อภิเวชคลินิก Apivej Clinic

อภิเวชคลินิก Apivej Clinic ศูนย์รักษาโรคในผู้สูงอายุ โรคกล้ามเนื้อ โรคเรื้อรัง โรคโควิด ด้วยศาสตร์การแพทย์องค์รวม

ช่วงนี้เราจะได้ยินคำว่า Stroke กันเยอะมากคนรอบๆตัวหลายคน ก็เผชิญกับโรคนี้ จนเรารู้สึกว่ามันใกล้ตัวเราเกินไปไหมคำว่า stro...
22/04/2026

ช่วงนี้เราจะได้ยินคำว่า Stroke กันเยอะมาก
คนรอบๆตัวหลายคน ก็เผชิญกับโรคนี้ จนเรารู้สึกว่ามันใกล้ตัวเราเกินไปไหม

คำว่า stroke คือ โรคหลอดเลือดสมอง
แบ่งเป็น "ตีบ" กับ "แตก"
ซึ่งจะต้องตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือแพทย์
คือการทำ Ct scan และ MRI ตามดุลยพินิจของแพทย์

แล้วคำว่า อัมพฤกษ์ และ อัมพาต คือ "ผลลัพธ์" ที่เกิดจากความเสียหายของสมอง
มีความแตกต่างกันที่ "ระดับความรุนแรง" ของการอ่อนแรง
โดย อัมพฤกษ์ > แขนขาอ่อนแรง แต่ใช้งานได้
อัมพาต > สูญเสียการเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิง

สมัยก่อน เราจะพบโรคนี้ในกลุ่มอายุ 40+ ขึ้นไป
ในปัจจุบัน อายุ 30+ ก็เริ่มมีความเสี่ยงแล้ว
โดยปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคนี้ คือ พฤติกรรม เป็นสารตั้งต้น โดยแบ่งเป็น
พฤติกรรมการกิน > กินมากเกินพอดี กินจุกจิก
พฤติกรรมการพักผ่อน > นอนไม่หลับ นอนดึก นอนหลับไม่สนิท
พฤติกรรมการทำงาน > ความเครียด ทำงานหนัก หักโหม ร่างกายอ่อนเพลียสะสมเรื้อรัง ออกกำลังกายเกินกำลัง

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คลินิกของเรา รักษาแต่ผู้ป่วย stroke ทั้งแบบติดเตียงและช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นเวลา 3 ปีกว่า ที่เราทำแต่โรคนี้เพียงอย่างเดียว ก่อนจะมาทำโรคเรื้อรังอื่นๆ

โดยหลังจากที่ผู้ป่วยผ่านการรักษาเส้นเลือดสมองกับทางโรงพยาบาลแล้ว เมื่อเข้าสู่ระยะฟื้นฟู
จะเป็นเวลาทอง ที่จะชี้ชะตาว่า คุณจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม และกลับมาได้กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีเวลาให้ลองผิดลองถูกเหมือนโรคอื่นๆมากนัก

โดยเราจะเริ่มประเมินสภาวะการฟื้นตัวของผู้ป่วย
ช่วงแรกๆอาการจะเปลี่ยนแปลงทุกวัน หมอต้องทำงานแข่งกับเวลาอันจำกัด เพื่อเร่งการฟื้นตัวให้เร็วที่สุด

อีกทั้งต้องออกแบบการรักษาเฉพาะรายบุคคล ทั้งทางหัตถการและการทานยาและเราจะจ่ายยาของคลินิกเพื่อรื้อโรคที่สะสมควบคู่กับยาโรงพยาบาล ทั้งนี้เพื่อให้การฟื้นฟูร่างกายเต็มประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงในการเป็นซ้ำ

ที่สำคัญเราต้องออกแบบพฤติกรรมการใช้ชีวิตเฉพาะรายให้กับผู้ป่วย เพราะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงจะเป็นที่น่าพอใจกับผู้ป่วย

สุดท้ายนี้ ขอให้กำลังใจกับผู้ที่เผชิญกับโรคนี้ว่า โรคนี้สามารถรักษาให้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ แต่ต้องรวดเร็วและผู้รักษาต้องเข้าใจโรคอย่างแท้จริง และเราหวังว่า ทุกคนที่เผชิญโรคนี้จะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ในเร็ววัน

ขอให้ทุกท่านปลอดภัย
พท.อรรถเวช กองนักวงษ์ (หมอแมน)
พท.ว.22470
ศูนย์รักษาโรคเรื้อรัง & โรคอุบัติใหม่

#หลอดเลือดในสมอง #หลอดเลือดอุดตัน #หลอดเลือดสมอง #หลอดเลือดตีบแตกตัน #หลอดเลือดสมองตีบ #อัมพฤกษ์ครึ่งซีก #อัมพฤกอัมพาต

โรคไข้ดินเป็นโรคที่มีความรุนแรงแต่หากเรารู้ทันเราป้องกันความรุนแรงได้โรคนี้มีมานานแล้ว ไม่จัดเป็นโรคอุบัติใหม่ระบาดมากใน...
20/04/2026

โรคไข้ดินเป็นโรคที่มีความรุนแรง
แต่หากเรารู้ทัน
เราป้องกันความรุนแรงได้

โรคนี้มีมานานแล้ว ไม่จัดเป็นโรคอุบัติใหม่
ระบาดมากในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อ
เพราะอาการของโรคมีความคลุมเครือและไม่จำเพาะ
โดยวิธี
การเพาะเชื้อ (Culture) เป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำที่สุด
การตรวจเลือด (Serology) เป็นการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคในเลือด

โรคนี้พบได้ทั่วประเทศไทย เพราะระบาดในพื้นที่ร้อนชื้น
โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีรายงานผู้ป่วยมากที่สุด
และสามารถพบได้ในภาคอื่นๆ ที่มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มและมีการเพาะปลูกข้าว

#ไข้ดิน #เมลิออยโดสิส #โรคระบาด

🎉สวัสดีปีใหม่ไทย🎉ขอถือโอกาสนี้ ในการขอบคุณทุกท่าน ที่ไว้วางใจให้เราดูแลและขออำนวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญแล...
12/04/2026

🎉สวัสดีปีใหม่ไทย🎉
ขอถือโอกาสนี้ ในการขอบคุณทุกท่าน ที่ไว้วางใจให้เราดูแล
และขออำนวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญและมีรอยยิ้มในทุกวัน

ศูนย์รักษาโรคเรื้อรัง & โรคอุบัติใหม่
อภิเวชคลินิก การแพทย์แผนไทย

โควิดสายพันธุ์นี้ เป็นสายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มาจาก Omicron  BA.3 ซึ่งสายพันธุ์นี้เคยระบาดเป็นวงแ...
02/04/2026

โควิดสายพันธุ์นี้ เป็นสายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มาจาก Omicron BA.3 ซึ่งสายพันธุ์นี้เคยระบาดเป็นวงแคบๆมาแล้วเมื่อปลายปี 2564 - 2565 และได้หายไปจากระบบการเฝ้าระวังถึงสองปีเต็ม ก่อนจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับการกลายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในส่วนของโปรตีนหนาม (Spike protein) ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปถึง 39 จุดเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษของมัน

และมีการคาดการณ์ว่า ไวรัสนี้กำเนิดจากแอฟริกาใต้ เนื่องจากภูมิภาคนี้ มีผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางภูมิคุ้มกันเป็นจำนวนมาก เช่น HIV ที่ยังไม่ได้รับการรักษา เป็นต้น จึงทำให้เชื้อไวรัส สามารถอยู่ในร่างกายได้นานและค่อยๆ พัฒนาตัวเองจนเกิดการกลายพันธุ์ครั้งใหญ่

