หมอปอง

หมอปอง CTO Doctor + เนื้อหาการแพทย์แนว Integrative Medicine

พรุ่งนี้ พบกับบรรยายหมอปองนะครับ 🚀A.I. สายสุขภาพมีอยู่จริงหมอยืนยัน🫱🏻‍🫲🏻วันที่ : 19 กันยายน 2568เวลา : 14.00 - 14.30 น.เ...
18/09/2025

พรุ่งนี้ พบกับบรรยายหมอปองนะครับ

🚀A.I. สายสุขภาพมีอยู่จริงหมอยืนยัน🫱🏻‍🫲🏻

วันที่ : 19 กันยายน 2568
เวลา : 14.00 - 14.30 น.

เตรียมพบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล จาก BALAVI บนเวทีให้ความรู้ที่งาน

กับหัวข้อ
“A.I. และ Wellness Digital Transform”

ลงทะเบียนเข้าชมงาน https://lin.ee/24zPomQ กดไปที่ Rich Menu

แล้วพบกันที่
💚The Foodism Show X Thailand Health & Wellness Expo 2025✨
📆 วันที่ 18 - 20 กันยายน 2568 ⏰ เวลา 10.00 - 19.00 น.
📍 อาคาร 7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

🚀 AI in Health is Real — Confirmed by a Doctor! 🫱🏻‍🫲🏻

📅 Date: September 19, 2025
🕑 Time: 2:00 PM – 2:30 PM

Get ready to meet expert speaker Dr. Teepatas Choonhavanakul from BALAVI on the Knowledge Stage with the topic:

“AI and Wellness Digital Transform”

👉 Register here: https://lin.ee/24zPomQ via the Rich Menu.

See you at
💚 The Foodism Show X Thailand Health & Wellness Expo 2025 ✨
📆 September 18 – 20, 2025
⏰ 10:00 AM – 7:00 PM
📍 Hall 7, IMPACT Muang Thong Thani



#อาหารสุขภาพ

🚀A.I. สายสุขภาพมีอยู่จริงหมอยืนยัน🫱🏻‍🫲🏻

วันที่ : 19 กันยายน 2568
เวลา : 14.00 - 14.30 น.

เตรียมพบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล จาก BALAVI บนเวทีให้ความรู้ที่งาน

กับหัวข้อ
“A.I. และ Wellness Digital Transform”

ลงทะเบียนเข้าชมงาน https://lin.ee/24zPomQ กดไปที่ Rich Menu

แล้วพบกันที่
💚The Foodism Show X Thailand Health & Wellness Expo 2025✨
📆 วันที่ 18 - 20 กันยายน 2568 ⏰ เวลา 10.00 - 19.00 น.
📍 อาคาร 7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

🚀 AI in Health is Real — Confirmed by a Doctor! 🫱🏻‍🫲🏻

📅 Date: September 19, 2025
🕑 Time: 2:00 PM – 2:30 PM

Get ready to meet expert speaker Dr. Teepatas Choonhavanakul from BALAVI on the Knowledge Stage with the topic:

“AI and Wellness Digital Transform”

👉 Register here: https://lin.ee/24zPomQ via the Rich Menu.

See you at
💚 The Foodism Show X Thailand Health & Wellness Expo 2025 ✨
📆 September 18 – 20, 2025
⏰ 10:00 AM – 7:00 PM
📍 Hall 7, IMPACT Muang Thong Thani



#อาหารสุขภาพ

พบกับหมออ้อม ในบรรยาย SX sustainable expo 2025 กันครับโรงพยาบาลเมดพาร์ค ชวนคนรักสุขภาพทุกท่าน ร่วมรับฟังสาระความรู้ย่อยง...
18/09/2025

พบกับหมออ้อม ในบรรยาย SX sustainable expo 2025 กันครับ

โรงพยาบาลเมดพาร์ค ชวนคนรักสุขภาพทุกท่าน ร่วมรับฟังสาระความรู้ย่อยง่าย

ภายในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025 🌱
กับกิจกรรม MedPark Doctor Talk ใน วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568

พบกับ “เคล็ดลับดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สู่ชีวิตที่ยืนยาว”
จากแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางจากหลากหลายสาขา ได้แก่

✅ เวที SX IDEA LAB

🗨️ เวลา 10.00 - 11.00 น. “ตรวจพบก่อน การลงทุนที่คุ้มค่าช่วยอายุยืน” โดย รศ. นพ.สถาพร มานัสสถิตย์ แพทย์หัวหน้าศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค

🗨️ เวลา 11.00 - 12.00 น. “Proactive Longevity for a Sustainable Life”
โดย พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน MedPark Well-Healing

✅ เวที SX TALK STAGE

🗨️ เวลา 13.00 - 14.00 น. “พลิกวิกฤต Sudden death สร้างชีวิตยืนยาวด้วยการดูแลหัวใจและการนอน” โดย ผศ. นพ.จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลเมดพาร์ค

📢 ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม Doctor Talk ล่วงหน้า ฟรี
พร้อมรับแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษ จากโรงพยาบาลเมดพาร์ค
คลิก > https://medpark.hospital/SX25-dtfb

📌พบกับกิจกรรมดี ๆ จากโรงพยาบาลเมดพาร์ค ในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025 🌱
ได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 26 กันยายน - 5 ตุลาคม 2568
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) โซน BETTER ME

MedPark ทำความซับซ้อนให้เรียบง่าย

🔹 Line : .thailand
🔹 โรงพยาบาลเมดพาร์ค
📞 02 023 3333

#โรงพยาบาลเมดพาร์ค

CTO as a Doctorตอนที่ 3 – มองหาให้ถูกว่า Start up, Enterprise หรือ Integrator💡 ในขั้นตอนสำคัญหนึ่ง ของการทำ Wellness Set...
17/09/2025

CTO as a Doctor
ตอนที่ 3 – มองหาให้ถูกว่า Start up, Enterprise หรือ Integrator

💡 ในขั้นตอนสำคัญหนึ่ง ของการทำ Wellness Set Up ก็คือการเลือก Software มาใช้ในการ Run ระบบการทำงานของ Business Unit นั้น เดี๋ยวนี้อาจกล่าวได้ว่า แทบไม่มี Business ไหนที่ไม่พึ่งพาระบบ IT

