Center for Medical Genomics

Center for Medical Genomics ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Center for Medical Genomics, ห้องทดลองทางการแพทย์, center for medical genomics, Bangkok.

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ. รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
"เราอาจไม่ใช่ผู้คิดค้นทุกนวัตกรรม แต่เรามุ่งมั่นเป็นผู้ประยุกต์ใช้จีโนมิกส์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เพื่อยกระดับสุขภาพคนไทยและแก้ปัญหาสาธารณสุขชาติ พร้อมเป็นพันธมิตรสำคัญของโลกเพื่อสร้างอนาคตการแพทย์"

การก้าวถอยหลังครั้งประวัติศาสตร์: เหตุใดสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จึงลดทอนศักยภาพการเตรียมพร้อมรับมือโรคอุบัติให...
22/11/2025

การก้าวถอยหลังครั้งประวัติศาสตร์: เหตุใดสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จึงลดทอนศักยภาพการเตรียมพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่

การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เต็มใจที่จะเดินออกจากความพร้อมในการรับมือการระบาดใหญ่ทันทีที่โควิด-19 คลี่คลายลง ทำให้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก รู้สึกงุนงง “มันเหมือนกับว่าฝนหยุดตกแล้ว ดังนั้นเราจะซ่อมหลังคาไปทำไม?” การไม่ใส่ใจต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการป้องกันถือเป็นความประมาทอย่างยิ่ง ไทยต้องถอดบทเรียนนี้

หลังจากการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากโควิด-19 ในเดือนตุลาคม 2020 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอดหน้ากากอนามัยออกอย่างท้าทายเมื่อกลับมายังทำเนียบขาว การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านมาตรการสาธารณสุข และเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากความพยายามในการรับมือโรคมาสู่การปฏิเสธการแทรกแซงของรัฐบาล

_____________________________________
การกระทำเชิงสัญลักษณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับความร่วมมือระดับโลกในการป้องกันโรคระบาด ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการประชุมครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น
_____________________________________

ในเดือนกันยายน ผู้นำสามสิบหกคนจากสถาบันที่ให้ทุนสนับสนุนงานเพื่อปกป้องโลกจากภัยพิบัติครั้งต่อไป เช่น โควิด-19—หรือที่เลวร้ายกว่า—ได้รวมตัวกันที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เพื่อประสานงานความพยายามของพวกเขา มีตัวแทนจากประเทศในสี่ทวีปเข้าร่วม รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) และผู้ร่วมจัดงานคือกลุ่มไม่แสวงหาผลกำไร Coalition for Epidemic Preparedness Innovations (CEPI) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่มุ่งเน้นการจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนา วัคซีนต้านภัยคุกคามที่รู้จักและ "โรค X" (Diseases X) ที่อาจอุบัติขึ้นใหม่ แต่ผู้เล่นสำคัญรายหนึ่งปฏิเสธคำเชิญ: สหรัฐอเมริกา

การตัดสินใจเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำด้านสาธารณสุข และการถอนตัวดังกล่าวยิ่งตอกย้ำถึงการถอนตัวครั้งประวัติศาสตร์อย่างรวดเร็วที่กำลังดำเนินอยู่ เพราะในอดีต สหรัฐฯ เคยแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างยิ่งในการรับมือวิกฤต
การขาดหายไปของสหรัฐฯ ถือเป็นการถอนตัวครั้งประวัติศาสตร์และรวดเร็ว สหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นผู้นำระดับโลกในการตอบสนองทางวิทยาศาสตร์และการลงทุนด้านสาธารณสุขในช่วงหลังสงครามโลก ไม่นานมานี้เคยตัดสินใจที่จะเรียนรู้จากความบอบช้ำและความเศร้าโศกในช่วงต้นของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งขณะนั้นมนุษยชาติยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อต่อสู้กับโรค หลังจากการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จของ Operation Warp Speed รัฐบาลชุดก่อนได้เปลี่ยนโฟกัสไปสู่ความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาว โดยมีการวางแผนใช้เงินหลายพันล้านเพื่อค้นหายาต้านไวรัสและวัคซีนในวงกว้าง ซึ่งรวมถึงการลงทุนในแพลตฟอร์มเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้ภายในเวลาเพียง 100 วัน
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายแห่งความมั่นคงทางสุขภาพในระยะยาวนั้นกลับถูกพลิกผันอย่างรุนแรงเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหาร
_____________________________________
การรื้อถอนความพยายามในการเตรียมพร้อมและการสูญเสียเงินลงทุนหลายพันล้าน
_____________________________________

ทว่าในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (Robert F. Kennedy Jr.) เลขานุการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (HHS) ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รื้อถอนความพยายามเหล่านั้นอย่างกะทันหัน—รวมถึงโครงการคู่ขนานเพื่อตรวจจับภัยคุกคามจากไวรัสที่กำลังจะอุบัติ การติดตามการตัดลดงบประมาณในโครงการเฉพาะนั้นทำได้ยาก แต่เป็นที่ชัดเจนว่าการลงทุนในการพัฒนายาและวัคซีนมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ถูกยกเลิก และงบประมาณที่คาดการณ์ไว้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ กำลังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน การตัดลดครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงการสำคัญที่มุ่งเน้นการพัฒนา ยาต้านไวรัสแบบครอบคลุม (Broad-Spectrum Antivirals) และ วัคซีนสากล (Universal Vaccines)

คริสตินา คาสเซตติ นักไวรัสวิทยาที่เคยช่วยดูแลพอร์ตโฟลิโอการวิจัยและพัฒนาที่ NIAID กล่าวว่า “สิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้นสร้างความเสียหายอย่างไม่น่าเชื่อต่อระดับการเตรียมพร้อมของเราในสหรัฐอเมริกา” เธอกล่าวเสริมว่า “สหรัฐฯ กำลังทิ้งช่องว่างขนาดใหญ่ไว้” ทั้งในด้านการเงินและเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในการเฝ้าระวัง

พลตรี พอล ฟรีดริคส์ กล่าวว่า “RFK Jr. กำลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการทำลายความคืบหน้าทั้งหมดที่รัฐบาลทรัมป์ชุดแรกเคยทำไว้” โดยการปิด สำนักงานนโยบายการเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่แห่งใหม่ หมายถึงการสูญเสียกลไกหลักในการประสานงานการรับมือวิกฤตสุขภาพระดับชาติ นอกจากความเสี่ยงจากการระบาดตามธรรมชาติแล้ว การกระทำนี้ยังทำให้สหรัฐฯ เสี่ยงต่อภัยคุกคามจาก อาวุธชีวภาพ (Bioweapons) อีกด้วย
_____________________________________
การถอนตัวอย่างเฉียบพลันและสุดขั้วเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา หากมีรากฐานจากแนวคิดต่อต้านการแทรกแซงของรัฐที่ฝังลึกและแสดงออกอย่างเด่นชัดในนโยบายด้านสาธารณสุขและความมั่นคงด้านโรคระบาด
_____________________________________

