03/05/2026
การนอนที่ไม่มีคุณภาพ +นอนน้อย หรือจาก sleep apnea ( นอนกรน) ตื่นบ่อยกว่า 1 ครั้ง
นอกจากจะทำให้อาการตาแห้งแย่ลง ยัง พบว่าเป็นสาเหตุของโรคต้อหินได้
ตาแห้งกับการนอน
อาการตาแห้งที่ว่ามาทั้งหลายอย่าง แห้ง แสบ เคือง ฝืด ปวด แพ้แสง ฯลฯ สามารถส่งผลกับคุณภาพชีวิตได้
ขณะที่การนอน ถือเป็นพฤติกรรมที่จำเป็นในทุกสิ่งมีชีวิต ปกติมนุษย์จะนอนประมาณ 1/3 ของชีวิต
ขอแทรกคำจำกัดความของการนอนผิดปกติ เอามาจาก Google
(ปล แอดฯ ไม่ได้เชี่ยวชาญทางโรคนี้โดยตรง หากมีความผิดคลาดเคลื่อน รบกวนเม้นท์หน่อยนึง เดี๋ยวแก้นะครับ)
Subjective sleep quality - ความรู้สึกว่า นอนหลับได้ดี หรือว่านอนไม่เต็มอิ่ม
Sleep latency - ระยะเวลาหลังจากปิดไฟ จากรู้สึกตัวจนถึงหลับ (ปกติ 10-20 นาที) ถ้าใช้เวลานานคือหลับช้า
Sleep efficiency - ประสิทธิภาพการนอน คืออัตราส่วน เวลาหลับจริง/เวลาอยู่บนเตียง ควรจะ 85-90% ขึ้นไป
Sleep duration - จำนวนชั่วโมงที่หลับจริง พอไม่พอ นอนน้อย หรือนอนมาก
Difficulty falling asleep - หลับยาก - การหลับยากที่เกิดจากปัจจัยเช่น เครียด วิตกกังวล การนอนไม่เป็นเวลา
Sleep apnea - หยุดหายใจขณะหลับ
Sleep loss/Sleep deprivation - พักผ่อนไม่เพียงพอ
Insomnia - โรคนอนไม่หลับ - หมายรวมถึง หลับช้า หลับๆ ตื่นๆ ตื่นเร็วไปแล้วหลับต่อไม่ได้ ตื่นมาไม่สดชื่น ฯลฯ
------------------------------
โรคของการนอนที่พบบ่อยๆ ก็จะมี
(1) นอนไม่หลับ Insomnia
(2) ความผิดปกติของนาฬิกาชีวิต Circadian rhythm disturbances
(3) ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ Sleep-disordered breathing
มีการศึกษาก่อนหน้าว่า ผู้ที่มีความผิดปกติของการนอนหลับ จะมีอุบัติการณ์ของตาแห้งสูงขึ้น รวมถึงความรุนแรงที่มากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม อาการตาแห้งก็ส่งผลทำให้มีการนอนที่ไม่เต็มประสิทธิภาพได้ด้วย โดยพบได้ทุกเพศทุกวัย
ในงานวิจัยของ Yu ในปี 2019 ทำการศึกษาชาวหางโจว 3070 คน
พบว่า การนอนที่ผิดปกติ มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของตาแห้ง ทั้ง หลับไม่เต็มอิ่ม หลับช้า นอนน้อย นอนไม่พอ หลับยาก
งานวิจัยของ Lim ในปี 2019 ก็พบว่าประชากร 3303 ราย
มีปัญหานอนมากไป 6.4% มีความเสี่ยงการหยุดหายใจขณะหลับ 20.5% มีปัญหาโรคนอนไม่หลับ 2.7% และ 7.8% นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมง
โดยทั้งการหยุดหายใจ นอนไม่หลับ นอนน้อย มีความเกี่ยวข้องกับอาการตาแห้ง
อาการนอนไม่หลับนั้นยังพบได้บ่อยในคนที่เป็นโรค Sjogrenś syndrome (ซึ่งอาการหลักคือตาแห้ง และปากแห้ง)
ทางสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (National institute of Health) แนะนำให้บุคคลทั่วไปนอนหลับมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน
มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่นอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงจะมีปัญหาตาแห้งมากกว่าคนที่นอน 8 ชั่วโมงขึ้นไป
โดยเฉพาะคนที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมง มีโอกาสตาแห้งสูงว่าผู้ที่นอน 6 ชั่วโมงถึง 20%
การอดนอน ทำให้ตาแห้งจาก การสร้างน้ำตาที่ลดลง การระเหยที่เร็วขึ้น ความเข้มข้นน้ำตาที่มากขึ้น (Hyperosmolarity)
หากยังมีปัญหาต่อเนื่องจะทำให้ เซลผิวกระจกตาเสียหาย
การรับความรู้สึกของกระจกตามากขึ้น เซลผิวกระจกตาเปลี่ยนสภาพ (Metaplasia)
ต่อมไขมันผิดปกติ มีการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนและกรดอะมิโน
โดยการเปลี่ยนแปลงพวกนี้เกิดได้ภายใน 10 วันที่นอนไม่พอ แต่สามารถเปลี่ยนกลับคืนสภาพเดิมได้หากได้นอนเต็มที่ 14 วัน
------------------------------
ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Obstructive sleep apnea hypopnea syndrome; OSAHS)
ผู้ที่มีภาวะ OSAHS มักจะพบว่ามีอาการเคืองตา น้ำตาผิดปกติ และหนังตาหย่อน (Eyelid laxity)
ยิ่งภาวะ OSAHS มีความรุนแรงมากขึ้น จะยิ่งพบว่าปริมาณน้ำตาน้อยลง ระเหยเร็วขึ้น ผิวกระจกตาอักเสบง่ายขึ้นอีก
การใช้เครื่อง CPAP (Continuous positive airway pressure) ในการรักษาอาการ OSAHS มีส่วนช่วยให้น้ำตาระเหยช้าลง
แต่อาจจะมีผลตรงกันข้ามทำให้น้ำตาผลิตน้อยลง น้ำตาระเหยเร็วขึ้น
หากการใช้หน้ากาก CPAP ขณะนอนหลับไม่แน่นพอดี ทำให้มีลมรั่วจากหน้ากากไปบริเวณดวงตา
------------------------------
Tear alterations may be a potential factor linking sleep disturbance and dry eye
ในงานวิจัยของ Bitton ปี 2008 ศึกษาผิวตาผู้เข้าร่วมงานวิจัยเปรียบเทียบก่อนนอน และหลังจากตื่นนอน
พบว่าหลังจากการนอนหนึ่งคืน ทั้งคนปกติ และคนที่เป็นตาแห้ง
ปริมาณน้ำตามีมากขี้นเทียบกับก่อนนอน และในคนที่เป็นตาแห้ง การระเหยของน้ำตาดีขึ้นในช่วงเช้า
ปกติน้ำตาจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ
(1) Basic tears คือน้ำตาที่ออกมาเรื่อยๆ ตลอดเวลา
(2) Reflexive tears คือน้ำตาที่ออกจากปัจจัยกระตุ้น เช่นมีอะไรเข้าตา
(3) Emotional tears คือน้ำตาที่ออกมาจากการกระตุ้นทางอารมณ์ เช่นดีใจ เสียใจ
ในบทความนี้ ผู้เขียนพูดถึงน้ำตาชนิดที่ 4 คือ Closed-eye tears คือน้ำตาขณะที่หลับตา ซึ่งนำเอามาตรวจหลังจากตื่นนอนทันที
โดยส่วนประกอบของน้ำตาแบบนี้จะมีความต่างกับ 3 แบบแรก
เชื่อว่าการหลั่งของน้ำตานั้นจะลดลงช่วงที่เรานอนหลับ และมีการเปลี่ยนแปลงของผิวตาในระหว่างนั้น
ได้แก่ การลดลงของออกซิเจน ส่งผลให้ผิวตาอยู่ในสภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxic state)
ทำให้เมตาบอลิซึมของเนื้อเยื่อ เปลี่ยนไปเป็นแบบสภาวะไม่ใช้ออกซิเจนแทน
นอกจากนั้นความเป็นกรดด่าง ความดัน osmotic pressure และความสามารถในการแทรกซึมผ่านผิวกระจกตา ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วย
ส่วนประกอบของน้ำตาอื่นๆ ทั้งพวก IgA, Hemolysis enzyme, Lactoferrin, ไขมัน ฯลฯ
เปรียบเทียบระหว่างน้ำตาขณะหลับ กับ Reflex tears และ Basic tears จะมีความแตกต่างกันมาก
ในบทความนี้สันนิษฐานว่า ส่วนประกอบและสภาวะของผิวกระจกตาที่ต่างกัน อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการตาแห้ง
------------------------------
โดยสรุป ความผิดปกติของการนอนหลับ ทั้งหลับช้า หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ นอนน้อย น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการตาแห้ง
ใครที่มีปัญหาตาแห้ง หยอดยาเท่าไรไม่ดีขึ้น ลองสังเกตดูตัวเองก่อนว่า นอนหลับมีประสิทธิภาพพอหรือไม่ นอนเกิน 7 ชม (ตาม NIH แนะนำ) หรือยัง
จักษุแพทย์อาจจะต้องสอบถามเรื่องการนอนหลับ เพื่อร่วมกับปรับปรุงพฤติกรรม และคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งน่าจะช่วยให้อาการตาแห้งดีขี้นได้
อ่านต่อ pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9762265/