Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา นักจิตวิทยาการปรึกษา - ให้บริการด้านสุขภาพจิต
บทความเกี่ยวกับความรู้และแนวคิดทางด้านจิตวิทยา

10 สัญญาณของความผูกพันแบบมั่นคง (Secure Attachment) ในความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่:1. การจัดการอารมณ์ (Emotion Regulation)ความ...
12/01/2026

10 สัญญาณของความผูกพันแบบมั่นคง (Secure Attachment) ในความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่:
1. การจัดการอารมณ์ (Emotion Regulation)

ความรักที่ดีไม่ใช่การไม่มีปัญหา แต่คือการที่เราต่างจัดการอารมณ์ตัวเองได้ และพร้อมจะคุยกันด้วยเหตุผลในวันที่พายุเข้า ⛈️✨

#ความสัมพันธ์
2. มีเป้าหมายชัดเจนแม้ตอนอยู่คนเดียว (Goal-oriented)

ถึงจะมีเธออยู่ข้างๆ แต่ฉันก็ไม่เคยทิ้งความฝันของตัวเอง ความสัมพันธ์ที่ดีคือการเติบโตไปพร้อมกันในขณะที่ต่างคนก็ต่างวิ่งตามเป้าหมายของตัวเองได้เต็มที่ 🏃‍♂️🌟


3. กล้าเปิดใจและไว้วางใจ (Bonding & Trust)

การเปิดใจให้ใครสักคนอาจจะดูน่ากลัว แต่ความเชื่อใจคือรากฐานที่ทำให้ความรักมั่นคง การกล้าที่จะเชื่อใจ คือจุดเริ่มต้นของความสุขที่แท้จริง 🤝❤️

#เปิดใจ
4. รู้จักตัวตนและเป้าหมายชีวิต (Purpose in Life)

เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นใครและต้องการอะไรในชีวิต เราจึงไม่ต้องใช้ความรักเพื่อมาเติมเต็มส่วนที่ขาด แต่ใช้เพื่อแชร์ความสุขที่ล้นปรี่ให้แก่กัน 🌈💫


5. สื่อสารความต้องการอย่างตรงไปตรงมา (Effective Communication)

อย่าปล่อยให้คนรักต้องเดาใจ การบอกความต้องการอย่างตรงไปตรงมาและให้เกียรติกัน คือเคล็ดลับที่ทำให้ความสัมพันธ์ยืนยาว 🗣️💬

#สื่อสาร
6. รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อโลก (Impact on the World)

ความรักที่ดีจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีพลัง และอยากจะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับโลกรอบตัว เมื่อใจเรามั่นคง เราก็พร้อมจะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ 🌍✨


7. สบายใจกับความใกล้ชิดและการพึ่งพากัน (Mutual Dependency)

การพึ่งพากันไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือความสวยงามของการมีพื้นที่ปลอดภัยไว้พักใจ และการได้รับอนุญาตให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันและกัน 🤗💕


8. รับและให้กำลังใจกันเสมอ (Emotional Support)

ในวันที่โลกใจร้าย แค่รู้ว่ามีคนหนึ่งที่พร้อมจะรับฟังและซัพพอร์ตเราเสมอ มันคือของขวัญที่ดีที่สุดของการมีความรักแบบ Secure Attachment 🫂💖


9. มีความสุขกับการอยู่กับตัวเอง (Comfortable Being Alone)

การอยู่คนเดียวไม่ได้แปลว่าเหงา แต่มันคือเวลาที่เราได้สำรวจโลกภายในและเติมพลังให้ตัวเอง เพื่อที่จะกลับไปเป็นคนรักที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน 🧘‍♀️🍃


10. สะท้อนพฤติกรรมตัวเองในความสัมพันธ์ (Self-Reflection)

ความสัมพันธ์คือกระจกเงา การหมั่นสำรวจว่าเราเป็นคนรักแบบไหน และพร้อมจะปรับปรุงเพื่อกันและกันเสมอ คือสัญญาณของความรักที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน 🪞✨


Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

Disorganized Attachment นับเป็นหนึ่งในสามรูปแบบความผูกพันที่ขาดความมั่นคงทางจิตใจ ทว่าสิ่งที่น่ากังวลคือ รูปแบบดังกล่าวม...
09/01/2026

Disorganized Attachment นับเป็นหนึ่งในสามรูปแบบความผูกพันที่ขาดความมั่นคงทางจิตใจ ทว่าสิ่งที่น่ากังวลคือ รูปแบบดังกล่าวมักถูกพิจารณาว่าเป็นภาวะที่มีความซับซ้อนและยากต่อการรับมือมากที่สุด

เนื่องมาจากรากฐานของปัญหาที่มักก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ในวัยเด็ก ซึ่งเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ความไม่คงเส้นคงวาในการเลี้ยงดู

ขาดความมั่นคง อยู่ในความสับสนของการตอบสนองของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู หรือแม้กระทั่งการถูกทารุณกรรม
"Disorganized Attachment - รูปแบบความผูกพันแบบสับสนและไม่เป็นระเบียบ" หรือในทางคลินิกเรียกว่า 'หวาดระแวงและหลีกเลี่ยง' (Fearful-Avoidant Attachment)

มักมีรากฐานมาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก
เมื่อผู้ดูแลซึ่งโดยธรรมชาติควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพียงหนึ่งเดียวของเด็ก
กลับแปรเปลี่ยนสถานะเป็นบ่อเกิดแห่งความหวาดกลัวเสียเอง

"เมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ บุคคลที่มีความผูกพันลักษณะนี้มักแสดงออกทางพฤติกรรมที่แปรปรวนและขาดความคงเส้นคงวาอย่างยิ่ง ทั้งยังต้องเผชิญกับอุปสรรคในการสร้างความเชื่อต่อตนเอง (Self-beliefs)

รวมถึงความยากลำบากในการมอบความไว้วางใจแก่ผู้อื่น ซึ่งสภาวะความเปราะบางเหล่านี้อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรคความผิดปกติทางอารมณ์ (Mood Disorders)"
กระบวนการก่อตัวของ Disorganized Attachment Style

ในวัยเด็กเราจะเรียกว่า Fearful-Avoidant Attachment Style
ในวัยผู้ใหญ่เราจะเรียกว่า Disorganized Attachment Style

concept สำคัญของ Disorganized Attachment Style คือ การมีทั้ง Anxious และ Avoidant อยู่ใน Attachment style อยู่ร่วมกัน แต่จุดที่ทำให้แตกต่างคือ "การตอบสนองของผู้เลี้ยงดู"

จึงมีความสำคัญอย่างมาก ที่ใบบทความนี้เราจะทำความเข้าใจ Attachment style ทั้ง 3 รูปแบบนี้

--------------

รูปแบบความผูกพันแบบกังวล (Anxious Attachment Style)

"ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หากเด็กรับรู้ถึงความไม่แน่นอนหรือสัมผัสได้ถึงการถูกเพิกเฉยจากผู้ปกครอง เด็กมักจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการเกาะติดและเรียกร้องความต้องการทางอารมณ์มากเป็นพิเศษ (Clingy and Needy) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ภาวะพร่องความเอาใจใส่ได้ผลักดันให้เด็กต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด เพื่อไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งความสนใจนั้น"

"ร่องรอยแห่งความรู้สึกนี้จะยังคงติดตามไปจนกระทั่งเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ทำให้พวกเขายังคงเฝ้าตั้งคำถามต่อตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ตนนั้นดีพอ เป็นที่รัก หรือมีคุณค่าเพียงพอหรือไม่"

"ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ภาวะการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ (Low Self-Esteem) และความโหยหาการยืนยันความมั่นใจจากคู่รักอยู่เสมอ สภาวะเช่นนี้เรียกว่า 'รูปแบบความผูกพันแบบกังวล' (Anxious Attachment Style) ซึ่งมีอัตลักษณ์เด่นชัดคือ ความหวาดกลัวอย่างรุนแรงต่อการถูกทอดทิ้ง (Fear of Abandonment) และความเปราะบางไหวหวั่นต่อการถูกปฏิเสธ (Rejection Sensitivity)"

--------------

รูปแบบความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Attachment Style)

หากเด็กรับรู้ว่าความต้องการทางอารมณ์ของตนมักถูกปฏิเสธโดยผู้ปกครอง เด็กจะเริ่มยุติความคาดหวังที่จะได้รับการตอบสนองใด ๆ จากผู้เลี้ยงดู
ด้วยเหตุนี้ เด็กจึงเกิดการเรียนรู้ว่าตนไม่ควรแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเปิดเผย หรือร้องขอการสนับสนุนทางจิตใจ เพราะตระหนักดีว่าจะไม่ได้รับการตอบสนองเหล่านั้นกลับมา

เมื่อกาลเวลาล่วงเลยจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กกลุ่มนี้มักพัฒนาตนเองให้กลายเป็นบุคคลที่พึ่งพาตนเองได้ (Self-sufficient) และมีความเป็นอิสระสูง โดยมีรากฐานความคิดที่ว่า "ในเมื่อผู้อื่นย่อมปฏิเสธความรู้สึกของฉันอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องพยายามแสดงมันออกมาให้เสียเวลา?" นี่คือ 'ยุทธวิธีทางจิตใจ' (Strategy) ที่อยู่เบื้องหลังรูปแบบความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง

--------------

รูปแบบความผูกพันแบบสับสนและไม่เป็นระเบียบ (Disorganized Attachment Style)

หากพิจารณารูปแบบความผูกพันสองประเภทแรกที่กล่าวถึงข้างต้น (แบบกังวลและแบบหลีกเลี่ยง) เราจะพบว่ายังมี "ความต่อเนื่องและความสอดคล้อง" (Continuity and Coherence) ในรูปแบบพฤติกรรมบางประการที่คาดเดาได้

ทว่า สิ่งที่ทำให้ รูปแบบความผูกพันแบบสับสนและไม่เป็นระเบียบ (Disorganized / Fearful-Avoidant) แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง คือการที่บุคคลนั้นแสดงออกถึง "ภาวะขาดความสอดคล้อง" (Lack of Coherence) ในพฤติกรรมทางสังคมอย่างชัดเจน

ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีความผูกพันส่วนใหญ่ต่างลงความเห็นว่า รูปแบบความผูกพันแบบสับสนนี้นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในการบำบัดรักษา เมื่อเทียบกับรูปแบบความผูกพันที่ไม่มั่นคงประเภทอื่น ๆ เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ "บูรณาการ" ลักษณะของทั้งความวิตกกังวล (Anxious) และความหลีกเลี่ยง (Avoidant) เข้าไว้ด้วยกันในคราวเดียว
อะไรคือสาเหตุของความผูกพันแบบสับสน (Disorganized Attachment) ในเด็ก?

เชื่อกันว่ารูปแบบความผูกพันแบบสับสน (Disorganized Attachment) เป็นผลสืบเนื่องมาจาก บาดแผลทางใจ (Trauma) หรือ การถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก โดยมี "ความหวาดกลัว" เป็นปัจจัยหลักของการเกิดความผูกพันรูปแบบนี้

กลไกความขัดแย้งระหว่าง "ความปลอดภัย" และ "ความกลัว" ตามธรรมชาติแล้ว การอยู่รอดของทารกหรือเด็กเล็กต้องพึ่งพาผู้ดูแล เด็กจะรับรู้เรื่องนี้ได้โดยจิตไร้สำนึก จึงมักแสวงหาความปลอดภัยจากผู้ดูแลของตน แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อ "แหล่งที่ควรให้ความปลอดภัย กลับกลายเป็นต้นเหตุของความหวาดกลัวเสียเอง"

--------------

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความผูกพันแบบสับสน

พฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ : หากผู้ดูแลแสดงพฤติกรรมที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ไม่มีความสม่ำเสมอ และคาดเดาไม่ได้ เด็กจะเริ่มหวาดระแวงในความปลอดภัยของตนเอง เด็กจะไม่รู้ว่าควรคาดหวังอะไร หรือไม่รู้เลยว่าผู้ดูแลจะตอบสนองความต้องการของตนหรือไม่

เหตุการณ์สะเทือนใจ : ความกลัวอาจเกิดจากการประสบหรือเห็นเหตุการณ์เลวร้ายที่เกี่ยวข้องกับผู้ดูแล เช่น ผู้ดูแลทารุณกรรมเด็ก (ทั้งทางวาจา ทางร่างกาย หรือทางเพศ)
เด็กเห็นผู้ดูแลทารุณกรรมผู้อื่น

ผลกระทบต่อพฤติกรรมเด็ก ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหมดความไว้วางใจ และตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาผู้ดูแลเพื่อตอบสนองความต้องการทางร่างกายและจิตใจได้ ผู้ดูแลซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่เพียงแต่พึ่งพาไม่ได้ แต่ยังเป็นผู้สร้างความกลัวอีกด้วย

เด็กที่มีความผูกพันแบบสับสนจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมของผู้ดูแลได้อย่างแท้จริง เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ส่งผลให้เด็กแสดงออกอย่าง "ขาดความสอดคล้อง" (Lack of coherence) กล่าวคือ เด็กอาจแสดงท่าทีต้องการเข้าหาผู้ดูแล แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงท่าทีต่อต้าน ผลักไส หรือถอยห่างจากความใกล้ชิดนั้นเนื่องจากความหวาดกลัว
ผู้ใหญ่ที่มี Disorganized Attachment Style มักมีรูปแบบความสัมพันธ์ที่ "ขาดความสอดคล้อง" และเต็มไปด้วยความย้อนแย้งละความขัดแย้งในตัวเอง

ความขัดแย้งภายในใจ (The Internal Conflict) ที่พวกเขาต้องเผชิญ

ในด้านหนึ่ง : พวกเขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของใครสักคน ต้องการที่จะมอบความรักและได้รับความรักตอบ

ในอีกด้านหนึ่ง : พวกเขากลับหวาดกลัวที่จะเปิดใจรับใครเข้ามา เพราะมีความกลัวฝังลึกว่าคนที่จะเข้ามาใกล้ชิดที่สุด คือคนที่จะทำร้ายพวกเขาให้เจ็บปวด

พวกเขาอาจดูเหมือน Dismissive-Avoidant แต่มีความแตกต่างกันที่ แม้จะมีความหลีกเลี่ยงเหมือนกัน แต่ Dismissive-Avoidant คือคนที่หลีกเลี่ยงการมีความสัมพันธ์ ในลักษณะที่แสดงออกว่าไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์

ในขณะที่ Disorganized แม้จะหลีกเลี่ยง 'เมื่อ' หรือ 'อยู่' ในความสัมพันธ์ แต่พวกเขายังคงต้องการความสัมพันธ์ เพียงแต่พวกเขาหวาดกลัวที่จะมีความสัมพันธ์
ความกลัวต่อความใกล้ชิด (Fear of Intimacy) ประเด็นสำคัญคือ พวกเขาไม่ได้ "ปฏิเสธ" ความใกล้ชิดทางอารมณ์ แต่พวกเขาเพียงแค่ "หวาดกลัว" มันเท่านั้น

พวกเขายังคงมองบุคคลสำคัญในชีวิต (ซึ่งแต่เดิมคือผู้ดูแล และปัจจุบันคือคนรัก) ว่าเป็นคนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

พวกเขามีปัญหาอย่างมากในการที่จะเชื่อว่า คนรักจะรักและยอมรับในตัวตนที่แท้จริงของเขาได้

การบ่อนทำลายตัวเอง (Self-Sabotage) กรอบความคิดที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงนี้ อาจกลายเป็นการ "บ่อนทำลายตัวเอง" ซึ่งบีบให้ผู้ที่มีความผูกพันแบบสับสน ตัดสินใจชิงจบความสัมพันธ์ไปก่อนเวลาอันควร

วงจรคำทำนายที่เป็นจริงได้ด้วยตัวเอง (Self-Fulfilling Prophecy) ภาวะนี้มักก่อให้เกิดวงจรซ้ำซากที่เรียกว่า Self-fulfilling prophecy หรือ การกระทำที่ทำให้สิ่งที่กลัวกลายเป็นเรื่องจริง:

คาดเดาไปเอง : พวกเขาปักใจเชื่อว่าจะถูกคนรักปฏิเสธหรือทิ้งแน่นอน

พฤติกรรมเปลี่ยน : แม้จะยังไม่มีสัญญาณร้ายใดๆ แต่พวกเขาจะเริ่มแสดงพฤติกรรมแย่ๆ หรือผลักไสอีกฝ่าย

ผลลัพธ์ตามคาด : พฤติกรรมเหล่านั้นนำไปสู่การเลิกราจริงๆ ซึ่งตรงกับที่พวกเขาคาดการณ์ไว้แต่แรก

นอกจากนี้ วงจรนี้ยังเกิดขึ้นในรูปแบบของการ "เลือกคู่รัก" กล่าวคือ พวกเขามักดึงดูดเข้าหาคนรักที่มีพฤติกรรมน่ากลัวหรือสร้างความไม่ปลอดภัย ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อฝังใจที่ว่า "เราไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย" (ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ) ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
มุมมองต่อตนเองและความเสี่ยงทางสุขภาพจิต
ผู้ใหญ่ที่มีความผูกพันแบบสับสน (Disorganized Attachment) มักมี ทัศนคติเชิงลบต่อทั้งตนเองและผู้อื่น พวกเขามองว่าตนเองไม่มีค่าพอ และมองว่าคนอื่นเชื่อถือไม่ได้

ความเสี่ยงด้านพฤติกรรมและสุขภาพจิต กลุ่มคนที่มีความผูกพันรูปแบบนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ได้แก่:

การใช้สารเสพติด (Substance Abuse) : เพื่อหลีกหนีจากความเจ็บปวดทางใจ

พฤติกรรมก้าวร้าวหรือต่อต้านสังคม (Delinquent/Aggressive Behavior) : แสดงออกถึงความโกรธและความสับสน

การส่งต่อความรุนแรง (Abuse on their own children) : มีแนวโน้มที่จะทารุณกรรมลูกของตนเอง ซึ่งเป็นการสร้างวงจรบาดแผลทางใจส่งต่อไปยังรุ่นลูก (Intergenerational Trauma)

ความเชื่อมโยงกับโรคบุคลิกภาพ (BPD) นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างรูปแบบความผูกพันแบบสับสนในผู้ใหญ่ กับ โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบกึ่ง (Borderline Personality Disorder หรือ BPD) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางอารมณ์และความสัมพันธ์ที่รุนแรง
เรายังคงเปลี่ยนแปลง Disorganized Attachment style ได้ เพื่อมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น และ คนรอบข้างที่อยู่เคียงข้างเรา
ปมปัญหาสำคัญที่สุดของผู้ที่มีความผูกพันรูปแบบนี้คือ "ความกลัวว่าคนที่ตนไว้ใจจะกลับมาทำร้าย"

ทางออกที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุดคือการ “ปิดกั้นไม่ไว้ใจใครเลย”
แต่ในความเป็นจริง นั่นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนหรือก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว
เพราะการหลีกหนีความใกล้ชิดเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถรักษา บาดแผลทางใจ (Trauma) หรือลบเลือนประสบการณ์อันเจ็บปวดในวัยเด็กได้
หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง (Secure Relationships) คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะ "เริ่มไว้ใจผู้อื่น" ให้ได้ก่อน

ฟังดูเหมือนง่าย แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่มี Disorganized Attachment style เรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือการค่อย ๆ เริ่มต้นทีละก้าวโดยไม่กดดันตัวเองจนเกินไป โดยมีทางเลือกหลัก ๆ ดังนี้
1. การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) การทำงานร่วมกับนักจิตบำบัดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก

พื้นที่ปลอดภัย : นักบำบัดคือบุคคลที่คุณสามารถวางใจได้ การที่นักบำบัดสร้างความไว้วางใจให้กับคุณในความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับนักบำบัด สามารถทำให้คุณเรียนรู้การปฏิสัมพันธ์ที่ดี สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจในตัวตนของคุณได้

การทำความเข้าใจ : ไม่เพียงแค่ต้องเข้าใจ แต่ต้องเข้าถึงและไว้วางใจกัน ความเข้าใจต่อ Disorganized Attachment style มีความละเอียดอ่อน แต่เมื่อทำสำเร็จ(ตามข้อที่กล่าวมา) พวกเขาจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะไว้วางใจและเปิดใจให้กับนักบำบัด ที่จะพูดถึงประสบการณ์เลวร้าย ความรู้สึกไม่ดีในจิตใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปลี่ยนแปลงและเยียวยาบาดแผล
2. การเยียวยาด้วยตนเอง (Self-Healing) หากคุณยังไม่พร้อมพบผู้เชี่ยวชาญ การเยียวยาด้วยตัวเองเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ลดความกดดัน : วิธีนี้จะไม่บีบคั้นจิตใจคุณจนเกินไป เพราะคุณยังไม่ต้องฝืนใจไปเชื่อใจคนแปลกหน้า (นักบำบัด) ในทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากแต่เข้าใจได้มาก ๆ เช่นกัน การเรียนรู้ที่จะลดความกดดันเมื่อหวาดกลัวในความสัมพันธ์ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขทุกอย่าง แต่มันจะพอประคับประคองความรู้สึกและความสัมพันธ์ของตนเองได้

เรียนรู้ที่จะปลอบประโลมตัวเอง : คุณอาจจะต้องเจอความผิดหวังมากมาย รู้สึกเสียใจ ผิดหวังกับตนเอง และหวาดกลัวทางความสัมพันธ์ หากการไปพบนักบำบัดเป็นเรื่องที่ยังยากสำหรับคุณอยู่ การฝึกฝนที่ดูแลจิตใจของตนเอง เป็นสิ่งหนึ่งที่พอจะบรรเทาความรู้สึกไม่ดีของคุณได้

แต่อย่างไรก็ตาม Disorganized Attachment style ของแต่ละคนอาจมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน หากเกิดผลประทบร้ายแรงต่อชีวิตหรือความรู้สึก การพบนักบำบัดยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเสมอ
บทความนี้มีการลดทอนและเสริมเนื้อหาบางส่วนจากความเห็นและประสบการณ์ของผมเพิ่มเติม จากเนื้อหักที่ทำการแปลมา

ต้นฉบับ : https://www.attachmentproject.com/blog/disorganized-attachment/

Sources:
Ainsworth, MD, Bell, SM.(1970). Attachment, exploration, and separation: Illustrated by the behavior of one-year-olds in a strange situation. Child Development, 41(1), 49-67.

Bowlby, J.(1982). Attachment and Loss: Volume 1 Attachment. 2nd ed. New York: Basic Books.

Mikulincer, M., Shaver, P.R. (2007). Attachment in Adulthood: Structure, Dynamics, and Change. Guilford Press.