การที่สหรัฐฯ ไม่ได้เพิ่มความพยายามในการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามครั้งหน้า (Disease X) แต่กลับถอนตัวและลดทอนความสามารถลงนั้น มาจากปัจจัยที่ซับซ้อนและมีรากฐานมาจาก การเมืองและอุดมการณ์ มากกว่าเหตุผลทางสาธารณสุขโดยบริสุทธิ์

การเปลี่ยนผ่านของบทเรียนจากวิทยาศาสตร์สู่การเมือง: บทเรียนที่ควรได้รับจากโควิด-19 คือความจำเป็นในการลงทุนใน ยาต้านไวรัสแบบครอบคลุม และ วัคซีนสากล (Universal Vaccines) เพื่อลดระยะเวลาตอบสนองในวิกฤตครั้งหน้า ทว่ารัฐบาลชุดใหม่กลับตีความว่ามาตรการที่ใช้ระหว่างโควิด-19 (เช่น การล็อกดาวน์และการบังคับสวมหน้ากาก) คือ "การใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล" (Government Overreach) เป้าหมายหลักจึงไม่ใช่การเตรียมพร้อมให้ดีขึ้น แต่เป็นการรื้อถอนกลไกที่รัฐบาลมองว่าใช้ในการควบคุมเสรีภาพของประชาชน

นอกจากนี้ ยังเกิดการโจมตีสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของบุคคลที่ต่อต้านวัคซีนในตำแหน่งบริหารระดับสูง ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันของรัฐบาลกลาง เช่น CDC และ NIH ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของ Operation Warp Speed ก็อาจทำให้ผู้กำหนดนโยบายเกิด ความมั่นใจที่ผิดพลาด (False Sense of Security) ว่าสามารถ "ทุ่มเงินแก้ปัญหา" ได้อย่างรวดเร็วหากเกิดวิกฤตอีกครั้ง ซึ่งเป็นการละเลยความจริงที่ว่าการวิจัยพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกลดทอนไปต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างขึ้นใหม่
_____________________________________
เหตุผลเบื้องหลังการรื้อถอน: จากความไม่พอใจในการล็อกดาวน์ถึงการตั้งคำถามต่อ mRNA
_____________________________________

การรื้อถอนความพยายามในการเตรียมพร้อมนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับลดงบประมาณตามปกติ แต่เป็น การปฏิเสธทางอุดมการณ์ ต่อแนวทางการตอบสนองต่อโรคระบาดที่เน้นวิทยาศาสตร์เป็นหลัก การตัดสินใจถอนตัวเป็นผลพวงจากแรงจูงใจหลายประการที่ฝังลึกในความรู้สึกต่อต้านการแทรกแซงของรัฐบาล และการตั้งคำถามถึงอำนาจของหน่วยงานสาธารณสุข:

1. ความโกรธแค้นต่อการควบคุมของรัฐ: แรงจูงใจหลักประการหนึ่งคือความไม่พอใจอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการสวมหน้ากาก การล็อกดาวน์ และการปิดโรงเรียนในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการ ใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล (Government Overreach) ความคิดที่ว่ารัฐบาลกลางไม่ควรมีอำนาจในการสั่งการมาตรการสาธารณสุขเหล่านี้ได้กลายเป็นกระแสทางการเมืองที่แข็งแกร่ง

2. ความเชื่อมั่นในทฤษฎีห้องปฏิบัติการจีน: ความเชื่อมั่นของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่าสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) สนับสนุนการวิจัยที่มีความเสี่ยงในห้องปฏิบัติการของจีนที่เขาเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของไวรัส (Origin Controversy) ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้งต่อหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลกลาง

3. ความสงสัยในเทคโนโลยีใหม่: โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ มีความไม่เชื่อในวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี messenger RNA (mRNA) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างวัคซีนใหม่ที่รวดเร็วและยืดหยุ่นที่สุด การตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญจะถูกละเลยเพียงเพราะแรงจูงใจทางการเมือง

4. การทำลายความน่าเชื่อถือของ CDC ผ่านวาทกรรมต่อต้านวัคซีน: การลดทอนความพยายามในการเตรียมพร้อมยังรวมถึงการโจมตีองค์กรวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือที่สุดของประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้สร้างความตกตะลึงด้วยการกลับลำแถลงการณ์บนเว็บไซต์อย่างกะทันหัน โดยระบุว่า "การศึกษาไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่วัคซีนสำหรับทารกอาจก่อให้เกิดออทิซึม" การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการ เปลี่ยน CDC ให้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อส่งเสริมทฤษฎีต่อต้านวัคซีนของเลขานุการ HHS โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนจากการศึกษาคุณภาพสูงกว่า 40 ชิ้นที่ยืนยันว่า ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนกับออทิซึม นักสาธารณสุขหลายคนประณามว่านี่คือ "วันแห่งโศกนาฏกรรมสำหรับสาธารณสุขสหรัฐ" เพราะการกระทำนี้ทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมด และทำให้แพทย์กังวลว่าพ่อแม่จะหยุดฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่ป้องกันได้
นอกจากแรงจูงใจทางการเมืองและอุดมการณ์ของผู้บริหารระดับสูงแล้ว นโยบายที่ขัดต่อหลักการทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงของประชาชนบางส่วนอีกด้วย

_____________________________________
การสนับสนุนจากประชาชน: ทำไมชาวอเมริกันส่วนหนึ่งจึงสนับสนุนการกระทำที่ขัดกับวิทยาศาสตร์
_____________________________________

แม้ว่าบทเรียนทางประวัติศาสตร์จากการระบาดใหญ่ในอดีต—เช่น ไข้หวัดสเปนปี 1918, โควิด-19, หรือแม้แต่โรคที่ควบคุมได้ยากขึ้นอย่าง หัด (Measles) และ mPOX—จะยืนยันถึงความจำเป็นของการเตรียมพร้อมทางวิทยาศาสตร์ แต่ประชาชนชาวอเมริกันบางส่วนกลับสนับสนุนการรื้อถอนมาตรการป้องกันด้วยเหตุผลที่ซับซ้อน:

5. ความอ่อนล้าจากการระบาดและผลักดันให้ "กลับสู่ภาวะปกติ" (Pandemic Fatigue and Push for "Normalcy"): เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากประสบกับความอ่อนล้าทางจิตใจและต้องการลืมประสบการณ์อันเจ็บปวดและข้อจำกัดที่ตามมา การรื้อถอนโครงการเตรียมพร้อมจึงถูกตีความว่าเป็นการ "ก้าวไปข้างหน้า" และ "ยุติภาวะฉุกเฉิน" ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าดึงดูดใจทางการเมือง เพราะตอบสนองความปรารถนาทางจิตวิทยาที่จะกลับไปสู่ชีวิตที่ปราศจากความกังวล

6. การกัดเซาะความเชื่อมั่นในสถาบันวิทยาศาสตร์และสื่อ (Erosion of Trust in Scientific Institutions and Media): ในช่วงโควิด-19 ความสับสน ความไม่แน่นอนของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป และการสื่อสารที่ผิดพลาดของหน่วยงานด้านสาธารณสุข เช่น CDC และ NIH ได้ทำลายความน่าเชื่อถือในสายตาของสาธารณชนบางส่วน เมื่อสถาบันเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการเมืองหรือไม่น่าเชื่อถือ การกระทำใด ๆ ที่มุ่งทำลายอำนาจของสถาบันเหล่านั้นจึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนที่สูญเสียความเชื่อมั่น

7. การตีความเสรีภาพส่วนบุคคลเหนือความปลอดภัยสาธารณะ (Prioritizing Individual Liberty over Public Safety): สำหรับชาวอเมริกันบางส่วน มาตรการสาธารณสุข เช่น คำสั่งฉีดวัคซีนหรือมาตรการล็อกดาวน์ ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเสรีภาพส่วนบุคคล (Individual Freedoms) รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงใช้ประโยชน์จากความรู้สึกนี้ โดยการยุติโครงการเตรียมพร้อมและหน่วยงานที่ดูแลมาตรการเหล่านี้ ถูกมองว่าเป็นการปกป้องเสรีภาพของประชาชนจากการถูกควบคุมโดย "รัฐบาลใหญ่" (Big Government) ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
_____________________________________
เทียบเคียงกับสังคมไทย: ลักษณะการถอนตัวที่คล้ายคลึงแต่มีแรงขับเคลื่อนที่แตกต่าง
_____________________________________
ในขณะที่สหรัฐฯ เผชิญกับการถอนตัวจากอุดมการณ์ต่อต้านรัฐ ปรากฏการณ์การลดระดับความสำคัญของการเตรียมพร้อมในไทยก็เกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
_____________________________________

ปรากฏการณ์การลดระดับความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดหลังวิกฤตคลี่คลายนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐอเมริกา แต่ยังเกิดขึ้นในประเทศไทยในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แม้จะมีรากฐานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

• การถอนตัวในบริบทไทย: การลดความพร้อมในไทยไม่ได้เกิดขึ้นในรูปของการยกเลิกงบประมาณวิจัยด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น mRNA) โดยตรง แต่เป็นการ ลดระดับความเร่งด่วนและเปลี่ยนทิศทางงบประมาณ รัฐบาลได้ยุบ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และยกเลิกกลไกสั่งการฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากกลไกสั่งการรวมศูนย์ที่เคยคล่องตัวกลับสู่กระทรวงสาธารณสุขปกติ ส่งผลให้งบประมาณฉุกเฉินและการขับเคลื่อนนโยบายที่รวดเร็วลดลง ขณะเดียวกัน งบประมาณที่เคยทุ่มให้กับการวิจัยวัคซีนและยาถูกลดความสำคัญลงอย่างมาก และถูกเปลี่ยนทิศทางไปเน้นที่ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการอุดหนุนภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบเป็นหลัก

• แรงขับเคลื่อนจากประชาชน: ความแตกต่างที่สำคัญคือ ความสงสัยของประชาชนไทยมุ่งไปที่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของรัฐบาล (Administrative Mistrust) มากกว่าการปฏิเสธหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีการแพทย์โดยตรง การที่ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการยกเลิกมาตรการที่เข้มงวดนั้น เกิดจาก ความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจและสังคม (Pandemic and Economic Fatigue) ที่ต้องการให้ชีวิตทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ เพื่อรักษาปากท้องของผู้ประกอบการและแรงงานรายวัน การกระทำของรัฐบาลจึงตอบสนองต่อความต้องการทางจิตวิทยาและเศรษฐกิจที่จะ "กลับสู่ภาวะปกติ" มากกว่าการผลักดันอุดมการณ์ต่อต้านวิทยาศาสตร์
_____________________________________
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ องค์การด้านสุขภาพของรัฐบาลก็มีการตอบโต้เพื่อปกป้องนโยบายดังกล่าว
_____________________________________

ลาซิ วิลเลียมส์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารเชิงกลยุทธ์ของ NIH ได้ออกมาปกป้องนโยบายดังกล่าว โดยยืนยันว่า “NIH มุ่งมั่นในวิทยาศาสตร์มาตรฐานทองคำ... การตัดสินใจเกี่ยวกับเงินทุนของโครงการ... ทำขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรถูกส่งไปยังวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวดและมีผลกระทบมากที่สุด” อย่างไรก็ตาม การขาดรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการทางเลือกที่ได้รับการสนับสนุนได้ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในหมู่นักวิทยาศาสตร์

อดีตเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงประณามการตัดลดงบประมาณว่า “อันตรายและถึงแก่ชีวิต” โดยกล่าวว่า “มีความคิดเพ้อฝันที่ว่า ‘ถ้าสถานการณ์แย่ลง เราก็จะแค่ทุ่มเงินแก้ปัญหา... และเราก็จะอยู่รอด’” แต่ความเป็นจริงคือ การสูญเสียผู้เชี่ยวชาญ (Brain Drain) ในสาขาเฉพาะทาง เช่น นักไวรัสวิทยา จะเป็นความเสียหายที่แก้ไขได้ยากยิ่งกว่าการจัดหางบประมาณใหม่ในยามวิกฤต
ดังนั้น การถอนตัวจากการเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในขณะนี้จึงส่งผลกระทบที่ซับซ้อนเกินกว่าแค่เรื่องงบประมาณ แต่ยังสร้างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นให้กับโลกโดยรวม
_____________________________________
บทเรียนที่ถูกละเลยและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
_____________________________________

การถอยร่นของสหรัฐฯ กำลังถูกชดเชยโดยประเทศอื่น ๆ เช่น สหภาพยุโรปและแคนาดาที่เพิ่มการลงทุนใน CEPI และเครือข่ายการเฝ้าระวังของตนเอง แต่ความเชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตที่กำลังสูญเสียไปในสหรัฐฯ นั้นอาจเป็นเรื่องยากที่จะรวบรวมกลับมาอย่างรวดเร็ว โครงการบางอย่างที่ถูกทิ้งไว้กลางคัน จะต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งหมายถึงความล่าช้าหลายปี

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งในหมู่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เต็มใจที่จะเดินออกจากความพร้อมในการรับมือการระบาดใหญ่ทันทีที่โควิด-19 คลี่คลายลง ทำให้ ดูเอน เวสมานน์ นักภูมิคุ้มกันวิทยา รู้สึกงุนงง “มันเหมือนกับว่าฝนหยุดตกแล้ว ดังนั้นเราจะซ่อมหลังคาไปทำไม?” การไม่ใส่ใจต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการป้องกันถือเป็นความประมาทอย่างยิ่ง

บทเรียนสำคัญจากการระบาดของ SARS-CoV-2 คือ ทุกสัปดาห์ที่ล่าช้าในการพัฒนามาตรการรับมือ นำมาซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตนับไม่ถ้วน การรื้อถอนโครงการเตรียมพร้อมหมายถึงการยอมรับความล่าช้าที่ยาวนานกว่าเดิมในวิกฤตครั้งถัดไป

____________________________________

The pandemic next time
How President Donald Trump’s administration has undermined efforts to develop vaccines and drugs for the next viral scourge

https://www.science.org/content/article/trump-administration-dismantling-efforts-fight-next-pandemic

After unprecedented autism-vaccine messaging change, scientists, advocates say CDC no longer trustworthy
https://www.cidrap.umn.edu/childhood-vaccines/after-unprecedented-autism-vaccine-messaging-change-scientists-advocates-say-cdc

21/11/2025

ไข้หวัดใหญ่ 2025-2026: วิกฤตสายพันธุ์ K ความท้าทายของวัคซีน และความหวังจากเทคโนโลยี mRNA

หลังจากที่ไข้หวัดใหญ่กลับมายึดพื้นที่เป็น "ตัวร้าย" อันดับหนึ่งของบรรดาไวรัสที่สร้างความป่วยไข้ในช่วงฤดูหนาวเมื่อฤดูกาล 2024-2025 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นปีที่มีการระบาดที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่โควิด-19 เข้ามาในโลก ตอนนี้มีสัญญาณเบื้องต้นบ่งชี้ว่าไข้หวัดใหญ่อาจจะกลับมารุนแรงเป็นปีที่สองติดต่อกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านไข้หวัดใหญ่กำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมี "วิกฤตสายพันธุ์ K" ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่สำคัญในกลุ่มไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เป็นภัยคุกคามเฉพาะหน้าและเร่งด่วน ขณะเดียวกัน สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึง "ความท้าทาย" ที่มีมาอย่างยาวนานของเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนแบบดั้งเดิม ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาด ทำให้การพัฒนา "ความหวังจากเทคโนโลยี mRNA" ที่แสดงประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับไข้หวัดใหญ่ในอนาคต

_______________________________________
H3N2 สายพันธุ์ย่อย K: จุดที่น่ากังวลที่สุด
_______________________________________

ไวรัสที่สร้างความกังวลนี้คือ H3N2 ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ที่มีความร้ายกาจกว่าอีกชนิดหนึ่ง (H1N1) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏขึ้นของ สายพันธุ์ย่อย K (subclade K) การระบาดของ H3N2 มักจะนำไปสู่ภาระของโรคที่หนักหน่วงกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็ก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางแอนติเจนที่สำคัญบ่อยครั้งกว่า

สายพันธุ์ย่อย K นี้เริ่มแพร่กระจายตั้งแต่เดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ล่าช้าไปแล้วหลายเดือน หลังจากที่ผู้ผลิตวัคซีนได้รับคำสั่งให้เลือกสายพันธุ์เป้าหมายสำหรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ซีกโลกเหนือปี 2025-2026 การกลายพันธุ์ของ H3N2 ที่เกิดขึ้นนี้บ่งชี้ว่า สายพันธุ์ย่อย K อาจมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน (Antibodies) ที่ผู้คนมีต่อเชื้อนี้ได้

ดร. สกอตต์ เฮนสลีย์ (Scott Hensley) นักจุลชีววิทยาและนักวิทยาศาสตร์วัคซีนไข้หวัดใหญ่จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า ตำแหน่งของการกลายพันธุ์อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของแอนติบอดีในการยึดเกาะกับไวรัสตัวใหม่นี้ ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่ภาระของโรคไข้หวัดใหญ่ในปีนี้จะสูงขึ้น เขากล่าวเสริมว่า ห้องปฏิบัติการของเขากำลังศึกษาระดับการจดจำไวรัสสายพันธุ์ย่อย K ของแอนติบอดีในเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนฤดูกาลนี้ และคาดว่าจะมีผลการวิเคราะห์ออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์

_______________________________________
เหตุผลที่ "ไม่ควรพลาด" การฉีดวัคซีนในปีนี้
_______________________________________

แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับความไม่เข้ากันของวัคซีน (Vaccine Mismatch) กับสายพันธุ์ย่อย K แต่ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านต่างย้ำว่า การรับวัคซีนในปีนี้ยังคงมีความสำคัญสูงสุด ดร. เฮนสลีย์ กล่าวเน้นย้ำว่า "ถ้าจะมีสักปีที่คุณต้องไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปีนี้แหละคือปีนั้น"

_______________________________________
สาเหตุที่ยังคงต้องฉีดวัคซีน:
_______________________________________

ครอบคลุมสายพันธุ์อื่น: ดร. คานตา ซับบาราโอ (Kanta Subbarao) ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยลาวาล เน้นว่าวัคซีนยังคงให้การป้องกันที่มีประสิทธิภาพต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ชนิด H1N1 และสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ B รวมถึง H3N2 สายพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่สายพันธุ์ย่อย K ซึ่งยังคงมีบทบาทในการระบาด

ลดความรุนแรงของโรค: ผู้ที่ได้รับวัคซีนมักจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ดร. อาร์โนลด์ มอนโต (Arnold Monto) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชี้ว่า แม้ในฤดูกาลที่มีวัคซีนไม่ตรงสายพันธุ์อย่างมาก เช่น ฤดูกาล 2014-2015 วัคซีนก็ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ดีกว่าที่คาดไว้มาก แม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมดก็ตาม

ดร. อาร์โนลด์ มอนโต และ ดร. ฟลอเรียน แครมเมอร์ (Florian Krammer) นักไวรัสวิทยาจาก Icahn School of Medicine เห็นว่า การระบาดของ H3N2 อย่างรุนแรงเมื่อฤดูหนาวที่แล้ว (H3N2 คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณไข้หวัดใหญ่โดยรวมในสหรัฐฯ) อาจทำให้ประชากรส่วนใหญ่มี ภูมิคุ้มกันที่หลงเหลืออยู่ (Residual Immunity) บ้าง แม้ว่าไวรัสจะมีการกลายพันธุ์แล้ว ซึ่งอาจช่วยบรรเทาความรุนแรงของสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาเน้นย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด

_______________________________________

การเฝ้าระวังและการรับมือทั่วโลกกับวิกฤตสายพันธุ์ K
_______________________________________

ผลการศึกษาเบื้องต้นในสหราชอาณาจักร: หน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (U.K.’s Health Security Agency) ได้ทำการศึกษาเบื้องต้น (preprint) พบว่า วัคซีนในปีนี้ยังคงให้ระดับการป้องกันการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่น่าพอใจ โดยอยู่ที่ 70% ถึง 75% ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น และ 30% ถึง 40% ในกลุ่มผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ดร. ดานูตา สโควรอนสกี (Danuta Skowronski) แพทย์-ระบาดวิทยาจาก BC Centre for Disease Control แสดงความกังขาว่าประสิทธิภาพนี้จะคงอยู่ตลอดฤดูหนาวหรือไม่ เนื่องจากผู้ที่ถูกศึกษาได้รับวัคซีนไม่นาน

สถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา: รายงานไข้หวัดใหญ่ฉบับแรกของ CDC สำหรับฤดูกาล 2025-2026 ชี้ว่า ไวรัสที่ตรวจพบส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่ A และประมาณ 63% ของไวรัสเหล่านั้นเป็น H3N2 โดยที่ ครึ่งหนึ่ง ของ H3N2 ที่วิเคราะห์แล้วคือสายพันธุ์ย่อย K ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วของสายพันธุ์ใหม่นี้

ประสบการณ์จากออสเตรเลีย: เอียน บาร์ (Ian Barr) รองผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือฯ ขององค์การอนามัยโลก ณ เมืองเมลเบิร์น รายงานว่า ฤดูไข้หวัดใหญ่ในออสเตรเลียยืดเยื้อกว่าปกติเมื่อสายพันธุ์ย่อย K เข้ามา โดยมีรายงานผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการ 441,000 ราย ในปี 2025 (เทียบกับ 363,000 รายในปี 2024 และ 289,000 รายในปี 2023) ซึ่งบ่งชี้ถึงฤดูกาลที่ยาวนานและมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่พบสัญญาณของความรุนแรงของโรคที่น่าตกใจ
_______________________________________

อนาคตของวัคซีนไข้หวัดใหญ่และความท้าทายของเทคโนโลยีปัจจุบัน
_______________________________________

ความสามารถของไวรัสไข้หวัดใหญ่ในการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วและไม่คาดคิด ทำให้เกิดภาวะ "วัคซีนไม่ตรงสายพันธุ์" อยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของวัคซีนตามฤดูกาลที่ผ่านมาอยู่ในช่วงเพียง 19% ถึง 60% ตามข้อมูลของ CDC ปัญหาใหญ่ส่วนหนึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตวัคซีนส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่ยังใช้เทคนิคการเพาะเชื้อไวรัสในไข่ที่ใช้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1940

ดร. บิล แฮนเนจ (Bill Hanage) ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health อธิบายถึงข้อจำกัดของกระบวนการนี้ว่า:

ความล่าช้าในการผลิต: กระบวนการที่ใช้ไข่ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ในการผลิตในปริมาณมาก นั่นหมายความว่า นักวิจัยต้องตัดสินใจเลือกสายพันธุ์ไวรัสตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ก่อนฤดูการระบาดในซีกโลกเหนือจะเริ่ม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการกลายพันธุ์ตามมา เช่นเดียวกับกรณีของสายพันธุ์ K

ประสิทธิภาพลดลงเนื่องจากการปรับตัว: ไวรัสสามารถปรับตัวให้เข้ากับไข่ที่ใช้ในการผลิตได้ ซึ่งการกลายพันธุ์นี้จะลดความเข้ากันได้กับสายพันธุ์เป้าหมายและลดประสิทธิภาพของวัคซีนที่ฉีดเข้าสู่มนุษย์

ปัญหาซัพพลาย: การผลิตต้องใช้ไข่จำนวนมหาศาล ซึ่งอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนได้ เนื่องจากผลกระทบของการระบาดของไข้หวัดนกที่ทำให้ต้องฆ่าไก่จำนวนมาก

ดร. อาเมช อดัลจา (Amesh Adalja) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Johns Hopkins Center for Health Security ย้ำว่า ผู้ผลิตควรเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่ไม่ใช้ไข่ เพราะจะช่วยให้การตัดสินใจเลือกสายพันธุ์สามารถเลื่อนไปใกล้ช่วงเริ่มต้นฤดูกาลได้มากขึ้น และในกรณีที่เกิดการระบาดใหญ่ (Pandemic) ก็จะสามารถผลิตวัคซีนได้รวดเร็วกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 2009 ซึ่งวัคซีนส่วนใหญ่เพิ่งจะถูกนำมาใช้เมื่อกิจกรรมการระบาดของไวรัสได้ผ่านพ้นช่วงสูงสุดไปแล้ว

ปัจจุบันมีวัคซีนชนิดใหม่ที่ได้รับอนุมัติจาก FDA แล้ว เช่น วัคซีนที่ผลิตใน เซลล์เพาะเลี้ยง (Cell Cultures) และวัคซีนที่ผลิตด้วย เทคโนโลยีรีคอมบิแนนท์ (Recombinant technology) ซึ่งไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเท่านั้น แต่ยังลดความเสี่ยงจากการปรับตัวของไวรัสในไข่ และสามารถปรับขนาดการผลิตได้รวดเร็วกว่า

นักวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าค้นคว้า "วัคซีนไข้หวัดใหญ่สากล (Universal Flu Shot)" ซึ่งเป็นความหวังที่จะได้วัคซีนที่สามารถป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้หลายสายพันธุ์และให้ภูมิคุ้มกันยาวนานกว่าวัคซีนปัจจุบัน กลไกสำคัญคือการเปลี่ยนเป้าหมายในการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยปกติแล้ว วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะมุ่งเป้าไปที่ ส่วนหัว (Head) ซึ่งเป็นส่วนปลายของโปรตีนสำคัญที่ชื่อว่า Hemagglutinin (HA) ที่อยู่บนพื้นผิวของไวรัส ส่วนหัวนี้มีลักษณะเป็นทรงกลม มีการกลายพันธุ์และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไวรัสสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันเดิมได้ง่าย และเป็นสาเหตุที่ต้องฉีดวัคซีนใหม่ทุกปี อย่างไรก็ตาม วัคซีนสากลจะมุ่งเป้าไปที่ ส่วนก้าน (Stalk) ซึ่งเป็นส่วนฐานหรือลำต้นของโปรตีน Hemagglutinin ส่วนก้านนี้เป็นโครงสร้างที่ "คงที่" (Conserved) และไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงในไวรัสไข้หวัดใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ การสร้างภูมิคุ้มกันให้โจมตีส่วนก้านจึงช่วยให้การป้องกันที่กว้างขวางและยาวนานกว่า อย่างไรก็ตาม การพัฒนาวัคซีนประเภทนี้ยังคงดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

_______________________________________

ความหวังใหม่: วัคซีน mRNA
_______________________________________

เทคโนโลยีวัคซีน mRNA เป็นแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและรวดเร็ว โดยถูกมองว่าเป็น 'ตัวเปลี่ยนเกม' ที่แท้จริง ดร. แฮนเนจ กล่าวว่า วัคซีน mRNA สามารถตอบสนองต่อการกลายพันธุ์ของไวรัสที่หมุนเวียนอยู่ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการเพาะเชื้อในไข่ที่ใช้เวลานานถึง 6 เดือน แต่เป็นการให้ "คำสั่ง" แก่เซลล์ในร่างกายให้สร้างโปรตีนของไวรัสเป้าหมายขึ้นมาเอง

ผลการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ที่เผยแพร่ใน New England Journal of Medicine แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าตื่นเต้น โดยผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA เชิงทดลอง มีโอกาสได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการน้อยกว่าผู้ได้รับวัคซีนแบบดั้งเดิมถึง 29% ในกลุ่มผู้ใหญ่ 18,000 คนที่เข้าร่วมการทดลองในช่วงฤดูกาล 2022-2023

ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า: วัคซีน mRNA เชิงทดลองให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ที่ 60% ถึง 67% ในขณะที่วัคซีนแบบดั้งเดิม (เปรียบเทียบกับ Sanofi’s Fluzone ที่ผลิตด้วยไข่) อยู่ที่ 44% ถึง 54%

ความท้าทายด้านผลข้างเคียง: อย่างไรก็ตาม มีผลข้างเคียงเล็กน้อยถึงปานกลางที่พบบ่อยกว่ามาก: อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีดสูงถึง 70% (เทียบกับ 43% ของวัคซีนดั้งเดิม) และอาการทั่วร่างกาย (ไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย) เกิดขึ้นกับประมาณ สองในสาม ของผู้รับวัคซีน mRNA ดร. แฮนเนจเตือนว่า หากวัคซีนทำให้รู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรง ประชาชนอาจจะลังเลที่จะรับวัคซีนเป็นประจำทุกปี แม้จะมีประสิทธิภาพสูงก็ตาม

ดร. ฮานา เอล ซาห์ลี (Hana M. El Sahly) และ ดร. โรเบิร์ต แอล. แอตมาร์ (Robert L. Atmar) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ตั้งข้อสังเกตว่า การศึกษาดังกล่าวยังขาดข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการใช้วัคซีนในกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุด เช่น ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอุบัติการณ์ของไข้หวัดใหญ่สูงสุด

นอกจากนี้ การพัฒนาวัคซีน mRNA ในอนาคตยังเผชิญกับอุปสรรคด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากการยกเลิกเงินทุนวิจัยวัคซีน mRNA ของรัฐบาลสหรัฐฯ เกือบ 500 ล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเร็วในการสร้างนวัตกรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือกับภัยคุกคามของไข้หวัดใหญ่ในระยะยาว

_______________________________________

Efficacy, Immunogenicity, and Safety of Modified mRNA Influenza Vaccine
https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa2416779?query=featured_home

Send a message to learn more

ไข้หวัดนก H5N1 รุกเข้าเมืองหลวง! ชายวัย 22 ปีเสียชีวิตในกรุงพนมเปญ เคสแรกในเขตเมืองพนมเปญ, 16 พ.ย. (ซินหัว/กระทรวงสาธารณ...
17/11/2025

ไข้หวัดนก H5N1 รุกเข้าเมืองหลวง! ชายวัย 22 ปีเสียชีวิตในกรุงพนมเปญ เคสแรกในเขตเมือง

พนมเปญ, 16 พ.ย. (ซินหัว/กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา) – กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (16 พ.ย.) ยืนยันว่า ชายชาวกัมพูชาวัย 22 ปีรายหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเกียนเขลง เขตชรอยจังวา ในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นเคสแรกที่รายงานจากเขตเมืองหลวง ในการระบาดระลอกนี้ ได้เสียชีวิตลงเนื่องจากติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1

แถลงการณ์ระบุว่า ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่าชายคนดังกล่าวมีผลเป็นบวกต่อเชื้อไวรัส H5N1 แม้จะได้รับการดูแลและช่วยชีวิตจากทีมแพทย์อย่างเข้มข้น ผู้ป่วยก็เสียชีวิตลงเมื่อเวลา 09.41 น. ของวันเสาร์ (15 พ.ย.) เนื่องด้วยอาการร้ายแรง เช่น มีไข้ ไอ หายใจสั้น และหายใจลำบาก
_____________________________
การตอบสนองของหน่วยงานด้านสาธารณสุข
_____________________________

ทีมรับมือเหตุฉุกเฉินระดับชาติและระดับท้องถิ่นของกัมพูชาได้ร่วมมือกับหน่วยงานเกษตรและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อเร่งดำเนินการสอบสวนการระบาดอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การค้นหาแหล่งที่มาของการติดเชื้อในสัตว์และมนุษย์ เนื่องจากแหล่งสัมผัสของเคสนี้ยังไม่ได้รับการระบุอย่างแน่ชัด นอกจากนี้ ยังมีการค้นหาผู้ป่วยต้องสงสัยและผู้สัมผัสใกล้ชิดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชน พร้อมทั้งได้แจกจ่ายยา Tamiflu (oseltamivir) ให้แก่ผู้สัมผัสโดยตรง และจัดการรณรงค์ให้ความรู้ด้านสุขภาพในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ
_____________________________
คำเตือนจากกระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา
_____________________________

กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาเน้นย้ำให้ประชาชนตระหนักและระมัดระวังต่อไข้หวัดนกอยู่เสมอ เพราะ H5N1 ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ และเตือนว่า หากมีอาการไข้ ไอ มีเสมหะ หรือหายใจลำบาก และมีประวัติสัมผัสไก่หรือเป็ดที่ป่วย/ตายภายใน 14 วัน ก่อนเริ่มมีอาการ ให้รีบไปปรึกษาและรับการรักษาที่ศูนย์สุขภาพหรือโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที การล่าช้าอาจนำไปสู่ความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิต
_____________________________
สถานการณ์การระบาดสะสมและบริบทการกลับมาของโรคในกัมพูชา
_____________________________

ในปี 2568 นี้ มีรายงานผู้ติดเชื้อ H5N1 ในมนุษย์สะสมรวม 18 ราย (ตามข้อมูลของสื่อบางสำนัก) และเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 9 โดยการระบาดระลอกนี้ถือเป็นการกลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปถึง 9 ปี โดยในปี 2566 มีรายงาน 6 ราบ และปี 2567 มี 10 ราย
_____________________________
การวิเคราะห์สถานการณ์เพิ่มเติม: มุมมองเชิงระบาดวิทยาและนโยบาย
_____________________________
H5N1: ภัยคุกคามประจำถิ่นและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น
_____________________________

การรายงานผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดของกัมพูชา ชี้ให้เห็นว่าไข้หวัดนก H5N1 ได้กลายเป็นปัญหาประจำถิ่น (Endemic) ไปแล้วในพื้นที่ชนบทของกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายโดยตรง

กรณีผู้ป่วยล่าสุดนี้ทำให้อัตราการเสียชีวิต (Case Fatality Rate - CFR) ในปีนี้สูงถึงประมาณ 50% (อ้างอิงจาก 9 รายเสียชีวิตจาก 18 รายติดเชื้อ) ซึ่งตอกย้ำถึงอันตรายอย่างยิ่งของเชื้อ H5N1 ในมนุษย์ และเน้นย้ำถึงความเปราะบางในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของผู้ป่วย
_____________________________
ความแตกต่างของสายพันธุ์ไวรัสในกัมพูชาและความเสี่ยงระดับโลก
_____________________________

การยืนยันผู้ป่วย H5N1 ในระดับสากลนั้นต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดผ่านเครือข่ายระดับโลก เช่น Centre for Health Protection (CHP) แห่งฮ่องกง
สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ การเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ไวรัสในกัมพูชา:
1. สายพันธุ์ในกัมพูชา: ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์ 2.3.4.4b ที่มีความรุนแรงน้อยกว่าและพบในสหรัฐอเมริกา แต่เกิดจาก สายพันธุ์ H5N1 เก่าที่ผสมข้ามสายพันธุ์ใหม่ (new reassortment of clade 2.3.2.1e) ซึ่งกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในนกป่าและสัตว์ปีกท้องถิ่น
2. การเฝ้าระวังนานาชาติ: การพบสายพันธุ์ที่มีการพัฒนาและหลากหลายนี้ ทำให้กรณีนี้ยังคงถูกจัดเป็น "case under international surveillance" โดย WHO/FAO เพื่อการติดตามวิวัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะความสามารถของ HPAI H5 ในการวิวัฒนาการและแตกแขนงไปสู่สายพันธุ์ย่อยอื่น ๆ เช่น H5N5 หรือ H5N2 ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ต้องจับตาในห้องปฏิบัติการธรรมชาติ
_____________________________
การใช้แนวคิด One Health ในการควบคุมโรค และมาตรการของไทย
_____________________________

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้หลักการ One Health (สุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมมีความเชื่อมโยงกัน) โดยต้องอาศัยความร่วมมือข้ามภาคส่วนเพื่อจัดการการระบาดในแหล่งกำเนิด
ในส่วนของการตอบสนองของประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) กรมปศุสัตว์ของไทยได้ออกประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ให้ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกจากราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการป้องกันไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง (HPAI) ชนิด H5N1 แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากโรคดังกล่าวยังคงมีรายงานการระบาดอยู่ในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินการดังกล่าวควบคู่ไปกับการสื่อสารความเสี่ยงในชุมชน โดยมุ่งเน้นแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยงสูงที่พบในพื้นที่ชนบท เช่น การนำสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายแล้วมาประกอบอาหารเพื่อการบริโภค ถือเป็นหัวใจสำคัญในการลดโอกาสในการสัมผัสไวรัสของประชาชน

_____________________________

Overnight the Cambodian MOH page (below) announced their latest (fatal) case, that of a 22-year-old man from the Capital, Phnom Penh. This is the first case in this series reported from the Capital district.

Unlike most of the other cases we've seen, the MOH has apparently not yet determined the source of this man's exposure.

https://afludiary.blogspot.com/

ไข้หวัดใหญ่มาแล้ว! ภัย Subclade K สายพันธุ์ใหม่หนีวัคซีน... เกิดอะไรขึ้นเมื่อ CDC สหรัฐฯ หยุดส่งสัญญาณเตือน?ฤดูกาลไข้หวั...
16/11/2025

ไข้หวัดใหญ่มาแล้ว! ภัย Subclade K สายพันธุ์ใหม่หนีวัคซีน... เกิดอะไรขึ้นเมื่อ CDC สหรัฐฯ หยุดส่งสัญญาณเตือน?

ฤดูกาลไข้หวัดใหญ่ปี 2025–2026 นี้มาพร้อมกับความท้าทายที่น่ากังวล: ภัยคุกคามจากสายพันธุ์ใหม่ที่วัคซีนอาจเอาไม่อยู่ และปัญหาการขาดข้อมูลสำคัญระดับชาติ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องรับมือโดยขาดข้อมูลนำทางที่สำคัญ
ลองนึกภาพว่าเรากำลังขับรถเข้าสู่พายุลูกใหญ่ แต่จู่ๆ ไฟหน้าก็ดับลง นั่นคือสถานการณ์ด้านสาธารณสุขในปัจจุบัน เมื่อ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกา ได้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจประจำสัปดาห์ ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา (โดยไม่มีการระบุเหตุผลอย่างเป็นทางการ)

การหยุดชะงักนี้มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านการบริหารงานและงบประมาณ เช่น ผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown) หรือ คำสั่งระงับการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูล ภายในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทำให้การดำเนินงานที่ไม่เร่งด่วนต้องหยุดลง การขาด "เรดาร์นำทาง" นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั่วอเมริกาเหนือขาดข้อมูลสำคัญในการคาดการณ์และรับมือกับฤดูไข้หวัดใหญ่

ดร. Danuta Skowronski ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ซึ่งเป็นผู้นำด้านระบาดวิทยาของไข้หวัดใหญ่และเชื้อโรคทางเดินหายใจอุบัติใหม่ที่ British Columbia Centre for Disease Control (BCCDC) ประเทศแคนาดา ถึงกับกล่าวย้ำว่า "ไม่ใช่เวลาที่เราจะละเลยต่อฤดูกาลของไวรัสทางเดินหายใจ" การที่ข้อมูลจาก CDC ขาดหายไปอย่างฉับพลันเช่นนี้ ทำให้ประชาคมโลกต้องหันไปพึ่งพาข้อมูลการเฝ้าระวังจากประเทศพันธมิตรอื่นอย่างเร่งด่วนแทน
________________________________
การเกิดขึ้นของสายพันธุ์ 'ฉลาดหลบ' Subclade K
________________________________

ข้อมูลที่ได้มาอย่างหวุดหวิดจากประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร ได้เผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจ: ไวรัสไข้หวัดใหญ่ A(H3N2) Subclade K กำลังแพร่ระบาดเข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว โดยพบในตัวอย่างที่เก็บมาถึง 90% ในประเทศเหล่านี้

ปัญหาก็คือ Subclade K มีการกลายพันธุ์จนมีรูปร่างเปลี่ยนไปจากสายพันธุ์ที่ใช้ในการผลิตวัคซีนตามฤดูกาล (Subclade J.2) ที่เรามีอยู่ นั่นหมายความว่า Subclade K มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมแบบ "การกลายพันธุ์ย้อนกลับ" ไปสู่ลักษณะทางกรดอะมิโนที่เคยมีบทบาทในการหลบหนีภูมิคุ้มกันเมื่อนานมาแล้ว ทำให้ภูมิคุ้มกันเดิมๆ ที่เรามีไม่สามารถจดจำไวรัสได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการป้องกันอาจลดลง

ผู้เชี่ยวชาญเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า "การดริฟท์ครั้งใหญ่ (Major Drift)" และนี่คือสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของไวรัส:
________________________________
ไวรัสเปลี่ยนร่างอย่างไร? Drift vs. Shift
________________________________

นักวิทยาศาสตร์แบ่งการเปลี่ยนแปลงของไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นสองรูปแบบหลัก ตามความรุนแรงและผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันของเรา:
________________________________
1. Antigenic Drift (การดริฟท์)
________________________________
การปรับแต่งตัวเองของไวรัส นี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเสมือน โจรที่เปลี่ยนแค่ทรงผมหรือเสื้อผ้า

• ลักษณะ: เกิดจากการกลายพันธุ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ในโปรตีนผิว ทำให้ภูมิคุ้มกันที่เราเคยมีจากวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งก่อน ยังคงจดจำไวรัสได้บ้าง (Cross-Protection) แต่น้อยลง นี่คือเหตุผลที่เราต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี

• สถานะของ Subclade K: Subclade K คือการ "ดริฟท์ครั้งใหญ่" ซึ่งเป็นการปรับแต่งตัวเองที่รุนแรงกว่าปกติ ทำให้หนีภูมิคุ้มกันได้เก่งขึ้น แต่โครงสร้างหลักยังคงเดิม จึง ไม่นำไปสู่การเกิดโรคระบาดใหญ่ (Pandemic)

________________________________
2. Antigenic Shift (การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด)
________________________________
การแปลงร่างของไวรัส นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยและรุนแรงที่สุด เปรียบเสมือน โจรที่แปลงร่างจากผู้หญิงเป็นผู้ชาย

• ลักษณะ: เกิดจากการที่ไวรัสในสัตว์ (เช่น หมูหรือนก) แลกเปลี่ยนชิ้นส่วนยีนกับไวรัสในมนุษย์ ทำให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ร่างกายมนุษย์ ไม่เคยพบเจอและไม่มีภูมิคุ้มกันเลยแม้แต่น้อย

• ผลกระทบ: นำไปสู่การเกิด โรคระบาดใหญ่ (Pandemic) ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและรุนแรงทั่วโลก (เช่น ไข้หวัดใหญ่ปี 2009)
________________________________
ภัยคุกคามข้อมูล: เสี่ยง "ไม่ทันตั้งตัว"
________________________________

การที่ CDC หยุดส่งสัญญาณเตือน ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันโรคในระยะยาวด้วย

Joshua Petrie นักวิจัยจาก Marshfield Clinic Research Institute ชี้ว่า ฤดูกาลไข้หวัดใหญ่สามารถพุ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วมาก การขาดข้อมูลการติดตามระดับประเทศ ทำให้เราเสี่ยงที่จะ "ไม่ทันตั้งตัว" เมื่อไวรัสแพร่กระจาย

นอกจากนี้ ข้อมูลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่ CDC เคยทำนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกสายพันธุ์สำหรับวัคซีนของปีถัดไป การขาดข้อมูลจึงเป็นการกระทบต่อการวางแผนป้องกันโรคในระยะยาว
________________________________
สัญญาณบวก: "เกราะป้องกัน" ยังทำงาน
________________________________
แม้จะมีข่าวร้ายเรื่องสายพันธุ์ใหม่ แต่ก็มีข่าวดีที่ยืนยันว่า การฉีดวัคซีนยังคงเป็นมาตรการที่ดีที่สุด

รายงานเบื้องต้นจาก UK Health Security Agency ระบุว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 2025–2026 ยังคงมีประสิทธิภาพสำคัญในการป้องกันความรุนแรงของโรคและการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล:

• ในกลุ่มเด็ก (อายุ 2–17 ปี): มีประสิทธิภาพสูงถึง 70% ถึง 75%

• ในกลุ่มผู้ใหญ่ (อายุ 30–40 ปี): มีประสิทธิภาพประมาณ 30% ถึง 40%

Petrie เน้นย้ำว่า "แม้ในฤดูกาลที่ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง วัคซีนก็ยังคงให้การป้องกันในระดับหนึ่ง และเป็นมาตรการที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้เพื่อลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยที่รุนแรง" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่สายพันธุ์ H3N2 (ซึ่งมักจะรุนแรงกว่า H1N1) คาดว่าจะครองพื้นที่

________________________________

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย
________________________________

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยยังคงแตกต่างจากซีกโลกเหนือที่กำลังเผชิญกับ Subclade K โดยข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ณ เดือน ต.ค. 2567) ระบุว่า สายพันธุ์ A(H3N2) ที่พบในประเทศไทยเกือบทั้งหมด (100%) เป็น Clade 3C.2a1b.2a.2a.3a.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ มีความสอดคล้องกับสายพันธุ์ในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำสำหรับซีกโลกใต้ ดังนั้นวัคซีนจึงยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในประเทศได้เป็นอย่างดีในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสายพันธุ์ Subclade K เป็นการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นเร็วในช่วงปลายปี 2567 ในประเทศอื่น จึงยังคงต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

________________________________
ข้อสรุป
________________________________

การเผชิญหน้ากับ Subclade K ในปีนี้ คือสัญญาณเตือนให้เราต้องเฝ้าระวังอย่าง ใกล้ชิด และแม้สูตรวัคซีนอาจไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดได้สมบูรณ์แบบ แต่การฉีดวัคซีนก็ยังเป็น เกราะป้องกันด่านสำคัญ ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

________________________________
Early influenza virus characterisation and vaccine effectiveness in England in autumn 2025, a period dominated by influenza A(H3N2) subclade K

https://www.gov.uk/government/publications/pre-print-early-influenza-virus-characterisation-and-vaccine-effectiveness-in-england-in-autumn-2025

ที่อยู่

Center For Medical Genomics
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 19:00
อังคาร 08:30 - 19:00
พุธ 08:30 - 19:00
พฤหัสบดี 08:30 - 19:00
ศุกร์ 08:30 - 19:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66645850928

เว็บไซต์

https://www.rama.mahidol.ac.th/rama-km/post-activity/99/download/2473

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Center for Medical Genomicsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Center for Medical Genomics:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram