16/04/2026
การเรียนรู้มุมมองที่หลากหลายจากผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตัวเราเองค่ะ 🩶 … อรุณสวัสดีค่ะ 🤸🏼🧘
นำมาฝากทุกท่านเช่นเคยกับบทสนทนาทรงคุณค่า ณ HOW Bangkok นับว่าเป็นอีกหนึ่ง Session ที่ชาวฮาวยกขึ้นหิ้ง
อะไรที่ทำให้ "หมอผ่าตัดหัวใจ" ระดับแถวหน้าของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญการใช้มีดหมอช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วน กลับเลือกที่จะ "ไม่ผ่าตัด" เมื่อถึงคราวที่ตัวเองต้องเป็นคนไข้เสียเอง?
นี่คือเรื่องราวที่เป็นจุดหักเหครั้งใหญ่ของ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ อดีตศัลยแพทย์หัวใจและ CEO โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ที่ผันตัวมาเป็นครูสอนวิชา "ใช้ชีวิต" หลังจากค้นพบว่าพลังของการเปลี่ยนวิถีชีวิตนั้นเหนือชั้นยิ่งกว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ใด ๆ
หมอสันต์ให้เกียรติมาแชร์ประสบการณ์ตรงที่ HOW Bangkok และนี่คือ 6 บทเรียน ที่กลั่นกรองจากงานวิจัยและประสบการณ์เฉียดตายที่คุณหมอพิสูจน์แล้วด้วยตัวเอง
1. "ทางเลือกที่สาม" หากไม่ต้องการใช้มีดหมอ
เมื่ออายุ 55 ปี หมอสันต์พบว่าตนเองเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เพียงแค่เดินไม่กี่ก้าวก็เกิดอาการแน่นหน้าอก ในฐานะหมอผ่าตัด ท่านรู้ดีว่าแม้ในมือหมอที่เก่งที่สุด อัตราการเสียชีวิตจากการผ่าตัดก็ยังมีถึง 2.5% ซึ่งท่านไม่พร้อมจะเสี่ยง เมื่อพยายามค้นหาทางออกท่านจึงพบงานวิจัยของ Dean Ornish ที่นำเสนอ "ทางเลือกที่สาม" นั่นคือการย้อนกลับกระบวนการของโรคด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง
หลัก 4 ประการที่คุณหมอใช้จนรอยตีบในหัวใจดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด คือ
• อาหาร: ตัดเนื้อสัตว์ทุกชนิด หันมาทานพืชเป็นหลัก (Plant-based)
• ออกกำลังกาย: ทำสม่ำเสมอจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
• จัดการความเครียด: ฝึกฝนทักษะการวางความคิด
• ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม: การมีกลุ่มเพื่อนหรือที่ปรึกษาคอยประคับประคอง (Peer-to-peer support)
2. ล้างความเชื่อเรื่อง "บ้าโปรตีน"
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดคือการ "บ้าโปรตีน" จนต้องโหมกินเนื้อสัตว์ คุณหมออ้างอิงงานวิจัยจาก Stanford ที่พิสูจน์ว่า พืชธรรมชาติทุกชนิด (แม้แต่กล้วยหรือมันเทศ) มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 9 ชนิด ในสัดส่วนที่สร้างกล้ามเนื้อได้ไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ หากเราได้รับแคลอรี่ที่เพียงพอ
คุณหมอแนะนำให้เปลี่ยนจากแนวคิด "สารอาหารเป็นหลัก" (Nutrient-based) มาเป็น "รูปแบบการกิน" (Food Pattern) เช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน หรือ Plant-based โดยการเปลี่ยนอาหารไม่จำเป็นต้องหักดิบ แค่เปลี่ยนแหล่งโปรตีนจากสัตว์มาเป็นพืชเพียง 4% อัตราป่วยและเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังใน 10 ปีก็เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
และยืนยันว่า "อาหารไทยคืออาหารสุขภาพระดับโลก" หากเราเน้นพืชผัก ลดเนื้อสัตว์ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลกับเครื่องปรุงอย่างผงชูรส กะปิหรือน้ำปลา เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบหลัก ไม่ใช่เครื่องปรุงรส
ส่วนการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องหนัก แต่ต้องสม่ำเสมอ
3. ความเครียดไม่ใช่แค่เรื่องของใจ แต่มันเปลี่ยนถึง "รหัสพันธุกรรม"
ความเครียดคือตัวการสำคัญของความเจ็บป่วย เพราะมันเข้าไปเปลี่ยนการทำงานของร่างกายในระดับลึกที่สุดผ่านกลไก Epigenetics ฮอร์โมนความเครียดจะลงไปปิดกั้นหรือเปิดสวิตช์การแสดงออกของ DNA สั่งให้ยีนทำงานผิดปกติ จนนำไปสู่โรคเรื้อรังและมะเร็ง
ความน่ากลัวนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยของ University of Washington ที่ระบุว่า "การนอนไม่หลับเพียงคืนเดียว (น้อยกว่า 4 ชั่วโมง) ส่งผลให้ยีนในร่างกายเปลี่ยนการทำงานไปถึง 700 ตัว" นี่คือหลักฐานว่าความเครียดไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่มันคือกายภาพที่ปรับเปลี่ยนรหัสชีวิตเราได้ในข้ามคืน
4. ศิลปะการเป็น Nobody เพื่อลดความเครียดและความกลัว
ความเครียดและความกลัวส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราพยายามปกป้อง "ตัวตน" ที่สร้างขึ้น (Somebody) ยิ่งเราสร้าง "ตัวตนที่จำกัด" (Limited Identity) ไว้ซับซ้อนเท่าไหร่ เช่น "ฉันต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ" หรือ "ฉันต้องได้รับความยุติธรรมเสมอ" แรงเสียดทานในใจจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อความจริงไม่เป็นไปตามนั้น
คุณหมอนำเสนอแนวคิดการเป็น Nobody ซึ่งคือการย้ายตัวตนจากการเป็น "ความคิด" (Thought) ไปสู่ภาวะ "ความรู้ตัว" (Awareness) เมื่อเรายอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ (Total Acceptance) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย และมองมันในฐานะ "ผู้รู้ตัว" ความกลัวที่จะสูญเสียตัวตนจะหายไป เพราะ Nobody ไม่มีอะไรให้ต้องปกป้องอีกต่อไป
5. เครื่องมือฝึก "วางความคิด"
คุณหมอมอบ เครื่องมือ 7 ประการ เพื่อช่วยในการวางความคิดที่ฟุ้งซ่าน ประกอบด้วย
• Relaxation: ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเริ่มจากใบหน้าไปจนถึงปลายเท้า เพราะความคิดกับความผ่อนคลายเปรียบเสมือนคานกระดก เมื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ ความคิดจะหยุดเอง
• Breathing (4-4-8): หายใจเข้า 4 วินาที, กลั้นไว้ 4 วินาที, และผ่อนออกยาว 8 วินาที เพื่อดึงสติกลับมาที่กาย
• Body Scan: รับรู้ความรู้สึก "ซู่ซ่า" ของออกซิเจนและพลังงานที่กระจายไปตามเซลล์ขณะผ่อนลมหายใจออก
• Awareness of Thought: ฝึก "คิดแล้วรู้ว่าคิด" เมื่อเราจ้องมองความคิดอย่างเป็นกลาง ความคิดนั้นจะสลายตัวไปเอง
• Alertness: ฝึกความตื่นตัวเหมือน "แมวจ้องรูหนู" ที่รอคอยว่าความคิดถัดไปจะเป็นเรื่องอะไร ความตื่นตัวนี้จะทำให้ความเครียดเจาะเข้ามาไม่ได้
• สมาธิ (concentration): จดจ่ออยู่กับขั้นตอนที่กำลังทำในปัจจุบัน
• สติ (Attention): การเลือกให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า (Here & Now)
6. ระวังกับดัก “ความหมายชีวิต”
ชีวิตถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ Existence ซึ่งหมายถึงการมีชีวิตอยู่จริง ๆ เช่น การหายใจ และการตื่นรู้ กับ Essence คือคุณค่าและความหมายที่เราแต่งเติมเข้าไปในภายหลัง คุณหมอเตือนให้ระวังกับดักที่ว่า หากเราหาคุณค่าหรือความหมายให้ชีวิตไม่ได้จะกลายเป็นทุกข์ เพราะแท้จริงแล้วคุณค่าเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราอุปโลกน์ขึ้นมาเอง
จากประสบการณ์อุบัติเหตุตกหลังคาที่ทำให้เกือบเป็นอัมพาต แต่คุณหมอไม่มีความทุกข์เลยแม้แต่นาทีเดียว เพราะเลือกที่จะตัดเรื่อง "สถานการณ์ในชีวิต" (Life situation) หรือคุณค่าความหมายต่าง ๆ ออกไป แล้วหันมาโฟกัสที่การใช้ชีวิตทีละช็อต คือการหายใจและการตื่นรู้ในปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งการตระหนักว่า "การยังตื่นได้และหายใจได้" คือสิ่งที่มีค่าสูงสุดนั้น มักจะชัดเจนขึ้นเมื่อคนเราเกือบจะสูญเสียชีวิตไป
หมอสันต์สรุปนิยามของชีวิตที่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่ปราศจากโรค ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีอุปสรรค ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่เคยตกหลังคา แต่คือชีวิตที่ joyful ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ลองวางความคิดลง แล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่าวันนี้ชีวิตของคุณ joyful แค่ไหน?