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

เมื่อสิ่งที่ไม่ปลอดภัย มาในรูปแบบความปลอดภัยเมื่อเราเติบโตขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายสร้างความวิตกกังวล หรือ มีความอันต...
05/01/2026

เมื่อสิ่งที่ไม่ปลอดภัย มาในรูปแบบความปลอดภัย
เมื่อเราเติบโตขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เลวร้าย
สร้างความวิตกกังวล หรือ มีความอันตราย

จิตใจของเราจะเริ่มใช้กลไกการป้องกันตนเอง
เพื่อให้เราสามารถรับมือหรือมีชีวิตรอดทางความรู้สึก
ในขณะที่เราเติบโต กลไกเหล่านี้ไม่ได้หายไป
แล้วยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลิกภาพ

ส่งผลต่อความเชื่อในการดำเนินชีวิต
การรับรู้ตัวตนของตนเอง
และความรู้สึกที่มีต่อตนเอง
เมื่อพวกเขาเหล่านี้เจอสถานการณ์เดิม ๆ
แม้มันจะแย่ แม้มันจะกังวลใจ
แม้มันจะดูเลวร้าย
แม้มันอาจจะดูอันตราย

แต่เมื่อประสบการณ์ชีวิตผ่านเรื่องเหล่านี้
การเติบโตทางจิตใจเกิดขึ้นผ่านสิ่งเหล่านี้

ความสามารถ และ ความคุ้นชิน
ที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
ความเป็นจริงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ปลอดภัย
ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

แต่พวกเขาอาจจะรู้สึกสบายใจมากกว่า
ที่มันเป็นในแบบที่พวกเขาเคยเจอ

เพราะแม้จะกังวลแต่ก็คุ้นชินที่จะรับมือ
รู้ว่าต้องทำตัวยังไง จัดการยังไง
ในทางกลับกัน ความเชื่อมโยงของบุคลิกภาพนี้ที่เข้ากันกับสถานการณ์เลวร้ายและน่าวิตกกังวลต่าง ๆ

ก็อาจจะรู้สึกไม่ปลอดภัย
เมื่อเจอความปลอดภัยจริง ๆ

เพราะพวกเขารู้สึกไม่คุ้นชิน
และอาจจะขัดแย้งกับความเชื่อในตนเอง

เนื่องจากไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงในสถานการณ์นี้
พร้อมกับไม่แน่ใจเลยว่ามันปลอดภัยจริงไหม
เดิมทีในตัวตนของเขา ก็มีทั้งความกลัว และ ความวิตกกังวลอยู่แล้ว แต่พอจะรับมือและปรับตัวได้ ด้วยกลไกการป้องกันตนเอง

เมื่อเจอสิ่งที่ปลอดภัย และรู้สึกกังวลใหม่
ความกังวลใหม่รวมตัวกับความกังวลเดิม

ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นชิน
ในสถานการณ์ที่ไม่รู้จะประเมินยังไง
ในสภาวะที่ไม่รู้ว่าจะเชื่อใจได้อย่างไร

ความปลอดภัยจึงกลายเป็นความไม่ปลอดภัย
แม้สิ่งนี้เกิดขึ้นด้วยความซับซ้อนทางบุคลิกภาพ
ที่มีเบื้องหลังเป็นประสบการณ์ชีวิตที่แสนเจ็บปวด

แต่ก็ใช่ว่าชีวิตแบบนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้

มันอาจจะยากที่จะทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง
หากความซับซ้อนของกลไกทางจิตนี้
กำลังเป็นประตูที่ปิดซ่อนบาดแผลในจิตใจที่แสนเจ็บปวดเอาไว้
โจทย์ของนักจิตไม่ใช่การทำให้เคสเชื่อว่า
#สิ่งนี้ปลอดภัยนะ คุณควรรู้สึกปลอดภัย
หรือมองข้ามความวิตกกังวลและความกลัวตัวเอง

การทำให้เคสได้มองเห็นการพัฒนาบุคลิกภาพ
การเชื่อมโยงกันของโครสร้างทางจิตใจ

+ ประสบการณ์ในอดีต
+ ชีวิตในวัยเด็ก
+ ความสัมพันธ์ในชีวิต
+ บาดแผลทางจิตใจ
+ การใช้กลไกการป้องกันตนเอง
+ การพัฒนาตัวตนจากอดีตสู่ปัจจุบัน
การที่เคสได้เห็นและเข้าใจว่า
สิ่งต่าง ๆ ส่งผลต่อกันและกันอย่างไร
แล้วมันทำให้ตัวเขาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

จะทำให้เคสเข้าใจได้ว่า
ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่ปลอดภัย
เมื่อตนเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย

การได้รับรู้และรู้จักตัวเองในพาร์ทนี้มากขึ้น
คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการทำงานกับนักจิต
เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น เคสจะรับมือกับตัวเองได้ดีขึ้น
เคสก็จะเริ่มมีความพร้อมในการสำรวจตัวเอง
เพื่อเข้าใจความรู้ , บุคลิดภาพ , กลไกการป้องกันตนเอง และ ตัวตนของเคสเองได้ชัดเจนมากขึ้น

เมื่อเคสสามารถปลดล็อคตัวเอง
จากกลไกการป้องกันตนเองชุดเดิม
ที่เคยช่วยเขาไว้ในอดีต

ได้รับความเข้าใจ มีพื้นที่ให้กับบาดแผล
เคสจะมีพื้นที่ทางจิตใจให้กับตัวเองเพิ่มขึ้น
เมื่อถึงจุดนี้เคสจะตระหนักได้ว่า
ตัวตนของเขาเป็นอย่างไร
สิ่งรอบข้างมีอะไรที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัยบ้าง

แล้วตัวเขาจะเริ่มต้นใหม่ในการใช้ชีวิตอย่างไร
เพื่อให้ตัวเองเป็นคนใหม่ที่ได้ใช้ชีวิตต่อ

ความไม่ปลอดภัยก็จะได้รับการคลี่คลาย
ความปลอดภัยจะไม่ใช่ความอันตราย
การใช้ชีวิตที่รู้สึกสบายใจ ก็จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

Trust.นักจิตวิทยากาปรึกาษา

รูปแบบความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Attachment)รูปแบบความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Attachment) หรือที่ในวัยเด็กเ...
03/01/2026

รูปแบบความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Attachment)

รูปแบบความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Attachment) หรือที่ในวัยเด็กเรียกว่า "ภาวะวิตกกังวล-หลีกเลี่ยง" (Anxious-Avoidant)

คือหนึ่งในสามประเภทหลักของความผูกพันแบบไม่มั่นคง (Insecure Attachment) ในวัยผู้ใหญ่ตามหลักจิตวิทยา

แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของผู้ที่มีลักษณะนี้จะดูมีความมั่นใจและพึ่งพาตนเองได้สูง แต่ในระดับจิตไร้สำนึก(unconscious) มักเผชิญกับความยากลำบากในการบริหารจัดการอารมณ์และความใกล้ชิดกับผู้อื่น
Avoidant Attachment ในผู้ใหญ่
อาจดูเหมือนมีความมั่นใจในตนเองและพึ่งพาตนเองได้จากภายนอก

เนื่องจาก Avoidant Attachment ทำให้มีความอดทนต่ำต่ออารมณ์หรือความขัดแย้งความใกล้ชิดทางกายภาพและบางครั้งก็ประสบปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ในสถานที่ทำงานผู้ใหญ่ที่มี Avoidant Attachment มักถูกมองว่าเป็นคนอิสระ ชอบอยู่คนเดียว อย่างไรก็ตาม ด้วยความพึ่งพาตนเองได้ พวกเขาอาจประสบความสำเร็จสูงได้เช่นกัน
เราต่าง ‘โหยหา’ ความรักและความเอาใจใส่ ทำไม? เพราะความใกล้ชิดทางอารมณ์มีข้อดีมากมาย กล่าวคือ เราสามารถแบ่งปันความคิดและความรู้สึกได้อย่างเปิดเผย

เราได้รับการสนับสนุนและให้กำลังใจ เรารู้สึกว่ามีคนรับฟัง ชื่นชม และให้คุณค่า และด้วยเหตุนี้ เราจึงรู้สึกสงบและปลอดภัย

ความใกล้ชิดทางอารมณ์สามารถมอบความรู้สึกมั่นคงให้กับเราได้ – เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง เรามีใครสักคนให้พึ่งพา หากเรารู้สึกปลอดภัยและได้รับการยอมรับจากผู้อื่น เราก็จะสามารถรักษาความเคารพตนเองและมองโลกในแง่ดีได้มากขึ้นด้วย

หากคุณเป็นคนที่ต้องการความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและต้องการพึ่งพาผู้อื่น (และให้ผู้อื่นพึ่งพาคุณ) คุณอาจเคยสงสัยว่าทำไมบางคนถึงขาดความปรารถนาพื้นฐานเหล่านี้ พวกเขาทำได้อย่างไร?

ความจริงก็คือ บ่อยครั้งนี่ไม่ใช่การเลือกโดยตั้งใจ วิธีที่เราสร้างความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับวิธีที่เราสร้างความผูกพันทางสังคมครั้งแรกในวัยเด็กกับผู้ดูแลของเรา
#จุดกำเนิดในวัยเด็ก : รากฐานของความไม่มั่นใจ
ทฤษฎีความผูกพันของ จอห์น โบว์ลบี (John Bowlby) ระบุว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ดูแลในช่วงปฐมวัยคือพิมพ์เขียวในการสร้างความสัมพันธ์เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ปัจจัยจากผู้ดูแล : มักเกิดจากผู้ดูแลที่มีลักษณะเข้มงวด ห่างเหินทางอารมณ์ หรือละเลยต่อความต้องการทางความรู้สึกของเด็ก เมื่อเด็กแสดงออกถึงความเศร้า ความกลัว หรือแม้แต่ความตื่นเต้น ผู้ดูแลมักจะเพิกเฉย ตีตัวออกห่าง หรือตำหนิให้เด็กต้อง "เข้มแข็ง" และ "พึ่งพาตนเอง"

กลไกการปรับตัวของเด็ก : เมื่อความต้องการความรักและการปกป้องถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ เด็กจะเรียนรู้ที่จะ "ปิดสวิตช์" ทางอารมณ์ เพื่อป้องกันตนเองจากความผิดหวัง พวกเขาจะสรุปโดยสัญชาตญาณว่าผู้อื่นพึ่งพาไม่ได้ และการแสดงความอ่อนแอเป็นเรื่องอันตราย
#ลักษณะในวัยผู้ใหญ่
ผู้ที่มี Avoidant Attachment มักมีพฤติกรรมที่โดดเด่นทั้งในด้านส่วนตัวและการทำงาน ดังนี้:

บุคลิกภาพภายนอกและการทำงาน
ความเป็นอิสระสูง : มักเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เนื่องจากพึ่งพาตนเองได้ดีและชอบทำงานคนเดียว

ทักษะทางสังคม : มักเข้าสังคมเก่ง มีเพื่อนฝูงหรือคู่เดทมากมาย แต่ความสัมพันธ์เหล่านั้นมักคงอยู่ในระดับ "ผิวเผิน"
พฤติกรรมในความสัมพันธ์ (The "Wall" Effect)
เมื่อความสัมพันธ์เริ่มมีความลึกซึ้งหรือใกล้ชิดมากขึ้น ผู้ที่มีภาวะหลีกเลี่ยงมักจะมีพฤติกรรมต่อไปนี้

สร้างระยะห่าง : รู้สึกอึดอัดเมื่อต้องเปิดเผยความรู้สึกหรือเผชิญกับความขัดแย้ง

ตำหนิคู่ครอง : พยายามหาข้อบกพร่องเล็กน้อยในตัวคู่ครองเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการถอยห่าง

ปิดกั้นทางอารมณ์ : เมื่อรู้สึกถูกรุกรานพื้นที่ส่วนตัว จะปลีกตัวออกไปทันทีเพราะกลัวการสูญเสียอิสระ
#ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับ Avoidant Attachment

คำถามที่พบบ่อยคือ "คนที่มี Avoidant Attachment ไม่ได้ต้องการความรักใช่หรือไม่?"

คำตอบคือ #ไม่ใช่

มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานในการเชื่อมต่อทางอารมณ์เพื่อให้รู้สึกปลอดภัยและเห็นคุณค่าในตนเอง

แต่สำหรับผู้ที่มี Avoidant Attachment
พวกเขาเพียง "ไม่รู้วิธี" ที่จะเข้าถึงความใกล้ชิดนั้น
และมองว่าความรักเป็นสิ่งที่อาจนำมาซึ่งการถูกปฏิเสธเหมือนในอดีต
#การเปลี่ยนแปลง

แม้รูปแบบความผูกพันจะถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก แต่สามารถพัฒนาไปสู่ รูปแบบความผูกพันแบบมั่นคง (Secure Attachment) ได้ผ่านกระบวนการดังนี้ :

การตระหนักรู้ตนเอง (Self-Awareness) : สังเกตความรู้สึกทางกายและอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มมีความใกล้ชิด ฝึกถามตนเองว่า "ฉันรู้สึกอย่างไร?" และ "ฉันต้องการอะไร?"

การสื่อสารความต้องการ : ฝึกแสดงความต้องการทางอารมณ์ทีละน้อย แทนการปิดกั้นหรือเดินหนี

การบำบัดทางจิตวิทยา : การปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการทำความเข้าใจบาดแผลในอดีตและปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองใหม่

ความสม่ำเสมอ : การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากตนเองและคนรอบข้าง
การมี Avoidant Attachment ไม่ใช่ความผิด
แต่เป็น "กลไกการป้องกันตัวเอง"
ที่หลงเหลือมาจากวัยเด็ก

การเปิดใจเรียนรู้ที่จะไว้วางใจผู้อื่นอีกครั้งอาจดูน่ากลัว
แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและมีความหมายอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การมีคู่ครองหรือคนรัก
ที่เข้าใจและยอมรับ Avoidant Attachment
เป็นสิ่งที่สำคัญ

ไม่ใช่เพียง Avoidant Attachment ตามตำรา
แต่มองเห็นรูปแบบพฤติกรรมคู่ของตนเอง
ว่ามีพฤติกรรมแบบใด ที่สะท้อน Avoidant Attachment ภายในตัวตนของเขา

ในขณะเดียวกัน การระมัดระวังคู่ครองหรือคนรัก ที่ทำร้ายตัวตนของตนเองที่มี Avoidant Attachment ก็มีความสำคัญ

เพราะจะนำไปสู่ toxic relationship
ซึ่งสามารถทำให้ Avoidant Attachment ทำงานได้แข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม
ต้นฉบับ : https://www.attachmentproject.com/blog/avoidant-attachment-style/

Sources:
Ainsworth, MD, Bell, SM.(1970). Attachment, exploration, and separation: Illustrated by the behavior of one-year-olds in a strange situation. Child Development, 41(1), 49-67.

Bowlby, J.(1982). Attachment and Loss: Volume 1 Attachment. 2nd ed. New York: Basic Books.

Mikulincer, M., Shaver, P.R. (2007). Attachment in Adulthood: Structure, Dynamics, and Change. Guilford Press.

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

02/01/2026

สปอยล์บทความใหม่ที่จะลงพรุ่งนี้ตอน 10 โมงฮะ
เรื่อง : Avoidant Attachment style
ใครอยากอ่านตัวเต็มทีเดียวข้ามได้เลยฮะ

ถ้าใครอยากอ่าน concept ก่อน
หรือใครชอบอ่านเนื้อหาที่ไม่ยาวมาก
โพสต์นี้เหมาะครับ ก็ไปกันต่อเลยฮะ
🧱 เมื่อ "กำแพง" คือหน้ากากของความกลัว: รู้จัก Avoidant Attachment
เคยสงสัยไหม? ทำไมบางคนยิ่งเราเข้าใกล้ เขายิ่งถอยห่าง... ภายนอกดูเก่ง มั่นใจ พึ่งพาตนเองได้สุดๆ แต่พอเป็นเรื่อง "ความรู้สึก" เขากลับปิดประตูใส่เราทันที

นี่ไม่ใช่ว่าเขาไม่รัก แต่อาจเป็นอาการของ Avoidant Attachment หรือ ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง ครับ

______________

🚩 เช็กลิสต์! อาการแบบไหนเข้าข่าย "สายหลีก"
หวงพื้นที่ส่วนตัวมาก: จะรู้สึกอึดอัดทันทีถ้าความสัมพันธ์เริ่ม "ลึกซึ้ง" หรือใกล้ชิดเกินไป

พึ่งพาตัวเองเป็นหลัก: มักคิดว่า "ทำเองดีกว่า" ไม่ชอบขอความช่วยเหลือจากใคร

ปิดสวิตช์อารมณ์: เมื่อมีความขัดแย้ง จะเลือกเดินหนี หรือนิ่งเงียบ แทนการเคลียร์

หาข้ออ้างเพื่อถอยห่าง: ชอบมองหาข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ของคนรัก เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการรักษาความโดดเดี่ยวของตัวเอง

______________

👶 รากฐานที่มาจาก "วัยเด็ก"
เรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกโดยตั้งใจ แต่มันคือ "กลไกการเอาตัวรอด"

ตอนเด็กๆ เมื่อเขาร้องไห้หรือต้องการความรัก มักถูกผู้ดูแลละเลย หรือบอกให้ "ต้องเข้มแข็ง"

เด็กจึงเรียนรู้ว่า "การแสดงความอ่อนแอคืออันตราย" และ "ผู้อื่นพึ่งพาไม่ได้"

โตมาจึงสร้างกำแพงขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองจากความผิดหวังซ้ำเดิม

______________

💡 ความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด
คนกลุ่มนี้ "ไม่ได้เกลียดความรัก" มนุษย์ทุกคนยังโหยหาการยอมรับและความปลอดภัย แต่พวกเขาแค่ "ไม่รู้วิธี" เชื่อมต่อกับคนอื่น และมองว่าความรักมาพร้อมความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธ

🌱 วิธีทลายกำแพง (ฉบับค่อยเป็นค่อยไป)
ตระหนักรู้: ฝึกสังเกตตัวเองว่าเริ่ม "ถอยหนี" ตอนไหน และความรู้สึกจริงๆ คืออะไร

ฝึกสื่อสาร: ลองพูดความต้องการออกมาทีละนิด แทนการหายไปเฉยๆ

เลือกคนข้างๆ: การมีคู่ครองที่เข้าใจ ไม่กดดัน และไม่ซ้ำเติมบาดแผลเดิม จะช่วยให้กำแพงค่อยๆ พังลงได้

______________

สรุป: การเป็นคนขี้หลีกเลี่ยงไม่ใช่ความผิด แต่มันคือบาดแผลที่รอการเยียวยา การเปิดใจอาจจะน่ากลัว แต่มันคือทางเดียวที่จะนำไปสู่ความรักที่มั่นคงและมีความหมายจริงๆ ครับ

#จิตวิทยา #ความสัมพันธ์ #สุขภาพจิต

ทั้งหมดนี้ ย่อความและสรุปจาก Gemini AI ครับ
ผมไม่ได้ดัดแปลงการย่อและสรุปใด ๆ

สำหรับคนที่ชอบอ่านอะไรสั้น ๆ ฮะ
จะได้ไม่พลาดสาระสำคัญกัน

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

Anxious Attachment รูปแบบความสัมพันธ์แบบวิตกกังวลAnxious attachment เป็น 1ใน 4 attachment styles (รูปแบบความสัมพันธ์) สิ...
02/01/2026

Anxious Attachment รูปแบบความสัมพันธ์แบบวิตกกังวล

Anxious attachment เป็น 1ใน 4 attachment styles (รูปแบบความสัมพันธ์)

สิ่งนี้เกิดขึ้นจากพัฒนาการในช่วงวัยเด็ก
บ่อยครั้งที่ anxious attachment
เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกันกับสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ
การมี low self-esteem
ส่งผลให้เกิดความกลัวอย่างมากต่อการถูกปฏิเสธหรือถูกทอดทิ้ง และรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์เป็นสัญญาณทั่วไปของ anxious attachment

แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายาม แต่บุคคลที่มีปัญหาแบบ anxious attachment สามารถพัฒนาไปสู่ secure attachment style (รูปแบบความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยได้) เมื่อเวลาผ่านไปและมีปัจจัยที่เหมาะสม
ก่อนอื่น เรามาทำความรู้สึก Attachment Theory (ทฤษฎีความผูกพันธ์) กันก่อน โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ. 1950

ทฤษฎีนี้ถูกพัฒนาโดย John Bowlby ในช่วงปี 1950 ซึ่งระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ดูแล (Caregiver) คือรากฐานสำคัญที่กำหนดวิธีการที่บุคคลนั้นจะมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไปตลอดชีวิต

Secure Attachment (ความผูกพันแบบมั่นคง) : เกิดจากผู้ดูแลที่ตอบสนองต่อความต้องการทางอารมณ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะไว้วางใจผู้อื่นและเห็นคุณค่าในตัวเอง

Insecure Attachment (ความผูกพันแบบไม่มั่นคง) : เกิดเมื่อเด็กไม่ได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม นำไปสู่การรับรู้ความสัมพันธ์ที่คลาดเคลื่อน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักในวัยผู้ใหญ่ ได้แก่ :

1.Anxious-Preoccupied : วิตกกังวลหรือหมกมุ่น

2.Dismissive-Avoidant : หลีกเลี่ยงหรือไม่แยแส

3.Fearful-Avoidant (Disorganized) : หวาดกลัวหรือสับสน
สาเหตุของการเกิด Anxious Attachment ในเด็ก
ปัจจัยหลักที่หล่อหลอมให้เกิดความผูกพันแบบวิตกกังวลคือ "การเลี้ยงดูที่ไม่สอดคล้องสม่ำเสมอ" (Inconsistent Parenting) ได้แก่ :

1.การตอบสนองที่คาดเดาไม่ได้: บางครั้งผู้ดูแลให้ความรักอย่างเต็มที่ แต่บางครั้งกลับเพิกเฉย ทำให้เด็กเกิดความสับสนและไม่มั่นใจว่าพฤติกรรมแบบใดจะได้รับการตอบสนอง

2.ความหิวโหยทางอารมณ์ (Emotional Hunger): ผู้ดูแลใช้เด็กเป็นเครื่องมือตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของตนเอง เช่น การปกป้องที่มากเกินไป (Overprotective) หรือการรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวเพื่อให้ตนเองรู้สึกเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ

3.วงจรพฤติกรรมส่งต่อรุ่นสู่รุ่น : บ่อยครั้งที่ผู้ดูแลเองก็มีรูปแบบ Anxious Attachment และส่งต่อพฤติกรรมนี้มายังบุตรหลานโดยไม่รู้ตัว

4.ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ: เช่น การถูกล่วงละเมิดทางร่างกายและจิตใจ หรือการต้องแยกจากผู้ดูแลอย่างกะทันหันในวัยเด็ก
ผู้ใหญ่ที่มี anxious attachment style เป็นอย่างไร
มีลักษณะเด่นที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ดังนี้ :

1.การมองเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ (Low Self-Esteem) : แม้จะมองผู้อื่นในแง่ดี แต่กลับประเมินค่าตัวเองต่ำ และต้องการการยืนยัน (Reassurance) จากคนรักตลอดเวลาว่าตนเองยังเป็นที่รักและดีพอ

2.ความกลัวการถูกทอดทิ้ง (Fear of Abandonment) : มีความไวต่อสัญญาณการปฏิเสธสูงมาก หากคนรักไม่ตอบสนองเพียงเล็กน้อยอาจเกิดอาการวิตกกังวล ตีโพยตีพาย หรือตำหนิตัวเอง

3.พฤติกรรมยึดติด (Clinginess) : มีความต้องการใกล้ชิดทางอารมณ์สูง ไม่สามารถอยู่ลำพังได้ และมักแสดงอาการหึงหวงหรือสงสัยในตัวคู่ครองเนื่องจากความไม่มั่นใจ
การปรับเปลี่ยนสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคง (Healing & Growth)
แม้รูปแบบความสัมพันธ์จะถูกฝังรากมานาน แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยวิธีการดังนี้อ :

1.การเลือกคู่ครอง : การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่มี Secure Attachment จะช่วยให้บุคคลที่วิตกกังวลค่อย ๆ รู้สึกปลอดภัยและมั่นคงขึ้นผ่านประสบการณ์จริง

2.การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) : วิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของตนเองและทำความเข้าใจปมในวัยเด็ก เพื่อแยกแยะว่าความกลัวในปัจจุบันคือ "เงาจากอดีต" ไม่ใช่ความจริงของปัจจุบัน

3.การบำบัดทางจิตวิทยา : การทำงานร่วมกับนักบำบัดจะช่วยให้สามารถปรับกระบวนการคิดและพฤติกรรมได้อย่างเป็นระบบ

4.ความสม่ำเสมอ : การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการฝึกฝนการดูแลใจตัวเองและการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับคนรัก
การมี Anxious Attachment ไม่ใช่โรคทางจิต แต่เป็นรูปแบบการตอบสนองที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีต การทำความเข้าใจและยอมรับจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มีความสุขและยั่งยืนยิ่งขึ้น

คู่รักในความสัมพันธ์เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมาก หากคู่รักเป็นปัจจัยที่กระตุ้นความ anxious ในจิตใจ อาจทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง attachment style ได้ หรือ อาจจะส่งผลทางลบแบบอื่น

เช่น ทำให้เราความ anxious รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม , พัฒนาพฤติกรรม toxic ในความสัมพันธ์ หรือ เป็นจาก Anxious Attachment เป็น Disorganized Attachment style

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

sexual harassment กับ กฎหมายที่ครอบคลุมมากขึ้นในประเทศไทยsexual harassment คืออะไร ?Sexual Harassment (การคุกคามทางเพศ) ...
02/01/2026

sexual harassment กับ กฎหมายที่ครอบคลุมมากขึ้นในประเทศไทย

sexual harassment คืออะไร ?

Sexual Harassment (การคุกคามทางเพศ) คือ การกระทำหรือพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ใดๆ ที่มีลักษณะทางเพศ (วาจา, กายภาพ, ท่าทาง, หรือทางออนไลน์) ซึ่งทำให้ผู้รับรู้สึกอับอาย ขุ่นเคือง ถูกข่มขู่ หรือไม่สบายใจ เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีบุคคลและสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย หรือส่งผลกระทบต่องาน การเรียน หรือชีวิตประจำวัน.
________________________________________

รูปแบบของ Sexual Harassment
การคุกคามทางเพศมีหลายรูปแบบ ไม่จำกัดแค่การสัมผัส :
วาจา (Verbal): คำพูดส่อเสียด, มุกตลกเกี่ยวกับเพศ, การแสดงความคิดเห็นเรื่องร่างกาย, การถามเรื่องเพศส่วนตัว, การส่งข้อความ/อีเมลที่มีเนื้อหาทางเพศ
ท่าทาง/สายตา (Visual): การมองจ้องอย่างหื่นกาม (มองตั้งแต่หัวจรดเท้า), การทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ย, การแสดงท่าทางลามก, การส่งภาพที่มีเนื้อหาทางเพศ
ร่างกาย (Physical): การสัมผัสที่ไม่พึงประสงค์, การโอบกอด, การตบเบาๆ, การลูบไล้, การกอด, การสัมผัสอวัยวะเพศ, การพยายามใกล้ชิดเกินจำเป็น.
ทางออนไลน์ (Online/Cyber): การส่งข้อความหรือคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาทางเพศ, การส่งภาพโป๊, การติดตามหรือสะกดรอยตามในโลกออนไลน์ (Textual Harassment)
________________________________________

ลักษณะสำคัญ
- ไม่พึงประสงค์ (Unwanted): ผู้ถูกกระทำไม่ยินยอมและรู้สึกไม่สบายใจ.
- หลากหลายรูปแบบ: อาจเกิดขึ้นครั้งเดียวหรือซ้ำๆ
- อาจมีเจตนาหรือไม่: ไม่ว่าผู้กระทำจะอ้างว่า "แค่ล้อเล่น" หากผู้ถูกกระทำรู้สึกไม่ดี ก็ถือเป็นการคุกคาม
- ผิดกฎหมาย: การคุกคามทางเพศถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นการเลือกปฏิบัติรูปแบบหนึ่ง

________________________________________

กฎหมายฉบับใหม่มีผลครอบคลุมอย่างไร ?

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 เพิ่มความผิดฐาน “คุกคามทางเพศ” อย่างเป็นทางการ มีผลบังคับใช้แล้วทันที

#สาระสำคัญ
กฎหมายฉบับนี้ถูกตราขึ้นเพื่อแก้ไขช่องว่างของกฎหมายเดิม โดยเพิ่มเติมความผิดที่เกี่ยวกับการคุกคามในที่สาธารณะ หรือการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญทางเพศ ซึ่งเดิมอาจจะลงโทษได้เพียงลหุโทษเบา ๆ ให้มีระวางโทษที่เหมาะสมขึ้น

เพื่อคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และป้องกันการกระทำที่ส่อไปในทางล่วงละเมิดทางเพศที่ไม่ถึงขั้นชำเราหรืออนาจารรุนแรง แต่สร้างความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ
ส่วนสำคัญในกฎหมาย

การแก้ไขที่สำคัญ (มาตรา 397/1)
ไฮไลท์สำคัญของฉบับที่ 30 คือการเพิ่ม มาตรา 397/1 เพื่อเอาผิดกับการคุกคามทางเพศโดยเฉพาะ ดังนี้:

"ผู้ใดกระทำการคุกคามทางเพศต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำด้วยวาจา ท่าทาง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่ส่อไปในทางล่วงละเมิดทางเพศ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นได้รับความอับอาย หรือเดือดร้อนรำคาญ..."
พฤติกรรมที่เข้าข่ายความผิด:

#ทางวาจา : การแซว การพูดจาสองแง่สองง่าม การวิจารณ์สรีระในเชิงชู้สาว
#ทางท่าทาง : การจ้องมองอวัยวะบางส่วน (สายตาแทะโลม) การทำสัญลักษณ์มือ หรือท่าทางที่สื่อถึงการร่วมเพศ
#ทางช่องทางอื่น : การส่งข้อความ , รูปภาพ , หรือ คลิปวิดีโออนาจารผ่านโซเชียลมีเดีย (Cyber Harassment) โดยที่ผู้รับไม่ยินดี

จุดสำคัญ ยังรวมไปถึง การติดตามรังควาน หรือ การเฝ้าดู โดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอมและรู้สึกไม่ปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น เราเลิกกับแฟนไปแล้ว แต่อีกฝ่ายยังคงตามง้อ โดยมาเฝ้ารอที่ทำงาน หรือติดตามการดำเนินชีวิตของสิ่ง

การกระทำนี้ยังเข้าข่ายผิดกฎหมายอีกด้วย
________________________________________

แนวทางการดำเนินคดี

1. วิธีการเก็บหลักฐาน (สำคัญที่สุด)
กฎหมายใหม่ครอบคลุมทั้งวาจา ท่าทาง และสื่อออนไลน์ หลักฐานที่ควรเตรียมมีดังนี้:

กรณีคุกคามผ่านโซเชียล/แอปฯ:

Capture หน้าจอ: ต้องให้เห็นชื่อโปรไฟล์ (ชื่อผู้ใช้), วันที่ และเวลาที่ส่งข้อความชัดเจน

อย่าเพิ่งลบแชทหรือบล็อกทันที: เก็บประวัติการสนทนาไว้เป็นหลักฐานต่อเนื่อง

บันทึก URL/Link: ของโปรไฟล์ผู้กระทำผิดไว้ด้วย (ป้องกันกรณีเขาเปลี่ยนชื่อหรือลบแอคเคาท์)

กรณีคุกคามในที่สาธารณะ/ที่ทำงาน:

กล้องวงจรปิด (CCTV): รีบประสานขอไฟล์หรือถ่ายคลิปจากหน้าจอไว้ก่อนที่ข้อมูลจะถูกบันทึกทับ

พยานบุคคล: จดชื่อและเบอร์ติดต่อของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือผู้ที่เห็นพฤติกรรมนั้นบ่อยครั้ง

บันทึกเสียง/คลิปวิดีโอ: หากประเมินว่าปลอดภัย สามารถแอบบันทึกเสียงหรือคลิปขณะเกิดเหตุเพื่อใช้ยืนยัน "ท่าทาง" หรือ "วาจา" ได้
2. ขั้นตอนการแจ้งความดำเนินคดี
ไปที่สถานีตำรวจ: ท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือท้องที่ที่คุณนั่งเล่นมือถือแล้วได้รับข้อความคุกคาม

แจ้งความ "เพื่อดำเนินคดี": เน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่า ต้องการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ระบุมาตรา: สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ว่าขอใช้สิทธิตาม มาตรา 397/1 (คุกคามทางเพศ) ตามประมวลกฎหมายอาญาฉบับแก้ไขใหม่

ให้ปากคำ: เล่ารายละเอียดพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึก "อับอาย" หรือ "เดือดร้อนรำคาญ" โดยเน้นว่าเป็นเรื่องทางเพศ
3. สิทธิที่คุณจะได้รับตามกฎหมายใหม่
การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว: คุณมีสิทธิขอให้การสอบสวนทำในที่รัดกุม และไม่ถูกถามคำถามที่กระทบกระเทือนจิตใจจนเกินไป

ค่าเสียหาย: นอกจากการลงโทษทางอาญา (จำคุก/ปรับ) คุณสามารถปรึกษาทนายเพื่อฟ้องร้องทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดได้ด้วย

กรณีในที่ทำงาน: หากผู้กระทำเป็นหัวหน้างาน กฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายอาญาฉบับใหม่นี้จะเพิ่มโทษหนักขึ้น คุณสามารถแจ้งฝ่ายบุคคล (HR) ควบคู่ไปกับการแจ้งความได้
________________________________________

โพสต์นี้ มีการอ้างอิงเนื้อหาจาก
- sexual harassment definition ทางจิตวิทยา
- ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

ที่อยู่

279 ม. หมู่บ้านบุรีรมย์ ประชาอุทิศ 76/1 ทุ่งครุ
Bangkok
10140

เวลาทำการ

อังคาร 09:00 - 23:00
พุธ 09:00 - 23:00
พฤหัสบดี 09:00 - 23:00
ศุกร์ 09:00 - 00:00
เสาร์ 09:00 - 23:00
อาทิตย์ 09:00 - 23:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา:

แชร์

ทำไมถึงชื่อ Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

ผมเป็นคนไม่ถนัดเรื่องตั้งชื่อหรือไอเดียสร้างสรรค์เท่าไหร่ อาจจะเพราะเป็นคนที่ใช้การคิดวิเคราะห์อย่างมากมาตลอด พอจะตั้งชื่อหรือนึกชื่อให้คนจดจำก็นึกไม่ออก แต่ก็มีไอเดียว่าอยากให้เป็นชื่อที่มันเกิดขึ้นได้เพราะตัวตนของผม มีอุดมการณ์ของผมแฝงอยู่ในชื่อนั้น มีแก่นของชีวิตของผมแทรกซึมอยู่ในชื่อนั้น ทุกอย่างก็เริ่มต้นจากการทบทวนตนเอง

ผมถามตัวเองว่าตัวตนในงานปรึกษาและบำบัดของผมคือะไร ผมก็รู้สึกว่างานของเราเนี่ยบางทีมันก็ย้อนแย้งในตัวเองนะ ผมมีหน้าที่ให้ผู้รับบริการเข้าใจตัวเอง เข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของตนเองโดยที่ก้าวผ่านหน้ากากบางอย่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ชีวิตในสังคม แต่ในขณะเดียวกันนักจิตวิทยาการปรึกษาอย่างผมกลับต้องสร้างภาพพจน์บางอย่างขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการทำงาน แต่ถึงท้ายที่สุดเราก็ใช้ความจริงใจและความเป็นตัวเองพูดคุยกับผู้บริการอยู่ดี ก็เลยได้ไอเดียว่า งานของเราเนี่ยมันขับเคลื่อนผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Trust” ถ้าไม่มี Trust นี้งานเราก็ไปไหนไม่ได้ มันไม่เกิดความก้าวหน้า และเราเองก็พยายามสร้าง Trust นี้ในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้รับบริการ. ก็พูดขึ้นมาว่า “เอ้อ นี่แหละตัวตนของเราเลย” งั้นใช้ชื่อว่า Trust นี่แหละ มันใช่ที่สุดแล้ว แต่ก็รู้สึกว่ามันสั้นไปนะ ดูยังไม่อิน งั้นเอาเป็น Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา แล้วกัน ใส่หัวใจในเนื้องานเราเข้าไป ผสมผสานกับอาชีพของเรา เพื่อให้คนได้สัมผัสถึงตัวตนของเรา

.

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา มันแฝงไปด้วยอุดมการณ์และแก่นของชีวิตอย่างไร? ผมมีความเชื่อว่าที่ผู้คนยังไม่นิยมเดินมาพบนักจิตวิทยาเพื่อดูแลจิตใจตนเองนั้น เป็นเพราะพวกเขาเหล่านั้นยังขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ขาดความเข้าใจที่เป็นจริง. ผมไม่ได้อยากหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาเท่านั้น ผมมีความต้องการที่จะขับเคลื่อนวงการนักจิตวิทยาการปรึกษาและวงการสุขภาพภาพจิตในสังคมไทย ผมรู้สึกว่าเมื่อนักจิตวิทยาการปรึกษาอย่างผมหรือคนอื่น ๆ ก้าวออกมาสื่อสารกับผู้คนในสังคม สร้างความเชื่อที่ดี ความเข้าใจที่ถูกตัว ให้พวกเขาได้รับข้อมูลจากนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ได้ทำงานด้านนี้จริง ๆ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นผู้คนก็จะมีความเชื่อใหม่ ๆ ที่ดี มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ต้องมาคิดเรื่องกล้าหรือไม่กล้ามาพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพราะความกล้ามันไม่ควรมาเป็นประเด็นในการตัดสินใจ เมื่อต้องชั่งใจกับความกล้า นั่นอาจจะหมายถึงมีความกลัวบางอย่างอยู่ในใจ ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลยนะ ประเด็นที่ผู้คนควรขบคิดเรื่องที่ว่า ฉันอยากมาพบหรือไม่อยากมาพบกันแน่นะ? ฉันจะสำรวจตัวเองอย่างไรว่าควรมาพบได้หรือยัง และถ้าอยากมาพบจะไปเจอกันที่ไหนบ้าง และผู้คนในสังคมก็ควรยินดีที่เพื่อมนุษย์เลือกที่จะใส่ใจดูแลตนเอง ไม่ใช่ไปหยอกล้อซ้ำเติมตามความเชื่อเดิม ๆ ทั้งที่ในความจริงตรงหน้า “เขาเพียงแค่ดูแลจิตใจของตนเองร่วมกับนักวิชาชีพด้านสุขภาพจิต” เท่านั้นเอง!