22/11/2025
การก้าวถอยหลังครั้งประวัติศาสตร์: เหตุใดสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จึงลดทอนศักยภาพการเตรียมพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่
การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เต็มใจที่จะเดินออกจากความพร้อมในการรับมือการระบาดใหญ่ทันทีที่โควิด-19 คลี่คลายลง ทำให้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก รู้สึกงุนงง “มันเหมือนกับว่าฝนหยุดตกแล้ว ดังนั้นเราจะซ่อมหลังคาไปทำไม?” การไม่ใส่ใจต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการป้องกันถือเป็นความประมาทอย่างยิ่ง ไทยต้องถอดบทเรียนนี้
หลังจากการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากโควิด-19 ในเดือนตุลาคม 2020 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอดหน้ากากอนามัยออกอย่างท้าทายเมื่อกลับมายังทำเนียบขาว การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านมาตรการสาธารณสุข และเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากความพยายามในการรับมือโรคมาสู่การปฏิเสธการแทรกแซงของรัฐบาล
_____________________________________
การกระทำเชิงสัญลักษณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับความร่วมมือระดับโลกในการป้องกันโรคระบาด ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการประชุมครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น
_____________________________________
ในเดือนกันยายน ผู้นำสามสิบหกคนจากสถาบันที่ให้ทุนสนับสนุนงานเพื่อปกป้องโลกจากภัยพิบัติครั้งต่อไป เช่น โควิด-19—หรือที่เลวร้ายกว่า—ได้รวมตัวกันที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เพื่อประสานงานความพยายามของพวกเขา มีตัวแทนจากประเทศในสี่ทวีปเข้าร่วม รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) และผู้ร่วมจัดงานคือกลุ่มไม่แสวงหาผลกำไร Coalition for Epidemic Preparedness Innovations (CEPI) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่มุ่งเน้นการจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนา วัคซีนต้านภัยคุกคามที่รู้จักและ "โรค X" (Diseases X) ที่อาจอุบัติขึ้นใหม่ แต่ผู้เล่นสำคัญรายหนึ่งปฏิเสธคำเชิญ: สหรัฐอเมริกา
การตัดสินใจเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำด้านสาธารณสุข และการถอนตัวดังกล่าวยิ่งตอกย้ำถึงการถอนตัวครั้งประวัติศาสตร์อย่างรวดเร็วที่กำลังดำเนินอยู่ เพราะในอดีต สหรัฐฯ เคยแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างยิ่งในการรับมือวิกฤต
การขาดหายไปของสหรัฐฯ ถือเป็นการถอนตัวครั้งประวัติศาสตร์และรวดเร็ว สหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นผู้นำระดับโลกในการตอบสนองทางวิทยาศาสตร์และการลงทุนด้านสาธารณสุขในช่วงหลังสงครามโลก ไม่นานมานี้เคยตัดสินใจที่จะเรียนรู้จากความบอบช้ำและความเศร้าโศกในช่วงต้นของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งขณะนั้นมนุษยชาติยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อต่อสู้กับโรค หลังจากการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จของ Operation Warp Speed รัฐบาลชุดก่อนได้เปลี่ยนโฟกัสไปสู่ความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาว โดยมีการวางแผนใช้เงินหลายพันล้านเพื่อค้นหายาต้านไวรัสและวัคซีนในวงกว้าง ซึ่งรวมถึงการลงทุนในแพลตฟอร์มเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้ภายในเวลาเพียง 100 วัน
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายแห่งความมั่นคงทางสุขภาพในระยะยาวนั้นกลับถูกพลิกผันอย่างรุนแรงเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหาร
_____________________________________
การรื้อถอนความพยายามในการเตรียมพร้อมและการสูญเสียเงินลงทุนหลายพันล้าน
_____________________________________
ทว่าในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (Robert F. Kennedy Jr.) เลขานุการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (HHS) ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รื้อถอนความพยายามเหล่านั้นอย่างกะทันหัน—รวมถึงโครงการคู่ขนานเพื่อตรวจจับภัยคุกคามจากไวรัสที่กำลังจะอุบัติ การติดตามการตัดลดงบประมาณในโครงการเฉพาะนั้นทำได้ยาก แต่เป็นที่ชัดเจนว่าการลงทุนในการพัฒนายาและวัคซีนมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ถูกยกเลิก และงบประมาณที่คาดการณ์ไว้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ กำลังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน การตัดลดครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงการสำคัญที่มุ่งเน้นการพัฒนา ยาต้านไวรัสแบบครอบคลุม (Broad-Spectrum Antivirals) และ วัคซีนสากล (Universal Vaccines)
คริสตินา คาสเซตติ นักไวรัสวิทยาที่เคยช่วยดูแลพอร์ตโฟลิโอการวิจัยและพัฒนาที่ NIAID กล่าวว่า “สิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้นสร้างความเสียหายอย่างไม่น่าเชื่อต่อระดับการเตรียมพร้อมของเราในสหรัฐอเมริกา” เธอกล่าวเสริมว่า “สหรัฐฯ กำลังทิ้งช่องว่างขนาดใหญ่ไว้” ทั้งในด้านการเงินและเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในการเฝ้าระวัง
พลตรี พอล ฟรีดริคส์ กล่าวว่า “RFK Jr. กำลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการทำลายความคืบหน้าทั้งหมดที่รัฐบาลทรัมป์ชุดแรกเคยทำไว้” โดยการปิด สำนักงานนโยบายการเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่แห่งใหม่ หมายถึงการสูญเสียกลไกหลักในการประสานงานการรับมือวิกฤตสุขภาพระดับชาติ นอกจากความเสี่ยงจากการระบาดตามธรรมชาติแล้ว การกระทำนี้ยังทำให้สหรัฐฯ เสี่ยงต่อภัยคุกคามจาก อาวุธชีวภาพ (Bioweapons) อีกด้วย
_____________________________________
การถอนตัวอย่างเฉียบพลันและสุดขั้วเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา หากมีรากฐานจากแนวคิดต่อต้านการแทรกแซงของรัฐที่ฝังลึกและแสดงออกอย่างเด่นชัดในนโยบายด้านสาธารณสุขและความมั่นคงด้านโรคระบาด
_____________________________________
การที่สหรัฐฯ ไม่ได้เพิ่มความพยายามในการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามครั้งหน้า (Disease X) แต่กลับถอนตัวและลดทอนความสามารถลงนั้น มาจากปัจจัยที่ซับซ้อนและมีรากฐานมาจาก การเมืองและอุดมการณ์ มากกว่าเหตุผลทางสาธารณสุขโดยบริสุทธิ์
การเปลี่ยนผ่านของบทเรียนจากวิทยาศาสตร์สู่การเมือง: บทเรียนที่ควรได้รับจากโควิด-19 คือความจำเป็นในการลงทุนใน ยาต้านไวรัสแบบครอบคลุม และ วัคซีนสากล (Universal Vaccines) เพื่อลดระยะเวลาตอบสนองในวิกฤตครั้งหน้า ทว่ารัฐบาลชุดใหม่กลับตีความว่ามาตรการที่ใช้ระหว่างโควิด-19 (เช่น การล็อกดาวน์และการบังคับสวมหน้ากาก) คือ "การใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล" (Government Overreach) เป้าหมายหลักจึงไม่ใช่การเตรียมพร้อมให้ดีขึ้น แต่เป็นการรื้อถอนกลไกที่รัฐบาลมองว่าใช้ในการควบคุมเสรีภาพของประชาชน
นอกจากนี้ ยังเกิดการโจมตีสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของบุคคลที่ต่อต้านวัคซีนในตำแหน่งบริหารระดับสูง ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันของรัฐบาลกลาง เช่น CDC และ NIH ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของ Operation Warp Speed ก็อาจทำให้ผู้กำหนดนโยบายเกิด ความมั่นใจที่ผิดพลาด (False Sense of Security) ว่าสามารถ "ทุ่มเงินแก้ปัญหา" ได้อย่างรวดเร็วหากเกิดวิกฤตอีกครั้ง ซึ่งเป็นการละเลยความจริงที่ว่าการวิจัยพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกลดทอนไปต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างขึ้นใหม่
_____________________________________
เหตุผลเบื้องหลังการรื้อถอน: จากความไม่พอใจในการล็อกดาวน์ถึงการตั้งคำถามต่อ mRNA
_____________________________________
การรื้อถอนความพยายามในการเตรียมพร้อมนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับลดงบประมาณตามปกติ แต่เป็น การปฏิเสธทางอุดมการณ์ ต่อแนวทางการตอบสนองต่อโรคระบาดที่เน้นวิทยาศาสตร์เป็นหลัก การตัดสินใจถอนตัวเป็นผลพวงจากแรงจูงใจหลายประการที่ฝังลึกในความรู้สึกต่อต้านการแทรกแซงของรัฐบาล และการตั้งคำถามถึงอำนาจของหน่วยงานสาธารณสุข:
1. ความโกรธแค้นต่อการควบคุมของรัฐ: แรงจูงใจหลักประการหนึ่งคือความไม่พอใจอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการสวมหน้ากาก การล็อกดาวน์ และการปิดโรงเรียนในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการ ใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล (Government Overreach) ความคิดที่ว่ารัฐบาลกลางไม่ควรมีอำนาจในการสั่งการมาตรการสาธารณสุขเหล่านี้ได้กลายเป็นกระแสทางการเมืองที่แข็งแกร่ง
2. ความเชื่อมั่นในทฤษฎีห้องปฏิบัติการจีน: ความเชื่อมั่นของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่าสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) สนับสนุนการวิจัยที่มีความเสี่ยงในห้องปฏิบัติการของจีนที่เขาเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของไวรัส (Origin Controversy) ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้งต่อหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลกลาง
3. ความสงสัยในเทคโนโลยีใหม่: โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ มีความไม่เชื่อในวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี messenger RNA (mRNA) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างวัคซีนใหม่ที่รวดเร็วและยืดหยุ่นที่สุด การตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญจะถูกละเลยเพียงเพราะแรงจูงใจทางการเมือง
4. การทำลายความน่าเชื่อถือของ CDC ผ่านวาทกรรมต่อต้านวัคซีน: การลดทอนความพยายามในการเตรียมพร้อมยังรวมถึงการโจมตีองค์กรวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือที่สุดของประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้สร้างความตกตะลึงด้วยการกลับลำแถลงการณ์บนเว็บไซต์อย่างกะทันหัน โดยระบุว่า "การศึกษาไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่วัคซีนสำหรับทารกอาจก่อให้เกิดออทิซึม" การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการ เปลี่ยน CDC ให้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อส่งเสริมทฤษฎีต่อต้านวัคซีนของเลขานุการ HHS โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนจากการศึกษาคุณภาพสูงกว่า 40 ชิ้นที่ยืนยันว่า ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนกับออทิซึม นักสาธารณสุขหลายคนประณามว่านี่คือ "วันแห่งโศกนาฏกรรมสำหรับสาธารณสุขสหรัฐ" เพราะการกระทำนี้ทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมด และทำให้แพทย์กังวลว่าพ่อแม่จะหยุดฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่ป้องกันได้
นอกจากแรงจูงใจทางการเมืองและอุดมการณ์ของผู้บริหารระดับสูงแล้ว นโยบายที่ขัดต่อหลักการทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงของประชาชนบางส่วนอีกด้วย
_____________________________________
การสนับสนุนจากประชาชน: ทำไมชาวอเมริกันส่วนหนึ่งจึงสนับสนุนการกระทำที่ขัดกับวิทยาศาสตร์
_____________________________________
แม้ว่าบทเรียนทางประวัติศาสตร์จากการระบาดใหญ่ในอดีต—เช่น ไข้หวัดสเปนปี 1918, โควิด-19, หรือแม้แต่โรคที่ควบคุมได้ยากขึ้นอย่าง หัด (Measles) และ mPOX—จะยืนยันถึงความจำเป็นของการเตรียมพร้อมทางวิทยาศาสตร์ แต่ประชาชนชาวอเมริกันบางส่วนกลับสนับสนุนการรื้อถอนมาตรการป้องกันด้วยเหตุผลที่ซับซ้อน:
5. ความอ่อนล้าจากการระบาดและผลักดันให้ "กลับสู่ภาวะปกติ" (Pandemic Fatigue and Push for "Normalcy"): เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากประสบกับความอ่อนล้าทางจิตใจและต้องการลืมประสบการณ์อันเจ็บปวดและข้อจำกัดที่ตามมา การรื้อถอนโครงการเตรียมพร้อมจึงถูกตีความว่าเป็นการ "ก้าวไปข้างหน้า" และ "ยุติภาวะฉุกเฉิน" ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าดึงดูดใจทางการเมือง เพราะตอบสนองความปรารถนาทางจิตวิทยาที่จะกลับไปสู่ชีวิตที่ปราศจากความกังวล
6. การกัดเซาะความเชื่อมั่นในสถาบันวิทยาศาสตร์และสื่อ (Erosion of Trust in Scientific Institutions and Media): ในช่วงโควิด-19 ความสับสน ความไม่แน่นอนของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป และการสื่อสารที่ผิดพลาดของหน่วยงานด้านสาธารณสุข เช่น CDC และ NIH ได้ทำลายความน่าเชื่อถือในสายตาของสาธารณชนบางส่วน เมื่อสถาบันเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการเมืองหรือไม่น่าเชื่อถือ การกระทำใด ๆ ที่มุ่งทำลายอำนาจของสถาบันเหล่านั้นจึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนที่สูญเสียความเชื่อมั่น
7. การตีความเสรีภาพส่วนบุคคลเหนือความปลอดภัยสาธารณะ (Prioritizing Individual Liberty over Public Safety): สำหรับชาวอเมริกันบางส่วน มาตรการสาธารณสุข เช่น คำสั่งฉีดวัคซีนหรือมาตรการล็อกดาวน์ ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเสรีภาพส่วนบุคคล (Individual Freedoms) รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงใช้ประโยชน์จากความรู้สึกนี้ โดยการยุติโครงการเตรียมพร้อมและหน่วยงานที่ดูแลมาตรการเหล่านี้ ถูกมองว่าเป็นการปกป้องเสรีภาพของประชาชนจากการถูกควบคุมโดย "รัฐบาลใหญ่" (Big Government) ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
_____________________________________
เทียบเคียงกับสังคมไทย: ลักษณะการถอนตัวที่คล้ายคลึงแต่มีแรงขับเคลื่อนที่แตกต่าง
_____________________________________
ในขณะที่สหรัฐฯ เผชิญกับการถอนตัวจากอุดมการณ์ต่อต้านรัฐ ปรากฏการณ์การลดระดับความสำคัญของการเตรียมพร้อมในไทยก็เกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
_____________________________________
ปรากฏการณ์การลดระดับความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดหลังวิกฤตคลี่คลายนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐอเมริกา แต่ยังเกิดขึ้นในประเทศไทยในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แม้จะมีรากฐานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
• การถอนตัวในบริบทไทย: การลดความพร้อมในไทยไม่ได้เกิดขึ้นในรูปของการยกเลิกงบประมาณวิจัยด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น mRNA) โดยตรง แต่เป็นการ ลดระดับความเร่งด่วนและเปลี่ยนทิศทางงบประมาณ รัฐบาลได้ยุบ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และยกเลิกกลไกสั่งการฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากกลไกสั่งการรวมศูนย์ที่เคยคล่องตัวกลับสู่กระทรวงสาธารณสุขปกติ ส่งผลให้งบประมาณฉุกเฉินและการขับเคลื่อนนโยบายที่รวดเร็วลดลง ขณะเดียวกัน งบประมาณที่เคยทุ่มให้กับการวิจัยวัคซีนและยาถูกลดความสำคัญลงอย่างมาก และถูกเปลี่ยนทิศทางไปเน้นที่ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการอุดหนุนภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบเป็นหลัก
• แรงขับเคลื่อนจากประชาชน: ความแตกต่างที่สำคัญคือ ความสงสัยของประชาชนไทยมุ่งไปที่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของรัฐบาล (Administrative Mistrust) มากกว่าการปฏิเสธหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีการแพทย์โดยตรง การที่ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการยกเลิกมาตรการที่เข้มงวดนั้น เกิดจาก ความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจและสังคม (Pandemic and Economic Fatigue) ที่ต้องการให้ชีวิตทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ เพื่อรักษาปากท้องของผู้ประกอบการและแรงงานรายวัน การกระทำของรัฐบาลจึงตอบสนองต่อความต้องการทางจิตวิทยาและเศรษฐกิจที่จะ "กลับสู่ภาวะปกติ" มากกว่าการผลักดันอุดมการณ์ต่อต้านวิทยาศาสตร์
_____________________________________
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ องค์การด้านสุขภาพของรัฐบาลก็มีการตอบโต้เพื่อปกป้องนโยบายดังกล่าว
_____________________________________
ลาซิ วิลเลียมส์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารเชิงกลยุทธ์ของ NIH ได้ออกมาปกป้องนโยบายดังกล่าว โดยยืนยันว่า “NIH มุ่งมั่นในวิทยาศาสตร์มาตรฐานทองคำ... การตัดสินใจเกี่ยวกับเงินทุนของโครงการ... ทำขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรถูกส่งไปยังวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวดและมีผลกระทบมากที่สุด” อย่างไรก็ตาม การขาดรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการทางเลือกที่ได้รับการสนับสนุนได้ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในหมู่นักวิทยาศาสตร์
อดีตเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงประณามการตัดลดงบประมาณว่า “อันตรายและถึงแก่ชีวิต” โดยกล่าวว่า “มีความคิดเพ้อฝันที่ว่า ‘ถ้าสถานการณ์แย่ลง เราก็จะแค่ทุ่มเงินแก้ปัญหา... และเราก็จะอยู่รอด’” แต่ความเป็นจริงคือ การสูญเสียผู้เชี่ยวชาญ (Brain Drain) ในสาขาเฉพาะทาง เช่น นักไวรัสวิทยา จะเป็นความเสียหายที่แก้ไขได้ยากยิ่งกว่าการจัดหางบประมาณใหม่ในยามวิกฤต
ดังนั้น การถอนตัวจากการเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในขณะนี้จึงส่งผลกระทบที่ซับซ้อนเกินกว่าแค่เรื่องงบประมาณ แต่ยังสร้างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นให้กับโลกโดยรวม
_____________________________________
บทเรียนที่ถูกละเลยและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
_____________________________________
การถอยร่นของสหรัฐฯ กำลังถูกชดเชยโดยประเทศอื่น ๆ เช่น สหภาพยุโรปและแคนาดาที่เพิ่มการลงทุนใน CEPI และเครือข่ายการเฝ้าระวังของตนเอง แต่ความเชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตที่กำลังสูญเสียไปในสหรัฐฯ นั้นอาจเป็นเรื่องยากที่จะรวบรวมกลับมาอย่างรวดเร็ว โครงการบางอย่างที่ถูกทิ้งไว้กลางคัน จะต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งหมายถึงความล่าช้าหลายปี
สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งในหมู่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เต็มใจที่จะเดินออกจากความพร้อมในการรับมือการระบาดใหญ่ทันทีที่โควิด-19 คลี่คลายลง ทำให้ ดูเอน เวสมานน์ นักภูมิคุ้มกันวิทยา รู้สึกงุนงง “มันเหมือนกับว่าฝนหยุดตกแล้ว ดังนั้นเราจะซ่อมหลังคาไปทำไม?” การไม่ใส่ใจต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการป้องกันถือเป็นความประมาทอย่างยิ่ง
บทเรียนสำคัญจากการระบาดของ SARS-CoV-2 คือ ทุกสัปดาห์ที่ล่าช้าในการพัฒนามาตรการรับมือ นำมาซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตนับไม่ถ้วน การรื้อถอนโครงการเตรียมพร้อมหมายถึงการยอมรับความล่าช้าที่ยาวนานกว่าเดิมในวิกฤตครั้งถัดไป
____________________________________
The pandemic next time
How President Donald Trump’s administration has undermined efforts to develop vaccines and drugs for the next viral scourge
https://www.science.org/content/article/trump-administration-dismantling-efforts-fight-next-pandemic
After unprecedented autism-vaccine messaging change, scientists, advocates say CDC no longer trustworthy
https://www.cidrap.umn.edu/childhood-vaccines/after-unprecedented-autism-vaccine-messaging-change-scientists-advocates-say-cdc