เต๋อหมิงคลินิก ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน จันทบุรี

เต๋อหมิงคลินิก ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน จันทบุรี ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน ในจันทบุรี

16/02/2026

1. หยุดทำร้าย "Tragus": เมื่อกระดูกอ่อนหน้าหู ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับแรงกดทับ
[n_r] เจ็บหู... ไม่ใช่เรื่องปกติ: เจาะลึกกายวิภาคศาสตร์ เมื่อหูฟังกดทับ "กระดูกอ่อน" ที่บอบบาง จนเกิดแผลกดทับระดับไมโคร (Micro-Trauma)
อาการเจ็บหูจากการใส่หูฟังนานๆ หรือที่เรียกว่า "Listener Fatigue" ทางกายภาพ มักถูกมองข้ามว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าโครงสร้างหูกำลังถูกทำร้ายครับ
👂 Anatomy of Pain (กายวิภาคแห่งความเจ็บปวด):
ใบหูของมนุษย์ โดยเฉพาะส่วน Tragus (ติ่งหน้าหู), Antitragus, และ Co**ha (แอ่งหู) มีโครงสร้างที่พิเศษมาก คือ:
Skin-to-Cartilage: ผิวหนังบริเวณนี้ "บางเฉียบ" และติดแนบไปกับกระดูกอ่อนเลย โดยแทบ "ไม่มีชั้นไขมัน" (Subcutaneous fat) มาคอยรองรับแรงกระแทกเหมือนผิวหนังส่วนอื่น
Rich Nerve Supply: บริเวณนี้มีเส้นประสาทมาเลี้ยงหนาแน่นมาก (รวมถึงแขนงของ Vagus Nerve) ทำให้ไวต่อความเจ็บปวดและการสัมผัส
🔴 The Ischemic Effect (ภาวะขาดเลือดเฉพาะจุด):
หูฟังแบบยัดหู (In-ear/Earbuds) จำเป็นต้องอาศัย "แรงดัน" (Outward Pressure) เพื่อดันตัวเองให้ฟิตพอดีกับรูหูและไม่หลุดร่วง
เมื่อคุณใส่ต่อเนื่องนาน 2-3 ชั่วโมง แรงดันนี้จะไปกดทับเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังบางๆ นั้น
ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เกิดภาวะ Ischemia (ขาดเลือดชั่วคราว)
ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ปวดตุบๆ และในระยะยาวอาจเกิด Chondrodermatitis หรือการอักเสบของผิวหนังและกระดูกอ่อน ซึ่งรักษายากและเจ็บปวดมาก
🦴 The Zygomatic Advantage (ข้อได้เปรียบของกระดูกแก้ม):
หูฟัง Open-ear (โดยเฉพาะแบบ Bone Conduction) แก้ปัญหานี้ด้วยวิศวกรรมสรีรศาสตร์ครับ
มันย้ายจุดรับน้ำหนัก (Anchor Point) จากรูหูที่บอบบาง ไปอยู่ที่ "โหนกแก้ม" (Zygomatic Arch) และ "กระดูกขมับ" (Temporal Bone) หลังใบหู
กระดูกเหล่านี้มีความหนาแน่นสูง
ผิวหนังบริเวณนี้มีความยืดหยุ่นและมีชั้นไขมันรองรับ
ไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดที่ไวต่อแรงกดเท่าในรูหู
ทำให้คุณสามารถสวมใส่ได้ตลอดทั้งวัน (All-day Comfort) โดยไม่เกิดแผลกดทับ หรืออาการล้าของใบหูเลยครับ

11/02/2026

ลดความอ้วน = นอนหลับดีขึ้นทันตาเลยค่ะ
วันนี้มาดูกันค่ะว่าเพราะอะไร

หลายคนมีปัญหาการนอน นอนหลับๆ ตื่นๆ
ตื่นมาก็ไม่สดชื่น ปรับนั่นปรับนี่ก็แล้วก็ไม่ดีขึ้น

แต่พอตัดสินใจคุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างจริงจัง
จนลดความอ้วนได้ ปรากฎว่าหลับดีขึ้นมากเลยค่ะ


เพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น? ก็ต้องมาคุยกันก่อนค่ะว่า
ทำไมอ้วนแล้วนอนแย่ลง

1️⃣ ไขมันคอด้านหน้ามากขึ้น
→ พอนอนหงาย
→ น้ำหนักไขมันกดทับทางเดินหายใจส่วนบน
→ ช่องอากาศแคบ
→ อากาศเข้าได้น้อยลง

ผลคือ
นอนเหมือนหลับ แต่สมองต้องคอยตื่นมาช่วยหายใจ
หลับไม่ลึกค่ะ



2️⃣ ไขมันแทรกในเนื้อเยื่อลิ้นมากขึ้น
→ ลิ้นใหญ่และหนักขึ้น
→ พอนอนหงาย
→ ลิ้นตกไปด้านหลัง
→ อุดทางเดินหายใจได้ง่าย

ตรงนี้แหละค่ะ
ที่ทำให้หลายคนกรน
หรือมีช่วงหยุดหายใจโดยไม่รู้ตัว



3️⃣ ไขมันในช่องท้องมาก (VAT)
→ ความดันในช่องท้องสูงขึ้น
→ เวลาหายใจ กะบังลมต้องหดลง แต่ถูกดันไว้
→ ตอนนอนราบ แรงโน้มถ่วงก็ไม่ช่วย
→ ปอดขยายตัวได้น้อยลง

พูดง่ายๆ คือ
หายใจแต่ละครั้ง “เหนื่อยกว่าที่ควรจะเป็น” ค่ะ



4️⃣ เกิดช่วงหายใจเฮือก กระตุ้นให้ไตขับน้ำ

ช่วงที่ทางเดินหายใจส่วนบนตีบมากๆ
สมองจะพยายามกระตุ้นหายใจรุนแรง
→ ความดันในอกเปลี่ยนฉับพลัน
→ กระชากหัวใจให้ยืดขึ้นทันที
→ หัวใจเข้าใจผิดว่าเลือดไหลเข้ามาเยอะ
(เพราะเวลาเลือดเข้ามาเยอะก็ยืดหัวใจเหมือนกัน)
→ เลยหลั่งฮอร์โมนขับปัสสาวะ (ANP/BNP)
→ ไตถูกสั่งให้ขับปัสสาวะมากขึ้น

ผลคือ
👉 ตื่นมาปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น
ใครเป็นอยู่ ไม่ต้องตกใจนะคะ ไม่ได้คิดไปเองค่ะ



✨ ดังนั้นลดความอ้วนก็แก้ทุกอย่างเลยค่ะ

เมื่อน้ำหนักลดลง
→ ไขมันคอและลิ้นลด
→ ทางเดินหายใจกว้างขึ้น

→ ไขมันในช่องท้องลด
→ กะบังลมขยับได้ดีขึ้น
→ ปอดขยายตัวได้มากขึ้น

ไม่มีหายใจเฮือก ไม่ต้องเจอฮอร์โมนขับปัสสาวะ



🩺 ถ้ามีอาการนอนกรน
หรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
แนะนำให้ตรวจ sleep test นะคะ
เพื่อดูว่ารุนแรงระดับไหน จะได้รักษาให้ตรงจุด

เพราะนอนกรนไม่ใช่แค่เสียงดัง
แต่มันกระทบหัวใจ สมอง และหลอดเลือดในระยะยาวค่ะ

และอย่าลืมว่า
นอนกรนไม่ได้เกิดจากอ้วนอย่างเดียว
ยังอาจมาจากโครงหน้า
ต่อมทอนซิล หรือโครงสร้างทางเดินหายใจด้วย



สรุป

การลดความอ้วน
ไม่ใช่แค่ทำให้เสื้อผ้าใส่สวยขึ้น
แต่คือการ
👉 คืนทางเดินหายใจ
👉 คืนการขยับของปอด
👉 คืนการนอนที่สมองได้พักจริงๆ

นอนดีขึ้น = สุขภาพดีขึ้นหลายระบบพร้อมกันค่ะ
ค่อยๆ เริ่มนะคะ ไม่ต้องรีบ แต่เริ่มแล้วไม่เสียใจแน่นอน 🤍”

04/02/2026

🍺 หลายคนมักจะคิดว่าเบียร์เบากว่าเหล้าเสมอ
เพราะ %แอลกอฮอล์น้อยกว่า
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เบียร์เหนือกว่าสุดๆ คือ
การเพิ่มยูริก ค่ะ


🧬 เหตุผลเพราะว่าขั้นตอนการผลิตเบียร์ “สร้างพิวรีนเยอะ”
ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยูริก

เพราะยีสต์ + พืชที่เป็นสารตั้งต้นที่ใช้หมัก
เป็นแหล่งพิวรีนทั้งนั้นเลย

ระหว่างที่ยีสต์แบ่งตัว
จะมีสารกลุ่มพิวรีนและอนุพันธ์
รั่วออกมาปะปนอยู่ในของเหลว
ทำให้สุดท้ายแล้ว
เบียร์มีพิวรีนค้างอยู่มาก

ในขณะที่แอลกอฮอล์ชนิดอื่นมีน้อยกว่ามาก เช่น
▪️ บางชนิดใช้สารตั้งต้นที่มีพิวรีนต่ำ (เช่น องุ่น)
▪️ บางชนิดมีขั้นตอน “กลั่น”
ซึ่งทิ้งของเหลวที่ไม่ระเหยไป
และ พิวรีนจะออกไปด้วย

พิวรีนที่อัดเข้ามาเยอะๆ
สามารถถูกสลายต่อ
จนกลายเป็น ยูริกในที่สุด

แถมด้วยความที่เบียร์มี %แอลกอฮอล์ต่ำ
จึงมีโอกาสรับในปริมาณมากได้บ่อย
เพราะดื่มได้เยอะ
ทั้งที่ยังไม่ค่อยเมาเลย


⚙️ ไม่เพียงเท่านั้น แอลกอฮอล์เองก็เพิ่มยูริกทางอ้อม
✔️ ให้พลังงานแก่ตับในรูป NADH
→ กระตุ้นการสร้าง lactate
→ lactate แย่งการขับออกทางไตกับยูริก
→ ยูริกคั่งง่ายขึ้น

✔️ เร่งการสลายพิวรีน
ให้เปลี่ยนเป็นยูริกได้เร็วขึ้น

✔️ การดื่มถี่/ดื่มเยอะ
กดการหลั่ง ADH
→ ขับน้ำออกมาก
→ ร่างกายขาดน้ำ
→ ยูริกในเลือดและในข้อเข้มข้นขึ้น
→ กระตุ้นการตกผลึก



ดังนั้น เบียร์จึงเป็นเครื่องดื่มอันดับหนึ่งที่คนเป็นเกาต์ควรเลี่ยง
แต่ในคนที่ยังไม่เป็นเกาต์
หรือยังไม่ได้มียูริกสูง
ก็ใช่ว่าดื่มเบียร์แล้วจะเป็นทุกคน

เพราะยูริกสูง
เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน
และคนหนึ่งมักจะมีมากกว่าหนึ่งข้อค่ะ



1️⃣ พันธุกรรม
บางคนมีพันธุกรรมที่ทำให้ขับยูริกทางไตได้ช้ากว่าคนอื่น
เช่นยีน ABCG2

2️⃣ การกิน
นอกจากสุราแล้ว
น้ำตาลเข้มข้นสูง โดยเฉพาะฟรุกโตสจากน้ำเชื่อม
จะเร่งการสลาย ATP
→ เพิ่มการสร้างพิวรีน
รวมถึงอาหารพิวรีนสูงชนิดอื่นๆ

3️⃣ โรคประจำตัว
โดยเฉพาะอ้วนและดื้ออินซูลิน
ทั้งเพิ่มการสร้างยูริก
และลดการขับยูริกทางไต

4️⃣ แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล
ปกติแบคทีเรียบางชนิด
ช่วยสร้างสารที่เอื้อต่อการขับยูริก
แต่ถ้าเสียสมดุล
จากไฟเบอร์ต่ำ ใช้ยาปฏิชีวนะบ่อย หรือมีโรคเรื้อรังมาก
กลไกช่วยเหลือนี้จะหายไป



เบียร์จึงไม่ใช่แค่เสี่ยงเกาต์อย่างเดียว
ความที่มันเมาช้า
ทำให้รับปริมาณรวมได้สูง
ซึ่งไม่ต่างจากเหล้าเลยในแง่ความเสี่ยงโรคอื่น

แต่ถ้าเอาให้ดีที่สุด
งดสุราไปเลย
เซฟแทบทุกอย่างจริงๆ ค่ะ 🍃

01/02/2026

ชาย 52 ปี ขณะเดินไปหยิบเค้กเตรียมจะเซอไพรส์วันเกิดลูก จู่ๆ โงนเงน ภรรยาได้รีบวิ่งเข้ามา แต่ไม่ทัน สามีล้มลงกับพื้น เหมือนจะยังตอบสนองได้ แต่ปากเริ่มเบี้ยว

จึงรีบพาส่ง รพ. หลังจากแพทย์ประเมินอย่างรวดเร็ว ทราบแน่นอนว่าน่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง จึงรีบส่ง CT scan สมองแล้วพบดังภาพ

ใช่ค่ะ เลือดออกในสมอง (Hemorrhagic stroke)

ซึ่งเดิมแกมีความดันสูงมา 10 กว่าปีแล้ว กินยาบ้าง ไม่กินยาบ้าง ไม่ได้เปรียบเปลี่ยนพฤติกรรมเลย ยังกินปกติ ไม่ออกกำลังกาย เพราะงานประจำทำค่อนข้างหนัก กลับมาก็ค่ำแล้ว ล่าสุดขาดนัดไปหลายเดือน


นี่คือฝันร้ายของความดันสูง ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

เพราะความดันเลือดที่สูงอย่างเรื้อรัง เหมือนเอามีดมาเฉือนผนังหลอดเลือดทุกวินาที ซึ่งข่าวดีคือหลอดเลือดของเราเก่ง มันสู้สุดหัวใจ แต่เจ้าของร่างนั้น ไม่มีทางรู้ตัว ยังคงใช้ชีวิตตามปกติไป

วันเวลาผ่านไป ผนังหลอดเลือดที่โดนโจมตีตลอดเวลา เริ่มรับมือไม่ไหว สะสมความเสียหายเรื่อย ๆ จนเซลล์เริ่มทยอยตๅย

โดยเฉพาะหลอดเลือดบางจุดในสมอง ที่มีการวางตัวที่เสี่ยง สร้างแรงเฉือนได้มากกว่าปกติ เช่น เบซัลแกงเกลีย, ทาลามัส, ก้านสมอง, หรือสมองซีรีเบลลัม


💥 ผนังที่อ่อนแอ จะเริ่มโป่งพองเป็น ‘กระเปาะเล็ก ๆ’ เรียกว่า
Charcot–Bouchard aneurysm

แล้วจุดนี้ จะคือ ‘ระlบิดเวลา’ ในอนาคต
เพราะมันแตกได้ง่ายมาก แม้จะมีขนาดเล็กไม่กี่มิล


🩸 วันดีคืนดี จุดที่โป่งพองถึงขีดจำกัด ฉีกขาดเลือด เลือดทะลักเข้าเนื้อสมองแบบทันทีทันใด กดเบียดเนื้อสมองจนบี้ เกิดอาการอย่างเฉียบพลันขึ้นกับว่าโดนส่วนไหน: อ่อนแรงครึ่งซีก, ชาครึ่งซีก, ปากเบี้ยว, บ้านหมุนรุนแรง, กลืนไม่ได้ ฯลฯ


☠️ หายนะไม่ได้จบแค่นั้น

สมองอยู่ในกะโหลกที่ขยายไม่ได้แล้ว การมีก้อนเลือดขนาดมหึมาจะกดเบียดสมอง จนสมองบางส่วน ‘แล่บ’ ออกไปกดเบียดส่วนอื่น เรียกภาวะนี้ว่า brain herniation

จุดที่อันตรายที่สุดคือ ถ้าสมองมันแล่บแถว ๆ ก้านสมองส่วนล่างสุด มีสิทธิ์กดเบียดก้านสมองที่ควบคุมหัวใจ/การหายใจ เสียชีวิตทันทีได้ค่ะ


🛡️ ปรับชีวิตตั้งแต่วันนี้ค่ะ:

✅ คุมอาหาร อย่ากินพลังงานเกิน
✅ จำกัดโซเดียมไม่ควรกินเยอะเกิน
✅ ลดน้ำหนักในกรณีอ้วน
✅ เพิ่มไฟเบอร์ช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
แม้ขณะออกจะมีความดันเพิ่มเล็กน้อย แต่หลังออกสามารถลดความดันได้ ซึ่งตามคำแนะนำของ WHO การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ต้องทำ (Class recommendation IA) และทำได้มั้งความดันสูงทั้งระดับ 1 และ 2 เลย ยกเว้นในรายที่สูงอย่างควบคุมไม่ได้ หรือเริ่มมีอาการ
✅ กรณีออกกำลังแบบเสริมแรง เช่น ยกเวท ควรฝึกแบบไม่กลั้นหายใจ เพราะการกลั้นทำให้ช่วงกลั้นจะเผลอสร้างแรงดัน ทำให้หลังผ่อนแรง ความดันจะพุ่งได้
✅ นอนหลับให้พอ 6–9 ชม./คืน
😴 ถ้ามีอาการกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ ต้องรีบแก้ เพราะเพิ่มความดันได้
✅ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ หากต้องกินยาแล้ว ต้องกินสม่ำเสมอ จนกว่าหมอจะปรับลดค่ะ


⏳ ป้องกันก่อนเกิดเหตุค่ะ
เพราะเวลาเกิดขึ้น มันดำเนินเร็วมาก
จนคนรอบตัวที่รักเราปรับตัวไม่ทันจริงๆ นะ

ปล. ภาพประกอบไม่ได้มาจากเคสนี้

31/01/2026

ย้อนกลับไปในยุคสมัยที่จีนกำลังวุ่นวายด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรม นักวิทยาศาสตร์หญิงชื่อว่า Tu Youyou ได้เข้าร่วมภารกิจลับเพื่อค้นหาวิธีการรักษาโรคมาลาเรีย ซึ่งภารกิจนี้ไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตผู้คนนับล้านคน แต่ยังทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์อีกด้วย
เรื่องราวเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1967 เมื่อประธานเหมาเจ๋อตุง (Mao Zedong) จัดตั้งโปรเจกต์ 523 ขึ้นมาอย่างลับๆ เป้าหมายคือช่วยเหลือทหารคอมมิวนิสต์ที่สู้รบในป่าซึ่งเต็มไปด้วยยุง ในเวลานั้นทหารเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียมากกว่ากระสุนปืน และปัญหาก็เริ่มรุนแรงขึ้นเพราะยาที่ใช้รักษามาลาเรียเริ่มเอาไม่อยู่ เนื่องจากเชื้อเริ่มดื้อยา จึงต้องเร่งหายาใหม่อย่างเร็วที่สุด
Tu Youyou นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมในโครงการนี้ เล่าว่าเราจำเป็นต้องมียารักษามาลาเรียรูปแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อสู้กับปัญหาเชื้อดื้อยา ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เขาตอบรับทำภารกิจทันที
ซึ่งเธอได้เริ่มต้นภารกิจด้วยการไปศึกษาภูมิปัญญาดั้งเดิมของจีน เธอทุ่มเทศึกษาตำราแพทย์โบราณและคู่มือการใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้านอย่างละเอียด พร้อมเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศเพื่อรวบรวมเบาะแสต่างๆ จนสามารถรวบรวมตำรับยาได้ถึง 2,000 ตำรับ จากนั้นได้นำตำรับยาทั้งหมดมาคัดกรองเหลือเพียง 380 ตำรับ และนำสารสกัดจากสมุนไพรแต่ละชนิดไปทดสอบประสิทธิภาพกับหนูทดลองที่ติดเชื้อมาลาเรีย
และได้พบสารชนิดหนึ่งที่ช่วยลดเชื้อมาลาเรียในเลือดของหนู สารนี้มาจากต้น ชิงเฮา หรือที่เรียกว่า โกฐจุฬาลัมพา โดยในตำราแพทย์จีนที่บันทึกไว้เมื่อกว่า 1,600 ปีก่อน แนะนำให้ใช้พืชชนิดนี้โดยการดื่มแบบคั้นสด ๆ ซึ่งการค้นพบนี้นำไปสู่การพัฒนายา อาร์ทีมิซินิน (Artemisinin) ซึ่งกลายเป็นอาวุธที่ดีที่สุดของมนุษยชาติในการต่อสู้กับโรคมาลาเรียที่คร่าชีวิตผู้คนราว 450,000 คนต่อปี

30/01/2026

ฝังเข็มกับการฟื้นฟูระบบประสาทและภาวะกลืนลำบากหลัง Stroke

สรุปประเด็นสำคัญจากงานวิจัยล่าสุด

ทำไมการฝังเข็มถึงน่าสนใจ?

WHO รับรองการฝังเข็มในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
ช่วยฟื้นฟูอัมพฤกษ์ กล้ามเนื้อเกร็ง ภาวะกลืนลำบาก การรับรู้ และอารมณ์
เป้าหมายหลักคือ “คืนคุณภาพชีวิต ลดภาระครอบครัวและสังคม”

- Post-Stroke Dysphagia (PSD)
วิเคราะห์ข้อมูลหลายงานวิจัยพบว่า การฝังเข็มให้ผลดีที่สุด
▸ ฟังก์ชันการกลืน ↑ 99%
▸ การรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน ↑ 88.4%
เหนือกว่าการฝึกกลืนแบบทั่วไปและการกระตุ้นไฟฟ้า

- จุดฝังเข็มที่ใช้บ่อย
RN23 (Lianquan) ร่วมกับ GB20, Jinjin, Yuye, SJ17
→ ช่วยกระตุ้นเส้นลมปราณ เสริมการทำงานของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืน
เทคนิคที่ใช้ได้แก่ Manual Acupuncture, Electroacupuncture และ Scalp Acupuncture

- กลไกการออกฤทธิ์
กระตุ้นการปรับตัวของสมอง (Neuroplasticity)
เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว
เพิ่มแรงและการทำงานของกล้ามเนื้อกลืน

- เมื่อเทียบกับวิธีอื่น
ประสิทธิภาพสูงสุด: ฝังเข็ม
ทางเลือกเสริมที่แนะนำ: CTAR และ Shaker exercise
CTAR เด่นเรื่องต้นทุนต่ำ ทำได้ง่าย เหมาะใช้ควบคู่ในคลินิก

- ความปลอดภัย
ปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงมักเล็กน้อยและชั่วคราว
ยังต้องการงานวิจัยคุณภาพสูงเพิ่มเติม เพื่อกำหนด Protocol และ Dose ที่ชัดเจน

- สรุป: การฝังเข็มเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูการกลืนหลัง Stroke เมื่อทำร่วมกับการฝึกกลืนอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์ให้ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

29/01/2026

พฤติกรรม "ก้มหน้าเล่นมือถือ" (Text Neck) ทำร้ายกระดูกคอเท่ากับแบกข้าวสาร 1 ถัง จริงเหรอ?

"แค่ก้มหน้าตอบไลน์... ทำไมปวดคอเหมือนไปแบกหินมา?"ชวนพิสูจน์ความจริง: ก้มหน้าเล่นมือถือ 1 ครั้ง = แบกข้าวสารไว้บนคอ 1 ถัง จริงเหรอ?
---

# # # วันก่อนหมอได้ตรวจ "น้องวิน" (นามสมมติ) อายุแค่ 22 ปี เป็นโปรแกรมเมอร์และชอบเล่นเกมมือถือ น้องวินเดินเข้ามาด้วยอาการปวดต้นคอร้าวขึ้นขมับ กินยาพาราฯ ก็ไม่หาย
พอหมอจับคอดู กล้ามเนื้อบ่าแข็งโป๊กเหมือนหิน พอส่งไป X-ray ผลออกมาน่าตกใจครับ...
"กระดูกคอตรงแด่ว" (Loss of Lordosis)
ปกติกระดูกคอคนเราต้องโค้งเป็นรูปตัว C เพื่อรับน้ำหนัก แต่น้องวินกระดูกยืดตรงเหมือนทหารยืนตรงเคารพธงชาติ ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ "กระดูกคอเสื่อม"

น้องวินถามหมอตาโตว่า "โหหมอ... ผมเพิ่ง 22 เองนะ กระดูกเสื่อมแล้วเหรอ? ผมก็แค่นั่งเล่นมือถือ ไม่ได้ไปแบกปูนที่ไหนสักหน่อย"

หมอเลยหยิบถุงทรายน้ำหนัก 20 กิโลฯ มาให้น้องวินลองถือ แล้วบอกว่า "เชื่อไหมครับ ว่าทุกครั้งที่คุณวินก้มหน้าเล่นเกม คอของคุณวินต้องรับน้ำหนักเท่ากับถุงทรายนี้... ตลอดเวลา!"

ความจริงที่หมออยากบอก: องศาเปลี่ยน... น้ำหนักเปลี่ยน!
---

# # # แต่ความน่ากลัวมันอยู่ที่ "แรงโน้มถ่วง + คานงัด" ครับ
ยิ่งเราก้มหัวยื่นออกไปข้างหน้ามากเท่าไหร่ กล้ามเนื้อคอต้องออกแรง "ดึง" ไว้ไม่ให้หัวทิ่มลงพื้นมากเท่านั้น

สูตรคำนวณความเจ็บปวด (จากงานวิจัย):

ก้ม 0 องศา (หน้าตรง): คอแบกน้ำหนัก 5 กิโลกรัม (ชิลๆ)

ก้ม 15 องศา: น้ำหนักเพิ่มเป็น 12 กิโลกรัม

- ก้ม 30 องศา: น้ำหนักเพิ่มเป็น 18 กิโลกรัม
- ก้ม 60 องศา (ท่าเล่นมือถือปกติ): น้ำหนักพุ่งไปถึง 27 กิโลกรัม!!
- 27 กิโลกรัม หนักแค่ไหน?
ลองนึกภาพ "ข้าวสารถุงใหญ่ 2 ถัง" (ถังละ 15 โล) หรือ "เด็ก 8 ขวบ" มาขี่คอคุณอยู่ตลอดเวลาที่คุณไถฟีด Facebook... นั่นแหละครับ คือสิ่งที่กระดูกคอคุณกำลังเผชิญ!
- ภาวะนี้วงการแพทย์เรามีชื่อเรียกเฉพาะว่า "Text Neck Syndrome" ครับ

จะเกิดอะไรขึ้น... ถ้าเราแบกข้าวสารไว้ที่คอทุกวัน?

ร่างกายคนเราทนทานก็จริงครับ แต่ถ้าโดนกระทำซ้ำๆ ทุกวัน วันละหลายชั่วโมง มันก็จะพังทลายลงตามลำดับดังนี้:
---

# # # กล้ามเนื้อคอและบ่า ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเพื่อดึงหัวหนัก 27 โลฯ เอาไว้

อาการ: ปวดเมื่อย บ่าแข็งเป็นก้อน กดแล้วเจ็บจี๊ด นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย (เพราะพอนวดเสร็จ ก็กลับไปก้มต่อ)

# # # ระยะที่ 2: โครงสร้างเปลี่ยน (Structure Change)

เมื่อก้มนานๆ ร่างกายจะปรับตัว เอ็นยึดกระดูกจะยืดออก หมอนรองกระดูกด้านหน้าถูกบีบอัด

- อาการ: กระดูกคอที่เคยโค้งสวยๆ จะเริ่ม "ยืดตรง" (Military Neck) ทำให้ความสามารถในการรับแรงกระแทกลดลง เริ่มมีอาการปวดหัว ไมเกรน หรือปวดกระบอกตา

# # # ระยะที่ 3: กระดูกเสื่อมและทับเส้น (Degeneration)

นี่คือระยะสุดท้ายที่ไม่อยากให้ใครไปถึง เมื่อหมอนรองกระดูกรับแรงอัดไม่ไหว มันจะเริ่ม "ปลิ้น" หรือร่างกายสร้าง "หินปูน" (Bone Spur) ขึ้นมาช่วยพยุง

- อาการ: หินปูนหรือหมอนรองกระดูก ไปเบียดเส้นประสาท ทำให้มีอาการ "ไฟช็อตลงแขน" มือชา อ่อนแรง หรือหยิบจับของไม่ถนัด

# # # ทางรอด: เล่นมือถือยังไง ให้คอไม่พัง?

หมอเข้าใจครับว่าเราเลิกเล่นมือถือไม่ได้ (หมอเองก็ต้องใช้ทำงาน) แต่เรา "เปลี่ยนท่า" ได้ครับ

- 1. กฎเหล็ก: "มือถือต้องอยู่ระดับสายตา" (Eye Level)
---

# # # ให้ทำ: ยกมือถือขึ้นมาให้หน้าจออยู่ตรงกับระดับสายตา หรือต่ำกว่าเล็กน้อย แต่อย่าให้คอก้มเกิน 10-15 องศา

ถ้าเมื่อยแขน ให้ใช้มืออีกข้างมาช่วยประคองศอก หรือวางศอกบนโต๊ะ/หมอน

# # # 2. คืนความโค้งให้คอด้วยท่า "เก็บคาง" (Chin Tuck)

- ท่านี้ทำง่ายและดีมากครับ ช่วยแก้คอยื่น
- นั่งตัวตรง ตามองตรง
- ใช้นิ้วชี้จิ้มที่คาง

# # # ออกแรงดันคาง "ถอยหลัง" ในแนวระนาบ (ทำหน้าเหมือนเหม็นเบื่อ หรือทำคอสองชั้น)

จะรู้สึกตึงที่ท้ายทอย ค้างไว้ 5 วินาที ทำบ่อยๆ ทุกครั้งที่นึกได้

- 3. กฎ 20-20-20
- เล่นมือถือ 20 นาที
- พักสายตาและคอ 20 วินาที
- มองออกไปไกลๆ 20 ฟุต

# # # การพักสั้นๆ ช่วยรีเซ็ตแรงดันในหมอนรองกระดูกได้มหาศาลครับ

- บทสรุป: อย่ารอให้กระดูกเตือนด้วยความเจ็บ
- กระดูกคอเป็นอวัยวะที่บอบบางและเปลี่ยนอะไหล่ยากนะครับ
วันนี้... ลองสังเกตตัวเองดูสิครับ ว่าตอนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ "คุณกำลังก้มหน้าอยู่หรือเปล่า?"
ถ้าใช่... "เงยหน้าขึ้น" แล้วยกมือถือขึ้นมาอ่านต่อในระดับสายตานะครับ
แค่ขยับนิดเดียว... คอของคุณจะขอบคุณคุณไปอีกนานครับ
- บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: โทร 081-5303666
- #สังคมก้มหน้า #ปวดคอ #กระดูกคอเสื่อม #ออฟฟิศซินโดรม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปรับบุคลิกภาพ #ท่ายืดคอ
---

# # # Hansraj KK. Assessment of stresses in the cervical spine caused by posture and position of the head. Surg Technol Int. 2014;25:277-279.

(สรุป: งานวิจัยต้นฉบับที่มีชื่อเสียงระดับโลก ผู้คำนวณแรงกดทับที่กระดูกคอในองศาต่างๆ ของการก้มหน้า พบว่าที่ 60 องศา แรงกดสูงถึง 60 ปอนด์ หรือประมาณ 27 กก.)

Neupane S, et al. Text Neck Syndrome - Systemic review. Imperial Journal of Interdisciplinary Research. 2017.

(สรุป: การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับกลุ่มอาการ Text Neck รวบรวมอาการ สาเหตุ และผลกระทบต่อระบบกล้ามเนื้อและกระดูกในระยะยาว)
---
---

# # # Toh SH, et al. The associations of mobile touch screen device use with musculoskeletal symptoms and exposures: A systematic review. PLoS One. 2017.

1. (สรุป: งานวิจัยยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างท่าทางการใช้จอสัมผัสกับอาการปวดกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอและไหล่)
- Harvard Health Publishing. How to soothe a sore neck.

1. (สรุป: คำแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการยืดเหยียด เพื่อบรรเทาอาการปวดคอจากการใช้ชีวิตประจำวัน)

28/01/2026

PM 2.5 ทำลายสมองเด็ก

ตื่นมาตอนเช้าเห็น pm2.5 เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจแล้วก็มีความเป็นห่วงเด็กที่มักมักจะไปใช้ชีวิตข้างนอก เด็กที่เป็นอนาคตของชาติ โดยหลายหลายคนไม่รู้ ว่าฝุ่นมันทำลายสมองเด็ก

เมื่อหายใจเข้าฝุ่น m 2.5  จะผ่านเข้าไปบริเวณของสมองโดยตรงผ่านสมองที่เกี่ยวกับการดมกินทำให้มีผลต่อสมองกลีบต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งความหนาแน่นเซลล์สมองและเกิดการอักเสบ

ทำไม PM₂.₅ จึงอันตรายต่อสมองเด็ก

สมองเด็กเป็นอวัยวะที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนา การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทและเส้นใยสมอง (white matter) กำลังถูกสร้างและปรับแต่งอย่างต่อเนื่อง การรบกวนจากสิ่งแวดล้อม pm 2.5 กำชัง ฆ่าอนาคตชาติ

การศึกษาขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการ Adolescent Brain and Cognitive Development (ABCD) Study ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัส PM₂.₅ เฉลี่ยรายปีจากที่อยู่อาศัย กับโครงสร้างสมองของเด็กอายุ 9–10 ปี จำนวนกว่า 7,600 คน

นักวิจัยใช้เทคนิคถ่ายภาพสมองขั้นสูง (diffusion MRI) เพื่อประเมินสุขภาพของ white matter ซึ่งเป็นเส้นใยสมองที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมองส่วนต่าง ๆ

งานวิจัยพบว่า เด็กที่สัมผัส PM₂.₅ ในระดับสูง มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง white matter ในสมองบางเส้นใยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเส้นใยที่เกี่ยวข้องกับ
อารมณ์
ความจำ
การควบคุมความคิดและพฤติกรรม

เช่น cingulum, uncinate fasciculus และ fornix
เด็กจะ ปัญญาด้อยลง อารมณ์แย่ นี่คือ อนาคตของชาติ

นอกจากนี้ เมื่อระดับ PM₂.₅ เพิ่มจากประมาณ 8 เป็น 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดระดับเล็ก ของ white matter เพิ่มขึ้นประมาณ 1–2% ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างในองค์ประกอบภายในเนื้อสมองที่ผิดปกติ

การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่าอย่างไร

แม้เด็กกลุ่มนี้จะยังไม่แสดงปัญหาทางสติปัญญาอย่างชัดเจน แต่การเปลี่ยนแปลงของ white matter อาจเป็น

“สัญญาณเตือนล่วงหน้า”
ของความเสี่ยงต่อปัญหาด้านการเรียนรู้ อารมณ์ หรือพฤติกรรมในอนาคต

กลไกที่เป็นไปได้ ได้แก่ การอักเสบของสมอง ความเครียดออกซิเดชัน และการรบกวนการทำงานของเซลล์ประสาทจากสารพิษในฝุ่น

นัยสำคัญต่อสังคมและนโยบาย

สิ่งที่น่ากังวลคือ ระดับ PM₂.₅ ที่พบผลกระทบในงานวิจัยนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในหลายประเทศ ซึ่งหมายความว่า

“ระดับฝุ่นที่ถือว่าปลอดภัย อาจยังไม่ปลอดภัยต่อสมองเด็ก”

นี่ยังไม่ต้องพูดถึง ระดับ pm 2.5 ที่สีม่วง ในกทม ตอนนี้ นะ อันนี้ ยิ่งไปกันใหญ่

มือเผา มันมีลูกหรือเปล่าวะ หรือ ตัวมันก็สูดฝุ่นมาแต่เด็กจนสมองโง่ลง

- อจ สุรัตน์
วิจัย ใต้โพส

10/10/2025

👣 เท้าเอยเท้าเก เท้าผิดรูป
อย่าปล่อยให้โรคสู่ลูบจนล้ำลึก
ดูแลไว้ก่อนพาใจให้ตรึกตรึก
สุขภาพดีตราบนานนิรันดร์เอย

📢 ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ
“นิ้วเท้าเก เท้าผิดรูป สัญญาณเตือนที่หลายคนมองข้าม”
พบกับ 👨‍⚕️ นพ.ชาคร ริมชลา ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ อนุสาขาเท้าและกระดูกข้อเท้า
🗓 วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568
🕘เวลา 09.00 – 12.00 น.
📍 บริเวณชั้น 1 อาคาร B โรงพยาบาลสิริเวช จันทบุรี
✨สิ่งที่คุณจะได้จากงานนี้
✅ความรู้เรื่องปัญหาเท้าและการรักษาที่ถูกต้อง
✅คำแนะนำตรงจากแพทย์ผู้ชำนาญการ
✅ถามตอบข้อสงสัยเรื่องสุขภาพเท้า
🎯ลงทะเบียนสำรองที่นั่ง 👉 https://url.in.th/SmXfS
(ฟรี❗️ไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัด)
💙มาร่วมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับ “สุขภาพเท้า” ไปด้วยกัน
เพราะ ทุกก้าวที่มั่นคง คือคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

08/10/2025

ที่อยู่

31 ถ. แผ่นดินทอง ต. ตลาด อ. เมือง
Chanthaburi

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 10:00 - 11:00

เบอร์โทรศัพท์

+66619532565

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เต๋อหมิงคลินิก ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน จันทบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง เต๋อหมิงคลินิก ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน จันทบุรี:

แชร์