ร้านขายยา กมลฟาร์มาซี - KAMON Pharmacy

ร้านขายยา กมลฟาร์มาซี - KAMON Pharmacy 📍ตรงข้าม เจริญสินธานี ห้วยปราบ (ร้านสีเหลือง)

27/11/2025

👶🏻⛑ น้ำท่วมใหญ่ ไม่มีไฟฟ้า ต้มน้ำไม่ได้…
แล้วลูกจะ “กินนมอะไร?”

คำถามนี้…
ในสถานการณ์จริง
มัน “อันตรายถึงชีวิต” ได้เลยครับ

ต้องยอมรับว่า…
ผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ตรง
ในการดูแลเด็กเล็กที่ติดอยู่ในสถานการณ์ลำบากแบบนี้

แต่เพราะมีหลายคนถามเข้ามา
ก่อนจะตอบ ผมจึงใช้เวลาหาข้อมูล
จนไปเจอกับแนวทางจากองค์กรระดับโลก
ที่เคยทำงานในพื้นที่สงคราม น้ำท่วม ภัยพิบัติ
ที่ไม่มีแม้แต่น้ำสะอาดให้ชงนม

📚 แนวทางนี้ชื่อว่า
“Infant Feeding in Emergencies”
โดย WHO, UNICEF, UNHCR, WFP ฯลฯ
ซึ่งมีคำแนะนำที่ “ใช้ได้จริง” ในสถานการณ์ที่แทบไม่มีอะไรเหลือ

โพสต์นี้…
ผมขอสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุดว่า

ถ้าวันนี้คุณไม่มีไฟฟ้า
ต้มน้ำไม่ได้
แต่มี “ลูกเล็กที่ยังต้องกินนม” อยู่ตรงหน้า

🎯 คุณจะทำยังไง… เพื่อให้ลูกปลอดภัย?

ผมสรุปออกมาเป็น “10 ข้อสำคัญ”
ที่อยากให้ทุกครอบครัวได้อ่านครับ

(แนวทางฉบับเต็ม ผมแปะลิงก์ไว้ในคอมเมนต์ให้แล้วนะครับ)

================

1️⃣ ห้ามใช้น้ำท่วมหรือน้ำขังมาชงนมหรือให้ลูกกินเด็ดขาด

💀 น้ำท่วม = ศูนย์รวมเชื้อโรค
เพราะในน้ำนั้นเต็มไปด้วย…
• เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ท้องเสีย เช่น E.coli, Shigella, Salmonella
• เชื้ออหิวาตกโรค (Cholera)
• ไวรัสจากอุจจาระของคนและสัตว์

แม้เอาน้ำพวกนี้ไปชงนม “แค่ครั้งเดียว”
เด็กเล็กก็อาจท้องเสียรุนแรงได้เลย

❗ และถ้าเด็กท้องเสีย + ไปโรงพยาบาลไม่ได้
→ เด็กอาจเสียชีวิตได้ในไม่กี่ชั่วโมง

💡 ถ้าไม่มีน้ำสะอาดจริงๆ
การรองน้ำฝนไว้กิน ยัง “ปลอดภัยกว่า” มากครับ

================

2️⃣ ถ้าลูกอยู่กับแม่… นมที่ดีที่สุด
และปลอดภัยที่สุด ก็คือ “นมแม่”

นมแม่ = ถุงยังชีพที่ดีที่สุดของลูกในสถานการณ์ฉุกเฉินครับ 💝

✔️ ไม่ต้องใช้น้ำ
✔️ ไม่ต้องพึ่งไฟฟ้า
✔️ อุณหภูมิเหมาะสมเสมอ
✔️ มีภูมิคุ้มกันจากแม่
✔️ และที่สำคัญคือ… ปลอดเชื้อ 100%

ไม่ว่าสถานการณ์จะยากแค่ไหน
แค่แม่กับลูกได้อยู่ด้วยกัน
ร่างกายของแม่ก็ “ผลิตน้ำนม” ออกมาได้เสมอ
เพื่อให้ลูกปลอดภัยและมีพลังต่อชีวิต

================

3️⃣ ถ้าแม่แทบไม่มีข้าวกินแล้ว… ยังให้นมลูกได้ไหม?
แล้วน้ำนมจะมีคุณภาพพอหรือเปล่า?

คำถามนี้เจอบ่อยครับในสถานการณ์ที่ขาดแคลน
หลายคนกังวลว่า ถ้าแม่กินได้น้อย นมที่ให้ลูกจะพอไหม?

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า…
✅ ถ้าแม่มีภาวะขาดสารอาหาร “เล็กน้อยถึงปานกลาง”
จะไม่ค่อยส่งผลต่อปริมาณหรือคุณภาพของน้ำนม

เพราะร่างกายของแม่จะดึงสารอาหารที่สะสมไว้
มาใช้สร้างน้ำนมให้ลูกได้ต่อเนื่อง

❗ยกเว้นเฉพาะในกรณีที่แม่ขาดสารอาหารอย่างรุนแรงมาก (severely malnourished)
แบบที่ร่างกายอ่อนแรงมาก กินอะไรไม่ได้ต่อเนื่อง
ถึงจะทำให้น้ำนมลดลงจริงๆ และคุณภาพเริ่มลดลง

สรุปคือ…
🍼 ถ้ายังกินได้บ้าง ยังพอมีแรง ยังให้นมได้
การให้นมแม่ยังคงเป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัยที่สุด” สำหรับลูกในภาวะฉุกเฉินครับ

================

4️⃣ ถ้าแม่เครียดมาก… น้ำนมยังจะไหลไหม? ให้นมลูกได้อยู่หรือเปล่า?

หลายคนเข้าใจว่า
“แม่เครียด = น้ำนมหาย”

แต่ความจริงไม่ใช่ครับ!

✅ ร่างกายของแม่ยังสร้างน้ำนมได้ตามปกติ
เพราะ “ฮอร์โมนสร้างน้ำนม” ชื่อว่า Prolactin
มันจะยังทำงานต่อเนื่อง ตราบใดที่ลูกยังดูดนม

❗แต่ปัญหาที่เจอบ่อยคือ…
“น้ำนมไม่ไหลออกมา” ต่างหาก

เพราะเวลาที่แม่เครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด
ซึ่งไปรบกวน Oxytocin
(ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ “บีบน้ำนมออกจากเต้า”)

ผลก็คือ…
📦 น้ำนมยังอยู่เต็มเต้า
แต่ไม่ยอมไหลออกมา
→ แม่เลยเข้าใจผิดว่า “ไม่มีน้ำนม”

💡 วิธีแก้ไข
✅ ให้ลูกดูดบ่อยๆ
✅ นวดเต้านมเบาๆ ก่อนให้นม
✅ สัมผัสลูก ใกล้ชิดกันมากขึ้น
✅ ให้คนรอบข้างช่วยลดภาระ ลดความเครียดให้แม่

ถ้าแม่ผ่อนคลายมากขึ้น
Oxytocin ก็จะกลับมาทำงาน
แล้วน้ำนมก็จะ “ไหลออกมาได้ตามปกติ” ครับ

================

5️⃣ ถ้าให้ลูกดูดเต้าไม่ได้ แต่แม่ยังมีน้ำนม… ควรทำยังไงดี?

บางครั้งแม่อาจให้นมจากเต้าไม่ได้จริงๆ
เช่น…
❌ เด็กไม่ยอมดูดเต้า
❌ หัวนมแม่เจ็บมาก แตกเป็นแผล
❌ ลูกป่วย ดูดไม่ไหว

แต่ถ้ายังมีน้ำนมอยู่…
🎯 “อย่าหยุดให้นม”
แนะนำให้บีบนมแม่ออกใส่ถ้วย แล้วป้อนให้ลูกกินแทน
สิ่งนี้เรียกว่า cup feeding ครับ

และที่สำคัญที่สุด…
❗ห้ามใช้ขวดนมและจุกนมเด็ดขาด

ฟังไม่ผิดครับ เค้าแนะนำแบบนั้นจริงๆ

เพราะ…
⚠️ ขวดนมมีซอกเล็กซอกน้อย
⚠️ ทำความสะอาดยาก
⚠️ มีโอกาสสะสมเชื้อโรคสูง
⚠️ เสี่ยงทำให้เด็กท้องเสียมากในสถานการณ์แบบนี้

🥛 “ถ้วย” จึงเป็นอุปกรณ์ที่ปลอดภัยกว่า ล้างง่ายกว่า
และใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดเลย

วิธีป้อนนมด้วยถ้วย
1. ประคองหลังและคอให้ลูกนั่งตัวตรง
2. เอาขอบถ้วยแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากล่าง
3. เอียงถ้วยให้นมแตะที่ปาก
4. เด็กจะใช้ลิ้นเลียหรือดูดน้ำนมขึ้นมาเอง

🚫 ห้ามเทกรอกนมเข้าปากเด็กเด็ดขาด
เพราะจะทำให้ “สำลัก” ได้ครับ

================

6️⃣ 🛠️ ถ้าแม่หยุดให้นมไปนานแล้ว… จะทำยังไง?

บางคนหยุดให้นมไปแล้วเป็นอาทิตย์
บางคนหยุดไปเป็นเดือน
ยังจะให้นมลูกได้ไหม?

คำตอบคือ 👉 “ยังมีโอกาสครับ!”
สิ่งนี้เรียกว่า การกู้น้ำนม หรือ Relactation

📌 วิธีการคือ “กระตุ้นบ่อยๆ”
💧 ยิ่งกระตุ้นมากเท่าไร ร่างกายก็จะเริ่มผลิตน้ำนมอีกครั้ง

เทคนิคที่แนะนำคือ
🍼 ให้ลูกดูดจากเต้าบ่อยๆ
✋ บีบนมด้วยมือบ่อยๆ
🕐 พยายามให้ลูกดูดวันละ 8-12 ครั้ง

⏳ อาจต้องใช้เวลาเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์
แต่แม่หลายคนก็ “กู้น้ำนมกลับมาได้สำเร็จ”
แม้เคยคิดว่าไม่มีหวังแล้วก็ตามครับ

================

7️⃣ ถ้าไม่มีนมแม่เลย… “จะให้ลูกกินนมผงได้ไหม?”

คำตอบคือ… “ต้องระวังให้มาก” ครับ

เพราะนมผงที่เปิดแล้ว รวมถึงอุปกรณ์ชงนม
อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคจากสิ่งแวดล้อมได้ง่ายมาก
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์น้ำท่วมหนักแบบนี้)

เชื้อที่น่ากลัว เช่น
🦠 Cronobacter sakazakii
🦠 Salmonella
ซึ่งเป็นอันตรายกับเด็กเล็กอย่างรุนแรง

✅ วิธีชงนมผงที่ “ปลอดภัยที่สุด” คือ…
ต้มน้ำให้เดือดแล้ว
ปล่อยให้เย็นลงเหลือ ~70°C ก่อนใส่นมผง

📏 ตัวเลขนี้อ้างอิงจาก WHO
เพื่อให้มั่นใจว่าเชื้อโรคในนมผง “ถูกฆ่าหมดจริงๆ”

📛 แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้…
• ไม่มีไฟฟ้า
• แก๊สหมด
• หาน้ำสะอาดลำบาก

❌ การต้มน้ำให้ถึงอุณหภูมิ 70°C ทำไม่ได้
การชงนมผงจึง “ไม่ปลอดภัย” อย่างยิ่ง

📌 สรุปคือ…
ถ้าคุณต้มน้ำได้และเชื้อเพลิงพอ → ใช้ได้
แต่ถ้าทำไม่ได้ → อย่าเสี่ยงครับ

🔎 ส่วนวิตามินหรือแร่ธาตุที่อาจสูญเสียจากน้ำร้อน
แม้จะเสียไปบ้างจริง
แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ถือว่า “เล็กน้อยมาก”
เมื่อเทียบกับความเสี่ยงจากการติดเชื้อในเด็ก
(ในสถานการณ์ปกติ พ่อแม่สามารถใช้น้ำต้มสุกที่ปล่อยให้เย็นลงได้ครับ)

================

8️⃣ แล้วถ้ามีน้ำขวดสะอาดแน่ๆ… ใช้ชงนมผงได้ไหมล่ะ?

หลายคนอาจคิดว่า
“ถ้ามีน้ำดื่มบรรจุขวด สะอาดแน่ๆ แล้วจะชงนมผงได้ไหม?”

คำตอบคือ…
“น้ำอาจสะอาดก็จริง แต่… นมผงอาจไม่สะอาดครับ” ❗

😰 เพราะภายในผงนม
อาจมีแบคทีเรียแฝงอยู่ได้
เช่น Cronobacter sakazakii หรือ Salmonella
ซึ่งอันตรายมากในเด็กเล็ก

การฆ่าเชื้อในนมผง…
🧪 จึงจำเป็นต้องใช้น้ำร้อน “ประมาณ 70°C”
เพื่อมั่นใจว่าเชื้อโรคจะถูกทำลายจนหมด

📌 สรุปคือ
แม้น้ำจะสะอาดแค่ไหน
แต่ถ้าใช้น้ำเย็นหรืออุณหภูมิต่ำเกินไป
ก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อในนมผงได้

จึงไม่แนะนำให้ชงนมด้วยน้ำขวด
แม้จะดูสะอาดก็ตามครับ 🙅‍♂️

================

9️⃣ นมกล่อง UHT สูตรเจือจางแบบพิเศษ
ใช้เมื่อ "ไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ"

ในสถานการณ์ที่ลำบากที่สุด
❌ ไม่มีน้ำนมแม่
❌ ไม่มีนมผงที่ชงได้อย่างปลอดภัย
❌ ไม่มีไฟฟ้า ต้มน้ำไม่ได้

แต่ยังไงก็ต้อง “หาทางให้ลูกได้กินอะไรสักอย่าง”

📌 ในกรณีนี้
สามารถใช้ “นมกล่อง UHT”
โดยผสมตามสูตรฉุกเฉินต่อไปนี้
(สูตร 2:1 เพิ่มน้ำตาลเล็กน้อย)

🔹 นมกล่อง UHT 100 ml
🔹 ผสม น้ำสะอาด 50 ml
🔹 เติม น้ำตาลทราย 10 กรัม

🧠 ทำไมต้องเติม “น้ำสะอาด”?
เพราะนม UHT ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กโต
👉 โปรตีน โซเดียม โพแทสเซียมสูง

แต่ไตทารกยังทำงานไม่เต็มที่ จะรับไม่ไหว
→ เสี่ยง “ขาดน้ำ-โซเดียมเกิน-ไตพัง”

📌 การเติมน้ำ = ลดความเข้มข้นของสารเหล่านี้
ให้ปลอดภัยกับไตทารกมากขึ้น

🧃 แล้วทำไมต้องเติม “น้ำตาล”?
พอเติมน้ำเจือจาง
→ คาร์โบไฮเดรตในนมจะลดลงมากเกินไป
เด็กอาจได้รับพลังงานไม่พอ

📌 น้ำตาลทราย 10 กรัมที่เพิ่มขึ้น
ทำให้ใกล้เคียงกับนมสูตรทารกมากที่สุด

⚠️ ย้ำอีกครั้งครับ
นี่ไม่ใช่สูตรทั่วไป
แต่คือ “สูตรฉุกเฉิน”
ใช้ได้แค่ชั่วคราวในสถานการณ์จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

และควรรีบหาทางกลับมาใช้นมแม่ หรือนมสูตรที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุดครับ

(ผมลองคำนวณเทียบนม UHT สูตรเจือจางแบบนี้กับนมผงเด็กให้ดูจริงๆด้วยนะครับ
สามารถดูรายละเอียดในคอมเมนท์เลย)

================

🔟 ห้ามให้เด็กเล็ก < 1 ขวบ กิน “นมกล่อง UHT” ตรงๆ เด็ดขาด ❌

แม้จะหาง่าย ดูสะดวกในช่วงวิกฤต
แต่นมกล่อง UHT
ไม่เหมาะกับไตของทารกเล็กเลยครับ

เพราะ…
🔺 โปรตีนในนมกล่อง “สูงกว่านมผง 2-3 เท่า”
🔺 โซเดียมและโพแทสเซียมก็ “สูงกว่าชัดเจน”

ซึ่งสารเหล่านี้
ต้องขับออกทางไต

📛 แต่ในเด็กเล็ก
ไตยังพัฒนาไม่สมบูรณ์
→ ขับของเสียไม่ทัน
→ ปัสสาวะเยอะเกิน
→ เสี่ยง “ขาดน้ำ” อย่างรวดเร็ว

⛔ และถ้าโซเดียมในเลือดสูงเกิน
เด็กอาจมีอาการ “ชัก”
หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ “ไตวายเฉียบพลัน” ได้

================

✅ สรุปชัดๆ สำหรับพ่อแม่ในสถานการณ์น้ำท่วมฉุกเฉิน

ถ้าคุณไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำร้อน
แต่ต้อง “ให้อาหารลูกเล็กที่ยังกินแต่นม”
จำลำดับนี้ไว้ครับ ⬇️

1️⃣ นมแม่จากเต้า 👑
→ ปลอดภัยสุด ไม่ต้องใช้อะไรเลย
2️⃣ นมแม่บีบใส่ถ้วย
→ ใช้ถ้วยป้อน ห้ามใช้ขวดนม
3️⃣ กู้น้ำนมแม่ให้กลับมา (Relactation)
→ ทำได้ แม้จะหยุดไปนาน
4️⃣ นมผงชงน้ำร้อน 70°C
→ ใช้ได้ กรณีมีแก๊ส/ไฟ ต้มน้ำได้
5️⃣ นมกล่อง UHT 100ml + น้ำสะอาด 50ml + น้ำตาล 10g
→ ใช้เฉพาะ “ยามจำเป็นสุดๆ” เท่านั้น
6️⃣ ❌ ห้ามให้นมกล่อง UHT กับเด็ก

22/11/2025

วิธีการเช็ดตัวลดไข้ลูกที่ถูกต้อง
อ้างอิงตามราชวิทยาลัยกุมารแพทย์

07/11/2025

🦠 RSV (อาร์เอสวี) เชื้อนี้… พ่อแม่ต้องรู้
ช่วงนี้มีเด็กเล็กติด RSV กันเยอะมาก
โพสต์นี้เลยตั้งใจรวบรวมข้อมูลให้ครบที่สุด
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็น “คู่มือ” เวลาเจอเหตุการณ์จริง จะได้ไม่ตกใจ

📚 ในโพสต์นี้จะมี 19 ข้อ ประกอบไปด้วย
• พื้นฐานที่ควรรู้
• อาการที่ควรสังเกต
• วิธีดูแลลูกที่บ้าน
• คำถามยอดฮิตที่เจอบ่อยที่สุด

✅ อ่านเฉพาะหัวข้อที่สนใจก็ได้
หรือจะเซฟเก็บไว้ เผื่อวันนึงต้องใช้ ก็เปิดมาดูง่ายๆ

❤️ ถ้าเห็นคนรู้จักที่ลูกกำลังเป็น RSV
หรือมีใครโพสต์ถามตามเพจต่างๆ
แชร์โพสต์นี้ไปให้เขาได้เลยครับ

(มีคำถามอะไรเพิ่มเติม พิมพ์ถามในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ)

========================
1️⃣ RSV คืออะไร? ทำไมคนพูดถึงกันเยอะจัง?

RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial Virus
เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจ

☔️ ช่วงหน้าฝนแบบนี้คือช่วงที่มันระบาดหนัก
และ >90% ของเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ จะเคยติด RSV แล้ว

เด็กส่วนมากมีอาการเหมือน "หวัดธรรมดา"
แต่..ประมาณ 1 ใน 3 ของเด็กที่ติดเชื้อ
เชื้อ RSV สามารถลามลงไปลึกถึงปอดได้
ทำให้เกิดอาการ หอบเหนื่อย หายใจเร็ว จนต้องนอนโรงพยาบาลได้ 🏥

🧒🏻 RSV มักระบาดเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะใน
• ศูนย์เด็กเล็ก
• พี่น้องในบ้านเดียวกัน

========================
2️⃣ เชื้อ RSV ติดได้ยังไง? 🤧

💧 เชื้อไวรัส RSV แพร่ผ่าน “น้ำมูก น้ำลาย”
ดังนั้น… ถ้าไอ จาม หรือพูดคุยใกล้ๆ กันก็สามารถแพร่เชื้อได้

✋ และไม่ใช่แค่นั้น… ถ้าเด็กที่ป่วย
ไอ จาม หรือเช็ดน้ำมูกแล้วเอามือไปจับของเล่น จับประตู หรือจับของใช้ต่างๆ
เชื้อ RSV จะไปเกาะอยู่บนพื้นผิวพวกนี้ได้นาน “หลายชั่วโมง” เลยครับ!

🧸 แล้วถ้ามีเด็กคนอื่นไปจับของชิ้นเดียวกัน
ต่อด้วยเอามือเข้าปาก ขยี้ตา หรือหยิบขนมเข้าปาก → ก็ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายมาก

👩‍🦰 หรือบางที… ผู้ใหญ่เป็นคนไปจับของที่มีเชื้อ
แล้วกลับมาหาเด็ก หยิบจับเด็กโดย “ไม่ล้างมือก่อน” → ก็กลายเป็นการส่งเชื้อให้เด็กแบบไม่รู้ตัว

👃 นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ RSV มักจะมีอาการน้อย
บางคนแค่เจ็บคอเล็กน้อย บางคนไม่มีอาการเลย
แต่ถ้าเผลอไป “กอด หอม จุ๊บ” เด็ก → ก็แพร่เชื้อให้ลูกได้เหมือนกันครับ

❌ เชื้อ RSV ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แบบที่หลายคนเข้าใจผิดกัน
ดังนั้น…แค่ออกไปนั่งหน้าบ้านหรือเจอฝนเฉยๆ
ไม่ได้ทำให้ติดเชื้อ RSV นะครับ

👉 เชื้อจะติดผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งของปนเปื้อนเท่านั้นครับ

========================
3️⃣ ลูกติดมาจากไหน? 🔍

RSV เป็นไวรัสที่มี “ระยะฟักตัว” อยู่ที่ประมาณ 2–8 วัน
แปลว่า… หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อ → จะยังไม่แสดงอาการทันที
แต่จะเริ่มไอ มีน้ำมูก ก็ต่อเมื่อผ่านไป 2-8 วัน

📌 ดังนั้น ถ้าวันนี้ลูกเริ่มมีอาการป่วย. . .
คุณพ่อคุณแม่ลอง “ย้อนไปดูช่วง 2–8 วันที่ผ่านมา” ว่า…
🧸 ลูกไปเจออะไรที่เข้าข่าย “เหตุการณ์ในข้อ 2” หรือเปล่า?
• ไปเล่นของเล่นร่วมกับเด็กที่ป่วยไหม?
• มีใครในบ้านป่วยก่อนหน้าหรือเปล่า?
• มีผู้ใหญ่มากอด หอมลูก หรือไม่?

========================
4️⃣ ถ้าลูกติด RSV แล้ว… อาการจะเป็นยังไง?
แบบไหนที่ควรเริ่มสงสัยว่าใช่ RSV? 🤒🦠

🗓 ช่วง "1–2 วันแรก" ที่เริ่มมีอาการ
ลูกจะมีอาการ ไอ 🤧 น้ำมูกไหล 💧
ไข้อาจจะมีหรือไม่ก็ได้

ช่วงนี้จะดูเหมือน “หวัดธรรมดา” มากๆ
ยังแยกไม่ออกว่าเป็น RSV หรือเปล่า

🗓 ช่วงวันที่ 3–5 ของอาการ (ช่วงพีค)
ระยะนี้เชื้อ RSV จะเพิ่มจำนวนในร่างกายมากที่สุด

🧠 เด็กบางคนอาการจะหนักขึ้นในช่วงนี้
และ 1 ใน 3 ของเด็กที่ติด RSV จะ “ลุกลามลงปอด”

🔍 สัญญาณเตือนที่บอกว่าเชื้อลงปอด ได้แก่…
1. หายใจเร็วผิดปกติ (เร็วเกินตามอายุ)
2. ไอถี่ขึ้น เสมหะเยอะขึ้น บางคนไอจนกินไม่ได้ นอนไม่ได้ หรือไอจนอาเจียน
3. ได้ยินเสียงครืดคราดในลำคอ หรือปอด
4. หายใจแล้วหน้าอกบุ๋ม 🫁
5. ริมฝีปากเริ่มม่วงหรือเขียว 💙 (บ่งบอกว่าออกซิเจนในเลือดต่ำ)

📽 ดูวีดีโอให้เห็นภาพมากขึ้นได้จาก link นี้;
https://fb.watch/BHLdXH1u7J/?

🗓 ช่วงวันที่ 6–7 เป็นต้นไป
ร่างกายเริ่มควบคุมเชื้อได้แล้ว
อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น

✅ ไข้จะหายก่อน
⏳ ไอจะหายช้าที่สุด

บางคนอาจไอได้นาน 2–4 สัปดาห์
แต่ควรค่อยๆ ดีขึ้น

❗️ถ้าไอเกิน 2–3 สัปดาห์ แล้วยังไม่ดีขึ้น → แนะนำให้พาไปพบแพทย์ครับ

💩 เด็กเล็กยังไม่สามารถคายเสมหะเองได้
เลยมักจะ “กลืนเสมหะลงท้อง”
ซึ่งอาจทำให้มีอาการ “ท้องเสีย” ตามมาได้บ้าง
โดยทั่วไปไม่อันตราย และมักหายได้เอง

========================
5️⃣ ต้องตรวจน้ำมูกไหม? ตรวจเองที่บ้านได้หรือเปล่า? 👃🧪

ปัจจุบันมี “ชุดตรวจเชื้อไวรัสในน้ำมูกแบบตรวจเองที่บ้าน”
📦 หน้าตาคล้ายชุดตรวจโควิดเลย
วิธีใช้ก็เหมือนกัน → แยงจมูกลูก → หยดน้ำยา → รอผล 15 นาที
✅ ข้อดีคือสะดวกมาก

⚠️ แต่… สิ่งที่ต้องระวังคือ
1. เหมาะกับบ้านที่ “กล้าแยงจมูกลูกเอง” เท่านั้น
เพราะถ้า “แยงไม่ลึกพอ” → อาจ “ตรวจไม่เจอเชื้อ” ได้
ทำให้ผลออกมาเป็นลบ ทั้งที่ลูกอาจติดเชื้อจริงก็ได้
2. 💡 ชุดตรวจเหล่านี้เป็น “การตรวจแบบคัดกรองเบื้องต้น”
ความแม่นยำจะอยู่ที่ 50-60%
ดังนั้น ถ้าผลออกมา “ไม่เจอเชื้อ” อย่าเพิ่งวางใจว่าไม่เป็น RSV ครับ
เพราะอาจเกิดจาก…
• ตรวจเร็วเกินไป → เชื้อยังน้อยเลยยังไม่ขึ้นผลบวก
• แยงไม่ลึกพอเลยไม่เจอเชื้อ

แต่ถ้า…
✅ ตรวจแล้ว “เจอเชื้อ RSV” → ถือว่าผลน่าเชื่อถือระดับนึง
ถ้าอาการก็เข้าได้ มักแปลว่าลูกติดเชื้อจริงครับ

🎯 แนะนำให้เลือก “ชุดตรวจที่แยงจมูกครั้งเดียว แต่ตรวจได้หลายเชื้อพร้อมกัน”
เพราะเด็กอาจไม่ได้ติด RSV เสมอไป แต่อาจติดเชื้อไวรัสตัวอื่นก็ได้

🛍 ตอนนี้มีชุดตรวจแบบ 8–10 เชื้อในชุดเดียว
ให้เลือกอันที่เชื่อถือได้ และผ่านอย.นะครับ

📽 ดูคลิปวิธีการเลือกชุดตรวจน้ำมูกได้ใน link นี้เลย;
https://fb.watch/BHLh2LB6r3/?

========================
6️⃣ ทำไมบางทีพาไปโรงพยาบาล หมอไม่เห็นตรวจ RSV ให้เลย❓🏥

จริงๆแล้ว “ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจ RSV ในเด็กทุกราย” ครับ

✅ เพราะ RSV เป็นเชื้อไวรัส สามารถหายได้เอง
→ “ไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ” และรักษาตามอาการเท่านั้น

👨‍⚕️ การซักประวัติ + ตรวจร่างกายอย่างละเอียด
ก็เพียงพอแล้วสำหรับการวินิจฉัยว่าเป็น “การติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจ” และเริ่มรักษาได้เลยครับ

🕐 อีกเหตุผลสำคัญคือ…
การตรวจ RSV ที่โรงพยาบาลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
ระหว่างรอผล → เด็กต้องนั่งรอในโรงพยาบาลนาน
และยิ่งอยู่นาน… ก็ยิ่ง “เสี่ยงติดเชื้ออื่นๆ” จากโรงพยาบาลมากขึ้นด้วยครับ 😷

📌 เพราะแบบนี้ จึงเลือก “ส่งตรวจเฉพาะในบางกรณี” เช่น
เด็กที่มีอาการหนักจนต้องนอนโรงพยาบาล
หรือ เด็กที่เริ่มมีภาวะเชื้อลงปอด เป็นต้น

========================
7️⃣ เด็กกลุ่มไหน… ที่เสี่ยงเชื้อลงปอดมากกว่าเด็กทั่วไป? 🫁⚠️

👶🏻 เด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือน
(โดยเฉพาะต่ำกว่า 6 เดือน จะมีโอกาสสูงขึ้นอีก)

👶🏻 เด็กที่ “คลอดก่อนกำหนด”
เพราะปอดยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ภูมิคุ้มกันก็ได้จากแม่ไม่เต็มที่

💔 เด็กที่มี “โรคประจำตัว” เช่น
• โรคหัวใจแต่กำเนิด
• โรคปอดเรื้อรัง
• ภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด
• โรคทางระบบประสาท ที่แรงไอไม่ดี

กลุ่มนี้ถ้าติด RSV ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดนะครับ
เพราะมีโอกาสที่เชื้อจะลุกลามลงปอดได้ง่ายกว่าและรุนแรงกว่าเด็กทั่วไปครับ

========================
8️⃣ รักษา RSV เบื้องต้นที่บ้านได้ยังไงบ้าง?
(กรณีที่อาการไม่หนัก ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล) 🏠🩺

📽 ดูคลิปการรักษา RSV ที่บ้านได้จากคลิปนี้; https://www.facebook.com/share/v/1ASsRV3rQv/

8.1) 💧 สิ่งที่สำคัญมากที่สุด ไม่ใช่ยา แต่คือ “การให้น้ำหรือนมให้เพียงพอ”
โดยคำนวณตามน้ำหนักของเด็ก
(📊 ดูตารางที่ทำไว้ให้ในคอมเมนต์ได้เลย)

ถ้าเด็กได้รับน้ำไม่พอ → “น้ำมูก” และ “เสมหะ” จะเหนียว
(สองสิ่งนี้มีน้ำเป็นองค์ประกอบมากกว่า 95%)

📌 ผลที่ตามมา…
• น้ำมูกเหนียว → อุดจมูก → หายใจไม่สะดวก
โดยเฉพาะในเด็ก 1 ขวบ → จิบน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นบ่อยๆ
(เด็ก

20/10/2025

❗สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนให้ลูกกิน “น้ำมันปลา” หรือ “น้ำมันตับปลา”❗

ทุกวันนี้มีหลายบ้านที่ให้ลูกกินน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลาอยู่แล้ว
และอีกหลายบ้าน…อาจกำลังจะซื้อ เพราะเห็นโฆษณาว่าดี
หรือโดนป้ายยาจากอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียล

แต่ของที่ “ดูดีและมีประโยชน์” ถ้าให้โดยที่ยังรู้ไม่พอ...
👉 ก็อาจ “เป็นโทษ” มากกว่า “ได้ประโยชน์” ได้เหมือนกัน

โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ที่ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ตัวจิ๋ว
ร่างกายเขายังบอบบาง การสะสมของสารบางอย่างอาจเกิดผลเสียได้มากกว่าที่คิด



1️⃣ ก่อนอื่น… น้ำมันปลา "ไม่เหมือนกับ" น้ำมันตับปลา
ชื่อคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันนะครับ!

🥄 น้ำมันตับปลา (Cod liver oil)
→ สกัดจาก "ตับปลาทะเล" เช่น ปลาค็อด
→ อุดมไปด้วยวิตามิน A และ D ในปริมาณสูง
→ มี DHA เล็กน้อย (ไม่ใช่แหล่งหลัก)

🐟 น้ำมันปลา (Fish oil)
→ สกัดจาก “เนื้อปลา หนัง หัว หาง” ของปลาทะเลน้ำลึก
→ มีกรดไขมันดีในกลุ่มโอเมก้า-3 (Omega3) ได้แก่...
✅ DHA (Docosahexaenoic acid)
✅ EPA (Eicosapentaenoic acid)



2️⃣ ทำไมพ่อแม่ถึงนิยมกัน?

🔍 โอเมก้า-3 เป็นชื่อของกลุ่มกรดไขมันดี
ซึ่งในกลุ่มนี้ตัวที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดก็คือ DHA

เพราะเป็นไขมันสำคัญที่พบมากในสมองและจอประสาทตา
→ มีบทบาทกับพัฒนาการสมอง การมองเห็น และระบบประสาทของเด็กเล็ก

พ่อแม่ก็อยากให้ลูกฉลาด พัฒนาการดี
ก็เลยพยายามหาเสริมให้ลูกกินกัน

จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้จะเห็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง
ทั้งนมกล่อง นมผง ไข่ไก่ โยเกิร์ต ฯลฯ
มีการ “เสริม DHA” เข้าไปเพื่อใช้เป็นจุดขาย



3️⃣ เด็กต้องการ DHA เท่าไหร่? ได้จากไหนบ้าง?

👉 เด็ก

07/10/2025

** ของทอดกรอบ กับ อาการไอ ***

! ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ ควรทราบ !

>> เหตุผลที่อาหารทอดกรอบกระตุ้นอาการไอ > เสมหะเหนียวมาก ไอหนักขึ้นอีก

*** 5 ข้อ นี้ คือกลไกหลัก ที่อธิบาย อาการไอ และ อาการเจ็บป่วย***

ที่อาจรุนแรงขึ้น เมื่อกินของทอด หรือ UPFs ในช่วงป่วย

จริงๆ การกินของแบบนี้เป็นประจำ ยังส่งเสริมให้เกิดการ
อักเสบแบบต่ำๆ ในช่องปาก อันนำมาสู่ การติดเชื้อง่าย
การเปลี่ยนแปลงของ แบคทีเรียเจ้าถิ่นในช่องปาก และ
ทางเดินอาหาร

คนไข้ที่มาหาผมที่คลินิก หรือ รอดกลับไป(แบบดีๆ) จาก ICU
ที่ผมดูแล ผู้ปกครองจะได้รับการ "อบรม" หนักๆ มากเรื่องนี้
ชนิดที่ว่า "ถ้าไม่อยากเจอกันที่นี่ ก็โปรดนำไปปรับใช้กับน้อง"

ก่อนที่จะไม่มีโอกาส ได้กลับบ้านแบบดีๆ ในครั้งนี้อีกครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ กับทุกท่าน ไม่เฉพาะเด็กๆนะครับ

ด้วยความปรารถนาดี

#หมอจิรรุจน์

ลุงหมอที่มักโดนผู้ปกครองหลายท่าน แซะ
ว่า "หัวโบราณ" "ขี้กลัว" แต่ผมไม่โกรธนะครับ
ผมถึงว่า ผมได้ทำหน้าที่ ของผมแล้ว
ที่เหลือ "บุญทำ กรรมแต่ง" แล้วล่ะครับ

แชร์ได้เลยนะครับ เผื่อมีคนกำลังทุกข์เพราะเรื่องนี้
จะได้ หาทางพ้นทุกข์ จากกรณีดังกล่าวเสียที ครับ

ที่อยู่

Boeng

เบอร์โทรศัพท์

+66888921414

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านขายยา กมลฟาร์มาซี - KAMON Pharmacyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram