Psychoทูเดย์

Psychoทูเดย์ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Psychoทูเดย์, โชคชัย4 ลาดพร้าว, Bangkok.

#ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง..เอาของดีออกมาใช้ให้ถูกเวลา(จังหวะชีวิต)

@มุมมองใหม่ของใครบ้างคน
@ส่งต่อสาระดีๆที่เป็นต้นทุน🙂ในการเรียนรู้ชีวิต
*********************
#จิตวิทยาประจำวัน
#ประยุกต์ความรู้เพื่อนำมาใช้ได้จริง
#จิตวิทยาในตัวคุณ

นี่สิเจ็ง... วิธีคิดที่แตดต่างขอเเชร์
01/04/2026

นี่สิเจ็ง... วิธีคิดที่แตดต่าง
ขอเเชร์

รู้..ตั้งแต่เรียนสุขศึกษาแต่...เขาฮิตเราก็จะเชื่อละสิขอบคุณ.พี่หมอกลาง
01/04/2026

รู้..ตั้งแต่เรียนสุขศึกษา
แต่...เขาฮิตเราก็จะเชื่อละสิ
ขอบคุณ.พี่หมอกลาง

ยอดเยี่ยม..นี่สิอายุน้อยร้อยล้านตัวจริง
01/04/2026

ยอดเยี่ยม..
นี่สิอายุน้อยร้อยล้านตัวจริง

01/04/2026

เปิดตำนาน melatonin กว่าพันล้านปี แล้วจะรู้ว่าทำไมการนอนถึงโคตรสำคัญ


Melatonin ไม่ได้มีไว้แค่นอนแค่ง่วงเท่านั้น แต่มันคือ “นักสู้อนุมูลอิสระดั้งเดิม” ของสิ่งมีชีวิตเลยค่ะ

เพราะสิ่งมีชีวิตใช้ melatonin ในมุมต้านอนุมูลอิสระมาตั้งแต่แรกแล้ว ก่อนที่จะเริ่มมาใช้ควบคุมวงจรนาฬิกาชีวิต แล้วสุดท้ายเคลมไปอยู่กับต่อมไพเนียลในที่สุด


เริ่มแรกเดิมทีในสิ่งมีชีวิตยุคแรกๆ ก็มีการใช้ melatonin มาช้านานแล้ว เพราะมันใช้ปฏิกิริยาเคมีไม่กี่ชุด สร้างจากกรดอะมิโน tryptophan ซึ่งเหมือนเครื่องมือพื้นฐานที่ทำได้ง่าย แต่ใช้ได้จริง

ดังนั้นในช่วงสิ่งมีชีวิตยังอยู่ในสภาพคล้ายแบคทีเรีย (Prokaryotes) ก็ใช้ melatonin ช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระ ที่ผลิตจากปฏิกิริยาการใช้ออกซิเจน มาโดยตลอด พวกนี้ถึงรอดพิษจากออกซิเจนได้ เหมือนมีเกราะบางๆ คอยรับแรงแทนอยู่เสมอ


ไซยาโนแบคทีเรีย เจ้าพ่อแห่งการสังเคราะห์แสง ก็ใช้ melatonin ป้องกันตัวเองจากปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับออกซิเจนเช่นกัน เพราะเจอสารอนุมูลอิสระเยอะ เหมือนทำงานกลางแดดทั้งวัน ก็ต้องมีตัวช่วยคอยกันความเสียหาย

ดังนั้นพอเหล่าสิ่งมีชีวิตคล้ายแบคทีเรีย ได้เข้ามาอยู่ร่วมกับเซลล์ใหญ่ (Endosymbiosis) กลายเป็นเซลล์ที่มีไมโตคอนเดรีย/คลอโรพลาสต์ที่เรียกว่า eukaryote ก็ได้สกิลสร้าง melatonin ติดมาใช้งานได้ด้วย เหมือนพกอาวุธเดิมเข้ามาในบ้านใหม่


หลังจากนั้นสิ่งมีชีวิตก็มีการใช้ melatonin มาเรื่อยๆ ยาวตั้งแต่โปรโตซัว เชื้อรา พืช และสัตว์ยุคแรกๆ แบบเงียบๆ แต่สำคัญมาก เพราะมันคอยดูแลความเสียหายระดับเซลล์อยู่ตลอด

