Klistler Klemler (Thailand) Co.,Ltd.

Klistler  Klemler (Thailand) Co.,Ltd. จำหน่ายเวชภัณฑ์นำเข้า

จำหน่ายเวชภัณฑ์นำเข้าให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย

ประเภทเวชภัณฑ์ ESAFOSFINA , NP PRO , K - VITAM , CAL - C

Sell the medical supplies imports , the detail sells the medical supplies
imports to give with nationwide Thai hospital , medical supplies kind , ESAFOSFINA , NP PRO ,
K - VITAM , CAL - C

NP PRO  เป็นAmino Acids Softgel Capsules 1000 mg. NP PRO คือ โปรตีนขนาดเล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย ช่...
26/06/2018

NP PRO เป็นAmino Acids Softgel Capsules 1000 mg. NP PRO คือ โปรตีนขนาดเล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย ช่วยซ่อมแซมอวัยวะที่สึกหรอทำให้สุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์สม่ำเสมอ เพิ่ม Growth hormon

Procomil ปลุกพลังความเป็นชายในตัวคุณ กลับคืนความเป็นหนุ่ม เพื่อคนที่คุณรัก
26/06/2018

Procomil ปลุกพลังความเป็นชายในตัวคุณ กลับคืนความเป็นหนุ่ม เพื่อคนที่คุณรัก

05/01/2016

ด่วน สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมงานกับทางบริษัทฯ ประกาศรับสมัคร Medical Representative เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือบน ,ล่าง และภาคเหนือตอนล่าง คุณสมบัติ วุฒิปริญญาตรีสาขาเทคนิคการแพทย์ , วิทยาศาสตร์ , และสาขาที่เกี่ยวข้อง สนใจติดต่อที่ 02-9177751-2 Email kk_thailand@yahoo.com หรือ ทางเวปบริษัทคะ

24/06/2015

ด่วน สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมงานกับทางบริษัท ประกาศรับสมัคร Medical Representative คุณสมบัติ วุฒิปริญญาตรีสาขาเทคนิคการแพทย์ , วิทยาศาสตร์ , และสาขาที่เกี่ยวข้อง สนใจติดต่อที่ 02-9177751-2 Email kk_thailand@yahoo.com หรือ ทางเวปบริษัทคะ

05/07/2013

มีข่าวมาฝากคะ

05/07/2013

ด่วน สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมงานกับทางบริษัท ประกาศรับสมัคร Medical Representative เขตภาคใต้ 1 ตำแหน่ง คุณสมบัติ วุฒิปริญญาตรีสาขาเทคนิคการแพทย์ , วิทยาศาสตร์ , และสาขาที่เกี่ยวข้อง สนใจติดต่อที่ 02-9177751-2 Email kk_thailand@yahoo.com หรือ ทางเวปบริษัทคะ

19/02/2013

ด่วน !! ประกาศรับสมัครงานผู้ที่สนใจร่วมงานตอนนี้ทางบริษัทของเราต้องการผู้สนใจร่วมงานในตำแหน่งดังต่อไปนี้ เจ้าหน้าที่ Addmin 1 ตำแหน่ง และ เจ้าหน้าที่คลังสินค้า 1 ตำแหน่ง สนใจติอต่อสมัครได้ที่ บริษัทคลิสต์เลอร์ เคลมเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด Email kk_thailand@yahoo.com , kk_thailand.med@hotmail.com หรือ 02-9177751-2 ทุกวันจันทร์ - วันศุกร์ 08.30 น. ถึง 17.00 น. หรือที่ www.kilstlerklemler.co.th/

05/02/2013

ด่วน สำหรับผู้ที่จะร่วมงานกับทางบริษัท ประกาศรับสมัคร Medical Representative เขตภาคเหนือ 1 ตำแหน่ง คุณสมบัติ วุฒิปริญญาตรีสาขาเทคนิคการแพทย์ , วิทยาศาสตร์ , และสาขาที่เกี่ยวข้อง สนใจติดต่อที่ 02-9177751-2 Email kk_thailand@yahoo.com หรือ ทางเวปบริษัทคะ

14/01/2013

อาหารบำบัดไมเกรน

ไมเกรน (Migraine) เป็นโรคปวดหัวชนิดหนึ่งซึ่งมีอาการรุนแรงมากแตกต่างกับอาการปวดหัวธรรมดา มักจะปวดหัวซีกใดซีกหนึ่งเป็นเวลานาน 4-72 ชั่วโมง ซึ่งยาแก้ปวดธรรมดาไม่อาจช่วยได้ อาการปวดจากไมเกรนจึงค่อนข้างทรมานมาก

ไมเกรนมักพบในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นไมเกรน เกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า มักเกิดในช่วงอายุ 25-55 ปี นอกจากนี้อาจมาจากสาเหตุอื่นได้แก่
อารมณ์และความเครียด
อาหารบางชนิด
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หมดประจำเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิดโดยเฉพาะในระยะที่ใกล้มีประจำเดือนหรือใน 2 วันแรกของการมีประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดต่ำลง อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงในผู้หญิงบางคนได้
การเปลี่ยนแปลงของอากาศหรืออุณหภูมิ
ยาบางชนิด
แสงสว่างที่จ้ามากเกินควร กลิ่นที่รุนแรงและควัน เช่นควันบุหรี่
อาการซึมเศร้า
การอดอาหารหรืองดอาหารบางมื้อ
อดนอน

กลไกในการเกิดไมเกรนยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่นักวิจัยเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติในการขยายและหดตัวของหลอดเลือดร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีบางชนิดในสมอง ที่ชื่อว่า เซโรโทนิน (Serotonin) เมื่อระดับของเซโรโทนินในสมองลดลงจากระดับปกติ ทำให้หลอดเลือดในสมองขยายตัวเซลล์ประสาทปล่อยความรู้สึกเจ็บปวดออกมา

โภชนบำบัดบรรเทาไมเกรน
มีปัจจัยด้านอาหารมากมายที่อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวหรือปวดไมเกรนได้
บริโภคอาหารไม่เป็นเวลา หรือการงดอาหารบางมื้อ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำและเกิดการปวดหัวได้ง่าย
อุณหภูมิของอาหาร อุณหภูมิเย็นจัด ของอาหารบางชนิด เช่น ไอศกรีม ถ้าหากรับประทานเร็วๆอาจ กระตุ้นอาการปวดหัวได้ในบางคน
อาหารบางชนิดกระตุ้นอาการไมเกรน แต่เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าอาหารชนิดใดกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวเพราะระดับความทนของร่างกายในแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และยังไม่มีอาหารชนิดใดสามารถบำบัดไมเกรนได้

สารอาหารที่อาจกระตุ้นให้เกิดไมเกรน
สารไทรามีน (tyramine) พบเป็นองค์ประกอบธรรมชาติในอาหาร ได้แก่ เนยแข็ง (cheese) เครื่องในสัตว์ ปลาเฮอริ่ง ถั่วลิสง เนยถั่ว ช็อคโกแลต กะหล่ำปลีดอง ไส้กรอก กล้วยสุกงอม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นเบียร์ ผู้ที่มีความไวต่อสารไทรามีน เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง

สารเฟนนิลเอททิลลามีน (Phenylethylamine หรือย่อว่า PEA) สารชนิดนี้ทำให้ปวดหัวได้สำหรับบางคน พบในช็อกโกแลตหรือโกโก้ แต่งานวิจัยในระยะหลังไม่อาจสรุปได้ว่าช็อกโกแลตจะกระตุ้นอาการไมเกรน

สารแทนนิน แทนนินเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในอาหาร เช่น น้ำแอปเปิ้ล ชา กาแฟ ช็อคโกแลต ไวน์แดง เป็นต้น ถึงกระนั้นข้อมูลที่พบก็ยังไม่สามารถยืนยันเกี่ยวกับฤทธิ์การกระตุ้นให้เกิดไมเกรนเมื่อรับประทานสารแทนนินหรือสารไทรามีนเข้าไป

สารเจือปนอาหาร (Food additives) สารปรุงแต่งรสหรือวัตถุกันเสียบางชนิด เช่น น้ำตาลเทียม ผงชูรส และดินประสิว ซึ่งใช้ใส่ในไส้กรอก แฮม เบคอน หรืออาหารรมควัน อาจกระตุ้นอาการปวดหัวได้ ผงชูรสอาจทำให้มีอาการปวดหัว ผู้ที่ร่างกายมีความไวต่อผงชูรสควรพยายามหลีกเลี่ยง

สารคาเฟอีน คาเฟอีนเพียงเล็กน้อยอาจช่วยให้หายปวดหัวได้ในบางคน แต่ถ้าดื่มมากๆกลับทำให้ปวดหัวได้ เพราะหลังจากดื่มเข้าไปตอนแรกคาเฟอีนจะทำให้เส้นเลือดหดตัวก็จะทำให้คลายอาการปวดหัว แต่เมื่อดื่มมากเกินไปจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้

แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิด เช่น ไวน์แดง นอกจากจะมีส่วนผสมของสารไทรามีนแล้วยังมีสารฟีนอล (phenols) และสารซัลไฟต์ (sulfites) ซึ่งใช้ในการหมักไวน์เป็นชนวนของการเกิดไมเกรน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ควรเมิน ได้แก่ ไวน์แดง แชมเปญ เวอร์มุท และเบียร์

สารอาหารที่อาจช่วยบรรเทาไมเกรน
การวิจัยพบว่าสารอาหารบางอย่าง เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม และพืชสมุนไพรบางชนิด เช่น ดอกเก็กฮวย (fever few) อาจช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากโรคนี้ได้ โดยปกติอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวันนั้นเช่น ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว ธัญพืช เป็นต้น มีแมกนีเซียมเพียงพอกับความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว

นอกจากนี้มีข้อมูลการวิจัยชี้แนะว่าการเสริมแคลเซียมวันละ 1000 มิลลิกรัม ร่วมกับการวิตามินดีทุกสัปดาห์ จะช่วยลดอาการปวดหัวจากไมเกรนในหญิงที่หมดประจำเดือนได้ดี

อาหารที่มีวิตามินบีสูงอาจมีส่วนช่วยลดอาการปวดหัวได้ การขาดวิตามินบีรวมทั้งไนอะซินและกรดโฟลิคอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ วิตามินบี6ช่วยเพิ่มระดับสารเซโรโทมินลดอาการปวดหัวได้ การเสริมวิตามินบี6 5-10วันก่อนมีประจำเดือนอาจช่วยลดอาการปวดหัวในช่วงนั้นได้

ธาตุเหล็ก อาการปวดหัวเป็นอาการอย่างหนึ่งของการขาดขาดธาตุเหล็ก อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงจะช่วยป้องกันการขาดธาตุเหล็กได้ น้ำมันปลา อาหารที่มีกรดโอเมกา3ช่วยลดความรุนแรงและความบ่อยของอาการปวดหัวจากไมเกรน การบริโภคปลาทะเลจะช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้


ตัวอย่างเมนูอาหารลดอาการไมเกรน

มื้อเช้า ขนมปัง น้ำเต้าหู้ แคนตาลูป

มื้อกลางวัน

ผัดมะกะโรนีขี้เมา ชมพู่ น้ำเก็กฮวย

มื้อเย็น ปลานึ่งขิง ผัดกะหล่ำปลีแครอท ข้าวซ้อมมือต้ม
น้ำฝรั่ง ชาสมุนไพร

ด้วยความห่วงใยคะ By Klistler Klemler ^_^

14/01/2013

เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ ตัวการทำลายกระดูก
วันนี้เรามีเกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพมาฝากคุณผู้หญิงผู้รักสุขภาพกันอีกแล้วค่ะ สำหรับ เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ ในวันนี้เราของนำเสนอตัวการทำลายกระดูกของเราเนี่ยเองค่ะ เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ ในวันนี้คุณผู้หญิงยิ่งควรรู้ไว้ยิ่งกว่าคุณผู้ชายซะอีกนะเพราะว่าเรื่องกระดูกนั้นเมื่อถึงวัย 30 นั้นความหนาแน่ของกระดูกจะลดเนื่องจากฮอร์โมนและอายุที่เพิ่มมากขึ้น เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพในวันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งถ้าเรารู้ไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ ก็จะยิ่งส่งผลดีเพราะถือเป็นการป้องกันเรื่องสุขภาพและการมีกระดูกที่แข็งแรงและเสื่อมสภาพช้ากว่าคนอื่นๆ ที่มีภาวะเสี่ยงค่ะ นั้นเรามดูเกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพกันเลยดีกว่าว่าอะไรคือตัวการทำลายกระดูกของเรา เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ ตัวการทำลายกระดูกที่ควรหลีกเลี่ยง

1. ดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 2 ถ้วย จากงานวิจัยจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริการะบุว่า กาแฟแค่ 2 ถ้วย ก็มากพอที่จะทำให้กระดูกเปราะบางได้ เนื่องจากคาเฟอีนในกาแฟจะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ

2. น้ำอัดลม ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักง่ายโดยผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำจะมีโอกาสเกิดกระดูกพรุนมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม 3-4 เท่า

3. ผู้หญิงที่มีอายุเกิน 30 ปีแล้ว ความหนาแน่นของกระดูกนอกจากจะไม่เพิ่มขึ้นแล้วยังเริ่มลดลงด้วย หากช่วงก่อนหน้านี้ไม่ได้บำรุงกระดูกให้แข็งแรงเต็มที่ก็อาจทำให้กระดูกเปราะบางและแตกหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกบริเวณสะโพกซึ่งจะเจ็บปวดและทรมานมาก

4. ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน กระดูกจะบางลงราวๆ 2 เปอร์เซ็นต์ทุก 1 ปี ในขณะที่การกินแคลเซียมเมื่ออายุมากขึ้นไม่ได้ช่วยความเพิ่มความหนาแน่นให้กับกระดูกแต่อย่างใดเพียงแต่ช่วยชะลอการสูญเสียปริมาตรของกระดูกลง

รู้อย่างนี้แล้ว มาดูแลกระดูกกันดีกว่า เพราะจะได้มีกระดูกที่แข็งแรงและไม่เปราะง่ายนะคะ

ห่วงใยทุกท่าน By Admin Klistler Klemler คะ

14/01/2013

4 วิธีในการแก้ปัญหาความจำหลงๆลืมๆ : เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ
ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นบางครั้งอาจทำให้เริ่มหลงๆลืมๆไปบ้าง ปัญหานี้บรรเทาได้ด้วยเทคนิค 4ข้อ เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพนี้เพื่อสำหรับในวัยที่กำลังทำงานก็ดี ที่จะไม่ลืมส่งงาน ลืมนู่นลืมนี่ หรือจะเป็นวัยเรียนของน้องๆก็ได้นะคะ เวลาทำข้อสอบและต้องใช้ความจำซะส่วนใหญ่ นี่เป็นเกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพในการช่วยจำ ที่ดิฉันอยากจะเอามานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้ลองนำเอาไปใช้ดูค่ะ เราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ ^^

วิธีแรกโฟกัสสายตา โดยวิธีการคือ ให้ฝึกนั่งจ้องวัตถุ หรือ เหตุการณ์ตรงหน้า จดจำรายละเอียดให้มากที่สุด นานประมาณ 3 นาที จากนั้น ละสายตา แล้ววาดสิ่งที่เห็นบนกระดาษ เมื่อเสร็จตรวจดูว่ามีสิ่งใดตกหล่นไปหรือไม่ ฝึกสม่ำเสมอจะช่วยพัฒนาความจำระยะสั้น บริหารสมอง และเสริมประสิทธิภาพความจำด้านสายตา เช่น เอาสิ่งของมาซัก10ชิ้น แล้วห่อผ้าไว้ แล้วเปิดออกมาซัก10 วินาที แล้วก้อพูดหรือเขียนออกมา เป็นการฝึกความจำได้อีกวิธีนึงเลยค่ะ

วิธีที่ 2 วิธีต่อมา รับประทานอาหารที่ช่วยในเรื่องความจำ แนะนำให้เป็นอาหารที่อุดมวิตามินซี, อี และเบต้าแคโรทีน โดยเฉพาะส้ม องุ่น เบอร์รี ผักสีเขียว ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองเสื่อม ทั้งนี้ ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า ผู้บริโภควิตามินซีสูง มีผลการทดสอบด้านสมาธิ ความจำ และการคำนวณดีที่สุดด้วยค่ะ

ตามด้วยวิธีที่ 3 การทำกิจกรรมที่ช่วยให้เรามีทักษะใหม่ๆอยู่เสมอ เช่นกิจกรรมที่ท้าทายความคิด เมื่ออายุเริ่มเข้าเลขสาม สมองจะเริ่มทำงานช้าลง ดังนั้น ควรหางานอดิเรกยามว่างที่สนุกสนานทำ เช่น เต้นแทงโก้ เรียนภาษาใหม่ ต่อจิ๊กซอว์ เกมส์ปริศนาอักษรไขว้ เล่นปิงปอง เป็นต้น ช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสมอง และความจำได้ดี แต่อย่าพยายามไปหากิจกรรมอะไรที่ทำแล้วให้เครียดมากกว่านี้นะคะ เดี๋ยวมันจะไปกันใหญ่ค่ะ

วิธีสุดท้าย คือการนอนหลับพักผ่อนให้ เพียงพอ และกินอาหารให้ครย 5 หมู่ค่ะ เวลาในการนอนอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้ และความจำ และทารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและสมองนะคะ ขอบคุณค่ะ


นำมาฝากคะจากแอดมินคะ ^_^

ประโยชน์ของ คอลลาเจน คอลลาเจน ( Collagen ) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Kolla ซึ่งแปลว่ากาว คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งท...
20/12/2012

ประโยชน์ของ คอลลาเจน


คอลลาเจน ( Collagen ) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Kolla ซึ่งแปลว่ากาว
คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่ เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบ เนียน
ในวัยเด็ก คอลลาเจน ยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก จึงทำให้เห็นว่าเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง แต่เมื่อมีวัยมากขึ้น เส้นใย คอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลง ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย ยิ่งสูงวัยขึ้นเท่าใด ริ้วรอยแห่งวัยก็เห็นชัดขึ้นเท่านั้น ริ้วรอยแรกที่มาเยือนที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ รอยตีนกา เนื่องจากผิวหนังรอบดวงตามีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวมากกว่าที่อื่น

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้แก่ร่างกายได้เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น ด้วยการรับประทาน คอลลาเจน หรือ วิธีการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นวิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

คอลลาเจน มีส่วนช่วยในการป้องกันอวัยวะในร่างกาย และเชื่อมอวัยวะต่างๆ ให้อยู่ด้วยกัน ช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง และยืดหยุ่นดี ช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ขยับเคลื่อนไหวไปมาไม่ติดขัด โดยเฉพาะข้อต่อในการรับน้ำหนักและขยับเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ เช่นเดินหรือวิ่ง เป็นต้น
นอกจากนี้คอลลาเจนยังเป็นตัวช่วยให้ผิวพรรณเกิดความชุ่มชื้น เสริมความเรียบตึงให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูเรียบเนียนกระชับ โดยทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ “ อิลาสติน ” ( Elastin ) ในขณะที่ คอลลาเจน มีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสติน ก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว ควบคู่กันไปด้วย
ร่างกายของคนเรานั้นจะมี คอลลาเจน หนาแน่นในวัยเด็ก และจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จึงเห็นได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลาย ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลงอันเป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย รวมถึงการเกิดปัญหาข้อเสื่อม กระดูกเสื่อม อันเนื่องมาจาก คอลลาเจน ใน กระดูก ลดลง ทำให้ กระดูก ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ขาดความยืดหยุ่น เปราะหักง่าย เป็นต้น
โดยพบว่าคนที่มีอายุ 25 ขึ้นไป จะมีปริมาณ คอลลาเจน ลดลงทุกปี ปีละ 1.5% อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้ร่างกายได้ ด้วยการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ และอีกวิธีที่ง่ายและสะดวกคือ การรับประทาน คอลลาเจน เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของชั้นผิวหนังและเพื่อเสริมให้กระดูกแข็งแรง ควรรับประทาน คลอลาเจน และ แคลเซียม เสริมจะช่วยป้องกัน ภาวะกระดูกพรุนได้

ที่อยู่

Lardkabung
Bangkok
10520

เบอร์โทรศัพท์

0291777512

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Klistler Klemler (Thailand) Co.,Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท