ร้านยา Major Drug

ร้านยา Major Drug Your Health is My Heart
สุขภาพของคุณ คือ หัวใจของเรา

ไข้ซิกา (Zika Fever)โรคซิก้า คืออะไร??     • โรคไข้ซิกา (Zika fever) เกิดจาการติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika Virus-ZIKV) ไวรัสท...
13/02/2016

ไข้ซิกา (Zika Fever)

โรคซิก้า คืออะไร??
• โรคไข้ซิกา (Zika fever) เกิดจาการติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika Virus-ZIKV) ไวรัสที่มีสารพันธุกรรมชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว อยู่ในตระกูล flavivirus มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี,ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ไวรัสซิกาถูกแยกเชื้อครั้งแรกในปี พ.ศ. 2490 จากน้ำเหลืองของลิง rhesus ที่ใช้ในการศึกษาไข้เหลืองในป่าชื่อซิกา ประเทศยูกันดา และแยกเชื้อได้จากคนในปี พ.ศ. 2511 ณ ประเทศไนจีเรีย
• ประมาณ 1 ใน 5 ราย ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะเสียชีวิต

อาการ:
ระยะฟักตัว: 4 - 7 วัน จากนั้นจะมีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง มีผื่นแบบที่บริเวณลำตัว แขนขา, วิงเวียน, เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง, ปวดข้อ อาจจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต และอุจจาระร่วง

การตรวจวินิจฉัย:
การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อทำได้ 2 วิธี ดังนี้
1) การตรวจหาสารพันธุกรรม ด้วยวิธีพีซีอาร์ เก็บตัวอย่างน้ำเหลืองเร็วที่สุดหลังจากที่ เริ่มมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งไม่ควรเกิน 9 วันหลังมีอาการ

2) การตรวจหาแอนติบอดี ชนิดเอ็มที่จำเพาะต่อไวรัสซิกาด้วยวิธีอิไลซ่า ซึ่งเป็นพัฒนาวิธีโดย ศูนย์ควบคุม และป้องกันโรคสหรัฐอเมริกาโดยเก็บตัวอย่าง 2 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่เริ่มมีอาการ และตัวอย่างที่สองห่างจากตัวอย่างแรก 2 - 3 สัปดาห์

การรักษา:
• ปัจจุบันยังไม่มียารักษาที่จำเพาะ
• การรักษาจะรักษาตามอาการ เพื่อบรรเทาการเจ็บป่วย
- พักผ่อน
- ดื่มน้ำ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- รับประทานยา Paracetamol ช่วยลดไข้และบรรเทาอาการปวด ห้ามรับประทานยาแอสไพริน หรือ ยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพราะทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น

การป้องกัน:
• ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้ซิก้า
• สามารถป้องกันได้โดยป้องกันการโดนยุงลายกัด โดยยุงลายมักจะเป็นยุงที่หากินตอนกลางวัน เช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก
- กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
- ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิด
- สวมเสื้อและกางเกงขายาว

เอกสารอ้างอิง:
1. ฝ่ายอาโบไวรัส สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข, ไข้ซิก้า Zika-fever(Online), นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2556 (วันที่เข้าถึงข้อมูล 8 กุมภาพันธ์ 2559)
แหล่งที่มา: www.dmsc.moph.go.th/dmsc/news_detail.php?id=1144

2. Zika virus (online), CDC. (Accessed date Feb 8th 2015)
แหล่งที่มา: http://www.cdc.gov/zika/

เรียบเรียงโดย นศภ. วชิราภรณ์ เอี่ยมชู

ร้านยาเมเจอร์ดรัก
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

วิตามินรับประทานอย่างไรให้คุ้มค่าวิตามินสามารถแบ่งตามการละลายได้เป็น 2 ชนิด1. วิตามินที่ละลายในไขมัน      คือ วิตามิน A,...
20/11/2015

วิตามินรับประทานอย่างไรให้คุ้มค่า

วิตามินสามารถแบ่งตามการละลายได้เป็น 2 ชนิด
1. วิตามินที่ละลายในไขมัน
คือ วิตามิน A, D, E, K ซึ่งวิตามินเหล่านี้ชอบสะสมในชั้นไขมันของร่างกาย หากมีการสะสมมากเกินไปอาจก่อให้เกิดอาการคล้ายกับโรคได้

2. วิตามินที่ละลายในน้ำ
คือ วิตามิน B ทั้ง 8 ชนิด (B1, B2, B3, B5, B6, B7, B9, B12) และวิตามิน C ซึ่งวิตามินเหล่านี้อาจอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมจะถูกขับทางไต มาในรูปของปัสสาวะ โอกาสที่จะสะสมในร่างกายจึงพบได้น้อย จำเป็นต้องรับประทานเสริมจากอาหารหรืออาหารเสริมเข้าไป

ดังนั้นการได้รับวิตามินบางชนิดที่มากเกินไป จากการซื้อวิตามินเสริมอาหารมารับประทานเอง นอกจากจะสูญเสียทรัพย์สินโดยเปล่าประโยชน์แล้ว อาจส่งผลต่อการเสียสุขภาพร่วมด้วย
ประโยชน์ของวิตามินและขนาดที่แนะนำต่อวัน

1. วิตามินเอ (Retinol)
แหล่งอาหารที่พบ: น้ำมันตับปลา ตับ เนยเหลว เนยแข็ง ไข่แดง ผักและผลไม้สีเหลืองและเขียวเข้ม
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 800 - 3,000 ไมโครกรัม

2. วิตามินดี (Calciferol)
แหล่งอาหารที่พบ: ปลาแซลมอล ปลาแมคเคอเรล ไข่ นม มาการีน
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 5 - 50 ไมโครกรัม

3. วิตามินอี (Tocopherol)
แหล่งอาหารที่พบ: น้ำมันพืช ไข่ ถั่ว ขนมปังโฮลวีท จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน:10 - 1,000 มิลลิกรัม

4. วิตามินเค (Phytonadione)
แหล่งอาหารที่พบ: ตับ มะเขือเทศ นม บร็อคโคลี่ ผักขม กะหล่ำ
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 80 - 120 ไมโครกรัม

5. วิตามินบี 1 (Thiamine)
แหล่งอาหารที่พบ: ข้าวซ้อมมือ ถั่ว น้ำผึ้ง งา เครื่องในสัตว์ ไข่
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 1.5 มิลลิกรัม

6. วิตามินบี 2 (Riboflavin)
แหล่งอาหารที่พบ: นม ไข่ เนยแข็ง ยีสต์สกัด ผักใบเขียว ตับ เนื้อสัตว์
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 1.7 มิลลิกรัม

7. วิตามินบี 3 (Niacin)
แหล่งอาหารที่พบ: เนื้อสัตว์ ปลา เป็ด ไก่ ขนมปัง มันฝรั่ง เนยแข็ง นม ยีสต์สกัด ธัญญาหาร
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 20 มิลลิกรัม

8. วิตามินบี 5 (Pantothenic acid)
แหล่งอาหารที่พบ: ตับ ยีสต์สกัด ถั่ว ผลไม้แห้ง ไข่ ขนมปังโฮลวีท
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 6 มิลลิกรัม

9. วิตามินบี 6 (Pyridoxine)
แหล่งอาหารที่พบ: ขนมปังโฮลวีท ตับ ปลา กล้วย รำข้าวสาลี ยีสต์สกัด ธัญญาหาร
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 2 มิลลิกรัม

10. วิตามีนบี 7 (Biotin)
แหล่งอาหารที่พบ: จมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท นม ไข่ เนยแข็ง โยเกิร์ต
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 150 ไมโครกรัม

11. วิตามินบี 9 (Folic acid)
แหล่งอาหารที่พบ: บร๊อคโคลี่ กะหล่ำเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง เห็ด เครื่องใน จมูกข้าวสาลี ยีสต์สกัด ตับ ผักใบเขียว
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน 200 ไมโครกรัม

12. วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin)
แหล่งอาหารที่พบ: เนื้อสัตว์ เป้ด ไก่ ปลา ไข่ เนยแข็ง ธัญญาหาร เครื่องใน
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 1.5 มิลลิกรัม

13. วิตามินซี (Ascorbic acid)
แหล่งอาหารที่พบ: ผลไม้รสเปรี้ยว ผักสด ถั่ว มันฝรั่ง กะหล่ำ บร็อคโคลี่
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 60 - 2,000 มิลลิกรัม

References
1. ประสบอร รินทอง. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร [อินเตอร์เนต]. กรุงเทพ [เข้าถึงเมื่อ 20 พ.ย. 58]. เข้าถึงได้จาก: https://drugindailylife.files.wordpress.com/2012/
2. วรวุฒิ เจริญศิริ. โภชนาการกับสุขภาพ. ศูนย์การเรียนรู้สุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ [อินเตอร์เนต]. กรุงเทพ [เข้าถึงเมื่อ 20 พ.ย. 58]. เข้าถึงได้จาก: http://www.vachiraphuket.go.th/www/publichealth/index.
3. อนุสรณ์ เชิดทอง. วิตามินและแร่ธาตุ [อินเตอร์เนต]. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น [เข้าถึงเมื่อ 20 พ.ย. 58]. เข้าถึงได้จาก:http://ag2.kku.ac.th/eLearning/137748/Doc
4. Blake S. Vitamins and Minerals Demystified. New York: McGraw - Hill, Inc.; 2008.
5. Rucker RB, Suttie JW, McCormick DB, Machlin LJ. Handbook of Vitamins. 3rd ed. New York: Marcel Dekker, Inc.; 2001:165-97.

เรียบเรียงโดย นศภ. ฉัตรลัดดา เจียงพุทรา

ร้านยาเมเจอร์ดรัก
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

การปฏิบัติตนในการรักษาสิว1. หลีกเลี่ยง การแคะ แกะ เกาสิว เนื่องจากถ้าสิวเกิดการอักเสบจะทําให้เกิดรอยดํา หรือรอย แผลเป็น ...
16/08/2015

การปฏิบัติตนในการรักษาสิว
1. หลีกเลี่ยง การแคะ แกะ เกาสิว เนื่องจากถ้าสิวเกิดการอักเสบจะทําให้เกิดรอยดํา หรือรอย แผลเป็น และอาจกระตุ้นทําให้สิวรอบข้างเพิ่มจํานวนขึ้นได้
2. ควรสังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นภายนอกที่ อาจทําให้สิวขึ้นได้ เช่น เครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ และการรับประทานอาหารบางชนิด เช่น ของทอด ของมัน ช็อกโกแลต น้ําอัดลม หรือสิ่งที่ทําให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนัง เช่น ของฉุน ฝุ่น ควัน แดด เหงื่อ
3. สบู่ล้างหน้า ครีม หรือเครื่องสําอางใดๆ ที่จะนํามาใช้บริเวณที่เป็นสิว ถ้ายังไม่เคยใช้มาก่อน ไม่ควรลองใช้ เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ของผิวหนังบริเวณที่เปีนสิว ทําให้สิวมากขี้นได้
4. ในระยะแรกของการรักษา สิ่งใดไม่จําเป็นที่ต้องใช้บนผิวหน้า ควรงดหรือหลีกเลี่ยงชั่วคราว เช่น สบู่ล้างหน้า หรือเจลล้างหน้าชนิดเดิมที่ใช้อยู่ (ถ้าแพทย์แนะนําไม่ให้ใช้) ครีมกันแดด ครีม บํารุงต่างๆซึ่งอาจมีสารเคมีหรือสารระคายเคืองที่กระตุ้นทำให้สิวขึ้นได้
5. หลีกเลี่ยงการนวด ขัด หรือ อบบริเวณผิวหนังที่เป็นสิว เนื่องจากอาจกระตุ้นทำให้สิวมากขึ้นได้
6. ในรายที่มีสิวบริเวณคอ อกและหลัง มักเกิดจาก เหงื่อ หรือสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี ควรเลือกใช้สบู่อ่อน เช่นสบู่เด็ก ในการทำความสะอาดบริเวณดังกล่าว หลังเลิกงาน หรือเลิกกิจกรรมเช่นหลังเลิกเล่นกีฬา ถ้าไม่สะดวกในการฟอกล้าง อาจใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ด บริเวณที่สัมผัสกับสิ่งระคายเคืองดังกล่าว หลังจากอาบน้ํา และฟอกด้วยสบู่อ่อนแล้วให้ใช้แชมพูกันสิวฟอกให้ทั่วบริเวณที่เป็นสิว แล้วทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าวันละครั้ง และอาจใช้แป้งน้ำที่แพทย์สั่งให้ทาบริเวณที่เป็นสิวร่วมด้วย วันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและก่อนนอน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/641_1.pdf

เรียบเรียงโดย นสภ.ภัทรพร วงศ์อารีย์สันติ (ผลัด2/2558)
ร้านยาเมเจอร์ดรัก
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

โรคไมเกรนโรคไมเกรนเป็นโรคที่ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญคือ อาการปวดศีรษะนั้นมัก...
14/08/2015

โรคไมเกรน

โรคไมเกรนเป็นโรคที่ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญคือ อาการปวดศีรษะนั้นมักจะปวดข้างเดียว หรือเริ่มปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดทั้งสองข้าง และแต่ละครั้งที่ปวดมักจะย้ายข้างไปมาหรือย้ายตำแหน่งได้ แต่บางครั้งก็อาจจะปวดทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อม ๆ กันตั้งแต่แรก ลักษณะอาการปวดมักจะปวดตุ๊บ ๆ เป็นระยะ ๆ

ส่วนใหญ่พบผู้ป่วยกลุ่มใด วัยใด เพศใด มากที่สุด

ผู้ป่วยมักจะเริ่มเป็นเมื่ออายุยังไม่มากนัก เช่น ช่วงอายุระหว่าง 25 ถึง 45 ปี และเคยมีรายงานว่าพบผู้ป่วยไมเกรนที่มีอายุเพียง 5 ปี ที่สำคัญมีผู้ป่วยผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า เนื่องจากอาจมีปัจจัยเรื่องของฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้อง

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไมเกรน

ปัจจุบันสาเหตุของไมเกรนก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด มีอยู่หลายทฤษฎีที่เชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ โดยเชื่อกันว่าอาจจะเกิดจากความผิดปกติที่ระดับสารเคมีในสมอง การสื่อกระแสในสมอง หรือการทำงานที่ผิดปกติไปของหลอดเลือดสมองก็ได้
จากหลักฐานข้อมูลทางระบาดวิทยา ปัจจุบันเชื่อว่า “ไมเกรนถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้” แต่จะเกิดอาการหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่มากระทบตัวผู้เป็น

ปัจจัยกระตุ้น

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนมีหลายประการซึ่งอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย

โดยสรุปแล้ว ปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดไมเกรนมีดังนี้

- ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ช่วงมีประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงหมดประจำเดือน หรือการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด
- อาหารบางชนิด เช่น ชีส ไวน์แดง ช็อคโกแล็ต น้ำตาลเทียม ผงชูรส ชา และกาแฟ
- การกระตุ้นทางประสาทสัมผัส อาทิ แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน กลิ่นบุหรี่
- รูปแบบการนอนที่เปลี่ยนไป เช่น นอนดึก นอนไม่พอ หรือนอนมากเกินไป
- สิ่งแวดล้อม เช่น อากาศร้อน ฝุ่นควัน
- ยาบางชนิด

รับมือกับไมเกรน

- หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นไมเกรน ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่บางคนอาจมีปัจจัยกระตุ้นอื่นอีกได้ ทางที่ดี ควรหมั่นสังเกตตัวเองให้ดี รวมทั้งพิจารณาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นนั้น ๆ