ในขณะเดียวกัน สิ่งมีชีวิตก็เริ่มมีการวิวัฒน์กลไกที่ตอบสนองต่อการหมุนของโลก นั่นคือกลางวัน-กลางคืนแล้ว ก่อกำเนิดเป็น CLOCK gene ในยุคแรกๆ ทำให้เริ่มมีกิจกรรมต่างๆ ผันแปรใน 1 วัน เหมือนเริ่มมี “นาฬิกา” ขึ้นมาในตัวเอง

แต่ ณ ตอนนั้น melatonin ยังไม่ได้มายุ่งกับเรื่องนี้เลย ยังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่เงียบๆ


จนกระทั่ง สิ่งมีชีวิตเริ่มมีการพัฒนาตัวรับของ melatonin ขึ้นมา (MT1/MT2)

ทำให้คราวนี้ melatonin มีสกิลเพิ่มแบบก้าวกระโดด จากเดิมแค่วิ่งไปชนสารอนุมูลอิสระแบบตรงๆ

คราวนี้มีชั้นเชิง จับกับกุญแจตัวรับที่ผิวเซลล์ แล้วสั่งให้เซลล์ทำนั่นทำนี่ได้ เหมือนจากนักสู้เดี่ยว กลายเป็นคนที่เริ่มสั่งทีมได้


และสกิลที่ melatonin ได้มาเลยก็คือการช่วยระบบภูมิคุ้มกัน และควบคุมวงจรการทำงานของเซลล์ที่ผันแปรในหนึ่งวัน (Circadian rhythm) ซึ่งเป็นบทบาทใหม่ที่ใหญ่ขึ้นมาก


แต่ ณ ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีเซลล์ “ผู้แทนหลัก” ในการสร้าง คือต่างคนต่างสร้าง ตามมีตามเกิด เหมือนมีของดี แต่ยังไม่มีระบบกระจาย

และแล้วเวลาก็ล่วงเลยมาถึงช่วงสัตว์มีแกนสันหลัง (Chordata) เริ่มมีการพัฒนาต่อมพิเศษที่เกิดมาเพื่อสร้าง melatonin

โดยเฉพาะ ทำให้ปลาและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเริ่มใช้งาน melatonin ได้ดีขึ้น เพราะพอมีต่อมมาสร้างแล้วแจกจ่าย มันควบคุมปริมาณได้ง่ายมาก เหมือนมีศูนย์กลางผลิตจริงจัง


และเริ่มมีวงจรการหลับตื่นแล้ว จากที่เคยแค่รับรู้เวลา กลายเป็น “ใช้เวลา” อย่างเป็นระบบ

ณ ตอนนั้นในฝั่งพืชเองก็มีการวิวัฒน์ระบบการใช้ melatonin อย่างดีแล้ว แต่เน้นการตอบสนองต่อแวดล้อมเยอะกว่าฝั่งสัตว์มาก ช่วยควบคุม metabolism ของเซลล์ที่ผันแปรในหนึ่งวัน เหมือนใช้เพื่อปรับตัวกับโลกมากกว่า


ในฝั่งสัตว์ช่วงสัตว์เลื้อยคลาน ก็เริ่มพัฒนาศูนย์นาฬิกาชีวภาพหลักที่สมองแล้ว (retinohypothalamic tract: RHT) ซึ่งตอบสนองต่อแสง แล้วสั่งอวัยวะอื่นๆ เหมือนเริ่มมี “ศูนย์บัญชาการเวลา”


จนในที่สุด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีการพัฒนาศูนย์กลางนาฬิกาชีวภาพชื่อว่า Suprachiasmatic nucleus (SCN) ฝังอยู่ในสมองส่วน hypothalamus แล้วลากวงจรประสาทเชื่อมกับต่อมพิเศษที่ทำหน้าที่ผลิต melatonin โดยเฉพาะ

นั่นคือต่อมไพเนียล ที่ใช้กันทุกวันนี้นี่เอง ทำให้มีการควบคุมระดับ melatonin ที่คงที่มาก เกิดวงจรการหลับตื่นที่มีประสิทธิภาพ ส่งต่อมาถึงมนุษย์ในที่สุด


ซึ่งจริงๆ melatonin เองก็ได้ฤทธิ์ต้านมะเร็งมาด้วยช่วงสัตว์มีแกนสันหลังด้วยนี่แหละค่ะ เพราะมันไม่ได้แค่กันอนุมูลอิสระ แต่เริ่มคุมการทำงานของเซลล์ได้ด้วย


📍สรุป
▪️ สิ่งมีชีวิตใช้ melatonin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระมาช้านานแล้ว
▪️ สิ่งมีชีวิตเพิ่มพัฒนาตัวรับ melatonin มาทีหลัง ทำให้เริ่มมีสกิลอื่น
▪️ ระบบวงจร circadian rhythm ถูกพัฒนามาแยกกัน
▪️ สิ่งมีชีวิตมาผนวกวงจรนาฬิกากับ melatonin ทีหลัง
▪️ ช่วงแรกๆ เซลล์แต่ละเซลล์สร้างกันเองตามยถากรรม
▪️ ต่อมาพัฒนาต่อมที่สร้าง melatonin โดยเฉพาะขึ้นมา
▪️ ในเวลาเดียวกันก็พัฒนาศูนย์นาฬิกาชีวิตขึ้นมาในสมอง


ดังนั้นควบคุมวงจร melatonin ให้ดี คือหนึ่งในตัวช่วยทั้งคุมการทำงานอวัยวะภายในตามนาฬิกา, ต้านอนุมูลอิสระ ลดสารพัดโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง รวมถึงมะเร็งด้วย

และวิธีควบคุมมันให้ดีสุด
คือนอนให้พอ ให้มีคุณภาพ และตรงเวลาเดิมค่ะ

ขอให้อาจารย์สู้ค่ะตำแหน่งใหม่  นักวิชาการอิสระ
01/04/2026

ขอให้อาจารย์สู้ค่ะ
ตำแหน่งใหม่
นักวิชาการอิสระ

แรงสั่นสะเทือนวงการวิชาการไทยเกิดขึ้นทันที เมื่อ "รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล" นักวิชาการชื่อดังผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง ออกมาเปิดเผยชะตากรรมสุดช็อกว่าตนเองถูก "สั่งให้ออกจากงาน" โดยไม่มีค่าชดเชยใดๆ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้
ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้เดินสายทำหน้าที่ "กระบอกเสียงทางวิชาการ" ผ่านรายการดัง ทั้งโหนกระแส และเปิดปากกับภาคภูมิ เพื่อตีแผ่ความจริงในประเด็นร้อนที่สังคมกำลังเฝ้าถาม แต่ใครจะเชื่อว่าการออกมาพูดเพื่อประโยชน์สาธารณะในวันที่ 31 มีนาคม กลับกลายเป็นตั๋วเที่ยวสุดท้ายในอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยของเขา
นี่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของคำว่า "ธรรมาภิบาล" ในองค์กรการศึกษาไทย เมื่อคนทำงานที่ทุ่มเทความรู้และความเพียรเพื่อแสวงหาความจริง กลับต้องกลายเป็นผู้รับผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมเพียงเพราะไม่ยอมนิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง แรงกายแรงใจที่สร้างสมมาตลอดชีวิตข้าราชการและนักวิชาการ กำลังถูกสั่นคลอนด้วยอำนาจที่ไร้คำอธิบาย
คำถามใหญ่ที่ส่งถึงกระทรวง อว. และสังคมไทยในวันนี้คือ เรากำลังอยู่ในยุคที่ "คนพูดความจริงไม่มีที่ยืน" จริงหรือ? หากนักวิชาการระดับสูงยังถูกริดรอนสิทธิ์เพียงเพราะการแสดงออกทางความคิด แล้วเราจะคาดหวังความยุติธรรมและความกล้าหาญจากใครได้อีกในอนาคต
ท่ามกลางพายุวิกฤตชีวิตครั้งนี้ สิ่งเดียวที่ยังคงสง่างามคือจิตวิญญาณของผู้ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม เพราะมรดกที่ล้ำค่าที่สุดไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ แต่คือความสัตย์จริงที่ประทับอยู่ในหัวใจปวงชน
#กฤษณพงค์พูตระกูล #ธรรมาภิบาล #ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว #นักวิชาการ #กระทรวงอว #โหนกระแส #ความยุติธรรม

01/04/2026

การกำหนดเป้าหมายเล็กๆ ในชีวิตประจำแล้วทำมัน
ช่วยให้ ‘ภาวะสิ้นยินดี’ ดีขึ้นทีละนิดได้


สิ้นสุข สิ้นยินดี สิ้นแรงจูงใจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม
เป็นหนึ่งในอาการหลักที่ทำให้ซึมเศร้ามันมากกว่าแค่ดิ่ง
แต่มันทำให้รู้สึกว่า ไม่รู้วันนี้จะมีชีวิตอยู่ไปทำอะไร

ที่เป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเศร้าจนไม่อยากทำอะไร
แต่สมองส่วนที่ดูแลมันทำงานผิดจริงๆ

1. วงจรรางวัล (Mesolimbic system): ทำงานน้อยลงมาก การหลั่งโดปามีนแย่มาก จนทำให้ไม่เกิดความพอใจ/แรงจูงใจ เมื่อทำอะไรก็ตาม

2. ศูนย์ประเมินคุณค่า (Orbitofrontal cortex): ทำงานน้อยลงมาก ทำให้ไม่ว่าจะสัญญาณที่เข้ามาเป็นแบบไหน ก็คุณค่าพอๆ กัน คือต่ำพอๆ กัน ไม่ต่างซักอัน

3. วงจรปิดแรงจูงใจ (Habenula - antireward): ทำงานมากขึ้น เหมือนชีวิตเพื่อโหมดเตือนภัยตลอด จนไม่อนุญาตให้พอใจ/สุขใจ เพื่อที่จะได้สู้กับ stress

ทั้งหมดเลย ออกอาการมาในสภาพ
‘หมดสิ้น’ แรงใดๆ ที่จะทำ

และพอมันไม่มีแรงจูงใจ
ศูนย์ประเมินความคุ้มค่าในการทำสิ่งใดๆ (dorsal anterior cingulate cortex: dACC) ซึ่งก็ทำงานผิดปกติด้วย ก็ยิ่งประเมินว่า สิ่งนี้นอกจากจะทำไปแล้วไม่ได้อะไรแล้ว ยังเหนื่อยด้วย คือมันจะสร้างความเหนื่อยมากกว่าความเป็นจริง

ทำให้ยิ่งไม่อยากทำ

และพอยิ่งไม่อยาก มันก็ยิ่งเสริมให้วงจรที่กำลังป่วยเหล่านี้ ไม่ใช้งาน ไม่เกิดการกระตุ้น ก็ยิ่งจมอยู่กับสภาพนี้ต่อไป


วิธีแก้วิธีหลัก คือกินยา ซึ่งน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว
แต่มีอะไรที่พอช่วยได้บ้างมั้ย ที่พอจะแก้อาการนี้บ้าง

คำตอบคือ มีค่ะ
นั่นคือวิธี set - minimal goal ในแต่ละวันค่ะ

▪️ตั้งเป้าหมายให้เล็กจน “แทบปฏิเสธไม่ได้” เช่น แค่ลุกนั่งบนเตียง 1 ครั้ง, ลุกมากระโดด 10 ที ป้าบๆๆๆ เออ ฟังดูไร้สาระ แต่เชื่อเถอะค่ะ สมองส่วน reward มันจะได้รับสัญญาณทันทีที่สำเร็จ
▪️ทำทันทีเมื่อคิดได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการที่สมองส่วนตรรกะ (dlPFC) และประเมินกำลัง (dACC) มันคิดจนไม่อยากทำ ให้ทำเลย
▪️เลือกกิจกรรมที่มีจุดจบชัด เช่น พับผ้า 3 ชิ้น, วิ่ง 5 นาที, ไม่มีแรงเลย งั้นซิกอัพ 10 ครั้ง เป็นต้น เพื่อให้สมองรับรู้ ว่างานนี้มันทำและจบได้
▪️ทำซ้ำในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน เพื่อสร้าง pattern ใหม่ในวงจรสมอง (corticostriatal loop)

ตอนทำมันจะไม่รู้สึกอะไรหรอก มันก็ยังเบื่อเหมือนเดิมแหละ
แต่การทำต่อเนื่องนั้น เซลล์ประสาทที่ถูกกระตุ้นให้ใช้งานบ่อยๆ มันจะเริ่มสู้ มันจะเริ่มมีบางสิ่งคล้ายๆ แรงผลักดันโผล่ขึ้นมา อาจจะไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ฝึกเลยก็ได้

ที่สำคัญที่สุดคือ มันผลักให้สมอง โยน energy ไปยังส่วนของงานนั้น ให้หยุดไปใช้โหมดเหม่อ ที่จะดิ่งวนไปวนมา


และพอเริ่มทำสิ่งพวกนี้ได้มากขึ้น
เริ่มขยับไปทำสิ่งที่เคยชอบ แต่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
เช่น เคยชอบเล่นดนตรี ก็หยิบเครื่องดนตรีมากดๆ มั่วๆ เลย
เคยชอบดูซีรี่ส์ เปิดดูเทรลเลอร์แบบสุ่มๆ เลย

(อะไรก็ได้ แต่ social media ไม่แนะนำ
เพราะ emotional damage เยอะ)


ในทางคลินิก แนวคิดนี้สอดคล้องกับ behavioral activation therapy ซึ่งไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนความคิด แต่เริ่มจากการ “ขยับพฤติกรรมเล็กๆ” เพื่อรีเซ็ตวงจรสมองก่อน แล้วความคิดจะค่อยๆ ตามมานี่แหละค่ะ


อาจจะเวิร์คบ้าง ไม่เวิร์คบ้าง เดี๋ยว trigger มาอีกละ
อย่างน้อยก็เป็นเส้นทางนึงที่จะได้พ้นน้ำขึ้นมาหายใจได้บ้างค่ะ

เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน

31/03/2026
เรามาถูกทางแล้วค่ะความสัมพันธ์ที่ดีขอแชร์..ขอบคุณพี่หมอกลาง🥰
29/03/2026

เรามาถูกทางแล้วค่ะ
ความสัมพันธ์ที่ดี
ขอแชร์..ขอบคุณพี่หมอกลาง🥰

ขอบคุณค่ะพี่หมอกลางขอแชร์
29/03/2026

ขอบคุณค่ะพี่หมอกลาง
ขอแชร์

📌หนี้นอกระบบ...ทำร้ายทั้งคนในครอบครัว #ไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท #พม.ดูแลครบ
29/03/2026

📌หนี้นอกระบบ...ทำร้ายทั้งคนในครอบครัว
#ไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท
#พม.ดูแลครบ

เรื่องนี้ทำให้คนป่วยไม่ยอมรับประทานยาเรื่องนี้คนป่วยได้รับผลกระทบเพราะเข้าโหมดเอาแต่นอนเรื่องนี้คนป่วยต้องรู้ว่าเขาควรได...
28/03/2026

เรื่องนี้ทำให้คนป่วยไม่ยอมรับประทานยา

เรื่องนี้คนป่วยได้รับผลกระทบเพราะเข้าโหมดเอาแต่นอน

เรื่องนี้คนป่วยต้องรู้ว่าเขาควรได้สังเกตอะไรในอารมณ์ตนเอง

ขอแชร์นะค่ะ🙏🙏

ทำไมยาต้านเศร้าถึงออกฤทธิ์ช้า?
กว่าจะเริ่มดีขึ้นก็ต้อง 2-6 สัปดาห์

ตอบ: เพราะผลการรักษาในระยะยาวจริงๆ ไม่ใช่การเพิ่มสารสื่อประสาทเป็นครั้งๆ ด้วยยา แต่เป็นการเพิ่มสารสื่อประสาทที่นานพอ พอให้เซลล์ประสาทที่ฝ่อ/ลดการแตกแขนง กลับมาเชื่อมต่อกันได้ดีดังเดิม และสร้างสารสื่อประสาทนั้นได้ดังเดิม

หรือก็คือ
‘สอนให้เซลล์ประสาทจุดที่เสียหาย รู้จักสร้างสารสื่อประสาทได้ด้วยตัวเอง’


ตัวอย่างยาที่เป็น first-line
อย่าง SSRI (Selective serotonin reuptake inhibitor)
เช่น sertraline, fluoxetine

ใจความการออกฤทธิ์มีสั้นๆ ค่ะคือ
‘ลดการนำ serotonin กลับสู่ปลายประสาทต้นทาง ทำให้ serotonin หลั่งออกมาแล้ว แม้จะน้อยนิด (ตามภาวะซึมเศร้า) ก็จะอยู่กระตุ้นได้นานขึ้น’


ถ้าพิจารณาตำแหน่งของสมองที่เสียหายจากซึมเศร้าซักจุด
เช่น ช่วยความจำ (Raphe nuclei —> serotonin —> Hippocampus)

ในภาวะปกติ:
▪️ เซลล์ประสาท 1 จะหลั่ง serotonin ไปกระตุ้นเซลล์ประสาท 2
▪️ serotonin บางส่วนจะถูกขนส่งกลับสู่ตัวที่ 1
▪️ serotonin บางส่วนจะย้อนกลับมายับยั้งการหลั่ง serotonin ตัวที่ 1 (Negative feedback) เพื่อควบคุมไม่ให้ตัว 1 หลั่งมากเกิน จนตัว 2 ทำงานผิดปกติ


ในซึมเศร้า
▪️ เซลล์ประสาท 1 เชื่อมต่อกับ 2 ลดลง สร้าง serotonin ลดลง
▪️ เซลล์ 2 จึงทำงานลดลง ก่อให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ถ้าเป็น Hippocampus ก็ทำงานน้อยลง ส่งผลต่อการสร้างความจำระยะยาว


เมื่อกินยากลุ่มนี้
▪️ เซลล์ 1 แม้จะหลั่ง serotonin ได้น้อยลง แต่ยาไปยับยั้ง ‘การขนส่งกลับตัว 1’
▪️ serotonin เหลือค้างอยู่นานขึ้น กระตุ้นเซลล์ 2 ได้มากขึ้น

แต่ปัญหาคือ เซลล์ประสาทมันมีระบบป้องกันการเพิ่มสารสื่อประสาทอยู่ ทำให้ serotonin ที่เพิ่มขึ้นจากการกินยา ย้อนกลับไปยับยั้งเซลล์ 1

ผลคือในช่วงแรก แม้ serotonin จะเหลือค้างมากขึ้น
แต่เซลล์ 1 มันปรับตัว ลดการหลั่ง serotonin ลงไปอีก

ทำให้มัน ‘เจ๊ากัน’ ช่วงแรกเลยทำให้เซลล์ 2
ยังโดนกระตุ้นด้วย serotonin น้อยลงอยู่


เมื่อเวลาผ่านไป
เซลล์ 1 จะเริ่มลดระบบการป้องกันนี้ (Receptor downregulation)
จึงทำให้ในที่สุด เซลล์ 1 กลับมาหลั่งได้เท่าเดิม (เท่าตอนที่เป็นซึมเศร้า) แต่ผลของยามันทำให้สารค้างอยู่นาน ดังนั้นสุดท้ายเลย คือทำให้เซลล์ 2 ถูกกระตุ้นมากขึ้น

และนี่แหละค่ะ คือฤทธิ์การรักษาจะออกจริงๆ
ซึ่งใช้เวลา 2-6 สัปดาห์


แต่เรายังไม่ต้องการผลแค่นี้
ไม่งั้น ถ้าไม่กินยา serotonin ก็กลับไปต่ำเหมือนเดิม

สิ่งที่ทำให้อาการดีขึ้นในระยะยาวจริงๆ นั่นคือ
serotonin ที่กระตุ้นเซลล์ 2 แบบสม่ำเสมอ จะทำให้เซลล์
เริ่มสร้างสารงอกประสาท นามว่า BDNF และ NGF

ตัวนี้แหละคือไม้ตๅย ที่กระตุ้นให้เซลล์ประสาททั้ง 1 และ 2
ที่เสียหาย ฝ่อ หรือเชื่อมต่อน้อยลง
กลับมาเชื่อมต่อกันเหมือนเดิม


และนี่คือการฟื้นฟูอย่างแท้จริง
เพราะทำให้เซลล์ประสาทอยู่ต่อไป โดยไม่พึ่งยาอีกแล้ว

นี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไมต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ
แม้ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก จะผจญกับผลข้างเคียง
(แจ้งแพทย์เปลี่ยนยาได้) และร่วมกับการทำทุกวิธี
ที่เพิ่มการสร้าง serotonin/BDNF
เช่น ออกกำลังกาย, ควบคุมน้ำหนักการกิน เพื่อปรับสมดุล
แบคทีเรียในลำไส้, ทำจิตบำบัด และวิธีต่างๆ อีกมากมาย


สรุป: ที่ยาต้านเศร้าออกฤทธิ์ช้าเพราะ
1️⃣ เซลล์ประสาทมีระบบป้องกันสารสื่อเยอะเกิน ทำให้การเพิ่มช่วงแรก เซลล์มันปรับตัวลดการสร้างลง
2️⃣ เวลาผ่าน ผลนี้จึงหายไป สารสื่อประสาทถึงเพิ่มจริงๆ จากยา
3️⃣ และในระยะยาว สารสื่อที่เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ จะกระตุ้นการสร้างสาร BDNF ทำให้เซลล์ประสาทที่เสียหาย กลับมาสภาพเดิมค่ะ

ที่อยู่

โชคชัย4 ลาดพร้าว
Bangkok
10230

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Psychoทูเดย์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Psychoทูเดย์:

แชร์