08/05/2026
ประสบการณ์จากผู้เข้าร่วม Experiencing Psychology EP.1 "Self-Compassion"
Experiencing Psychology รุ่นที่ 2 ยังมีอีก 2 หัวข้อต่อเนื่อง ยังสามารถสมัครได้
EP.2 “Meaning In Life” สำรวจความหมายในชีวิต
9 พฤษภาคม
Talk 11.00-12.00
Workshop 14.00-17.00
EP.3 “Freedom” หวนคืนสู่อิสรภาพภายใน
16 พฤษภาคม
Talk 11.00-12.00
Workshop 14.00-17.00
ลงทะเบียนทอล์ก (1 ทอล์ก) ราคา 100 บาท
ลงทะเบียนรายเวิร์กชอป (1 เวิร์กชอป) ราคา 1,590 บาท
สมัครทาง Line @ Studiopersona
“เมื่อเรากลับมาอ่อนโยนกับตัวเองอีกครั้ง”
ในโลกที่ผู้คนเริ่มหันกลับมาสนใจการเยียวยาและการเติบโตภายในมากขึ้น
คำต่างๆ อย่าง Healing, Trauma, Shadow Work, Inner Child, Energy Healing, Self-Love หรือ Self-Compassion กลายเป็นภาษาร่วมสมัยที่เราได้ยินอยู่บ่อยครั้ง
ผู้คนเริ่มกล้าพูดถึงบาดแผล ความเศร้า ความเหนื่อยล้า ความเปราะบาง และด้านที่ไม่สมบูรณ์ของตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมนุษย์ไม่อาจเติบโตได้อย่างแท้จริง หากไม่ยอมรับความเป็นมนุษย์ทั้งหมดของตัวเอง
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (2 พ.ค.) เรามีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทอล์กและเวิร์กช็อป “Experiencing Psychology รุ่นที่ 2” ในหัวข้อ “Self-Compassion : กลับมาอ่อนโยนกับตัวเองอีกครั้ง” โดย ดร.พงษ์มาศ ทองเจือ และคุณปรัชญพร วรนันท์ ณ Studio Persona
สิ่งที่สัมผัสได้ตลอดทั้งวัน ไม่ใช่เพียงความรู้ทางจิตวิทยา แต่คือ “บรรยากาศของความอ่อนโยน” ที่ทำให้เราค่อย ๆ กลับมาเห็นตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่เครื่องจักรที่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา
มีประโยคหนึ่งที่ยังคงอยู่ในใจมากคือ
“ชีวิตคนเราหนักหน่วงมากพอแล้ว ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องโหดร้ายกับตัวเองอีก”
ฟังดูเหมือนเรียบง่าย แต่เมื่อมองลึกลงไป เราอาจพบว่า หลายครั้งคนที่ทำร้ายเราไม่ใช่ใครอื่นเลย แต่เป็น “เสียงภายใน” ของตัวเราเอง
เสียงที่คอยตำหนิ คอยเร่ง คอยเปรียบเทียบ หรือคอยบอกว่าเรายังดีไม่พอ
ในเวิร์กช็อป มีการชวนสำรวจว่า การใจร้ายกับตัวเองอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ทั้งเสียงแห่งการพิพากษา (The Judge) เสียงแห่งความกดดัน (The Pusher) เสียงแห่งการกล่าวโทษ (The blamer) เสียงแห่งการเปรียบเทียบ (The Comparator) หรือแม้แต่เสียงแห่งการถูกทอดทิ้ง (The Abandoner)
น่าสนใจตรงที่ หลายเสียงเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความเกลียดตัวเองเสมอไป แต่บางครั้งเกิดจาก “เจตนาดี” ที่อยากให้เรารอด อยากให้เราเก่ง อยากให้เราไม่ผิดพลาด อยากให้เราเป็นที่ยอมรับ
เราทำงานหนักจนลืมพัก
เรากดดันตัวเองจนหายใจไม่ทั่วท้อง
เราพยายามเข้มแข็งจนไม่มีพื้นที่ให้อ่อนแอ
และทั้งหมดนั้นอาจเกิดขึ้น เพราะเราเชื่อว่า “นี่คือสิ่งที่ดี”
จึงทำให้คำว่า “Self-Compassion” น่าสนใจมาก เพราะมันไม่ใช่การตามใจตัวเอง ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเอง และไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่อาจเป็นเพียงการ “อยู่ข้างตัวเอง” ในวันที่โลกและชีวิตหนักเกินไป
“Self-Compassion” ไม่ได้แปลว่า เราไม่ต้องเติบโต แต่หมายถึง เราไม่จำเป็นต้องใช้ความเกลียดตัวเองเป็นเชื้อเพลิงในการเติบโตอีกต่อไป
และในขณะเดียวกัน ระหว่างที่โลกกำลังพูดถึงการเยียวยาและ Shadow Work มากขึ้น เรากลับรู้สึกว่า สิ่งที่น่าพิจารณาควบคู่กันไป คือ “เงาของ Shadow Work” เอง
เมื่อเช้านี้ เราได้อ่านบทความของพี่อู๊ด สมพล ชัยสิริโรจน์ ที่พูดถึง “The Shadow of Shadow Work” ซึ่งชวนตั้งคำถามได้ลึกมาก
เพราะเมื่อแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งได้รับความนิยม มันมักค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “เครื่องมือเพื่อเข้าใจมนุษย์” ไปเป็น “มาตรฐานในการตัดสินมนุษย์” โดยไม่รู้ตัว
เราจึงเริ่มเห็นการอธิบายผู้คนผ่านกรอบทางจิตวิญญาณอย่างรวดเร็วมากขึ้น จนอาจเผลอกลายเป็นภาษาของการตัดสินโดยไม่รู้ตัว
ว่าใครกำลังหลีกหนีความเจ็บปวด
ใครยังเติบโตไม่มากพอ
ใครยังติดอยู่กับบาดแผลเดิม
หรือใครยังไม่พร้อมเดินผ่านความจริงบางอย่างของชีวิต
แน่นอนว่า หลายอย่างมีความจริงอยู่ในนั้น แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อไรที่ “ความจริง” กลายเป็น “ความจริงเพียงแบบเดียว” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์
ขณะที่มนุษย์ซับซ้อนเกินกว่าจะถูกอธิบายด้วยสูตรสำเร็จทางจิตวิทยาหรือจิตวิญญาณเพียงไม่กี่ประโยค
ในบางช่วงของชีวิต การเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดอย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นหนทางของการเติบโต แต่ในอีกบางช่วง การประคองตัวให้อยู่รอดก่อน อาจสำคัญกว่า
สำหรับคนที่กำลังจมน้ำ คำพูดอย่าง “เดี๋ยวมันจะดีขึ้น” อาจไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่อาจเป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่ทำให้เขายังอยู่ต่ออีกวัน
เราอาจเรียกสิ่งนั้นว่า “ความหวัง” อาจเรียกว่า “คำปลอบใจ” หรือแม้แต่ “bypass”
แน่นอนว่า การมองเห็นความจริงของตัวเองยังสำคัญเสมอ เพียงแต่แต่ละคนอาจมีจังหวะในการเผชิญและเติบโตไม่เหมือนกัน
และนี่เองที่ทำให้เรารู้สึกว่า Self-Compassion สำคัญมาก
เพราะบางครั้ง เราไม่ได้ต้องการใครมาสอนให้เข้มแข็งขึ้นอีกแล้ว แต่ต้องการพื้นที่ปลอดภัยที่เราไม่ถูกซ้ำเติม
พื้นที่ที่เราไม่ต้องรีบหายดี
ไม่ต้องรีบเข้าใจทุกอย่าง
ไม่ต้องรีบ transform ตัวเองตลอดเวลา
เพียงแค่ได้หายใจ
ได้พัก
ได้เศร้า
และได้เป็นมนุษย์
ในเวิร์กช็อปช่วงท้าย มีช่วงหนึ่งที่ชอบมาก คือ การเขียนจดหมายถึงตัวเอง ราวกับเราเป็น “เพื่อนรัก” ของตัวเอง
และเราอาจค้นพบว่า นั่นคือหัวใจสำคัญของ Self-Compassion เพราะหลายครั้ง เราอ่อนโยนกับคนอื่นได้มาก แต่กลับพูดกับตัวเองอย่างโหดร้ายที่สุด เรายอมให้คนอื่นเหนื่อยได้ แต่ไม่อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ
ทั้งที่จริงแล้ว ความอ่อนโยนไม่ใช่ความอ่อนแอเลย ในทางกลับกัน มันอาจเป็นความกล้ารูปแบบหนึ่ง ความกล้าที่จะไม่ทำร้ายตัวเองเพิ่ม ความกล้าที่จะพัก ความกล้าที่จะยอมรับว่า วันนี้เราไม่ไหวจริง ๆ
Shadow Work ที่แท้จริง จึงอาจไม่ใช่เพียงการมองเห็นเงาของตัวเอง แต่รวมถึงการมองเห็น “เงาของความถูกต้อง” ในตัวเราด้วย
เมื่อไรที่การเยียวยากลายเป็นการแข่งขัน
เมื่อไรที่การตื่นรู้กลายเป็นการตัดสิน
เมื่อไรที่ความจริงกลายเป็นอาวุธ
เมื่อนั้น แม้แต่แสงสว่าง ก็อาจสร้างเงาได้เช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว บางทีสิ่งที่ช่วยเยียวยามนุษย์ อาจไม่ใช่คำอธิบายที่เฉียบคมที่สุด แต่คือการมีใครสักคน หรือแม้แต่ตัวเราเอง ที่ยังยินดีนั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่รีบตัดสิน
และในโลกที่โหดร้ายมากพออยู่แล้ว บางที “การกลับมาอ่อนโยนกับตัวเอง” อาจไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
หากสรุปแก่นสั้น ๆ ของทั้งหมดนี้ อาจเป็นเพียงว่า
“การเติบโตภายในที่แท้จริง
อาจไม่ใช่การพยายามเป็นคนที่ดีหรือถูกต้องขึ้นเรื่อย ๆ
แต่คือการมีสติ อ่อนโยน
และไม่ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นระหว่างทาง”
-------------------
“ขอขอบคุณ”
• ขอบคุณบทความเริ่มต้นจากพี่อู๊ด สมพล ชัยสิริโรจน์
ติดตามได้ที่เพจ https://www.facebook.com/VoiceDialogueSomphol/
• ขอบคุณพี่ปัทและคุณหมอมาสสำหรับกิจกรรมทอล์กและเวิร์กช็อป “Experiencing Psychology รุ่นที่ 2”
ติดตามได้ที่เพจ https://www.facebook.com/studiopersonabkk
ยังมีอีก 2 หัวข้อต่อเนื่อง สมัครได้ที่เพจ Studio Persona
EP.2 “Meaning In Life” สำรวจความหมายในชีวิต (9 พฤษภาคม)
Talk 11.00-12.00
Workshop 14.00-17.00
EP.3 “Freedom” หวนคืนสู่อิสรภาพภายใน (16 พฤษภาคม)
Talk 11.00-12.00
Workshop 14.00-17.00
-------------------