DCWI health ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก DCWI health, Bangkok.

โรคไตที่พบบ่อยมักมีสาเหตุจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง!!! โดยในระยะแรกมักไม่พบอาการผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบ จึงมักต...
24/06/2018

โรคไตที่พบบ่อยมักมีสาเหตุจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง!!! โดยในระยะแรกมักไม่พบอาการผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบ จึงมักตรวจพบเมื่อรุนแรงจนถึงระยะสุดท้าย ซึ่งต้องรับการฟอกไต

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคไต

1.เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด

2.เป็นโรคเกี่ยวกับไต เช่น โรคไตอักเสบ
โรคนิ่วในไต หรือทางเดินปัสสาวะ

3.เป็นโรคภูมิแพ้ตนเอง (autoimmune diseases) ที่อาจทำให้เกิดไตผิดปกติ

4.คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคไต
สัญญาณที่บ่งชี้ว่าคุณอาจเป็นโรคไต
สัญญาณที่บ่งชี้ว่าคุณอาจเป็นโรคไต ได้แก่ ปัสสาวะผิดปกติ เช่น เป็นเลือด หรือมีฟองมาก ถ่ายปัสสาวะบ่อย กลางวัน มากกว่า 5-6 ครั้ง กลางคืนมากกว่า 3-4 ครั้ง, ปวดหลังหรือบริเวณบั้นเอวอย่างรุนแรง คลำพบก้อนบริเวณไตหรือบั้นเอว ซึ่งอาจเป็นไตหรือเนื้องอกของไต, มีอาการบวมที่หน้า หนังตา ขาทั้ง 2 ข้าง และอ่อนเพลีย ร่างกายซูบผอมผิดปกติ

ขอบคุณที่มา : สำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

โลกวืดเพราะความดันต่ำ???? คุณเสี่ยงไหม? ร่างกายเสื่อมถอย มีโรคประจำตัว แถมไม่ค่อยได้ดื่มน้ำ มึนงง วิงเวียน ตาพร่า ฯลฯ เช...
23/06/2018

โลกวืดเพราะความดันต่ำ???? คุณเสี่ยงไหม?
ร่างกายเสื่อมถอย มีโรคประจำตัว แถมไม่ค่อยได้ดื่มน้ำ มึนงง วิงเวียน ตาพร่า ฯลฯ เช็คอาการภาวะ/โรคความดันโลหิตต่ำ
เป็นไหมเวลาที่เราเปลี่ยนท่าจากนอนหรือจากนั่งเป็นลุกยืนทันที แล้วจู่ๆ ก็เกิดวืด! นั่นเพราะคุณอยู่ในภาวะ/โรคความดันโลหิตต่ำหรือความดันโลหิตตกเมื่อลุกยืน (Orthostatic hypotension หรือ Postural hypotension) เกิดเมื่อเปลี่ยนท่าจากนอนหรือจากนั่งเป็นลุกยืน จะส่งผลให้มีความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงต่ำลงหรือตกลงทันทีอย่างรวดเร็วภายในประมาณ 3 นาที พบได้บ่อยในคนอายุมากกว่า 65 ปี หรือประมาณ 20 - 30% ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่ในวัยกลางคนจะพบอาการนี้ประมาณ 5 - 10% โอกาสเกิดใกล้เคียงกันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
อาการจากความดันโลหิตต่ำ/ตกเมื่อลุกยืน ได้แก่ อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อลุกยืนทันทีจากท่านั่งหรือนอนเป็นท่ายืน ซึ่งมักพบเกิดบ่อยกว่าในช่วงตื่นนอนเช้า หลังการออกกำลังกาย หรือหลังการเบ่งอุจจาระ

โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่
• มึนงง วิงเวียน เซ
• เหนื่อย มือสั่น
• หูไม่ได้ยิน หรือได้ยินน้อยลง หูอื้อ
• ตาพร่า
• คลื่นไส้
• อาจปวดศีรษะ ปวดต้นคอ หรือปวดไหล่
• ขาชา
• อาจเป็นลมหมดสติ (หากความดันโลหิตต่ำมาก)

ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มแรกที่จะเกิดภาวะ/โรคความดันโลหิตต่ำเมื่อลุกยืนเพราะร่างกายเสื่อมถอย บวกกับโรคประจำตัว แถมไม่ค่อยได้ดื่มน้ำ ร่างกายจึงมักอยู่ในภาวะขาดน้ำเสมอ ส่วนกลุ่มคนต่อมาที่เกิดความดันโลหิตต่ำเมื่อลุกยืนได้ง่าย เช่น คนดื่มน้ำน้อย อากาศร้อน คนที่เหงื่อออกมากจากเล่นกีฬา หรือทำงานกลางแจ้ง หรือการสูญเสียน้ำจากท้องเสียรุนแรง แต่ไม่มีการชดเชยน้ำในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวานหรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน และคนที่มีภาวะมีความเครียดสูง วิตกกังวลสูง หรือตกใจมาก
ป้องกันและรักษาภาวะ/โรคความดันโลหิตต่ำเมื่อลุกยืนได้ ด้วยการรักษาสาเหตุและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น

• ไม่เปลี่ยนท่าทางทันที ค่อยๆ ลุก หลังจากนอนต้องนั่งพักก่อนเพื่อปรับการไหลเวียนของเลือดให้ปกติ
• ไม่ก้มเก็บของใช้วิธีค่อยๆย่อตัวโดยค่อยๆงอเข่าแทน
• ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว และดื่มน้ำให้มากขึ้นตามภาวะที่เกิดการเสียน้ำ เช่น เมื่อออกกำลังกายหรือเมื่อท้องเสีย
• กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณพอเหมาะ ไม่มากเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแป้งมาก
• หมั่นเคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ให้เหมาะกับกับวัยและสภาพร่างกาย
• ระมัดระวังไม่ให้ท้องผูก และฝึกไม่ให้เบ่งอุจจาระ
• ไม่นอนราบ ควรนอนในท่าเอนตัวเสมอ
• ไม่ตากแดดจัด ไม่ออกกำลังกายจนเหงื่อออกมากเกินไป หลีกเลี่ยงสถานที่อบอ้าว
• ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ขอบคุณที่มา : 40plus.posttoday

ถ้าไม่อยากเป็นมายเฟรนด์กับไมเกรน มาทำความรู้จักกันค่ะ• ไมเกรน (Migraine) คือ อาการปวดศีรษะข้างเดียว ซึ่งเกิดจากการเกร็งต...
16/06/2018

ถ้าไม่อยากเป็นมายเฟรนด์กับไมเกรน มาทำความรู้จักกันค่ะ

• ไมเกรน (Migraine) คือ อาการปวดศีรษะข้างเดียว ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ ท้ายทอย และเกิดก้อนเนื้ออักเสบที่เรียกว่า Trigger Point บริเวณดังกล่าว มีผลทำให้เลือดและออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะได้ไม่สะดวก

เมื่อมีความเครียด มี ' แสง สี เสียง กลิ่น ' รบกวน พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ เป็นประจำ จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น จึงเกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือไม่ก็ปวดสลับข้าง หรือมีอาการปวดศีรษะทั้ง 2 ข้างก็ได้

ปวดตุ้บ ๆ เป็นจังหวะ ปวดมากขึ้นเมื่อขยับร่างกาย ปวดมากจนไม่เป็นอันทำอะไร ทนแสงแดดจ้าหรือเสียงดังไม่ค่อยได้ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยเป็นบางครั้ง จะมีอาการปวดศีรษะนาน 4 - 72 ชั่วโมง

• รู้ได้อย่างไรว่าเป็นไมเกรน

สังเกตตัวเองเวลาปวดศีรษะ เมื่อกินยาแก้ปวดศีรษะแล้วไม่หาย ตรวจร่างกายแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ และมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น เข้าข่ายเป็นโรค ‘ไมเกรน' ค่ะ

ตัวเร่งที่ไปกระตุ้นการเกิดไมเกรน มีดังนี้

ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงช่วงมีประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงหมดประจำเดือน หรือการกินยาเม็ดคุมกำเนิด
อาหารบางชนิด เช่น ชีส ไวน์แดง ช็อกโกแล็ต น้ำตาลเทียม ผงชูรส ชา และกาแฟ
การกระตุ้นทางประสาทสัมผัส เช่น แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นบุหรี่ กลิ่นฉุนต่างๆ
พักผ่อนไม่เพียงพอ เช่น นอนดึก นอนไม่พอ หรือนอนมากเกินไป
สิ่งแวดล้อม เช่น อากาศร้อน ฝุ่นควัน
ความเครียดไม่ได้ทำให้เป็นไมเกรนแต่อย่างใด แต่ด้วยพันธุกรรมทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไมเกรนอยู่แล้ว เป็นไมเกรนขึ้นมาได้
เมื่อใดก็ตามที่เครียด จะปวดหัวได้ 2 แบบ แบบแรก คือมึน ๆ เรียกปวดหัวเครียด และแบบสอง คือปวดหัวแบบไมเกรน หรือแบบผสม เช่น ปวดตุ้บ ๆ คลื่นไส้ อาเจียน
การรักษาไมเกรน

• การรักษายังไม่มีวิธีการรักษาใด ๆ ที่ช่วยให้หายขาดได้ เพียงแค่บรรเทาอาการปวดศีรษะให้ทุเลาลงเท่านั้น

ราดน้ำบนศีรษะด้วยน้ำเย็นต่อเนื่องกัน 5 -10 นาที หรือแปะด้วยถุงเจลแช่เย็น (Cold Pad) บริเวณหน้าผากและเบ้าตา และรีบนอนทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ
กายภาพบำบัด หรือนวดกดจุดลดขนาดพังผืดบริเวณบ่า และกดเพื่อทำให้จุดกดเจ็บ (Trigger Point )ให้มีขนาดลดลง ตลอดจนกดจุดบริเวณบ่า คอ ไหล่ และบริเวณศีรษะด้านที่ปวด รักษาได้ทั้งอาการไมเกรนเฉียบพลัน และป้องกันการกลับมาของอาการไมเกรนได้ดี

• รับมือกับไมเกรนอย่างไรไม่ให้ทรมาน

แม้ว่าอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนจะรักษาไม่หาย แต่สามารถดูแลตัวเองเพื่อบรรเทา และลดความถี่ในการถูกกระตุ้นจนเกิดอาการปวดได้โดยปฏิบัติดังนี้

นอนหลับให้เพียงพอ ควรนอนให้ได้ประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน
หยุดพักร่างกายเมื่อมีอาการ ทำสมาธิ หรือนอนพัก ร่วมกับการประคบน้ำเย็นบริเวณต้นคอ พร้อมกับนวดบริเวณที่ปวดก็จะช่วยบรรเทาอาการได้
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และลดความเครียดซึ่งอาจจะช่วยลดความถี่ของการปวดได้
จดบันทึกอาการปวดที่เป็น เช่น วัน เวลา ระยะเวลา ลักษณะอาการปวด อาหารที่รับประทาน รวมถึงความผิดปกติต่าง ๆ ที่ทำให้เป็น

• เมื่อไรควรรีบไปพบแพทย์

ถ้ามีอาการปวดศีรษะ แล้วมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้สูง ตาเห็นภาพซ้อน ตาเหล่ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แบบนี้ไม่ใช่ไมเกรนแน่ แต่เป็นความผิดปกติทางระบบประสาท หรืออาการปวดศีรษะแบบที่ไม่เคยปวดมาก่อน เช่น ปวดต่อเนื่องยาวนานไม่ดีขึ้นแม้ใช้ยา แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ออก ถ้ามีอาการแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

แม้อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนจะไม่น่าคบหาสมาคม แต่เมื่อเป็นแล้วรู้จักรับมืออย่างถูกวิธี ไมเกรนก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวันแต่อย่างใดนะคะ

ขอบคุณบทความ : gedgoodlife.com

เพราะห่วงใยและใส่ใจสุขภาพ ♥️

อาหารไขมันสูง จะไม่ทำให้คุณอ้วนลงพุงอีกต่อไป เพียงคุณเบิร์นด้วยวิธีเหล่านี้.....อาหารไขมันสูง มักมาพร้อมความอร่อย เชื่อว...
11/06/2018

อาหารไขมันสูง จะไม่ทำให้คุณอ้วนลงพุงอีกต่อไป เพียงคุณเบิร์นด้วยวิธีเหล่านี้.....

อาหารไขมันสูง มักมาพร้อมความอร่อย เชื่อว่าหลายคนมักมีเมนูทําร้ายสุขภาพที่ชื่นชอบแบบที่พูดได้ว่า รู้ว่าแย่ แต่ใจสั่งมา ต่อให้กินคลีน กินอาหารดีเพียงไร ก็ต้องแอบหยิบบางเมนูที่ตัดใจไม่ลงเข้าปากกันบ้าง วันนี้เราเลยนําวิธีกําจัดแคลอรีจากอาหารสุดโปรดของใครหลายๆ คนมาบอกต่อ

บอกเลย บทความนี้อาจช่วยให้คุณผู้อ่านไม่รู้สึกผิดจนเกินไป แล้วจะรออะไร มาทําตามคําแนะนําของแพทย์หญิงเมลินดา ราตินิ หนึ่งในทีมรีวิวบทความประจําเว็บไซต์ WebMD.com กันเลยค่ะ

• ปั่นจักรยานกําจัดพิซซ่า

หากจะออกจากบ้านไปกินพิซซ่าเจ้าประจํา ครั้งต่อไปลองจูงจักรยานแล้วปั่นออกจากบ้านแทนขับรถ โดยคิดเสียว่า พิซซ่า 1 ชิ้น เท่ากับ 308 แคลอรี นั่นก็คือ การปั่นจักรยานไป-กลับรวมกันในระยะทาง ประมาณ 17 กิโลเมตร ซึ่งอาจจะช่วยเผาผลาญพลังงานที่กินเข้าไปได้หมด

• เต้นกําจัดโดนัท

เมื่อบ่ายเผลอหยิบโดนัทเข้าปากไป 2 ชิ้น ตกเย็นมานั่งสํานึกผิดคงไม่ช่วยให้แคลอรีหายไป ลองออกไปเต้นกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่คลับหรือชมรมเต้นรําต่างๆ สัก 2 ชั่วโมง อาจช่วยเผาผลาญพลังงานจากโดนัท 2 ชิ้นได้ถึง 578 แคลอรี