- นอนหลับให้เพียงพอ แต่อย่าให้มากเกินไป ผู้ใหญ่โดยทั่วไปควรนอนให้ได้ประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน พยายามเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน

- หยุดพักเมื่อมีอาการ ถ้าเป็นไปได้ควรพยายามพักผ่อนในห้องเงียบ ๆ มืด ๆ ร่วมกับการประคบเย็นบริเวณต้นคอ พร้อมกับนวดบริเวณที่ปวดก็จะช่วยบรรเทาอาการได้

- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรง และลดความเครียดซึ่งอาจจะช่วยลดความถี่ของการปวดได้

- จดบันทึกอาการของคุณ บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับความปวด อาทิ วัน เวลา ระยะเวลา ลักษณะอาการปวด อาหารที่รับประทาน รวมถึงความผิดปกติต่าง ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับอาการของคุณเลย

- ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
เมื่อปวดศีรษะไมเกรนควรรับประทานยาแก้ปวดเป็นครั้งคราว ถ้าปวดบ่อยมากควรจะพบแพทย์เพื่อรับประทานยาป้องกันไมเกรน

ที่มา:

อยู่อย่างไรเมื่อเป็นไมเกรน [online]. 2010 July 29 [cited 2015 Aug 2]. Available from: URL: https://www.bumrungrad.com/th/betterhealth/2009/brain-healthy/LIVING-WITH-MIGRAINES

โรคไมเกรน [Online]. 2010 Oct 6 [cited 2015 Aug 2]. Available from: URL: http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=105

เรียบเรียงโดย นสภ. กวิสรา รัตนกันยากร(ผลัดที่ 2/2558)
ร้านยา Major Drug
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

สมุนไพรดับกลิ่นปาก การมีกลิ่นปากอาจทำให้เราขาดความมั่นใจ โดยสาเหตุส่วนใหญ่นั้นมาจากปัญหาสุขภาพในช่องปาก หรืออาจมีสาเหตุอ...
10/08/2015

สมุนไพรดับกลิ่นปาก
การมีกลิ่นปากอาจทำให้เราขาดความมั่นใจ โดยสาเหตุส่วนใหญ่นั้นมาจากปัญหาสุขภาพในช่องปาก หรืออาจมีสาเหตุอื่นๆ เช่น ปัญหาในทางเดินอาหาร หรือโพรงจมูก เป็นต้น
โดยสิ่งสำคัญในการรักษากลิ่นปากคือ การรักษาจากสาเหตุ เช่น ปัญหาจากสุขภาพช่องปาก แก้โดยการ อุดฟัน รักษาโรคเหงือก ขูดหินปูน เป็นต้น
โดยสมุนไพรเหล่านี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถระงับกลิ่นปากได้
1.ใบฝรั่ง
สารคลอโรฟิลล์ในใบฝรั่งช่วยระงับกลิ่นปากได้ดี
สูตร1 นำใบฝรั่งประมาณ 2-3 ใบ นำมาเคี้ยวหลังอาหาร หรือเมื่อต้องการแล้วคายทิ้ง
สูตร2 หั่นใบฝรั่งเป็นฝอยพอประมาณ นำไปคั่วในกระทะให้เหลือง นำไปชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว ใช้อมหรือบ้วนปากเป็นประจำ
2.กานพลู
ใช้ดอกกานพลูประมาณ 2-3 ดอก อมไว้ในปากแล้วคายทิ้ง หรือบดเป็นผงแล้วอม หรือผสมน้ำยาบ้วนปากก็ได้
3.เมล็ดผักชี
นำมาทำเป็นน้ำยาบ้วนปาก หรือเครื่องดื่มทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น โดยนำเมล็ดผักชีพอประมาณต้มในน้ำ 250 มิลลิลิตร ทิ้งไว้ให้เดือด 2-3 นาที กรองเอาแต่น้ำแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ใช้ดื่มหรือบ้วนปาก
4.เมล็ดกระวาน
ใช้เคี้ยวหรืออม ซึ่งจะช่วยสร้างกลิ่นหอม มีคุณสมบัติในการระงับแบคทีเรียในช่องปาก
5.ใบพาร์สลีย์
มีคลอโรฟิลล์ช่วยระงับกลิ่นปากได้
6.เปปเปอร์มินต์
เปปเปอร์มินต์ หรือสเปียร์มินต์ มีฤทธิ์ช่วยระงับกลิ่นปากได้
7.มะนาว
ดื่มน้ำมะนาว 1 ซีก ผสมน้ำอุ่น 1 แก้วทุกเช้าหลังตื่นนอน
8.สมอไทย
ใช้ในการดับกลิ่นปาก แก้แผลร้อนใน โดยนำปต้มกับน้ำ 1 แก้ว ประมาณ 10 นาที นำไปกรองแล้วนำไปบ้วนปากได้

ที่มา: http://www.muslim4health.or.th/2014/index.php?op=muslimhealth-detail&id=95 #.VbmsErPtmko
เรียบเรียงโดย นสภ.สุธาสินี เพ็งศรี (ผลัดที่ 2/2558)
ร้านยา Major Drug
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

ถุงยางอนามัย...          นอกจากจะช่วยคุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย...
08/08/2015

ถุงยางอนามัย...
นอกจากจะช่วยคุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ถุงยางอนามัยที่มีขายในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกรวมทั้งมีหลายขนาด แล้วรู้หรือไม่ว่าขนาดที่เหมาะสมของคุณคือเท่าไร????

ถุงยางอนามัยแบ่งตามขนาดความกว้าง (ครึ่งหนึ่งของเส้นรอบวงของถุงยางอนามัย) ได้ 13 ขนาด คือ 49-56 มิลลิเมตร ที่มีขายในเมืองไทยมักเป็นขนาด 49, 52 และ 56 มิลลิเมตร การเลือกใช้ขนาดที่เหมาะสมกับตนเองนั้นสำคัญมาก หากใหญ่เกินไปจะหลวมและหลุดได้ง่าย หากเล็กเกินไปจะฉีกขาดได้ง่าย

วิธีการเลือกขนาดถุงยางคือวัดเส้นรอบวงช่วงกึ่งกลางของอวัยวะเพศชายเมื่อแข็งตัวเต็มที่ หน่วยมิลลิเมตร ได้เท่าไหร่นำมาหาร 2 ก็จะได้ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม โดยสามารถใช้สายวัดตัวทั่วไปที่มีหน่วยมิลลิเมตร หรือสามารถดาวน์โหลดสายวัดได้จาก
http://www.aidsthai.org/uploads/files/246_Pen*sMeasureHiRes.pdf

การใช้ถุงยางอนามัยขนาดที่เหมาะสมร่วมกับวิธีการใส่ที่ถูกต้องช่วยคุมกำเนิดและช่วยให้ห่างไกลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

Cr. http://www.aidsthai.org/th/contents/view/89
http://condom.aidsthai.org/index.php

เรียบเรียงโดย นสภ.ปาลิดา ธนวณิชย์วรชัย (ผลัดที่ 2 ปี 2558)
ร้านยา Major Drug
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

6 เคล็ดไม่ลับ ระงับกลิ่นกาย คุณเคยมีความรู้สึกว่ากลิ่นตัวแรงหรือไม่ ?? มันทำให้คุณหมดความมั่นใจไปเลยใช่หรือไม่ ?? แต่ไม่...
06/08/2015

6 เคล็ดไม่ลับ ระงับกลิ่นกาย
คุณเคยมีความรู้สึกว่ากลิ่นตัวแรงหรือไม่ ?? มันทำให้คุณหมดความมั่นใจไปเลยใช่หรือไม่ ?? แต่ไม่ต้องกังวลไปคุณสามารถระงับกลิ่นตัวของคุณได้ง่ายๆภายใน 6 ขั้นตอนนี้

1.รักษาความสะอาดอยู่เสมอ
อาบน้ำอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง โดยหากยิ่งล้างเหลื่อไคลได้มากเท่าไร ก็จะสามาถลดจำนวนแบคทีเรียบริเวณผิวหนังได้มากขึ้นเท่านั้น จริงๆแล้วเหงื่อของเรานั้นแทบไม่มีกลิ่น แต่เมื่อรวมกับแบคที่เรียที่อาศัยอยู่บริเวณผิวหนังจะทำให้มีกลิ่นแรงมากขึ้น ดังนั้นจึงควรทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำโดยเฉพาะบริเวณที่เหงื่อออกมาก
หากคุณเป็นคนที่เหงื่อออกปกติ คุณอาจจะพบปัญหากลิ่นตัวมากกว่าผู้ที่มีเหงื่อออกมาก นั่นเป็นเพราะการที่เหงื่อออกมากจะสามารถชะล้างแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นตัวได้

2. ใช้สบู่ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
การใช้สบู่ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ทำให้จำนวนแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุการเกิดกลิ่นตัวลดลง

3.เช็ดตัวให้แห้งสนิท
หลังอาบน้ำเสร็จควรเช็ดตัวให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณที่เหงื่อออกมาก เช่น รักแร้ และข้อพับต่างๆ หากตัวเราแห้งสนิท แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัวก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้

4.ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย
หลังจากที่เช็ดตัวให้แห้งสนิทแล้วควรใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ทาบริเวณรักแร้ วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ถึงแม้จะไม่สามารถลดการหลั่งเหงื่อได้ แต่สามารถปกปิดกลิ่นตัวที่เกิดจากแบคทีเรียได้ ส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเหล่านี้ประกอบด้วย Aluminum chloride ซึ่งเป็นสารเคมีที่ลดการหลั่งเหงื่อ
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถซื้อได้ทั่วไป แต่หากต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมในการระงับกลิ่นกายขนาดสูง ควรปรึกษาแพทย์

5.ไม่ใส่เสื้อผ้าเปียกชื้น
เปลี่ยนเสื้อผ้า ถุงเท้า เมื่อมีเหงื่อออกมาก การใส่เสื้อผ้าใหม่จะสามารถลดกลิ่นตัวได้ หรือใช้แป้งระงับกลิ่นบริเวณเท้า และบริเวณที่เหงื่อออกมาก

6.งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีกลิ่นแรง
อะไรที่เรารับประทานก็จะส่งผลถึงกลิ่นตัวของเรา อาหารที่ทำให้เหงื่อออกมาก เช่น อาหารเผ็ด พริกไทย รวมถึงอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม และเครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน แอลกอฮอล์ ทำให้มีเหงื่อออกและกลิ่นตัวแรงได้

ที่มา: http://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/reduce-body-odor

เรียบเรียงโดย นสภ.สุธาสินี เพ็งศรี (ผลัดที่ 2 ปี 2558)
ร้านยา Major Drug
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

กาแฟ มีผลเสียต่อสุขภาพจริงหรือ??       กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมากว่า 100 ปี มีคำถามมากมายว่าการดื่มกาแฟไม่ดีกับสุข...
04/08/2015

กาแฟ มีผลเสียต่อสุขภาพจริงหรือ??

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมากว่า 100 ปี มีคำถามมากมายว่าการดื่มกาแฟไม่ดีกับสุขภาพจริงหรือไม่

กาเฟอีนเป็นอัลคาลอยด์ที่พบในพืชกว่า 60 ชนิด ในเครื่องดื่มประเภทชา ในเครื่องดื่มประเภทโคลา และขนมช็อกโกแลต
งานวิจัยเกี่ยวกับผลของกาเฟอีน มีมากมายในห้วง 20 ปีที่ผ่านมา นับแต่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้รับรองในปี พ.ศ. 2501 ว่ากาเฟอีนเป็นอาหารกลุ่มค่อนข้างปลอดภัย แม้ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องผลดีผลเสียของสารกาเฟอีนต่อสุขภาพ
แต่โดยรวมมีความเห็นร่วมกันว่าไม่เกิดผลเสียต่อสุขภาพ หากดื่มกาแฟไม่เกินระดับปกติ คือ

***“ประมาณ 300 มก/วัน หรือเท่ากับกาแฟถ้วยมาตรฐาน 8 ออนซ์ 3 ถ้วยหรือชาชง 6 ถ้วยต่อวัน”***

ทุกวันนี้ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับกาเฟอีนใหม่ๆ ออกมาเพื่อเป็นประโยชน์ในการหาข้อมูลผู้ป่วยรวมทั้งหาความจริงในความเชื่อที่ถกเถียงกัน ผู้เขียนจึงพยายามรวบรวมหลักฐานงานวิจัยที่ค่อนข้างใหม่ และวิเคราะห์วิจารณ์ รวมทั้งสรุปเป็นแนวทางที่ “น่าจะ” เหมาะสม ซึ่งในส่วนนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น

1. กาเฟอีนกับการเต้นของหัวใจผิดปกติ

กาเฟอีนขนาดไม่เกิน 500 มก./วัน ไม่ได้เพิ่มความถี่หรือความรุนแรงต่อการเกิดการเต้นผิดจังหวะของหัวใจห้องบน ทั้งในคนปกติและในผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือเคยมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะมาก่อน

สำหรับการเต้นผิดจังหวะของหัวใจห้องบน มีการศึกษาทดลองหลังจากให้อาสาสมัคร 10 คน รับกาเฟอีน 400 มก. ปรากฏว่า ไม่มีความเปลี่ยนแปลงลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ล่าสุดในการศึกษาติดตามในกลุ่มประชากรขนาดใหญ่กว่า 40,000 คน พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการบริโภคสารกาเฟอีนกับโอกาสเกิดหัวใจผิดจังหวะในคนทั่วไป

แม้จากงานศึกษาวิจัยไม่มีหลักฐานว่ากาเฟอีนทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยตรงหลักการที่ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดควรมีการเต้นหัวใจไม่เร็วเกินไปนัก ร่วมกับผลของกาเฟอีนที่อาจจะเพิ่มระดับ homocysteine ที่กำลังสนใจว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งให้เกิดหัวใจขาดเลือด

***ดังนั้น ในผู้สูงอายุหรือผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด จึงควรแนะให้ลดการดื่มกาแฟลงถ้าเป็นไปได้***

2. กาแฟกับความดันเลือดสูง

นอกจากนี้ยังมีบางงานวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคความดันเลือดสูงอยู่เดิม หรือมีแนวโน้มจะความดันเลือดสูง เมื่อดื่มกาแฟเข้าไปแล้วจะมีความดันเลือดเพิ่มขึ้นมากกว่าคนทั่วไป และมีผลลดประสิทธิภาพของยารักษาความดันกลุ่ม beta-blocker

การศึกษาล่าสุด โดยการให้อาสาสมัครกินแคปซูลที่มีกาเฟอีน 100 มก./วัน เช่นเดียวกับการดื่มกาแฟในระดับทั่วไปเป็นเวลา 5 วัน ก่อนจะทดสอบปฏิกิริยาการดื้อยาด้วยการวัดความดัน 18 ชั่วโมงหลังรับประทานกาเฟอีน 250 มก. จากการศึกษาพบว่า มีการเพิ่มของความดัน และเกิดอาการดื้อยาขึ้นทั้งในผู้ที่ไวและไม่ไวต่อกาเฟอีน แต่ในกลุ่มคนที่ไวต่อกาเฟอีนจะมีรับความดันเลือดสูงขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่ไวและความดันที่สูงอยู่นานกว่า

โดยสรุป

***แนะนำผู้ป่วยให้ลดกาแฟไม่ให้เกิน 3 แก้วต่อวัน หรืองดถ้าเป็นไปได้ในผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูงอยู่แล้ว หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคความดันเลือดสูง และในแง่ส่วนผสมครีม น้ำตาลในกาแฟที่ทำให้เกิดภาวะอ้วนด้วย***

อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยต่างๆ ยังไม่มีหลักฐานว่าการดื่มกาเฟอีนเป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นความดันเลือดสูงในอนาคต

ที่มา: วารสารคลินิก ปีที่ 21 ฉบับที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2548 หน้า 1027-1033.
http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1017
เรียบเรียงโดย นสภ. กวิสรา รัตนกันยากร(ผลัดที่ 2/2558)
ร้านยา Major Drug
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

F A S T ---> สัญญาณอันตราย เส้นเลือดในสมองแตก         โรคหลอดเลือดในสมองแตก เป็นโรคที่ใครหลายๆ คนกลัว และภาวนาขออย่าให้เ...
02/08/2015

F A S T ---> สัญญาณอันตราย เส้นเลือดในสมองแตก

โรคหลอดเลือดในสมองแตก เป็นโรคที่ใครหลายๆ คนกลัว และภาวนาขออย่าให้เกิดกับคนที่เรารัก แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วสิ่งสำคัญคือต้องรู้ตัวให้เร็ว รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ทำการรักษาอย่างทันท่วงทีและลดความเสียหายที่จะเกิดกับเนื้อสมองมากที่สุด

FAST

4 ขั้นตอนง่ายๆ ในการประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดในสมองแตก

F = Face Drooping : หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ไม่สามารถยิ้มได้
A = Arm Weakness : แขนข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ชา
ไม่สามารถยกแขนขึ้นได้
S = Speech Difficulty : พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ พูดทวนประโยค
สั้นๆ ง่ายๆ ไม่ได้
T = Time to call : ถ้าพบเห็นผู้ใดมีอาการข้างต้น ให้รีบโทร
เรียกรถพยาบาล หรือสายด่วน 1669
โดยเร็วที่สุด และจดจำเวลาที่เริ่มเห็น
อาการแสดงดังกล่าวแจ้งแก่เจ้าหน้าที่
เพราะหากทำการรักษาภายใน 3 ชั่วโมง
จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและพิการได้

หากไม่อยากให้โรคหลอดเลือดในสมองแตกเกิดขึ้นกับคุณหรือคนที่คุณรัก ควรหันมาใส่ใจสุขภาพกันสักนิดด้วยการตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุกปี ควบคุมระดับความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หมั่นออกกำลังกายและควบคุมการรับประทานอาหาร ง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณขยับออกห่างโรคร้ายนี้ได้

ด้วยความปรารถนาดี =)

Cr: http://www.strokeassociation.org
เรียบเรียงโดย นสภ.ปาลิดา ธนวณิชย์วรชัย (ผลัดที่ 2 ปี 2558)
ร้านยา Major Drug
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

รู้ทันสิว (ต่อ)ตอนที่ 3: หากใช้ยาทารักษาสิวแล้วไม่หายสักที...ทำอย่างไรดี??ในกรณีที่สิวอักเสบเป็นรุนแรง การใช้ยาทาแต่เพีย...
30/07/2015

รู้ทันสิว (ต่อ)

ตอนที่ 3: หากใช้ยาทารักษาสิวแล้วไม่หายสักที...ทำอย่างไรดี??

ในกรณีที่สิวอักเสบเป็นรุนแรง การใช้ยาทาแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องรับประทานยาร่วมด้วย ซึ่งมีทั้งยาปฏิชีวนะและยาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ

สำหรับยาในกลุ่มอนุพันธ์นี้มักจะได้ผลดีในการรักษาสิว แต่ราคาค่อนข้างสูงและ มีผลข้างเคียงคือ ทำให้ริมฝีปากแห้ง ผิวแห้ง ตาแห้ง ซึ่งต้องระมัดระวังในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ผลข้างเคียงอื่นที่พบ คือ อาจทำให้ระดับไขมันในร่างกายหรือการทำงานของตับผิดปกติ นอกจากนี้ยาดังกล่าวยังห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์เนื่องจากจะทำให้ทารกในครรภ์พิการ จึงควรใช้ยาประเภทนี้อย่างระมัดระวังและอยู่ในการดูแลของแพทย์

นอกจากนี้การใช้ฮอร์โมนในรูปของยาคุมกำเนิดบางชนิด อาจทำให้สิวอักเสบในผู้ป่วยบางรายดีขึ้นได้โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีสิวสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp…

เรียบเรียงโดย นสภ.ภัทรพร วงศ์อารีย์สันติ (ผลัด2/2558)

ร้านยาเมเจอร์ดรัก
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

น้ำมันปลา vs น้ำมันตับปลาน้ำมันปลา (fish oil) และน้ำมันตับปลา (cod liver oil) มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ กรดไขมันไม่อิ่มตั...
25/07/2015

น้ำมันปลา vs น้ำมันตับปลา

น้ำมันปลา (fish oil) และน้ำมันตับปลา (cod liver oil) มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิด omega-3 (ร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถสร้างเองได้) ได้แก่ Decosahexanoic acid (DHA) และ Eicosapentanoic acid (EPA) แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ น้ำมันตับปลาจะมี วิตามิน A และ D เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย ในขณะที่น้ำมันปลาจะไม่มีวิตามินทั้งสองชนิดเป็นส่วนประกอบ

องค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสาธารณสุขของหลายๆ ประเทศได้แนะนำขนาดการรับประทาน EPA + DHA ไว้ คือ วันละ 300-500 มิลลิกรัม สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี ที่ไม่มีประวัติการเป็นโรคหรือความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ ส่วนขนาดการรับประทานสำหรับเด็กเล็กนั้นยังไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนระบุไว้

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการรับประทานน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลา ได้แก่

- เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากสาร omega-3 ในน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลามีคุณสมบัติในการต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและทำให้เลือดหยุดไหลช้าลงได้ ดังนั้นอาจต้องระมัดระวังการรับประทานน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลาในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่ดื่มสุรามากๆ ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือ วอร์ฟาริน (warfarin) เป็นต้น เพราะจะยิ่งทำให้ความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้หากต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดรับประทานน้ำมันปลาก่อนถึงวันผ่าตัดอย่างน้อย 14 วัน และควรแจ้งแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดให้ทราบว่าตนเองรับประทานน้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลาอยู่ด้วย

- คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องเสีย ซึ่งความรุนแรงของอาการจะขึ้นกับขนาดของการรับประทานน้ำมันปลา วิธีแก้ไข คือ รับประทานหลังอาหารทันทีและเริ่มรับประทานน้ำมันปลาในขนาดต่ำๆ ก่อน

- ความดันโลหิตต่ำลง ดังนั้นต้องระมัดระวังในการรับประทานน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลาสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ หรือ ผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ เนื่องจากอาจเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ (hypotension) ได้

- ระดับไขมันชนิด LDL (ไขมันชนิดไม่ดี) ในกระแสเลือดอาจเพิ่มขึ้น

- ผู้ที่รับประทานน้ำมันตับปลาในปริมาณมากๆ อาจเสี่ยงต่อการได้รับพิษจากวิตามิน A และ D ได้

ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมันตับปลาในสตรีตั้งครรภ์เนื่องจากมีส่วนประกอบของวิตามินเอหากรับประทานในประมาณสูงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทำให้รูปร่างของอวัยวะผิดปกติได้

ที่มา:

น้ำมันปลากับน้ำมันตับปลา แตกต่างกันอย่างไร เเละให้ประโยชน์อย่างไรบ้างค่ะ [online]. 2010 April 16 [cited 2015 July 14]. Available from: URL: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/qa_full.php?id=1998

Omega-3 fatty acids, fish oil, alpha-linolenic acid [Online]. 2009 Aug 26 [cited 2015 July 14]. Available from: URL: http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/druginfo/natural/patient-fishoil.html.

Is it safe to take fish oil supplements in pregnancy? [online]. 2013 July [cited 2015 July 14]. Available from: URL: http://www.babycentre.co.uk/x541094/is-it-safe-to-take-fish-oil-supplements-in-pregnancy

Vitamin A in pregnancy: requirements and safety limits [Online]. 200 May [cited 2015 July 2014]. Available from: URL: http://ajcn.nutrition.org/content/71/5/1325s.full

เรียบเรียงโดย นสภ. กวิสรา รัตนกันยากร(ผลัดที่ 2/2558)

ร้านยา Major Drug
ภก.ธนวัฒน์ ศศิเจริญชัย

การปวดประจำเดือนถือเป็นเรื่องปกติของสาวๆ หรือไม่???????ปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea)          70% ของผู้หญิงมักมีอาการปวด...
24/07/2015

การปวดประจำเดือนถือเป็นเรื่องปกติของสาวๆ หรือไม่???????

ปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea)

70% ของผู้หญิงมักมีอาการปวดท้องเป็นประจำเมื่อถึงเวลาที่เจ้าประจำเดือนมา หลายคนปวดพอเป็นพิธีแค่ทำให้รำคาญใจ หลายคนปวดจนต้องพึ่งยา และหลายคนปวดถึงขึ้นทำงานทำการไม่ได้

อาการ : ปวดบีบเป็นพัก ๆ บริเวณท้องน้อย อาจร้าวไปถึงบริเวณหลัง บริเวณก้น และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หน้ามืด เป็นลมร่วมด้วยได้ โดยจะเริ่มมีอาการก่อนมีประจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และเป็นอยู่ตลอดช่วง 2-3 วันแรกของประจำเดือน

ปวดประจำเดือนแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่

1. ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (primary dysmenorrhea)
จะมีอาการมากที่สุดในช่วงอายุ 15-25 ปี หลังจากวัยนี้อาการจะค่อยๆ ลดลง บางรายอาจหายปวดหลังแต่งงาน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งหลังมีบุตรแล้ว ส่วนน้อยที่ยังมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน และมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) ออกมามากผิดปกติซึ่งกระตุ้นให้มดลูกมีการบิดเกร็งตัว เกิดอาการปวดประจำเดือน

2. ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (secondary dysmenorrhea) มักจะมีอาการปวดครั้งแรก เมื่ออายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป
ปวดครั้งละหลายๆวัน ปวดหนักขึ้นเรื่อยๆจนไม่สามารถไปทำงานได้และตรวจพบว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ เช่น เยื่อบุมดลูกต่างที่ (endometriosis) ซึ่งมักทำให้มีบุตรยาก ถุงน้ำที่รังไข่ (โรคช็อกโกแลตซีสต์) เนื้องอกมดลูก ปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง มดลูกย้อยไปทางด้านหลังมาก

>> การดูแลตนเอง

ที่อยู่

Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

0824554286

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านยา Major Drugผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram