ปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์ The Mind Talk

ปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์ The Mind Talk เครียด ปัญหาชีวิต..ปรึกษาออนไลน์กับ? กรุณาโทรนัดหมายล่วงหน้า
Please make appointment at
064-9945499
Line ID : (มี@ด้วยค่ะ)

เกลียดตัวเอง ไม่ชอบตัวเองเลย คำพวกนี้มักจะเกิดขึ้นมาเวลาเราเจอเรื่องอะไรแย่ๆมา หรือบางคนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเอาเ...
02/04/2026

เกลียดตัวเอง ไม่ชอบตัวเองเลย คำพวกนี้มักจะเกิดขึ้นมาเวลาเราเจอเรื่องอะไรแย่ๆมา หรือบางคนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเอาเสียเลย หากเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำยังไงดี วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจด้วยมุมมองทางจิตวิทยาอย่างถูกต้องกันดีกว่า

ความเกลียด เป็นอารมณ์และความรู้สึกอย่างหนึ่งของมนุษย์ เป็นธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แม้กระทั่งกับตัวเอง จุดเริ่มต้นอาจจะมาจากอะไรหลายๆอย่างเช่น เก็บคำพูดของคนอื่นมาคิด อิจฉา ไม่สมหวังกับอะไรบางอย่าง ทำบางอย่างแล้วไม่เป็นแบบที่คิด ทำอะไรผิดมาแล้วเก็บมาคิด

ปัจจัยพวกนี้หรือเรื่องแย่ๆพวกนี้อาจส่งผลให้เรารู้สึกเกลียด รู้สึกไม่ดีกับตัวเองได้ เราลองมาเช็กตัวเองผ่านคำถาม 4 ข้อง่ายๆว่าเรารู้สึกแย่กับตัวเองไหม

1.มองว่าชีวิตจะไม่ประสบผลสำเร็จ
2.มีความคิดไปในทางลบ
3.รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวตลอด
4.ความนับถือตัวเองต่ำ

หากใครรู้สึกตามที่กล่าวมา ก็อย่าพึ่งตกใจหรือเสียใจไป ลองทำตามวิธีนี้ดู

▪︎จดบันทึก
ก่อนจะหมดวัน ลองนั่งนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขียนความรู้สึกตัวเองลงไป มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกเกลียดตัวเองในวันนี้ มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นไหม ให้ตัวเราได้เรียนรู้ ให้ความคิดในหัวมันออกมาเป็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อเราเห็นภาพมากขึ้นเราก็จะรู้ว่าเราควรจะเลี่ยงอะไร หรือเอาตัวเองไปอยู่กับอะไร เพื่อลดความเกลียดของตัวเอง และทำให้ตัวเองมีความสุข

▪︎สู้กับความคิดลบของตัวเองสักหน่อย
ไม่ต้องคิดบวกเสมอ แต่ก็ต้องไม่ท้อกับความคิดลบตลอด ง่ายที่สุดคือเมื่อมีเสียงในหัวขึ้นมาว่า เกลียดตัวเอง ลองตะโกนดังๆกลับไปว่า ไม่จริง แบบนี้ไม่ถูกต้อง อย่าท้อแท้กับสิ่งที่เกิดขึ้น การที่เราตอบโต้ความรู้สึกแบบนี้จะช่วยให้เรารู้สึกกล้ามากขึ้น

▪︎ฝึกพูดเชิงบวกให้กับตัวเอง
เมื่อเรากล้าที่จะสู้กับความคิดลบตัวเอง ก็เริ่มฝึกพูดเชิงบวกให้กับตัวเอง ลองเขียนสิ่งที่ทำให้เรารักตัวเองไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ชอบ สัตว์เลี้ยง แล้วมองสิ่งที่เขียนไว้ทุกวัน พูดชื่อออกมา จะทำให้เรารู้สึกดีมากขึ้น

▪︎ใช้เวลากับคนที่ทำให้เรามีความสุข
ผู้คนมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เรารู้สึกดีและรู้สึกแย่ได้ ควรใช้เวลากับคนที่เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุข มีการศึกษาพบว่าสุขภาพจิตใจเรานั้นเกี่ยวเนื่องกับคนรอบตัวด้วย เวลาเราได้อยู่กับคนที่รัก คนที่มีพลังบวก เรามีแนวโน้มที่จะมีความสุขมากขึ้น เพราะฉะนั้นเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ถูกต้อง ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับคนที่ทำให้เรามีความสุข

▪︎ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
หากลองทำทุกอย่างแล้วยังไม่รู้สึกดีขึ้นและยังรู้สึกว่าความรู้สึกแบบนี้ยังคงกระทบต่อชีวิตของเรา ทางที่ดีคืออยากแนะนำให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับฟังคำแนะนำในการแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง

ที่มา: https://www.sanook.com/health/28441/

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #สุขภาพจิต #เกลียดตัวเอง

หลายคนคงเคยได้ยินและรู้จักคำว่า Positive Thinking หรือ “การคิดเชิงบวก” ซึ่งหมายถึง การมองหาและคาดหวังแง่มุมดีๆ ที่เกิดขึ...
28/03/2026

หลายคนคงเคยได้ยินและรู้จักคำว่า Positive Thinking หรือ “การคิดเชิงบวก” ซึ่งหมายถึง การมองหาและคาดหวังแง่มุมดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตตามความเป็นจริงเมื่อเกิดปัญหาหรือข้อเสีย ไม่ใช่การมองทุกอย่างโดยเอาข้อดีมาปิดข้อเสีย แต่เป็นการมองเห็นข้อเสียนั้นแล้วยอมรับความเป็นจริงอย่างเข้าใจ หรือพยายามหามุมมองที่แตกต่างออกไปจากมุมมองปกติที่เราเคยมองโดย “ไม่หลอกตนเอง” แต่หากเมื่อไหร่ที่ เราฝืนบังคับตนเองและผู้อื่นให้มองเชิงบวกในเรื่องที่เลวร้าย โดยที่รู้สึกเจ็บปวดภายใน จนปัญหาทับถมกลายเป็นการทำร้ายตนเอง จะเรียกว่า ภาวะคิดบวกเป็นพิษ หรือ Toxic Positivity

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรา “คิดบวกเป็นพิษ”? มี สัญญาณ ให้สังเกต ดังนี้
• ปัดปัญหาแทนการเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้น “ขอไม่พูดถึง ไม่รับรู้”
• ซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ภายใต้คำพูดดีๆ “ทุกอย่างโอเค”
• พยายามอดทนต่ออารมณ์ความเจ็บปวด รู้สึกผิดที่จะเศร้าหรือโกรธ “ไม่ไหวบอกไหว”
• สนใจความรู้สึกคนอื่นน้อยลง เพราะทำให้ตัวเองไม่สบายใจ “ปัญหาของเขา ไม่ใช่ของเรา”
• ประณามคนอื่นเมื่อไม่คิดบวก “ทำไมไม่คิดบวกเข้าไว้

เราจะลด “ภาวะคิดบวกเป็นพิษ” ได้อย่างไร?
• “self-awareness” รู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นตาม “ความเป็นจริง” “ไม่ไหว อย่าฝืน ไม่โอเคบ้างก็ได้”
• เข้าใจ และยอมรับกับอารมณ์ ความรู้สึกเชิงลบที่เกิดขึ้นตาม “ความเป็นจริง” พยายามจัดการโดยไม่ปฏิเสธ
• “empathy” ใจเขาใจเรา รับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน แสดงให้เห็นว่ายังมีเราตรงนี้เสมอ

อย่างไรก็ตาม การคิดบวกย่อมส่งผลดีต่อตัวเรามากกว่าการคิดลบ แต่อย่าลืมว่า ภายใต้การคิดบวกนั้น ต้อง มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่คาดหวัง และไม่ฝืนคิดบวก จนกลายเป็นปัญหา ไม่เช่นนั้น เราก็จะเข้าสู่ ภาวะคิดบวกเป็นพิษ หรือ Toxic Positivity

ที่มา: sanook.com

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499
#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #สุขภาพจิต

อาจมีบางคนเคยได้ยินมาว่า การทาครีมกันแดดให้ได้ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงยูวีต่างๆ ได้มากที่สุด คือ การทากันแดดในปริ...
24/03/2026

อาจมีบางคนเคยได้ยินมาว่า การทาครีมกันแดดให้ได้ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงยูวีต่างๆ ได้มากที่สุด คือ การทากันแดดในปริมาณ 2 ข้อนิ้ว หรือ เท่าเหรียญ 10 บาท แต่ในความเป็นจริงแล้วครีมกันแดดในปริมาณดังกล่าวจะช่วยปกป้องผิวจากแสงยูวีได้อย่างเต็มที่จริงหรือ

⭐️"ครีมกันแดด" ควรทามากเท่าไรถึงจะป้องกันยูวีได้จริง
ปริมาณครีมกันแดด ที่แนะนำให้ทาทุกวันก่อนออกจากบ้าน คือ 2 นิ้ว บีบครีมกันแดดตามความยาวตั้งแต่โคนจรดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลาง

ส่วน 2 ข้อนิ้ว (นิ้วเดียว) เป็นปริมาณที่เหมาะสมในการทายาหรือครีมทางการแพทย์บนผิวหนัง แต่ขึ้นอยู่กัยชนิดของยาแต่ละชนิดด้วย ควรอ่านฉลากยาก่อนใช้ทุกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับอีกเล็กน้อยในการทาครีมกันแดดให้ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่มากขึ้น

1.บีบครีมกันแดดจากหลอดออกมาเต็มรูของหลอด
2.พยายามอย่าถูๆ ครีมกันแดดให้ทั่วฝ่ามือก่อนทาลงบนหน้า จะทำให้เสียครีมกันแดดไปกับฝ่ามืออีก หลังจากบีบครีมกันแดดลงบนนิ้วชี้และนิ้วกลางแล้ว ควรทาลงบนใบหน้าโดยตรงเลย ก่อนที่จะใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของทั้งสองมือทาหรือนวดครีมกันแดดลงบนใบหน้าให้ทั่ว
3.ปริมาณครีมกันแดด 2 นิ้ว ยังไม่รวมการทาลำคอ ซึ่งจำเป็นต้องทาด้วย ควรบีบครีมกันแดดสำหรับทาคอเพิ่มด้วย (อาจจะบีบออกมาอีก 1 นิ้วเฉพาะทาคอ)
4.หากวันไหนมีกิจกรรมกลางแจ้งทั้งวัน ควรทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวัน
5.ทาครีมกันแดดทุกครั้งที่ออกจากบ้านในตอนกลางวัน หากอยู่ในบ้านและอยู่ในบริเวณที่แสงแดดส่องโดนผิว ก็ควรทาครีมกันแดดด้วย

ที่มา: แพทย์ย้ำ "ครีมกันแดด" ควรทามากเท่าไรถึงจะป้องกันยูวีได้จริง https://share.google/eXfwW6VQjaaGL6Dyk

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #สุขภาพจิต

หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่า ตัวเองกำลังเผชิญกับ “บาดแผลทางใจ” หรือ Trauma ที่สะสมอยู่ในจิตใจ ซึ่งสามารถส่งผลต่อพฤติกรรม อารมณ์...
18/03/2026

หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่า ตัวเองกำลังเผชิญกับ “บาดแผลทางใจ” หรือ Trauma ที่สะสมอยู่ในจิตใจ ซึ่งสามารถส่งผลต่อพฤติกรรม อารมณ์ และร่างกายได้อย่างลึกซึ้ง โดยรูปแบบที่พบบ่อย ที่หลายคนไม่เคยรู้ มีอะไรบ้างมาดูกัน....

⭐️บาดแผลทางใจ Trauma ที่มักแสดงออกมาในชีวิตประจำวัน

1.ขอโทษตลอดเวลา: มักพูดคำว่า “ขอโทษ” บ่อยครั้ง แม้ในเรื่องเล็กน้อยที่ไม่จำเป็นต้องรับผิด กลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ
2.รู้สึกผิดเวลาพักผ่อน: เมื่อได้หยุดหรือผ่อนคลาย กลับรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ขี้เกียจ หรือกำลังละเลยหน้าที่
3.อธิบายตัวเองเกินความจำเป็น: ต้องรีบอธิบายเหตุผลหรือแก้ต่าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้คนเชื่อ
4.ตัดสินใจลำบาก: การเลือกอะไรสักอย่างดูเป็นเรื่องยากมาก กังวลว่าจะตัดสินใจผิดพลาดจนไม่กล้าทำอะไร
5.กลัวความสุข: ไม่กล้าใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มองว่าความสุขเป็นของชั่วคราวที่ไม่ปลอดภัย
6.ชอบหาความวุ่นวาย: รู้สึกไม่ชินเมื่ออยู่กับความสงบ อาจรู้สึกไม่ปลอดภัยจนต้องหาสิ่งมากวนใจเสมอ
7.พยายามเอาใจคนอื่นมากเกินไป: ยอมทุกอย่างเพียงเพื่อไม่ให้ใครไม่พอใจ
8.สะดุ้งง่าย: ตกใจหรือระแวงมากกว่าปกติ ไวต่อเสียง น้ำเสียง และการสัมผัส
9.ไม่ไว้ใจความหวังดีของคนอื่น: มักสงสัยว่าเบื้องหลังความช่วยเหลือ หรือความหวังดีของผู้อื่น ว่ามีอะไรแอบแฝง
10.เหนื่อยล้าง่าย และเหนื่อยเรื้อรัง: รู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอด แม้นอนหรือพักผ่อนเพียงพอ
11.เกาะติด: กลัวการถูกทิ้ง เลยมักจะยึดติด เกาะติดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด
12.บ้างาน: สู้ทำงานหนักเพื่อทำให้ตัวเองมีคุณค่า
13.กลัวความสำเร็จ: กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่กล้าที่จะต้องการมากไปกว่านี้
14.พึ่งพาตัวเอง: ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร
15.เฉยชาทางอารมณ์: มักปิดกั้น และไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้คนอื่นเห็น ไม่อยากให้ใครเห็นด้านอ่อนแอ
16.ยืดติดกับความสมบูรณ์แบบ: กลัวความผิดพลาดจึงพยายามทำให้ดีที่สุดเสมอ ถ้าหากผิดพลาดจะรู้สึกแย่ รับไม่ได้
17.รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร: มีความรู้สึกด้อยค่า รู้สึกว่าตนเองไม่สมควรได้รับสิ่งดี ๆ แม้มีหลักฐานความสำเร็จ
18.ชอบหนีความจริง: เมื่อพบปัญหามักใช้สิ่งอื่นช่วยเบี่ยงเบน แทนที่จะเผชิญหน้า
19.ระแวดระวังร่างกายมากเกินไป: ไหล่ตึง เกร็งท้องเป็นก้อน ไหล่ตึง ระแวงว่าจะถูกทำร้าย ซ้ำเดิม
20.ทำลายตัวเอง: มักเลือกทำลายสิ่งดี ๆ ในชีวิตไปเสียก่อน เพราะกลัวว่าสุดท้ายสิ่งนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายใจเรา

⭐️สัญญาณเหล่านี้กำลังบอกอะไร?
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีพฤติกรรมเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณของบาดแผลทางใจที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา ซึ่งการรับรู้และเข้าใจตนเองถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ

การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ จะช่วยให้คุณสามารถจัดการและฟื้นฟูจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อาการเหล่านี้คือสัญญาณที่สะท้อนว่า บาดแผลทางใจยังคงส่งผลต่อชีวิตประจำวัน การตระหนักรู้และทำความเข้าใจจึงเป็นก้าวแรกสำคัญของการดูแลตัวเอง และอาจต้องการความช่วยเหลือจากคนรอบข้างหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อค่อย ๆ ฟื้นฟูหัวใจให้กลับมาเข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง

ที่มา: รู้ทัน 20 สัญญาณอาการบาดแผลทางใจ ที่คุณอาจแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว! https://share.google/ryn0I4M96NTbf5qSQ

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

ตื่นกลางดึกคือปัญหาที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะจากความเครียด ภาวะร่างกาย หรือสภาพแวดล้อม แต่หนึ่งในสิ่งที่คนส่...
13/03/2026

ตื่นกลางดึกคือปัญหาที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะจากความเครียด ภาวะร่างกาย หรือสภาพแวดล้อม แต่หนึ่งในสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักทำโดยไม่รู้ตัวเมื่อตื่นกลางดึกคือการหยิบมือถือขึ้นมาดูนาฬิกา ซึ่งจริงๆ แล้วอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนโดยตรง

⭐️ทำไมไม่ควรดูนาฬิกาหลังตื่นกลางดึก
การดูนาฬิกาทำให้สมองของคุณเริ่ม “คำนวณเวลา” เช่น “เหลืออีกกี่ชั่วโมงก่อนต้องตื่น” ซึ่งจะกระตุ้นความวิตกกังวลโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะตื่นตัว และนอนต่อได้ยากขึ้น

⭐️กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ
การรู้เวลาจะกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic Nervous System) ซึ่งเป็นระบบ “ตื่น” ของร่างกาย ทำให้หัวใจเต้นเร็ว สมองทำงาน และนอนไม่หลับต่อ

⭐️แสงจากหน้าจอมีผลต่อเมลาโทนิน
หากคุณใช้มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อดูเวลา แสงสีฟ้าจะยิ่งไปรบกวนการหลั่ง “เมลาโทนิน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยให้นอนหลับลึก

⭐️ควรทำอย่างไรเมื่อตื่นกลางดึก?
▪︎อย่าดูนาฬิกาหรือเช็กเวลา
▪︎พยายามหายใจลึกและช้า เพื่อช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย
▪︎ไม่ควรเปิดไฟ หรือหยิบมือถือขึ้นมาดู
▪︎หากนอนไม่หลับเกิน 20 นาที ควรลุกไปทำกิจกรรมเบาๆ เช่น อ่านหนังสือโดยแสงสลัว
▪︎ไม่ควรกลับไปนอนทันทีแบบ “บังคับตัวเอง” ให้หลับ เพราะจะยิ่งเครียด

⭐️ตื่นกลางดึกบ่อย สัญญาณอะไรบางอย่างหรือเปล่า?
•ความเครียดหรือความวิตกกังวลที่สะสม
•ดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ก่อนนอน
•ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)
•ระบบฮอร์โมนผิดปกติ เช่น ต่อมไทรอยด์
•อุณหภูมิห้องหรือเสียงรบกวน

หากมีอาการตื่นกลางดึกบ่อยครั้งจนรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักบำบัดการนอนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

⭐️สรุป
การตื่นกลางดึกไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่อย่าให้พฤติกรรมเล็กๆ อย่าง “การดูนาฬิกา” ทำให้การกลับไปนอนหลับยากยิ่งขึ้น เพราะการรับรู้เวลาจะไปกระตุ้นสมองและรบกวนวงจรการนอน หากคุณหลีกเลี่ยงการดูเวลาและใช้เทคนิคผ่อนคลายอย่างเหมาะสม ก็สามารถนอนหลับต่อได้โดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิต

ที่มา: ตื่นกลางดึกไม่ควรดูนาฬิกาจริงไหม? ไขข้อสงสัยที่ส่งผลต่อวงจรการนอน https://share.google/eRjvZBq0NokISL0ro

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #เครียด #สุขภาพจิต

เกลียดตัวเอง ไม่ชอบตัวเองเลย คำพวกนี้มักจะเกิดขึ้นมาเวลาเราเจอเรื่องอะไรแย่ๆมา หรือบางคนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเอาเ...
12/03/2026

เกลียดตัวเอง ไม่ชอบตัวเองเลย คำพวกนี้มักจะเกิดขึ้นมาเวลาเราเจอเรื่องอะไรแย่ๆมา หรือบางคนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเอาเสียเลย หากเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำยังไงดี วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจด้วยมุมมองทางจิตวิทยาอย่างถูกต้องกันดีกว่า

ความเกลียด เป็นอารมณ์และความรู้สึกอย่างหนึ่งของมนุษย์ เป็นธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แม้กระทั่งกับตัวเอง จุดเริ่มต้นอาจจะมาจากอะไรหลายๆอย่างเช่น เก็บคำพูดของคนอื่นมาคิด อิจฉา ไม่สมหวังกับอะไรบางอย่าง ทำบางอย่างแล้วไม่เป็นแบบที่คิด ทำอะไรผิดมาแล้วเก็บมาคิด

ปัจจัยพวกนี้หรือเรื่องแย่ๆพวกนี้อาจส่งผลให้เรารู้สึกเกลียด รู้สึกไม่ดีกับตัวเองได้ เราลองมาเช็กตัวเองผ่านคำถาม 4 ข้อง่ายๆว่าเรารู้สึกแย่กับตัวเองไหม

1.มองว่าชีวิตจะไม่ประสบผลสำเร็จ
2.มีความคิดไปในทางลบ
3.รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวตลอด
4.ความนับถือตัวเองต่ำ

⭐️หากใครรู้สึกตามที่กล่าวมา ก็อย่าพึ่งตกใจหรือเสียใจไป ลองทำตามวิธีนี้ดู

▪︎จดบันทึก
ก่อนจะหมดวัน ลองนั่งนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขียนความรู้สึกตัวเองลงไป มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกเกลียดตัวเองในวันนี้ มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นไหม ให้ตัวเราได้เรียนรู้ ให้ความคิดในหัวมันออกมาเป็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อเราเห็นภาพมากขึ้นเราก็จะรู้ว่าเราควรจะเลี่ยงอะไร หรือเอาตัวเองไปอยู่กับอะไร เพื่อลดความเกลียดของตัวเอง และทำให้ตัวเองมีความสุข

▪︎สู้กับความคิดลบของตัวเองสักหน่อย
ไม่ต้องคิดบวกเสมอ แต่ก็ต้องไม่ท้อกับความคิดลบตลอด ง่ายที่สุดคือเมื่อมีเสียงในหัวขึ้นมาว่า เกลียดตัวเอง ลองตะโกนดังๆกลับไปว่า ไม่จริง แบบนี้ไม่ถูกต้อง อย่าท้อแท้กับสิ่งที่เกิดขึ้น การที่เราตอบโต้ความรู้สึกแบบนี้จะช่วยให้เรารู้สึกกล้ามากขึ้น

▪︎ฝึกพูดเชิงบวกให้กับตัวเอง
เมื่อเรากล้าที่จะสู้กับความคิดลบตัวเอง ก็เริ่มฝึกพูดเชิงบวกให้กับตัวเอง ลองเขียนสิ่งที่ทำให้เรารักตัวเองไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ชอบ สัตว์เลี้ยง แล้วมองสิ่งที่เขียนไว้ทุกวัน พูดชื่อออกมา จะทำให้เรารู้สึกดีมากขึ้น

▪︎ใช้เวลากับคนที่ทำให้เรามีความสุข
ผู้คนมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เรารู้สึกดีและรู้สึกแย่ได้ ควรใช้เวลากับคนที่เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุข มีการศึกษาพบว่าสุขภาพจิตใจเรานั้นเกี่ยวเนื่องกับคนรอบตัวด้วย เวลาเราได้อยู่กับคนที่รัก คนที่มีพลังบวก เรามีแนวโน้มที่จะมีความสุขมากขึ้น เพราะฉะนั้นเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ถูกต้อง ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับคนที่ทำให้เรามีความสุข

▪︎ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
หากลองทำทุกอย่างแล้วยังไม่รู้สึกดีขึ้นและยังรู้สึกว่าความรู้สึกแบบนี้ยังคงกระทบต่อชีวิตของเรา ทางที่ดีคืออยากแนะนำให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับฟังคำแนะนำในการแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง

ที่มา: https://www.sanook.com/health/28441/

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #สุขภาพจิต #เกลียดตัวเอง

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ #ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง...
08/03/2026

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

ในยุคที่ความเครียดเป็นเหมือนเงาตามตัว ไม่ว่าจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา หรือความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้คนวัยทำงานในส...
03/03/2026

ในยุคที่ความเครียดเป็นเหมือนเงาตามตัว ไม่ว่าจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา หรือความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้คนวัยทำงานในสังคมเมืองต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล และอาจนำไปสู่ #ปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า หรือไบโพลาร์ได้ง่าย แต่เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในสภาวะนั้น เพราะถึงแม้จะเปลี่ยนสังคมไม่ได้ แต่เราก็สามารถสร้างเกราะป้องกันให้จิตใจเข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง วันนี้เรามี 8 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพจิตและเพิ่มความสุขให้กับชีวิตประจำวันของคุณ

▪︎เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังบวก: ตื่นนอนแล้วเปิดม่านรับแสงแดด พับที่นอนให้เป็นระเบียบ และลองทำสมาธิสั้นๆ เพื่อปลุกความสดชื่นและสร้างกำลังใจตั้งแต่เช้า
▪︎รักการอ่านให้มากขึ้น: การอ่านช่วยเปิดโลกทัศน์และเป็นวิธีที่ดีในการหลีกหนีจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ลองเลือกหนังสือที่คุณสนใจแล้วใช้เวลากับมัน
▪︎แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย: ลองเดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ หรือยืดเหยียดร่างกายสั้นๆ เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ซึ่งช่วยลดความเครียดและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น
▪︎จัดเวลาเพื่อดูแลตนเอง: จัดสรรเวลาเพื่อทำสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขและผ่อนคลายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับคนที่รัก การอาบน้ำอุ่นๆ หรือการทำกิจกรรมที่คุณชอบ
▪︎ฝึกใช้คำพูดเชิงบวก: ลองเปลี่ยนมุมมองและใช้คำพูดในแง่ดี เพื่อช่วยให้คุณจัดการกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ดีขึ้น
▪︎กำหนดเวลานอนให้ชัดเจน: พยายามนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และสร้างวินัยในการเข้านอนและตื่นให้ตรงเวลา เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
▪︎ออกไปข้างนอกบ้าง: หาเวลาอย่างน้อย 20 นาทีต่อวัน เพื่อออกไปสัมผัสกับธรรมชาติและแสงแดด จะช่วยลดความรู้สึกหดหู่และเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า
▪︎ฝึกความรู้สึกขอบคุณ: ลองมองหาสิ่งดีๆ รอบตัวและรู้สึกขอบคุณในทุกๆ วัน การจดบันทึกเรื่องราวดีๆ ก่อนนอนจะช่วยปรับทัศนคติและเพิ่มความสุขให้กับชีวิต

การดูแล สุขภาพจิต ก็ไม่ได้แตกต่างจากการดูแลสุขภาพกายเลยแม้แต่น้อย เมื่อเราหมั่นดูแลจิตใจให้แข็งแรงด้วยวิธีง่ายๆ เหล่านี้ ก็จะส่งผลให้ร่างกายของเราพลอยแข็งแรงตามไปด้วย เพราะสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสิ่งคู่กัน หากใจเราเข้มแข็ง เราก็จะพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา: sanook.com

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

Work life Balance คือ แนวคิดเกี่ยวกับการปรับสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว เพื่อลดผลกระทบจากการทำงานหนักเกินไป ซึ่งมีประ...
23/02/2026

Work life Balance คือ แนวคิดเกี่ยวกับการปรับสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว เพื่อลดผลกระทบจากการทำงานหนักเกินไป ซึ่งมีประโยชน์สำหรับคนยุคใหม่ ทั้งที่ทำงานประจำและอาชีพอิสระ

⭐️ประโยชน์ของการมี Work-Life Balance ที่ดี
•ช่วยให้มีความสุขกับชีวิตมากขึ้นเนื่องจากการทำงานหนักอย่างต่อเนื่องอาจสร้างผลกระทบในหลายๆ ด้าน
•สุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้น
•มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่มีคุณภาพมากขึ้น

⭐️วิธีการสร้าง Work-Life Balance

•ตั้งเป้าหมายการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันควรตั้งเป้าหมายและจัดรายการลำดับการทำงานในแต่ละวันเพื่อการจัดการเวลาได้ดีขึ้น

•เคารพเวลาพักผ่อนของตนเองเมื่อถึงเวลาพักผ่อนควรหยุดคิดถึงเรื่องงาน ไม่นำงานกลับมาทำที่บ้าน ปิดโทรศัพท์มือถือ ใช้เวลาพักผ่อนเพื่อเป็นรางวัลให้กับความอดทนและตั้งใจของตนเองในแต่ละวัน

•เรียนรู้ที่จะปฏิเสธและต่อรองการขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเพื่อแบ่งเบาภาระงานเพื่อช่วยให้จดจ่อกับงานและผลิตงานที่มีคุณภาพได้มากขึ้น

•ใช้เวลากับคนรอบตัวให้มากขึ้นการแบ่งเวลาให้กับคนรอบตัวหรือคนในครอบครัวจะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ และช่วยบรรเทาความเครียดหรือความทุกข์ภายในจิตใจ จึงไม่ควรละเลยคนรอบตัวที่ควรให้ความสำคัญ

•ใส่ใจกับตนเองมากขึ้นควรแบ่งเวลาเพื่อดูแลสุขภาพตนเอง เช่น ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำกิจกรรมที่ชอบเพื่อผ่อนคลายความเครียด จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงพร้อมสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิต

ที่มา: วิธีวางแผน Work-Life Balance ปรับสมดุลชีวิตทำงาน https://share.google/oXDycRgdct8ZrIWb1

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

พฤติกรรมความรุนแรง แสดงออกถึงความก้าวร้าว เช่น ด่าทอเสียดสี ทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม อาจไม่ใช่อาการทางจิตเว...
22/02/2026

พฤติกรรมความรุนแรง แสดงออกถึงความก้าวร้าว เช่น ด่าทอเสียดสี ทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม อาจไม่ใช่อาการทางจิตเวชเสมอไป ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของพฤติกรรมส่วนบุคคล ต้องพิจารณาหลายด้านประกอบกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพฤติกรรมความรุนแรงบางประเภทก็มีสาเหตุมาจากอาการทางจิตเวชได้

⭐️พฤติกรรมความรุนแรง มีสาเหตุมาจากอะไรภาวะทางอารมณ์
เกิดจากการถูกกดดัน หรือถูกรบกวนทางอารมณ์ ทำให้เกิดภาวะโกรธ หงุดหงิด บางรายอาจแสดงพฤติกรรมความรุนแรงออกมาได้ ซึ่งพฤติกรรมที่เกิดจากสาเหตุนี้ มักมีเป็นครั้งคราวไม่ใช่ทุกครั้ง และการแสดงออกไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายผู้อื่น จึงไม่เป็นอันตราย สามารถเกิดได้กับคนทั่วไปไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรค

⭐️โรคทางจิตเวช
ผู้ป่วยทางจิตเวชบางรายอาจแสดงพฤติกรรมความรุนแรงออกมาได้ในบางกรณี อาจมีสาเหตุมาจากการขาดยา ทำให้มีอาการหวาดระแวง ประสาทหลอน หรือในบางรายมีปัญหาทางด้านอารมณ์บางอย่าง เช่น อารมณ์หงุดหงิด อารมณ์ซึมเศร้า หากมีอาการมาก ๆ อาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงได้ รวมถึงโรคสมาธิสั้น ที่อาจทำให้หงุดหงิด และยับยั้งชั่งใจได้ยาก จึงแสดงออกในรูปแบบของพฤติกรรมความรุนแรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโรคจิตเวชก็ไม่ได้ส่งผลให้แสดงพฤติกรรมความรุนแรงเสมอไป

⭐️โรคทางกาย
การแสดงพฤติกรรมความรุนแรง อาจมีสาเหตุมาจากภาวะทางร่างกาย ยกตัวอย่าง ผู้ใช้สารเสพติด ได้รับสารที่ไปกระตุ้นอารมณ์ให้เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ อาจทำให้เกิดอาการคล้ายโรคทางจิตเวช เช่น ประสาทหลอน ทำให้มีพฤติกรรมความรุนแรงเกิดขึ้นได้ หรืออาจเกิดจากโรคทางกายบางอย่าง เช่น โรคทางระบบประสาท ลมชักบางชนิด ที่ทำให้มีอาการพฤติกรรมความรุนแรง

⭐️พฤติกรรมความรุนแรง จะเกิดขึ้นกับใคร
สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย วัยรุ่นอาจมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีความอยากลองทำอะไรเสี่ยง ๆ หรืออยากเป็นตัวของตัวเอง และมีการควบคุมหรือยับยั้งชั่งใจต่ำ

1.กลุ่มคนที่มีความกดดันทางจิตใจบางอย่าง มักสะท้อนออกมาว่า ณ เวลานั้นมีความกดดันเกิดขึ้น และอยากต่อสู้หรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงความอันตราย เหมือนเป็นการปกป้องตัวเอง

2.กลุ่มคนที่มีความกดดันทางจิตใจบางอย่าง มักสะท้อนออกมาว่า ณ เวลานั้นมีความกดดันเกิดขึ้น และอยากต่อสู้หรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงความอันตราย เหมือนเป็นการปกป้องตัวเอง

3.กลุ่มคนที่เป็นโรคหรือภาวะบางอย่าง ทำให้สูญเสียการควบคุม

⭐️การรักษาพฤติกรรมความรุนแรง
วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้ก้าวร้าวรุนแรง ทั้งทางชีวภาพ ทางด้านจิตใจ และทางด้านสังคม จากนั้นประเมินความรุนแรงของอาการ ว่ามีการทำร้ายคนอื่นหรือไม่ บางรายพบว่าพันธุกรรมมีส่วนแต่ไม่เสมอไป หรือบางรายมีความกดดัน ความขัดข้องใจแล้วจัดการไม่เป็น ทำให้แสดงความก้าวร้าว นอกจากนี้ยังพบว่าบางรายมีการเลียนแบบจากสื่อ เป็นต้น จากนั้นทำการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิด

⭐️สื่อกับความรุนแรง สามารถทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

1.พฤติกรรมเลียนแบบ เป็นที่ทราบกันว่าการเลียนแบบเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ ซึ่งมักจะทำตามสิ่งที่พบเห็นแทบทั้งสิ้น

2.สร้างความหมายใหม่ของความรุนแรง เช่น การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หากเหยื่อเป็นคนเลว การลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และการแก้แค้นเป็นสิ่งที่น่าเชิดชู การกระทำรุนแรงต่อเพศหญิงเป็นเรื่องที่ทำได้

3.ความชาชินที่มากขึ้น ในที่นี้หมายถึง เมื่อเรามีความชินมากขึ้น ก็จะมีผลทำให้เราเฉย ๆ ต่อการพบเห็นหรือกระทำความรุนแรง นอกจากนี้ความเคยชินยังมีผล ทำให้เรามีความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อน้อยลง

4.การเพิ่มความรู้สึกตื่นตัวและความยับยั้งชั่งใจลดลง หลายการศึกษาพบว่าสื่อที่มีความรุนแรง ยังมีผลให้สมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความยับยั้งชั่งใจทำงานลดลง ซึ่งส่งผลให้มนุษย์สามารถทำความรุนแรงได้ง่ายขึ้นกว่าในภาวะปกติ

5. การกระตุ้นรูปแบบความคิดเกี่ยวกับความรุนแรง มนุษย์จะมีรูปแบบการคิดบางอย่างเก็บไว้ในความจำ ซึ่งสามารถถูกกระตุ้นได้โดยสิ่งกระตุ้นบางอย่าง โดยที่คน ๆ นั้นอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ได้ ส่งผลให้สิ่งกระตุ้นบางอย่างอาจจะถูกตีความ และกระตุ้นรูปแบบความคิดเกี่ยวกับความรุนแรงออกมาได้ เช่น บางคนเพียงแค่เห็นภาพอาวุธปืน ก็อาจกระตุ้นให้เกิดความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้นมาได้ เป็นต้น

ที่มา: สาเหตุของการเกิด “พฤติกรรมความรุนแรง” https://share.google/N9Uvzb4EaTmgM7MeJ

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 088-1415555

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

พฤติกรรมความรุนแรง แสดงออกถึงความก้าวร้าว เช่น ด่าทอเสียดสี ทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม อาจไม่ใช่อาการทางจิตเว...
22/02/2026

พฤติกรรมความรุนแรง แสดงออกถึงความก้าวร้าว เช่น ด่าทอเสียดสี ทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม อาจไม่ใช่อาการทางจิตเวชเสมอไป ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของพฤติกรรมส่วนบุคคล ต้องพิจารณาหลายด้านประกอบกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพฤติกรรมความรุนแรงบางประเภทก็มีสาเหตุมาจากอาการทางจิตเวชได้

⭐️พฤติกรรมความรุนแรง มีสาเหตุมาจากอะไรภาวะทางอารมณ์
เกิดจากการถูกกดดัน หรือถูกรบกวนทางอารมณ์ ทำให้เกิดภาวะโกรธ หงุดหงิด บางรายอาจแสดงพฤติกรรมความรุนแรงออกมาได้ ซึ่งพฤติกรรมที่เกิดจากสาเหตุนี้ มักมีเป็นครั้งคราวไม่ใช่ทุกครั้ง และการแสดงออกไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายผู้อื่น จึงไม่เป็นอันตราย สามารถเกิดได้กับคนทั่วไปไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรค

⭐️โรคทางจิตเวช
ผู้ป่วยทางจิตเวชบางรายอาจแสดงพฤติกรรมความรุนแรงออกมาได้ในบางกรณี อาจมีสาเหตุมาจากการขาดยา ทำให้มีอาการหวาดระแวง ประสาทหลอน หรือในบางรายมีปัญหาทางด้านอารมณ์บางอย่าง เช่น อารมณ์หงุดหงิด อารมณ์ซึมเศร้า หากมีอาการมาก ๆ อาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงได้ รวมถึงโรคสมาธิสั้น ที่อาจทำให้หงุดหงิด และยับยั้งชั่งใจได้ยาก จึงแสดงออกในรูปแบบของพฤติกรรมความรุนแรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโรคจิตเวชก็ไม่ได้ส่งผลให้แสดงพฤติกรรมความรุนแรงเสมอไป

⭐️โรคทางกาย
การแสดงพฤติกรรมความรุนแรง อาจมีสาเหตุมาจากภาวะทางร่างกาย ยกตัวอย่าง ผู้ใช้สารเสพติด ได้รับสารที่ไปกระตุ้นอารมณ์ให้เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ อาจทำให้เกิดอาการคล้ายโรคทางจิตเวช เช่น ประสาทหลอน ทำให้มีพฤติกรรมความรุนแรงเกิดขึ้นได้ หรืออาจเกิดจากโรคทางกายบางอย่าง เช่น โรคทางระบบประสาท ลมชักบางชนิด ที่ทำให้มีอาการพฤติกรรมความรุนแรง

⭐️พฤติกรรมความรุนแรง จะเกิดขึ้นกับใคร
สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย วัยรุ่นอาจมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีความอยากลองทำอะไรเสี่ยง ๆ หรืออยากเป็นตัวของตัวเอง และมีการควบคุมหรือยับยั้งชั่งใจต่ำ

1.กลุ่มคนที่มีความกดดันทางจิตใจบางอย่าง มักสะท้อนออกมาว่า ณ เวลานั้นมีความกดดันเกิดขึ้น และอยากต่อสู้หรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงความอันตราย เหมือนเป็นการปกป้องตัวเอง

2.กลุ่มคนที่มีความกดดันทางจิตใจบางอย่าง มักสะท้อนออกมาว่า ณ เวลานั้นมีความกดดันเกิดขึ้น และอยากต่อสู้หรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงความอันตราย เหมือนเป็นการปกป้องตัวเอง

3.กลุ่มคนที่เป็นโรคหรือภาวะบางอย่าง ทำให้สูญเสียการควบคุม

⭐️การรักษาพฤติกรรมความรุนแรง
วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้ก้าวร้าวรุนแรง ทั้งทางชีวภาพ ทางด้านจิตใจ และทางด้านสังคม จากนั้นประเมินความรุนแรงของอาการ ว่ามีการทำร้ายคนอื่นหรือไม่ บางรายพบว่าพันธุกรรมมีส่วนแต่ไม่เสมอไป หรือบางรายมีความกดดัน ความขัดข้องใจแล้วจัดการไม่เป็น ทำให้แสดงความก้าวร้าว นอกจากนี้ยังพบว่าบางรายมีการเลียนแบบจากสื่อ เป็นต้น จากนั้นทำการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิด

⭐️สื่อกับความรุนแรง สามารถทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

1.พฤติกรรมเลียนแบบ เป็นที่ทราบกันว่าการเลียนแบบเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ ซึ่งมักจะทำตามสิ่งที่พบเห็นแทบทั้งสิ้น

2.สร้างความหมายใหม่ของความรุนแรง เช่น การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หากเหยื่อเป็นคนเลว การลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และการแก้แค้นเป็นสิ่งที่น่าเชิดชู การกระทำรุนแรงต่อเพศหญิงเป็นเรื่องที่ทำได้

3.ความชาชินที่มากขึ้น ในที่นี้หมายถึง เมื่อเรามีความชินมากขึ้น ก็จะมีผลทำให้เราเฉย ๆ ต่อการพบเห็นหรือกระทำความรุนแรง นอกจากนี้ความเคยชินยังมีผล ทำให้เรามีความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อน้อยลง

4.การเพิ่มความรู้สึกตื่นตัวและความยับยั้งชั่งใจลดลง หลายการศึกษาพบว่าสื่อที่มีความรุนแรง ยังมีผลให้สมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความยับยั้งชั่งใจทำงานลดลง ซึ่งส่งผลให้มนุษย์สามารถทำความรุนแรงได้ง่ายขึ้นกว่าในภาวะปกติ

5. การกระตุ้นรูปแบบความคิดเกี่ยวกับความรุนแรง มนุษย์จะมีรูปแบบการคิดบางอย่างเก็บไว้ในความจำ ซึ่งสามารถถูกกระตุ้นได้โดยสิ่งกระตุ้นบางอย่าง โดยที่คน ๆ นั้นอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ได้ ส่งผลให้สิ่งกระตุ้นบางอย่างอาจจะถูกตีความ และกระตุ้นรูปแบบความคิดเกี่ยวกับความรุนแรงออกมาได้ เช่น บางคนเพียงแค่เห็นภาพอาวุธปืน ก็อาจกระตุ้นให้เกิดความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้นมาได้ เป็นต้น

ที่มา: สาเหตุของการเกิด “พฤติกรรมความรุนแรง” https://share.google/N9Uvzb4EaTmgM7MeJ

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ #ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง...
21/02/2026

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #ซึมเศร้า #สุขภาพจิต

ที่อยู่

อาคารตั้งฮั่วปัก ชั้น3J หัวลำโพง (MRTหัวลำโพง ทางออก1)
Bangkok
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 22:00
อังคาร 08:00 - 22:00
พุธ 08:00 - 22:00
พฤหัสบดี 08:00 - 22:00
ศุกร์ 08:00 - 22:00
เสาร์ 08:00 - 22:00
อาทิตย์ 08:00 - 22:00

เบอร์โทรศัพท์

+66649945499

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์ The Mind Talkผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์ The Mind Talk:

แชร์