• เดินป่ากําจัดฮ็อตด็อก

ขนมปังประกบหรือฮ็อตด็อกเป็นเมนูสุดง่ายในการซื้อ-ถือ-กิน แต่กินเพลินๆ ก็ทําให้ได้พลังงานเกินชวนให้กลุ้มใจได้เหมือนกัน ไม่เป็นไรค่ะ แค่สะพายเป้ออกไปเดินป่าเดินเขา ไม่ถึงชั่วโมงก็เอาพลังงาน 269 แคลอรี จากฮ็อตด็อกออกไปได้แล้ว

• นั่งเฉยๆ กําจัดไอศกรีม

ฟังดูอาจง่าย แต่หากหวังจะกําจัดพลังงานจากไอศกรีม 3 ลูก รวมวิปครีมกับถั่วต่างๆ นั้นคงต้องใช้เวลาสักหน่อย หากไอศกรีมถ้วยนั้นให้พลังงาน 852 แคลอรี คงต้องนั่งนาน 6 ชั่วโมงครึ่งถึงจะพอกําจัดออกได้

• โบว์ลิ่งกําจัดคุกกี้

บิสกิตและคุกกี้จัดเป็นของหวานกินง่าย กินเพลิน ที่เผลอแป๊บเดียวก็หยิบใส่ปากไปหลายชิ้น แต่หากเป็นคุกกี้เนยชิ้นใหญ่ๆ แม้เพียงชิ้นเดียวก็ให้พลังงานไม่น้อยเลย แนะนําให้ออกไปเล่นโบว์ลิ่งกับเพื่อนๆ สัก 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อกําจัดพลังงาน 357 แคลอรีจากคุกกี้ออกไปค่ะ

• นอนหลับกําจัดแซนด์วิช

ไม่ต้องสงสัยว่า การนอนก็ช่วยได้หรือ เพราะในคนน้ําหนักตัวปกติ การนอนหลับจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 95 แคลอรี ดังนั้นการนอนหลับสนิทสัก 3 ชั่วโมงจึงช่วย
เผาผลาญมื้ออาหารเล็กๆ ของเราได้สบายๆ

แม้จะมีทางแก้ง่ายๆ แต่หากเราหักห้ามใจไม่กินของที่ให้พลังงานสูงหรือกินจุบกินจิบมากไปแต่แรก น่าจะเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดค่ะ

ขอบคุณบทความ : goodlifeupdate.com

เพราะห่วงใยและใส่ใจสุขภาพ ♥️

ความเครียดจากการทำงาน ถือว่าเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วสำหรับใครหลายคน ซึ่งความเครียดที่มากเกินไปนั้น สามารถส่งผลเสียต่อร่า...
08/06/2018

ความเครียดจากการทำงาน ถือว่าเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วสำหรับใครหลายคน ซึ่งความเครียดที่มากเกินไปนั้น สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้เป็นอย่างมาก ทั้งทำให้หัวใจเต้นแรงผิดปกติ หายใจถี่ กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็ง ปากแห้ง รวมถึงทำให้การทำงานของกระเพาะอาหาร และลำไส้หยุดชะงัก ส่งผลให้กรดในกระเพาะอาหารเพิ่มสูงขึ้น ทำให้อาหารปั่นป่วนในช่องท้อง และรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน หรือก็คือโรค เครียดลงกระเพาะ นั่นเอง

- สาเหตุของโรคเครียดลงกระเพาะ

คือ ความเครียดสะสม เพราะเมื่อเราเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติจะกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนอดรีนาลีนในปริมาณที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา และยังไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ จนเกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และทำให้ลำไส้เกิดการหดตัวมากกว่าปกติอีกด้วย ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

- อาการของโรคเครียดลงกระเพาะ

• คลื่นไส้อาเจียน เสียดหน้าอกหลังทานอาหาร
• ปวดบริเวณลิ้นปี่ มักปวดเวลาท้องว่าง อาการปวดจะลดลงหรือหายไป เมื่อได้ทานอาหาร
• มีอาการปวดหลัง หลังทานอาหารไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่กระเพาะอาหารเริ่มย่อยอาหาร
• รู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกว่ามีลมในกระเพาะมาก เรอเหม็นเปรี้ยว ซึ่งมีสาเหตุมาจากกระบวนการย่อยอาหารในกระเพาะแปรปรวน จากการรีบทานอาหาร กลืนอาหารเร็วเกินไป หรือดื่มน้ำมากขณะทานอาหาร
• ปวดท้องหรือมวนท้อง โดยอาการจะทุเลาลงหรือหายไปเมื่อถ่ายอุจจาระ
• ถ่ายอุจจาระมากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือน้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์
• ต้องเบ่งถ่าย กลั้นไม่อยู่ หรือรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด
• หากมีอาการปวดท้องรุนแรงจนถึงขั้นหายใจแรงก็ปวดท้อง ถ่ายท้อง อาเจียน หรืออุจาระเป็นเลือดและมีสีดำตลอดเวลา ถือว่าอาการอยู่ในขั้นอันตราย ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน เพราะหากช้าเกินไป อาจทำให้เกิดอาการกระเพาะอาหารทะลุ หรือเลือดออกทางเดินอาหารได้

- การรักษาโรคเครียดลงกระเพาะ

• ทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 3 มื้อ จะช่วยให้กระเพาะอาหารเคยชินกับการย่อย และปล่อยน้ำย่อยออกมาในปริมาณที่พอดี
• เลิกสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด รวมถึง ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำอัดลม เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ
• หยุดกินยาแอสไพริน ยาแก้ปวด และยาแก้อักเสบ ที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ เพราะยากลุ่มนี้มีฤทธิ์กระตุ้นให้กระเพาะอาหารเกิดการอักเสบมากขึ้น ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาบางชนิด ให้สอบถามแพทย์ก่อนใช้ยา
• ออกกำลังกาย ทุกครั้งที่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดฟินออกมา ทำให้รู้สึกสบายใจ และช่วยลดความวิตกกังวลได้
• ระบายความเครียดออกมาบ้าง การเล่าความเครียดให้ผู้อื่นฟัง หรือจดบันทึกส่วนตัวสามารถช่วยระบายความเครียดได้เป็นอย่างดี
• หากมีความเครียดที่เกิดจากการหมกมุ่นอยู่กับเหตุการณ์ในอดีต หรือเอาแต่คิดถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ให้หมั่นดึงจิตใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน มีสติ ยอมรับความจริง และคิดหาทางแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ
• หากิจกรรมคลายเครียด ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ทำสมาธิ หรืออ่านหนังสือ เป็นต้น หากปฏิบัติกิจกรรมเหล่านี้เป็นประจำ จะช่วยลดความเครียดลงได้ ซึ่งช่วยให้ในระยะยาวยังสามารถรักษาโรคกระเพาะอาหารเนื่องจากความเครียดให้หายขาดได้

ขอบคุณที่มา : gedgoodlife.com

เพราะห่วงใยและใส่ใจสุขภาพ ♥️

โรคกระดูกเสื่อม...เกิดขึ้นได้กับทุกวัยหลายคนคิดว่า โรคกระดูกเสื่อมมักจะเกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่จากกรณีข่าวล่าสุดที่...
07/06/2018

โรคกระดูกเสื่อม...เกิดขึ้นได้กับทุกวัย

หลายคนคิดว่า โรคกระดูกเสื่อมมักจะเกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่จากกรณีข่าวล่าสุดที่มีศิลปินหนุ่ม ป่วยด้วย “โรคกระดูกเสื่อม” ก็อาจทำให้หลายคนเข้าใจได้แล้วว่า...โรคนี้สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศและทุกวัย ไม่เว้นแม้วัยรุ่นหนุ่มสาว

นพ.ประสงค์ โอนพรัตน์พิบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา อธิบายว่า โรคกระดูกเสื่อมเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ

กลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ส่วนใหญ่จะพบบ่อยคือ โรคกระดูกเสื่อมที่ข้อนิ้ว และข้อปลายนิ้ว เมื่ออายุมากขึ้นจะเป็นโรคกระดูกข้อเข่าเสื่อม กระดูกจะมีลักษณะเป็นปม ซึ่งพบมากในผู้หญิงเอเชีย ส่วนผู้หญิงฝั่งยุโรปจะป่วยเป็นโรคกระดูกข้อสะโพกเสื่อม

ส่วนสาเหตุที่สองเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการบาดเจ็บเพราะอุบัติเหตุ อย่างเช่น โรคกระดูกข้อสันหลังเสื่อม การก้มเงยมาก ยกหรือถือของหนักต่อเนื่องและเป็นระยะเวลานาน

นพ.ประสงค์ อธิบายต่อว่า กลุ่มช่วงวัยที่เกิดโรคนี้ไม่สามารถกำหนดได้ เพราะบางครั้งหากเกิดอุบัติเหตุ หรือป่วยด้วยโรคเลือดอย่าง ฮีโมฟีเลีย หรือมีเลือดออกในข้อเข่า หากมีอาการหนักขึ้นก็ทำให้กระดูกข้อเข่าเสื่อมได้ ส่วนคนไข้ที่มีรูปร่างกระดูกผิดปกติที่ทำให้ ขาโก่งแต่กำเนิด หรือผู้ป่วยกลุ่มเนื้องอกของเยื่อหุ้มข้อ ผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อวัณโรคในข้อกระดูกสะโพก หรือข้อเข่า ก็จะทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้เร็วแม้อายุเพียง10 ปี

“สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อม ส่วนใหญ่จะพบในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่า เพราะผู้หญิงมีกระดูกที่สามารถผิดรูปได้มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากขาดฮอร์โมนอีสโทรเจน เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนก็จะทำให้แคลเซียมละลายออกไปจากกระดูก และถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้กระดูกบางลง ก่อให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่าย และเมื่ออายุมากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ข้อเข่าก็จะโก่ง ส่งผลให้ข้อกระดูกสันหลังค่อมลง” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฯ อธิบายเพิ่มเติม

หนุ่มสาวออฟฟิศควรระวัง! มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกเสื่อมจากอาการบาดเจ็บ ได้เช่นกัน ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยอย่างเช่น กระดูกก้านคอเสื่อม มักพบในอาชีพที่ต้องก้มหน้านานๆ อย่าง ทันตแพทย์จะมีโอกาสเป็นมากกว่าปกติ ส่วนพนักงานออฟฟิศจะเกิดโรคจากการนั่งผิดท่าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน หรือการปรับเก้าอี้สูงหรือต่ำไม่ตรงกับระดับหน้าจอ ทำให้ต้องก้มหรือแหงนคอตลอดเวลา ก็จะทำให้กระดูกก้านคอเสื่อม หรือกระดูกสันหลังเสื่อมได้

ส่วนสัญญาณบอกเหตุคือ มีอาการเจ็บปวดตามแนวกระดูกหรือคอเมื่อขยับร่างกาย และขยับได้น้อยลง มีเสียงดังตามข้อต่างๆ เพื่อพลิกหรือขยับตัว เปลี่ยนพฤติกรรมช่วยป้องกันโรคกระดูกเสื่อม

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฯ แนะนำว่า หากพบว่าตนเองเป็นโรคกระดูกเสื่อม สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการเดิน นั่งที่ถูกต้อง คือนั่งตัวตรงและนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง ไม่ยกของหนักมากเกินไป ไม่ก้มเงยบ่อย และควรยืดเส้นยืดสายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อบ้าง
สำหรับสาวๆ ที่สะพายกระเป๋าหนัก หรือหิ้วของหนักข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท บริเวณสะบัก ทำให้กล้ามเนื้อมีอาการอักเสบ หรืออาจมีการชาของเส้นประสาท บริเวณแผ่นหลังได้ จึงไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานาน หากมีอาการปวดต้นคอ หรือชาปลายนิ้วมือ ควรพบแพทย์

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคคือ อาหารที่มีแคลอรีสูง นพ.ประสงค์แนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ร่างกายต้องแบกรับน้ำหนักเยอะ กระดูกสันหลังก็รับน้ำหนักเยอะตามไปด้วย ส่วนการดื่มนมก็เป็นเรื่องดี เพราะสามารถเพิ่มแคลเซียมให้กับกระดูกได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องคอเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะผู้ที่ประวัติครอบครัวมีไขมันในเลือดสูง สำหรับผู้สูงอายุควรตรวจระดับไขมันในเลือดก่อนดื่มนมด้วย

การออกกำลังกายก็เป็นแนวทางป้องกันให้เกิดโรคกระดูกพรุน กระดูกคด หรือผิดรูปได้น้อยลง แต่สำหรับผู้ป่วยโรคกระดูกเสื่อมสามารถออกกำลังกายได้ แต่ไม่ควรหักโหมมากเกินไป อาจวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆ 4-5 วันต่อสัปดาห์

‘โรคกระดูกเสื่อม’ เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมหันมาดูแลสุขภาพของตนเองกันด้วยนะคะ

ขอบคุณที่มา : thaihealth.or.th

เพราะห่วงใยและใส่ใจสุขภาพ ♥️

แม้เริ่มก้าวเข้าสู่หน้าฝน แต่ช่วงกลางวันอากาศกลับร้อนจนแทบละลาย หลายคนอาจมีอาการไม่สบายบ่อย เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนมา...
06/06/2018

แม้เริ่มก้าวเข้าสู่หน้าฝน แต่ช่วงกลางวันอากาศกลับร้อนจนแทบละลาย หลายคนอาจมีอาการไม่สบายบ่อย เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนมาบั่นทอนสุขภาพกาย และลามไปสู่สภาพจิตใจของเรา

วันนี้ทีมงานกูรูสุขภาพดีมีวิธีดูแลสุขภาพเพื่อรับมือกับอากาศร้อนมาฝาก เพื่อความปลอดภัยและห่างไกลการเจ็บป่วย

1. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เนื่องจากจะสูญเสียเหงื่อมาก ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน เพราะจะยิ่งทำให้กระหายน้ำมากขึ้น โดยอาจดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำสมุนไพรที่มีรสไม่หวานจัดแทน และไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด ฤดูร้อน อากาศร้อน ต้องหาทางช่วยดับความร้อนเพื่อป้องกันความร้อนกระทบร่างกายมากเกินไป เป็นหลักการที่ถูกต้อง

2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น อาจทำให้เกิดการขาดน้ำได้ นอกจากนี้ อากาศร้อนแอลกอฮอล์จะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตเร็วทำให้เมาง่าย และอาจช็อกหมดสติได้

3. อาหารที่เหมาะสำหรับอากาศร้อน คือ อาหารรสขม เย็น เช่น แฟง มะระ สะเดา ช่วยลดความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้ ควรเลือกอาหารที่สะอาด สด ใหม่ เพื่อป้องกันการเกิดโรคทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วง

4. อย่าออกกำลังกายหักโหม หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือแดดเปรี้ยง จะทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้น การออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 วัน ประมาณครึ่งชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค

5. สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่หนาจนเกินไป เพราะจะช่วยระบายความร้อนได้ง่าย และอย่าลืมดูแลความสะอาดของร่างกาย ไม่ให้เกิดการอับชื้น หากเกิดผดผื่นคัน ควรปรึกษาแพทย์

6. ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่แล้ว เหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัวไม่สดชื่นแจ่มใส อาจทำให้เป็นหวัด หรือไม่สบายได้

ดูแลสุขภาพกายกันแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพใจกันด้วยนะคะ

ขอบคุณที่มา : มุมสุขภาพ วารสารประกันสังคม

เพราะห่วงใยและใส่ใจสุขภาพ ♥️

การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นเรื่องพื้นฐาน...
05/06/2018

การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครๆ ก็รู้ แต่การดื่มน้ำเปล่ามีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด ลองมาดูกันค่ะว่า มีอะไรบ้าง

1. ช่วยลดน้ำหนัก

การดื่มน้ำเปล่าช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้สูงขึ้น ทำให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น การดื่มน้ำเปล่ายังช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น

2. ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึม

การดื่มน้ำเปล่าในตอนเช้า ประมาณครึ่งลิตรจะช่วยเพิ่มระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายได้มากถึง 24 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ร่างกายสามารถขจัดไขมันได้เพิ่มขึ้น ทำให้ลดน้ำหนักได้เร็วขึ้นนั่นเอง

3. กระตุ้นสมอง

การดื่มน้ำเปล่าในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน เป็นวิธีการปลุกร่างกายให้ตื่น ทำให้ระบบต่าง ๆ เริ่มทำงาน ช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น การดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ จะทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น เพราะสมองมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 75 – 85 เปอร์เซ็นต์ การดื่มน้ำเปล่าจึงทำให้รู้สึกมีสมาธิมากขึ้น

4. ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง

การดื่มน้ำเปล่าก่อนการทานอาหารประมาณ 30 นาที จะทำให้ทานอาหารได้น้อยลง นอกจากนี้ยังช่วยลดความอยากทานขนมของหวาน การดื่มน้ำเปล่า จึงช่วยทำให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. กระตุ้นระบบการขับถ่าย

สำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องผูก การดื่มน้ำเปล่าเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นระบบการขับถ่ายให้เป็นปกติ ลองเพิ่มปริมาณการดื่มให้มากขึ้น จะทำให้ขับถ่ายได้คล่อง เพราะการดื่มน้ำเปล่าจะช่วยขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยง่าย

6.ลดความเสี่ยงต่อโรคร้าย

การดื่มน้ำในปริมาณที่พอดี จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคร้าย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งลำไส้ และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

7.ทำให้หัวใจทำงานดีขึ้น

การดื่มน้ำเปล่าเพียงแค่ 5 แก้วใน 1 วัน ก็ช่วยทำให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอย่างน้อยควรดื่มน้ำให้ได้ 8 แก้วต่อวัน

8.เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

การดื่มน้ำน้อยส่งผลเสียต่อผิวหนัง ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื่น ดูแห้งกร้าน การดื่มน้ำเปล่าจะทำให้ผิวสดใส ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี

9.ประหยัดค่าเครื่องดื่ม

การดื่มน้ำเปล่านั้นมีประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายและมีราคาถูก เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ จึงช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากขึ้น

10.ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย

หากรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ให้ลองเพิ่มการดื่มน้ำให้มากขึ้น เพราะสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เกิดจากภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ

การดื่มน้ำเปล่านั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคร้าย บำรุงผิวพรรณ และช่วยทำให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น รู้แบบนี้แล้ว...หันมาดื่มน้ำเปล่าอย่างเพียงพอทุกวันนะคะ

ขอบคุณบทความจาก : sanook.com

เพราะห่วงใยและใส่ใจสุขภาพ ♥️

10 วิธีดูแลจิตใจตนเอง โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข1. ตั้งสติให้มั่น มองทุกปัญหาว่ามีทางแก้ไข 2. หากรู้สึกท้อใจ ให้ค้...
04/06/2018

10 วิธีดูแลจิตใจตนเอง โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

1. ตั้งสติให้มั่น มองทุกปัญหาว่ามีทางแก้ไข

2. หากรู้สึกท้อใจ ให้ค้นหาแหล่งสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง ได้แก่ ความรักความผูกพันกับคนในครอบครัว ความศรัทธาทางศาสนา การมีเป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่า ความเชื่อว่าปัญหาจะผ่านไป ... แล้วมันจะดีขึ้น การมองเห็นสิ่งดี ๆ ในชีวิต

3. ฝึกหายใจคลายเครียด และทักษะผ่อนคลายอื่น ๆ

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง

5. พูดคุยกับคนใกล้ชิด อย่าคิดคนเดียว ช่วยกันปรึกษาหารือ แปลงปัญหาเป็นโอกาสในการสร้างความผูกพันใกล้ชิดต่อกัน

6. บริหารร่างกายเป็นประจำ เท่าที่สภาพแวดล้อมจะเอื้ออำนวยอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที วันเว้นวัน

7. ศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา

8. มองหาโอกาสในการช่วยเหลือผู้อื่น เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน

9. คิดทบคิดทบทวนสิ่งดี ๆ ในชีวิตเป็นประจำทุกวัน

10. จัดการปัญหาทีละขั้นทีละตอน ทำในสิ่งทีทำได้ สร้างความรู้สึกสำเร็จเล็ก ๆ จากสิ่งที่ทำ ไม่จมไปกับปัญหาที่ยังแก้ไขอะไรไม่ได้ หลีกเลี่ยงการใช้สุราหรือสารเสพติดในการจัดการความเครียดความทุกข์ใจ

ขอบคุณข้อมูล : กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

เพราะใส่ใจและห่วงใยสุขภาพ ♥️

ช่วงนี้หลายๆ คน คงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับอาหารเสริมที่ไม่ได้คุณภาพ เลข อ.ย. ปลอม หรือผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน📌 มั่น...
23/05/2018

ช่วงนี้หลายๆ คน คงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับอาหารเสริมที่ไม่ได้คุณภาพ เลข อ.ย. ปลอม หรือผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน

📌 มั่นใจใน “เรชิตะ” ได้แน่นอนค่ะ เพราะได้รับเลข อ.ย. ถูกต้อง ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน...มั่นใจ ปลอดภัย เห็นผลและไม่มีผลข้างเคียงนะคะ

จัดจำหน่ายโดยบริษัทที่จดทะเบียนถูกต้อง ยืนยันตัวตนได้ และจัดส่งสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทยและ Kerry

🔆 ตอนนี้เรามีโปรโมชั่นพิเศษ เอาใจสมาชิกเรชิตะทุกท่านด้วย อยากทราบข้อมูลหรือโปรโมชั่นเพิ่มเติม คอมเม้นท์ใต้ภาพได้เลยค่ะ หรือคลิก http://line.me/ti/p/~ โทร. 0635974944

ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
เพราะห่วงใยและใส่ใจสุขภาพ ❤️

17 พฤษภาคม วันนี้มีอะไร...สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก และสมาคมโรคความดันโลหิตสูงนานาชาติ กำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคม ของทุก...
17/05/2018

17 พฤษภาคม วันนี้มีอะไร...
สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก และสมาคมโรคความดันโลหิตสูงนานาชาติ กำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก สำหรับประเทศไทยพบว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นกว่า 1.6 ล้านคน

ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.9 ล้านคน เป็น 5.5 ล้านคน และในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นจาก 540,000 คน เป็น 800,000 กว่าคน

โดยตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โรคความดันโลหิตสูงยังคงเป็นปัญหาสุขภาพของประชากรไทย และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตนป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากโรคนี้ไม่มีสัญญาณเตือน หรืออาการแสดงที่ชัดเจน หากปล่อยไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจังจะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง และไตวาย ส่งผลให้เกิดความพิการและเสียชีวิตได้

ดังนั้น เราจึงควรใส่ใจสุขภาพ หมั่นตรวจวัดความดันทุก 1 เดือน หรืออย่างน้อยทุกๆ 3-6 เดือนนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนค่ะ



ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : pptvhd36.com และกระทรวงสาธารณสุข

สารสกัดที่ช่วยควบคุมโรคไขมันในเลือดทั้ง 4 ชนิด- วิตามินซี- เลซิตินจากถั่วเหลือง- เมล็ดทับทิม- พริกไทยดำมีคุณสมบัติอย่างไ...
14/05/2018

สารสกัดที่ช่วยควบคุมโรคไขมันในเลือดทั้ง 4 ชนิด

- วิตามินซี
- เลซิตินจากถั่วเหลือง
- เมล็ดทับทิม
- พริกไทยดำ

มีคุณสมบัติอย่างไรบ้างในการลดไขมันในเลือด เรามีคำตอบค่ะ

อยากทราบข้อมูลหรือโปรโมชั่นเพิ่มเติม คอมเม้นท์ใต้ภาพได้เลยค่ะ หรือคลิก http://line.me/ti/p/~ โทร. 0635974944

ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
เพราะห่วงใยและใส่ใจสุขภาพ ❤️

ที่อยู่

Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

0819399269

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DCWI healthผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram