่า
ปฏิเสธการผ่าตัดคนไข้รายหนึ่ง
เนื่องจากคนไข้ ไม่มีเงินจ่ายค่าอุปกรณ์พิเศษ
คือการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์

เหตุการณ์ที่ถูกเล่าคือ
คนไข้รายนี้
ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดไปแล้ว
ก่อนจะมีการแจ้งในห้องผ่าตัดว่า
ไม่มีเงินจ่ายค่าอุปกรณ์พิเศษดังกล่าวได้

ผลคือ
การผ่าตัดถูกยกเลิก
คนไข้ถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัด
และศัลยแพทย์ท่านนั้นกลับบ้านไป

คนที่ต้องรับหน้าพูดคุย
อธิบายและรับแรงกดดันจากคนไข้
คือ แพทย์ประจำบ้าน



เหตุการณ์นี้เอง
เป็นจุดที่ทำให้อาจารย์ศัลยแพทย์ท่านที่หนึ่ง
ไม่พอใจอย่างรุนแรง

แต่แทนที่จะเผชิญหน้ากับอาจารย์ศัลยแพทย์ท่านที่สอง
ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์เหมือนกัน
กลับไม่เลือกทำแบบนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นแทนคือ
ความรุนแรงนั้น
ย้ายมาลงที่แพทย์ประจำบ้านแทน



โพสต์เล่าเรื่องทั้งหมดนี้
ถูกเผยแพร่อยู่บนโซเชียลมีเดีย
เพียงไม่กี่ชั่วโมง

ก่อนที่ผู้เขียนจะได้รับโทรศัพท์
ขอให้ซ่อนโพสต์นี้ไว้
เพื่อจัดการเรื่องกันภายใน
ไม่ให้กลายเป็นกระแสสังคม

ผลคือ
โพสต์ต้นเรื่องนี้
หายไปอย่างรวดเร็ว
และเรื่องราวก็เงียบลงไป
อยู่ช่วงหนึ่ง

======================

2️⃣ 📄 จดหมายร้องขอความช่วยเหลือ จากแพทย์ประจำบ้านที่ถูกทำร้ายโดยคนที่เรียกตัวเองว่า “อาจารย์แพทย์”

หลังเหตุการณ์ตามที่เล่าในข้อ 1
แพทย์ประจำบ้านศัลยกรรม
ไม่ได้เลือกจะเงียบตั้งแต่แรก

พวกเขาเคย
ร้องเรียนต่อภาควิชา
ร้องเรียนต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาล
ในสถานที่ที่ตัวเองปฏิบัติงานอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น
ก็เป็นแบบเดิมซ้ำๆ

ไม่มีการลงโทษอย่างจริงจัง
มีเพียงการ “ตักเตือน”
ผู้กระทำผิด
ซื้อของมาขอโทษลูกศิษย์
แล้วก็จบกันไป

ก่อนจะวนกลับมาเกิดซ้ำอีกครั้ง
และอีกครั้ง



ครั้งนี้
แพทย์ประจำบ้านเลือกจะไม่ทน

พวกเขารวมตัวกัน
เขียนจดหมายร้องขอความช่วยเหลือ
ส่งตรงถึง
ประธานราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

ใจความในจดหมาย
ตรงกับเรื่องที่เคยถูกเล่าในโพสต์ต้นเรื่อง
คือการร้องเรียน
อาจารย์ศัลยแพทย์ 2 ท่าน

• ท่านหนึ่ง
ถูกกล่าวหาว่ามีปัญหาทางอารมณ์
และใช้ความรุนแรงกับลูกศิษย์เป็นประจำ

• อีกท่านหนึ่ง
ถูกกล่าวหาว่าใช้ผลประโยชน์จากคนไข้
จนถูกเรียกด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า
“โจรปล้นคนไข้”

ผู้เขียนจดหมายระบุชัดว่า
อาจารย์ทั้งสองท่าน
ไม่เหมาะสมจะเป็นต้นแบบ
ไม่เหมาะสมจะเป็นแบบอย่าง
และไม่ควรถูกเรียกว่า
“อาจารย์แพทย์”



ในจดหมายมีการระบุว่า
มีแพทย์ประจำบ้านลาออกจากที่นี่ไปแล้วหลายคน หลายรุ่น
บางคนตัดสินใจลาออกด้วยตัวเอง
ขณะที่บางคนถูกข่มขู่ กดดัน จนไม่สามารถทนอยู่ต่อได้

ผู้เขียนจดหมายเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาว่า
ควรมีการลงโทษทางวินัยต่ออาจารย์แพทย์ที่ถูกร้องเรียน
และหากเป็นไปได้
ควรถอดถอนออกจากการเป็นอาจารย์แพทย์
เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของคำว่า “อาจารย์แพทย์”
ต้องมัวหมองไปมากกว่านี้

นอกจากนี้ ยังมีการร้องขอให้มีการประณาม
ภาควิชาศัลยศาสตร์
ที่ไม่เคยปกป้องลูกศิษย์
เลือกช่วยเหลืออาจารย์แพทย์ด้วยกันเอง
เพิกเฉยต่อความไม่เป็นธรรม
และมีส่วนร่วมในการปกปิดเรื่องราวเหล่านี้มาโดยตลอด



ช่วงหนึ่งของจดหมาย
มีถ้อยคำที่สะเทือนใจอย่างมาก
ซึ่งสะท้อนความรู้สึกของผู้เขียนได้ชัดเจน

“ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย
เราเป็นผู้ถูกกระทำ
เราเห็นความไม่ถูกต้อง
เราถูกข่มขู่
เราจำยอมต้องทำให้มันไม่มีปัญหา

ภาควิชาศัลยศาสตร์รู้เรื่อง
แต่เมินเฉย

อาจารย์แพทย์
ช่วยเหลืออาจารย์แพทย์ด้วยกันเอง

เราเห็นการขูดรีดผู้ป่วย
เราเห็นความไม่ถูกต้องทางจริยธรรมแพทย์
เราเห็นคนไข้ต้องเป็นหนี้นอกระบบ

เราเสียกำลังใจ
และเราเบื่อหน่าย”



หลังจากราชวิทยาลัยศัลยแพทย์
ได้รับจดหมายฉบับนี้
เรื่องถูกส่งต่อให้
อนุกรรมการพิจารณากรณีดังกล่าว

และมีการทำหนังสือ
ส่งกลับไปยัง
คณบดีคณะแพทยศาสตร์ของสถาบันต้นเรื่อง
เพื่อขอให้ชี้แจงเหตุการณ์ทั้งหมด
เป็นลายลักษณ์อักษร
ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568



ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า
กระบวนการพิจารณา
ดำเนินไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้
ไม่สามารถเงียบได้อีกต่อไป คือ

📄 จดหมายร้องขอความช่วยเหลือฉบับนี้
ได้หลุดออกสู่โลกออนไลน์

และถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย
ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568

ทำให้สังคม
ได้เห็นสิ่งที่แพทย์ประจำบ้าน
พยายามร้องขอความช่วยเหลือ
มานานแสนนาน

======================

3️⃣ เรื่องราวของอาจารย์แพทย์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "โจรปล้นคนไข้"

หนึ่งในข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุดในเรื่องนี้
คือกรณีอาจารย์ศัลยแพทย์ท่านหนึ่ง
ถูกกล่าวหาว่ากดดันคนไข้ให้หาเงิน
เพื่อแลกกับการได้คิวผ่าตัดแบบพิเศษ

หากการสอบสวนพบว่าเป็นความจริง
จะถือว่าเป็นการผิดจรรยาบรรณแพทย์อย่างร้ายแรง



ตามข้อกล่าวหา
อาจารย์แพทย์ท่านนี้
มีความต้องการเพิ่มจำนวนเคส
การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic surgery)
เพื่อสะสมประสบการณ์
และสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง
ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีนี้



ต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า
การผ่าตัดในปัจจุบันมีหลายวิธี
เช่น
• การผ่าตัดเปิดแผล
• การผ่าตัดส่องกล้อง
• และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic surgery)

การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์
เป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยม
แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างมาก
และที่สำคัญคือ
ยังไม่ครอบคลุมในสิทธิการรักษาของโรงเรียนแพทย์ทั้งหมด
(ครอบคลุมแค่บางโรค บางส่วนเท่านั้น)

นั่นหมายความว่า
คนไข้ต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง
เป็นหลักหลายหมื่นบาท



ข้อกล่าวหาระบุว่า
อาจารย์แพทย์ท่านนี้
ได้กดดันให้คนไข้
“หาเงินมาให้ได้”
ไม่ว่าจะเป็น
• การกู้หนี้นอกระบบ
• การขายที่นา
• หรือการดิ้นรนหาทางใดทางหนึ่ง

พร้อมกับบอกว่า
“ถ้าได้เงินมา จะได้คิวผ่าตัดเร็วขึ้น
และสามารถผ่าตัดนอกเวลาราชการได้”

ทั้งที่ตามปกติ
หากผ่าตัดด้วยวิธีทั่วไป
คิวในโรงเรียนแพทย์
อาจต้องรอหลายเดือน

สำหรับคนไข้บางราย
เช่น ผู้ป่วยเป็นมะเร็ง
การรอคิวนานขนาดนั้น
แทบเป็นไปไม่ได้

ผลคือ
คนไข้หลายคน
จำใจต้องหาเงินมาจ่าย
เพื่อแลกกับ “โอกาสรอดชีวิต”



ข้อกล่าวหายังระบุว่า
หากคนไข้ ไม่สามารถหาเงินมาได้
อาจารย์แพทย์จะไม่เจรจาเอง
แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ
แพทย์ประจำบ้าน
ที่ต้องไปอธิบาย
หรือกดดันให้คนไข้
กลับไปหาเงินมาเพิ่ม

อาจารย์แพทย์ท่านนี้
ยังอ้างว่า
ตนเองเรียนมาในโรงเรียนที่
“ผ่าตัดแบบทั่วไปไม่เป็น”และได้รับการสอนมา
เฉพาะการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์



ผลลัพธ์ตามข้อกล่าวหา คือ

1. อาจารย์แพทย์
ได้รับเงินค่าผ่าตัดนอกเวลาราชการ
จากคนไข้ที่ดิ้นรนหาเงินมาได้

2. ได้สะสมจำนวนเคสผ่าตัด
ใช้เป็นผลงานและพอร์ตโฟลิโอ
เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญและชื่อเสียง

3. นำประสบการณ์และชื่อเสียงนี้
ไปต่อยอดในโรงพยาบาลเอกชน
เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม

ขณะที่
คนไข้จำนวนหนึ่ง
ต้องเป็นหนี้หรือหมดตัว
จากการหาเงินมา “แลกกับชีวิต”



เรื่องนี้
เป็นที่ซุบซิบกันในวงการมานาน
แต่ไม่เคยถูกนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ
อย่างจริงจัง

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่เล่าไปในข้อ 1
คือกรณีคนไข้รายหนึ่ง
ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดแล้ว
ก่อนจะถูกแจ้งว่า
ไม่มีเงินจ่ายค่าอุปกรณ์พิเศษ

ผลคือ
การผ่าตัดถูกยกเลิก
คนไข้ถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัด
และอาจารย์แพทย์
เดินทางกลับ



หลังจากเรื่องนี้ถูกเปิดเผย
มีผู้ให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยตัวตน
อ้างว่า
อาจารย์แพทย์ท่านนี้
มีรายได้สูงถึง ปีละ 44 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม
ตัวเลขดังกล่าว
ยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้าง

ข้อเท็จจริงทั้งหมด
จำเป็นต้องรอการตรวจสอบ
จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

======================

4️⃣ แถลงการณ์จากโรงพยาบาลต้นเรื่อง

หลังจากเอกสารหลายฉบับ
ถูกเผยแพร่ในสื่อออนไลน์อย่างกว้างขวาง
ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568

โรงเรียนแพทย์ต้นเรื่อง
ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ
เพื่อชี้แจงต่อสาธารณชน



ใจความสำคัญของแถลงการณ์ ระบุว่า

โรงเรียนแพทย์
ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
และตระหนักถึงความสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พร้อมยืนยันว่า
ไม่ได้เพิกเฉยหรือปล่อยผ่านต่อเรื่องดังกล่าว

มีการระบุว่า
ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
และอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ
โดยจะดำเนินการด้วย
ความโปร่งใส ยุติธรรม
และเป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย



แถลงการณ์ยังเน้นย้ำว่า
โรงเรียนแพทย์ยึดมั่นในหลัก
การเคารพซึ่งกันและกัน
การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
และการส่งเสริมการเรียนรู้และการทำงาน
ที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาและบุคลากร
ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย



อย่างไรก็ตาม
แถลงการณ์ฉบับนี้
ไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึก
ถึงข้อกล่าวหาที่ถูกพูดถึงก่อนหน้านี้
ทั้งในประเด็นความรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน
หรือข้อกล่าวหาเรื่องการเอาเปรียบคนไข้

ทำให้สังคมยังคงตั้งคำถามว่า
• การสอบสวนจะเป็นอิสระจริงหรือไม่
• จะมีการคุ้มครองแพทย์ประจำบ้านผู้ร้องเรียนอย่างไร
• และผลการสอบสวนจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่

แถลงการณ์ฉบับนี้
จึงอาจเป็นเพียง จุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบ

แต่สิ่งที่หลายคนจับตาดูต่อจากนี้คือ
👉 การกระทำที่เป็นรูปธรรม
ไม่ใช่แค่ถ้อยคำบนกระดาษ

======================

5️⃣ ถ้าคนพูดถูกลงโทษ ระบบนี้จะไม่มีวันดีขึ้น

สุดท้ายแล้ว
ถ้าเรื่องนี้
จบลงเพียงแค่การตั้งคณะกรรมการ
แล้วเงียบหายไปอีกครั้ง

คำถามคือ
ใครจะรับผิดชอบ
หากคนที่กล้าพูดต้องเสี่ยงอนาคต
และคนไข้ต้องเป็นหนี้
เพื่อแลกกับการรักษา

ระบบใดก็ตาม
ที่ปล่อยให้คนพูดความจริง
ต้องเสี่ยงอนาคต
ขณะที่คนทำผิด
ยังลอยตัวอยู่ได้

คือระบบที่
กำลังลงโทษ “ความถูกต้อง”
และปกป้อง “ความผิด”

เรื่องนี้
จึงต้องถูกตรวจสอบจนจบ
และต้องไม่จบลงแบบเดิม

เพราะถ้า คนพูดถูกลงโทษ
ระบบนี้จะไม่มีวันดีขึ้นจริงๆครับ

======================

6️⃣ เรื่องราวทั้งหมดยังเป็นเพียง “ข้อกล่าวหา” ที่ต้องรอการตรวจสอบ

ต้องย้ำให้ชัดอีกครั้งว่า เรื่องราวทั้งหมดที่ถูกเล่าในโพสต์นี้
**ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหา**

ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นความจริง
เป็นการเข้าใจผิด หรือเป็นการถูกกลั่นแกล้งกัน

ทุกฝ่าย ย่อมมีมุมมองและความจริงในแบบของตัวเอง
เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ

การตัดสินว่าใครผิดหรือถูก
ไม่ควรเกิดจากกระแสในโซเชียล
แต่ควรเกิดจาก การตรวจสอบข้อเท็จจริง
โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม

สุดท้ายแล้ว ขอให้ทุกคนติดตาม
**บทสรุปของเรื่องนี้จากกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ** อีกครั้งครับ

23/11/2025

🚨 ACLS AHA vs ERC slides https://www.facebook.com/share/p/1HrCitGUvg/

BLS https://www.facebook.com/share/p/1AhppEhU4t/
Foreign-Body Airway Obstruction (FBAO) https://www.facebook.com/share/p/19wfkYyEUE/
Cardiac Arrest https://www.facebook.com/share/p/14aaqfjwWeq/
Post Cardiac Arrest Care https://www.facebook.com/share/p/1CMXQURsvo/
TOR (Termination of Resuscitation) Rules https://www.facebook.com/share/p/18B2gbC5KG/
Bradycardia https://www.facebook.com/share/p/1AMQPshi3v/
Tachycardia https://www.facebook.com/share/p/1AbsUoUhnC/
Cardiac Arrest in Pregnancy https://www.facebook.com/share/p/18E16XX3PC/

📌 รวม ‘Review’ CPR guidelines 2025 https://www.facebook.com/share/p/1Ap66PPYki/

AHA : Adult & Pediatric Basic Life Support (BLS) Algorithms https://www.facebook.com/share/p/1BPrjrVCGy/
AHA : Adult Advanced Life Support (ACLS) Algorithms https://www.facebook.com/share/p/14QdEf6Wtud/
AHA : Pediatric Advanced Life Support (PALS) Algorithms https://www.facebook.com/share/p/1K3D73TX6W/
AHA : Adult & Pediatric Special Circumstances of Resuscitation Algorithms https://www.facebook.com/share/p/1BXEgVLY35/
AHA vs ERC 2025 CPR Guidelines https://www.facebook.com/share/p/1A9HgBpw8t/
AHA : Neonatal Resuscitation Algorithm https://www.facebook.com/share/p/1QJbkQCVag/
AAP Neonatal Resuscitation Program (NRP) 9th edition https://www.facebook.com/share/p/174uzofxBD/
Resuscitation Council UK https://www.facebook.com/share/p/1Appv8JBwo/

🚨 Recap [TRC CPR ’25 Update]
Adult BLS https://www.facebook.com/share/p/1Dbhu8cVoZ/
Pulseless Arrest – Non-shockable (Asystole / PEA) https://www.facebook.com/share/p/17TmQ4nJ6W/
Pulseless Arrest – Shockable (VF / pVT) https://www.facebook.com/share/p/17YoSaw7Rc/
Post-Cardiac Arrest Care https://www.facebook.com/share/p/1CXquVmwF8/
Bradyarrhythmia https://www.facebook.com/share/p/1GVqMtRyCA/
Tachyarrhythmia https://www.facebook.com/share/p/1AMCCpVHPu/
Special Circumstances of Resuscitation https://www.facebook.com/share/p/14NHfgqW5VS/

⛺️ ‘Lecture’ CPR ธรรมศาสตร์

System of Care https://www.facebook.com/share/p/1JxUw9Kc3B/
Adult BLS https://www.facebook.com/share/p/1BfzgapsB8/
Adult ALS https://www.facebook.com/share/p/1ADwJbDNFM/
Adult Bradycardia https://www.facebook.com/share/p/1BrzJ3jmVn/
Adult Tachycardia https://www.facebook.com/share/p/19QBAtLECQ/
Post-Cardiac Arrest Care https://www.facebook.com/share/p/1ZyMH7quf8/
On-scene OHCA Resuscitation https://www.facebook.com/share/p/1BrLThS9KL/
Special Circumstances of CPR https://www.facebook.com/share/p/17nJKYifTC/
Toxicology in Cardiac Arrest https://www.facebook.com/share/p/1EvAcTy3WX/
Use of POCUS during CPR https://www.facebook.com/share/p/1D34vHN3qr/

🏥 ‘Lecture’ CPR SiMSET ศิริราช
https://www.facebook.com/share/p/17fHYMpfMg/
👍🏻 https://www.facebook.com/share/p/1DkKc77QY6/

💐 ‘Lecture’ CPR มช
https://www.facebook.com/share/p/1DQ3E5efk6/

22/11/2025

อจ. รักษาคนไข้สมองเสื่อมมากี่คนแล้วนะ น่าจะหลักเป็นพันคน ที่เฝ้าติดตาม คนหลากหลายอาชีพ หลากหลายสถานะ ค่อยๆ มีความทรงจำที่เสื่อมถอยไป ตั้งแต่เริ่มจาก เอ๊ะ ผมขี้ลืม จนถึง เรียกชื่อภรรยาไม่ถูก จนกระทั่งตาลอยเหม่อ นอนติดเตียง

สิ่งที่เฝ้าคิดเสมอ คือ คนที่เป็นสมองเสื่อม เขาจะรู้สึกอย่างไร เขาเหล่านั้น มองโลกเหมือนเราหรือไม่ แล้วเค้าจะยังจำคนที่เขารักที่สุดได้อีกไหม หรือนั่นเป็นเพียงความฝันในวันที่สมองเสื่อมถอยที่สุด อจ. ก็ไม่อาจรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ถ่องแท้ เว้นแต่ เข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมเสียเอง

“เขาจำชื่อเราไม่ได้แล้วค่ะหมอ…”
“บางวันก็เรียกลูกชายว่าเป็นพ่อเขาเอง”
“พอเราบอกว่าแม่จำผิด แม่ก็เสียใจ ร้องไห้ไม่หยุดเลยครับ…”

คำบอกเล่าจากลูกหลานของผู้ป่วยสมองเสื่อมเหล่านี้ ฟังแล้วชวนหดหู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็สะท้อนให้เห็นว่าความทรงจำที่เลือนหายไปของผู้ป่วยนั้น ไม่ได้หายไปเฉยๆ…แต่มันพาเขาเดินทางกลับไปยังอีกโลกหนึ่ง — โลกที่เรามองไม่เห็น แต่เขา “อยู่ในนั้น” จริงๆ



สมองเสื่อมไม่ใช่แค่ลืม…แต่คือการค่อยๆ มองโลกเปลี่ยนไป

สมองของเรานั้นคล้ายคอมพิวเตอร์ชีวภาพ ที่เก็บความทรงจำไว้ในหลาย “ดิสก์” ร่วมกัน
โดยเฉพาะ สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งเปรียบเหมือนคลังความจำระยะสั้น เมื่อสมองส่วนนี้เริ่มเสื่อม ความจำระยะสั้น — อย่างเช่น “เมื่อเช้ากินอะไรไป” — ก็จะหล่นหายไปก่อน ส่วนความจำเก่าๆ อย่าง “ตอนเด็กเคยตกต้นมะม่วง” กลับยังชัดเจนอยู่

จึงไม่แปลกที่บางครั้งผู้ป่วยจะคิดว่า “ตัวเองยังเด็กอยู่” หรือพูดถึงแม่ ทั้งที่แม่จากไปนานแล้ว เพราะนั่นคือสิ่งที่ยังอยู่ในสมอง…และอยู่ในใจ



“จำเหตุการณ์ไม่ได้…แต่ยังจำความรู้สึกได้”

งานวิจัยจาก Harvard Medical School เคยทำการทดลองให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมดูหนังที่มีเนื้อหาเศร้าและตลกสลับกัน
ผลลัพธ์น่าสนใจมากครับ — ผู้ป่วยจำเนื้อเรื่องไม่ได้ แต่ยัง “คงรู้สึกเศร้า” หรือ “รู้สึกดี” หลังจากดูหนังจบไปนานพอสมควร

พูดอีกแบบคือ…แม้เขาจะลืมว่าเราเคยกอดเขาเมื่อเช้า แต่ความรู้สึกอบอุ่นนั้น…ยังอยู่
ตรงนี้แหละครับ ที่คนดูแลต้องเข้าใจว่า หัวใจของเขายังอยู่กับเรา แม้สมองจะเริ่มลืม

เขาอาจจำชื่อเราไม่ได้
แต่เขายังรู้สึกว่า “คนคนนี้…ใจดี”
นี่แหละ ที่เขารู้สึก


หลายครั้ง ที่ลูกๆ หงุดหวิดเมื่อแม่ จำผิด
“บอกว่า ไม่ใช่ไงแม่ นี่บอก กี่ครั้งแล้ว” ดุจนคุณแม่หน้าจ๋อย เศร้าในความผิด ก็มันจำไม่ได้นี่

อจ. บอกใจเย็น

บางครั้ง ก็ต้องปล่อยอยู่กับโลกของเขา…ไม่ใช่ดึงเขากลับมาสู่โลกของเรา

บางครั้งผู้ป่วยจะพูดว่า “ต้องรีบกลับไปดูแลลูกเล็กที่บ้าน” ทั้งที่ลูกอายุ 50 แล้ว
คนรอบข้างอาจพยายามอธิบายว่า “แม่จำผิด ลูกโตแล้ว” แต่ผลที่ตามมาคือความสับสน ความเศร้า หรือบางทีอาจกลายเป็นการทะเลาะกัน

สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือ…เข้าไปอยู่ในโลกของเขาอย่างอ่อนโยน เช่น ตอบว่า
“ไม่ต้องห่วงนะคะ วันนี้ลูกอยู่กับยายแล้ว แม่พักผ่อนก่อนเนอะ”

นี่ไม่ใช่การโกหก แต่เป็น “การดูแลใจ” ของเขา
เพราะสำหรับคนที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงทุกวัน การได้ยึดเกาะกับบางสิ่งที่เขาเชื่อ เป็นเรื่องสำคัญมาก



สิ่งที่ผู้ป่วยสมองเสื่อมต้องการ…ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

แต่คือ “ความรู้สึกปลอดภัย” ที่เรามอบให้

Validation Therapy หรือ “การยืนยันความรู้สึกของผู้ป่วย” เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีในหลายประเทศ
แทนที่จะบอกว่า “แม่จำผิดอีกแล้ว”
เราลองบอกว่า “แม่คิดถึงเขาเหรอคะ?”
คำพูดเพียงประโยคเดียวนี้…ช่วยให้คนที่กำลังหลงทางในสมองของตน รู้สึกว่า “ยังมีคนเข้าใจเราอยู่”



เราไม่ได้ดูแลแค่ความจำ…แต่ดูแลหัวใจของคนหนึ่งคน

เมื่อผู้ป่วยจำได้น้อยลง…หน้าที่ของเราคือ “จำแทน”
เมื่อเขาเริ่มหลงทาง…เราก็คือ “เข็มทิศใจ”
บางครั้ง เขาอาจไม่เรียกชื่อเราถูก แต่ถ้าเรายังเรียกเขาด้วยความรัก ความเป็นลูก ความเป็นคนรัก — ก็เพียงพอแล้ว

อย่าลืมนะว่า

สมองอาจเสื่อม แต่ความรักไม่เคยเสื่อม
ความจำอาจลด แต่ความผูกพัน…ยังเพิ่มได้เสมอ



สิ่งสำคัญ
ในวันที่เขาจำเราไม่ได้…เรายังจำได้ไหมว่าเขาคือใคร?
หากเราจำได้ และยังคงรักอยู่ นั่นแปลว่า “เขายังอยู่กับเรา”
แม้เพียงในใจ…ก็ตาม
จงเป็นความทรงจำ และคอยนำทางคนที่เค้ารักเราที่สุดนะครับ

- อจ สุรัตน์

Address

Alawwa
10400

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ราวด์ทั้งวันทั้งคืน - Endless Round posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Share