🧠 ทว่า ในมุม ของ เจ้าของเงินลงทุน มักมีความสับสนในการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ของ Software House ว่า เราควรลงทุนกับเจ้าไหน อย่างไร

🔍 ตามประสบการณ์ของหมอ ที่เป็น Wellness Business Consultant มาตลอดนับสิบปี พบว่า Owner หรือเจ้าของเงินจะมีความสับสนในการตัดสินใจในประเด็นนี้มาก โดยเฉพาะเจ้าของโครงการใหญ่ๆ ที่มีหลาย Business Unit

คุณควรแบ่งบริษัท Software ได้คร่าวๆ 3 แบบ ก็คือ

1. Start up / Innovator

2. Big Tech Enterprise

3. System Integrator

🚀 เพราะธรรมชาติของ Start up จะมีคุณลักษณะที่สร้างผลิตภัณฑ์ ที่ต่างจาก Big Tech Enterprise ค่อนข้างมาก ถ้าคุณจำได้ในช่วง 5-6 ปีก่อน เราจะเห็น Start up เฟื่องฟู มีสินค้า และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ว้าวๆ ออกมามากมาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วง COVID ก็คือ Zoom เราจะพบว่า Zoom เป็น First mover ในการทำ Teleconference และประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะตรงกับความต้องการของธุรกิจต่างๆ ช่วง Lockdown พอดี Zoom จึงมีลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากบริษัท Start up ที่คล่องตัว สร้าง Point of Differentiate ในการขายอย่างโดดเด่น…

ทว่า เขาเป็นบริษัทที่มี Product line เพียง Product เดียว ในแง่การลงทุน ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนจะมุ่งหวังการ Exit เพื่อให้ได้กำไรในการซื้อขายหุ้นบริษัทประเภทนี้… จุดด้อยก็คือ ความเป็น Start up หากไม่สามารถใหญ่ขึ้นไปได้ถึงที่สุด อย่าง OpenAI หรือถูก Take over โดยบริษัทที่ใหญ่กว่า ก็อาจล้มหายตายจากไปพร้อมผลิตภัณฑ์ของตัวเองในที่สุด (และหายไปเป็นส่วนมากเสียด้วย)

🏢 แบบที่สอง คือ Big Tech Enterprise พวกนี้เป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ อย่าง Google, Microsoft ที่อยู่มาอย่างยาวนาน เอาข้อดีก่อน คือเขาจะมุ่งเน้นการสร้าง Product ที่ Mass Market เช่น Microsoft Office, Google Suite

จะสังเกตว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหล่านี้ จะไม่ได้มีลูกเล่นหวือหวาออกมาในเวลาที่เร็วเท่ากับพวก Start up เช่น Zoom ออกมาแล้ว ค่อยสักพัก Google Meet หรือ MS Teams ค่อยตามมา

⏱️ การออกตัวช้า มันมีข้อดีตรงที่ ผลิตภัณฑ์ Software ของ Big Tech Enterprise จะถูกทดสอบจนเสถียรกว่ามาก และมีทีม Tech Support ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่ข้อเสียคือ เขามักไม่ทำ Feature ที่เป็นลูกเล่นเฉพาะให้เราเท่าไหร่

คือถ้าเปิดตัวออกมา คนที่เป็นลูกค้า ก็จะได้ Software ที่มีคุณลักษณะเหมือนๆ กันไปหมด ซึ่งนักการตลาดก็จะต้องมาคิดหาท่าอื่นในการสร้างจุดขายให้กับธุรกิจ Wellness มากกว่าที่จะต้องพึ่ง Feature ของ Software …

แต่ก็เป็นไปได้ว่า Big Tech อย่าง Google หรือ Facebook ก็อาจเลือกซื้อบริษัทและทีม Start up เจ๋งๆ เพื่อที่จะไปสร้าง Feature ใหม่ๆ ได้เช่นกัน

🛠️ ดังนั้น หากคุณเป็น CTO ที่ช่วย CEO ตัดสินใจซื้อหา Software บริหารจัดการ Wellness ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว Wellness World class ใหญ่ อาจใช้ระบบร่วมกันหลายๆ ระบบ 3-4 ระบบเลยทีเดียว เช่น

โรงแรมใช้ Oracle

Wellness Clinic ใช้ H.I.S. / Hospital Information System

บัญชีการเงินใช้ ERP

การตลาดใช้ CRM ฯลฯ

🧩 CTO จะต้องมีความชัดเจนว่า เราซื้อ Software แต่ละอันเข้ามาด้วยเหตุผลอะไร… ต้องการความเสถียรของระบบ และการทำงาน Routine อย่าง Hospital Information System อันนี้ ส่วนใหญ่จะได้จากบริษัทประเภท Enterprise

เขาไม่มาปรับเปลี่ยนอะไรให้คุณมากนักหรอก แต่มั่นใจได้ว่า Day-by-Day operation จะไม่สะดุด พูดง่ายๆ คือ แค่ IT Support ประคองระบบงาน Routine ให้เชื่อถือได้ ไม่รวนก็เต็มกลืนแล้ว

(ไม่เชื่อ คุณลองติดต่อแผนก IT ตัวเองในโรงพยาบาลดูก็ได้ ว่าขอปรับนั่น เพิ่มลูกเล่นนี่ ผ่านไปอีก 3 ปี อาจไม่ได้ก็เป็นได้)

🎯 ตรงกันข้ามกับแผนกการตลาด อาจอยากได้ Gadget คูลๆ มาเก็บสุขภาพคนไข้ เช่น ที่วัดคลื่นสมองให้คนไข้ลดเครียด… แต่ทำไม่ได้ เพราะมีแต่ Device แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อระบบหลักได้

อันนี้ CTO จะต้องพิจารณาว่า มันเป็น Point of Differentiate หรือ Software ที่เอามาสร้างจุดขาย พวกนี้ คุณมักจะหาได้จากบริษัท Start up ซึ่ง CTO จะต้อง Balance ระหว่าง Start up asset กับ Enterprise software ให้ดี ธุรกิจ Wellness จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน Tech

💢 Pain point มันอยู่กับพนักงานที่เป็น Service Provider หรือ Operator ก็คือ การใช้โปรแกรมเฉพาะทางหลายๆ ระบบ โดยไม่เชื่อมกันเลย

มันเท่ากับว่าพวกเขาต้องทำงานซ้ำซ้อน ทั้งงาน Paperwork และงานลงข้อมูลข้ามระบบกันไปมา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีบริษัท Software อีกกลุ่มหนึ่ง ที่เป็น “นักรวมระบบ” หรือ System Integrator ที่คอยปรับแต่ง Software จากหลากหลาย Vender ให้สามารถทำงานร่วมกันได้

🤷 จุดนี้แหละ ที่บอร์ดบริหารโดยเฉพาะคน Gen เก่า จะไม่เข้าใจ คือมักจะมองว่า “เออ…. ก็เรามี IT department อยู่แล้ว จะไปจ้างทีม System Integrator มาทำไม?” ก็ให้ CIO หรือ IT ประจำโรงพยาบาลไปทำสิ

ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายโดยแท้

🏗️ ใช่ครับ IT support แค่ทำงานประจำก็แย่แล้ว แต่การทำ System Integration มันเหมือนการวางผังเมือง และงาน Architect ที่จะต้องมีกระบวนการเตรียมงานอีกยุ่บยั่บ ที่เรียกว่า Enterprise Architecture, System Analysis, Documentation และอีกมากมาย

ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นงาน Fulltime job เลยก็ว่าได้

💸 การไม่ลงทุนกับการทำ System Integration ก็เหมือนคนมีงบสร้างตึกหลายๆ ตึก แต่ไม่ทำผังเมือง ไม่วางแผนจะเชื่อมต่อแต่ละตึกอย่างเป็นระบบ…

ระยะยาวแล้วบอกได้เลยว่า คุณจะมี “หนี้” ที่เรียกว่า Technical debt เต็มไปหมด จะแก้อะไรที upgrade อะไรที ระบบจะรวนไปหมด กลายเป็นทุนแบบแฝงในระยะยาวที่สยดสยองมากกกกก

📌 ดังนั้น หากคุณเป็นหมอหรือนักบริหารโรงพยาบาล และ Wellness ที่ต้องการ Digital Transformation และลงทุนกับ Tech ใหม่ๆ คุณควรตอบตัวเองให้ได้ชัดเจนว่า

ถ้าต้องการระบบหลักสำหรับ Routine operation คุณอาจกำลังมองหา Big Tech Enterprise

ถ้าคุณต้องการจุดขายใหม่ๆ คุณอาจกำลังมองหา Start up

แต่ถ้าคุณมีระบบโปรแกรมหลายๆ ระบบมาทำงานร่วมกัน และคุณต้องการให้มันทำงานกันได้แบบ Seamless ยิ่งๆ ขึ้น คุณกำลังมองหา System Integrator ครับ

จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้เลย หากคุณต้องการธุรกิจ Wellness ที่เติบโตอย่างยั่งยืน

หมอปอง
CTO as a Doctor
Wellness Business Set up & Consultant
บัลวี Gen 2
Balavi
Balavi Academy

Top 10 FAQ กับ Wellness และ Longevity medicine1. 🌱 Longevity ไม่ใช่ Geriatric Medicine ?ความเข้าใจผิดของนักลงทุน ที่อยาก...
16/09/2025

Top 10 FAQ กับ Wellness และ Longevity medicine

1. 🌱 Longevity ไม่ใช่ Geriatric Medicine ?

ความเข้าใจผิดของนักลงทุน ที่อยากมาลงทุน Longevity ก็คือ มองตลาดผิด… มองว่าฉันดูแลคนแก่ อายุ 70-80 ปี คือฉันกำลังทำ Longevity …คำตอบคือไม่ใช่ และคุณอาจขาดทุนมหาศาล เพราะ เมื่อ 10 ปีก่อน ทีมหมออยู่ในทีม โรงพยาบาลที่จะสร้างคอนโดให้ผู้สูงอายุ Gen Boomer มาอยู่ แต่โครงการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เพราะคน Gen Boomer ติดบ้านเก่าที่อยู่มา 30 ปี และไม่มีกำลังจะย้ายมาซื้อคอนโดใหม่บั้นปลาย กลายเป็นว่าโครงการต้องรอจน Gen X เริ่มวางแผนมีบ้านบั้นปลาย ค่อยเป็นกลุ่มหลักที่มองหาอสังหาประเภทนี้

2. 🧠 Longevity ไม่ใช่ตลาดคนสูงวัย ?

อันนี้เข้าใจผิดกันมากๆ เพราะ Longevity ไม่ใช่การมารอแก้ปัญหาตอนแก่และมีโรคเรื้อรังยุ่บยั่บแล้วค่อยมามองหา Longevity treatment … ตรงกันข้าม มันเป็นตลาดของคนวัยทำงาน ที่เริ่มมีกำลังจับจ่าย และตั้งเป้าว่าตัวเองจะไม่แก่เร็ว หรือแก่อย่างมีคุณภาพ ดังนั้นวัยที่พร้อมจะมองหา Longevity clinic คือคนวัยทำงาน ที่เป็นระดับ Top tier หรือ Young successor มากกว่า

3. 🧬 Longevity ไม่ใช่ Standard medicine แต่เป็น Cutting-edge biotechnology ที่คน Early adopter มองหา ?

ดังนั้น มันจึงเหมาะกับคนที่ไปเห็นโลกกว้าง เห็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ยังอาจเข้ามาไม่ถึงเมืองไทย หรือต้องรออีกหลายปี กว่าที่ Clinical Practice Guideline ของแพทย์ส่วนใหญ่จะค่อยๆ Update ดังนั้นข้อแนะนำของหมอ เวลาใครอยากหาบริการ Longevity มักจะแนะนำให้อ่าน หรือทำ Research ด้วยตัวเองเยอะๆ เดี๋ยวนี้มี A.I. ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องรู้ไว้ว่า หากอ่านแต่ Research ยังต้องปรึกษาแพทย์ที่อยู่ในวง และมีประสบการณ์การดูแลแบบ Longevity จริง

4. 🔬 Longevity เป็น Advance Personalized Medicine ?

แน่นอนว่า คำแนะนำการวางแผน Longevity ของผู้มารับการปรึกษาแต่ละท่าน จึงต้องอาศัยประสบการณ์ และการตรวจทาง Gene, Epigenomics, Metabolomics, Microbiome, Lifestyle analysis ผ่าน Gadget ต่างๆ ที่มากกว่าปกติ เพื่อมองปัญหาทั้ง อดีต (พันธุกรรม), ปัจจุบัน (พฤติกรรม และวิถีชีวิต) และอนาคต (Biomarkers) ให้ได้ยาวไกล และป้องกันแต่เนิ่นๆ

5. 💸 Longevity ต้องใช้เงิน ?

ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จะว่าไป Longevity เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำว่า Wellness ที่เป็นเรื่องของการ “เป็น” หรือ Being

เหมือนร่างกายเป็นรถคันหนึ่ง คุณอาจเลือกที่จะใช้มันแบบสมบุกสมบัน ไม่ดูแล… เมื่อถึงตอนรถพัง หรือป่วย คุณจะไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากการจ่ายค่าซ่อมรถ แต่หากคุณเลือกที่จะดูแลรถ เติมลมยาง ชาร์จไฟอย่างเหมาะสม การ Maintenance และยืดอายุการใช้งานก็จะถูกและดีกว่ามาก

6. 😰 Longevity คือ “เครียด” ?

หากคุณมีมุมมองของชีวิตแบบเป็นไปตามตัวชี้วัดเป๊ะๆ ในทุกวันของชีวิต ไม่ว่าคุณจะใช้บริการ Longevity Medicine หรือไม่ คุณก็จะ “เครียด” ความเครียดเป็นเรื่องของ Mindset หากคุณไม่เปลี่ยน Mindset และยังหมกมุ่นอยู่กับตัวเลข ที่บังเอิญว่า วงการ Longevity สมัยนี้มันสามารถออกแบบตัวชี้วัดได้มากมาย… คุณก็เครียดได้แน่นอน

7. 🌟 Longevity = Advance Wellness ?

ตรงข้าม เพราะ Wellness ไม่ได้มี Wellness ธรรมดา หรือ Advance Scientific Wellness หรอก… มันเป็นองค์รวมของชีวิต

Longevity มุ่งเน้นที่การยอมรับการใช้ Advance Biotechnology เพื่อดูแลร่างกายแบบลงลึกสุดๆ จะว่าไป คุณจะสนุกมากๆ กับการ Update technique ทาง Longevity ใหม่ๆ แทบทุกปี แต่ๆๆ อย่าลืมว่า Mental Wellness ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

8. 🤯 Longevity ต้องเติมเงิน ?

คำถามนี้จะเปลี่ยนไป หากระบบประกันสุขภาพ ระบบประกันสังคม เปลี่ยนมา Support การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ความตลกของเรื่องนี้ก็คือ พอระบบประกันสุขภาพมัวแต่จ่ายกับ Sick care คือรอป่วยจนร่างพังค่อยให้เบิกจ่าย ซึ่งจะไม่มีวันพอ และเกิดการเรียกร้องระบบ Co-payment ขึ้น นั่นหมายความว่า เราอาจออกแบบระบบสาธารณสุขให้คนป่วย แต่ไม่มีระบบสาธารณสุขสำหรับคนไม่อยากป่วย ที่ต้อง Self-pay ตลอดเวลา

9. 🔁 Longevity ไปเรื่อยๆ = คำตอบสุดท้าย ?

อันนี้ต้องถามกลับ…. ว่าคุณคิดว่าตัวเองอยากอยู่สัก 100 ปีไหม

ในเงื่อนไขที่ว่า คุณแข็งแรง แต่คนรู้จักตายหมด คุณอาจขี้ลืม และจำเรื่องใหม่ๆ ไม่ค่อยได้ และคุณอาจต้องทำงานเล็กน้อย เพื่อเติมเงินให้ตัวคุณอยู่ต่อไปได้ หมอว่าคำถามนี้ หลายคนส่ายหน้ารีบตอบว่า “ไม่เอา” เพราะตายก่อนเงินหมด กับเงินหมดก่อนตาย ชีวิตมันต่างกันเยอะมาก ญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่ดี ที่เห็นคนแก่ขโมยของที่ร้านสะดวกซื้อ เพื่อที่จะได้ไปกินนอนในคุก ดีกว่านอนข้างถนน

10. 🧘‍♂️ Spiritual Wellness … ขั้นกว่า ที่คุณรู้จักแล้วหรือยัง ?

จากข้อ 9. ถ้าคุณฉุกคิดได้ คำตอบว่าจะใช้ Longevity Medicine แค่ไหน อาจไม่สำคัญว่า อายุขวบปีที่เพิ่มขึ้นจาก Longevity เราจะอยู่อย่างมีคุณค่าได้อย่างไร ผมมีโอกาสได้เจอครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายองค์ ถามว่าท่านเจ็บป่วยทางกายไหม ก็มีโรคตามอายุไข แต่ท่านว่า “โรคทางกาย รักษาก็ป่วยช้า ไม่รักษาก็ป่วย หรืออายุเยอะๆ ถ้ามันจะป่วยรักษายังไงกายก็ป่วย” “แต่โรคทางใจป่วยกันทุกคน… กายป่วย อย่าให้ใจป่วย” หากต้อง Longevity จนเคร่งเครียดไปตลอดจนอายุ 120 ปีนั่นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่หากอายุยืนแล้วจิตใจผ่องใส ไม่ทุรนทุรายได้ด้วย Longevity และจะเป็นคำศัพท์ใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้านั่นคือ Aging Gracefully ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะทำ เส้นแบ่งนี้ มีแต่คุณเท่านั้นที่กำหนดให้ตัวเองได้

หมอปอง
Wellness Business Consultant & Set up
บัลวี Gen 2
Balavikas paraspet
Balavi Academy

15/09/2025

Wellness คือ process หาใช่การเติมเงินซื้อ Longevity ไม่

💡 การไปร่วม IDG unity / Inner Development Goal Leader ครั้งที่ 2หมอปอง ได้มีโอกาสแชร์มุมมองของ Value ของชีวิต🌍 ปรากฏการณ...
14/09/2025

💡 การไปร่วม IDG unity / Inner Development Goal Leader ครั้งที่ 2

หมอปอง ได้มีโอกาสแชร์มุมมองของ Value ของชีวิต

🌍 ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจยิ่ง ในที่เศรษฐกิจฝืดเคือง เราจะเห็นผู้คนเริ่มตั้งคำถามกับ "ความสุข" ที่ถูกซื้อหาได้ด้วยเงิน

💰 แต่เงินจะใช่คำตอบจริงหรือ? เมื่อเราพบว่าเศรษฐกิจของทั้งโลกวางอยู่บน เศรษฐศาสตร์ของเงินกู้ เป็นหนี้สาธารณะจนค่าเงินดอลลาร์ตกต่ำ

🏃‍♂️ คนหนีกลับไปที่ Physical money หันมาถือทอง แต่เด็ก Gen ใหม่ๆ ก็มองว่า Value ของ money กลับไปผูกอยู่กับสิ่งที่เป็นนามธรรมยิ่งกว่า นั่นคือ bitcoin

🧠 และถ้าเรากลับมาที่คำถามดั้งเดิมว่า คุณค่าของชีวิตคืออะไร ในที่สุดทุกคนอาจจะกลับมาที่คำตอบเดียวกันว่า มันคือ "ความสุข" ความสุขที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้

🎯 การหยุดวิ่งหาเงินที่เป็นนามธรรมในการ storage ความสุข แล้วกลับมาที่ความสุขภายในของตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างมี purpose จะเป็นโจทย์ที่ทุกคนในสมัยนี้จะต้องเผชิญ และนั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องมี Inner Development Goal

หมอปอง
IDG leadership
บัลวี Gen 2
Balavi

หมออ้อม Dr.Aom Wellbeing  ให้สัมภาษณ์ มุมมอง Wellness เป็น Process ที่นำไปสู่ outcome ของการมี well being และ IDG / Inne...
11/09/2025

หมออ้อม Dr.Aom Wellbeing ให้สัมภาษณ์ มุมมอง Wellness เป็น Process ที่นำไปสู่ outcome ของการมี well being และ IDG / Inner development goal ครับ

https://happeningbkk.com/post/11841

บัลวี gen2
Balavi
Balavi Academy

ทุกวันนี้ สุขภาวะ (well-being) และการมีอายุยืนยาวแบบมีคุณภาพ (Longevity) เป็นเทรนด์ที่ผู้คนหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น...

Health Me Happy SS2 Ep11 : หยุดความเป็นมนุษย์ป้า ในตัวคุณ
10/09/2025

Health Me Happy SS2 Ep11 : หยุดความเป็นมนุษย์ป้า ในตัวคุณ

Enjoy the videos and music you love, upload original content, and share it all with friends, family, and the world on YouTube.

พบกับบรรยายหมออ้อมได้ครับ
08/09/2025

พบกับบรรยายหมออ้อมได้ครับ

มาเจอกันได้นะคะ
Brain wellness program
มีกระบวนการประเมินวิเคราะห์ที่หลากหลาย
เพื่อทำให้จิตสู่สมดุล ได้พัก
หลับดี การฟื้นฟูของสมองก็จะดีขึ้นตามมา อาหารก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายไม่เกิดโรค

แม้ว่าจะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในมุมมองของ wellness นั้นคือการพึ่งตนเอง ถ้าเราเข้าใจตนเองได้มากพอก็จะสามารถรักษาสุขภาวะ well being ได้นานเท่านาน

การเรียนรู้ และลงมือทำจึงเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้เราสามารถดูแลตัวเองได้แบบ longevity

Dr.Aom Wellbeing

🌟 CTO as a DoctorPart 2 – The  confusion Between EHR vs EMR💬 Obtaining investment consent from the board of directors is...
08/09/2025

🌟 CTO as a Doctor

Part 2 – The confusion Between EHR vs EMR

💬 Obtaining investment consent from the board of directors is one of the most challenging responsibilities of a CTO (Chief Technology Officer).

💸 It is essentially a matter of requesting millions in funding to implement a system that older-generation board members, frequently lack comprehension of. This system may involve the acquisition of systems or the implementation of Digital Transformation, which may require 3–5 years to produce tangible results and is difficult to envision at the feasibility stage.

🧩 However, it is possible that the mission of a hospital or public health agency's CTO request to buy a new system or request to upgrade an existing system is more challenging.

📌 The solution is to integrate a new system with an existing one, such as the Hospital Information System (H.I.S.). That is the genuine obstacle. A common misconception among hospital committees is that they believe they have everything they need. We made a significant investment in a high-quality H.I.S. system that is capable of performing any task in the world.

🛑 The genuine issue is the mindset that "we already have everything." Typically, non-technical individuals are unable to comprehend the precise contents of their current system. The distinction between Electronic Health Record (EHR) and Electronic Medical Record (EMR) is a classic example.

📚 Before delving into the distinctions between EHR and EMR, I would like to present a real-world example. A significant hospital desired to access the Health at Home market. Upon conducting a SWOT Analysis, they concluded that their advantages included the availability of in-house doctors, a 24/7 emergency room service, ambulances that could reach every residence within a 10-kilometer radius, an abundance of funding, and a H.I.S. or EMR system that could be implemented by simply connecting some IoT devices and giving patients access to an application. Potentially, what could go wrong?

😥 Upon contracting a company to develop the app and establishing a Call Center on a vacant hospital floor, the hospital just realized that they were unable to convince patients to download the app (and let's face it, people don't download apps unless they truly understand the benefits). The download rate did not increase, regardless of the actions taken. However, individuals continued to favor contacting the hospital's hotline... Ultimately, it was deemed a "nice-to-have" undertaking. Certainly, patients were able to access their laboratory results; however, it never developed into a genuine Health at Home model. Ultimately, the endeavor was deemed a failure.

🔍 What was the reason for that?

📵 The primary problem was that the User Journey was defective due to the direct integration of the patient app into the hospital's EMR. Patients should not have easy access to all aspects of the EMR, as medical information is highly confidential. Conversely, physicians were not employing overwhelming data from patients' wearable devices or instruments in their decision-making processes. You can notify the conflict of easy access and EMR strong data protection.

This is brought to the fact that PHR was never displayed on the interface at the doctor's office. Patients were still required to manually display the application on their phones, which is quite amusing from the perspective of a CTO.

🌍 This is the reason why global best practices suggest that health data be organized into three app categories:

Personal Health Record (PHR) – Applications that are included with devices such as smartwatches, Continuous Glucose Monitoring tools, or IoT blood pressure monitors. Patients themselves utilize, observe, and document these.

Electronic Health Record (EHR) – Applications for health or wellness coordinators, such as family nurses or community caregivers, who compile information from a variety of sources, including PHR devices, hospital visits, medication history, X-ray reports, diet, and lifestyle data. This serves as the central hub for the Health at Home initiative.

Electronic Medical Record (EMR) – Applications for medical technicians, nurses, and physicians that manage intricate hospital data, including pathology reports, lab results, surgeries, and ICU drug administration. These are systems that the H.I.S. or EMR must manage with great care.

📈 Consider the scenario in which there is no EHR in place to filter and consolidate critical data from a variety of sources. In this scenario, every request for assistance from Health at Home patients would be directed to emergency facilities. Obviously, the Call Center or ER would not dispatch anyone to assist with 80% of those requests, as they would not be essential.

🧠 Local community health teams will be unable to effectively delegate minor duties such as Primary Health Care if they are not separated from EMR responsibilities.

📊 Additionally, all PHR data that is not a required data type by the EMR is not transmitted to the doctor's desk when it accumulates, such as daily blood pressure readings and home weight measurements. Unless the healthcare team has access to the data, it is of no utility, regardless of whether the patient possesses ten devices. Furthermore, the care-givers who are most closely associated with the patient will be unable to monitor their members and will be required to consult each member's personal health record (PHR) to obtain their personal information.

💡 The appropriate investment is in the development of a suitable EHR to facilitate the implementation of a new Primary Health at Home system. This is the point at which non-tech hospital committees typically falter. They believe that they possess it, despite the fact that they do not.

🏥 Prior to investing tens of millions in Digital Health Transformation initiatives, the most advantageous investment is to employ a CTO who possesses a comprehensive understanding of healthcare systems.

Dr. Pong
CTO Doctor
Balavi Gen 2
Balavi Academy

# # # # # # # # # # # # # # # # # # # # # # # # # # # # #

🌟 CTO as a Doctor
ตอนที่ 2 – เรื่องวุ่นๆ ของ EHR Vs EMR

💬 งานที่ยากที่สุดของ CTO หรือ Chief Technology Officer คือการขออนุมัติการลงทุนจากบอร์ดบริหาร

💸 ว่าง่ายๆ ก็คือ งานขอตังค์ ที่ไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ ราคาหลักล้านถึงหลายล้าน เพื่อที่จะทำอะไรบางอย่างที่บอร์ดบริหารรุ่นก่อน โดยเฉพาะ Gen Boomer ไม่ค่อยเข้าใจ มาซื้อระบบ หรือทำ Digital Transformation …ซึ่งลงทุนวันนี้ อาจต้องรอเวลาอีก 3-5 ปี กว่าจะเริ่มเห็นว่าเป็นการลงทุนที่งอกเงย มันเป็นเรื่องที่จินตนาการได้ยากมากสำหรับคน Non-tech

🧩 แต่เชื่อไหมว่า ระหว่าง การที่ CTO ของโรงพยาบาลหรือหน่วยงานสาธารณสุข ขออนุมัติการลงทุน กับ ซื้อระบบใหม่ให้โรงพยาบาลที่ไม่เคยมีระบบ Vs ขอลงทุนระบบใหม่เพิ่มเติมมาจากระบบที่โรงพยาบาลมีอยู่แล้ว... ลองเดาซิว่าอะไรจะยากกว่ากัน

📌 คำตอบคือ การเพิ่มระบบใหม่มาทำงานกับระบบเก่าอย่าง Hospital Information System / H.I.S. ครับ นี่คืองานช้าง ที่ยากมากๆ ของ CTO เลยก็ว่าได้ เพราะบอร์ดบริหารโรงพยาบาล มักจะคิดว่า “เรามีทุกอย่างแล้ว เราลงทุน H.I.S. อย่างดีราคาแพงไปแล้ว… ซึ่งทำได้ทุกอย่างในโลกหล้า”

🛑 คำว่า “เรามีทุกอย่างแล้ว” นี่คือปัญหาตัวใหญ่เลยครับ เพราะคนที่เป็น Non-tech มักมองไม่ออกว่า สิ่งที่มีหรือระบบที่มีนั้น มีอะไร??? ซึ่งวันนี้ขอยกตัวอย่างคลาสิคคือ Electronic Health Record (EHR) Vs Electronic Medical Record (EMR) ครับ

📚 ก่อนจะมาบอกว่า EHR vs EMR 2 สิ่งนี้ต่างกันอย่างไร… หมอปองอยากยกตัวอย่าง Scenario อันหนึ่งก็คือ มีโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง อยากเปิดตลาด Health at Home, หลังจากปรึกษาหารือกันด้วย SWOT Analysis แล้ว คิดว่ามี Strength ที่สำคัญคือ มีหมอประจำในมือ, มี ER รับดูแลตอบคำถาม 24 ชม., มีรถพยาบาลพร้อมเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกบ้านในรัศมี 10 กิโลเมตร, มีเงินลงทุนเหลือๆ และมีระบบ H.I.S. หรือ EMR ที่พร้อม Deploy แค่เชื่อม IoT Device และมี App ให้คนไข้ Download มันจะไปยากอะไร

😥 ปรากฏว่า หลังจากลงทุน จ้างบริษัททำ App ไปแล้ว สร้าง Call center ในชั้นว่างของโรงพยาบาลเสร็จ สิ่งที่ เพิ่ง คิดได้คือ ทำอย่างไรให้คนไข้ยอมโหลด App โรงพยาบาล (อย่าลืมว่า เดี๋ยวนี้ คนไม่อยากโหลด App หากไม่คิดว่ามันมีประโยชน์จริงๆ) ปรากฏว่า ทำอย่างไรยอดโหลดก็ไม่เพิ่มขึ้น แถมคนก็ยังเลือกโทรมาที่สายด่วนโรงพยาบาลอยู่ดี…🤷 เป็นโครงการ Good to have ที่คนไข้เห็น Lab ตัวเอง แต่ไม่สามารถต่อยอดไปเป็นโครงการ Health at Home ได้ ในที่สุดโครงการนี้ก็ถูกมองว่าไม่ได้ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ มันเกิดสิ่งนี้ได้อย่างไร?

🔍 คำตอบอยู่ว่า การ Plug in App ของผู้ป่วยเข้ากับระบบข้อมูลการแพทย์ หรือ EMR โดยตรง เป็น User journey ที่ผิดพลาดครับ เพราะอย่าลืมว่า ข้อมูลทางการแพทย์ เป็นข้อมูลที่ต้องถูกรักษาความลับอย่างสุดยอด และไม่ใช่ทุกเรื่องของ EMR จะสมควรถูก easy access โดยคนไข้ซะที่ไหน…

📵 กับข้อมูล Gadget ต่างๆ ที่คนไข้มีผ่าน Wearable device หมอก็ไม่ได้เอาไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการ ดูแลรักษา เพราะมันไม่สามารถไปปรากฏบน Dash board ของคอมพ์บนโต๊ะหมอได้ คนไข้ยังต้องเอา App ในมือถือมาเปิดให้หมอดู ซึ่งเป็นเรื่องที่ คนที่เรียน CTO มา จะมองว่าตลกมาก

🌍 ระบบสากล จึงมองว่าแท้จริงแล้ว การเก็บข้อมูล สุขภาพ จึงควรมี App อยู่ 3 ตระกูล:
• Personal Health Record (PHR) หรือ App ที่แถมมากับ Device อย่าง Smart watch, Continuous Glucose Monitoring, เครื่องวัดความดัน IoT ฯลฯ พวกนี้ คนไข้ใช้เอง ดูเอง บันทึกเอง
• Electronic Health Record (EHR) หรือ App สำหรับ Health หรือ Wellness Coordinator ที่เป็นเหมือนพยาบาลประจำตัว Care-giver ทีม ที่จะดึงเอาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจาก PHR หรือโรงพยาบาลต่างๆ มารวบรวม
• Electronic Medical Record (EMR) สำหรับแพทย์ พยาบาล หรือทีม Med-tech ที่ต้องใช้ข้อมูลทางการแพทย์เชิงลึก เช่น การผ่าตัด, ICU, แลป ฯลฯ

📈 ลองจินตนาการว่า หากไม่มี EHR มาคอยกรองและเก็บข้อมูลที่สำคัญจากแหล่งต่างๆ ทุกครั้งที่คนไข้ Health at Home ขอความช่วยเหลือ ทุกอย่างจะตรงไปที่หน่วยฉุกเฉิน … แน่นอนว่า 80% จะเป็นเรื่องไม่ด่วน
เรื่องเล็กๆ อย่าง Primary Health Care ที่ไม่ถูกแยกออกมาจากงานของ EMR มันจึงทำให้งานไม่ถูกกระจายออกมาที่หน่วยการดูแลใกล้บ้าน📊 และเมื่อมีข้อมูล PHR เยอะมากๆ เช่น ความดันที่วัดรายวัน น้ำหนักจากเครื่องชั่งที่บ้าน แต่ไม่ใช่ข้อมูลมาตรฐานที่ EMR ถูก Require ให้เก็บ ข้อมูลเหล่านั้นก็จะไม่มีวันไปถึงโต๊ะหมอ, ส่วน Care giver ที่อยู่ใกล้และต้องดูแลคนไข้ก็ต้องไปขอดู PHR app ของคนไข้เป็นรายๆ ไป เพราะไม่มีระบบให้เขาใช้

💡 การลงทุนที่ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องลงทุนกับ EHR เพื่อรองรับหน่วย Primary Health at Home เพิ่มอีกระบบหนึ่ง… และนั่นแหละที่บอร์ดบริหารที่เป็น Non-tech มักพลาด

🏥 หากใครมีปัญหาเรื่องระบบ Digital Health Transformation สิ่งที่คุณควรลงทุนก่อนเสียเงินหลายสิบล้าน คือการมี CTO ที่เข้าใจระบบการแพทย์อย่างแท้จริงครับ

หมอปอง
CTO Doctor
บัลวี Gen 2
Balavi
Balavi Academy

06/09/2025

🌱 แก่แดด และ Precocious Puberty

วันก่อน หมอปอง ได้มีโอกาสไปบรรยายให้ โรงเรียน ไตรพัฒน์ โรงเรียนวอลดอร์ฟ หัวข้อ “ปัญหาสุขภาพ เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็ว” โดยมีโจทย์สำคัญคือ ทำไมปรากฏการณ์เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วจึงดูเหมือนมากขึ้นเรื่อยๆ และ… หากมีความจำเป็นต้องรักษา จะมีผลต่อพัฒนาด้าน กาย-ใจ ของเด็กในระยะยาวหรือไม่ 🤔

🔬 หมอได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ระบบต่อมไร้ท่อเด็ก แล้วยืนยันตรงกันว่า ปรากฏการณ์เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วขึ้นจริงๆ โดยรวมทั่วโลก วิธีการตรวจ Screening ที่ทำก่อนก็คือ การตรวจ bone age 🦴 ดูลักษณะกระดูกมือและข้อมือของเด็กๆ ว่ามีแคลเซียมพอกพูนจนเทียบเท่าผู้ใหญ่เท่าไหร่ หากมีการพอกพูนมาก กระดูกก็จะแข็งขึ้น ใช้ภาษาไทยก็คือ “กระดูกเบอร์โต (ใหญ่เกินวัย)” 📏 ได้เท่าผู้ใหญ่เมื่อไหร่ ก็จะหยุดโตเมื่อนั้น

😮 จุดที่น่าตกใจก็คือ หากเราเอาความแก่เฉลี่ยของกระดูกเด็กสมัยนี้ ไปเทียบกับเด็กเมื่อสมัย 10 ปีก่อน เราจะพบว่าเด็กสมัยนี้กระดูกแก่เร็วกว่าเมื่อก่อนมาก 📊 นี่คือปรากฏการณ์ทั่วโลก แปลไทยเป็นไทยก็คือ เด็กรุ่นหลังกระดูก “แก่แดด” เร็วขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก

🥤🍔 คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วปัจจัยใด ที่ทำให้เด็กแก่แดดเร็วขึ้น… ที่ดูเข้าเค้าก็เป็นเรื่องอาหารแปรรูป เนื้อสัตว์ใหญ่ที่มีฮอร์โมนเร่งโต ความอ้วน ไปจนถึงมลพิษจากโรงงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตพลาสติก 🏭… ทว่า มันก็ยังไม่อธิบายอยู่ดีว่า ทำไมเด็กทั้งโลกจึงแก่แดด เพียงด้วยปัจจัยทางกายภาพเหล่านี้

📚 คำตอบในมุมมอง การศึกษาวอลดอร์ฟ จึงเข้ามาเติมเต็มเครื่องหมายคำถามเหล่านี้… เมื่อราว 15 ปีก่อน ที่ Dr. Michaela Glöckler มาบรรยายให้หมอในเมืองไทยรู้จักการศึกษาวอลดอร์ฟกับสุขภาพเด็ก 👧🧒 อาจารย์ได้เคยทำนายไว้ว่า ต่อไป… เด็กรุ่นหลังจะป่วยจากการถูกกระตุ้นผัสสะมากเกินไป 📱💡

👩‍👩‍👦 ภารกิจของหมอ ครู และผู้ปกครอง ในยุคถัดไปคือการปกป้องผัสสะของเด็กๆ ไม่ให้โดน Social Media หรือ Digital มาปลุกให้เด็กตื่นเร็วจนเกินไป 📵 เด็กในวัย 0-7 ปี ควรอยู่กับงานครัว 🍳 งานบ้าน 🏡 งานสวน 🌳 และนิทาน 📖 ที่ให้เด็กอยู่กับโลกที่ดี โลกที่รู้สึกอบอุ่นปลอดภัย สังเกตได้จากการที่เด็กมีฟันแท้ซี่แรกงอก 🦷 ส่วนเด็กในวัย 7-14 ปี ก็ควรที่จะได้รับการสอนเกี่ยวกับ ศิลปะ 🎨 ดนตรี 🎶 และมุมมองของโลกที่มีความงาม 🌍 มากกว่าแค่การเร่งเรียน และความเครียด… รอจนร่างกายและจิตใจของเขาพร้อม โดยการสังเกตว่าปอดและหัวใจ ❤️🫁 การหายใจและชีพจรของเขามีอัตราส่วน 1:4 กล่าวคือ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบฮอร์โมนเสถียร ⚖️ เมื่อนั้น เราค่อยนำพาเด็กๆ เข้าสู่โลกของการแข่งขัน 🏆 และความจริงของการทำงานในวัย 14-21 ปี ต่อไป

📖 การผลักดันให้เด็กเรียนอย่างหนัก ตั้งแต่วัยประถม ทำให้ดวงจิตหรือ Astral body ✨ ของเขาถูกบีบอัดเข้ามาในระบบ Thinking หรือตรรกะมากจนเกินไป แทนที่จะเข้าไปทำงานกับร่างกายในที่นี้คือระบบฮอร์โมน 🧪 และกระดูก และกล้ามเนื้อ 💪 ความคร่ำเคร่งแก่เรียน หรือ Social Media ที่เอาเด็กประถมมาเต้น Twerks 💃 หรือเพลงลูกทุ่งที่มีท่าทางยั่วยวนเกินวัยนี้เองที่ทำให้เด็กมีจริตจะกร้าน แก่แดดอย่างรวดเร็ว… แต่ผลที่เกิดต่อ bone age 🦴 ก็เป็น Effect หนึ่งที่การแพทย์มนุษยปรัชญา เชื่อมโยงผลของ การศึกษาที่บิดเบี้ยว ไปสู่สภาวะร่างกายจิตใจที่แก่ก่อนวัยได้ในอีกทางหนึ่ง

📌 นี่หรือไม่ ที่ทำให้ ภาวะ Burn out 🔥 ที่ควรเกิดในคนที่ทำงานหลายปี จึงเกิดกับเด็กจบใหม่ 🎓 ที่ยังไม่ทันได้ทำงาน

📌 นี่หรือไม่ ที่ทำให้การระบาดของโรคซึมเศร้า 😔 Depression จึงเกิดแก่เด็ก Gen Y, Gen Z 📱 มากกว่าคนรุ่นก่อนหลายเท่า

📌 และ… ทำไม เด็กทั้งหลาย จึงมีภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็ว 🧑‍🦱👩‍🦰 เพราะเราได้ปล้นชิงวัยเด็กของเขาไปเสียแล้วตั้งแต่ปฐมวัย 🕊️

หมอปอง
12 Senses เลี้ยงลูกให้มีพัฒนาการ
บัลวี Gen2
Balavi

Credit ภาพกระดูกข้อมือ ที่ค่อยๆ แก่ตัวโดยมีแคลเซียมพอกพูนมากขึ้น
William Walter Greulich & S. Idell Pyle

ที่อยู่

1/16 ซ. วัชรพล 2/7 ถ. วัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน
Bangkok
10220

เบอร์โทรศัพท์

+66886540274

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอปองผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram