WLife จิตวิทยาและการเติบโต

WLife จิตวิทยาและการเติบโต WLife พื้นที่แห่งการเติบโตทางใจและการพัฒนาตัวเอง
ผ่านมุมมองจิตวิทยา โดยหมอวอป ณัฎฐชัย (จิตแพทย์)

🌱 WLife พื้นที่เรียนรู้จิตวิทยาและการพัฒนาศักยภาพ โดย นพ.ณัฎฐชัย รำเพย (จิตแพทย์)
📍 คอร์สออนไลน์ (Signature) Self Love Inside out : https://selflove.wlifepath.co/journey/
📍 เว็บไซต์ https://www.wlifepath.co

Family Systems Theory EP2 - ถอดรหัสระบบนิเวศอารมณ์ในครอบครัว "วงจรวิ่งหนี" ...ทำไมการตัดขาด (Cut-off) ถึงไม่เคยมอบอิสระท...
11/05/2026

Family Systems Theory EP2 - ถอดรหัสระบบนิเวศอารมณ์ในครอบครัว
"วงจรวิ่งหนี" ...ทำไมการตัดขาด (Cut-off) ถึงไม่เคยมอบอิสระที่แท้จริง?
"พอมีปัญหานิดหน่อยกับแฟน หรือเริ่มมีอารมณ์ ผมอยากหนีเข้าห้องล็อคประตูตลอดเลยครับ"

"นอกจากนี้ ผมไม่ชอบกลับบ้านเลย ไม่ชอบทนกับบรรยากาศในบ้านอีกแล้ว อยู่คนเดียวสบายใจกว่า"
ใน EP.1 เราคุยกันเรื่องโมบายครับ ว่าครอบครัวเหมือนตุ๊กตาที่แขวนเชื่อมกันด้วยเส้นด้ายแห่งความรู้สึก พอตุ๊กตาตัวหนึ่งแกว่ง ตัวอื่นก็แกว่งตาม และเมื่อ Chronic Anxiety สูงขึ้น แต่ละคนก็จะมีกลไกอัตโนมัติในการรับมือของตัวเอง

EP นี้ผมอยากมาขยี้กลไกหนึ่งที่ผมเจอบ่อยมากในห้องตรวจครับ นั่นคือ Emotional Cut-off หรือการตัดขาดทางอารมณ์
ถ้าคุณเคยทำแบบนี้ ...คือเวลารู้สึกแย่ ก็มันตัดขาด เก็บตัว ไม่เน้นแสดงออกหรือเจรจา

คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลยครับ มันคือกลไกเอาตัวรอดตามธรรมชาติ เวลาที่เราต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่เจ็บปวดเกินจะรับไหว
แต่ปัญหาคือมันไม่ได้หยุดอยู่แค่กับครอบครัวครับ
สิ่งที่ผมเห็นซ้ำๆ ในห้องตรวจคือคนที่ตัดขาดทางอารมณ์มาตั้งแต่เด็ก มักพาพฤติกรรมนั้นไปใช้กับทุกความสัมพันธ์ในชีวิตโดยไม่รู้ตัวครับ
บางคนทะเลาะกับแฟนแล้วเงียบหายไปเป็นวัน ไม่พูด ไม่ตอบ ไม่มองหน้า ไม่ใช่เพราะเกลียดชังครับ แต่เพราะสมองเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่าการเงียบคือวิธีปลอดภัยที่สุด

แต่คนที่อยู่ตรงหน้ารู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง และความสัมพันธ์ก็พังซ้ำๆ ด้วยเหตุผลเดิมทุกครั้ง
บางคนไม่เคยบอกความรู้สึกตรงๆ เลย เพราะตั้งแต่เด็กการแสดงความรู้สึกไม่เคยปลอดภัย ผลคือคนรักรู้สึกว่าคุยกับกำแพง และในที่สุดก็เลิกพยายามที่จะเข้าใจกัน

และบางคนหลีกเลี่ยงการปะทะทุกอย่าง ยอมทุกเรื่อง เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว จนวันหนึ่งก็ระเบิดออกมาอย่างที่ทุกคนตกใจ รวมถึงตัวเองด้วยครับ
Bowen อธิบายไว้ว่าการ Cut-off ไม่ใช่การเติบโตเป็นอิสระจากครอบครัวอย่างแท้จริงครับ มันคือภาพลวงตาของอิสรภาพ เพราะเมื่อเราหนีปัญหาโดยที่บาดแผลข้างในยังไม่ถูกทำความเข้าใจ รูปแบบความสัมพันธ์เดิมๆ นั้นจะถูกแพ็คใส่กระเป๋าแล้วพกไปใช้กับทุกคนในชีวิตโดยไม่รู้ตัวครับ
ถ้าเราให้ Pattern Cut-off ไปเรื่อย ๆ นั้นก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการกระตุ้นวงจรในระบบที่เราอยู่ (เช่นการทำให้ใครบางคนรู้สึกถูกละเลย และยิ่งพยายามเรียกร้องจากเราเยอะขึ้น) ซึ่งสุดท้ายก็อาจส่งแรงกระตุ้นกลับมาให้เรายิ่งอยาก Cut-off ในรู้จบในทุกๆทางสัมพันธ์

การตัดขาดทางอารมณ์ จึงไม่เคยพาเราออกจากปัญหาให้จริงๆ สักที แต่เป็นเพียงความสงบชั่วคราว
แล้วถ้าการตัดขาดไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง เราควรทำอย่างไร? ต้องกลับไปทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษอย่างนั้นเหรอ?
ไม่ใช่เลยครับ การถอยออกมารักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง แต่การถอยออกมานั้นต้องไม่ใช่การสร้างกำแพงปิดตาย มันควรเป็นการสร้างขอบเขต (Boundary) ครับ
ขอบเขตถ้าสร้างจากความเข้าใจและการรักตัวเอง มันบอกอย่างหนักแน่นว่า "ฉันหวังดีกับเธอนะ แต่ฉันจะไม่อนุญาตให้เธอทำร้ายฉันจนเกินไป"

มันคือการอนุญาตให้ตัวเองได้พักหรือถอยมาตั้งหลักครับ ไม่ใช่ของไม่ดี ถ้าใช้แบบพอดี
ในทางปฏิบัติที่สำคัญคือ เราอาจต้องคอยเตือนว่า..เราอาจแค่กำลังใช้ Pattern ที่เป็นผลจากวงจรครอบครัวของเรา ซึ่งไม่มีใครผิดเลย แต่วันนี้ที่เราเติบโต เรามีอำนาจให้การค่อยๆ เปลี่ยน Pattern แล้วนะ
...และคอยทักตัวเองว่า เราแค่กำลังสร้าง Boundary ไม่ใช่การถอยหนี ซึ่งนั้นหมายถึงเมื่อเรารู้สึกปลอดภัยแล้ว ก็ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับบางสถานการณ์เพื่อรักษาความสัมพันธ์นะครับ
แค่ค่อยๆตระหนักรู้ จุดเปลี่ยนจะค่อยๆตามมานะครับ

- หมอวอป ณัฎฐชัย (จิตแพทย์) -

แหล่งอ้างอิง:
Hall CM. The Bowen Family Theory and Its Uses. New York: Jason Aronson; 2013.
Brown J, Errington L. Bowen family systems theory and practice: Illustration and critique revisited. Australian and New Zealand Journal of Family Therapy. 2024;45:135-155.
#หมอวอป #จิตวิทยา #จิตวิทยาครอบครัว #ฮีลใจ #พัฒนาตัวเอง

Series จิตวิทยาการรักตัวเอง EP.8ทำไมบางคนถึงวนซ้ำในความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด ทั้งที่รู้ว่าไม่ดีกับตัวเองมีคนมาปรึกษาผมครับ ...
10/05/2026

Series จิตวิทยาการรักตัวเอง EP.8
ทำไมบางคนถึงวนซ้ำในความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด ทั้งที่รู้ว่าไม่ดีกับตัวเอง
มีคนมาปรึกษาผมครับ เธอเพิ่งเลิกกับแฟนที่ทำร้ายจิตใจมาหลายปี

"ชีวิตก็ดีขึ้นค่ะหมอ แต่... มันแปลกนะ รู้สึกเหมือนอยู่กับแฟนเก่าแล้วเหนื่อย แต่ตอนนี้พอชีวิตมันเงียบๆ ดีๆ กลับรู้สึกว่างๆ ไปหมดเลย เหมือนชีวิตมันไม่มีชีวิตชีวาอะไร"

แล้วเธอก็บอกต่อว่า
"หมอคะ หนูแอบคิดถึงเขาอยู่เลย ทั้งที่รู้ว่าไม่ดีกับตัวเอง"
มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากครับ ทั้งจากคนรอบข้างที่หวังดี
และบางทีจากเจ้าตัวเองด้วย ว่า

"ที่ยังทนอยู่ได้เพราะไม่รักตัวเองพอ"
ผมเข้าใจว่าคนที่พูดแบบนั้นหวังดีครับ แต่มันเจ็บปวดมากสำหรับคนที่ได้ยิน เพราะเจ้าตัวเองก็ไม่ได้อยากเจ็บหรอกครับ

และจริงๆ แล้ว ที่คนเราพาตัวเองไปจนอยู่กับความเจ็บ อาจไม่ได้เกิดจาก "รักตัวเองไม่มากพอ" เสมอไปร

บางคนที่ผมเห็นรักตัวเองมากทีเดียว แต่สมองก็ยังพาเขาไปวนซ้ำในความเจ็บปวดอยู่ดี
Bessel van der Kolk เขียนไว้ใน The Body Keeps the Score ว่าเมื่อเราเผชิญกับความเครียดหรือความเจ็บปวดซ้ำๆ สมองจะหลั่ง Endorphins (สารแห่งความสุข) ออกมาเพื่อช่วยให้ร่างกายทนรับได้ครับ

และเมื่อเวลาผ่านไป สมองจะเริ่ม
เคยชินกับวงจรเคมีนั้น พอชีวิตเข้าสู่สภาวะสงบสุข สมองจะรู้สึกกระวนกระวาย ราวกับมีบางอย่างขาดหายไป และเรียกหาวงจรเดิม
"การเผลอติดความเจ็บปวด" ...ไม่ใช่เพราะคนนั้นชอบเจ็บปวด แต่เพราะสมองเรียนรู้มาว่านั่นคือสภาวะที่มันรู้สึกว่า "มีชีวิตอยู่"
แต่ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันครับ ที่ทำให้คนทนอยู่กับความเจ็บปวดคือ
..มนุษย์เราไม่ได้กลัวความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว เรากลัวความไม่แน่นอนด้วยครับ

และสมองของเราถูกออกแบบมาให้โหยหาสิ่งที่ทำนายได้ แม้สิ่งนั้นจะเจ็บปวดก็ตาม
ลองนึกภาพตามนะครับ ความสัมพันธ์ที่เจ็บปวดมานาน มันเจ็บก็จริง แต่มันเดาได้ครับ

รู้ว่าจะทะเลาะเรื่องอะไร รู้ว่า pattern จะเป็นยังไง รู้ว่าจะดีกันกลับแบบไหน รู้ว่านานแค่ไหนถึงจะผ่านไป....มันทรมาน แต่มันคาดเดาได้

สมองรู้สึกว่า "ฉันรู้จักสิ่งนี้ ฉันรับมือกับมันได้"
แต่พอออกจากความสัมพันธ์นั้น ข้างหน้าคืออะไร? ไม่รู้ครับ ไม่รู้ว่าจะเจอคนแบบไหน ไม่รู้ว่าจะเจ็บอีกไหม ไม่รู้ว่าความสุขที่ได้มานั้นจะนานแค่ไหน และจะพังเมื่อไหร่ ความไม่แน่นอนของความสุขนั้นน่ากลัวกว่าความเจ็บปวดที่รู้จักดีครับ
บางครั้งสมองเลือกความคุ้นเคยที่เจ็บปวด แทนที่จะเลือกความไม่แน่นอนที่อาจดีกว่า
และนั่นแหละครับคือเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงวนซ้ำ ทั้งที่รู้ว่าไม่ดีกับตัวเอง
ดังนั้นไม่ว่าจะคนที่..พาตัวเองวนอยู่กับความเจ็บปวดก็ดี..หรือพาตัวเองกลับไปเจอความเจ็บปวดซ้ำ ๆ ก็ดี

ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักตัวเองเสนอไปครับ แต่เพราะอาจสมองไม่มีแผนที่สำหรับชีวิตที่ดี มันไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง
แล้วจะเริ่มออกจากวงลูปนี้ได้ยังไงครับ?

สิ่งแรกที่ผมมักบอกคือให้รู้ทันตอนที่สมองส่งสัญญาณครับ เวลาที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่ดีแล้วรู้สึกกระวนกระวาย ว่างเปล่า หรืออยากหาเรื่องทะเลาะ ลองหยุดแล้วถามตัวเองว่า
"ตอนนี้สมองกำลังโหยหาความคุ้นเคยเดิม หรือกลัวความไม่แน่นอนอยู่ไหม?" แค่รู้ทัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ไม่ตามมันไปทันทีแล้วครับ
และสิ่งที่สำคัญมากคือการฝึกให้สมองเรียนรู้ว่าความสงบสุขนั้นปลอดภัย.
ถ้านึกถึงใครที่กำลังวนซ้ำในความสัมพันธ์ที่รู้ว่าไม่ดีกับตัวเอง แต่หยุดไม่ได้ ส่งให้เขาได้เลยนะครับ

- หมอวอป ณัฎฐชัย (จิตแพทย์) -

#หมอวอป #จิตวิทยา #รักตัวเอง #ความสัมพันธ์ #ฮีลใจ #พัฒนาตัวเอง

Family Systems Theory EP.1- ถอดรหัสระบบนิเวศอารมณ์ในครอบครัว : เมื่อลมพัดมา... โมบายก็แกว่งไกวเคยไหมครับ... เวลาที่ใครสั...
10/05/2026

Family Systems Theory EP.1- ถอดรหัสระบบนิเวศอารมณ์ในครอบครัว
: เมื่อลมพัดมา... โมบายก็แกว่งไกว

เคยไหมครับ... เวลาที่ใครสักคนในบ้านอารมณ์ไม่ดี เดินปึงปังเข้ามา หรือกำลังเครียดหนักๆ จากที่ทำงาน จู่ๆ บรรยากาศในบ้านก็เปลี่ยนไปทันที
ทั้งๆ ที่เราก็นั่งดูทีวีอยู่ของเราเฉยๆ แต่กลับรู้สึกอึดอัด หรือเผลอหงุดหงิดตามไปด้วยเสียอย่างนั้น

"ไม่รู้ทำไม แค่พ่อเดินเข้าบ้านทุกครั้ง บรรยากาศในบ้านก็เปลี่ยนไปหมดทันที"

มีคนเล่าให้ผมฟังว่า ทุกครั้งที่พ่อกลับบ้านมาด้วยหน้าตาไม่ดี ทั้งบ้านจะรู้ทันทีโดยไม่ต้องพูดอะไรกันเลย

แม่จะเงียบลง น้องจะแอบเข้าห้อง และเขาเองก็จะเริ่มรู้สึกอึดอัด
สิ่งที่เขาอธิบายไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ

ย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 1950s จิตแพทย์และนักจิตวิเคราะห์ท่านหนึ่งชื่อว่าคุณหมอ Murray Bowen ได้นำเสนอทฤษฎีที่เปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้ไปอย่างสิ้นเชิงเลยครับ ที่ชื่อว่า "Bowen Family Systems Theory" หรือทฤษฎีระบบครอบครัวครับ
ในยุคนั้น เวลามีใครสักคนในบ้านมีปัญหา คนส่วนใหญ่มักจะเพ่งเล็งไปที่คนที่มีปัญหา แล้วพยายามหาวิธีซ่อมเขาให้หาย

แต่ Bowen กลับมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนมีปัญหา แต่น่าจะเป็นผลลัพธ์จากทั้ง Emotional System หรือระบบนิเวศทางอารมณ์ของทั้งครอบครัว ที่ทุกคนเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันอย่างแยกไม่ออก
เพื่อให้เห็นภาพ ลองจินตนาการถึงโมบายเด็กเล่นที่แขวนอยู่เหนือเปลดูนะครับ

ครอบครัวของเราก็เหมือนโมบายนั้นแหละครับ สมาชิกแต่ละคนคือตุ๊กตาแต่ละตัวที่แขวนเชื่อมโยงกันด้วยเส้นด้ายแห่งความรู้สึก
ถ้าวันไหนมีลมพัดมาแรงๆ... อาจจะเป็นปัญหาการเงิน ความเครียดจากที่ทำงาน ความเจ็บป่วย หรือความวิตกกังวลอะไรบางอย่างพัดเข้ามาในบ้าน พอตุ๊กตาตัวหนึ่งเริ่มแกว่งไกว ตุ๊กตาตัวอื่นๆ ทั้งหมดบนโมบายนั้น ก็จะถูกดึงให้ "แกว่งตาม" ไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่ขับเคลื่อนการแกว่งนี้ Bowen เรียกว่า Chronic Anxiety หรือความวิตกกังวลเรื้อรังครับ มันไม่ใช่ความเครียดที่เพิ่งเกิดขึ้นชั่วคราว

แต่เป็นความตึงเครียดที่ฝังรากอยู่ในระบบครอบครัวมานานแล้ว บางทีส่งต่อกันมาข้ามรุ่นโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวครับ
ทฤษฎีของ Bowen บอกเราว่า เวลาที่ครอบครัวเกิดความตึงเครียด มนุษย์เราจะมีกลไกอัตโนมัติในการจัดการความเครียดนั้นเสมอครับ ..บางคนเลือกที่จะเดินหนีเข้าห้อง ปิดประตูเงียบ (Distance / Cut-off) ...บางคนพยายามเข้าไปบงการจัดการทุกอย่าง (Overfunctioning) ..บางคนยิ่งถอยออก ยิ่งพึ่งพา ยิ่งทำอะไรไม่ได้ (Underfunctioning)..บางบ้านก็เผลอโยนความเครียดไปให้ลูกแบกรับไว้ (Family Projection Process)
สิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ คือมันช่วยเปลี่ยนมุมมองของเราครับ
จากที่เราเคยชี้หน้าและตั้งคำถามว่า "ใครคือตัวปัญหา?" และจะรักษาเขาอย่างไร

เปลี่ยนเป็น

"ตอนนี้นิเวศอารมณ์ของครอบครัวเรา กำลังเสียสมดุลตรงไหน?" และ "เรากำลังเล่นบทบาทอะไรเพื่อพยุงสมดุลนั้นอยู่?" (เพราะปัญหาที่เกิดกับบางคนเด่นๆ เป็นเพียงผลลัพธ์ของสมดุลให้ครอบครัว)
จิตวิทยาครอบครัวไม่ได้มีไว้เพื่อ "หาคนผิด" หรือเอาไว้เป็นไม้บรรทัดตัดสินใครครับ
แต่มันมีไว้เพื่อให้เรามองเห็น "วงจร" ที่เราเผลอเต้นรำไปกับมัน

สัปดาห์นี้... ลองกลับมาสังเกตโมบายที่บ้านของคุณดูนะครับ
เวลามีความเครียดพัดเข้ามา ใครคือคนที่แกว่งแรงที่สุด ใครคือคนที่พยายามดึงเชือกไว้ และตัวคุณเอง... กำลังหมุนไปในทิศทางไหน
แค่มองเห็นให้ทัน... คุณก็เริ่มมีสติพอที่จะหยุดแกว่งตามลมแล้วล่ะครับ
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยาทั้งตัวคุณเองและคนที่คุณรักครับ

- หมอวอป ณัฎฐชัย (จิตแพทย์) -

แหล่งอ้างอิง:
1. Hall CM. The Bowen Family Theory and Its Uses. New York: Jason Aronson; 2013.
2. Brown J, Errington L. Bowen family systems theory and practice: Illustration and critique revisited. Australian and New Zealand Journal of Family Therapy. 2024;45:135-155.

#หมอวอป #จิตวิทยา #จิตวิทยาครอบครัว #ฮีลใจ #พัฒนาตัวเอง

09/05/2026

เสน่ห์ที่มีค่าที่สุดในที่ทำงาน คือ
"การให้เกียรติ" ทุกคน... ไม่ว่าเขาจะอยู่ตำแหน่งไหน

(ผมแปะ How-to ไว้ลองปรับใช้กันดูนะ👇)

08/05/2026

ผมไม่ค่อยสบาย วันนี้ขอพักบทความ 1 วันนะ 🙏

(ฝากโหวตเรื่องที่อยากให้ผมทำ มี choice ในคอมเม้นนะครับ)

Series จิตวิทยาการรักตัวเอง EP.7ปลอบคนอื่นได้ทุกเรื่อง แต่พอเป็นตัวเองกลับทำไม่ได้เลย"หนูพูดกับคนอื่นได้นะหมอ แต่พอเป็นต...
07/05/2026

Series จิตวิทยาการรักตัวเอง EP.7
ปลอบคนอื่นได้ทุกเรื่อง แต่พอเป็นตัวเองกลับทำไม่ได้เลย
"หนูพูดกับคนอื่นได้นะหมอ แต่พอเป็นตัวเอง... มันเหมือนไม่รู้จะเริ่มยังไง"
ผมนั่งฟังเธอแล้วถามว่า ถ้าเพื่อนโทรมาแล้วบอกว่ารู้สึกแบบที่เธอรู้สึกอยู่ตอนนี้ เธอจะพูดอะไร?
เธอตอบได้ทันทีเลยครับ ไม่ต้องคิด
"ก็บอกว่ามันโอเคนะ รู้สึกแบบนี้ได้ ไม่ได้แปลว่าแย่"

"แล้วทำไมเธอถึงพูดกับตัวเองแบบนั้นไม่ได้ล่ะครับ?"

เธอนิ่งไปนานมาก แล้วบอกว่า "ไม่รู้เลยค่ะหมอ มันรู้สึกแปลกๆ เหมือนไม่มีสิทธิ์"
"หรือพูดออกมา หนูก็ไม่อิน"
สิ่งที่เธอพูดนั้นผมได้ยินซ้ำๆ จากหลายคนมากครับ และมันไม่ใช่เรื่องของทักษะการปลอบ ...เพราะเธอมีทักษะนั้นอยู่เต็มๆ (กับเพื่อน)
..แต่มันเป็นเรื่องของว่าสมองเธอถูกฝึกมาให้รู้สึกว่าความใจดีนั้นมีไว้สำหรับคนอื่น ไม่ใช่สำหรับตัวเอง

บางคนเติบโตมาในบ้านที่การดูแลคนอื่นคือสิ่งที่ได้รับการมองเห็นและชื่นชมครับ
..พอช่วยน้อง พ่อแม่ก็ยิ้ม ..พอดูแลคนป่วยในบ้าน ทุกคนก็บอกว่าเก่ง ..พอเป็นคนที่พึ่งได้ ก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
สมองจึงค่อยๆ เรียนรู้ว่า "ฉันมีคุณค่าก็ต่อเมื่อฉันมีประโยชน์ต่อคนอื่น"

และในทางกลับกัน การหันมาดูแลตัวเองก็กลายเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าไม่ถูก ไม่มีสิทธิ์ หรือแม้แต่รู้สึกผิดครับ
(ยิ่งบ้านไหนตำหนิทุกครั้งที่ไม่ทำเพื่อคนอื่นตรงนี้จะยิ่งชัด)
ผลลัพธ์ที่ตามมาในชีวิตจริงมีหลายแบบมากครับ บางคนปลอบเพื่อนได้อย่างอ่อนโยนที่สุด แต่พอพลาดอะไรด้วยตัวเองกลับด่าตัวเองอย่างโหดร้าย

บางคนรับฟังคนอื่นได้ทั้งคืน แต่ไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองร้องไห้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

บางคนรู้ทุกวิธีที่จะช่วยให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้น แต่พอถึงเวลาตัวเองแย่ กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความใจดีแบบนั้นครับ
Virginia Satir นักบำบัดครอบครัว (ที่ผมยกให้เป็นปรมาจารย์) อธิบายรูปแบบหนึ่งที่พบบ่อย ๆ ในมนุษย์ เรียกว่า Placating หรือการยอมตาม คนกลุ่มนี้เป็นคนละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกคนอื่นมาก มีน้ำใจ ใส่ใจ ชอบดูแล

ที่มาของ Placate ในแต่ละคนต่างกันครับ ..บางคนเรียนรู้มาว่าการยอมคือทางที่ปลอดภัย ..บางคนเรียนรู้ว่าการมีประโยชน์แล้วจะได้รับความรัก

และไม่ว่าจะมาจากไหน ผลลัพธ์ที่เหมือนกันคือดูแลคนอื่นเก่ง แต่ดูแลตัวเองไม่เป็นครับ
ผมพบในห้องตรวจบ่อยมากครับ ว่าคนที่ดูแลคนอื่นเก่งที่สุด มักมีส่วนหนึ่งในใจที่เรียนรู้มาว่าต้องแข็งแกร่งและมีประโยชน์เสมอ

จนลืมไปว่าข้างในก็มีส่วนที่เหนื่อยและต้องการการดูแลเหมือนกัน และส่วนนั้นแหละครับ ที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้พูดขึ้นมาเลย
สิ่งที่ผมพูดบ่อยๆ คือ

"ความสามารถที่คุณใช้กับคนอื่นนั้น ...มันไม่ได้หายไปไหนเลยครับ มันอยู่ในตัวคุณตลอดเวลา"

"คุณรู้ว่าต้องพูดอะไร ต้องฟังแบบไหน แค่ใจยังยอมใช้มันกับตัวเองก็เท่านั้น"
ลองเริ่มจากสิ่งเล็กที่สุดก่อนนะครับ ครั้งหน้าที่รู้สึกแย่กับตัวเอง แทนที่จะรีบแก้หรือรีบหยุดความรู้สึกนั้น

ลองหยุดสักครู่แล้วถามตัวเองว่า "มีส่วนไหนในตัวฉันที่กำลังเจ็บปวดอยู่ตอนนี้?"

รับรู้คามเจ็บปวด ...แล้วพูดกับส่วนนั้น(ที่เจ็บปวด) เบาๆ ในใจว่า

"ฉันเห็นแล้วว่าเธอพยายามมาตลอด ขอบคุณนะที่แบกทุกอย่างมาให้ฉัน ตอนนี้ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ต้องสู้คนเดียวอีกต่อไปแล้ว"
มันจะรู้สึกแปลกในช่วงแรกครับ เพราะสมองยังไม่คุ้นกับการรับความใจดีจากตัวเอง แต่ทุกครั้งที่ทำ คือการให้หลักฐานใหม่กับสมองว่า

"ฉันก็คู่ควรกับสิ่งนี้เหมือนกัน"
ความใจดีที่ฉันให้คนอื่นมาตลอดนั้น ฉันก็มีสิทธิ์ได้รับมันเหมือนกัน
ถ้านึกถึงใครที่ดูแลทุกคนได้ดี แต่ดูแลตัวเองไม่เป็นเลย ส่งให้เขาได้เลยนะครับ 🤍

- หมอวอป ณัฎฐชัย (จิตแพทย์) -

#หมอวอป #จิตวิทยา #รักตัวเอง #เสียงเก่า #ฮีลใจ #พัฒนาตัวเอง

EP.3: ศิลปะของการเป็นพ่อแม่ที่ "ดีพอประมาณ" เคล็ดลับการสร้างความสุขโดยไม่ต้องพึ่งความสมบูรณ์แบบวันนี้เราเดินทางมาถึงตอนจ...
06/05/2026

EP.3: ศิลปะของการเป็นพ่อแม่ที่ "ดีพอประมาณ" เคล็ดลับการสร้างความสุขโดยไม่ต้องพึ่งความสมบูรณ์แบบ
วันนี้เราเดินทางมาถึงตอนจบของซีรีส์ "The Good Enough Parent" กันแล้วนะครับ

จาก EP.1 ที่เราพูดถึงการปลดแอกตัวเองจากอุดมคติเรื่องความสมบูรณ์แบบ และ EP.2 ที่เราทำความเข้าใจกันแล้วว่าความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของพ่อแม่คือพื้นที่จำลองให้ลูกได้เรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริง
วันนี้ผมอยากมาชวนคุยต่อว่า แล้วในชีวิตจริง "ศิลปะของการเป็นพ่อแม่ที่ดีพอประมาณ" นั้น หน้าตาเป็นอย่างไร และเราจะนำมาปรับใช้เพื่อฮีลใจตัวเองได้อย่างไรบ้างครับ
หลายคนอาจยังมีคำถามในใจว่า การบอกว่าตัวเองเป็นพ่อแม่ที่ดีพอประมาณ จะแปลว่าเรายอมรับการปล่อยปละ หรือเลี้ยงลูกแบบขอไปทีหรือเปล่า?
ผมอยากอธิบายมุมมองนี้ครับ "ความดีพอประมาณ" ไม่ใช่การยอมแพ้ต่อตัวเองเลย แต่มันคือการตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผล มากกว่าการทำพฤติกรรมที่ถูกบีบบังคับด้วยความกดดันที่จะต้องสมบูรณ์แบบ (ซึ่งขัดกับความเป็นมนุษย์)
การที่เราบอกว่าสิ่งที่เราทำให้ลูกนั้น "ดีพอแล้ว"

หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นให้ประโยชน์ที่เพียงพอ ไม่มีปัญหาใดที่ร้ายแรง และผลประโยชน์ที่ได้มีน้ำหนักมากกว่าปัญหาที่อาจมีอยู่ครับ
ที่สำคัญที่สุดคือ ในบางสถานการณ์ การพยายามปรับปรุงให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดีเสียด้วยซ้ำครับ ลองนึกภาพแม่ที่อดนอนและเครียดจัด ด่าตัวเองที่ทุกที่มีอารมณ์หงุดหงิด กดดันให้ตัวเองอารมณ์ดีต่อหน้าลูกตลอดเวลาสิครับ ในสถานการณ์กดดันแล้วกัน เราจะสามารถอารมณ์ดีต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปีได้จริงหรอ?
ในมุมมองของการประเมินครอบครัว การเลี้ยงดูบุตรไม่ใช่การสอบแข่งขันครับ แม้สังคม Social media หรือแม้แต่พ่อแม่ของเราเอง จะทำให้เราเผลอกดดัน เหมือนกับแข่งขันบางอย่างตลอดเวลา

การเลี้ยงลูกคือ "ความสัมพันธ์แบบสองทาง" ระหว่างพ่อแม่และเด็ก

คำถามสำคัญที่ควรโฟกัสคือ "ความลงตัว" หรือ goodness of fit ระหว่างคุณกับลูกคนนี้เป็นอย่างไร และคุณได้ทำอะไรเพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์นั้นบ้าง
พ่อแม่ที่ดีพอประมาณคือพ่อแม่ที่เข้าใจว่าในความพยายามที่จะตอบสนองความต้องการของลูกนั้น

"ความผิดพลาดคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ" แม้แต่การเผลอกลับไปทำพฤติกรรมเดิมที่เราตั้งใจจะแก้ไข ก็ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามปกติ
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การห้ามทำพลาด แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถควบคุมหรือลดผลกระทบที่จะเกิดกับลูกได้หรือไม่ครับ
หัวใจสำคัญของการเป็นพ่อแม่ที่ดีพอประมาณคือความเต็มใจที่จะยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง ยอมขอความช่วยเหลือเพื่อเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ทำได้ และยอมรับการสนับสนุนในจุดที่ยังต้องพัฒนาต่อครับ
สำหรับพ่อแม่วัยทำงานที่ต้องดิ้นรน แม้จะมีเวลาจำกัด แต่การเป็นพ่อแม่ที่ดีพอประมาณก็สามารถทำได้ผ่านการดูแลเอาใจใส่ด้วยการมีอยู่ตรงนั้นเพื่อลูก ทั้งทางร่างกายและอารมณ์ในเวลาที่คุณสามารถทำได้ครับ

แนวทาง "ดีพอประมาณ" นี้คือเครื่องมือที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเราไปสู่ความยอดเยี่ยมผ่านการเรียนรู้และยกระดับมาตรฐาน มากกว่าการวิ่งตามภาพลวงตาของความสมบูรณ์แบบครับ
การมุ่งมั่นที่จะเป็นพ่อแม่ที่ยอดเยี่ยมนั้น ไม่ควรต้องแลกมาด้วยการทำลายชีวิตที่ดีของคุณเองไปครับ

เพราะสำหรับลูกแล้ว อ้อมกอดที่อบอุ่นและมีอยู่จริงของคุณ มีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีอยู่จริง(ในฐานะมนุษย์) เสมอครับ 🤍

หมอวอป ณัฎฐชัย (จิตแพทย์) -

แหล่งอ้างอิง:
Choate PW, Engstrom S. The "Good Enough" Parent: Implications for Child Protection. Child Care in Practice. 2014.
Ratnapalan S, Batty H. To be good enough. Canadian Family Physician. 2009;55:239-240.
#หมอวอป #จิตวิทยา #ปัญหาครอบครัว #ฮีลใจ

06/05/2026

"ยอมๆ ไปเหอะ จะได้ตัดปัญหา"
แต่ยิ่งยอม คนยิ่งไม่เกรงใจ?
(อ่านต่อ👇)

พ่อแม่ที่เผลอหลุดต่อหน้าลูก(ทั้งที่รู้ว่าไม่ควร) ลองอ่านดูนะครับSeries The Good Enough Parent พ่อแม่ที่ดีพอประมาณ ep2 : ...
05/05/2026

พ่อแม่ที่เผลอหลุดต่อหน้าลูก(ทั้งที่รู้ว่าไม่ควร) ลองอ่านดูนะครับ

Series The Good Enough Parent พ่อแม่ที่ดีพอประมาณ ep2 :

"หมอครับ ผมว่าผมไม่ได้เป็นพ่อที่ดีพอ"
"หนูพลาดอีกแล้วค่ะหมอ หนูเผลอไปดุลูก..."
"ทำไมเราถึงควบคุมตัวเองไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตั้งใจมากแล้ว"

พ่อแม่หลายคนมาบ่นให้ผมฟังครับ
ซึ่งผมชื่นชมความพยายามของพ่อแม่เหล่านี้จริงๆ นะ
พวกเขาตั้งใจเป็นพ่อแม่ที่..คุมอารมณ์เก่ง..ไม่เผลอทะเลาะกันต่อหน้าลูก..ไม่เผลอใช้เสียงดังกับลูก
แต่มันไม่ง่ายเลยสักนิด
ผมอยากเล่าเรื่องนี้ให้ฟังครับ เป็นแนวคิดของจิตแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ Donald Winnicott (โดนัลด์ วินนิคอตต์)
ที่เรียกว่า "Good Enough Mother/Parent" หรือ "พ่อแม่ที่ดีพอประมาณ"
แนวคิดนี้บอกว่า ในช่วงทารกแรกเกิด แม่ที่ดีพอประมาณจะเริ่มต้นด้วยการตอบสนองความต้องการของลูกเกือบสมบูรณ์แบบ เพราะทารกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่น แค่ร้องไห้ นมก็มาถึงปาก
แต่ความลับของการสร้างเด็กที่แข็งแกร่งทางใจ... อยู่ตรงนี้ครับ
เมื่อเวลาผ่านไป พ่อแม่จะค่อยๆ "ลดระดับการตอบสนอง" ลงทีละนิดอย่างเป็นธรรมชาติ ตามความสามารถในการรับมือที่เพิ่มขึ้นของลูก
การที่พ่อแม่ "ตอบสนองไม่ทันใจลูก" บ้าง Winnicott เรียกสิ่งนี้ว่า "Failure to adapt" (ความล้มเหลวในการปรับตัวให้เข้ากับลูก)
และมันคือสิ่งที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับ "ความเป็นจริง" ของโลกข้างนอกครับ
ลองคิดดูครับ ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่เสกทุกอย่างให้ลูกได้ทันใจ ไม่เคยทำให้ลูกผิดหวังเลย

เด็กคนนั้นจะเอาพื้นที่ตรงไหน... ไปฝึก "การรอคอย" "ความอดทน" และ "การรับมือกับความผิดหวัง" เมื่อเขาต้องออกไปเจอโลกที่ไม่ได้หมุนรอบเขา?
แต่ส่วนที่ผมว่าชอบที่สุด... อยู่ที่อีกส่วนหนึ่งของแนวคิดนี้

Winnicott บอกว่า การเป็นพ่อแม่ที่ดีพอ หมายถึงคุณ

"ได้รับอนุญาตให้ทำผิดพลาดได้"

เผลอดุ เผลอใช้อารมณ์ เผลอพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่จุดที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากที่คุณพลาดไปแล้ว... คุณกลับมา "แก้ไขและชดเชย" สิ่งที่ขาดหายไปได้ครับ
เวลาที่พ่อแม่มาปรึกษาผมในห้องตรวจ และร้องไห้ที่เผลอทำไม่ดีกับลูก ผมมักจะบอกเขาว่า...

"ต่อให้เราเป็นพ่อแม่ แต่เราก็ยังเป็นมนุษย์นะครับ เราไม่ได้กลายเป็นนางฟ้าเมื่อมีลูก ดังนั้นเราย่อมพลาดบ้าง หลุดบ้างในฐานะมนุษย์ครับ"

และผมมักพูดต่อว่า...
"ลองมองอีกมุมนะครับ เวลาที่เราเผลอพลาดไป จริงๆ แล้วมันคือ "โอกาส" นะ"..โอกาสที่จะ "สอน" ให้ลูกเข้าใจ "ความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์"..สอนให้ลูกรู้ว่า... พ่อแม่ก็มีอารมณ์ มีวันที่เหนื่อย มีวันที่เผลอควบคุมตัวเองไม่ได้
..และที่สำคัญที่สุด... สอนให้ลูกรู้จักคำว่า "ขอโทษ" จากการเห็นพ่อแม่ตัวเองเดินมาขอโทษเขาทีหลัง

ลูกของคุณจะไม่ได้เรียนรู้คำว่า "ขอโทษ" จากการที่คุณบังคับให้เขาพูดกับเพื่อนที่โรงเรียน

แต่เขาจะเรียนรู้... จากการที่เห็นคุณ — คนที่ตัวใหญ่กว่า อายุเยอะกว่า มีอำนาจมากกว่า เดินมานั่งลงตรงข้ามเขา แล้วบอกว่า "พ่อ/แม่ขอโทษนะ เมื่อกี้พ่อ/แม่ลืมควบคุมตัวเองไป"

ในวินาทีที่คุณหลุด ...คุณไม่ได้ "ทำลาย" อะไรลูกเลยครับ...คุณแค่เป็นมนุษย์

และคุณกำลังสอนสิ่งที่มีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่งให้เขา
นั่นคือ "มนุษย์เราทำพลาดกันได้... และความสัมพันธ์ที่ร้าวก็ซ่อมได้เสมอ"
เด็กที่โตขึ้นมาเห็นพ่อแม่กล้าขอโทษ จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่กล้าขอโทษคนอื่น

เด็กที่เห็นพ่อแม่ "ไม่สมบูรณ์แบบแต่ยังรักเขา" จะเรียนรู้ว่าตัวเองก็ไม่ต้องสมบูรณ์แบบเพื่อจะถูกรัก
คืนนี้... ถ้าคุณกำลังนอนไม่หลับเพราะคิดว่าตัวเองทำผิดพลาดกับลูกอีกแล้ว
ผมอยากบอกว่า... การที่คุณยังนอนไม่หลับเรื่องนี้ คือหลักฐานชั้นดีว่าคุณเป็นพ่อแม่ที่ใส่ใจมากพอแล้ว
พรุ่งนี้... ลองเดินไปหาลูก กอดเขา แล้วบอกในสิ่งที่คุณอยากบอก
ลูกของคุณไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่ไม่เคยพลาดหรอกครับ

เขาแค่ต้องการพ่อแม่ที่ "กลับมาหา" หลังจากพลาดไป... ก็พอแล้วครับ

- หมอวอป ณัฎฐชัย (จิตแพทย์) -

แหล่งอ้างอิง:
Choate PW, Engstrom S. The "Good Enough" Parent: Implications for Child Protection. Child Care in Practice. 2014.
Ratnapalan S, Batty H. To be good enough. Canadian Family Physician. 2009;55:239-240.
Winnicott DW. The child, the family and the outside world. 1964.
#หมอวอป #จิตวิทยา #พ่อแม่ #เลี้ยงลูก #ฮีลใจ

มาแชร์กันครับว่าเป็นอย่างไรบ้างหลังอ่าน Ebookหรือพิมพ์คำถามไว้ก็ได้นะ
04/05/2026

มาแชร์กันครับว่าเป็นอย่างไรบ้างหลังอ่าน Ebook
หรือพิมพ์คำถามไว้ก็ได้นะ

"หมอครับ ตั้งแต่เด็กจนโต สิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดในชีวิตคืออยากให้พ่อแม่เลิกกัน"มีคนมาร้องไห้กับผมครับ และพูดแบ...
04/05/2026

"หมอครับ ตั้งแต่เด็กจนโต สิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดในชีวิตคืออยากให้พ่อแม่เลิกกัน"

มีคนมาร้องไห้กับผมครับ และพูดแบบนี้เยอะพอควรเลย
เขาไม่ได้เกลียดพ่อหรือแม่ครับ เขารักทั้งคู่มากด้วยซ้ำ
แต่ตั้งแต่จำความได้ เขาต้องแบกรับพลังงานบางอย่างในบ้านไว้ทุกวัน
..ความเงียบที่หนักกว่าเสียงทะเลาะ ..การหลบสายตา น้ำเสียงที่เย็นชาเวลาพูดถึงกัน ..ความรุนแรงจากการทะเลาะกัน

บรรยากาศที่รู้สึกได้ว่าต้องระวังตัวตลอดเวลา ว่าวันนี้บ้านจะเป็นยังไง
และอีกสิ่งที่ผมมักได้ยินในห้องตรวจบ่อยมากคือประโยคที่ว่า "ทนอยู่ก็เพื่อลูก" ครับ

และผมเข้าใจว่ามันมาจากความรักที่มีต่อลูกอย่างแท้จริง ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากทำร้ายลูก ทุกคนทำดีที่สุดแล้วตามที่ตัวเองรู้จักครับ
แต่มีบางอย่างที่อยากให้ลองหยุดคิดดูนะครับ

ฃเด็กรับรู้ได้มากกว่าที่เราคิด

เขารู้สึกได้ถึงอุณหภูมิในบ้าน บรรยากาศที่ลอยอยู่ในอากาศ รอยยิ้มที่ฝืนทำ ช่องว่างบนโซฟาที่พ่อกับแม่นั่งห่างกัน
บ้านที่ไม่มีเสียงทะเลาะ ไม่ได้แปลว่าเป็นบ้านที่อบอุ่นเสมอไปครับ
และยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ลูกเรียนรู้จากการอยู่กับพ่อแม่โดยที่เราไม่รู้ตัวครับ

เขาเรียนรู้ว่าความรักหน้าตาเป็นยังไง ความสัมพันธ์คือแบบไหน การอยู่ด้วยกันควรรู้สึกอย่างไร จากสิ่งที่เขาเห็นทุกวัน

ดังนั้นความสัมพันธ์ของพ่อแม่นั่นแหละคือแม่พิมพ์ที่เขาจะนำไปใช้ในความสัมพันธ์ของตัวเองในอนาคตครับ
ถ้าวันนี้ความสัมพันธ์มันมาถึงจุดนี้แล้ว ผมคิดว่ามีสองทางที่ต้องตัดสินใจ
อย่างจริงจังครับ
ทางแรกคือหันหน้ามาซ่อมมันอย่างจริงจัง วางบทบาทพ่อแม่ลงชั่วคราว แล้วหันมาจับมือกันในฐานะคนรัก ลองทำกิจกรรมด้วยกัน หรือไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ร่วมกัน

หรือ
"ถ้าคุณฟื้นความรักไม่ได้ อย่างน้อยจงเป็นพันธมิตรที่ดีมากๆ ในการทำภารกิจ ยากๆอย่างการเลี้ยงลูกด้วยกันให้ได้นะครับ ถ้าจะอยู่ด้วยกัน"
นี้คือสิ่งที่ผมบอกหลายคู่บ่อยมากๆ

และอีกทางคือยอมรับความจริงว่าในฐานะคนรักเราอาจไปต่อไม่ได้ แต่ยังสามารถเป็น Co-parents ที่ดีต่อกันได้ครับ พ่อและแม่ที่แยกกันอยู่แต่ต่างคนต่างมีรอยยิ้ม บางครั้งส่งผลดีต่อลูกมากกว่าการทนอยู่ในบ้านที่เย็นชาและอึดอัดครับ
ครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่ได้แปลว่าต้องอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเสมอไปครับ
แต่ครอบครัวที่สมบูรณ์คือที่ที่เด็กได้เห็นพ่อและแม่มีความสุข และรู้ว่าตัวเองเป็นที่รักอย่างปลอดภัย
ชีวิตของเรามีสิทธิ์ได้รับความรักที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวานะครับ 🤍

- หมอวอป ณัฎฐชัย (จิตแพทย์) -

#หมอวอป #จิตวิทยา #จิตวิทยาความสัมพันธ์ #ชีวิตคู่ #ปัญหาครอบครัว #ฮีลใจ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ WLife จิตวิทยาและการเติบโตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท