JW Herbal ผลิตภัณฑ์สมุนไพร จากงานวิจัย

JW Herbal ผลิตภัณฑ์สมุนไพร จากงานวิจัย นวัตกรรมจากงานวิจัยและพัฒนาในโครงการ
“การพัฒนาสารสกัดจากสมุนไพร 3 ชนิด พุทราจีน ขิง และเห็ดหูหนูดำ”

02/04/2026

V Flow = ของมันต้องมี 💚✨
ตอนนี้ใครเข้า NSP Inno Store แล้วไม่หยิบ…ถือว่าพลาด 👀
เพราะ V Flow คือหนึ่งใน The Must Item
ที่สายสุขภาพตัวจริงเลือกติดมือกลับบ้าน 🛍️

💗🚶🏿‍♂️เดินดีต่อใจ แต่กล้ามเนื้อยังต้องการมากกว่านี้ 💪🏿💥🚶🏻‍♀️การเดิน ถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด ใครๆ ก็ทำได้ และแ...
02/04/2026

💗🚶🏿‍♂️เดินดีต่อใจ แต่กล้ามเนื้อยังต้องการมากกว่านี้ 💪🏿💥
🚶🏻‍♀️การเดิน ถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด ใครๆ ก็ทำได้ และแน่นอนว่าดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะระบบหัวใจ หลอดเลือด และปอด เพราะเป็นการกระตุ้นระบบคาร์ดิโอให้ทำงานได้ดีขึ้น จึงเหมาะกับคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกายหรือมีข้อจำกัดทางร่างกาย
อย่างไรก็ตามแม้การเดินจะมีประโยชน์มากมาย แต่การเดินก็มี “ข้อจำกัด” ที่ควรรู้ไว้ โดยเฉพาะในแง่ของการดูแลกล้ามเนื้อ 📍
⚠️เพราะแม้คุณจะเดินทุกวัน แต่กล้ามเนื้อบางชนิดกลับไม่ได้รับการฝึกฝนเลย
💪🏿กล้ามเนื้อในร่างกายแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
▪️กล้ามเนื้อชนิดที่ 1 (Type 1) : เป็นกล้ามเนื้อที่เหมาะกับการทำงานเบาๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น การเดินช้าๆ การเดินทน หรือการวิ่งมาราธอน กล้ามเนื้อชนิดนี้มีความทนทานสูง ใช้งานได้นานโดยไม่เมื่อยล้า และเราใช้กล้ามเนื้อชนิดนี้อยู่เสมอในชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน การหยิบของเบาๆ การนั่งแล้วยืนขึ้น กล้ามเนื้อชนิดที่ 1 นี้ไม่ค่อยสลายไปตามอายุ
▪️กล้ามเนื้อชนิดที่ 2 (Type 2) : เป็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้แรงมากและรวดเร็ว เช่น การยกของหนัก การกระโดด การวิ่งเร็ว หรือการใช้แรงกระชากตัวเมื่อเกือบหกล้ม กล้ามเนื้อชนิดนี้คือส่วนที่เราสูญเสียไปทุกปีปีละ 1% และเป็นสาเหตุหลักของภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบ หรือ Sarcopenia เมื่อเราสูงวัยขึ้น
💢ในชีวิตประจำวันเรามักใช้กล้ามเนื้อชนิดที่ 1 เป็นหลัก เช่น การหยิบโทรศัพท์มือถือ หรือการเปิดประตูรถ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เบาและช้า ดังนั้นกล้ามเนื้อชนิดที่ 2 จึงไม่ค่อยได้รับการกระตุ้นและใช้งาน ทำให้มันค่อยๆ อ่อนแอลงและสลายไป
📌ซึ่งการเดินใช้เพียงกล้ามเนื้อชนิดที่ 1 เท่านั้น ซึ่งแม้จะดีแต่ไม่เพียงพอสำหรับการรักษาความแข็งแรงโดยรวม โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้น
🤨กล้ามเนื้อหายไป...โดยที่เราไม่รู้ตัว
หลังอายุ 25 ปี กล้ามเนื้อชนิดที่ 2 จะเริ่มลดลงโดยเฉลี่ยปีละ 1% และจะลดลงเร็วยิ่งขึ้นเมื่ออายุเกิน 50 ปี เพราะฮอร์โมนในร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง ผลที่ตามมาคือ มวลกระดูกลดลงตามไปด้วย เสี่ยงต่อภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน และโรคซาร์โคเพเนีย (Sarcopenia) หรือภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบในผู้สูงอายุ
🤔สร้างกล้ามเนื้อชนิดที่ 2 ได้อย่างไร?
ถ้าอยากดูแล “กล้ามเนื้อชนิดที่ 2” ให้แข็งแรงครบถ้วน ควรเสริมด้วยวิธีต่อไปนี้
✅ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง 🏋🏿‍♂️เช่น การยกน้ำหนัก การออกแรงต้าน (Resistance Training) เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อชนิดที่ 2
✅เสริมโปรตีนคุณภาพ 🫛 โดยเฉพาะสารอาหารอย่าง HMB และ Creatine ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นตัวช่วยสำคัญในการชะลอการสลายของกล้ามเนื้อ และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🚶🏻‍♀️🚶🏻‍♂️การเดินออกกำลังกายดีแน่นอน…แต่ยังไม่พอ หากคุณต้องการดูแลร่างกายให้แข็งแรงในระยะยาว อย่าลืมเสริมสร้างกล้ามเนื้อชนิดที่ 2 ควบคู่ไปด้วย เพื่อร่างกายที่สมดุล แข็งแรง และพร้อมใช้งานได้ในทุกช่วงวัย 💪🏿

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจอย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ
#หลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว #เส้นเลือดตีบ #เส้นเลือดสมองตีบ #โรคหลอดเลือดสมอง #เบาหวาน #ความดัน #คอเลสเตอรอล

02/04/2026

“ทรงพระเจริญ”

๒ เมษายน
วันคล้ายวันพระราชสมภพ
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงาน
บริษัทในเครือ เจดับบลิว กรุ๊ป

#ทรงพระเจริญ #วันคล้ายวันพระราชสมภพ

ดูแลสุขภาพ…เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิดในแต่ละวัน ร่างกายของเราต้องเจอกับทั้งความเครียด อาหาร และมลภาวะการดูแล “หลอดเลือด” จึง...
27/03/2026

ดูแลสุขภาพ…เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด
ในแต่ละวัน ร่างกายของเราต้องเจอกับทั้งความเครียด อาหาร และมลภาวะ
การดูแล “หลอดเลือด” จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

✨ V Flow Herbal Drink
ตัวช่วยดูแลสุขภาพ ที่คัดสรรจากธรรมชาติ
ทั้งขิง พุทราจีน และเห็ดหูหนูดำ
ผสานคุณประโยชน์ที่ลงตัวในทุกแก้ว

💚 ดื่มง่าย
💚 มีสารต้านอนุมูลอิสระ
💚 เหมาะสำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพระยะยาว

เพราะสุขภาพที่ดี…ไม่ใช่เรื่องของวันเดียว
แต่คือการดูแลอย่างต่อเนื่องในทุกวัน
-----------
🔸️V Flow Herbal Drink (ผงชงดื่ม)
ขนาด 14 ซอง/กล่อง ราคาเพียง 1,250 บาท จากราคาปกติ 2,400 บาท

📍รับประทาน
แบบชงดื่ม เข้มข้น วันละ 1 ซอง (เช้า หรือ บ่าย ตอนท้องว่าง)

📍 มั่นใจ ผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการคัดสรรอย่างเคร่งครัด ด้วยวัตถุดิบที่ดี
ก่อนส่งมอบถึงมือคุณ ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง ได้รับมาตรฐานจาก อย.
สืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์
50-1-16657-2-0226 เครื่องดื่ม วีโฟลว์ เฮอร์เบิล ดริ้ง
สอบถามเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อสินค้า.. คลิ๊กเลย!!
Line: >> https://lin.ee/Nm1P0kw
Facebook: JW Herbal >> https://www.facebook.com/jwherbal
Instagram: JWHerbalThailand >>https://bit.ly/3m0VHVa
Youtube: >>https://bit.ly/3AKNsD1
Tel: 081-326-4444
#หลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว #เส้นเลือดตีบ #เส้นเลือดสมองตีบ #โรคหลอดเลือดสมอง #เบาหวาน #ความดัน #คอเลสเตอรอล

หยุดไมเกรนก่อนจะมา!3 ทริคง่ายๆ จากแพทย์ ที่ช่วยลดอาการปวดหัวเรื้อรังไมเกรนไม่ใช่แค่ปวดหัวธรรมดา แต่เป็นอาการที่ส่งผลต่อก...
25/03/2026

หยุดไมเกรนก่อนจะมา!

3 ทริคง่ายๆ จากแพทย์ ที่ช่วยลดอาการปวดหัวเรื้อรัง
ไมเกรนไม่ใช่แค่ปวดหัวธรรมดา แต่เป็นอาการที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตโดยตรง เช่น คลื่นไส้ แพ้แสง หรือปวดจนทำงานไม่ได้

ลองเริ่มดูแลตัวเองด้วย 3 วิธีนี้ 👇
1. นอนให้เป็นเวลา
การนอนหลับที่ไม่สม่ำเสมอ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของไมเกรน
▪️ ควรนอนให้ได้ 6–8 ชั่วโมง
▪️ เข้านอนและตื่นเวลาเดิมทุกวัน
▪️ หลีกเลี่ยงการเล่นมือถือก่อนนอน
👉 เพราะสมองจะได้พักและปรับสมดุลได้ดีขึ้น

2. เลี่ยงตัวกระตุ้น
ไมเกรนมักเกิดจาก “ตัวกระตุ้น” ที่แตกต่างกันในแต่ละคน เช่น
▪️ความเครียด
▪️แสงจ้า / เสียงดัง
▪️คาเฟอีน หรืออาหารบางชนิด
👉 แนะนำให้สังเกตตัวเองว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น แล้วหลีกเลี่ยง

3. พักผ่อนสมอง
การใช้งานสมองหนักเกินไป ทำให้เกิดไมเกรนได้ง่าย
▪️พักสายตาทุก 30–60 นาที
▪️หายใจลึกๆ หรือทำสมาธิสั้นๆ
▪️ออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ
👉 ช่วยลดความตึงเครียดของระบบประสาท

💡ไมเกรน “ป้องกันได้” ถ้าเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้
แค่ปรับพฤติกรรมเล็กๆ ก็ช่วยลดความถี่ของอาการได้
#หลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว #เส้นเลือดตีบ #เส้นเลือดสมองตีบ #โรคหลอดเลือดสมอง #เบาหวาน #ความดัน

24 มีนาคม วันวัณโรคโลก📌 วันที่ 24 มีนาคมของทุกปี ตรงกับวันวัณโรคโลก สหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติ (IUATLD:...
24/03/2026

24 มีนาคม วันวัณโรคโลก
📌 วันที่ 24 มีนาคมของทุกปี ตรงกับวันวัณโรคโลก สหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติ (IUATLD: International Union Against Tuberculosis and Lung Disease) ได้กำหนดให้วันที่ 24 มีนาคมของทุกปี เป็นวันวัณโรคโลก (World TB Day) เพื่อให้ร่วมมือกันควบคุมการแพร่ระบาด รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนเล็งเห็นและตระหนักถึงอันตรายจากวัณโรค
วัณโรค คือโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจาก เชื้อแบคทีเรียชื่อ “มัยโคแบคทีเรียมทูเบอร์โคโลซีส” เกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น ปอด ลำไส้ ไต กระดูก ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมอง แต่ที่พบบ่อยและเป็นปัญหามากที่สุดในปัจจุบันคือ วัณโรคปอด ซึ่งสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้
วัณโรคติดต่อได้โดยการหายใจ เอาเชื้อวัณโรคที่แพร่กระจายจากการไอ จาม พูด ของผู้ป่วยวัณโรคปอด เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยวัณโรคปอดในระยะแพร่เชื้อที่ยังไม่ได้รับการรักษา จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นไม่น้อยกว่า 10 คนต่อปี การแพร่กระจายเชื้อวัณโรค ไอ 1 ครั้ง มี 3,000 ละออง จาม 1 ครั้งมี 30,000 ละออง และ 1 ละอองมีเชื้อวัณโรค 2-4 ตัว
อาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอดคือ ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ หรือไอมีเลือดปน อาการอื่น ๆ ที่อาจมีร่วมด้วย เช่น ไข้ต่ำ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด แต่ผู้ป่วยวัณโรคบางรายอาจไม่มีอาการดังกล่าวข้างต้น (พบได้ร้อยละ 50 – 66)
การรักษาวัณโรคที่มีประสิทธิภาพ คือการตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น ปัจจุบันวัณโรคดื้อยา เป็นปัญหาวิกฤต เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคสูง แต่การรักษาสำเร็จน้อย, ผู้ป่วยวัณโรคทั่วไปที่ไม่ดื้อยา ใช้ยา 4 ขนาน เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ค่ายาประมาณ 2,000 บาท รักษาสำเร็จได้เกือบร้อยละ 100, ผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน ต้องใช้ยา 4 – 5 ขนาน, เป็นเวลาอย่างน้อย 20 เดือน โดยจะต้องฉีดยาอย่างน้อย 6 เดือน ค่ายาประมาณ 2 แสนบาท รักษาสำเร็จได้ถึงร้อยละ 75, ผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก ต้องใช้ยา 5 ขนาน เป็นเวลาอย่างน้อย 20 เดือน โดยจะต้องฉีดยาอย่างน้อย 8 เดือน ค่ายาประมาณ 1.2 ล้านบาท อาจรักษาสำเร็จได้เพียงร้อยละ 50
💡สำหรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรควัณโรค ได้แก่ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อมีอาการไอ จาม ตรวจสุขภาพร่างกายปีละครั้ง หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ทันที แนะนำให้ผู้มีอาการผิดปกติรับการตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านโดยเร็ว หากป่วยเป็นวัณโรคหรือวัณโรคดื้อยา ควรปฏิบัติตามคำสั่ง คำแนะนำของแพทย์ และทีมสหวิชาชีพ ป้องกันการติดเชื้อวัณโรคเพิ่ม รวมทั้งป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น แนะนำ ให้กำลังใจ สนับสนุนให้ผู้ป่วยวัณโรคหรือวัณโรคดื้อยา รับการรักษาอย่างเหมาะสม จนรักษาหาย
ที่มา MedCMU โดยหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
#หลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว #เส้นเลือดตีบ #เส้นเลือดสมองตีบ #โรคหลอดเลือดสมอง #เบาหวาน #ความดันโลหิตสูง #วันวัณโรคโลก #วันสำคัญ

ช่วงนี้ใครที่ตื่นกลางดึกมาพร้อมกับอาการใจสั่น เหงื่อแตก ตัวเย็น หายใจไม่เต็มอิ่ม แล้วคิดว่าเป็นแพนิค เครียด หรือฝันร้าย ...
21/03/2026

ช่วงนี้ใครที่ตื่นกลางดึกมาพร้อมกับอาการใจสั่น เหงื่อแตก ตัวเย็น หายใจไม่เต็มอิ่ม แล้วคิดว่าเป็นแพนิค เครียด หรือฝันร้าย แต่จริง ๆ แล้วอาการแบบนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “หัวใจขาดเลือดเงียบ ๆ” ที่เกิดขึ้นตอนร่างกายพักอยู่ก็ได้ เพราะโรคหัวใจไม่ได้มาแบบเจ็บหน้าอกเสมอไป บางคนเริ่มจากอาการกลางคืนแบบนี้ก่อนครับ

1️⃣ ตื่นมาใจสั่น เหงื่อออก ทั้งที่ไม่ได้ฝันร้าย
หัวใจขาดเลือดบางชนิดจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายหลั่งอะดรีนาลีนเหมือนกำลังตกใจ จึงเกิดอาการใจสั่น เหงื่อออก ตัวเย็น ทั้งที่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเลย โดยเฉพาะถ้าเป็นซ้ำ ๆ ต้องระวังว่าอาจไม่ใช่แค่เครียดครับ
2️⃣ แน่นหน้าอก จุกลิ้นปี่ หรือเหมือนกรดไหลย้อนตอนกลางคืน
อาการหัวใจขาดเลือดในบางคนไม่เจ็บแบบชัด ๆ แต่จะมาในรูป “แน่น จุก อึดอัด” บริเวณกลางอก ลิ้นปี่ หรือเหมือนอาหารไม่ย่อย หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นกระเพาะ แต่จริง ๆ อาจเป็นสัญญาณหัวใจ โดยเฉพาะถ้าเกิดตอนนอนราบครับ
3️⃣ หายใจไม่อิ่ม เหมือนต้องลุกขึ้นมานั่งหายใจ
ถ้าตื่นกลางดึกแล้วรู้สึกหอบ หายใจไม่สุด ต้องลุกมานั่ง หรือรู้สึกเหมือนขาดอากาศ นี่อาจเป็นสัญญาณว่าหัวใจสูบฉีดเลือดไม่พอ หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวแฝง โดยเฉพาะในคนที่มีความดันสูงหรือเบาหวานครับ
4️⃣ เหงื่อออกกลางคืนบ่อย โดยไม่มีไข้
เหงื่อออกแบบผิดปกติในตอนกลางคืน โดยเฉพาะออกจนเสื้อเปียก ทั้งที่ห้องไม่ได้ร้อน อาจเป็นสัญญาณของการทำงานหัวใจที่ผิดปกติ หรือร่างกายกำลังอยู่ในภาวะขาดเลือดชั่วคราว อย่ามองข้ามถ้าเกิดร่วมกับใจสั่นหรือแน่นอกครับ
5️⃣ เกิดในคนมีความเสี่ยง แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น
คนที่เสี่ยงหัวใจขาดเลือดมากที่สุดคือคนที่มีเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง อ้วนลงพุง นอนกรน สูบบุหรี่ หรือเครียดเรื้อรัง หลายคนไม่มีอาการตอนกลางวันเลย แต่หัวใจเริ่มตีบแบบเงียบ ๆ แล้วมาแสดงตอนกลางคืนครับ
ถ้าตื่นกลางดึกแบบนี้ ต้องทำยังไง?
• ถ้าแน่นอก เหงื่อแตก หอบ หรือร้าวไปแขน–กราม → รีบไปโรงพยาบาลทันที
• อย่าคิดว่าเป็นแพนิคทุกครั้ง ถ้าเกิดซ้ำต้องตรวจหัวใจ
• เช็กความดัน น้ำตาล ไขมัน และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
• ลดบุหรี่ แอลกอฮอล์ และอาหารเค็มจัด
• นอนให้พอ และอย่าปล่อยให้อ้วนลงพุงเรื้อรัง

สรุปคือ อาการตื่นกลางดึกใจสั่น เหงื่อออก ไม่ใช่เรื่องเล็กเสมอไป เพราะหัวใจขาดเลือดหลายคนเริ่มแบบเงียบ ๆ ก่อนเกิดเหตุใหญ่ ถ้าเป็นซ้ำ ๆ อย่ารอให้เจ็บหน้าอกล้มลงค่อยรักษา รีบเช็กให้ชัดตั้งแต่วันนี้ หัวใจมีแค่ดวงเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก หมอเจด
#หลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว #มอบสุขภาพดีให้คนที่คุณรัก #ของขวัญปีใหม่ #เส้นเลือดตีบ #เส้นเลือดสมองตีบ #โรคหลอดเลือดสมอง #เบาหวาน #ความดัน ดูน้อยลง

“คนเชียงใหม่รู้ยัง? ตอนนี้ V Flow หาซื้อได้แล้วใกล้บ้านคุณ!”📍 รวมพิกัด V Flow ในเชียงใหม่ (อ.เมือง)ใครกำลังมองหา V Flow ...
17/03/2026

“คนเชียงใหม่รู้ยัง? ตอนนี้ V Flow หาซื้อได้แล้วใกล้บ้านคุณ!”

📍 รวมพิกัด V Flow ในเชียงใหม่ (อ.เมือง)
ใครกำลังมองหา V Flow Herbal Drink / Capsule
ตอนนี้มีวางจำหน่ายแล้วตามร้านสุขภาพหลายจุดในเชียงใหม่

✔ เดินทางสะดวก
✔ เลือกร้านใกล้บ้านได้เลย
✔ มีทั้งแบบดื่มและแบบแคปซูล

V Flow อยากเห็นทุกคนมีสุขภาพดี เพระาหลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว❤️
---------------
รายละเอียดเพิ่มเติม
⭐️NSP inno store อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP)
ชั้น 2 (อาคาร A) อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) 155 หมู่ 2 ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100 เบอร์โทร : 0 5394 8678
⭐️ศูนย์ปฏิบัติการเภสัชชุมชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ถ.สุเทพ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 เบอร์โทร : 053-944-333
⭐️ศูนย์ส่งเสริมพฤฒพลังผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อยู่ตรงข้ามเยื้องกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาเมืองเชียงใหม่ 1) ถนนเจริญประเทศ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เบอร์โทร 053-904-914
⭐️ศูนย์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(ไผ่ล้อมเดิม)
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เบอร์โทร 053-944-333
สอบถามเพิ่มเติม /สมัครตัวแทนจำหน่าย หรืออยากสุขภาพดีก่อนใคร.. คลิ๊กเลย!!
Line : >> https://lin.ee/Nm1P0kw
Facebook : JWHerbal >>https://www.facebook.com/jwherbal
Tel : 081-326-4444
#หลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว #มอบสุขภาพดีให้คนที่คุณรัก #ของขวัญปีใหม่ #เส้นเลือดตีบ #เส้นเลือดสมองตีบ #โรคหลอดเลือดสมอง #เบาหวาน #ความดัน

📌วันนอนหลับโลก World Sleep Day ให้อาหารชีวิตด้วยการหลับให้เต็มอิ่มการนอนหลับเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมสำคัญในชีวิตเลยก็ว่าได...
13/03/2026

📌วันนอนหลับโลก World Sleep Day ให้อาหารชีวิตด้วยการหลับให้เต็มอิ่ม
การนอนหลับเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมสำคัญในชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะการนอนหลับนั้นคือการให้ทุกส่วนในร่างกายได้หยุดพัก ได้ซ่อมแซม ปรับสมดุล และฟื้นฟูส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและสมอง ใน 1 วัน เราควรใช้เวลาในการนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้เชื่อว่ายังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ละเลย หรืออาจจะไม่ได้ใส่ใจกับการนอนหลับอย่างเพียงพอ และเพื่อที่จะทำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนอนหลับพักผ่อน ทางสมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลก (World Association of Sleep Medicine : WASM) จึงได้มีการกำหนดให้วันศุกร์สัปดาห์ที่ 2 เต็มสัปดาห์ ในเดือนมีนาคมของทุกปี เป็น "วันนอนหลับโลก"
สำหรับวันนอนหลับโลกนี้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 หลังจากนั้นก็จัดติดต่อกันต่อเนื่องมาทุก ๆ ปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีการตั้งคำขวัญและธีมประจำปีขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คน โดยในปี 2568 ได้มีการกำหนดคำขวัญออกมาว่า "Sleep Equity for Global Health." หรือ "นอนหลับสมดุล เป็นต้นทุนสุขภาพสากล"
🌙วันนอนหลับโลก (World Sleep Day) เป็นวันสำคัญประจำปี ที่ไม่เพียงแต่ต้องการให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการนอนหลับ แต่ยังรวมไปถึงเรื่องสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ ได้แก่ เรื่องยารักษา การศึกษาวิจัย ทั้งนี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาปัญหาเรื่องการนอนหลับในสังคม อันนำไปสู่กระบวนการป้องกันเพื่อความเข้าใจและปรับปรุงให้ดีขึ้น รวมไปถึงการจัดการความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับด้วย เพราะหากนอนไม่หลับบ่อย ๆ จะยิ่งทำให้สุขภาพย่ำแย่ลงตามนี้
ปรับเวลาและคุณภาพการนอนเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง
ด้วยความห่วงใยจาก V Flow by JW Herbal💞
ข้อมูลจาก kapook
#วันนอนหลับโลก #วันสำคัญ #หลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว #เส้นเลือดตีบ #เส้นเลือดสมองตีบ #โรคหลอดเลือดสมอง #เบาหวาน #ความดัน #คอเลสเตอรอล #โรคประจำตัว

นอนน้อยกว่า 6 ชม. VS นอนมากกว่า 8 ชม. ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคู่คนไทยกว่า 19 ล้านคน หรือประมาณ 30-40% ของประชากรเผชิญปัญห...
12/03/2026

นอนน้อยกว่า 6 ชม. VS นอนมากกว่า 8 ชม. ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคู่
คนไทยกว่า 19 ล้านคน หรือประมาณ 30-40% ของประชากรเผชิญปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อ่อนเพลีย เครียด หงุดหงิดง่าย และ โรคซึมเศร้า สาเหตุหลักมาจากความเครียดด้านการเงิน การทำงาน พฤติกรรมใช้หน้าจอก่อนนอน และโรคประจำตัว
ซึ่ง “การนอนหลับไม่เพียงพอ (นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง) หรือ นอนมากจนเกินไป (นอนมากกว่า 8 ชั่วโมง)” ไม่มีแบบไหนส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะทั้ง 2 แบบ ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณร้าย ที่อาจทำให้สุขภาพร่างกายของเราแย่ลง จนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อได้เลยทีเดียว
โดยปกติแล้ว การนอนหลับที่มีประสิทธิภาพ ควรอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง / วัน เพราะในขณะที่เรานอนหลับ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะได้พัฒนากระบวนการ ต่างๆ ที่สำคัญได้อย่างเต็มที่ หากนอนหลับไม่เพียงพอ หรือนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง / วัน หรือนอนมากกว่า 8 ชั่วโมง และสะสมไปเรื่อย ๆ อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ รวมถึงเกิดโรคเหล่านี้ตามมาได้
📍นอนหลับไม่เพียงพอ จะทำให้มีปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ
นอนไม่เพียงพอ คือ การนอนน้อยจากการนอนไม่หลับ, การที่ต้องทำงาน หรืออ่านหนังสือสอบจนดึก และการใช้ชีวิตแบบคนสมัยใหม่ ที่ต้องมีปาร์ตี้ยามค่ำคืนเกือบทุกวัน เมื่อสะสมนานวันเข้าก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะตื่นสาย, กลิ่นตัวแรง, มีอาการเครียด, หงุดหงิดง่าย และสุดท้ายก็คืออาการนอนไม่หลับเรื้อรัง เพราะร่างกายและสมองชินต่อการนอนดึก จนทำให้พ่วงปัญหาสุขภาพด้านอื่นตามมาอีกมากมาย เช่น
1.โรคมะเร็งลำไส้ โรคยอดฮิตของคนที่ใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ ที่นอนดึกแต่ต้องตื่นเช้าไปทำงานหรือไปเรียน ทานอาหารเช้าไม่ทัน และทานแต่อาหารไม่มีประโยชน์ ไม่เคยออกกำลังกาย จนทำให้เกิดความเสื่อมของระบบภายใน โดยเฉพาะลำไส้ จนกลายเป็นลำไส้อักเสบและลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งลำไส้ไปในทึ่สุด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าจุดเริ่มต้นของโรคนี้คือการนอนดึก ได้มีการศึกษาและวิจัยว่าในคน 1,240 คน มีคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชม. ถึง 47% จะมีอาการของมะเร็งลำไส้ มากกว่าคนที่นอนหลับอย่างน้อย 7 ชม.ขึ้นไป
2.โรคหลอดเลือดหัวใจ สารโปรตีนในตัวเรา จะสะสมมากขึ้นในหัวใจเมื่อเวลาเราตื่นโดยธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่นอน หรือนอนดึกสารโปรตีนเหล่านี้ ก็จะยิ่งเข้าไปเกาะที่หลอดเลือดหัวใจ จนทำให้เกิดการอุดตัน ได้มีการวิจัยในกลุ่มคนที่ทดลองไม่ได้นอนเป็นเวลา 88 ชม. ผลออกมาว่าพวกเค้า มีความดันเลือดที่สูงมากผิดปกติ และในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 60 ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจถึง 2 เท่า
3.โรคเบาหวาน เมื่อคนเป็นเบาหวานพักผ่อนไม่เพียงพอ จะทำให้ระดับกลูโคสในเลือด เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 23% รวมทั้งระดับอินซูลินในเลือด ก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 48 % ในการวิจัยบางส่วนพบว่า คนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว จะเกิดภาวะร่างกายดื้ออินซูลินจากการนอนไม่พออีกด้วย
4.ระบบร่างกายรวน ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการท้องอืด, ท้องเฟ้อ, อาหารย่อยไม่ดี และการถ่ายอุจจาระไม่เป็นปกติ บางครั้งท้องเสียแต่บางครั้งก็อาจท้องผูกขึ้นมากระทัน เพราะกระเพาะอาหารเกิดการล้า จึงทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดีเท่าที่ควร
5.โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ในบางคนอาจต้องใช้เวลาเกินกว่า 30 นาที ถึงจะสามารถหลับได้ หรืออาจจะหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน จนทำให้ตื่นกลางดึก แล้วก็ไม่สามารถหลับอีกเลย และโรคนอนไม่หลับ ยังส่งผลต่อการเข้าห้องน้ำบ่อยทั้งคืน เพราะร่างกายต้องการดูดซับน้ำมากกว่าคนปกติ ซึ่งจะต้องมีอาการแบบนี้เกิน 1 เดือน ถึงจะเรียกว่าการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง
ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1222193

📑เช็กลิสต์ด่วน❗คุณกำลัง "เครียดไม่รู้ตัว" อยู่หรือเปล่า? 🤔ทั้งที่ชีวิตก็ดูปกติดี ไม่มีเรื่องให้เครียดหนักๆ แต่ทำไมร่างกา...
10/03/2026

📑เช็กลิสต์ด่วน❗
คุณกำลัง "เครียดไม่รู้ตัว" อยู่หรือเปล่า? 🤔
ทั้งที่ชีวิตก็ดูปกติดี ไม่มีเรื่องให้เครียดหนักๆ แต่ทำไมร่างกายถึงส่งสัญญาณแปลกๆ ออกมา บางทีร่างกายก็เหนื่อยง่าย ปวดหัวบ่อยๆ หรือกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “ความเครียดไม่รู้ตัว” หรือ “ความเครียดสะสม” ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน จนเราอาจไม่ทันสังเกตก็ได้ค่ะ วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาสำรวจตัวเองกันค่ะว่า เรากำลังตกอยู่ในภาวะนี้อยู่หรือเปล่า
🔍 เช็กลิสต์สัญญาณ “เครียดไม่รู้ตัว”
ความเครียดไม่รู้ตัวสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม ลองมาดูกันนะคะว่ามีอาการข้อไหนตรงกับเราบ้าง
🔹 สัญญาณทางร่างกาย
▪️ รูปแบบการนอนเปลี่ยนแปลงไป: เช่น นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท ตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อยาก หรืออาจจะนอนเยอะกว่าปกติแต่ก็ยังรู้สึกไม่สดชื่น
▪️ ปวดเมื่อยตามร่างกายโดยไม่มีสาเหตุ: โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง บางครั้งอาจมีอาการสายตาเบลอร่วมด้วย
▪️ ร่างกายทำงานผิดปกติ: เช่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่หรือหายใจลำบาก เหงื่อออกมากผิดปกติ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ
▪️ ระบบย่อยอาหารแปรปรวน: อาจมีอาการท้องผูก ท้องเสีย หรือปวดท้องโดยหาสาเหตุไม่ได้
▪️ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ: สังเกตได้จากการป่วยบ่อยๆ เป็นหวัดง่าย หรือรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา
🔹 สัญญาณทางอารมณ์และจิตใจ
▪️ อารมณ์แปรปรวน: หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ รู้สึกกังวลใจ หรือในบางคนอาจจะกลายเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดจาเหมือนเคย
▪️ รู้สึกเบื่อหน่าย: หมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบทำ ไม่มีแรงจูงใจใหม่ๆ รู้สึกชีวิตไม่สดใส
▪️ สมองล้า คิดอะไรไม่ค่อยออก: รู้สึกมึนงง ตัดสินใจได้ช้าลง หรือลังเลในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ
▪️ ความจำแย่ลง: มีอาการขี้ลืมบ่อยขึ้น จำอะไรไม่ค่อยได้ สมาธิสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
▪️ อาจมีความคิดอยากจบชีวิตตัวเองแวบเข้ามาในหัว ซึ่งเป็นสัญญาณที่อันตรายและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยด่วนนะคะ
🔹 สัญญาณทางพฤติกรรม
▪️ แยกตัวออกจากสังคม: เริ่มไม่อยากพบปะผู้คน หรือรู้สึกอึดอัดใจเมื่อต้องเข้าสังคม
▪️ พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป: อาจจะกินเยอะกว่าปกติเพื่อปลอบใจ หรือในทางกลับกันก็อาจจะเบื่ออาหารจนกินได้น้อยลง
▪️ พึ่งพาสิ่งต่างๆ มากขึ้น: สำหรับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่อยู่แล้ว อาจพบว่าตัวเองต้องการสิ่งเหล่านี้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม
🤔 แล้วความเครียดไม่รู้ตัวเกิดจากอะไร?
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อไม่ได้มีเรื่องใหญ่ๆ ให้เครียด แล้วความเครียดเหล่านี้มาจากไหน? จริงๆ แล้วความเครียดไม่รู้ตัวมักจะมาจาก "คลื่นลูกเล็กๆ" ที่ซัดเข้ามาในชีวิตเราเรื่อยๆ ค่ะ เช่น
🔸 ภาระหน้าที่ที่ทำจนเป็นกิจวัตร: การทำงานที่ต้องใช้สมองตลอดเวลา การดูแลครอบครัว การจัดการเรื่องจุกจิกในบ้าน สิ่งเหล่านี้แม้จะดูเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ทำให้สมองเราไม่ได้พักและเกิดความเหนื่อยล้าสะสมได้
🔸 ความเงียบและความเหงา: การรู้สึกโดดเดี่ยวหรือความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับคนรอบข้างก็สามารถสร้างความเครียดสะสมได้เช่นกันค่ะ
🔸 การเสพข่าวสารมากเกินไป: ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าเข้ามาตลอดเวลา โดยเฉพาะข่าวที่น่ากังวลใจ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สมองของเราเครียดโดยไม่รู้ตัว
สมองของเรามีส่วนที่เรียกว่า “เครื่องวัดภัย” ที่คอยจับสัญญาณความไม่สมดุลต่างๆ เมื่อมันทำงานหนักเกินไปจากการเผชิญความกังวลเล็กๆ น้อยๆ สะสมเป็นเวลานาน มันก็จะส่งสัญญาณเตือนออกมาในรูปแบบของอาการทางกายต่างๆ นั่นเองค่ะ
❤️️ ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อใจเริ่มเครียด?
เมื่อรู้ตัวว่ากำลังมีความเครียดสะสม การหันกลับมาดูแลตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ ลองเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองจากลิสต์นี้ได้เลย
1️⃣ พักกายให้ผ่อนคลาย: การพักผ่อนไม่ใช่แค่การนอนเฉยๆ นะคะ แต่คือการทำให้ร่างกายได้สลับเข้าสู่ “โหมดฟื้นฟู”
▪️ ขยับร่างกายเบาๆ: ลองเดินช้าๆ ในสวนสาธารณะ หรือออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้ร่างกายได้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข
▪️ อาบน้ำอุ่น: ก่อนนอนลองอาบน้ำอุ่นๆ เปิดเพลงบรรเลงเบาๆ จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับสบายขึ้นค่ะ 🎶
▪️ ฝึกหายใจลึกๆ: ลองใช้เทคนิคหายใจ 4-7-8 คือ หายใจเข้า 4 วินาที กลั้นหายใจ 7 วินาที แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก 8 วินาที การฝึกหายใจช้าๆ จะช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลายลงได้ค่ะ
2️⃣ พักสมองให้ปลอดโปร่ง: ให้สมองได้หยุดพักจากข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาบ้าง
▪️ จัดเวลา No Screen Time: ลองกำหนดเวลาวางโทรศัพท์มือถือสัก 30 นาที - 1 ชั่วโมงต่อวัน การไถหน้าจอไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การพักผ่อน แต่เป็นการทำให้สมองทำงานหนักขึ้นนะคะ
▪️ เขียนระบายความรู้สึก: ลองเขียนทุกอย่างที่อยู่ในหัวลงบนกระดาษ การได้เห็นความคิดของตัวเองจะช่วยให้เราจับต้นชนปลายของความเครียดได้ดีขึ้นค่ะ
3️⃣ พักใจให้อบอุ่น: การดูแลหัวใจก็สำคัญไม่แพ้กัน
▪️ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ: การได้ระบายความรู้สึกกับเพื่อนสนิท ครอบครัว หรือคนที่พร้อมรับฟังเราจริงๆ จะช่วยลดความหนักอึ้งในใจลงได้มาก
▪️ อยู่กับธรรมชาติ: ลองหันมาทำกิจกรรมง่ายๆ เช่น รดน้ำต้นไม้ เล่นกับสัตว์เลี้ยง การได้สัมผัสกับธรรมชาติจะช่วยเยียวยาจิตใจได้เป็นอย่างดีค่ะ
อย่างไรก็ตาม หากลองดูแลตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือความเครียดเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมและไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลยนะคะ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับความเครียดได้อย่างถูกวิธีและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้งค่ะ ❤️
ขอบคุณข้อมูลจาก เพจอย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ
#หลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว #มอบสุขภาพดีให้คนที่คุณรัก #ของขวัญปีใหม่ #เส้นเลือดตีบ #เส้นเลือดสมองตีบ #โรคหลอดเลือดสมอง #เบาหวาน #ความดัน

PM 2.5 ไม่ได้กระทบแค่ปอด แต่กระทบไมเกรนกลับมาอีกแล้ว…ปัญหาเดิม ๆ ที่คนเป็นไมเกรนต้องเผชิญซ้ำทุกปีหลายคนอาจคิดว่า ถ้าไม่ไ...
06/03/2026

PM 2.5 ไม่ได้กระทบแค่ปอด แต่กระทบไมเกรน

กลับมาอีกแล้ว…ปัญหาเดิม ๆ ที่คนเป็นไมเกรนต้องเผชิญซ้ำทุกปี

หลายคนอาจคิดว่า ถ้าไม่ไอ ไม่แสบตา ก็คงไม่เป็นไร แต่ความจริงคือ ฝุ่น PM 2.5 มีผลกับไมเกรนมากกว่าที่คิด

งานวิจัยในวารสาร Cephalalgia (Li et al., 2019) พบว่า ระดับ PM 2.5 ที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับ
👉 ความถี่ของไมเกรนที่เพิ่มขึ้น
👉 และกระทบชัดเจนกว่าคนทั่วไปในผู้ที่เป็นไมเกรนอยู่แล้ว

ที่น่าระวังคือ PM 2.5 ไม่จำเป็นต้องทำให้ปวดทันที แต่การสัมผัสซ้ำ ๆ จะค่อย ๆ ทำให้สมองไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น

จนไมเกรนกำเริบง่ายขึ้นในระยะยาว โดยที่หลายคนไม่ทันสังเกต

ช่วงฝุ่นสูง อย่ามองว่า
“วันนี้ไม่ปวด = ไม่กระทบ”

เพราะสำหรับคนเป็นไมเกรนการป้องกันวันนี้ คือการลดความเสี่ยงในอนาคตนะคะ 💚

ขอบคุณข้อมูลจาก SmileMigraine
#หลอดเลือดดีชีวิตยืนยาว #มอบสุขภาพดีให้คนที่คุณรัก #ของขวัญปีใหม่ #เส้นเลือดตีบ #เส้นเลือดสมองตีบ #โรคหลอดเลือดสมอง #เบาหวาน #ความดัน

ที่อยู่

บริษัท เจดับบลิว เฮอร์เบิล จำกัด เลขที่ 9 ซอยสรณคมน์ 12 ถนนสรณคมน์ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 18:00
อังคาร 08:30 - 18:00
พุธ 08:30 - 18:00
พฤหัสบดี 08:30 - 18:00
ศุกร์ 08:30 - 18:00
เสาร์ 08:30 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66813264444

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ JW Herbal ผลิตภัณฑ์สมุนไพร จากงานวิจัยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง JW Herbal ผลิตภัณฑ์สมุนไพร จากงานวิจัย:

แชร์

JW Herbal

ติดต่อสอบถามได้ที่ 👉IG: jwherbal 👉m.me/jwherbal 👉www.facebook.com/jwherbal ☎️063-993-1358

www.jwherbal.com