15/02/2025
ทำไมวัยเด็กจึงสำคัญ
และผูใหญ่ควรปกป้องเด็กจากการถูกกระทำรุนแรงทั้งกายและจิตใจ
…
🧠🥲 เครียดรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก (Early life stres) เปลี่ยนแปลงการใช้ DNA (Epigenetics) เสี่ยงโรคซึมเศร้า ตอนวัยรุ่นขึ้นไป
เราเคยเขียนไปในบทความอื่นแล้วว่า ความเครียดเรื้อรัง (Chronic stress) สามารถพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้าได้ คำถามคือ ทำไมทุกคนที่เครียดเรื้อรังถึงไม่เป็น
คำตอบคือ แต่ละคนเสี่ยงไม่เหมือนกัน
ปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ส่งผลมากคือ
ความเครียดรุนแรงในวัยเด็ก (Early life stress)
นั่นเพราะในช่วงอายุน้อยกว่า 15 สมองยังมีคงมีความพัฒนาการต่อเนื่อง ทั้งการแตกแขนงของเซลล์ประสาท (neuroplasticity), การลดการแตกแขนงที่ไม่จำเป็น (neuronal pruning)
ซึ่งสมองส่วนที่มีการพัฒนามากๆ คือ Prefrontal cortex (การคิด/การยับยั้งชั่งใจ), Hippocampus (จดจำ/เรียนรู้), Amygdala (การตอบสนองเชิงอารมณ์) ซึ่งทั้ง 3 จุด มักเป็นจุดหลักๆ ในโรคซึมเศร้าที่เปลี่ยนแปลง
ซึ่งช่วงที่เสี่ยงที่สุดจะเป็นช่วง 0-7 ปีแรก และนี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมปัจจัยทางครอบครัวถึงสำคัญมากๆค่ะ
ตัวอย่างความเครียดรุนแรงที่พบเป็นเหตุได้บ่อย
▪️ การเจ็บป่วยเรื้อรัง จะเป็นแนวๆ เด็กต้องนอน รพ. บ่อยๆ รุนแรงบ่อยๆ
▪️ การทำร้ายร่างกายเด็ก (Child abuse)
▪️ การทำร้ายเชิงอารมณ์รุนแรง เช่น การตะคอกรุนแรงเป็นประจำ โดยเฉพาะไปในทางข่มขู่ถึงที่รุนแรง, การทำให้อับอายรุนแรง
▪️ การถูกทอดทิ้ง มักพบในครอบครัวที่มีการหย่าร้างและให้การดูแลบุตรหลังจากนั้นไม่ดี
▪️ การถูกบูลลี่ที่โรงเรียนในระดับรุนแรงและต่อเนื่อง
▪️ ผ่านชีวิตช่วงสงครามและความอดอยาก
เมื่อสมองถูกใช้งานหนักตั้งแต่เด็ก มีการเปิดใช้งาน stress response ตลอดเวลา ซ้ำไปซ้ำมา จะทำให้บรรดาเซลล์ประสาทเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับ DNA ด้วย 2 กลไกที่สำคัญ
🧬 DNA methylation: ยีนบางยีนจะถูกสารเล็กๆ ชื่อ Methyl มาแปะไว้ แล้วโดนปิดผนึกการทำงาน, บางยีนมีสารนี้แปะน้อยลง ทำให้ทำงานมากขึ้น
🧬 microRNA: มีการสร้างสาร microRNA มากขึ้น ซึ่งสารนี้จะเล็งทำลาย mRNA ที่กำลังจะไปสร้างโปรตีน ทำให้ถูกสกัดดาวรุ่ง โปรตีนนั้นไม่ถูกสร้าง
จะเห็นว่าสองกลไกนี้ ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงรหัสบนสาย DNA (คือไม่ใช่ mutation) แต่เป็นการปิดผนึกแทน เรียกกลไกแบบนี้ว่า Epigenetics
เหล่ายีนที่โดนผลกระทบนี้ คือยีนที่สร้างโปรตีน…
1️⃣ ตัวรับการตอบสนองฮอร์โมน cortisol (NR3C1/GR) ที่สมองส่วน hypothalamus มีจำนวนลดลง:
ทำให้กลไกการ cortisol ไม่ามารถย้อนกลับมายับยั้งระบบที่ควบคุมตัวเองได้ (HPA-axis) ผลคือ ทำให้เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแล้วมีความเครียดเรื้อรัง จะทำให้ระดับ cortisol สูงและนานกว่าคนทั่วไป
2️⃣ สัญญาณที่ควบคุมการทำงานของตัวรับ cortisol (FKBP5) ที่สมองส่วน hypothalamus มีจำนวนลดลง:
ผลจะเหมือนกับข้อ 1 เลยค่ะ คือเครียดเรื้อรังแล้ว cortisol จะสูงและนานกว่าคนปกติ
3️⃣ สารเร่งการแตกแขนงของเซลล์ประสาท BDNF มีจำนวนลดลง:
ผลคือทำให้การแตกแขนงและการพัฒนาของเซลล์ประสาทในช่วงพัฒนาการช้าลง ถ้าโดนจุดที่เกี่ยวกับอารมณ์ ก็จะเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าในอนาคต
4️⃣ โปรตีนเคลียร์สาร serotonin (SLC6A4/SERT) มีจำนวนลดลง:
ผลคือสารสื่อประสาท serotonin ถูกเคลียร์ช้าลง กระตุ้นเซล์ประสาทมากเกินไป จนทำให้เซลล์ประสาทปลายทางลดการตอบสนองต่อ serotonin ดังนั้นหากในอนาคตมี serotonin ต่ำลง ก็จะซึมเศร้ารุนแรง
5️⃣ ตัวรับสัญญาณจาก serotonin (5-HT1RA) มีจำนวนลดลง:
ผลจะคล้ายข้อ 4 คือ serotonin จะกระตุ้นได้เบาลง
จะเห็นว่าผลลัพธ์มันจะทำให้ การพัฒนาสมองนำไปสู่ สมองที่ไวควบคุมระดับ cortisol ไม่ดี, มีสารกระตุ้น BDNF น้อย, มีแนวโน้ม serotonin ลดลง
ทำให้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แล้วเจอความเครียดเรื้อรังมา trigger แล้วมีโอกาสสูงมากที่จะพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้า
จริงๆ ไม่ใช่แค่ซึมเศร้า แต่เพิ่มความเสี่ยงหลายโรคเลย เช่น โรควิตกกังวล, โรคจิตเภท แต่กลไกจะแตกต่างกันไป
ที่น่าสนใจคือมีความแตกต่างระหว่างเพศด้วยค่ะ
▪️ ในผู้หญิงมันจะเหนี่ยวนำไปในทางสมองไวต่อการรับรู้อารมณ์เชิงลบ คือมาแนวๆ เซนซิทิฟ ไวต่อสารเชิงลบมาก เกิดอารมณ์เศร้าง่ายมาก
▪️ ส่วนผู้ชายจะเหนี่ยวไปในทางการตอบสนองต่ออารมณ์เชิง(Externalization behavior) คือจะมาแนวๆ แก้ไขปัญหา stress ด้วยวิธีอันตราย เช่น ใช้ความรุนแรง
🔮 สรุป: การได้รับ stress ในวัยเด็กรุนแรง เช่น ทำร้ายร่างกาย/ใช้ความรุนแรง/ถูกทอดทิ้ง จะปิดผนึก/เปิดผนึกยีนหลายจุด นำไปสู่การพัฒนาของสมองที่เสียระบบควบคุมฮอร์โมนเครียด/การสร้างสารกระตุ้นBDNF/วงจร serotonin ทำให้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว ปะทะความเครียดเรื้อรัง มีโอกาสสูงที่จะพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ
“ชีวิตในช่วงวัยเด็ก เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆ ค่ะ”
🧠🥲 เครียดรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก (Early life stres) เปลี่ยนแปลงการใช้ DNA (Epigenetics) เสี่ยงโรคซึมเศร้า ตอนวัยรุ่นขึ้นไป
เราเคยเขียนไปในบทความอื่นแล้วว่า ความเครียดเรื้อรัง (Chronic stress) สามารถพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้าได้ คำถามคือ ทำไมทุกคนที่เครียดเรื้อรังถึงไม่เป็น
คำตอบคือ แต่ละคนเสี่ยงไม่เหมือนกัน
ปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ส่งผลมากคือ
ความเครียดรุนแรงในวัยเด็ก (Early life stress)
นั่นเพราะในช่วงอายุน้อยกว่า 15 สมองยังมีคงมีความพัฒนาการต่อเนื่อง ทั้งการแตกแขนงของเซลล์ประสาท (neuroplasticity), การลดการแตกแขนงที่ไม่จำเป็น (neuronal pruning)
ซึ่งสมองส่วนที่มีการพัฒนามากๆ คือ Prefrontal cortex (การคิด/การยับยั้งชั่งใจ), Hippocampus (จดจำ/เรียนรู้), Amygdala (การตอบสนองเชิงอารมณ์) ซึ่งทั้ง 3 จุด มักเป็นจุดหลักๆ ในโรคซึมเศร้าที่เปลี่ยนแปลง
ซึ่งช่วงที่เสี่ยงที่สุดจะเป็นช่วง 0-7 ปีแรก และนี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมปัจจัยทางครอบครัวถึงสำคัญมากๆค่ะ
ตัวอย่างความเครียดรุนแรงที่พบเป็นเหตุได้บ่อย
▪️ การเจ็บป่วยเรื้อรัง จะเป็นแนวๆ เด็กต้องนอน รพ. บ่อยๆ รุนแรงบ่อยๆ
▪️ การทำร้ายร่างกายเด็ก (Child abuse)
▪️ การทำร้ายเชิงอารมณ์รุนแรง เช่น การตะคอกรุนแรงเป็นประจำ โดยเฉพาะไปในทางข่มขู่ถึงที่รุนแรง, การทำให้อับอายรุนแรง
▪️ การถูกทอดทิ้ง มักพบในครอบครัวที่มีการหย่าร้างและให้การดูแลบุตรหลังจากนั้นไม่ดี
▪️ การถูกบูลลี่ที่โรงเรียนในระดับรุนแรงและต่อเนื่อง
▪️ ผ่านชีวิตช่วงสงครามและความอดอยาก
เมื่อสมองถูกใช้งานหนักตั้งแต่เด็ก มีการเปิดใช้งาน stress response ตลอดเวลา ซ้ำไปซ้ำมา จะทำให้บรรดาเซลล์ประสาทเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับ DNA ด้วย 2 กลไกที่สำคัญ
🧬 DNA methylation: ยีนบางยีนจะถูกสารเล็กๆ ชื่อ Methyl มาแปะไว้ แล้วโดนปิดผนึกการทำงาน, บางยีนมีสารนี้แปะน้อยลง ทำให้ทำงานมากขึ้น
🧬 microRNA: มีการสร้างสาร microRNA มากขึ้น ซึ่งสารนี้จะเล็งทำลาย mRNA ที่กำลังจะไปสร้างโปรตีน ทำให้ถูกสกัดดาวรุ่ง โปรตีนนั้นไม่ถูกสร้าง
จะเห็นว่าสองกลไกนี้ ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงรหัสบนสาย DNA (คือไม่ใช่ mutation) แต่เป็นการปิดผนึกแทน เรียกกลไกแบบนี้ว่า Epigenetics
เหล่ายีนที่โดนผลกระทบนี้ คือยีนที่สร้างโปรตีน…
1️⃣ ตัวรับการตอบสนองฮอร์โมน cortisol (NR3C1/GR) ที่สมองส่วน hypothalamus มีจำนวนลดลง:
ทำให้กลไกการ cortisol ไม่ามารถย้อนกลับมายับยั้งระบบที่ควบคุมตัวเองได้ (HPA-axis) ผลคือ ทำให้เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแล้วมีความเครียดเรื้อรัง จะทำให้ระดับ cortisol สูงและนานกว่าคนทั่วไป
2️⃣ สัญญาณที่ควบคุมการทำงานของตัวรับ cortisol (FKBP5) ที่สมองส่วน hypothalamus มีจำนวนลดลง:
ผลจะเหมือนกับข้อ 1 เลยค่ะ คือเครียดเรื้อรังแล้ว cortisol จะสูงและนานกว่าคนปกติ
3️⃣ สารเร่งการแตกแขนงของเซลล์ประสาท BDNF มีจำนวนลดลง:
ผลคือทำให้การแตกแขนงและการพัฒนาของเซลล์ประสาทในช่วงพัฒนาการช้าลง ถ้าโดนจุดที่เกี่ยวกับอารมณ์ ก็จะเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าในอนาคต
4️⃣ โปรตีนเคลียร์สาร serotonin (SLC6A4/SERT) มีจำนวนลดลง:
ผลคือสารสื่อประสาท serotonin ถูกเคลียร์ช้าลง กระตุ้นเซล์ประสาทมากเกินไป จนทำให้เซลล์ประสาทปลายทางลดการตอบสนองต่อ serotonin ดังนั้นหากในอนาคตมี serotonin ต่ำลง ก็จะซึมเศร้ารุนแรง
5️⃣ ตัวรับสัญญาณจาก serotonin (5-HT1RA) มีจำนวนลดลง:
ผลจะคล้ายข้อ 4 คือ serotonin จะกระตุ้นได้เบาลง
จะเห็นว่าผลลัพธ์มันจะทำให้ การพัฒนาสมองนำไปสู่ สมองที่ไวควบคุมระดับ cortisol ไม่ดี, มีสารกระตุ้น BDNF น้อย, มีแนวโน้ม serotonin ลดลง
ทำให้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แล้วเจอความเครียดเรื้อรังมา trigger แล้วมีโอกาสสูงมากที่จะพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้า
จริงๆ ไม่ใช่แค่ซึมเศร้า แต่เพิ่มความเสี่ยงหลายโรคเลย เช่น โรควิตกกังวล, โรคจิตเภท แต่กลไกจะแตกต่างกันไป
ที่น่าสนใจคือมีความแตกต่างระหว่างเพศด้วยค่ะ
▪️ ในผู้หญิงมันจะเหนี่ยวนำไปในทางสมองไวต่อการรับรู้อารมณ์เชิงลบ คือมาแนวๆ เซนซิทิฟ ไวต่อสารเชิงลบมาก เกิดอารมณ์เศร้าง่ายมาก
▪️ ส่วนผู้ชายจะเหนี่ยวไปในทางการตอบสนองต่ออารมณ์เชิง(Externalization behavior) คือจะมาแนวๆ แก้ไขปัญหา stress ด้วยวิธีอันตราย เช่น ใช้ความรุนแรง
🔮 สรุป: การได้รับ stress ในวัยเด็กรุนแรง เช่น ทำร้ายร่างกาย/ใช้ความรุนแรง/ถูกทอดทิ้ง จะปิดผนึก/เปิดผนึกยีนหลายจุด นำไปสู่การพัฒนาของสมองที่เสียระบบควบคุมฮอร์โมนเครียด/การสร้างสารกระตุ้นBDNF/วงจร serotonin ทำให้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว ปะทะความเครียดเรื้อรัง มีโอกาสสูงที่จะพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ
“ชีวิตในช่วงวัยเด็ก เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆ ค่ะ”