หนูยิ้ม(NuYim)

หนูยิ้ม(NuYim) ให้ความรู้ ในด้านพัฒนาการเด็ก เเละ จิตวิทยา พร้อมรับกระตุ้นพัฒนาการ เเละให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา

รับปรึกษา-ประเมิน-ส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการ เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า สมาธิสั้น เด็กพิเศษ และ ปัญหาพฤติกรรม

ที่ทำการ เสาร์ – อาทิตย์ ลาดพร้าว35 และ ซอยวัดบัวขวัญ และรับกระตุ้นพัฒนาการที่บ้านของเด็กเอง

ของเล่นไม้ เเสนละมุนหนูยิ้ม(ฝึกพัฒนาการ)🌞☁️🌈
09/06/2025

ของเล่นไม้ เเสนละมุน

หนูยิ้ม(ฝึกพัฒนาการ)
🌞☁️🌈

อีก 2 วันค่ะอุดหนุนกันได้นะคะหนูยิ้ม.(ฝึกพัฒนาการ)☁️🌈🌞
29/05/2025

อีก 2 วันค่ะ
อุดหนุนกันได้นะคะ

หนูยิ้ม.(ฝึกพัฒนาการ)
☁️🌈🌞

🎉🎉 #เตรียมพบกับโปรโมชั่นปังๆ​ 🎉🎉
ลดโหดสุด​ แบบหยุดไม่อยู่​ #ซื้อ1ฟรี1
เริ่มตั้งแต่1มิ.ย-31ก.ค2568นี้ที่ร้านซีเอ็ด

🎉SETนี้บอกเลยว่าคุ้มมากๆค่า​
เพราะเป็นหนังสือที่มาพร้อมความสนุก​ ที่สามารถแปะสติกเกอร์ได้​ ทำให้เด็กๆเกิดความตื่นเต้น​ สนใจ​ และมีส่วนร่วมในเรื่องราวด้วย
_____

#ชุดสติ้กเกอร์อยู่ที่ไหนก็ปลอดภัยทั้ง6แบบ
มีภาพสถานการณ์ที่จะย้ำเตือนให้เด็ก​ทำความเข้าใจเรื่อง🚫อันตรายรอบตัวต่างๆ​ จะได้ระมัดระวังมากขึ้น
เพราะถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เด็กๆควรรู้
_____

#ชุดหนูน้อยดูแลสุขภาพ
ที่จะพาเด็กๆดูแลตัวเองไปพร้อมๆกับนิทานภาพ
อย่าง​การ​ ​อาบน้ำ​, เข้านอน, ดื่มน้ำ, กินยา

ถือเป็นกิจวัตรประจำวันง่ายๆ​ ค่อยๆฝึกจนเด็กๆเกิดความคุ้นเคย​ จะได้มีระเบียบวินัยและอยากดูแลตัวเอง

_____

📍โปรฯ​ เริ่ม​ 1มิ.ย-31ก.ค2568​ นี้
ที่ร้านซีเอ็ด​ (เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ)นะคะ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
https://lin.ee/aXxplK4

🛒 🛍️สนใจสั่งซื้อสินค้า
🧡Shopee : https://shope.ee/8A5IjMpOIa
💙Lazada : https://s.lazada.co.th/s.ld1S1
💜Tiktok : https://n9.cl/nznlr

📕ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
​ #โปร1ฟรี1​ #หนังสือนิทาน #นิทานภาพ #หนังสือสำหรับเด็ก #หนังสือเสริมพัฒนาการ #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือเด็กมีกิจกรรม

เรื่องราวดีๆค่ะหนูยิ้ม.(รับฝึกพัฒนาการ)🌞☁️🌈
22/05/2025

เรื่องราวดีๆค่ะ

หนูยิ้ม.(รับฝึกพัฒนาการ)
🌞☁️🌈

รู้ป่าว…พาเด็กป่วยมารักษาในกรุงเทพมหานคร
ที่โรงพยาบาลมีบ้านพักพิงฯ ให้พ่อแม่พักนะ
หลายครอบครัวต้องพาเด็กป่วยเดินทางไกลจากต่างจังหวัดเข้ามารักษาในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ท่ามกลางความเครียดและความไม่แน่นอนจากอาการป่วยหนัก และยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหาที่พัก
บ้านพักพิงโรนัลด์ แม็คโดนัลด์ เฮาส์ จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับครอบครัวผู้ป่วยเด็ก เปิดให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยให้พ่อแม่ยังสามารถอยู่เคียงข้างลูกได้ในช่วงเวลาวิกฤต ดูแล ปลอบโยน และประคับประคองกันไปทั้งครอบครัว สามารถใช้บริการบ้านพักพิงฯ ได้ใน 4 โรงพยาบาลนี้
1. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) จ.กรุงเทพมหานคร
2. รพ.นพรัตนราชธานี จ.กรุงเทพมหานคร
3. รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จ.กรุงเทพมหานคร
4. รพ.ศิริราช จ.กรุงเทพมหานคร
สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการที่พักชั่วคราวให้กับครอบครัวผู้ป่วยเด็ก ที่เดินทางมารักษาในกรุงเทพมหานคร
❤️ บริจาคได้ที่
👉 https://taejai.com/th/project/baanphakphing-rmhc
ทุกการบริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้
——

✨ Let’s build the society YOU want to live in!
#เทใจ #บริจาค #ลดหย่อนภาษี

21/05/2025
“Freud Day”When Freud wrote an autobiography, the result was militantly impersonal.Photograph from Heritage Images / Get...
06/05/2025

“Freud Day”

When Freud wrote an autobiography, the result was militantly impersonal.
Photograph from Heritage Images / Getty

“การขอบคุณ” ทำได้กับทุกคน ไม่ขึ้นกับตำแหน่งหน้าที่ ขึ้นอยู่กับจิตใจที่เห็นคุณค่ากับสิ่งที่ได้รับหนูยิ้ม.(รับฝึกพัฒนาการ)...
03/05/2025

“การขอบคุณ” ทำได้กับทุกคน ไม่ขึ้นกับตำแหน่งหน้าที่ ขึ้นอยู่กับจิตใจที่เห็นคุณค่ากับสิ่งที่ได้รับ

หนูยิ้ม.(รับฝึกพัฒนาการ)
🌈🌞☁️

👷‍♀️👨‍🌾 วันแรงงานปีนี้ ชวนลูกมองเห็นหัวใจของ “งาน” ที่อยู่รอบตัว
ลองชวนลูกมองให้ไกลกว่าสิ่งที่เห็น ให้ไกลกว่าโต๊ะ เก้าอี้ และของเล่นที่หยิบจับ แล้วเห็นคนที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมและชีวิตให้หมุนไปได้อย่างราบรื่นรอบๆ ตัวเรา
🧑‍✈️ขอบคุณพี่ รปภ. ที่ไม่หลับทั้งคืนแต่ยังยิ้มให้ทุกเช้า
🙏ขอบคุณแม่บ้านที่เช็ดคราบสี เปื้อนดิน และรอยซนของเด็กๆ
👨🏼‍🏭 ขอบคุณพนักงานเก็บขยะที่ทำให้ถนนสะอาดเรียบร้อย
🧑‍🔧ขอบคุณช่างซ่อมที่แก้ปัญหาให้เราทุกครั้งที่ไฟดับ น้ำไม่ไหล หรือสัญญาณหาย
👼 ขอบคุณครูศูนย์เด็กเล็กที่อุ้ม ดู ปลอบ และสร้างวันดีๆ ให้เด็กอีกหลายคน
🧑‍🦱🧔 และขอบคุณพ่อแม่ที่เป็นพลังเงียบๆ อยู่ข้างลูกเสมอ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน
การชวนลูก "ขอบคุณ" คือการสอนให้เขา “เห็นคุณค่า” ของผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัว และทำให้พวกเขาเห็นว่าชีวิตต้องพึ่งพาสิ่งต่างๆ รอบตัวมากแค่ไหน
#วันแรงงาน #ขอบคุณคนทำงานเบื้องหลัง #สอนลูกเห็นคุณค่า

29/04/2025

อ่านต่อใต้คอมเมนท์ต้นทาง M.O.M

1. ฝึกการจัดลำดับความสำคัญให้กับลูก
David Bredehoft, Ph.D., ศาสตราจารย์กิตติคุณและอดีตประธานสาขาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกจัดลำดับความสำคัญ จัดการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน แทนการทำสิ่งที่สนุกหรือง่ายที่สุดก่อน แล้วเลื่อนสิ่งที่ยากที่สุดออกไป ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องใช้การฝึกฝนและทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น ลูกจะได้ดูการ์ตูนครึ่งชั่วโมง แต่ต้องทำกิจวัตรประจำวันให้เสร็จเรียบร้อยก่อน หรือลูกจะได้ออกไปเล่นสนามเด็กในตอนเย็น แต่จะต้องเก็บกระเป๋านักเรียนให้เข้าที่ เปลี่ยนชุดนักเรียน และทำการบ้านให้เสร็จ
นอกจากนั้นยังสามารถชวนลูกทำรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน และเขียนกำกับสิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนหลังด้วย ตัวเลข เช่น เลข 1 – อาบน้ำแต่งตัว เลข 2 – กินข้าวและเก็บจาน เลข 3 – เล่นอิสระ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่า ควรทำสิ่งที่ยากและสำคัญให้เสร็จก่อน ทำสิ่งที่ง่ายลำดับสุดท้าย กระบวนการนี้จะเร็วรวดและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเลื่อนทำสิ่งที่ยากออกไปเรื่อยๆ

แม่จะฟังลูก เเละ ลูกจงฟังเเม่ :)หนูยิ้ม
29/04/2025

แม่จะฟังลูก เเละ ลูกจงฟังเเม่ :)
หนูยิ้ม

"ลูกจะเชื่อใจ รับฟัง และทำตาม
พ่อแม่ที่พูดคำไหนคำนั้น
พูดความจริงและรักษาสัญญาเสมอ"
➊ "เมื่อคำพูดของเราไม่เพียงพอต่อการสอน
การกระทำคือการสอนที่ชัดเจน"
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ 1
ลูก "อยากกินขนม"
แม่ "กินข้าวก่อน แล้วค่อยกินขนมได้"
ลูกทำเป็นไม่ได้ยิน
แล้ววิ่งไปหยิบถุงขนม
เตรียมจะเปิดกินด้วยตัวเอง
แม่ "แม่บอกว่าไง
เราจะกินข้าวก่อน
เอาขนมไปเก็บ"
ลูกไม่ฟังแล้วแกะถุงขนมทันที
จากนั้นก็หยิบขนมเข้าปากไปคำโต
คุณแม่ยอมแพ้แล้วบอกลูกว่า
"กินชิ้นเดียวนะ แล้วเก็บ"
แต่สุดท้ายลูกก็ยังกินต่อไปจนพอใจ
แล้วจึงวางถุงขนมลง
เวลาที่เด็กเล็กทำอะไรที่ไม่เหมาะสม
การสอนเด็กเล็กจึงไม่ควรสอน
โดยการพูดบอกเพียงอย่างเดียว
แต่ตัวเราต้อง "เข้าไปถึงตัว"
- "เข้าไปจับมือทำ"
หรือ
- "เข้าไปหยุดทันที"
‣ ข้อแนะนำ "การสอนที่ดีที่สุด"
สำหรับเด็กเล็ก คือ...
(1) การทำให้ดู
(2) พาเขาทำ (จับมือทำ)
(3) ทำด้วยกัน
(4) ปล่อยให้เขาทำเอง
(5) เขาทำเองแม้ไม่มีเรา
‣ ถ้าสิ่งที่เด็กกำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
เราก็ควรเข้าไปหยุดถึงตัว
(1) ย่อตัวลง
(2) สบตาลูก
(3) จับมือลูก
(3) พูดชัดเจน "ทำไม่ได้" และ "อะไรทำได้"
(4) พาเขาทำ
(5) ทำด้วยกัน
(6) ปล่อยเขาลองทำเอง
ในกรณีนี้
คุณแม่ต้องเข้าไปถึงตัวลูก
แล้วขอถุงขนมกลับมา
พร้อมกับบอกชัดเจนว่า
"เรากินข้าวเสร็จแล้วจึงจะกินขนมได้"
ถ้าลูกไม่ให้คืน
คุณแม่ต้องยืนหยัด
หยิบถุงขนมออกจากมือ
แม้จะทำให้ลูกไม่พอใจ
และร้องไห้โวยวายออกมา
เมื่อสิ่งนั้นไม่เหมาะสม
เราไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น
ลูกไม่พอใจได้ในวัยที่ลูก
ยังยับยั้งช่างใจไม่ได้
เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่
ที่ต้องสอนให้เขาเรียนรู้ว่า
“เขาจำเป็นต้องรอคอย
และทำสิ่งที่ควรทำก่อน”
นั่นก็คือ "กินข้าวให้เสร็จจึงจะกินขนมได้"
**********
➋ "เมื่อเราไม่พูดคำไหนคำนั้น
คำพูดของเราจะไม่ศักดิ์สิทธิ์"
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ 2
แม้จะถึงเวลาอาบน้ำแล้ว
แต่ลูกยังไม่อยากอาบน้ำ
เพราะยังอยากเล่นต่อ
แม่เตือนว่า "ได้เวลาอาบน้ำแล้วนะ"
ลูก "ขออีก 5 นาทีนะ"
แม่ลังเลก่อนจะยอมให้ลูกเล่นต่ออีก 5 นาที
เมื่อครบ 5 นาทีแม่มาเรียกอีกครั้ง
แม่ "ครบ 5 นาทีแล้ว ไปอาบน้ำเร็ว"
ลูก "ขออีก 5 นาทีนะ เมื่อกี้เร็วไป"
ลูกต่อรองขออีก 5 นาที
ครานี้แม่เริ่มหงุดหงิดแล้ว
จึงเสียงแข็งว่า "ไปอาบน้ำ"
ลูกไม่ยอมพร้อมบอกแม่ว่า
"เวลายังไม่หมดแน่ๆ แม่จับเวลาใหม่ได้มั้ย"
แม่ลังเลและสุดท้ายจึงยอมจับเวลาใหม่
เพราะไม่อยากทะเลาะกับลูก
แต่สุดท้ายกว่าลูกจะไปอาบน้ำ
ก็จบด้วยความหงุดหงิดของแม่
และความงอแงของลูก
แม่ต้องหิ้วลูกไปอาบอยู่ดี
ในวันต่อมา
ลูกเริ่มใช้การต่อรอง
ขอเวลาเพิ่มในการทำทุกๆ อย่าง
"ขอเล่นอีก 5 นาทีนะ"
"ขอดูอีก 5 นาทีนะ"
และทุกครั้งที่ครบ 5 นาที
ลูกจะขอต่อเวลาเช่นนี้เสมอ
ซึ่งมักจะจบลงที่ความหงุดหงิดระหว่างแม่ลูก
การพูดคำไหนคำนั้นจึงหมายถึง
"เมื่อทำข้อตกลงหรือกติกาใดไว้
ควรทำตามข้อตกลงหรือกติกานั้น"
‣ ข้อแนะนำความยืดหยุ่นที่ผู้ใหญ่สามารถทำได้
คือ "การเผื่อเวลาให้กับเด็กๆ" เช่น
-การใช้กฎ 5 นาที
เราจะเตือนเด็กๆ ก่อนหมดเวลาทำกิจกรรม
หรือก่อนเวลาจะต้องทำอะไรเป็นระยะเวลา 5 นาที
เพื่อให้พวกเขามีเวลาเตรียมตัว
"Cool down" หรือ "Warm up"
ก่อนจะกิจกรรมจะจบลง
หรือต้องเริ่มทำกิจกรรมใด
-การทำตารางเวลาร่วมกัน
ทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสกำหนด
สิ่งที่พวกเขาอยากจะทำ
หรือรู้ลำดับของกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น
เด็กๆ จะมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจมากขึ้น
-การให้ตัวเลือกที่เหมาะสม
เช่น ลูกจะทำการบ้าน หรือ ทำงานบ้านก่อน
ลูกเลือกได้ แต่ถ้าทำสองสิ่งนี้เสร็จ
แล้วลูกสามารถเล่นอิสระได้
***
‣ ข้อแนะนำสำหรับ "การพูดคำไหนคำนั้น"
ผู้ใหญ่ไม่ใช่ผู้สั่งการ
แต่เป็นผู้รักษากติกา
และช่วยเด็กๆ ให้ทำตามหน้าที่ของตน
เมื่อเด็กๆ เลือกที่จะไม่ทำตามกติกา
หรือไม่ทำตามหน้าที่
ให้ผู้ใหญ่ทำตามขั้นตอน ดังนี้
(1) ให้การเตือนก่อนหมดเวลา 5 นาที
เช่น “อีก 5 นาทีเตรียมเก็บของ/ปิดทีวีนะ”
(2) พูดทวนกติกาหรือสิ่งที่ต้องทำต่อไป
เช่น “หมดเวลาแล้วค่ะ ได้เวลาอาบน้ำแล้วนะ”
(3) ถ้าลูกโวยวาย/ต่อรอง
ให้ย้ำคำเดิมว่า “หมดเวลาแล้ว ไปอาบน้ำค่ะ”
(4) ลูกไม่ยอมไป
ในกรณีเด็กเล็กให้พาเขาไปด้วยกัน
อาจจะใช้การอุ้มหรือจูงมือเดินไปด้วยกัน
ในกรณีเด็กโต (เราอุ้มไม่ไหว)
ใช้การคุยกับเขาชัดเจนว่า
"เราตกลงกันไว้แล้ว ถ้าลูกไม่ไป
กิจกรรมต่อจากนี้ที่เราอยากทำ
จะไม่เหลือเวลาทำ"
ซึ่งในเด็กวัยรุ่นหรือเด็กที่โตมากๆ
ผู้ใหญ่จะไม่สามารถทำเช่นนี้ได้อีก
เพราะเขาโตเกินกว่าจะฟังสิ่งที่เราพูดแล้ว
ดังนั้นควรสอนเรื่องวินัยหรือสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เล็ก
(5) ถ้าลูกโวยวายขั้นสุด (Temper tantrum)
ให้พาเขามานั่งที่สงบและปลอดภัย
รอเขาสงบ แล้วจึงพูดย้ำว่า
"แม่รู้ว่าลูกไม่อยากอาบน้ำ
แต่ยังไงเราก็ต้องอาบนำ้
เราไปอาบน้ำกันนะ"
แล้วพาเขาไปอาบน้ำ
ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องพูดบ่น
อธิบายอะไรยืดยาว
แค่เพียงบอกเขาด้วยน้ำเสียงสงบ
แต่ชัดเจนว่าต้องทำอะไร
ก็เพียงพอแล้ว
เราไม่จำเป็นต้องใส่อารมณ์เข้าไป
หากเราเหนื่อยมากในวันนั้น
พูดให้น้อย จะช่วยลดการเกิดอารมณ์
ทั้งของลูกและของเราเอง
(6) เมื่อทำสิ่งที่ควรทำได้สำเร็จ
ให้กอดเขาและบอกอีกครั้งว่า
"แม่รู้ว่าลูกไม่อยากทำ
แต่เราจำเป็นต้องทำ
และวันนี้ลูกทำได้ด้วยตัวเอง"
*********
➌ "เมื่อเราไม่รักษาสัญญา
และไม่พูดความจริงกับลูก
เขาจะไม่เชื่อใจเรา"
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ 3
พ่อแม่สัญญากับลูกว่า
จะพาไปซื้อเครื่องเล่นเกมให้
ถ้าเขาช่วยทำงานบ้านทุกวัน
และสอบได้เกรดดีๆ
เมื่อทำตามสัญญาได้สำเร็จ
ลูกรีบบอกพ่อแม่ให้ทำตามสัญญา
แต่พ่อแม่กลับบอกเขาว่า
"รอเทอมหน้าละกัน"
แต่ก็ไม่กล้าบอกถึงสาเหตุว่าเพราะอะไร
ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงคือ
เพราะตอนนี้พ่อแม่ยังไม่มีเงินพอ
เด็กชายผิดหวังและเสียใจมาก
พ่อแม่เห็นท่าไม่ดีจึงบอกว่า
"รอบนี้สัญญาจริงๆ"
แค่ในครานี้ลูกไม่กล้าหวังแล้ว
‣ ข้อแนะนำ "ก่อนที่พ่อแม่จะสัญญาอะไรกับลูก"
เราควรพิจารณาว่าสัญญานั้น
(1) เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับวัยของลูก
ไม่ใช่สัญญาที่ทำอะไรเกินวัยของลูก
เช่น ลูกวัย 7 ปีอยากได้โทรศัพท์เป็นของตัวเอง
อันนี้ก็ไม่เหมาะสมนัก
(2) เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้
ไม่ใช่สิ่งที่เกินกำลังของเรา
ไม่เกินกำลังทรัพย์และไม่เกินจริง
ถ้าเราไม่สามารถทำตามสัญญาได้
ขอให้เราพูดความจริง
และบอกเหตุผลที่แท้จริงไป
แม้การพูดความจริง
อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้
ลูกเสียใจและผิดหวัง
แต่ดีกว่าการผิดสัญญากับลูก
โดยไม่อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง
และปล่อยให้เขาเข้าใจผิดต่อไป
คำสัญญาที่เรามอบให้กับลูก
มีความสำคัญมากๆ
เพราะเขาจดจำสัญญานั้นได้เสมอ
แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ
อย่ามองข้ามคำสัญญานั้น
และรักษาสัญญาเสมอ
การพูดความจริง
แม้จะเป็นเรื่องที่เจ็บปวดในบางครั้ง
แต่อย่างน้อยยิ่งพูดเร็วเท่าไหร่
ยิ่งมีเวลาทำใจมากเท่านั้น
เพราะหากลูกมารู้ความจริงทีหลัง
ด้วยตัวเขาเอง
เขาอาจจะรู้สึกผิด
และเจ็บปวดกว่านั้นนัก
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้น
จากไม่รักษาสัญญา
หรือการไม่พูดความจริงคือ
"การที่ลูกจะไม่ไว้ใจพ่อแม่"
ด้วยเหตุนี้ ในกรณีที่เราไม่ได้มั่นใจว่า
เราสามารถทำสิ่งนั้นได้
แต่ก็คิดว่าอาจจะมีแนวโน้มทำได้บ้าง
และเราไม่อยากให้เด็กน้อยผิดหวัง
เราสามารถบอกเขาว่า
"พ่อแม่จะลองพยายามสุดความสามารถ
แต่ถ้าเกิดแม่ทำไม่ได้ในครั้งนี้
อยากให้ลูกให้อภัย
และในครั้งต่อไป
แม่จะพยายามต่อไป"
เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ว่า
"ความคาดหวัง" ครั้งนี้
อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ
เขาจะได้เผื่อใจไว้บ้าง
เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปดังหวัง
อย่างน้อยเขาจะไม่เสียใจจนเกินไป
**********
สุดท้าย การรักษาคำพูด
ด้วยการพูดคำไหนคำนั้น
และการสัญญานั้นมีความหมายกับเด็กๆ มาก
เพราะไม่ใช่แค่เพียง
ความคาดหวังของเขา
ที่มีต่อคำพูดเหล่านั้น
แต่เพราะผู้ใหญ่ที่มี
ความสำคัญในชีวิตเขาเป็นผู้พูด
และให้คำมั่นสัญญา
เด็กๆ พัฒนาความเชื่อใจ
และเชื่อมั่นในสภาพแวดล้อม
จากผู้ใหญ่ที่เขารัก
เป็นบุคคลที่เขาสามารถเชื่อใจได้
เด็กๆ ที่เติบโตมาท่ามกลาง
สภาพแวดล้อมที่เขาเชื่อใจได้
มีแนวโน้มจะเติบโตเป็น
ผู้ใหญ่ที่เชื่อมั่นในตนเอง
และรักษาคำพูดเช่นกัน"
ไม่ใช่แค่เพียงเด็กๆ
ที่ต้องการสภาพแวดล้อม
หรือบุคคลที่เขาสามารถเชื่อใจได้
ผู้ใหญ่อย่างเราก็เช่นกัน
เราจึงควร...
พูดคำไหนคำนั้น
พูดความจริง
และรักษาสัญญาเสมอ
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

16/02/2025

วันนี้คุณยายมาพักที่บ้าน
เมื่อได้ยินเสียงกดกริ่ง
หลานชายตัวน้อยวิ่งกระวีกระวาด
ไปเปิดประตูต้อนรับทันที
"ยายค้าบบบ มานั่งก่อนนนน"
เจ้าเด็กรีบไปจูงมือคุณยายมาที่โซฟาทันที
"เดี๋ยวยายเอากระเป๋าก่อนลูก"
"ยายยายไปนั่ง เดี๋ยวเจเจยกเอง"
ถึงแม้ตัวของเด็กชายจะเล็กกว่ากระเป๋าลาก
แต่เจ้าตัวยืนยันจะช่วยให้ได้
“ขอบคุณนะครับลูก”
คุณยายเอ็นดูหลานชายที่ช่วยเธอเข็นกระเป๋าใบโต
"ยายค้าบบบ กินน้ำก่อนนะครับ"
น้ำในแก้วกระฉอกระหว่างทางไปเกินกว่าครึ่ง
แต่เจ้าหลานยังยิ้มแย้มบริการคุณยายต่อไป
"ขอบคุณนะครับหลานรักของยาย
ปีนี้โตขึ้นเยอะ ช่วยยายได้มากเลย"
เด็กชายภูมิใจที่เขาได้ต้อนรับคุณยายสุดที่รักของเขา
อีกทั้งยังดีใจที่ตัวเองสามารถช่วยคุณยายทำสิ่งต่างๆ ได้แล้ว
**********
Q: "ทำอย่างไรเพื่อให้เด็กรับรู้คุณค่าภายในตัวเอง"
A: "คุณค่าภายในตัวเองเริ่มจากการทำให้ตนเองมีคุณค่า ผ่านการลงมือทำบางอย่างที่มีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น ดังนั้นเด็กจึงต้องลงมือทำเพื่อสร้างคุณค่านั้นให้แก่ตัวเอง"
⦿ ขั้นแรกเริ่มจาก "ช่วยเหลือตัวเอง (Self-care) ไม่ให้เป็นภาระของใคร"
⦿ ขั้นที่สอง "ดูแลของใช้ (Belongings) และพื้นที่ที่ตัวเองใช้งานโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น“
⦿ ขั้นที่สาม "ช่วยเหลือส่วนรวมที่บ้าน” โดยเริ่มจากงานบ้านเพื่อคนที่บ้าน ซึ่งเป็นบุคคลที่เขารัก
⦿ ขั้นสุดท้ายแม้จะไม่ได้เกิดกับทุกคนคือ "การช่วยเหลือส่วนรวมข้างนอกบ้าน" ซึ่งเป็นบุคคลอื่นๆ ในสังคมที่เด็ก อาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อน
สิ่งที่เด็กลงมือทำคือสิ่งที่มีคุณค่า
เมื่อคุณค่าถูกส่งออกไปจากตัวเขาไปสู่ผู้อื่น
สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการที่ผู้อื่นรับรู้ถึงคุณค่าในตัวเขา
เป็นการยืนยันว่าเขามีคุณค่าในขั้นแรก
นานวันเขาไม่จำเป็นต้องรอผู้อื่นมายืนยันคุณค่านั้นอีก
เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่า ภายในเขามีคุณค่า
"สิ่งใดมีคุณค่า"
คุณค่าไม่ได้วัดกันที่ขนาดหรือปริมาณของสิ่งที่ทำ แต่คือความรู้สึกและหัวใจที่อยากทำสิ่งนั้นจากใจจริงและอยากช่วยอย่างจริงใจ
ดังนั้นสิ่งธรรมดาเล็กๆ ที่เด็กลงมือก็สามารถเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล
***
การรับรู้ถึงความรักที่พ่อแม่มอบให้
และการรับรู้ความสามารถในตนเอง
การรับรู้ว่าตนเองทำอะไรได้บ้างเพื่อผู้อื่น
ทำให้การมองเห็นคุณค่าในเด็กจะชัดเจนขึ้น
ถ้าวันใดวันหนึ่งที่ภายนอกเข้ามากระทบใจ
เขาจะไม่หวั่นไหวและยังคงคุณค่าภายในตัวเองไว้ได้เสมอ
"ขอเพียงให้เด็กๆ ได้ลงมือทำ
และช่วยทำในสิ่งที่มือเล็กๆ ทำได้
ความภูมิใจ ความมั่นใจ
และคุณค่าภายในตัวเด็กๆ จึงเติบโต"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

09/02/2025

แม้เราจะจินตนาการความตายของเรามากเพียงใดมันก็เป็นเพียงจินตนาการ ที่เราไม่สามารถตระหนักถึงความตายได้จ.....

08/02/2025

"การชื่นชมตัวเอง"
วันนี้เด็กๆ ต้องทำงานเป็นกลุ่ม
พวกเขาต้องโยนรับส่งบอลเป็นทีม
บางคนโยนแม่น แต่วิ่งช้า
บางคนโยนพลาด แต่วิ่งเร็ว
บางคนทำทุกอย่างได้ดี แต่ก็ลืมว่าต้องทำอะไรต่อ
แต่เพราะทุกคนช่วยกันงานจึงสำเร็จ
หลังจบกิจกรรมคุณครูจึงชวนเด็กๆ
มาสรุปและแสดงความคิดเห็น (Feedback)
ผ่านคำถามเหล่านี้...
(1) "สิ่งที่ทำได้ดีวันนี้คืออะไร"
(2) "สิ่งที่ทำได้ไม่ค่อยดีและต้องพัฒนาต่อ"
(3) "อยากขอบคุณหรือชื่นชมอะไรเพื่อนที่ทำงานด้วย"
(4) "อยากขอบคุณหรือชื่นชมอะไรตัวเอง"
ซึ่งในแต่ละข้อเด็กๆ แย่งกันยกมือเพื่อตอบ
แต่เมื่อมาถึงข้อสุดท้ายเด็กๆ
กลับใช้เวลาคิดนานกว่าปกติ
จนคุณครูต้องบอกว่า "ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องเขิน
ขอแค่เรารู้สึกดีกับตัวเองแล้วลองพูดชมเหมือนชมเพื่อนๆ ดู"
เด็กจึงค่อยๆ พูดชื่นชมและขอบคุณตัวเอง
"อยากชมตัวเองที่วิ่งเร็ว"
"ขอบคุณตัวเองที่ไม่ทำผิดกติกา"
"อยากชมตัวเองที่โยนบอลแม่น"
"ขอบคุณตัวเองที่อดทน"
คุณครูขอบคุณเด็กๆ ที่ชื่นชมตัวเองได้
และย้ำเตือนพวกเขาว่า
"การชมตัวเองนั้นแสนจะจำเป็น"
แม้ว่าวันนั้นจะไม่มีใครชื่นชมเรา
หรือผลลัพธ์ไม่ได้ออกมาดังหวัง
"ขอให้เราชื่นชมตัวเองให้เป็น"
เพราะการมองเห็นสิ่งที่เราทำได้วันนี้นั้นสำคัญเพื่อว่าเราจะได้เดินต่อไปได้
ที่สำคัญพลังใจดีๆ จากตัวเองทำให้เรามีแรงสู้ต่อ
หลังจากวันนั้นเด็กๆ ได้ฝึกฝนการชื่นชมตัวเองเรื่อยๆ
พวกเขาค่อยๆ ทำได้ดีขึ้น และชมตัวเองได้ลึกซึ้งขึ้น
จากที่ชมเพียงการกระทำที่แสดงออก
ก็เริ่มชื่นชมในสิ่งที่อยู่ภายใน
เช่น
"ขอบคุณตัวเองที่พยายามและไม่ยอมแพ้"
"อยากชมตัวเองที่ไม่ว่าเพื่อนเวลาทำพลาด"
"อยากชมตัวเองที่ทำต่อจนเสร็จ"
"ขอบคุณที่ตัวเองกล้าทำสิ่งที่ไม่เก่ง"
**********
"การชื่นชม"
เป็นสิ่งที่ควรสอนเด็กๆ ตั้งแต่วัยเยาว์
ทั้งการชื่นชม "ตัวเอง" และ "ผู้อื่น"
เพราะการจะชมใครสักคนได้
นอกจากสายตาที่มองไปเห็น
ใจของเราต้องมองเห็นสิ่งนั้นด้วย
เด็กๆ ที่ชื่นชมตัวเองและผู้อื่นเป็น
จึงมองเห็นคุณค่าในตัวเองและโลกใบนี้
การชื่นชมไม่มีแบบแผนในการสอนที่ตายตัว
แต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือ
(1) "ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดี"
ผู้ใหญ่ที่ชื่นชมเด็กๆ อย่างจริงใจ
และชมสิ่งดีๆ ที่มองเห็นในตัวเขา
ทำให้เด็กๆ เรียนรู้ และซึมซับสิ่งเหล่านั้นมา
ดังนั้นการที่สายตาของเราจะจับจ้องไปเห็นสิ่งที่น่าชื่นชมได้
เราต้องมีเวลาอยู่กับเด็กๆ เพื่อจะได้มองเห็นพวกเขาอย่างชัดเจน
ที่สำคัญการชื่นชมอย่างจริงใจนั้นไม่ได้ยาก เมื่อเรารักใครสักคนมากพอ
(2) "การชื่นชมผ่านคำขอบคุณจากใจ"
การชื่นชมแทรกอยู่ในคำขอบคุณ
เมื่อเราได้รับสิ่งดีๆ จากใคร
และเราขอบคุณเขาจากใจ
คำขอบคุณนั้นคือ "การชื่นชมที่ดีที่สุด"
เด็กๆ ที่ทำอะไรให้ผู้ใหญ่
และได้รับขอบคุณกลับมา
คำขอบคุณนั้นทำให้เขารู้ว่า
"สิ่งที่เขาทำนั้นมีค่าเพียงใด"
(3) "มองเห็นสิ่งที่ทำได้ แล้วชมสิ่งนั้นตอนนี้ เดี๋ยวนี้"
ถ้าเรามัวแต่รอชมผลลัพธ์ที่สำเร็จ
เด็กๆ คงต้องรอการชื่นชมนั้นที่ปลายทาง
ระหว่างทางที่เขาต้องอดทน ล้มลุกคลุกคลาน
เราเลือกที่จะมองข้าม หรือ มองไม่เห็นมัน
ดังนั้นถ้าเราชมในสิ่งที่เด็กทำได้ตอนนี้
แล้วชมให้เขารู้ตัวว่าเขาทำได้ถึงตรงนี้แล้วนะ
เด็กๆ จะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ไม่ได้ไร้ความหมาย
แม้จะยังไม่ถึงปลายทาง
คำชมและการได้รับการมองเห็นทำให้เด็กๆ สู้ต่อ
ผู้ใหญ่เองก็ต้องการการมองเห็นเช่นนี้เหมือนกัน
(4) "ถึงแม้ปลายทางจะไม่สำเร็จและไม่เป็นดังหวัง
แต่ทุกความพยายามและความตั้งใจควรได้รับการชื่นชม"
บางคนอาจจะมองว่าถ้าทำไม่สำเร็จ
ความพยายามที่ผ่านมาก็สูญเปล่า
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราให้ความสำคัญกับผลลัพธ์
มากกว่าระหว่างทางที่เราได้เรียนรู้อะไร
แม้จะไม่สำเร็จ
เราก็ชื่นชมตัวเองได้
- ชื่นชมในความพยายาม
- ชื่นชมในความอดทน
- ชื่นชมในความกล้า
เพราะทุกครั้งที่ลงมือทำ
คุณค่าในตัวเองนั้นย่อมบังเกิดแล้ว
แต่จะงอกงามไปในทิศทางใด
ก็คงแล้วแต่เจ้าตัวจะกำหนดทิศทางนั้น
แม้จะไม่สำเร็จและไม่ใช่ทางที่ใช่
ก็ไม่ได้แปลว่าล้มเหลวและสิ่งที่ทำไม่มีคุณค่า
เพราะทุกประสบการณ์สามารถนำไปต่อยอดกับสิ่งใหม่เสมอ
"ชื่นชมเด็กๆ ในวันนี้ที่เขาได้ลงมือ และทำอย่างตั้งใจ
ไม่ใช่ชมเพราะเขาทำมันได้สำเร็จเพียงอย่างเดียว"
(5) "ชมเพื่อเป็นกำลังใจในการพัฒนาต่อ"
ทุกคนมีด้านที่ไม่เก่ง ด้านที่ไม่ดี
หรือ ด้านที่จำเป็นพัฒนาต่อ
บางคนอาจจะมองว่าเราจำเป็นต้องตำหนิตัวเอง
เพื่อจะได้แก้ไขและพัฒนาต่อ
จริงๆ แล้วเราชมเพื่อพัฒนาต่อก็ทำได้เช่นกัน
การชมในที่นี้คือ "การให้กำลังใจตัวเอง"
มากกว่าจะบั่นทอนซ้ำเติมตัวเอง
การชมอย่างตรงไปตรงมา มองตามความจริง
และความเป็นไปได้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
เช่น
- "อย่างน้อยวันนี้เราทำถูกตั้งหลายข้อ
เราไปฝึกมาอีก ครั้งหน้าต้องทำได้มากกว่านี้แน่"
- "วันนี้ที่แพ้ เพราะ 1 ลูก คราวก่อนเราแพ้ต้อง 7 ลูก"
- "เราพลาดไป เพราะเราไม่ได้ฝึกทักษะนี้มา
ทักษะอื่นเราไม่แย่ไปหมด แต่ต้องไปฝึกทักษะนี้เพิ่ม"
- "เราไม่ได้แย่ขนาดนั้น เพราะอย่างน้อยวันนี้เราทำได้เกินครึ่งเลยนะ"
**********
"การชมตัวเอง"
แม้จะดูตลกและน่าอาย
รู้สึกเป็นเรื่องยากที่จะทำ
นั่นเป็นเพราะว่าเรายังไม่ชินและคุ้นเคย
หากทำทุกวันเราจะพบว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น
และเราจะทำอย่างเป็นธรรมชาติ
ผู้ใหญ่อย่างเราควรเรียนรู้
และทำสิ่งนี้ไปกับเด็กๆ เช่นกัน
เด็กๆ ที่ชื่นชมตัวเองเป็น
เขาจะเรียนรู้ที่มองตัวเองในด้านดี
ส่วนในด้านที่ไม่ดีไม่ใช่เขามองไม่เห็นมัน
แต่เขาเลือกที่จะพัฒนาและไม่มองเป็นปมด้อยในตัว
เพราะคุณค่าในตัวเขามีมากกว่านั้น
ในวันที่เด็กๆ ยังชื่นชมตัวเองไม่เป็น
ขอให้ผู้ใหญ่มองเห็นและชื่นชมในสิ่งที่เขาทำได้
วันนี้ตัวเราเองก็อย่าลืมชื่นชมตัวเอง
"อย่างน้อยๆ เราผ่านวันนี้มาได้ก็เก่งมากแล้วนะ"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

เราต้องมีศิลปะในการสงสารลูกอย่าสงสารจน ก่อกวน ความพยายามที่จะเติบโตของเด็กในเเต่ละวัย การช่วยเหลือเด็กให้เข้มเเข็ง ดีกว่...
12/01/2025

เราต้องมีศิลปะในการสงสารลูก

อย่าสงสารจน ก่อกวน ความพยายามที่จะเติบโตของเด็กในเเต่ละวัย

การช่วยเหลือเด็กให้เข้มเเข็ง ดีกว่า การสงสารช่วยเหลือเด็กตลอดไป

หนูยิ้ม.☁️🌈🌞

#วันเด็ก #คาถาประจำใจ
วันเด็กปีนี้ขอให้คาถาพ่อแม่ ท่องให้ขึ้นใจนะคะ
"อย่าสงสารลูก!"

เพราะความสงสารลูกเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกอ่อนแอ

พ่อแม่ที่สงสารลูกจะไม่ยอมให้ลูกลำบาก จะช่วยแผ้วถางหนทางให้ลูก เพื่อลูกจะได้เดินไปบนเส้นทางที่ราบเรียบ

แต่เส้นทางชีวิตที่ราบเรียบทำให้คนเราอ่อนแอ ไม่รู้จักต่อสู้ ไม่อดทน ไม่บากบั่น
ที่สำคัญคือ ทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าอะไรๆในชีวิต....มันได้มาง่ายๆ
อะไรๆในชีวิต....เพียงแต่นั่งรอ...แล้วมันก็จะมาอยู่ในมือของเราเอง

ทัศนคติแบบนี้เกิดจากการที่เราสงสารลูก ทำสิ่งต่างๆให้ลูก ช่วยเหลือลูก ตัดสินใจแทนลูก ปรนเปรอลูก ปกป้องลูก

จงอย่าทำ!
ขอเตือน!!!
เพราะพอปลูกฝังทัศนคติแบบนี้ เมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่ ชีวิตของลูกจะมีปัญหา ทั้งจะเป็นภาระแก่คุณซึ่งตอนนั้นก็คงแก่ชราแล้ว เมื่อคุณจากไปลูกคนนี้ก็จะเป็นภาระของพี่ๆน้องๆ (ลูกบางคนที่คุณไม่ได้สงสารเท่าไร!!!)

เลี้ยงลูกใหม่วันนี้ เลี้ยงให้แข็งแกร่ง ไม่ใช่เลี้ยงให้อ่อนแอ เรียนเทคนิคจากคอร์สออนไลน์ "เลี้ยงลูกใหม่ปั้นให้ดี" inbox เข้ามาได้เลย

#ปั้นใหม่ #เลี้ยงลูกใหม่ปั้นให้ดี

ที่อยู่

Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+66869090247

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หนูยิ้ม(NuYim)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์