หมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก

หมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม โรงพ เพจที่สอนการเลี้ยงลูกเชิงบวก และการเป็นพ่อแม่ที่มีความรู้คู่ความสุข เพจนี้เชื่อถือได้ และมั่นใจได้ว่า นี่คือ ของจริงค่ะ
(501)

เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี… ลูกอาจไม่ได้รับผลกระทบเพียงเรื่องเงิน แรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ของพ่อแม่ ลูกก็อาจรับไปเต็ม ๆ 😞หลายคนต้...
23/01/2026

เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี… ลูกอาจไม่ได้รับผลกระทบเพียงเรื่องเงิน แรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ของพ่อแม่ ลูกก็อาจรับไปเต็ม ๆ 😞

หลายคนต้องทำงานหนักขึ้น รู้สึกกดดันทั้งจากตัวเอง, หัวหน้า, เพื่อน และสภาพสังคมยุคAI... รู้สึกไม่มั่นคง มองเห็นอนาคตตัวเองและครอบครัวไม่ชัดเลย...

ความเครียดสะสมทุกวันแบบนี้ส่งผลกระทบทางอารมณ์พวกเราอย่างหนีไม่พ้น 😞 ... หมอเชื่อว่า พวกเราพยายามอย่างมากแล้วล่ะ ที่จะไม่ปล่อยให้อารมณ์ที่คั่งค้างพวกนี้ มาลงที่ลูก...(รู้ว่า มันยากมากๆ) ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล บางครั้งก็ไม่ได้ผล

ไม่เป็นไร เริ่มใหม่นะคะ 💪 และ อย่าลืมชื่นชมในความตั้งใจดี, พยายามของตัวเองด้วยนะ ❤️

มีสิ่งหนึ่งที่หมออยากฝากไว้ พ่อแม่อาจคิดว่าเด็กไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ ลูกไม่ใช่รู้ตัวเลขในบัญชี ลูกไมเครียดหรอก.. จริงค่ะ เด็กไม่ได้รับความเครียดจากตัวเลขในบัญชี แต่เขารับรู้ความเครียดได้ จาก “บรรยากาศในบ้าน” ค่ะ และความจริงก็คือ เด็กรู้มากกว่าที่เราคิด และรู้สึกมากกว่าที่เรานึกถึง ..........

เด็กไม่ได้รับรู้จากเรื่องราว แต่เขา “รับรู้จากคลื่นอารมณ์”

🔹 เวลาพ่อแม่เครียดเรื่องเงิน สมองของผู้ใหญ่จะอยู่ในโหมดเอาตัวรอด ทำให้หงุดหงิดง่าย โมโหเร็ว เสียงแข็งบ่อยๆ เหนื่อยล้าเร็วด้วย เมื่อเด็กเห็นพ่อแม่แบบนี้ เขาไม่ได้แปลสิ่งเหล่านี้เป็นคำว่า “เศรษฐกิจไม่ดี” แต่แปลเป็น ความรู้สึก...

> “รู้สึกว่า ต้องระมัดระวัง” (เพราะเดี๋ยวพ่อแม่หงุดงหงิด)
> “รู้สึกว่า ไม่ปลอดภัย” (เพราะคาดเดาอารมณ์พ่อแม่ไม่ได้)
และบอกตัวเองว่า “อย่าทำให้พ่อแม่เครียด” (ความเป็นเด็กก็ต้องมีไม่เชื่อฟัง ลูกจะรู้สึกผิด พอบ่อยๆ สะสมนานๆก็ซึมเศร้า)

นี่คือ toxic stress ที่ไม่ได้เกิดจากการดุแรง แต่มาเงียบ ๆจากบรรยากาศที่ตึงเครียดหลายชั่วโมงในบ้าน

🔹 แล้วเวลาพ่อแม่เครียดเรื่องเงิน เราจะเน้นเรื่อง “ประหยัด” กับ “อย่าสิ้นเปลือง” หากย้ำเน้นบ่อย ลูกจะรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระ😩

หลายบ้านอาจพูดติดปาก “พ่อแม่ไม่มีเงินนะ” “มันเปลือง” “รู้จักช่วยพ่อแม่ประหยัดบ้าง” คำพูดเหล่านี้ ไม่ผิดนะคะ ย้ำ! ไม่ผิด แต่ต้องระวัง เพราะ “ถ้าพูดโดยไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ของพ่อแม่รองรับ” เด็กจะตีความลึกลงไปที่ตนเอง

เด็กจะตีความว่า “ความต้องการของฉัน ทำให้พ่อแม่ลำบาก” เขาอาจจะเริ่ม
* เก็บความอยากไว้คนเดียว
* ไม่กล้าขอ
* หรือรู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องการอะไร

เมื่อความต้องการของฉันเป็นสิ่งไม่ดี มันจะสั่นสะเทือนการพัฒนา “ตัวตน” และ “สุขภาพจิตของเด็ก” ก็เพราะความต้องการ เป็นสิ่งปกติ ไม่ใช่ ไม่ดี...ในห้องตรวจหมอจึงพบเด็กที่ไม่ชอบตัวเองมากขึ้น พบเด็กวิตกกังวลมากขึ้น พบเด็กซึมเศร้ามากขึ้น พบเด็กเกเรมากขึ้น (เมื่อคนเราไม่ชอบตัวเอง ก็จะไม่หาสิ่งดีๆเข้าตัวเอง) ..........

พ่อแม่จะทำอย่างไรดี

🔸 เรื่อง “ประหยัด” เราควรพูดนะคะ ไม่จำเป็นต้องปิดบัง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเนื้อหา คือ “ความหมายที่เด็กได้รับ”

:: พ่อแม่อาจพูดว่า
“ช่วงนี้บ้านเรา อยากใช้เงินระมัดระวังมากขึ้น”

“ของบางอย่างเราต้องเลือก ไม่ใช่เพราะหนูไม่สำคัญ แต่เพราะเราต้องดูแลบ้านทั้งหลัง”

“ความอยากเป็นเรื่องปกตินะ เดี๋ยวเรามาช่วยกันคิดว่าจะจัดการยังไงดี” (รับฟังลูกให้เยอะๆ หากยังให้ไม่ได้ ลูกก็ยังรู้สึกดีที่พ่อแม่รับฟัง หรืออย่างน้อยก็รับรู้ว่าพ่อแม่มองเห็นเขาสำคัญ ถึงได้นั่งรับฟังอย่างเข้าใจจริงๆ) )

คำพูดเหล่านี้ สื่อสารว่า ปัญหาอยู่ที่สถานการณ์ ไม่ใช่ตัวเด็ก และความสงบนิ่ง ไม่กังวลของพ่อแม่ สามารถสร้างความรู้สึกมั่นคงในใจลูกได้

:: สิ่งที่ควรระวัง ไม่ใช่เพราะคำพูดผิด แต่เพราะความหมายที่เด็กอาจรับไป เช่น

“อย่าขอเลย พ่อแม่เหนื่อยพอแล้ว”
“รู้ไหมว่าเงินหายากแค่ไหน”

เด็กอาจเชื่อมโยงว่า ความลำบากของบ้าน เกิดจากตัวเขาเอง!

จริงๆแล้ว ลูกอยากให้เป็นแบบนี้ “ถึงบ้านจะประหยัด แต่ฉันก็ยังมีที่ยืน และความต้องการของฉัน ไม่ใช่สิ่งผิด”

🔸เรื่อง “บรรยากาศในบ้าน” จริงๆแล้ว พ่อแม่ไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ไม่ต้องคอยยิ้มแย้มให้ลูก ลองเปลี่ยนคำพูดใหม่ ให้ลูกรับรู้ตามวัยแบบที่เด็กๆควรได้รับ

เราอาจพูดว่า
“วันนี้แม่เครียดเรื่องงาน แต่ไม่ใช่เพราะหนู”
“พ่อเหนื่อยจริง ๆ แต่หนูไม่ใช่ปัญหา”

คำพูดเล็ก ๆ เหล่านี้ ช่วยรักษา “โลกภายในใจเด็ก” ได้มากกว่าที่คิดนะคะ 🥰 ..........

ถึงแม้เศรษฐกิจอาจไม่มั่นคง รายได้อาจไม่แน่นอน อนาคตอาจยังไม่ชัด แต่สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ยังเลือกได้เสมอ คือ เลือกสร้างบรรยากาศในบ้านที่มีความปลอดภัยทางใจ เด็กได้รับรู้ความเครียดแบบที่เด็กควรรู้ ความเครียดไม่ควรถูกถ่ายโอนไปที่ลูกตรงๆ ไม่ทำให้ลูกรู้สึกตนเองเป็นภาระ

เพราะความรักของพ่อแม่ไม่ควรถูกความกังวลกลืนเข้าไป แต่ควรปรากฎตัวออกมาปกป้องลูก ไม่ให้ลูกต้องวิตกกังวลเกินวัย ❤️

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

3 วันเต็มกับการเปลี่ยน "ตัวเอง"...ก็เพื่อเปลี่ยนลูก!3 วันเต็มกับเวิร์คช็อปเลี้ยงลูกเชิงบวก! เพื่อมาเป็นพ่อแม่ที่ดีขึ้น.....
14/01/2026

3 วันเต็มกับการเปลี่ยน "ตัวเอง"...
ก็เพื่อเปลี่ยนลูก!

3 วันเต็มกับเวิร์คช็อปเลี้ยงลูกเชิงบวก!
เพื่อมาเป็นพ่อแม่ที่ดีขึ้น.. ได้อีก

นำทีมโดย อาจารย์ชาญวิทย์และทีม 💪
ยอดฝีมือระดับมาตรฐานของเมืองไทย
(ครั้งนี้ หมอไม่ว่าง ไม่ได้พบกันนะคะ 😢)

ได้ราคาพิเศษให้แฟนเพจหมอด้วยนะคะ!
#ลดหนึ่งพันบาท (1000 บาท) จากราคาเต็ม😲

ลดเยอะมากกก สุดยอดเลย

รีบสมัครนะคะ
ก่อน 15 มกราคม ราคาดีกว่าหลัง 15 มกราคม!

กดดูรายละเอียดเลย (อย่าลืม มีลด 1,000 บาทนะคะ)
https://www.facebook.com/100069167585019/posts/1178238177825091/?rdid=GoJvS6Iz8klRLRXr

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

04/01/2026

ค่ายครอบครัว "เติมรักให้เติบโต"
จัดโดยแผนกปฐมวัย โรงเรียนราชินีบน
กิจกรรมมี 2 วันเต็มคือ 14-15 กุมภาพันธ์

วันที่ 14 กุมภา เป็นกิจกรรมของครอบครัว พ่อแม่ลูก สร้างสัมพันธภาพให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ซึ่งจำเป็นมากๆสำหรับการเลี้ยงลูกยุคนี้นะคะ หมอเห็นคุณครูระดมสมองกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบกิจกรรมอย่างทุ่มเทสุดๆ รับรองว่า สนุกและมีประโยชน์ ขอชื่นชมคุณครูค่ะ😊

ส่วนวันที่ 15 กุมภา เป็นเวิร์คช็อปทั้งวัน หัวข้อ "อัพสกิลพ่อแม่ยุคAI" ที่คิดถึงการทำเวิร์คชอปนี้ เอาจริงๆ ตัวหมอเองก็โซเซเหมือนกัน สำหรับการเลี้ยงลูกคนที่สอง คนนี้เกิดมาในช่วงโซเชียลมีเดียบูมพอดี ต่างจากคนแรกที่ยังได้อยูในช่วงอนาล็อกบ้าง... ขอบอกว่า คนนี้เลี้ยงยากจริง

คำถามก็คือ เราจะเลี้ยงยังไง ให้ลูกสามารถเติบโตอย่างมีความสุขที่แท้จริง ซึ่งแปลว่า ไม่สุขจากเพียงภาพลักษณ์ภายนอก... แล้วสุขจากภายในพ่อแม่จะช่วยลูกยังไง? รวมทั้งลูกควรจัดการสารพัดอารมณ์ที่เกิดขึ้นในยุคโซเชียลมีเดียให้เป็นด้วย พ่อแม่ก็ต้องโคชชิ่งอารมณ์ลูกให้เป็น (Co regulation) เหมือนกัน

แถมตอนนี้ยังมี AI เข้ามาอีก ลูกจะรู้จักคิดวิเคราะห์ คิดรอบครอบ ใจเย็นๆกับปัญหาตรงหน้ามั๊ย หรือ เอาแต่ถาม chatGPT, ลูกจะอดทน มุ่งมั่นเพื่อแก้ปัญหาหรือเปล่า แล้วการตั้งเป้าหมายล่ะ ลูกทำเป็นมั๊ย ฯ สารพัดคำถามที่ หมอเห็นว่า เด็กยุคนี้ หนีไม่พ้นจริงๆ

สำหรับนักเรียนราชินีบน แผนกปฐมวัยนะคะ หมอเชิญชวนเข้าค่าย "เติมรักให้เติบโต" ของโรงเรียน ได้ทั้งความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก และยังได้อัพสกิลกับหมอด้วย

พบกันค่ะ
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

รายละเอียดติดต่อ @โรงเรียนราชินีบน

เที่ยวปีใหม่ นาทีทองของการสร้าง “ความกล้า” 😊ช่วงวันหยุดยาว หลายครอบครัวอาจจะออกเดินทางไปตั้งแคมป์ ไปต่างจังหวัด ไปหาญาติ...
29/12/2025

เที่ยวปีใหม่ นาทีทองของการสร้าง “ความกล้า” 😊

ช่วงวันหยุดยาว หลายครอบครัวอาจจะออกเดินทางไปตั้งแคมป์ ไปต่างจังหวัด ไปหาญาติ หรือไปเที่ยวในที่ที่ไม่คุ้นเคย สำหรับเด็ก ๆ การเที่ยวไม่ใช่มีแต่ความสนุก เพราะมันคือการออกจาก “คอมฟอร์ทโซน” เต็มรูปแบบ

🔹 ห้องและที่นอนไม่เหมือนเดิม
🔹 ห้องน้ำไม่คุ้น ไม่สะอาดเหมือนบ้าน
🔹 บรรยากาศก็มืดกว่าตอนอยู่บ้าน
🔹 มีเสียงแปลกๆตอนกลางคืน (เสียงสัตว์ ใบไม้ ต้นไม้ฯ)
🔹 เจอแมลงชนิดต่างๆ เจอสัตว์ที่ไม่รู้จัก เจอคนที่ไม่คุ้นเคยฯ
🔹 กิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคยหายไป

เด็กๆจะรู้สึกไม่ค่อยมั่นคง ไม่ค่อยปลอดภัย
ดังนั้น ลูกๆอาจจะรู้สึก “สนุก + เครียด” ไปพร้อมกัน
(ใช่ค่ะ เที่ยวแล้วเครียดได้จริงๆ 😅)

ช่วงเวลานี้เอง ที่พ่อแม่อาจใช้เป็น “นาทีทอง” ช่วยลูกพัฒนา “ความกล้า” ต่อสู้กับความกังวล (ซึ่งเด็กขี้กังวลพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่มีโซเชียล และหมอเชื่อว่าจะยิ่งมากขึ้นในยุค AI นี้)........
แต่ก่อนจะผลักดันลูก… เราต้องเข้าใจสิ่งนี้ก่อนนะคะ

🌟 เด็กไม่กล้า ไม่ใช่เพราะขี้ขลาด
แต่เพราะสมองเด็กกำลังประเมินว่า
“ถ้าพลาด เขาจะเสียอะไรบ้าง”

สำหรับเด็กๆแล้ว การกลัวแมลง กลัวห้องน้ำที่มืด กลัวการเดินป่า หรือไม่อยากทำกิจกรรมโลดโผน

อาจไม่ใช่แค่ “ไม่ชอบ”
แต่มันคือ “ความเสี่ยงทางใจ”

🔹 กลัวควบคุมสถานการณ์ไม่ได้
🔹กลัวอับอาย
🔹 กลัวรู้สึกว่าตนเองไม่เก่ง

สมองเด็กจึงเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุด

นั่นคือ...
ไม่ทำ = ไม่พลาด = ยังมีคุณค่าหรือเก่งอยู่”
........
🌟 แล้วการ “ฝืนผ่านความกลัว” ดีหรือไม่ดี?

คำตอบคือ
ดีได้… และแย่ได้
ขึ้นอยู่กับ “วิธีฝืน”

การฝืนบางแบบ
ช่วยให้เด็กเห็นว่า #ตนเองทำได้ 💪
แต่การฝืนอีกหลายแบบ
กลับสร้างสภาวะ #เอาตัวให้รอด
ทำให้เด็กไม่อยากลองอีก! 😱
........
🌟 ฝืนแบบไหน… กลายเป็นความเข้มแข็งข้างในจริง

1. ฝืนแบบที่เด็กยัง “เลือกได้”

เช่น ไปตั้งแคมป์ แล้วลูกกลัวแมลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน

😨 ฝืนที่ไม่ช่วย

“รีบๆเลย กลัวอะไร เร็ว!”
“ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว เด็กคนนั้นยังเข้าได้เลย!”
“อย่าทำตัวเหมือนเด็กได้มั๊ย! ”

เด็กอาจทำได้ครั้งนั้น
แต่สมองจำว่า → สถานการณ์นี้ = ภัย 😭

✅ ฝืนที่สร้างความกล้า

“จะให้แม่ยืนรอข้างนอก หรือจะลองเข้าไป แป๊บเดียวก่อนก็ได้”

แม้เด็กจะเข้าไปแค่ครึ่งทาง แต่สมองจะบันทึกว่า

“เราคุมสถานการณ์ได้” แบบนี้ก็เยี่ยมแล้วค่ะ 😍
(อย่าลืมว่า เลี้ยงลูก ให้มองลึกถึงสมอง ไม่ใช่แค่พฤติกรรม)

---
2. ฝืนแบบที่ “ไม่มีความอับอายตามมา”

เช่น ไปเยี่ยมญาติ มีเด็กหลายคนเล่นกันอยู่ แต่ลูกไม่กล้าเข้าไป

😨 ที่ไม่ช่วย
“โตแล้วนะ ทำไมยังขี้อาย”
“ดูสิ คนอื่นเขาเล่นกันหมด เห็นมั๊ยลูก”
“เป็นซะแบบนี้ วันหลังอย่ามาขอเจอเพื่อนๆอีกนะ”

เด็กอาจถูก (กด)ดันเข้าไป
แต่รู้สึกแย่กับตัวเอง 😭



“ลูกยังไม่พร้อมใช่มั๊ย งั้นเราดูก่อนก็ได้”
“ลูกอยากให้แม่เข้าไปด้วยในช่วงแรก ก่อนมั๊ย”
“ถ้าพร้อมก็เข้าไปนะ แม่อยู่ตรงนี้ได้นานเลย”


เมื่อความอับอายหายไป
ความกล้าจะเริ่มงอกเอง 😊

---
3. ฝืนแบบที่พ่อแม่ช่วย “แปลความหมายให้ถูก”

เช่น พาลูกเดินขึ้นเขา ลูกเดินได้ แต่บ่นเหนื่อย อยากหยุด

😨 ที่ไม่ช่วย
“เห็นไหม ไม่ได้ยากเลย ติดสบายเกินไปแล้วลูก”

เด็กอาจผ่าน
แต่ไม่อยากทำอีก


“มันเหนื่อยจริงนะ แต่ลูกยังเดินต่อได้”
“แม่เห็นเลยว่าลูกไม่ยอมแพ้”

สมองเด็กจะจำว่า
“เราเหนื่อย… แต่เราผ่านได้”

---
4. ฝืนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรู้สึกผิด

เช่น
ลูกอยากป้อนอาหารแพะ แต่กลัว

ไม่จำเป็นต้อง
“เข้าไปเลย กล้าๆหน่อย อุตส่าห์ขับรถมาตั้งไกล”

แค่
❤️ยืนดูไกล ๆ
❤️เดินเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด
❤️กล้าถามคำถาม

ทุกก้าวเล็ก ๆ
คือการสะสมความกล้า 😊
---

แล้วทำไม “การไม่บังคับ” ทำให้เด็กกล้าได้เร็วกว่าในระยะยาว?

เพราะเมื่อเด็กไม่ต้องใช้พลังไปปกป้องคุณค่า/ความเก่งตนเอง สมองจะมีพื้นที่เหลือพอ สำหรับการสังเกต ทดลอง และตัดสินใจ

เด็กที่รู้ว่า
“วันนี้ไม่พร้อมก็ยังโอเค”

มักจะเป็นเด็กที่
“พอพร้อมแล้ว กล้าจริง”

ความกล้าแบบนี้
ไม่ใช่ฝืน เพื่อเอาตัวรอดไปก่อน
แต่คือ
#ความเชื่อว่าฉันรับมือกับความไม่แน่นอนได้
#และนี่เป็นอีกด่านที่ฉันจะผ่านไป...

ขอให้ทุกๆท่าน มีความสุขและมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ 😊

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

20/12/2025

นอกจาก “ดูคลิปแล้วรู้สึก” หมออยากชวนคุณพ่อคุณแม่ หยิบมันมาแยก แกะ และตั้งคำถามเชิงพัฒนาการกันค่ะ

1️⃣ ประเด็นนี้ “ไม่ใช่เรื่องแต่งงาน”
แต่คือเรื่อง ความสัมพันธ์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
การที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งเลือกมีความสัมพันธ์เชิงรักกับ AI
➡️ ไม่ใช่ปัญหาเชิงศีลธรรม
➡️ แต่เป็น “สัญญาณของยุค” ที่สำคัญมากต่อเด็ก
เพราะเด็ก กำลังเติบโตในโลกที่ความผูกพัน (attachment)
อาจไม่จำเป็นต้องเกิดกับมนุษย์จริง ๆ อีกต่อไป
________________________________________
2️⃣ สิ่งที่คลิปนี้สะท้อนอันตรายต่อเด็กแบบเงียบ ๆ
🔹 AI ให้สิ่งที่มนุษย์ให้ไม่ได้
• ไม่ขัด
• ไม่หายไป
• ไม่ผิดหวัง
• ตอบสนองตลอด
• ทำให้รู้สึก “ถูกรับฟัง 100%”
สำหรับสมองมนุษย์ — โดยเฉพาะสมองเด็ก
นี่คือ ความสัมพันธ์ที่ “ง่ายเกินไป”
และปัญหาคือ
ชีวิตจริงไม่เคยง่ายแบบนี้
________________________________________
3️⃣ ถ้าเด็กเติบโตโดยเห็นผู้ใหญ่ normalize ความสัมพันธ์แบบนี้
สิ่งที่เด็กอาจเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวคือ:
• ❌ ความสัมพันธ์ไม่ต้องมีความอดทน
• ❌ ไม่ต้องรับมือกับความไม่พอใจ
• ❌ ไม่ต้องอ่านใจอีกฝ่าย
• ❌ ไม่ต้องจัดการอารมณ์ตัวเอง
ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ EF / Social brain / Emotional regulation ต้องการพอดี
________________________________________
4️⃣ มุมที่คนมักมองไม่เห็น แต่หมอเห็นได้ทันที
AI ไม่ใช่ reciprocal relationship
• ไม่มีความต้องการจริง
• ไม่มีความเปราะบาง
• ไม่มี autonomy
เด็กที่คุ้นกับความสัมพันธ์แบบ “ฉันเป็นศูนย์กลาง”
จะ ลำบากมาก ในความสัมพันธ์จริง
ทั้งกับเพื่อน ครู คู่รัก หรือแม้แต่พ่อแม่
________________________________________
5️⃣ ถามตรง ๆ ในฐานะหมอ
ถ้าเด็กคนหนึ่งบอกว่า
“คุยกับ AI แล้วสบายใจกว่าคุยกับคน”
เราจะเรียกว่านั่นคือทักษะชีวิต
หรือคือสัญญาณเตือน?
คำตอบคือ — สัญญาณเตือน
ไม่ใช่เพราะ AI ผิด
แต่เพราะเด็กกำลังหลีกเลี่ยงพื้นที่ฝึกทักษะมนุษย์
________________________________________
6️⃣ จุดยืนของหมอ และน่าจะของพ่อแม่ทุกท่าน
• AI = เครื่องมือ (tool)
• ไม่ใช่ความสัมพันธ์ (relationship)
ใช้ได้
เรียนรู้ได้
พึ่งพาได้บางส่วน
แต่ ห้ามแทนที่พื้นที่ฝึกเจ็บ ฝึกง้อ ฝึกเข้าใจคนอื่น
________________________________________
7️⃣ สิ่งที่พ่อแม่ควร “ระวัง” มากกว่า “ห้าม”
ไม่ใช่
ห้ามลูกใช้ AI
แต่คือ
อย่าปล่อยให้ AI กลายเป็นที่พึ่งทางอารมณ์หลัก
เพราะเด็กต้องเรียนรู้ว่า
ความสัมพันธ์ที่ดี
= มีทั้งสุข + อึดอัด + ปรับตัว + ซ่อมแซม
AI ให้แค่ “สุข”
________________________________________
ดังนั้น
วิดีโอนี้ ไม่ควรถูกแชร์ในมุมโรแมนติก
แต่ควรถูกใช้เป็น
บทสนทนาใหญ่ของสังคม
ว่าเราจะสอนเด็กให้ “เป็นมนุษย์”
ในโลกที่สิ่งไม่ใช่มนุษย์ น่ารักกว่า เข้าใจเรามากกว่า และไม่ทำให้เราเจ็บ ได้อย่างไร
นี่คือโจทย์จริงของพ่อแม่ยุคนี้
ไม่ใช่อนาคต
แต่ ตอนนี้แล้ว!

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

หยุดให้หน้าจอ “เป็นรางวัล” เพราะมันอาจขโมย “ความสามารถ” ที่สำคัญที่สุดในชีวิตลูก 😰เวลาลูกงอแง…พ่อแม่ยื่นมือถือให้ → เงีย...
09/12/2025

หยุดให้หน้าจอ “เป็นรางวัล”
เพราะมันอาจขโมย “ความสามารถ” ที่สำคัญที่สุดในชีวิตลูก 😰

เวลาลูกงอแง…
พ่อแม่ยื่นมือถือให้ → เงียบทันที
ถ้าลูกยอมทำ(สิ่งนี้)…
พ่อแม่ให้เล่นแท็บเล็ตเพิ่ม → ยอมทันที

มันง่ายและได้ผลเร็วจริงค่ะ
แต่สมองเด็กไม่ได้ “จบเรื่อง” ง่ายเหมือนผู้ใหญ่

ในหัวของเด็กๆกำลังบันทึกว่า:
“ความสุข = ต้องมาไว และมาเดี๋ยวนี้”
ทีละนิด ทีละน้อย
สมองจะค่อย ๆ ลืมไปว่า
ความสำเร็จของชีวิตส่วนใหญ่…ต้องใช้เวลา

---

🔹 Dopamine (สารสื่อประสาทที่ทำให้มีความสุข): สิ่งที่ทำให้เกมสนุก แต่ทำให้ความพยายามหายไป

สื่อดิจิทัลหลายรูปแบบถูกออกแบบให้
“รางวัลไว → สนุก → ต่อเนื่อง”

สมองจึงได้รับการกระตุ้นให้ปล่อย dopamine บ่อยครั้ง
ระบบ reward-pathways ทำงานหนัก
ผลที่เกิดขึ้นในสมองเด็กคือ:

* สมองเสพ “ความเร้าใจเร็ว” จนคุ้นเคย
* สิ่งที่ต้องรอ = “น่าเบื่อ”
* สิ่งที่ต้องพยายาม = “ไม่คุ้ม”

ระบบ Executive Functions (EF) ที่ใช้วางแผน ควบคุมตัวเอง รอคอย และตั้งใจจะไม่ได้รับการฝึกใช้ เพราะสมองเลือกทางลัดทุกครั้ง

รางวัลเร็วติดลม = สมาธิสั้นขึ้น, ใจร้อนขึ้น, ความพยายามตกลง

และที่น่ากลัวคือ
ทั้งหมดนี้อาจไม่ได้เกิดเพราะลูก “ดื้อ”
แต่มันคือโครงสร้างการเรียนรู้ของสมอง ที่กำลังเปลี่ยนไป !

---

🔹 ทำไมทำการบ้าน 5 นาที ลูกก็ลุกแล้ว

ไม่ใช่เพราะเขา “ไม่ตั้งใจ”
แต่เพราะสมองตัดสินไปแล้วว่า

“ไม่มีเสียงเอฟเฟกต์ → ไม่น่าทำต่อ”

เด็กที่เก่งเกมมาก ๆ
ตา-มือประสานไว
ตัดสินใจเร็ว

…แต่ในชีวิตจริง:

* อ่านหนังสือ = ช้า
* งานบ้าน = ไม่มีรางวัล
* รอคิว = ทรมาน
* ถูกขัดใจ = พังทันที

เพราะสมองถูกฝึกว่า “ทุกความสุขต้องรวดเร็ว”
และโลกจริง…ไม่ได้เป็นแบบนั้น 😞

---

🔹 ความเสี่ยงที่ทำให้พ่อแม่มองลูกผิดไป

* เด็กไม่ได้ขยันน้อยลง — แต่ **สมองถูกโปรแกรมให้เลือกสิ่งที่ได้ผลทันที**
* เด็กไม่ได้เอาแต่ใจ — แต่ **ระบบยั้งใจพัฒนาไม่ทันระบบอยากได้**
* เด็กไม่ได้ไร้วินัย — แต่ **วิธีให้รางวัลของเราเอง** สร้างรูปแบบนี้

พ่อแม่หลายคนตีความผิด แล้วลงโทษลูกเพิ่ม
ซึ่งยิ่งทำให้ทุกอย่างหนักขึ้น

---

แล้วพ่อแม่จะแก้ยังไง โดยไม่ต้องชนกับลูกทุกเย็น

1. ลดบทบาทหน้าจอจาก “รางวัล” → เป็น “กิจวัตรที่มีกติกา”

“ดูได้ทุกวัน(...) ช่วงเวลานี้(...) และให้ดูนาน(…)นาที — พอครบปิดนะ”

กติกาคงเส้นคงวา คือยาวิเศษของ EF

2. ทำให้ลูกได้ลิ้มรส “ความสุขที่ต้องใช้เวลา”

ให้สมองมีประสบการณ์ว่า
**ความภูมิใจ = รางวัลโค ต รใหญ่**

* ต่อเลโก้สำเร็จ
* ชวนทำอาหาร
* อ่านนิทานจบ (เล่มบางก็ได้)
* ปลูกต้นไม้ แล้วเห็นมันค่อยๆโต ทุกวัน

นี่คือ dopamine แบบสุขอย่างมีคุณค่า
ไม่ใช่สุขไว แล้วว่างเปล่า

3. เวลาลูกต่อต้านตอนต้องปิดจอ
ให้ “รับความรู้สึกลูก” + “คงกติกาให้เหมือนเดิม”

“แม่รู้ว่าหนูอยากดูต่อมาก
หนูเสียใจได้เลย แม่อยู่ตรงนี้นะ
แต่วันนี้เราใช้ครบแล้ว
พรุ่งนี้ก็มีเวลาเดิมนะ”

นี่แหละ EF-Training ที่ดีที่สุด
โดยแทบไม่ต้องสอนอะไรเพิ่ม

---

🔹 สิ่งที่อยากฝากคุณพ่อคุณแม่

หน้าจออาจไม่ใช่ผู้ร้าย
แต่ตำแหน่ง “รางวัล” ทำให้มันอันตรายสุดๆ

อย่าปล่อยให้ความสุข(แบบโดพามีน) จากจอ
ขโมยความสามารถของลูกที่จะ

* รอคอย
* พยายาม
* ทำต่อแม้ไม่สนุก
* ล้มแล้วลุกได้เอง

เพราะสุดท้าย
โลกให้รางวัลกับคนที่ “ทนรอ” มากกว่าคนที่ “ต้องได้ทันที”

ให้ลูกมีโอกาสเรียนรู้ว่า

“ความสุขที่มาช้า คือความสุขที่สร้างชีวิตที่แข็งแรงให้กับเรา” 😊🥰

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
🔗 งานวิจัย

Children’s screentime is associated with reduced brain activation during an inhibitory control task: A pilot EEG study (https://www.frontiersin.org/journals/cognition/articles/10.3389/fcogn.2023.1018096/full?utm)

Negative impact of daily screen use on inhibitory control – ABCD Study (https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36821878/)

Effects of Excessive Screen Time on Child Development (2023 review) (https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10353947/?utm)

เวลาลูกกลับมาบ่นว่า“เพื่อนหัวเราะเยาะหนู”😩“เพื่อนไม่ชอบหนู”“พวกเขาต้องนินทาหนูแน่ ๆ”หลายบ้านพยายามสอนลูกให้มองหลายมุม แต...
23/11/2025

เวลาลูกกลับมาบ่นว่า
“เพื่อนหัวเราะเยาะหนู”😩
“เพื่อนไม่ชอบหนู”
“พวกเขาต้องนินทาหนูแน่ ๆ”

หลายบ้านพยายามสอนลูกให้มองหลายมุม แต่กลายเป็น ลูกรู้สึกว่า
• พ่อแม่ไม่เข้าใจ 😩
• พ่อแม่เข้าข้างเพื่อน 😢
• หรือพ่อแม่ลดค่าความรู้สึกของเขา 😫

จริง ๆ แล้วเด็กไวมากกับภาษาน้ำเสียงแบบนี้ค่ะ และถ้าพ่อแม่พูดผิดมุมเพียงนิดเดียว เด็กจะปิดใจทันที

บทความนี้คือวิธี “พูดให้ได้ใจลูก” พร้อมสอนทักษะคิดหลายมุมในเวลาเดียวกัน 😊
1) ไม่เริ่มด้วยการขัดความรู้สึกลูก
อย่าเปิดบทสนทนาด้วยประโยคอย่าง
❌ “หนูคิดมากไปหรือเปล่า”
❌ “เพื่อนเขาก็คงไม่ได้หมายความอย่างนั้นหรอก”

เพราะสิ่งแรกที่ลูกได้ยินคือ
→ “แม่ไม่เชื่อลูก”

สิ่งที่ควรทำก่อนคือ “รับความรู้สึก”
✔ “หนูรู้สึกไม่ดีเลยที่เห็นเขาหัวเราะใช่ไหม”
✔ “แม่เข้าใจนะ ว่ามันทำให้หนูไม่สบายใจ”

ลูกถึงจะเปิดใจฟังส่วนที่เราจะสอนต่อ😊
2) สอนให้คิดหลายมุมแบบ “ไม่ตัดสิน”
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ลูกหยุดรู้สึก
แต่ให้ลูกเห็นว่ามีหลายความเป็นไปได้

วิธีพูดสำคัญมาก ไม่ใช่พูดเพื่อลดความรู้สึกลูก แต่พูดเพื่อขยายมุมมอง

ตัวอย่างประโยคที่ใช้ได้ดี:
✔ “แม่ฟังแล้ว…มันอาจมีหลายแบบนะลูก เรามาดูไปพร้อมกันดีไหมว่าเป็นแบบไหนได้บ้าง?”
(เป็นประโยคชวน ไม่ใช่บังคับเปลี่ยนความคิด)

✔ “ความคิดของหนูก็เป็นไปได้… แต่อาจมีอีกมุมที่เราอาจยังไม่เห็นนะ”

✔ “ถ้าเรามองจากระยะไกลขึ้นอีกนิด หนูคิดว่ามันอาจเกิดจากอะไรได้บ้าง?”

น้ำเสียงแบบนี้ทำให้ลูกไม่รู้สึกว่า
→ “แม่กำลังแก้ต่างให้เพื่อน”
แต่รู้สึกว่า
→ “แม่กำลังช่วยเราคิดให้รอบด้านขึ้น”🥰
3) ตั้งคำถามแบบ “ชวนคิด” ไม่ใช่ “ชี้ผิด”
คำถามสำคัญมาก เพราะมันกำหนดอารมณ์ของการสนทนา
❌ หลีกเลี่ยงคำถามที่ฟังเหมือนจับผิด
• “แล้วหนูแน่ใจได้ไงว่าเขาพูดถึงหนู?”
• “เห็นเองหรือคิดไปเอง?”

คำเหล่านี้ทำให้เด็กรู้สึกโง่ → ปิดใจทันที😩
ให้ใช้แบบนี้แทน
✔ “แม่สงสัยเหมือนกันนะ… หนูคิดว่ามีอะไรที่ทำให้เรามั่นใจขึ้นได้บ้าง?”
✔ “ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้า? หนูจำได้ไหม”
✔ “เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขากำลังหัวเราะเรื่องของตัวเอง?”
✔ “ถ้ามีหลายความเป็นไปได้ เราคิดว่าแบบไหนมีโอกาสมากที่สุด?”

นี่คือทักษะ Cognitive Flexibility ที่ EF ใช้ตลอดชีวิต💪
4) ถ้าลูกตีความไปไกล ให้ช่วยลูก “หยุดความคิด” อย่างอ่อนโยน
ไม่ใช่พูดว่า “อย่าคิดมาก”
แต่ช่วยลูกแยก “ความจริง” กับ “ความคิด”

✔ “ตอนนี้สิ่งที่เรามีคือภาพที่หนูเห็น… ส่วนที่เหลือคือเรื่องที่สมองหนูกำลังพยายามเติมเข้าไปใช่หรือเปล่าจ้ะ?”

✔ “เราลองหยุดตรงนี้ก่อน แล้วค่อยดูว่ามีข้อมูลใหม่ของวันพรุ่งนี้ ดีมั๊ย?”

เด็กจะรู้สึกว่า
→ แม่ไม่ได้บังคับให้เขาหยุดคิด
→ แม่กำลังเดินไปกับเขา 😊
5) ย้ำเสมอว่า “แม่อยู่กับหนู ไม่ว่ามันจะเป็นมุมไหนก็ตาม”

จุดสำคัญที่สุดคือคำนี้
✔ “แม่ไม่ได้อยู่ข้างเพื่อน… แม่อยู่ข้างความรู้สึกของหนูนะ”🫰

พอรู้ว่าแม่อยู่ข้างเขา
→ ลูกจะไม่ต่อต้าน
→ พร้อมเปิดใจรับมุมมองใหม่

แล้วค่อยเติมว่า
✔ “และแม่อยากช่วยหนูเห็นภาพให้กว้างขึ้น เพื่อที่หนูจะคุมใจตัวเองได้ดีขึ้น” 🥰

เด็กจะเข้าใจว่า
การคิดหลายมุม = การปกป้องตัวเอง
ไม่ใช่การเข้าข้างคนอื่น

สรุปนะคะ😊
การสอนลูกให้มองหลายมุม ไม่ใช่การบอกว่า “หนูคิดผิด” แต่คือการช่วยลูกเห็น โครงสร้างความคิดของตัวเอง อย่างปลอดภัย

ถ้าพ่อแม่เริ่มต้นด้วย
• รับความรู้สึกลูก
• ใช้คำพูดแบบร่วมมือ
• ตั้งคำถามแบบชวนคิด
• และย้ำว่าพ่อแม่อยู่ข้างลูกเสมอ

เด็กจะค่อย ๆ เปิดใจ และมองโลกกว้างขึ้น โดยไม่รู้สึกว่าต้องปกป้องตัวเองจากพ่อแม่เลยแม้แต่นิดเดียว🥰

ลองดูค่ะ

#คลาสเรียนหมอเสาวภา ปีหน้า กำลังจะเปิดรับเร็วๆนี้ค่า ติดตามนะคะ 😊

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

หมอขอสรุปเนื้อหาในงานสัมมนา “วิธีให้รางวัลลูกฯ” เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกๆท่านนะคะ 😊🔶 ...
15/11/2025

หมอขอสรุปเนื้อหาในงานสัมมนา “วิธีให้รางวัลลูกฯ” เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกๆท่านนะคะ 😊

🔶 วิธีให้รางวัลแบบที่ “ไม่ติดของ” และช่วยให้พฤติกรรมดีคงตัวไปตลอด
พ่อแม่หลายคนกลัวว่ารางวัลจะทำให้ลูกติดของ แต่ความจริงคือ… ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “รางวัล” ซักเท่าไร แต่อยู่ที่ “วิธีที่เราใช้รางวัล เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า” ตรงนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ

ในช่วงแรกของการฝึกพฤติกรรม เด็กหลายคนยังไม่มีแรงจูงใจภายในมากพอ รางวัลจึงเป็นแรงผลักดันภายนอกชั่วคราว (External Motivation) เพื่อให้ลูก “ยอมเริ่มต้น” ทำสิ่งที่ยาก น่าเบื่อ หรือขัดใจ

ซึ่งหัวใจของระบบรางวัลอยู่ที่ #คำชมหลังรางวัล
คำชมที่ดี จะทำให้เด็กเชื่อมโยงว่า
“ฉันทำดี → ฉันมีคุณค่า”
ไม่ใช่ “ฉันทำดี → ฉันได้ของ”

ตามระบบของสมอง เมื่อสมองได้รับ โดปามีน (สารความสุข) จากความสำเร็จ (ทำได้) และ ออกซิโตซิน (สารความรัก) จากการถูกพ่อแม่เห็นและถูกชื่นชมและเข้าใจ พฤติกรรมดีจะค่อย ๆ ซึมเข้าไปด้านใน กลายเป็น #แรงจูงใจภายในทีละน้อย ๆ

และการจะให้รางวัลลูกก็ควรเริ่มจากการ “ตกลงล่วงหน้า” เพื่อให้เด็ก
– รู้ว่ามีโอกาสได้ และไม่ได้
– เด็กจะได้เตรียมใจทั้งสองทาง
– และยังรู้สึกว่าตนเอง “มีส่วนร่วมกำหนดกติกา” ไม่ใช่ถูกบังคับ

ตัวอย่างการตกลงรางวัลล่วงหน้า
• “ถ้าลูกเก็บของเล่นเสร็จก่อนอาบน้ำ ลูกจะได้เลือกอ่านนิทานหรือจะเลือกให้แม่เล่นสมมติ(แนวเบาๆ)กับลูกก็ได้”
• “ถ้าลูกทำการบ้านเสร็จก่อนกินข้าวเย็น ลูกจะได้ปั่นน้ำผลไม้ที่เป็นเมนูตามใจลูก”
• “ถ้าลูกปิดเกมตามเวลาที่ตกลงไว้ พ่อจะให้เลือกบอร์ดเกมที่อยากเล่นหลังอาหารเย็น”

จะเห็นว่า รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของเสมอไป
หลายครั้ง “รางวัลทางใจ” ได้ผลดีกว่า ทั้งการทำกิจกรรมกับลูก ซึ่งเพิ่มเติมจากเวลาคุณภาพที่มีอยู่แล้ว, การให้ลูกเลือกกิจกรรมที่อยากทำโดยอิสระ เราไม่บ่น หรือหากจะเป็นสิ่งของ ก็ได้ แต่ควรให้เหมาะสมกับอายุและมูลค่าไม่สูงเกินไป

อย่างไรก็ตาม การชมที่ระบุพฤติกรรมดีๆของลูก แววตาที่ภูมิใจ อ้อมกอดที่ชื่นชม เป็นสิ่งเติมคุณค่าในใจลูกได้มาก และหลายครั้ง การแสดงออกเพียงแค่นี้ ก็เพียงพอโดยไม่ต้องมีรางวัลอื่นด้วยซ้ำ หรือจะใช้วิธีอวดผลงานให้ผู้ใหญ่ที่รัก เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เด็กซึมซับว่า “คนที่ฉันเป็น สำคัญกว่าสิ่งที่ฉันได้”

อย่าลืมนะคะ! ทุกครั้งที่มีรางวัล ต้องมีคำชม ให้เด็กรับรู้ว่า เขาเก่ง เขาพยายาม เขาควบคุมตัวเองได้ นี่คือหัวใจที่ทำให้ “ไม่ติดของ” และทำให้พฤติกรรมเชื่อมโยงกับ “คุณค่าในตัวเอง”

เมื่อพฤติกรรมเริ่มคงตัวแล้ว พ่อแม่ควร ค่อย ๆ ลดรางวัลลง (fading) แล้วเปลี่ยนเป็น การชมแบบสุ่มเป็นระยะ (random praise) เพื่อให้พฤติกรรมดีค่อย ๆ กลายเป็นนิสัย ไม่ขึ้นกับรางวัลอีกต่อไปนะคะ .....

รางวัลเป็นเพียงสะพาน ไม่ใช่ปลายทาง สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ คือให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเอง และรู้ว่าเขาสามารถทำดีได้…แม้ไม่มีใครให้รางวัลอีกต่อไป

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

AI จะช่วยคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกเชิงบวกยังไง??หากคุณพ่อคุณแม่กำลังหาคำตอบนี้ อาจจะต้องเริ่มจากการให้ข้อมูลกับทีมคุณหมอก่อน...
25/10/2025

AI จะช่วยคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกเชิงบวกยังไง??

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังหาคำตอบนี้ อาจจะต้องเริ่มจากการให้ข้อมูลกับทีมคุณหมอก่อนค่ะ 😊

ขอเชิญชวนช่วยกันทำแบบสำรวจนี้นะคะ

ซึ่งการสำรวจนี้จัดทำขึ้น เพื่อรวบรวมความต้องการและความคาดหวังของผู้ปกครอง ในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มทักษะการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้าง #ครอบครัวที่เข้มแข็ง อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ” สำหรับสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต

การสำรวจนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และดำเนินการโดย บริษัท ป๊าม้าพลัส จำกัด ผู้ดำเนินโครงการ เน็ตป๊าม้า (Net PAMA) หลักสูตรออนไลน์อบรมทักษะการเลี้ยงลูกเชิงบวก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นพื้นที่แห่งการเติบโตของทั้งเด็กและครอบครัวอย่างมั่นคง

รบกวนเวลาผู้ปกครองนะคะ

ขอบคุณค่ะ 😊

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

เพราะการเลี้ยงลูกในยุคนี้ไม่ง่ายเลย...
และบางครั้งพ่อแม่ก็ต้องการ “เพื่อนคู่คิด” ที่เข้าใจ 💬

ทีมงาน Net PAMA จึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน
ร่วมตอบแบบสำรวจความต้องการในการใช้ AI เพื่อช่วยเสริมทักษะการเลี้ยงดูลูกเชิงบวกให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของครอบครัว 🌱

ข้อมูลของคุณจะมีส่วนในการพัฒนา “เทคโนโลยีเพื่อครอบครัว” ที่เข้าใจพ่อแม่อย่างแท้จริง และช่วยสร้างสังคมที่เด็กและครอบครัวเติบโตอย่างมั่นคง 💛

📍 การสำรวจนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)
และดำเนินการโดย บริษัท ป๊าม้าพลัส จำกัด ผู้ดำเนินโครงการ เน็ตป๊าม้า (Net PAMA) หลักสูตรออนไลน์อบรมทักษะการเลี้ยงลูกเชิงบวก

👉 ร่วมแบ่งปันมุมมองของคุณที่นี่: https://forms.gle/m8FKie8zF7MVoyqc7

#การเลี้ยงดูเชิงบวก #เน็ตป๊าม้า #แบบสํารวจ

ความมั่นคงทางจิตใจของลูกไม่ได้สร้างจากคำปลอบใจ หรือคำบอกให้เข้มแข็งเดี๋ยวนี้ แต่มาจาก “แม่ที่ไม่ทอดทิ้งลูก”ในวันที่ลูกโก...
19/10/2025

ความมั่นคงทางจิตใจของลูก
ไม่ได้สร้างจากคำปลอบใจ
หรือคำบอกให้เข้มแข็งเดี๋ยวนี้

แต่มาจาก “แม่ที่ไม่ทอดทิ้งลูก”
ในวันที่ลูกโกรธ เสียใจ หรือกลัว
โดยเฉพาะ คุณเป็น คู่กรณี

แม่ที่มั่นคง…
คือแม่ที่ยัง “อยู่ตรงนั้น” แม้ลูกไม่น่ารัก
คือแม่ที่ไม่ผลัก ไม่หนี ไม่ตอกกลับ
แม้ในใจจะเหนื่อย จะรำคาญ
หรืออยากระเบิดใส่ก็ตาม

เพราะช่วงเวลาที่ลูกต้องการแม่ที่สุด
คือช่วงที่ลูกเอง...กำลังอ่อนแอที่สุด

และเมื่อคุณยังอยู่ตรงนั้นอย่างมั่นคง
ลูกจะค่อย ๆ ซึมซับว่า
“แม่ไม่โกรธหนู เพราะหนูโกรธ”
“แม่ยังรัก แม้หนูจะกำลังงอแงหรือโมโห”

นั่นแหละค่ะ...
คือรากของ “ความมั่นคงทางจิตใจ”
ที่เด็กจะเติบโตไปพร้อมกับสิ่งล้ำค่านี้
ตลอดชีวิต 🥰

แต่ถ้าวันไหน คุณรู้สึกเหนื่อยมาก 😩
อยากให้จำไว้นะคะ ว่า
แม่ไม่ต้องเก่งทุกวัน, แม่อ่อนแอได้
ขอแค่ “ไม่ทิ้งลูกในวันที่เขาไม่มั่นคง”
ก็เพียงพอแล้ว ❤️

เป็นกำลังใจให้ค่ะ

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

การกระตุ้นให้ลูกกล้า กับ การบังคับให้ลูกกล้านั้นแตกต่างกัน การบังคับจะมีแรงกดดันเชิงลบผสมอยู่ เด็กถูกคาดหวังให้ทำหรือทำใ...
28/09/2025

การกระตุ้นให้ลูกกล้า กับ การบังคับให้ลูกกล้านั้นแตกต่างกัน การบังคับจะมีแรงกดดันเชิงลบผสมอยู่ เด็กถูกคาดหวังให้ทำหรือทำให้ได้ในเวลานั้น!

แต่การกระตุ้นเป็นพลังเชิงบวกที่เปิดกว้าง มีความคาดหวังพร้อมผิดหวังอยู่ในตัว พ่อแม่ผลักดันลูกพร้อมกับให้อิสระในการตัดสินใจ หากลูกตัดสินใจทำ พ่อแม่ก็ดีใจและภูมิใจ แต่หากลูกตัดสินใจไม่ทำ พ่อแม่ก็เข้าใจ และจะหาโอกาสในครั้งต่อไป

ผลลัพธ์ของ “การกระตุ้นให้ลูกกล้า” กับ “การบังคับให้ลูกกล้า” แตกต่างกันค่อนข้างชัดในเชิงพัฒนาการและจิตวิทยาเด็กค่ะ

1. การกระตุ้นให้กล้า (Encouragement)

🔹 ผลเชิงอารมณ์: เด็กจะรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุน มีความปลอดภัยทางใจ (psychological safety) และเชื่อมั่นว่าความรู้สึกของตนเองถูกยอมรับ

🔹 ผลต่อสมอง: สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก และ *การสร้างแรงจูงใจภายใน* (intrinsic motivation) จะทำงาน เช่น dopamine circuits ทำให้เด็กอยากลองอีก แม้จะผิดพลาด

🔹 ผลระยะยาว: เด็กจะพัฒนาความกล้าแบบ “เลือกเอง” → เพิ่ม self-efficacy (ความเชื่อว่าตนเองทำได้) และ resilience (ล้มแล้วยังกลับมาลุกใหม่)

🔹 ทัศนคติต่อความล้มเหลว: เห็นความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ไม่กลัวผิดพลาดจนหยุดทำ

2. การบังคับให้กล้า (Forcing)

🔹 ผลเชิงอารมณ์: เด็กจะรู้สึกกดดัน เครียด และตีความว่า “ความกล้า = ต้องทำตามที่สั่ง” มากกว่าเป็นการเลือกด้วยใจ

🔹 ผลต่อสมอง: ภาวะกดดันทำให้ *amygdala* (สมองอารมณ์ที่เกี่ยวกับความกลัว) ถูกกระตุ้น เด็กอาจเชื่อมโยงการลองสิ่งใหม่เข้ากับความเครียด → ทำให้กลายเป็น “avoidance learning” คือเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้ถูกบังคับ

🔹 ผลระยะยาว: เด็กอาจพัฒนาเป็น perfectionism (ต้องทำสำเร็จเท่านั้น), หรือหลีกเลี่ยงไม่กล้าลองเพราะกลัวถูกตำหนิ → เสี่ยงต่อความวิตกกังวลและ self-esteem ต่ำ

🔹 ทัศนคติต่อความล้มเหลว: เห็นความล้มเหลวเป็น “ความผิด” หรือ “การทำให้พ่อแม่ผิดหวัง” → ยิ่งกลัว ยิ่งไม่กล้า

สรุปสั้น ๆนะคะ

การกระตุ้น = เด็ก “กล้าเพราะเลือกเอง” → สร้างความมั่นใจและพลังใจยั่งยืน

การบังคับ = เด็ก “กล้าเพราะถูกบังคับ” → อาจกลายเป็นกลัว ไม่อยากทำในอนาคต หรือ ทำแต่ต้องสมบูณณ์แบบ เครียดลึกๆและเรื้อรัง

คลาสต่อไป “วิธีออกกฎกติกาและบทลงโทษ โดยไม่ทิ้งบาดแผลในใจ” รุ่น 2 วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลานี้ ที่โรงแรมจัสมิน สุขุมวิท23ราคา 9,500 บาทต่อท่าน 2ท่าน ลด 5% , 4 ท่าน ลด 10 % ลงทะเบียนเรียนแอดไลน์ https://lin.ee/IT43gvK (หมอเสาวภา-คลาสเรียนพ่อแม่)

ใครติดเรื่องทุนทรัพย์ไลน์เข้ามา และตอบคำถามนี้ "คุณจะนำสิ่งที่เรียนไป นอกจากเพื่อครอบครัวแล้ว จะนำไปช่วยชุมชนอย่างไร" 🙂 ไม่ต้องยิ่งใหญ่ก็ได้ เชิญชวนค่ะ

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

 #เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกคุยได้ทุกเรื่องขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมสัมมนาวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หวังว่าจะได้นำความรู้พร้อมประ...
20/09/2025

#เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกคุยได้ทุกเรื่อง

ขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมสัมมนาวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หวังว่าจะได้นำความรู้พร้อมประสบการณ์ไปใช้กับลูกๆแล้วนะคะ

วันนี้ขอสรุป Key Summary ดังนี้ (แฟนเพจก็สามารถรียนรู้จากบทสรุปนี้ได้ค่า)

บ้านที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่บ้านที่พ่อแม่ไม่โมโห ไม่ใช่บ้านที่พ่อแม่เพอร์เฟค แต่คือบ้านที่ พ่อแม่เป็นคนธรรมดาที่โมโห เศร้า เสียใจฯได้ แต่เป็นคนธรรมดาที่พยายามเข้าใจโลกภายในตัวเอง มองลึกลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็งของตัวเอง จนนำไปสู่การจัดการอารมณ์ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เก็บกด.... ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงได้เริ่ม.... แล้วจะพบว่า เราดีขึ้นเรื่อยๆ ทีละนิด ๆ จนลูกรับรู้ความเปลี่ยนแปลง รับรู้ความปรารถนาดีของพ่อแม่ นำไปสู่การเปิดใจได้ค่ะ

เด็กจะกล้าเปิดใจ ก็เมื่อพ่อแม่ “จัดการอารมณ์ตัวเองได้” และเมื่อพ่อแม่จัดการอารมณ์ตัวเองได้ เขาจะมี "ช่วงเวลาเล็กๆ" ก่อนตอบสนองอะไรออกไป ช่วงเสี้ยวนาทีสั้นๆนี้ ทำให้พ่อแม่มี “ทางเลือก” วิธีตอบสนองลูก” เราจะไม่โทษลูกว่า เพราะดื้อแม่จึงโมโห, ลูกไม่รักษาคำพูด แม่จึงลงโทษฯ แต่เราจะ “เลือกใช้คำพูดที่มีสติ” ที่ทำให้ลูกหันกลับมาจัดการอารมณ์ตนเอง เราจะไม่ตอบสนองกลับด้วยอารมณ์โกรธ, เบื่อฯ ที่ทำให้ลูกรู้สึกผิด, รู้สึกกลัว มองเห็นตัวเองเป็นภาระ จนไม่อยากเล่าเรื่องให้พ่อแม่ฟัง หรือ ไม่อยากเล่าเพราะกลัวถูกดุ....

เมื่อพ่อแม่เข้าใจภูเขาน้ำแข็งของตนเองแล้ว เราก็ควรเข้าใจภูเขาน้ำแข็งของลูก พฤติกรรมที่ลูกไม่เชื่อฟัง, ต่อรอง, ก้าวร้าว, ไม่รับผิดชอบ, ไม่พูดความจริงฯ มาจากชั้นใดในภูเขาน้ำแข็ง และเราจะช่วยลูกอย่างไร

---
ในช่วงเช้า พ่อแม่เรียนรู้เรื่องภูเขาน้ำแข็งและวิธีจัดการอารมณ์

1. หลายครั้งที่พ่อแม่โกรธลูก พฤติกรรมภายนอกคือ เสียงดัง สายตาดุ คำพูดไม่ดีฯ ซึ่งจริงๆแล้ว บางทีที่เราโมโหขนาดนั้นก็ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ลูกทำตรงหน้าอย่างเดียว แต่มันเชื่อมโยงมายังโลกภายในของเรา (เปรียบเหมือนชั้นของ “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่อยู่ใต้น้ำทะเลที่ไม่มีใครเห็น) ความโกรธนั้นอาจเชื่อมโยงกับความกลัวว่าลูกจะรับผิดชอบตัวเองไม่ได้, หรืออาจเชื่อมโยงกับความกลัวปู่ย่าตายายที่คาดหวังให้เราเลี้ยงลูกให้ดี หรือแม้แต่ความโกรธที่ตัวเองเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี...

พฤติกรรมโกรธลูก 1 ฉาก จริงๆแล้ว ไม่ใช่แค่เพราะลูกดื้อ แต่มันยังรวมเอาความรู้สึกกลัว,โกรธฯความคาดหวังฯ มาผสมแล้วผลักให้ความโกรธนั้นพุ่งออกไป 😢

เมื่อเราสามารถมองลึกเข้าไป และเห็นรากของพฤติกรรมต่างๆ พร้อมทั้งสามารถยอมรับสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วด้วยหัวใจ ใจของเราก็จะสงบ เกิดมุมมองใหม่ต่อตนเอง รวมทั้งคาดหวังต่างๆ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ก็ต้องมีทักษะการจัดการอารมณ์ เพื่อนำมาใช้ประกอบร่วมกัน

🔹 หายใจเข้า-ออกลึก ๆ หรือจะใช้วิธี Box Breathing ก็ได้ เป็นการฝึกให้ระบบ parasympathetic ให้ทำงานบ่อยๆ เมื่อถึงเวลาคับขัน เราจะเรียกใช้ได้เร็ว

🔹 เบี่ยงเบนสมองด้วยเทคนิค 5-4-3-2-1 (บอกสิ่งที่เห็น 5 อย่าง ได้ยิน 4 อย่าง สัมผัส 3 อย่าง กลิ่น 2 อย่าง และรส 1 อย่าง)

สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะ ควรซ้อมล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เหตุการณ์จริงเกิดแล้วค่อยทำ มันจะไม่มา

2. กรณีของลูก เมื่อลูกแสดงอารมณ์ออกมา พ่อแม่จะต้องช่วยลูกสงบ ด้วยวิธี Co-regulation คือ พ่อแม่สงบ แล้วนำทางให้ลูกหาวิธีสงบของตนเอง เพราะเขาต้องการพ่อแม่เป็น “ฐานมั่นทางอารมณ์”

พ่อแม่อย่าคาดหวังให้เด็กสงบเอง หรือ ให้สงบเร็วๆ เพราะสมองเด็กยังไม่เติบโตเท่าผู้ใหญ่ แม้แต่เด็กวัยรุ่นที่พูดคุยเหมือนผู้ใหญ่ สมองส่วนหน้าก็ยังไม่พัฒนาเต็มที่ (เต็มที่ประมาณ 25 ปี) ถ้าบ้านไหน เด็กสงบเร็ว บอกให้เงียบก็เงียบ หรือ ไม่เคยโมโห อาจต้องดูว่า เด็กกดอารมณ์ตัวเองหรือเก็บกดหรือไม่ แบบนี้ เขาจะไม่มองเราเป็นพื้นที่ปลอดภัย

วิธีการ..
🔹 เริ่มจาก I FEEL: ช่วยลูกนึกชื่ออารมณ์ เช่น “หนูกำลังโกรธอยู่ใช่มั๊ย”
🔹 ต่อด้วย I CHOOSE: ชวนคิดถึงทางเลือก เช่น “ตอนนี้ หนูจะคุยกับแม่ หรือไปสวนหลังบ้าน หรือฟังเพลงดี”
🔹 จนถึง I CALM: ลูกสงบแล้ว ชวนคุยใช้สมองส่วนคิด ทบทวนและแก้ไข

---
ในช่วงบ่าย พ่อแม่เรียนรู้ทักษะการสื่อสารที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นพื้นที่ปลอดภัย

หลายครั้ง เด็กๆบอกว่า พ่อแม่ไม่ดุ แต่เล่าไปพ่อแม่ก็ไม่เข้าใจหรอก หรือ พ่อแม่ไม่ดุแต่ชอบสอน ก็เลยไม่อยากเล่า ดังนั้น นอกจากการจัดการอารมณ์ตัวเองได้แล้ว พ่อแม่ก็ควรรู้วิธีสื่อสารด้วย

🔹 Validate ความรู้สึก, ความคิด, พฤติกรรม: “ฟังแล้วเหมือนหนูกำลังเสียใจใช่มั๊ย” โดยพ่อแม่ต้องใช้ใจในการเข้าถึงลูก เปรียบเหมือนพ่อแม่ใช้เลนส์ตาของลูก ในการสัมผัสเหตุการณ์และความรู้สึกเหล่านั้น

🔹 Reflect feeling (สะท้อนความรู้สึก) “แม่เข้าใจว่าหนูผิดหวังมาก แม่เข้าใจถูกมั๊ย” โดยพ่อแม่ควรฝึกนึกชื่อความรู้สึกในสถานการณ์ต่างๆของลูก (งานวิจัย ชี้ว่า หากเราพูดชื่อความรู้สึก สมองส่วนจัดการอารมณ์จะทำงาน)

ที่บอกมา ไม่ใช่เห็นด้วยกับพฤติกรรม แต่คือการยอมรับว่าความรู้สึกของลูกสำคัญ ไม่ว่ามันจะแย่แค่ไหน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ลูกกล้าเล่าเรื่องต่างๆ รวมทั้งเรื่องที่ไม่ดีของตนเอง

🔹 ใช้ I-message ในการสอน, อธิบาย, สั่ง

“หนูไม่ทำการบ้านแบบนี้ เปลืองตังค์พ่อแม่ เสียเวลาพ่อแม่ด้วย ไม่ต้องเรียนเลยดีมั๊ย!” (เป็น you message) → เปลี่ยนเป็น “แม่เป็นห่วงว่า ถ้าการบ้านเสร็จช้า เวลาดูมือถือจะน้อยลง ไม่ได้ 1 ชั่วโมงตามที่ตกลงนะลูก”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราใช้ I-message กับลูก ไม่ได้แปลว่า ลูกจะทำการบ้านนะคะ ลูกจะทำการบ้านเร็ว ช้า หรือรับผิดชอบตนเองหรือไม่ อยู่ที่การออกกติกาและการบังคับใช้กฎของที่บ้านค่ะ (คลาสต่อไป 19 ตุลา)

I-message มีหน้าที่ลดการตำหนิ เคารพความรู้สึกของลูกและสร้างความน่านับถือให้กับพ่อแม่ (การสอนลูกไม่จำเป็นต้องแลกกับสัมพันธภาพนะคะ) และยังทำให้ลูกรับรู้ว่าเราเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกโดยอัตโนมัติ

🔹พยายามไม่จบบทสนทนา โดยไม่ตั้ง “คำถาม” ขอให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการคิด, ตัดสินใจ, แสดงความรู้สึก, แสดงความเห็นต่าง (มีตัวตน)

แนะนำให้ใช้คำถามปลายเปิด เช่น “หนูฟังที่แม่บอกไปแล้ว คิดยังไง เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย” หรือ “ครั้งหน้า ถ้าเป็นแบบนี้ หนูอยากจะแก้ปัญหาแบบอื่นยังไงดี”

พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกเสนอแนวทาง โดยเฉพาะปัญหาของเขาเอง ให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ยอมรับตัวตนเขา แล้วเราก็ค่อยๆสะท้อนและเสริมมุมมองให้ลูกค่ะ

---
หวังว่า จะเป็นประโยชน์ทั้งผู้เข้าอบรมและแฟนเพจด้วยนะคะ

คลาสต่อไป “ #วิธีออกกฎกติกาและบทลงโทษ_โดยไม่ทิ้งบาดแผลในใจ” รุ่น 2 วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลานี้ ที่โรงแรมจัสมิน สุขุมวิท23ราคา 9,500 บาทต่อท่าน 2ท่าน ลด 5% , 4 ท่าน ลด 10 % ลงทะเบียนเรียนแอดไลน์ https://lin.ee/IT43gvK (หมอเสาวภา-คลาสเรียนพ่อแม่)

๒หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

ที่อยู่

โรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์
Bangkok
10250

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง หมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก:

แชร์