แต่จุดที่น่าสนใจ คือ ไวรัสชนิดนี้ สามารถหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างดี ซึ่งนักวิจัยได้มีการนำพลาสมาหรือน้ำเลือดของผู้ที่เคยติดเชื้อโควิดในอดีตมาทดสอบ พบว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์เก่าๆ ก่อนยุคโอมิครอนแทบจะไม่สามารถป้องกันหรือยับยั้งไวรัสตัวนี้ได้เลย แม้แต่นำพลาสมาของประชากรที่เก็บตัวอย่างในช่วงปี 2567 ถึง 2568 ซึ่งน่าจะผ่านการติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาแล้วมาทดสอบ ก็ยังพบว่าประสิทธิภาพในการยับยั้ง BA.3.2 นั้นลดลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่ระบาดร่วมกันในขณะนี้

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ฉีดวัคซีนในการป้องกันโควิค-19 มาก่อน ก็ยังมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อง่ายขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ไวรัสสายพันธุ์ BA.3.2 นั้นมีวิวัตนาการในการปรับตัว ซึ่งเป็นธรรมชาติของเชื้อโรคเพื่อให้อยู่รอดในระบบนิเวศภูมิคุ้มกันของมนุษย์

ซึ่งต่อให้เราป้องกันได้ดีเพียงใด ก็ยังมีความเสี่ยงสูงอยู่เช่นเคย สิ่งที่จะทำให้เอาชนะเชื้อตัวนี้ได้ คือ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เมื่อสุขภาพแข็งแรง ไวรัสจะกลายพันธุ์ขนาดไหนก็ไม่น่ากลัว เพราะร่างกายเราปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

แล้วถ้าเกิดการติดเชื้อ จะต้องทำยังไง ?
สำหรับผู้ป่วยที่เคยเข้ารับการรักษาโควิดที่คลินิก ตั้งแต่ยุค อู่ฮั่น เดลต้า โอไมครอน นั้น จะได้เคยทานยาไข้พิษอุบัติกาล ที่เราจ่ายให้กับคนไข้ที่ได้รับเชื้อ และผู้ที่มีความเสี่ยงสูง-ต่ำ ซึ่งเราจะปรับอันตราการทานยาโดยแพทย์จะเป็นผู้คำนวณยาให้ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าไหร่

ในปัจจุบัน cicada covid มีการระบาดรุนแรง เรายังคงใช้ยาตัวนี้อยู่ เนื่องจาก แนวคิดและการออกฤทธิ์ของยา ไม่ได้มุ่งเน้นที่การฆ่าเชื้อไวรัสเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเน้น ในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพโดยการปรับสมุฏฐานธาตุตามหลักการแพทย์ไทยด้วย เท่ากับ มีการออกฤทธิ์ 2 ทาง และจะมีการจ่ายยาอื่นเสริมบ้างในบางกรณี หากความรุนแรงของอาการเพิ่มขึ้นและเพื่อให้ครอบคลุมอาการโดยรวมของคนไข้

ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ประจำคลินิกอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อทั้งใน-ต่างประเทศ สามารถติดต่อกับทางคลินิกเพื่อขอคำปรึกษาและให้เราช่วยดูแลคุณได้

บทความโดย
พท.อรรถเวช กองนักวงษ์
พท.ว.22470
แพทย์แผนไทยประจำศูนย์รักษาโรคเรื้อรัง & โรคอุบัติใหม่

โทร : 081-666-8764
Line :

#ศูนย์รักษาโรคเรื้อรัง #ศูนย์รักษาโรคอุบัติใหม่ #อภิเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย #อภิเวชคลินิก #หมอแมน #มูลนิธิสถาบันวิจัยระบบสุขภาพองค์รวมด้วยตำนานการแพทย์แม่นยำ #โควิด19 #โควิดซิคาด้า

🎉🎉عيد مبارك - EID MUBARAK 1447h🎉🎉ขอให้ความสันติสุขและความบารอกัตจงประสบแด่ท่านและครอบครัว ขออัลลอฮฺทรงให้เราได้กลับมาพบก...
21/03/2026

🎉🎉عيد مبارك - EID MUBARAK 1447h🎉🎉

ขอให้ความสันติสุขและความบารอกัตจงประสบแด่ท่านและครอบครัว ขออัลลอฮฺทรงให้เราได้กลับมาพบกันใหม่ในรอมฎอนหน้าในสภาพที่หัวใจเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งศรัทธา

ด้วยความปรารถนาดี
APIVEJ CLINIC
APIVEJ MEDICAL CENTER
HEALTH LEGEND CO.,LTD
Holistic Health System Research Institute Foundation with Precision Medicine Legend

17/03/2026

หลายคนสงสัยว่าการถือศีลอดเหมือนกับการทำ IF หรือไม่
ผมเลยหาข้อมูลที่มีงานวิจัยอ้างอิงอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนได้ทราบรายละเอียดกัน
โดยในเบื้องต้นวิธีการปฏิบัติจะคล้ายคลึงกันแต่แตกต่างกันที่ผลลัพธ์

การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบทางสรีรวิทยาและประสาทวิทยา ของการทำ IF และการถือศีลอดตามแบบอิสลาม
ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้ง IF และการถือศีลอดแบบอิสลาม (RIF) ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ Time-Restricted Feeding (TRF) แต่กลไกการตอบสนองของร่างกายมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจัยเรื่องการงดของเหลว และการปรับนาฬิกาชีวิต

1. กลไกการซ่อมแซมเซลล์และ Autophagy (Deep Clean)
การถือศีลอด คือ รูปแบบหนึ่งของ Dry Fasting ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าให้ผลลัพธ์ในการซ่อมแซมเซลล์ที่เข้มข้นกว่า IF ปกติ
- เมื่อร่างกายขาดน้ำและอาหารพร้อมกัน จะเกิดสภาวะ Hypertonic Stress ซึ่งกระตุ้นกระบวนการ Autophagy (การกินขยะในเซลล์) ได้รวดเร็วกว่าการอดอาหารเพียงอย่างเดียว(IF)
- งานวิจัยอ้างอิง >> งานวิจัยโดย Al-Rawi et al. (2020) ในวารสาร Nutrients พบว่าการถือศีลอดช่วยลดสารบ่งชี้การอักเสบ เช่น IL-6, TNF-\alpha และ CRP ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกกระตุ้นให้กำจัดโปรตีนที่ผิดปกติออกไปเพื่อความอยู่รอด

2. การเพิ่มระดับโปรตีนในสมอง (BDNF) และความยืดหยุ่นของระบบประสาท
BDNF หรือ Brain-Derived Neurotrophic Factor คือ โปรตีนสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงและซ่อมแซมเซลล์ประสาทในสมอง มีบทบาทในการฟื้นฟูระบบประสาท เสริมการเรียนรู้ ความจำ และการทำงานของสมองให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่กำลังฟื้นตัวจากโรคทางระบบประสาทหรือโรคหลอดเลือดสมอง

จุดเด่นที่สุดของการถือศีลอดคือผลกระทบต่อสมองและการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ ทำลายความเชื่อดั้งเดิมว่า เซลล์ตายแล้ว คือ "จบ" สมมติฐานนี้เรียกว่า Central Dogma of Neurobiology ซึ่งในตอนนั้น ผมไม่เชื่อคำกล่าวอ้างข้างต้นและมั่นใจได้เลยว่า ในอนาคตจะมีการพิสูจน์และค้นพบ

แต่ปัจจุบันวิทยาศาสตร์พิสูจน์ออกมาเป็นรูปธรรมแล้วว่าสมองของเรามีความสามารถที่เรียกว่า Neurogenesis หรือการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ ซึ่งการถือศีลอดและการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะกระตุ้นกระบวนการนี้โดยตรง และด้วยหลักคิดนี้ จึงสามารถพัฒนาสูตรการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเซลล์ประสาทตายได้
- การงดอาหารและน้ำควบคู่กับการคุมสติ (Behavioral Modification) ช่วยกระตุ้นการหลั่ง Brain-Derived Neurotrophic Factor (BDNF) ซึ่งเปรียบเสมือน "ปุ๋ย" ของสมอง ช่วยในเรื่องการเรียนรู้ ความจำ และป้องกันอัลไซเมอร์
- งานวิจัยอ้างอิง >> A) Bastani et al. (2017) ตีพิมพ์ใน Neurology International ระบุว่าระดับ BDNF ในเลือดของผู้อดอาหารแบบรอมฎอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงกลางและปลายเดือน
😎 B)Mattson et al. (2018) จาก Nature Reviews Neuroscience อธิบายว่าภาวะความเครียดจากการอด (Metabolic Switching) บีบให้เซลล์ประสาทปรับตัวและสร้างเครือข่ายใหม่ที่แข็งแรงขึ้น (Neuroplasticity)

3. การปรับสมดุลฮอร์โมนและนาฬิกาชีวิต (Circadian Biology)
ความต่างที่สำคัญคือ "เวลา" ของการกิน (Feeding Window)
- IF มักข้ามมื้อเช้า (Skip Breakfast) ซึ่งอาจขัดกับนาฬิกาชีวิตตามธรรมชาติในบางคนส่วนการถือศีลอด เป็นการทานมื้อเช้ามืด (Suhoor) และมื้อค่ำ (Iftar) ซึ่งสอดคล้องกับฮอร์โมน Cortisol และ Melatonin
- งานวิจัยอ้างอิง >> งานวิจัยใน Journal of Applied Physiology โดย Farooq et al. (2015) พบว่าการถือศีลอดช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน Adiponectin และ Leptin ซึ่งช่วยควบคุมความหิวและการเผาผลาญไขมันให้มีประสิทธิภาพขึ้น แม้จะมีการเปลี่ยนเวลานอนก็ตาม

4. การตอบสนองต่อภาวะขาดน้ำระดับต่ำ (Metabolic Water Production)
- ในช่วง Dry Fasting ร่างกายจะสลายไขมัน (Lipolysis) เพื่อผลิตน้ำภายในเซลล์ เรียกว่า Metabolic Water โดยไขมัน 100 กรัม สามารถผลิตน้ำได้ถึง 110 กรัมโดยประมาณ
- งานวิจัยอ้างอิง >> Metabolic Water Production and Utilization" โดย Mellon et al. และข้อมูลจาก Physiology of Fasting ระบุว่า : เมื่อร่างกายเข้าสู่สภาวะ Ketosis (สลายไขมันมาเป็นพลังงานหลัก) ร่างกายจะสามารถผลิตน้ำภายในเซลล์ได้ประมาณ 300 - 500 มิลลิลิตรต่อวัน ซึ่งเพียงพอที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ในระดับวิกฤตในช่วงที่งดน้ำสั้นๆ (Intermittent Dry Fasting)

5. การเพื่มสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด (Antioxidants)
- เมื่อร่างกายขาดน้ำและอาหาร เซลล์จะลดการสร้างอนุมูลอิสระจากการย่อยอาหารลง และหันไปผลิตเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์เอง (Endogenous Antioxidants) เพื่อปกป้องโครงสร้างระดับ DNA ไม่ให้เสียหายในสภาวะที่ขาดพลังงานจากภายนอก
- ความเข้มข้นของเลือดที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการงดน้ำ เป็นตัวกระตุ้นให้ตับและเซลล์ต่างๆ หลั่งสารต้านอนุมูลอิสระออกมาในความเข้มข้นที่สูงกว่าการทำ IF แบบดื่มน้ำปกติ และในช่วงปลายเดือนของการถือศีลอด ระดับของ Superoxide Dismutase (SOD) และ Glutathione Peroxidase ซึ่งเป็น "แม่ทัพ" ของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย มีปริมาณความเข้มข้นในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- งานวิจัยอ้างอิง >> งานวิจัยเชิงทบทวนโดย Aksungar et al. ชี้ว่าการอดน้ำในช่วงสั้นๆ (ไม่เกิน 14-16 ชั่วโมง) ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด และไม่พบผลเสียต่อการทำงานของไตในบุคคลที่มีสุขภาพปกติ

6. การรีเซ็ตระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Regeneration)
ไม่ใช่แค่ซ่อมเซลล์ทั่วไป แต่เป็นการ "สร้างระบบป้องกันใหม่"
- งานวิจัยจาก University of Southern California (USC) โดย Prof. Valter Longo พบว่าการอดอาหารในระยะเวลาที่เหมาะสม (Prolonged Fasting) บีบให้ร่างกายทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เสื่อมสภาพหรือผิดปกติทิ้ง และกระตุ้น Stem Cells ให้สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวใหม่ที่แข็งแรงขึ้นมาแทน
- งานวิจัยอ้างอิง >> Cell Stem Cell (2014) พบว่าการอดอาหารช่วยลดความเสียหายของระบบภูมิคุ้มกัน และ "Reboot" ระบบใหม่ให้ทนทานต่อโรคได้ดีขึ้น

7. การหลั่ง Growth Hormone (HGH) พุ่งสูงขึ้น ช่วยชะลอวัยและรักษาความหนุ่มสาว
- เมื่อระดับอินซูลินลดลงต่ำสุดระหว่างการถือศีลอด ร่างกายจะหลั่ง Human Growth Hormone (HGH) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อและเร่งการเผาผลาญไขมัน
- งานวิจัยอ้างอิง >> Journal of Clinical Investigation พบว่าการอดอาหารเพียง 24 ชั่วโมง สามารถกระตุ้น HGH ให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 2,000% ในผู้ชาย และ 1,300% ในผู้หญิง ซึ่งสารนี้คือ "ยาอายุวัฒนะ" ธรรมชาติที่ช่วยให้ผิวพรรณดีและร่างกายกระฉับกระเฉง

8. การล้างพิษในตับและลดไขมันพอกตับ (Liver Detoxification)
- ในช่วงที่ไม่มีน้ำและอาหารเข้าสู่ระบบ ตับจะทำงานในโหมด "เผาผลาญไขมัน" (Lipoxidation) อย่างเต็มที่ ช่วยลดการสะสมของไขมันพอกตับ (NAFLD) และเพิ่มการผลิตสาร Glutathione ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลักของร่างกาย
- งานวิจัยอ้างอิง >> Journal of Proteomics (2019) การถือศีลอดช่วยปรับเปลี่ยนโปรตีนในตับที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลและไขมันให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างยั่งยืน

9. การปรับสมดุลไมโครไบโอมในลำไส้ (Gut Microbiome Diversity)
Gut Microbiome คือ กลุ่มสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหาร เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และจุลชีพอื่น ๆ
- การงดอาหารช่วยให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ (Probiotics) แข็งแรงขึ้น และลดจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ความพิเศษของการถือศีลอดแบบอิสลามคือการมี "ช่วงเวลาหยุดนิ่ง" ของระบบย่อยที่ยาวนานพอจะทำให้ผนังลำไส้ซ่อมแซมตัวเอง (Healing of Leaky Gut)
- งานวิจัยอ้างอิง >> British Journal of Nutrition (2021) พบว่าการถือศีลอดช่วยเพิ่มความหลากหลายของแบคทีเรียตัวดีในลำไส้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเสริมภูมิคุ้มกันและทำให้อารมณ์ดีขึ้น (เพราะ 90% ของ Serotonin ผลิตที่ลำไส้)

สรุปภาพรวมประโยชน์ 9 ด้าน
1. Autophagy: กำจัดเซลล์ขยะระดับลึก
2. BDNF: สร้างเซลล์สมองใหม่/ป้องกันอัลไซเมอร์
3. Metabolic Switching: สลายไขมันให้เป็นน้ำ (Metabolic Water)
4. Mental Resilience: ฝึกวินัยและพลังจิตใจ
5. Antioxidants: เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด
6. Immune Reboot: สร้างระบบภูมิคุ้มกันใหม่จาก Stem Cells
7. HGH Surge: ชะลอวัยและรักษามวลกล้ามเนื้อ
8. Liver Health: ล้างไขมันพอกตับและดีท็อกซ์สารพิษ
9. Gut Health: ปรับสมดุลจุลินทรีย์และซ่อมลำไส้

สำหรับมุมมองนักวิจัย "การถือศีลอดไม่ใช่แค่การขาดอาหาร แต่มันคือการ Upgrading Software และ Replacing Hardware ของร่างกายที่ธรรมชาติออกแบบมาให้เราทำเป็นระยะเพื่อความอยู่รอดที่แข็งแกร่งขึ้น"

ข้อสรุป : การถือศีลอด ไม่ได้เหมือนกับการทำ IF แตกต่างกันอย่างชัดเจนในผลลัพธ์ที่ได้
ในการถือศีลอดนั้น เป้าหมายตามหลักทางวิทยาศาสตร์ คือการ Reset ร่างกายใหม่ทั้งหมด มีความเข้มข้นในการซ่อมแซมเซลล์สูงกว่ามากและจะกระตุ้นกระบวนการสลายไขมันเพื่อผลิตออกมาเป็นน้ำ และเร่งการกำจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพเพื่อดึงน้ำออกมาใช้ ทำให้การ "Deep Clean" เกิดขึ้นได้รวดเร็วและลึกซึ้งกว่าในระยะเวลาอันสั้น ในขณะเดียวกัน การทำ IF ยังขาดประสิทธิภาพในกระบวนการเหล่านี้

บทความโดย
พท.อรรถเวช กองนักวงษ์ [หมอแมน]
พท.ว.22470

#รอมฎอน #ถือศีลอด

17/03/2026

ครั้งนี้…ผมขอเปิดประตูมิติ นำหลักศรัทธาในอิสลามมาเชื่อมโยงเข้ากับหลักการเวชกรรมไทย มาวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกาย เพื่อชี้ให้เห็นว่า การถือศีลอดมีประโยชน์อย่างไร ตามคัมภีร์แพทย์ไทย

และเรา…สามารถก้าวข้ามพรมแดนแห่งศรัทธาในข้อกำหนดของอิสลามผ่านมุมมองด้านการแพทย์เชิงปรัชญาตะวันออกได้อย่างไร?

บทความนี้ คือ เป็นบทความเชิงวิชาการ เพื่อดึงเอาพลวัตแห่งการแพทย์แผนไทยที่ฝังรากลึกในประวัติศาสตร์ไทย มาอธิบายความอัศจรรย์ของร่างกายผ่านวิถีแห่งอิสลาม นี่คือ "มิติใหม่แห่งการบูรณาการทางการแพทย์" ที่ชี้ให้เห็นว่า ข้อกำหนดทางศาสนบัญญัติมิได้เป็นแค่เพียงบททดสอบศรัทธา แต่คือ "กระบวนการรักษาขั้นสูงสุด" ที่ไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว อีกทั้งยังสอดรับกับทุกองค์ความรู้ด้านการรักษาอย่างน่าอัศจรรย์ครับ

—————————————————————————————

กลไกพยาธิสรีรวิทยาและการเปลี่ยนแปลงของสมุฏฐานธาตุผ่านการถือศีลอด ตามแนวทางเวชกรรมไทย

1. ปรับสมดุล "ปิตตะสมุฏฐาน"(Thermoregulation & Metabolic Fire)
ในช่วงการถือศีลอด ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงระบบเผาผลาญเพราะ "ปิตตะ" คือตัวแปรหลักที่ควบคุมอุณหภูมิและการย่อยสลายมวลสารในร่างกาย
ในทางสมุฏฐานวินิจฉัย เมื่อไม่มีอาหารใหม่เข้ามา พลวัตของปิตตะจะเปลี่ยนจาก "การย่อย" ไปสู่ "การเคี่ยวกรำพิษ" ดังนี้

กลไกการขับเคลื่อนปิตตะสมุฏฐาน (Active Heat Control)
1.1 พัทธปิตตะ (น้ำดีในฝัก) : การรักษาสมดุลน้ำดี
โดยปกติ เมื่อเรากินอาหารมันหรือหนักเกินไป พัทธปิตตะ จะถูกรีดออกมาใช้งานอย่างหนัก อาหารที่ล้นกระเพาะจะกระตุ้นให้น้ำดีทำงานหนักจนเกิดภาวะ "ดีเดือด" หรือ "ดีพลุ่ง"สภาพของน้ำดีจะมีความร้อนสูงและเข้มข้นผิดปกติทำให้ตัวร้อน หรือมีอาการหงุดหงิด
กลไกเชิงลึก : เมื่อถือศีลอดถุงน้ำดีจะได้พักจากการหลั่งน้ำดีเพื่อย่อยไขมันใหม่ น้ำดีในฝักจะมีความเข้มข้นขึ้นและเป็นระเบียบมากขึ้น
ผลทางสมุฏฐาน: ช่วยลดสภาวะอักเสบในระบบท่อน้ำดีและตับ เป็นการ "ล้างระบบน้ำดี" ให้สะอาดบริสุทธิ์

1.2 อพัทธปิตตะ (น้ำดีนอกฝัก/น้ำเหลือง) : การกำจัดความร้อนส่วนเกิน
น้ำดีนอกฝักสัมพันธ์กับความร้อนที่ไหลเวียนในเลือดและน้ำเหลือง
กลไกเชิงลึก : ในช่วงบ่ายของการถือศีลอด ความร้อนภายในจะสูงขึ้น (ปิตตะกำเริบตามกาลสมุฏฐาน) หากร่างกายมีของเสียเยอะ อพัทธปิตตะ จะร้อนจัดจนทำให้เกิดอาการกระหายน้ำ แสบคอ หรือผิวแห้ง
นัยสำคัญ: กระบวนการนี้คือการที่ไฟธาตุพยายามจะ เผาสารพิษในกระแสเลือด(Detoxification) หากเราประคองสติให้นิ่ง ความร้อนนี้จะระบายออกตามกองลมหายใจและรูขุมขน ไม่ให้ไปทำลายเนื้อเยื่อปถวี

1.3 กำเดา (ความร้อนที่เกิดจากปิตตะ) : การรีเซ็ตอุณหภูมิ
กำเดาในทางแพทย์แผนไทยคือความร้อนที่ซ่านอยู่ตามอวัยวะต่างๆ
การเปลี่ยนแปลง : การถือศีลอดช่วยลดภาวะ "กำเดาพุ่ง" (ความร้อนพุ่งสูงฉับพลัน) จากการสะสมของอาหารที่เราทานมาตลอดทั้งปี
ผลลัพธ์ : ช่วยให้หัวใจและสมองไม่ต้องแบกรับแรงดันที่เกิดจากความร้อนสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบประสาทสงบลง (Cooling effect) ในระยะยาว

—————————————————————————————

2. เกิดการจัดระเบียบ "วาตะสมุฏฐาน" (Kinetic Energy)
กลไกการจัดระเบียบวาตะสมุฏฐาน
2.1 หทัยวาตะ (ลมในหัวใจ): เมื่อร่างกายว่าง ลมพัดขึ้นไม่เบียดบังหัวใจ หทัยวาตะจะทำงานได้อย่างอิสระ ลดอาการใจสั่น กระวนกระวาย ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจสอดคล้องกับสภาวะสมาธิ (Peaceful Heartbeat)

2.2 สัตถกะวาตะ (ลมที่คุมระบบประสาท/ความรู้สึกทั่วร่าง) : การพักระบบย่อยอาหารช่วยลด "ขยะ" ในเลือด ลมกองนี้จึงพาสัญญาณประสาทไปได้อย่างแม่นยำและว่องไว ป้องกันภาวะกำเริบของลมกองนี้ และทำให้ประสาทสัมผัสคมชัดขึ้นในช่วงถือศีลอด

2.3 สุมนาวาตะ (ลมกลางลำตัว) : คือแกนกลางที่เชื่อมกายและจิตเข้าด้วยกัน ควบคุมการสูบฉีดเลือด การเต้นหัวใจ ถ้าผิดปกติจะมีอาการใจสั่น หายใจขัด ลิ้นกระด้างคางแข็ง แน่นหน้าอก และภาวะแพนิค ก็เกี่ยวข้องกับลมกองนี้ด้วยเช่นกัน แต่เมื่อเราถือศีลอด ลมอโธคมาและอุทธังคมาสมดุล สุมนาวาตะจะนิ่งและมั่นคง ช่วยให้กระแสประสาทส่วนกลางสงบ เอื้อต่อการเข้าถึงสมาธิที่ลึกซึ้งที่สุด

ผลกระทบทางสมุฏฐาน : ป้องกันภาวะ "ลมวิปริต" ทำให้ลดความเสี่ยงภาวะอาการทางหัวใจและสมอง อีกทั้งยังช่วยจัดระเบียบลมทั้ง 6 กอง ช่วยลดภาวะ วาตะกำเริบ ที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดเมื่อย มึนงง และความวิตกกังวล ทำให้จิตใจเข้าสู่ภาวะสงบและมีสมาธิ

—————————————————————————————

3. การชำระ "เสมหะสมุฏฐาน" (Fluid Homeostasis & Purification)
กลไกการสังคายนาสารเหลวและกองเสมหะสมุฏฐาน
ช่วงการถือศีลอด ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการ "สังคายนา" ระบบสารเหลวในร่างกายที่สำคัญที่สุดครับ เพราะตามปกติแล้ว "เสมหะ" มักจะเป็นตัวก่อความเฉื่อยชาและความอุดตัน (Plaque/Mucus) หากได้รับอาหารมากเกินไป แต่เมื่อถือศีลอด พยาธิสรีรวิทยาของเสมหะจะเปลี่ยนไปดังนี้

3.1 กระบวนการ "น้ำงวด" และการสลาย "เสมหะพิการ"
ในทางสมุฏฐาน เมื่อร่างกายขาดน้ำและอาหารใหม่เข้าไปเจือจางไฟธาตุ จะมีความเข้มข้นขึ้นจนเกิดภาวะ "น้ำงวด"
กลไกเชิงลึก : ไฟจะเข้า "เคี่ยว" กองเสมหะที่เหนียวหนืดคั่งค้างตามข้อต่อ ในปอด (อุระเสมหะ) และในลำไส้ (คูถเสมหะ) และอวัยวะต่างๆที่มีของเหลวมากเกิน
ผลลัพธ์ : เมือกมันที่เคยอุดตันเส้นทางเดินของลมจะถูกความร้อนเผาจนสลายตัวไป ทำให้ระบบไหลเวียนสะอาดขึ้น ลดอาการ "หนักเนื้อหนักตัว" หรืออาการภูมิแพ้ที่เกิดจากเสมหะคั่ง

3.2 การปฏิรูป "ศอเสมหะ" และ "อุระเสมหะ" (Upper & Mid Respiratory Fluids)
- ศอเสมหะ (ช่วงลำคอ) : ในช่วงถือศีลอด ความแห้งจะทำให้เมือกในลำคอสะอาดขึ้น ลดการสะสมของแบคทีเรีย
- อุระเสมหะ (ช่วงทรวงอก/ปอด) : เมื่อร่างกายไม่ต้องใช้พลังงานในการย่อยอาหาร ลมหายใจจะทำหน้าที่ขับระบายความชื้นแฉะส่วนเกินในปอดออกไปได้ดีขึ้น
- คูถเสมหะ (ช่วงช่องท้อง-ลำไส้) : เมื่อร่างกายขาดน้ำและอาหาร ประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง ของเหลวในลำไส้จะเริ่มมีการดูดกลับน้ำส่วนเกินเพื่อเก็บสำรองไว้และมีการจัดระเบียบระบบน้ำใหม่ แต่ถึงแม้ไม่มีอาหาร เยื่อบุลำไส้ยังคงผลิตเมือก (Mucus) เพื่อป้องกันผนังลำไส้จากกรดหรือเอนไซม์ที่เหลืออยู่ ในส่วนของปริมาณน้ำย่อยจากตับอ่อนและน้ำดีจะลดลงอย่างมาก และลำไส้จะเคลื่อนไหวน้อยลง ( Digestive Peristalsis) แต่ลำไส้ไม่ได้หยุดนิ่งสนิท เพราะร่างกายจะกระตุ้นคลื่นการบีบตัวที่เรียกว่า Migrating Motor Complex (MMC) หรือภาษานักวิทย์ฯ เรียกว่า พนักงานทำความสะอาดลำไส้ ซึีงลำไส้จะหลั่งของเหลวออกมาเล็กน้อยควบคู่ไปกับการบีบตัวของคลื่นนี้ และจะกวาดเศษอาหารที่ตกค้าง แบคทีเรีย เซลล์ที่ตายออก ซึ่งบางทีเราอาจจะได้ยินเสียงท้องร้อง เพราะมันคือเสียงของอากาศและของเหลวถูกบีบไล่ไปตามลำไส้นั่นเอง
- ผลทางคลินิก : ในส่วนของ ศอ-อุระเสมหะ จะช่วยให้ระบบการแลกเปลี่ยนออกซิเจนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เลือดจึงได้รับความสดชื่น (Oxygenated blood) ไปเลี้ยงหัวใจได้เต็มที่ และในส่วนของ คูถเสมหะ จะส่งผลให้ลำไส้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการคั่งค้างของของเสียในลำไส้

3.3 การเปลี่ยนสถานะ "ไขมัน" (เมโท) ให้กลายเป็นพลังงาน
ในทางแพทย์แผนไทย เมโท หรือไขมันส่วนเกิน จัดอยู่ในกองเสมหะเช่นกัน
กลไกเชิงลึก : เมื่อ ปริณามัคคี (ไฟย่อย) ไม่มีอาหารใหม่ให้เผา มันจะวิ่งไปหา "เสมหะส่วนเกิน" ที่สะสมตามเนื้อเยื่อ (เมโท) เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานสำรอง
ผลกระทบทางสมุฏฐาน : เหล่านี้คือการลด "เสมหะกำเริบ" ในระดับพยาธิสภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดอุดตัน และทำให้ร่างกายกลับมามีความคล่องตัว (Agility) สูงขึ้น

3.4 การปรับปรุงคุณภาพของ "น้ำเหลือง" (บุพโพ)
น้ำเหลืองเสีย (บุพโพพิการ) คือต้นเหตุของโรคผิวหนังและความเสื่อมของเซลล์
กลไกเชิงลึก : กระบวนการถือศีลอดเปรียบเสมือนการ "กรองน้ำเหลือง" ความร้อนที่พอเหมาะจะช่วยฆ่าเชื้อและขับของเสียผ่านทางปัสสาวะและเหงื่อ (ซึ่งระบายออกตามกองลมอโธคมาวาตาและอังคมังคานุสารีวาตา)
ผลกระทบทางสมุฏฐาน : เมื่อเสมหะสมุฏฐานเข้าสู่สมดุล น้ำเหลืองจะกลับมาใสบริสุทธิ์ ส่งผลให้ผิวพรรณดูผ่องใสและแผลต่างๆ ในร่างกายหายเร็วขึ้น

—————————————————————————————

4. สู่การฟื้นคืน ปถวีธาตุ (Structural Regeneration)
4.1 อวัยวะที่สัมผัสได้และมองเห็นทั้ง 20 ประการ ซึ่งเป็นที่ตั้งสุดท้ายของโรค จะได้รับการฟื้นฟูใหม่
กลไกเชิงลึก : เมื่อกองพิกัด ปิตตะ-วาตะ-เสมหะ เข้าสู่สมดุล อวัยวะในกลุ่ม ปถวีธาตุ จะลดภาระการทำงานลง หลุดพ้นจากสภาวะการทำงานหนักต่อเนื่อง (Overload) และเข้าสู่กระบวนการ Anabolism หรือการสังเคราะห์ซ่อมแซมโครงสร้างส่วนที่สึกหรอ ซึ่งในการซ่อมแซมนี้ ก็ต้องอาศัยความสมบูรณ์ ของปิตตะ วาตะ เสมหะเช่นกัน
ผลกระทบทางสมุฏฐาน : ในช่วงถือศีลอด เซลล์ของอวัยวะเหล่านี้จะเกิดการสลัดทิ้งเซลล์ที่ตายแล้ว (Necrotic tissue) และเริ่มกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซม (Regeneration) เนื้อเยื่อที่เคยแข็งกระด้างหรือมีพังผืด (ปถวีธาตุพิการ) จะเริ่มอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นขึ้น ส่งผลให้อายุขัยของอวัยวะต่างๆยาวนานขึ้นรวมถึงมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น

4.2 เนื้องอก หรือพังผืดที่ผิดปกติ ในทางแผนไทยมักเกิดจาก "เสมหะ" และ "เลือด" ที่ข้นหนืดและลมที่ติดขัด ไปเกาะตัวกันจนกลายเป็นปถวีธาตุที่ผิดรูป
กลไกเชิงลึก : เมื่อเราถือศีลอดจนเกิดภาวะ "น้ำงวด" และ "ไฟเคี่ยว" ร่างกายจะเกิดกลไกที่เรียกว่า Autophagy (การกลืนกินเซลล์ตัวเอง) ซึ่งในทางแผนไทยคือการที่ไฟธาตุเข้าไปเผาผลาญมวลปถวีที่เกินจำเป็นหรือผิดปกติเหล่านั้นให้สลายไป
ผลทางคลินิก : ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอก (Neoplasm) และการสะสมของก้อนนิ่วในถุงน้ำดีหรือไต ซึ่งเป็นผลมาจากความผิดปกติของปถวีธาตุ

4.3. การปรับคุณภาพ มังสัง(กล้ามเนื้อ) และ เมโท(มันข้น/ไขมัน)
มังสัง (กล้ามเนื้อ) : การถือศีลอดช่วยลดการสะสมของ "ลมในกล้ามเนื้อ" ทำให้กล้ามเนื้อกระชับและไม่อ่อนแรงง่าย (หากละศีลอดด้วยอาหารที่ถูกต้อง)
เมโท (ไขมัน) : ซึ่งเป็นปถวีธาตุที่มักจะ "กำเริบ" ได้ง่ายที่สุดในคนปัจจุบัน จะถูกปรับเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นพลังงานสำรอง ทำให้โครงสร้างร่างกายโดยรวม (Physical Structure) กลับมาสมดุล ไม่หนักจนเกินไปจนไปเบียดบังทางเดินของลม

4.4 ความมั่นคงของ "อัฐิ" (กระดูก) และ "อัฐิมิญชัง" (ไขกระดูก)
เมื่อน้ำเหลืองและเลือดสะอาดขึ้น สารอาหารที่ไปเลี้ยงกระดูกและไขกระดูกย่อมมีคุณภาพสูงเช่นกัน
มิติเชิงรุก: การถือศีลอดช่วยลดภาวะเลือดเป็นกรด ซึ่งเป็นสาเหตุของการดึงแคลเซียมออกจากกระดูก ทำให้ปถวีธาตุที่เป็นโครงสร้างหลัก (Bone Density) มีความมั่นคงและแข็งแรงขึ้นในระยะยาว

บทวิเคราะห์ตาม "กาลสมุฏฐาน" (Circadian Rhythm)
การกำหนดเวลาถือศีลอดของอิสลาม สอดรับกับ พิกัดตรีสมุฏฐาน อย่างมีนัยสำคัญ
1. ยาม 1 (6.00-10.00 น.): พิกัดเสมหะ > การอดอาหารในช่วงเวลานี้ จะช่วยสลายเมือกมันที่สะสมจากความเย็นในตอนกลางคืน
2. ยาม 2 (10.00-14.00 น.): พิกัดปิตตะ > ช่วงไฟแรงที่สุด ร่างกายใช้ความร้อนนี้ทำลายสารพิษ (Metabolic Detox) และของเสียที่สะสมในร่างกาย
3. ยาม 3 (14.00-18.00 น.): พิกัดวาตะ > ช่วงลมเด่น ร่างกายจะเบาสบายขึ้น จิตใจสงบ มีสมาธิมากขึ้น สมองจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

—————————————————————————————

สรุปในมุมมองแพทย์ไทย
การถือศีลอด คือการปรับสมุฏฐานธาตุใหม่หรือการจัดสมดุลธาตุที่กำเริบ/หย่อน ให้กลับมาเป็นปกติ เป็นการ จัดระเบียบวาตะ(ลม) พักระบบปิตตะ(ไฟ) ล้างระบบเสมหะ(ของเหลว) เพื่อให้ร่างกายกลับมามีกำลังที่บริสุทธิ์ใหม่อีกครั้ง

บทสรุป
การถือศีลอดมิใช่เพียงภารกิจทางศาสนา แต่คือ "นวัตกรรมแห่งการรักษาและฟื้นฟู" ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานผ่านบทบัญญัติของศาสนาเมื่อ 1,400 กว่าปีก่อน เราสามารถรักษาตัวเองได้โดยไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียวแค่ปฏิบัติตามข้อกำหนด

มาในวันนี้ เราสามารถพิสูจน์ได้ทุกศาสตร์การแพทย์ว่ามีคุณค่าอย่างไร นี่คือความยิ่งใหญ่และความห่วงใยจากพระผู้เป็นเจ้าที่ประทานให้กับมนุษยชาติ

บทความโดย
พท.อรรถเวช กองนักวงษ์ [หมอแมน]
พท.ว.22470

—————————————————————————————

อ้างอิงบทความ
ข้อมูลในบทความอ้างอิงลำดับชั้นความรู้จากคัมภีร์ชั้นสูง ได้แก่:
- คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย: อ้างอิงหลักการ"ตรีสมุฏฐาน" (ปิตตะ วาตะ เสมหะ) ที่ทำหน้าที่เป็นระบบควบคุมการทำงานของร่างกาย
- คัมภีร์ธาตุวิภังค์: อ้างอิงเรื่องพยาธิสภาพของธาตุ และสถานะของ "ปิตตะ" (พัทธะ, อพัทธะ, กำเดา) ในการควบคุมความร้อน
- คัมภีร์โรคนิทาน: อ้างอิงความสัมพันธ์ระหว่างกองธาตุและสาเหตุการเกิดโรคจากความไม่สมดุลของพฤติกรรม
- คัมภีร์วรโยคสาร: อ้างอิงเรื่อง "จตุกาลเตโช" (ไฟ 4 ประการ) และ "ฉกาลวาโย" (ลม 6 ประการ) ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ใช้ในการอธิบายสรีรวิทยาของการถือศีลอด

เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ
1. กองการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก. (2550). ตำราเวชกรรมไทย (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
2. มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม. (2548). ตำราการแพทย์ไทยเดิม (แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับอนุรักษ์ เล่ม 1). กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ์.
3. คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย. (2554). ชุดวิชาพื้นฐานวิชาชีพการแพทย์แผนไทย (เล่ม 1).

#ถือศีลอด #รอมฎอน #แพทย์แผนไทย #แพทย์แผนไทยประยุกต์

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าหลังจากที่เรางดน้ำและอาหารมาทั้งวัน จะเกิดผลดังนี้ครับ1. ร่างกายที่ขาดน้ำมาทั้งวันจะส่งสัญญาณ "ก...
10/03/2026

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าหลังจากที่เรางดน้ำและอาหารมาทั้งวัน จะเกิดผลดังนี้ครับ
1. ร่างกายที่ขาดน้ำมาทั้งวันจะส่งสัญญาณ "กระหาย" ออกมาแรงกว่า จนทำให้เมื่อเราจิบน้ำเข้าไปเพียงเล็กน้อย ร่างกายก็รู้สึก "เต็ม" และไปกดความรู้สึกอยากอาหารลง
2. Ghrelin hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่อยู่ภายในกระเพาะอาหารของเรา และยังเป็นต้นกำเนิดของความหิวจะสูงขึ้น เมื่อเราเริ่มทานอินทผลัมหรือดื่มน้ำหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งขึ้นเร็วมาก ส่งสัญญาณให้ฮอร์โมน Leptin ทำงานทันที ทำให้ความรู้สึกหิววูบหายไปอย่างรวดเร็ว
3. Leptin hormone เป็นฮอร์โมนที่เนื้อเยื่อไขมันในร่างกายจะหลั่งออกมาเพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาน้ำหนักในระยะยาว โดยทำหน้าที่ควบคุมความหิวและทำให้รู้สึกอิ่ม ซึ่งเมื่อเราเริ่มทานอินทผลัมหรือดื่มน้ำหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งขึ้นเร็วมาก ส่งสัญญาณให้ฮอร์โมน Leptin hormone (ฮอร์โมนอิ่ม) ทำงานทันที ทำให้ความรู้สึกหิววูบหายไปอย่างรวดเร็ว
4. กระเพาะที่ไม่มีอาหารมานานหลายชั่วโมงจะมีการขยายตัวได้น้อยลงชั่วคราว เมื่อเริ่มทานเข้าไปเพียงนิดเดียวจึงรู้สึกจุกหรืออิ่มเร็ว

ในทางแพทย์แผนไทย
1. ไฟธาตุอ่อนกำลัง > การเว้นมื้ออาหารนานๆ ทำให้ ปะจะกะปิตตะ (ไฟย่อยอาหาร) อ่อนตัวลง เหมือนกองไฟที่มอดเหลือแต่ถ่าน เมื่อถึงเวลาละศีลอด ร่างกายจึงยังไม่พร้อมจะรับ "เชื้อเพลิง" หนักๆ ในทันที
2. ลมกำเริบ (วาตะ) > ท้องที่ว่างนานๆ จะเต็มไปด้วยลม เมื่อมีลมสะสมในท้องมาก จะทำให้เกิดอาการอืดแน่น พะอืดพะอม จนรู้สึกไม่อยากทานอะไร
3. ภาวะ เลือดน้อย > ในทางแผนไทยหากร่างกายอ่อนเพลียมาก เลือดลมเดินไม่สะดวก จะส่งผลให้ธาตุไฟไม่ทำงาน ทำให้สูญเสียความอยากอาหาร (อโนเร็กเซียชั่วคราว)

การละศีลอดที่ถูกต้อง
1. เริ่มต้นด้วยอาหารรสหวาน คือ อินทผลัม เพื่อให้กระเพาะและลำไส้มีการปรับตัวและชดเชยพลังงานที่สูญเสีย เนื่องจากอิทผลัมเป็นแหล่งน้ำตาลธรรมชาติที่ร่างกายดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที
2. ควรดื่มน้ำเปล่าในอุณหภูมิห้อง ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัดทันที เพราะอาจทำให้กระเพาะอาหารหดตัวและปวดท้องได้ เพราะน้ำเย็นจะยิ่งไปดับไฟธาตุ ทำให้กระเพาะอาหารเกร็งตัวและไม่อยากอาหารหนักขึ้นครับ
3. จิบน้ำอุ่นผสมสมุนไพร เช่นน้ำขิงอ่อนๆ หรือน้ำอุ่นผสมมะนาว/น้ำผึ้ง เพื่อช่วย กระจายลมและ ปลุกไฟธาตุก่อนทานมื้อหลัก
4. การแบ่งจังหวะ > ทานอินทผลัมและน้ำ แล้วพักไปละหมาดมัฆริบสัก 10-15 นาที ช่วงนี้ร่างกายจะเริ่มปรับสมดุลน้ำตาลและคลายลมในท้อง ทำให้เมื่อกลับมาทานมื้อหลักจะรู้สึกทานอาหารได้มากขึ้น

ข้อควรระวังในการละศีลอด
เนื่องจากในช่วงที่ถือศีลอดแบบ Dry Fasting ลมในร่างกายจะแปรปรวนได้ง่าย (วาตะกำเริบ) การละศีลอดที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น
1. หากทานอาหารเร็วหรือทานของเย็นจัด ลมจะตีขึ้นทำให้เวียนหัว พะอืดพะอม แนะนำให้เริ่มด้วย ของอุ่น เพื่อกดลมให้ลงต่ำ
2. อย่าอัดน้ำตาลสูงทันที แม้จะทานอินทผลัม แต่ควรจำกัดจำนวน (1-3 เม็ด) เพราะหากระดับอินซูลินพุ่งสูงปรี๊ดทันที กระบวนการซ่อมแซมเซลล์จะหยุดชะงักลงอย่างรวดเร็ว
3. เน้นโปรตีนและไขมันดี เพื่อให้ร่างกายเปลี่ยนจากการดึงพลังงานสะสมมาเป็นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. อย่าทานอิ่มจนจุกในมื้อเดียว ในทางแพทย์แผนไทยถือว่าการใส่ของหนักลงไปในท้องที่ไฟย่อยยังอ่อน จะทำให้เกิด ของเสียสะสมหรือสารพิษตกค้างจากการย่อยไม่หมด)ซึ่งเป็นสาเหตุของความเหนื่อยล้า หลังละศีลอด
5. การทานอาหารที่มีฤทธิ์ " ปรี้ยว ขม เผ็ด เล็กน้อย เช่น แกงส้ม หรือน้ำพริกผักต้ม จะช่วยละลายเสมหะและช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น ลดอาการอ่อนเพลียสะสมในช่วงกลางคืน เนื่องจาก การละศีลอดมักอยู่ในช่วงเวลา เย็น (18.00 น. เป็นต้นไป) ซึ่งตามแผนไทยคือช่วงที่ "ธาตุน้ำ" (เสมหะ) เริ่มมีอิทธิพล
6. ใช้กฎ 1/3 แบ่งกระเพาะเป็น 3 ส่วน คือ อาหาร 1 ส่วน, น้ำ 1 ส่วน, และช่องว่างสำหรับลม 1 ส่วน (ซึ่งตรงกับหลักซุนนะฮ์ของท่านนบีฯ เช่นกัน)

บทความโดย
พท.อรรถเวช กองนักวงษ์ [หมอแมน]
พท.ว.22470
#อภิเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย #ศูนย์รักษาโรคเรื้อรังและโรคอุบัติใหม่ด้วยการแพทย์แผนไทย #มูลนิธิสถาบันวิจัยระบบสุขภาพองค์รวมด้วยตำนานการแพทย์แม่นยำ #หมอแมน #ละศีลอด #ละศีลอดด้วยอินทผลัม #ละศีลอดวันนี้

ก่อนจะนำหัตถการเข้ามาใช้ในสถานพยาบาลสักอย่างผมศึกษาข้อมูลเยอะมากและคัดกรองหลายขั้นตอนที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยนำหัตถการใดๆเข้า...
09/03/2026

ก่อนจะนำหัตถการเข้ามาใช้ในสถานพยาบาลสักอย่าง
ผมศึกษาข้อมูลเยอะมาก
และคัดกรองหลายขั้นตอน
ที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยนำหัตถการใดๆเข้ามาใช้ในสถานพยาบาล

สาเหตุเนื่องจาก หัตถการ ต่างๆ
มีความเสี่ยงต่อคนไข้
สำหรับผม ความเสี่ยงสำหรับหมอ 1 %
ถ้าพลาด จะเท่ากับความเสี่ยงคนไข้ 100%
แม้กระทั่งยาที่นำมาใช้ ต้องมีคุณภาพมากที่สุดเท่าที่จะหาได้

เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่รับหัตถการหรือบาใดๆเข้ามาง่ายๆ
และคนไข้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเราต้องปลอดภัย 100%

หัตถการพอกเข่า เป็นหนึ่งในหัตถการที่ผ่านการคัดสรร
และประเมินความปลอดภัยแล้วว่า
ไม่มีผลเสียหรือผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
และที่สำคัญคือ ต้องได้ผลการรักษาที่ดี

และแพทย์ผู้ทำหัตถการต้องมีความชำนาญขั้นสูง
จึงจะอนุญาตให้ทำหัตถการภายในสถานพยาบาลของเราได้

วันนี้เราตัดสินใจแล้วว่า หัตถการพอกเข่า
เป็นหัตถการที่ยอมรับได้ ตามมาตรฐานที่เราตั้งไว้
และมีแพทย์เฉพาะที่จะมาทำหัตถการนี้

หากท่านใด มีปัญหาที่เกี่ยวกับข้อเข่า
สามารถติดต่อจองคิวมารักษาได้
ซึ่งเราจะเปิดให้บริการเฉพาะ วันเสาร์-อาทิตย์ ทุกวัน
ซึ่วจะมีแพทย์เฉพาะทาวเข้ามาตามวันที่กำหนด

ในส่วนของราคา เราพิจารณาให้ในราคาที่ต่ำ
และเข้าถึงง่าย ไม่ถึง 1,000 บาท/ครั้ง
พร้อมทั้งหัตถการนวด + พอกเข่า

กรุณาจองคิวล่วงหน้านะครับ

หลายคนพยายามรักษาสิวมานานแต่อาการไม่ดีขึ้น เมื่อไปพบแพทย์และได้รับยาปรับฮอร์โมน อาการอาจจะดูดีขึ้นชั่วคราว แต่ทำไมพอหยุด...
25/02/2026

หลายคนพยายามรักษาสิวมานานแต่อาการไม่ดีขึ้น
เมื่อไปพบแพทย์และได้รับยาปรับฮอร์โมน อาการอาจจะดูดีขึ้นชั่วคราว แต่ทำไมพอหยุดทานยา อาการกลับมารุนแรงใหม่?

วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันผ่านมุมมองของ 2 ศาสตร์การแพทย์กันครับ
1. มุมมองแผนปัจจุบัน เมื่อฮอร์โมนสั่งให้หน้า "พัง"
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน การเกิดสิวมักเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนโดยตรง ตัวการหลักคือ เทสโทสเตอโรน (Testosterone) เมื่อฮอร์โมนตัวนี้ไหลเวียนไปตามกระแสเลือดจนถึงต่อมไขมันที่ผิวหนัง จะถูกเอนไซม์เฉพาะที่เปลี่ยนร่างให้กลายเป็น ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) เจ้า DHT ตัวนี้เองคือ "คำสั่งสังหาร" ที่เข้าไปสั่งให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปจนเกิดการอุดตัน

นี่คือเหตุผลที่แพทย์มักใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน (Anti-Androgen) เช่น ยาคุมกำเนิดบางชนิด เพื่อไปบล็อกการทำงานของฮอร์โมนตัวนี้นั่นเอง

ทำไมหยุดยาแล้วถึงกลับมาเป็นใหม่?
เมื่อเราทานยาปรับฮอร์โมน เรากำลัง "กด" อาการไว้ที่ปลายเหตุ แต่หากต้นเหตุคือ "ความร้อนสะสม" หรือ "ความไม่สมดุลของระบบเลือดลม" ยังไม่ถูกแก้ไขก็จะวนเวียนซ้ำๆแบบนั้น
เมื่อหยุดยา ฮอร์โมนที่เคยถูกกดไว้ก็จะดีดตัวกลับมา ผสมกับความร้อนที่ยังมีอยู่เดิม ทำให้สิวปะทุรุนแรงกว่าเดิมนั่นเอง

2. มุมมองแผนไทย เลือดร้อน ลมขัด และความร้อนที่ปะทุ
ทางการแพทย์แผนไทยมองต่างมุมออกไปเล็กน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ
เขาเชื่อว่าสิวเกิดจาก "โลหิตและน้ำเหลืองพิการ" ผสมกับความร้อนในร่างกาย (ปิตตะ) เมื่อทั้งสองอย่างมาบรรจบกัน (ระคนกัน) ก็จะทำให้สิวกำเริบขึ้นอย่างชัดเจน

ข้อสังเกต
- เมื่ออายุมากขึ้น อัตราการเกิดสิวจะน้อยลง เพราะระบบความร้อนในร่างกายเริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา (ไฟธาตุลดลง) การเกิดสิวเลยน้อยลงตาม แต่จะกำเริบขึ้นเฉพาะเมื่อร่างกายสะสมความร้อนสูงเกินไปเท่านั้น
- สิวผู้หญิง (ระดูขัด) แผนไทยให้ความสำคัญกับ "เลือดประจำเดือน" มาก หากระบบเลือดและลมขับเคลื่อนไม่ดี มีระดูขัด ของเสียจะตกค้างในร่างกายจนเกิดภาวะ "เลือดร้อน" ส่งผลให้สิวขึ้นบริเวณคางและรอบปาก ซึ่งตรงกับตำแหน่งสิวฮอร์โมนในแผนปัจจุบันอย่างน่าทึ่ง

สิวในทางแผนไทยคือสภาวะที่ ไฟเกิน เปรียบเสมือนไปเคี่ยว น้ำ (เลือดและน้ำเหลือง) ให้ข้นเสีย
1. ธาตุไฟ (ฮอร์โมนแอนโดรเจน) ทำงานมากเกินไป
2. ไปกระตุ้น ธาตุน้ำ (เมโท/มันข้น) ให้ผลิตน้ำมันออกมาที่ผิวหนังมากผิดปกติ
3. เกิดการสะสมจนกลายเป็นของเสียที่เรียกว่า "น้ำเหลืองเสีย" หรือสิวอุดตันนั่นเองครับ

บทสรุป
การรักษาสิวที่ยั่งยืนจึงต้องดูแลทั้งจากระบบภายในและภายนอก การดื่มน้ำอุณหภูมิปกติเพื่อลดความร้อนในเลือด การพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อสงบธาตุไฟ และการเข้าใจกลไกของฮอร์โมน จะช่วยให้เราไม่ต้องตกอยู่ในวงจรการรักษาสิวที่ไม่จบสิ้นครับ

บทความโดย
พท.อรรถเวช กองนักวงษ์ [หมอแมน] พท.ว 22470
แพทย์แผนไทยประจำศูนย์รักษาโรคเรื้อรัง&โรคอุบัติใหม่
อภิเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย

ที่อยู่

พัฒนาการ61 แขวงประเวศ เขตประเวศ
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 12:00 - 21:00
อังคาร 12:00 - 21:00
พุธ 12:00 - 21:00
พฤหัสบดี 12:00 - 21:00
ศุกร์ 12:00 - 21:00
เสาร์ 12:00 - 21:00
อาทิตย์ 12:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66816668764

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อภิเวชคลินิก Apivej Clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง อภิเวชคลินิก Apivej Clinic:

แชร์