nananatte อ่าน เขียน เรียนรู้ ลงมือ แล้วเติบโตไปด้วยกัน😄📚🌿

กลิ่นน้ำอบกับดอกมะลิเย็นชื่นใจไปทั่วบ้าน หลังสรงน้ำพระเสร็จ เราก็พาคุณฟิกเกอร์ของตัวเองไปอาบน้ำ จากนั้น ก็กลับมานั่งทำวิ...
16/04/2026

กลิ่นน้ำอบกับดอกมะลิเย็นชื่นใจไปทั่วบ้าน หลังสรงน้ำพระเสร็จ เราก็พาคุณฟิกเกอร์ของตัวเองไปอาบน้ำ จากนั้น ก็กลับมานั่งทำวิดิโอต่อเพื่อตอบคำถามคุณนักเรียนคอร์ส Focus Fix ค่ะ พอมีนักเรียนเป็นของตัวเอง ก็เลยทำให้เรากลายเป็นคุณครูไปแล้วล่ะ

จะว่าไปแล้วคุณนักเรียนคอร์สนี้เป็นคนที่น่าทึ่งมากเลยค่ะ เพราะพวกเขาสามารถเรียนกับวิดีโอได้ต่อเนื่อง แถมยังทำแบบฝึกหัดทั้งหมดได้ด้วย ...โดยที่พวกเขาคือผู้ใหญ่วัยทำงานนะ แต่ละคนมีภาระหน้าที่ ทั้งงานประจำ ธุระทางบ้าน

ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยวหน้าร้อน ออกทริปกันทั้งในและนอกประเทศ งานหนังสือก็ต้องไป ราคาน้ำมันก็ต้องตาม มีทั้งคนที่รีโนเวตบ้านแล้วปวดหัวกับค่าวัสดุก่อสร้าง กับคนที่ปวดหัวที่ข้างบ้านรีโนเวตบ้านเสียงดังจนจะบ้าตาย
..แต่ทุกคนก็ยังสละเวลามานั่งเรียนและทำแบบฝึกหัดของ Focus Fix ได้

นับถือใจคุณๆ เค้าจริงๆ ค่ะ

เพราะถ้าสลับกัน ให้เราไปนั่งเรียน ณัฐก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองจะสามารถเรียนได้อย่างสม่ำเสมอเท่ากับคุณนักเรียนของตัวเองหรือเปล่า ^^;;;

ตัวเราเองก็สมัครคอร์สวิดีโอมาเยอะ และก็ดองคอร์สมามาก การได้เห็นสถิติหลังบ้านว่านักเรียนคนไหนเรียนกันไปถึงไหนแล้ว ก็ว้าวววววสุดๆ เก่งชะมัดเลยที่เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยได้แบบนี้

ขอเมาท์นักเรียนตัวเองเถอะค่ะ!
มีคนปิดโปรเจกต์ไปด้วย เรียนคอร์สดิฉันไปด้วยได้ค่ะ! ทำไปด้ายยยย เทพชะมัดอ่ะ!

--

เราเคยสอนภาษาอังกฤษพาร์ทไทม์ให้เด็กมัธยมมาก่อน แต่การสอนเด็กกับสอนผู้ใหญ่มันต่างกัน

นักเรียนที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคนโตแล้ว มีความคิด ความเชื่อ ประสบการณ์ชีวิต และมีความรับผิดชอบที่หลากหลาย ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ยังไงการเรียนก็ไม่สามารถเป็น 'ความสำคัญลำดับหนึ่ง' สำหรับพวกเขาได้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เพราะ 'เป็นผู้ใหญ่แล้ว' นี่แหล่ะที่ทำให้พวกเขาเลือกมาเรียนด้วยความเต็มใจ สมัครใจจ่ายเงินมาเรียนเอง ไม่ได้ถูกพ่อแม่บังคับให้ทนเรียนสิ่งที่ไม่ชอบ บรรยากาศการเรียน Focus Fix ก็เลยเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างแท้จริง

ตัวเราในฐานะคุณครูมือใหม่...
พอเจอบรรยากาศแบบนี้เข้าไป ก็เลยต้องเรียนรู้และให้เกียรติคุณนักเรียนของตัวเองในฐานะ 'ผู้ใหญ่คนหนึ่ง' ไปพร้อมๆ กันค่ะ

--

ความสนุกของการเป็นคุณครู อย่างหนึ่งคือการได้เห็นความหลากหลายของนักเรียนค่ะ

ไม่ใช่แค่เรื่องของถิ่นที่อยู่ อาชีพ หรือช่วงอายุ (ปัจจัยพวกนี้มันหลากหลายอยู่แล้ว)
แต่เป็นในแง่ของมุมมองและรสนิยมที่ต่างกัน

นักเรียนคนหนึ่งอาจประเมินว่าแบบฝึกหัดง่ายมาก (คะแนนความยาก 1/10)
ในขณะที่อีกคนบอกว่ายากระดับ 7/10

บางแบบฝึกหัดที่ทำให้คนๆ หนึ่งอยากถอดใจเลิกทำบัดเดี๋ยวนี้!
กลับกลายเป็นแบบฝึกหัดสุดโปรดของคุณนักเรียนอีกคนหนึ่ง

ในขณะที่บางคนเรียนไปแบบชิลล์สุด
แต่อีกคนเข้าหาแบบฝึกหัดเดียวกันด้วยความซีเรียสมาก!?

--

มีคำสอนหนึ่งที่ณัฐชอบมากเลยก็คือ 'ความหลากหลายเป็นพื้นฐานของความอุดมสมบูรณ์'

การได้เห็นคุณนักเรียนของตัวเองที่มีความแตกต่างกันแบบนี้ แต่ก็มาอยู่รวมกันเพื่อค้นพบสิ่งสำคัญของพวกเขาในตอนนี้ในแบบฉบับของตัวเอง ก็เลยเป็นเรื่องที่สุดยอดมากๆ เลย!

น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ว่าพวกเขาเหล่านี้จะค้นพบอะไร และจะใช้วิธีทบทวนตัวเองที่ได้ไป เพื่อสร้างและดูแลสิ่งสำคัญนั้นในชีวิตจริงของพวกเขาอย่างไรกันบ้าง

ในฐานะคุณครูก็รู้สึกเหมือนได้เห็นต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์แตกหน่อและเติบใหญ่ในป่าอันอุดมสมบูรณ์เลยล่ะ! ^ ^

--

ตลอดมา เราก็เป็นนักเรียนมาตลอดชีวิต ดองคอร์สมาก็มาก สิ่งที่เราพอทำได้ก็คือ ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ชุดนี้ให้สนุก ไม่แห้งแล้งจนเกินไป แต่บางทีก็แอบกลัวเหมือนกันนะว่านี่ดิฉันติงต๊องเกินไปรึเปล่า 555

ถึงจะโปรยตัวการ์ตูนลงไปมากมายในคอร์ส แต่สุดท้ายแล้ว สาระสำคัญก็คือ ทำให้พวกเขารู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น และใช้ชีวิตฟูมฟักเพื่อสร้างสิ่งสำคัญของตัวเองได้ตลอดไป...

ตอนนี้เปิดคอร์ส Focus Fix มาได้ครบ 1 เดือนแล้วล่ะค่ะ ยังมีสิ่งที่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับการเป็นครูอยู่อีกมาก

ในขณะที่คุณนักเรียนของเราค่อยๆ เรียนรู้ไปตามจังหวะของตัวเอง
เราเองก็ค่อยๆ เรียนรู้บนเส้นทางใหม่นี้ของตัวเองเช่นกัน

ขอให้ทุกคนสนุกสนานกับการเรียนรู้และลงมือทำนะคะ ^^

ณัฐ อยู่ดีดี
16.04.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

เหนื่อยไหมคะกับการ ‘บ่น’ วนลูปที่ยิ่งพูดยิ่งเสียพลัง? ✨ มาเปลี่ยนพลังงานลบให้กลายเป็นความสุขง่ายๆ ด้วยเทคนิค 3 ขั้นตอนที...
10/04/2026

เหนื่อยไหมคะกับการ ‘บ่น’ วนลูปที่ยิ่งพูดยิ่งเสียพลัง? ✨ มาเปลี่ยนพลังงานลบให้กลายเป็นความสุขง่ายๆ ด้วยเทคนิค 3 ขั้นตอนที่จะช่วยให้คุณกลับมาเป็นเจ้าของอารมณ์ตัวเองได้อย่างแท้จริง

เมื่อใจเริ่มนิ่งจนหยุดบ่นได้ เราจะมองเห็นต้นเหตุของปัญหา จนสามารถวางกลยุทธ์แก้ไขได้อย่างเฉียบแหลม พร้อมเปิดพื้นที่รับความสัมพันธ์และผู้คนดีๆ เข้ามาในชีวิตค่ะ 🌿✨

📺 ตามไปดูวิธีเปลี่ยนพลังงานบ่นให้เป็นพลังงานบวกกันเลย!

[https://youtu.be/SLVMs9Fs8ZI]

ณัฐ อยู่ดีดี
10.04.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte
#อยู่ดีดีlivewell

09/04/2026

จุลจักรวาลในงานหนังสือ :-)

1ในขณะที่พี่ชายติดรายการศึกหมอดูเกาหลี พี่สะใภ้ติดอู่อันโหวจากซีรีส์จีนล่าหยก ส่วนเราเกาะขอบเชียร์มิลลิแข่งแร็ปในรายการ ...
09/04/2026

1
ในขณะที่พี่ชายติดรายการศึกหมอดูเกาหลี พี่สะใภ้ติดอู่อันโหวจากซีรีส์จีนล่าหยก ส่วนเราเกาะขอบเชียร์มิลลิแข่งแร็ปในรายการ Show Me The Money จนจบซีซั่นเลยค่ะ!

'รสนิยม' เป็นเรื่องส่วนบุคคลจริงๆ

ตอนเราเริ่มเขียนบล็อก ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเรื่อง 'รสนิยม' เท่าไร ส่วนใหญ่จะพูดกันในแง่ storytelling และสารพัดเทคนิคมากกว่า

แต่เราคิดว่า 'รสนิยม' สำคัญนะ เพราะน้ำเสียง (Voice) ของเราจะเป็นไปตามรสนิยมของเรา เรามีรสนิยมอย่างไร ทัศนคติของเราก็จะเป็นไปตามแนวทางนั้นด้วย

เป็นต้นว่า ล่าสุด น้องในคืนวันศุกร์เงียบๆ ทักมาขอยืมนิยายของมูราคามิ และเราตอบว่า 'เล่มนั้นพี่ไม่ชอบน่ะ 555'

น้องก็อึ้งไป เพราะมันคือเล่มดังของลุงมูเขาเลย!

ว่าแล้วก็ได้คุยกัน และเราบอกไปว่า เราชอบบรรยากาศในงานเขียนของมูราคามิ แต่ไม่ชอบหัวข้อความสนใจของแกสักเท่าไร อ่านไปก็ถอนหายใจไป 555

ก็เลยทำให้เรามีนิยายของมูราคามิที่ชอบจริงๆ แค่ 3 เรื่องแค่นั้น นอกนั้นคือชอบ non-fiction เล่มวิ่งและเล่มเป็นนักเขียน

น้องก็ตอบกลับมาว่า 'อ่านเล่มเป็นนักเขียนไม่เห็นรู้เรื่องเลย ชอบของสตีเฟน คิง มากกว่าอีก'

เราก็ตอบว่า 'ไม่ชอบ on writing ของสตีเฟน คิงเลย มันเหนือมนุษย์เกินไป!'

2
ศิลปะไม่ได้มีแค่ 'วิธีการสร้างชิ้นงาน' แต่มันมี 'รสนิยม' ของผู้สร้างอยู่ในงานชิ้นนั้นด้วย

เช่น Monet ชอบวาดรูปคนธรรมดาทั่วไป วาดวิวทิวทัศน์ท่ามกลางแสงแดดในที่โล่งกว้าง ในยุคสมัยที่มีแต่ภาพวาดเน้นความสมจริงของบุคคลผู้มีฐานะ แค่วิธีวาดรูปด้วยวิธีอิมเพรสชันนิสม์ก็แตกต่างจากวิธีการวาดภาพแนวทางอื่นอยู่แล้ว แต่มันก็ยังมีเรื่อง 'รสนิยม' เข้ามาเป็นส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้ศิลปินแต่ละคน วาดผลงานออกมาต่างกัน

หนึ่งในก๊วนอิมเพรสชันนิสม์จะมีจิตรกรหญิงชื่อคุณแบรต โมริโซต์ อยู่ด้วย แต่เพราะเป็นผู้หญิง สิ่งที่เธอวาดเลยแตกต่างจากรสนิยมของจิตรกรคนอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชาย ทั้งติดจะไส้แห้งและยากจน

อย่างเรอนัวร์เอง ขายภาพได้เพราะวาดงานแนวทางอื่นด้วย หรือเซซานน์ ฐานะดี บ้านมีตังค์ ไม่ได้กัดก้อนเกลือกิน

แม้ทุกคนจะวาดภาพในแนวทางอิมเพรสชันนิสม์เหมือนกัน แต่รสนิยมต่ากัน หัวข้อความสนใจจึงต่างกัน ผลงานที่สร้างออกมาจึงแตกต่างกันตามไปด้วย

รสนิยมที่แตกต่างจึงนำมาซึ่งเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล เสน่ห์แบบนั้นจะทำงานกับแฟนๆ แตกต่างกันไป เป็นต้นว่าบางคนอาจเหมาะกับรสนิยมแมส แต่บางคนก็เหมาะกับรสนิยมกลุ่มนิชมากกว่า

3
พี่เราให้นิยามช่องอยู่ดีดี live well ว่า 'เนื้อหาระดับป.เอก กราฟิกแบบเด็กประถม'
ดูเสร็จก็ถามเราว่า 'คนดูช่องนี้เป็นใครกันแน่เนียะ?'

เราก็ได้แต่ขำ เอ้อ นั่นสินะ... ดูช่องเรียบๆ แบบนี้ได้
แถมเป็นช่องที่ใส่ตัวการ์ตูนเยอะแบบไม่ยั้งด้วย

ถ้าเป็นคนใส่ใจเรื่องภาพลักษณ์ ความหรูหรา ทางการ ก็คงเลื่อนผ่านคลิปพวกนี้ไปแล้วตั้งแต่ต้น ไม่สนใจจะจิ้มเข้ามาดูหรอก เพราะเราไม่มีคุณค่าในแนวทางนั้นมอบให้เลยสักนิด ^^;;;

คอมเมนต์ที่เพิ่งได้รับมาสดๆ ร้อนๆ จากนักเรียนคอร์ส Focus Fix ก็คือ

'ปลดล็อคเนื้อหาในอีก 110 วัน อย่างกับเว็บตูนเลย ชอบๆๆ'

'ค่อยๆ ทำไปไม่คิดมาก เหมือนรอการ์ตูนตอนใหม่ลง Netflix'

และอีกคนบอกว่า 'เหมือนเรียนรามฯ เรียนสุโขทัยฯ สมัครมาแล้วต้องตั้งใจเรียนเอง'

เราเป็นคนที่นับถือคนเรียนจบรามฯ และสุโขทัยฯ มากๆ พอได้ยินคอมเมนต์แบบนี้ก็เลยดีใจมากเลยล่ะค่ะ เพราะถึงแม้หลักสูตรเราจะสั้นๆ 4 สัปดาห์ก็เรียนจบแล้ว แต่มันก็เป็นการเรียนรู้ที่จริงจังนะ!

4
กว่าเราจะยอมรับว่าตัวเองเป็นโอตาคุ

แล้วก็ใส่ความโอตาคุลงมาในงานตัวเอง... ก็ไม่ง่ายหรอกนะ

เพราะอย่างน้อย เราก็ไม่เคยเห็นใครที่นำเสนอเรื่อง Well-being และ Mindful Living ออกมาในรูปแบบตัวการ์ตูน... เพราะคนอื่นเค้าก็ไม่ได้ทำแบบนี้กัน คนทำคอนเทนต์แนวนี้มันต้อง keep look สุขุม แลดูอาจารย์ งานกราฟิคก็ต้องให้ฟีลแบบโรงพยาบาล หรือไม่ก็สปา

และเราก็ไม่เคยเห็นโอตาคุ พูดเรื่องสมาธิและสมองแบบที่เราทำมาก่อน ^^;;
ดิฉันก็วางตัวไม่ค่อยถูกอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

แล้วคือในคอร์ส คือใช้ภาพแบบมังงะแฟนตาซีเลยค่ะ ไปสุดได้อีก!

มั่นใจว่านักเรียนก็คงจะอึ้งไปหนึ่งกรุบว่า 'ยัยคุณณัฐเล่นแบบนี้เลยใช่มั้ย!?'

แต่ในความเป็นโอตาคุ ก็มีข้อดีของการเป็นโอตาคุอยู่ เราคิดว่างั้น

และเพราะเป็นตัวของตัวเองที่มีรสนิยมแบบนี้ ก็คงมีทั้งคนที่ชอบและคนที่รับไม่ได้

รสนิยมก็เลยเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากๆ

5
ในโชว์ของมิลลิบนเวที SMTM12 มีเพลง SSAK ที่กลายเป็นไวรัล เพราะเนื้อหาเพลงส่งพลังบวก ให้กำลังใจผู้คน แถมเสียงร้องเสียงแร็ปของมิลลิเพลงนี้มันดีงามมากกกกก

🎵Life's too short to be shy
Be your own sunshine
It's okay to to cry ใจเย็นๆ Take your time
Like who will know you if you don't express it?
Turning your passion into rhyme and say it
How to live in that heaven
I be like patient
Nothing is given and you gotta earn it

🎵ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมัวแต่เขินอาย
เป็นแสงแดดให้ตัวเองเถอะนะ
ร้องไห้ก็ได้ ไม่เป็นไร ใจเย็นๆ ทำไปในจังหวะของตัวเอง
คือใครจะรู้จักเธอได้เหรอถ้าเธอไม่สื่อสารมันออกมา
เปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นผลงานแล้วพูดออกมาสิ
วิธีใช้ชีวิตเหมือนขึ้นสวรรค์ต้องทำไงน่ะเหรอ?
'อดทนไง' ฉันตอบ
'ไม่มีใครหยิบยื่นอะไรให้หรอกนะ เธอต้องลงมือทำเอง'

6
ก่อนหน้านี้ เราลังเลหนักมากว่าจะนำเสนอเรื่องราวนามธรรมพวกนี้ออกไปยังไงดี?

ใช้ภาพการ์ตูนแบบนี้มันจะดู 'เล่น' เกินไปไหม?
เนื้อหาเราจะดู 'ไม่น่าเชื่อถือ' รึเปล่า?

แต่พอยอมรับกับตัวเองว่า... เป็นตัวของตัวเองเถอะ

รสนิยมแบบสปาหรู และกราฟิกสไตล์โรงพยาบาลมันก็ไม่เหมาะกับเราอยู่ดี
ผู้คนที่ชื่นชอบรสนิยมแบบนั้น เค้าก็คงหาคอนเทนต์ดูได้ไม่ยากหรอก มีคนทำเยอะแล้ว

เราก็ทำคอนเทนต์ในแบบที่ตัวเองสนุกและสบายใจที่จะทำดีกว่า ถ้าใครโอเคกับภาพการ์ตูน และชอบเนื้อหาประมาณนี้ เดี๋ยวเค้าก็คงอยู่ต่อเองแหล่ะ

ก็ขนาดเรายังแสวงหานักร้อง นักเขียน นักวาดที่เราชื่นชอบเลยนี่นา

แล้วเวลาเจอคนที่รสนิยมตรงกัน มันคลิ้กง่ายมาก เพราะเราก็จะชอบงานเค้าแทบจะยกแผงเลยทีเดียว

--

รสนิยมก็เลยมีผลต่อการสร้างงาน เอกลักษณ์ และกลุ่มผู้ชม ด้วยประการฉะนี้แหล่ะค่ะ :-)

แล้วคุณล่ะคะ มี 'รสนิยม' ส่วนตัวแบบไหนที่ยังไม่กล้าใส่ลงไปในงานบ้าง? มาแชร์กันได้นะ

ณัฐ อยู่ดีดี
9.04.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

หนังสือเขียนดีมาก ต้องอ่านซ้ำ?ป่าวววว รอบแรก level ยังไม่ถึงต้องไปเก็บ level เพิ่มก่อน แล้วกลับมาจัดใหม่วนไปค่ะ😆 เล่มที่...
05/04/2026

หนังสือเขียนดีมาก ต้องอ่านซ้ำ?
ป่าวววว รอบแรก level ยังไม่ถึง
ต้องไปเก็บ level เพิ่มก่อน แล้วกลับมาจัดใหม่วนไปค่ะ😆 เล่มที่อ่านหลายรอบก็งี้แหล่ะ!

ตำนานหนังสือการลงทุนไทย

ตีแตก กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤต

หนึ่งในสิ่งที่ณัฐทำต่อเนื่องมาได้ยาวนานเหลือเชื่อ คือ การเขียนรีวิวหนังสือค่ะถ้าเทียบกับความสนใจอื่นๆ ที่มาแล้วก็จบลง หล...
02/04/2026

หนึ่งในสิ่งที่ณัฐทำต่อเนื่องมาได้ยาวนานเหลือเชื่อ คือ การเขียนรีวิวหนังสือค่ะ
ถ้าเทียบกับความสนใจอื่นๆ ที่มาแล้วก็จบลง หลังอยู่กับมันได้ 1-6 เดือน (อย่างอบขนม ทำสวน ทำอาหาร)

ความสนใจเหล่านั้น... พอซื้ออุปกรณ์มาแล้ว
ซื้อหนังสือมาศึกษาและลองทำดู ก็พบว่าตัวเองไม่ชอบเท่าไหร่
ความยุ่งยากในการลงมือทำ เรายังมองให้มันเป็นเรื่องสนุกไม่ได้ (ยังไม่เกิดภาพแทนทางใจ)

แถมเหตุผลสำคัญคือ
ไปซื้อที่คนเขาทำมาขาย มันถูกกว่าและประหยัดเวลากว่าอีกต่างหากค่ะ 555

โดยเฉพาะเรื่องอบเค้กนี่ชัดเจนมากค่ะ!
ซื้อที่เค้าขายเป็นชิ้นๆ เหอะ เร็ว จบ อร่อยแน่นอนด้วย

- -

ก็แปลกใจเหมือนกันที่การเขียนรีวิวหนังสือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเอง

มันกลายเป็นพิธีกรรมการอ่านหนังสือของตัวเองไปแล้ว
คืออ่านจบเล่มเมื่อไหร่ ก็จะตบท้ายด้วยการเขียนรีวิว

แต่ก็ไม่ใช่ทุกเล่มที่อ่านเราจะเขียนรีวิวได้
เจออยู่แค่ 2 กรณีเท่านั้นแหละที่เราเขียนรีวิวไม่ได้

1. ความรู้และประสบการณ์ของเราไม่พอ
คืออ่านจบได้ แต่ไม่ได้เข้าใจถึงขนาดที่จะพูดอะไรถึงมันได้

กรณีนี้จะเกิดขึ้นบ่อยเวลาอ่านหนังสือแนวจิตวิญญาณ
ซึ่งตอนนี้ก็กำลังเกิดอาการนี้เวลาอ่านงานของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ค่ะ 555

1. กรณีที่เราชอบหนังสือเล่มนั้นมากเกินไป
ณัฐเขียนรีวิวหนังสือลง Goodreads มา 10 ปี
แปลว่าเรื่องที่อ่านก่อนสิบปีนี้ก็จะไม่ได้เขียนรีวิวเอาไว้

ซึ่งมันก็มีหลายเล่มที่เราชอบมากและกลับมาอ่านซ้ำบ่อยๆ เช่น

- ความลับ ของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ
- พิษรักสั่งตาย ของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ
- นัดหมายในความมืด ของ โอตสึ อิจิ
- เป็นประกาย ของ เอคุนิ คาโอริ
- ข้างหลังภาพ ของ ศรีบูรพา

นึกถึง FC เวลาเจอไอดอลที่ตัวเองคลั่งไคล้
อาการยืนตาค้าง มองดูความสว่างไสวจนตาพร่าทำอะไรไม่ถูก
เวลาเราอ่านงานเล่มที่ตัวเองชอบ ก็เป็นแบบนั้นแหล่ะ

ก็ชอบมากนี่นา แถมมันยังเป็นความชอบที่ตรงกับรสนิยมส่วนตัวอีกต่างหาก จะให้เขียนรีวิวออกมาว่าชอบยังไง ชอบตรงไหน มันก็อธิบายยากใช่ไหมคะ 555

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตัวเองเกิดอาการสตันท์แบบนี้บ่อยจนเขียนรีวิวไม่ได้ ณัฐก็เลยใช้วิธีว่า "ถ้าอ่านหนังสือเล่มไหนจบปุ๊บ ก็จะเขียนรีวิวให้เลย"

เพราะเราเพิ่งผ่านประสบการณ์การอ่านนั้นมาสดๆ ร้อนๆ เราจึงเล่าถึงมันได้อยู่แล้ว เหมือนคนไปเที่ยวมา ก็ย่อมเล่าได้อยู่แล้วว่าเพิ่งไปเจออะไรมา

- -

มันก็คงแล้วแต่คนด้วยแหละว่ากิจกรรมที่ตัวเองสนใจคืออะไร
ลองทำดูแล้วชอบไหม ถ้าชอบก็ทำต่อ ถ้ายังก็หยุดเท่านั้นเอง

ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าวันข้างหน้าเราจะไม่กลับไปทำอาหาร ทำขนม หรือทำสวนด้วยนะ
วันดีคืนดีก็คงมีกลับไปทำอะไรแบบนั้นอีก

แต่เราพบว่า ยิ่งเราทำให้กิจกรรมเรียบง่ายได้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งทำมันซ้ำบ่อยขึ้น ทำมันต่อเนื่องมากขึ้น

แบบที่เราแค่บอกตัวเองว่า 'อ่านหนังสือจบเล่ม เขียนรีวิว' เท่านั้นเองค่ะ

ณัฐ อยู่ดีดี
2.04.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ฝึก mindset แบบ 'ฉันอาจจะผิดก็ได้' กันค่ะ😊
28/03/2026

ฝึก mindset แบบ 'ฉันอาจจะผิดก็ได้' กันค่ะ😊

Ron Johnson ไม่ใช่คนโง่
ตรงกันข้าม เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารค้าปลีกที่ฉลาดที่สุดในยุคของเขา เขาคือคนที่ทำให้ Target กลายเป็นแบรนด์ที่ “คูล” ในสายตาคนรุ่นใหม่ และที่สำคัญกว่านั้น เขาคือสถาปนิกผู้สร้าง Apple Store ร้านค้าปลีกที่ทำรายได้ต่อตารางฟุตสูงที่สุดในอเมริกา ทำเงินให้เขาส่วนตัวกว่า 400 ล้านดอลลาร์
เมื่อ JCPenney ทาบทามเขามารับตำแหน่ง CEO ในปี 2011 พร้อมค่าตอบแทน 53.3 ล้านดอลลาร์ ทุกคนในวงการค้าปลีกต่างเชื่อว่านี่คือคนที่ใช่ เขาคือคนที่จะพลิกห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ 111 ปีให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
Johnson เองก็เชื่อเช่นนั้น
เขาไม่ได้มาเพื่อ “ปรับปรุง” JCPenney ให้ดีขึ้น แต่เขามาเพื่อ “เปลี่ยนมันจากหน้ามือเป็นหลังมือ”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ
ในเดือนมกราคม 2012 Johnson ประกาศยกเครื่องทุกอย่าง ยกเลิกคูปองส่วนลด ยกเลิกป้าย “Sale” ยกเลิกระบบลดราคาแบบเดิมทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยระบบ “ราคายุติธรรมทุกวัน” (Fair and Square pricing)
เป็นระบบที่ “ราคาต่ำกว่าเดิม ไม่ต้องรอลด ไม่ต้องหาคูปอง”
ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ลูกค้า JCPenney ไม่ได้คิดแบบนั้น
พวกเขาชอบคูปอง พวกเขาชอบรอป้าย “Clearance” พวกเขาชอบความรู้สึกว่าตัวเอง “ได้ของถูก”
มันไม่ใช่เรื่องของราคา มันเป็นเรื่องของ ประสบการณ์ทางจิตวิทยา ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักช้อปที่ฉลาด
เมื่อยอดขายเริ่มร่วง มีคนเสนอให้ Johnson ทดสอบกลยุทธ์ใหม่ในสาขาบางแห่งก่อน
เขาปฏิเสธทันที
“เราไม่เคยทดสอบที่ Apple”
ประโยคนี้แทบจะอธิบายทุกอย่าง
สิ่งที่ Johnson ปฏิเสธไม่ใช่ข้อมูล แต่เขาปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ตัวเองอาจมองไม่ครบ เพราะสิ่งที่เขา “เห็น” จากประสบการณ์ที่ Apple มันชัดเจนเกินกว่าจะตั้งคำถาม
เมื่อลูกค้าไม่ตอบรับ เขาไม่ได้ตั้งคำถามกับกลยุทธ์ของตัวเอง เขาตั้งคำถามกับลูกค้าแทน
เขาบอกว่าลูกค้าต้องได้รับการ “สอน” ให้เข้าใจระบบราคาใหม่ และเปรียบคูปองเป็น “ยาเสพติด” ที่ต้องตัดขาด
ผลลัพธ์เป็นไงเหรอครับ?
ภายใน 17 เดือน ยอดขายหายไป 4,300 ล้านดอลลาร์ หุ้นร่วงกว่าครึ่ง ไตรมาสสุดท้ายของเขายอดขายสาขาเดิมตกถึง 32% จนถูกเรียกว่า “ไตรมาสที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ค้าปลีก” และ Johnson ถูกปลดออกจากตำแหน่งในที่สุด
สิ่งที่เกิดกับ Ron Johnson ไม่ใช่ความล้มเหลวจากการขาดความสามารถ
มันคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของสิ่งที่ Lee Ross นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Stanford เรียกว่า Naïve Realism ซึ่งเป็นความเชื่อโดยสัญชาตญาณว่าเรามองโลกอย่างเป็นกลาง อย่างที่โลกเป็นจริงๆ (ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะเราเห็นเพียงแค่มุมแคบๆ หรือแค่บางมุมเท่านั้น)
Ross และ Andrew Ward อธิบายว่ามนุษย์มีแนวโน้มเชื่อสามอย่างพร้อมกัน:
หนึ่ง ฉันเห็นโลกอย่างที่มันเป็น
สอง คนที่มีข้อมูลเหมือนฉันจะเห็นเหมือนฉัน
สาม คนที่เห็นต่างคือไม่มีข้อมูล ไม่มีเหตุผล หรือมีอคติ
Johnson ทำครบทั้งสามข้อ เขาเห็นว่าค้าปลีกควรเป็นอย่างไร (จาก Apple) เขาคาดหวังว่าลูกค้าจะเห็นเหมือนเขาเมื่อได้รับ “ข้อมูล” แล้ว และเมื่อพวกเขาไม่เห็นตาม เขาสรุปว่าพวกเขาต้องถูก “สอน”
สิ่งที่เขาทำคือการซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองเห็นอย่างที่สุด แต่มันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าไหร่ในการทำธุรกิจ (หรือการใช้ชีวิตก็ด้วย)
เรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคของ Jimmy Carr ที่พูดถึงไว้อย่างคมคายว่าความซื่อสัตย์กับ “ความจริง” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
“ความซื่อสัตย์ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ ‘ความจริง’ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความจริง’ แบบสมบูรณ์หรอก และ ‘ความจริง’ ก็ไม่จำเป็นต้องซื่อสัตย์เสมอไป”
Johnson ซื่อสัตย์กับประสบการณ์ของเขาทุกประการ แต่ประสบการณ์ของเขาไม่ใช่ “ความจริง” ของจักรวาลค้าปลีก มันเป็นแค่ “ความจริงของเขา” ที่ถูกหล่อหลอมจากบริบทเฉพาะ จาก Apple, Steve Jobs, ลูกค้าที่ยอมเข้าคิวข้ามคืนเพื่อซื้อ iPhone
Carr พูดต่อว่า
“เวลาที่คุณเข้าสู่การถกเถียง อย่าคิดไปก่อนว่าคุณถูก แม้ว่าคุณจะรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าคุณถูกก็ตาม จงตั้งสมมติฐานว่าคุณยังไม่มีข้อมูลครบ เพราะนั่นแหละคือ ‘ความจริง’ — ทุกครั้ง ไม่มีข้อยกเว้น เราทุกคนกำลังตัดสินใจจากความรู้ที่ไม่สมบูรณ์”
Johnson รู้สึกว่าเขาถูก และความรู้สึกนั้นมีเหตุผลรองรับ ผลตอบแทน 40% ต่อปีที่ Apple Store ยอดขาย 4,000 ดอลลาร์ต่อตารางฟุต ทุกตัวเลขยืนยันว่าสูตรของเขาใช้ได้จริง
แต่ความรู้สึกว่าถูกไม่เคยเท่ากับถูกจริง
ตัวเลขเหล่านั้นเป็นตัวเลขของ Apple ไม่ใช่ตัวเลขของค้าปลีกทุกรูปแบบ ลูกค้าที่เข้า Apple Store มาเพื่อสัมผัสผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีขายที่ไหนอื่น ลูกค้าที่เข้า JCPenney มาเพื่อซื้อเสื้อโปโลลดราคา 40% ในวันสุดสัปดาห์ นี่ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน ไม่ใช่แรงจูงใจเดียวกัน ไม่ใช่ “ความจริง” เดียวกัน
Naïve Realism ไม่ใช่ปัญหาจากความโง่เขลา มันเป็นปัญหาของคนฉลาดที่ความสำเร็จที่ผ่านมาบดบังความเป็นไปได้ที่จะมองความจริงจากมุมอื่นๆ
คนที่มีประสบการณ์มาก มีผลงานมาก มีความสำเร็จมาก กลับเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด เพราะหลักฐานที่สนับสนุน “ความจริง” ของพวกเขามันเยอะจนแทบไม่มีเหตุผลจะตั้งคำถาม
แต่ Carrเตือนไว้ว่า
"สิ่งที่คุณรับรู้ได้ ถูกจำกัดด้วยบริบทของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ขีดความสามารถทางปัญญา สภาพแวดล้อม ข้อจำกัดทางกายภาพ ทุกอย่าง"
ทุกสิ่งที่คุณเห็น ถูกกรองผ่านบริบทของคุณเสมอ Johnson เห็นค้าปลีกผ่านเลนส์ Apple ลูกค้า JCPenney เห็นการช้อปปิ้งผ่านเลนส์ของชีวิตชนชั้นกลางอเมริกัน ไม่มีใครผิด แต่ไม่มีใครเห็นภาพทั้งหมดเช่นกัน
“คุณมี ‘ความจริงของคุณ’ ได้ — แต่ได้โปรด อย่าเข้าใจผิดว่ามันคือ ‘ความจริงสากล’” Carr กล่าว
นี่คือสิ่งที่ Johnson ไม่สามารถทำได้ เขามี “ความจริงของเขา” ที่ถูกต้องสมบูรณ์ในบริบทของ Apple แต่เขาเอามันมาใช้เป็น “ความจริงสากล” ของค้าปลีกทั้งหมด
ที่เขียนมายืดยาวเพราะอะไร? เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของ Johnson คนเดียว
เราทุกคนทำแบบนี้ ในที่ประชุมที่เราเชื่อว่าไอเดียของเราคือคำตอบ ในความสัมพันธ์ที่เราเชื่อว่าเรา “เข้าใจ” อีกฝ่ายแล้ว ในทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าคนที่เห็นต่างจากเราเป็นคนที่ “ยังไม่เข้าใจ”
Lee Ross เรียกมันว่าความเชื่อที่ “อันตรายแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้” เพราะสมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นกลาง มันคือค่าเริ่มต้นที่ต้องใช้ความพยายามจึงจะแทนที่ได้
แต่เรื่องของ Johnson ไม่ได้จบลงที่ความล้มเหลว
หลายปีให้หลัง ในงานบรรยายที่ Stanford Graduate School of Business เขามองย้อนกลับไปที่ JCPenney แล้วพูดว่า
“ผมคิดว่ามันเป็นความหยิ่ง ผมเคยประสบความสำเร็จมามาก สิ่งที่ทำส่วนใหญ่ที่ Apple และ Target มันได้ผล แล้วคุณก็คิดว่า เออ อันนี้ก็คงได้ผลเหมือนกัน แต่ความจริงคือ เราเคลื่อนเร็วเกินไป”
ประโยคนี้คือแนวทางที่เราสามารถเอาไปใช้เพื่อต่อกรกับ Naïve Realism ได้ครับ
เมื่อหยุดมองผ่านเลนส์เดิม แล้วเริ่มเห็นว่าความสำเร็จในอดีตไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันอนาคต มันเป็นแค่บริบทหนึ่งที่ใช้ไม่ได้ในบริบทอื่น
“การยอมรับขีดจำกัดของความเข้าใจตัวเอง มันดูเหมือน ‘การตระหนักรู้ในตนเอง’ อย่างมาก — ถ้าผมเข้าใจมันถูกนะ” Carr อธิบาย
แต่ผมว่าส่วนที่คมสุดๆ คือท่อนท้าย “ถ้าผมเข้าใจมันถูกนะ”
เพราะเขาไม่ได้แค่พูดเรื่อง ‘การตระหนักรู้‘ เขา แสดง มันออกมาในประโยคเดียวกัน โดยทิ้งช่องว่างไว้ให้ความเป็นไปได้ว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็อาจเข้าใจผิดก็ได้เช่นกัน
เมื่อเรายอมรับว่าความมั่นใจของเราอาจจะไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากความจริงในมุมหนึ่งเล็กๆ เท่านั้น
นั่นคือสิ่งที่เราควรท่องไว้ในหัวเสมอ
การยอมรับว่าเราอาจมองไม่ครบ ไม่ใช่ความอ่อนแอ
มันคือสัญญาณเดียวที่บอกว่าเราเริ่มเข้าใจจริงๆ แล้ว
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]
[ Better, Not Done ]

มีคนถามเราติดๆ กันในระยะนี้ว่า 'คุณณัฐยังนั่งสมาธิอยู่ไหม?'ณัฐก็อึ้งไปนิดหน่อย เพราะกับสิ่งที่ทำจนเป็นปกติ เหมือนแปรงฟัน...
26/03/2026

มีคนถามเราติดๆ กันในระยะนี้ว่า 'คุณณัฐยังนั่งสมาธิอยู่ไหม?'
ณัฐก็อึ้งไปนิดหน่อย เพราะกับสิ่งที่ทำจนเป็นปกติ เหมือนแปรงฟัน อาบน้ำ กินข้าว พอโดนถามว่า 'ทำอยู่ไหม?' ก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี

นอกจากจะตอบไปว่า "ค่ะ ทำอยู่ค่ะ"

- -
ณัฐนั่งสมาธิมาเข้าปีที่ 21 แล้วค่ะ

15 ปีแรก เป็นการไปเข้าคอร์สฝึกวิปัสสนา หลักสูตร 7-14 วัน
เราเริ่มต้นจากสายคุณแม่สิริ เพราะอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยจัดให้แบบนั้น

ต่อมาพอเริ่มทำงานก็ไม่สะดวกไป
เพื่อนที่ฝึกวิปัสสนามาด้วยกันก็แนะนำสายของท่านโกเอ็นก้า

พอกลับมาอยู่เชียงใหม่
พอดีมีศูนย์ฯ อยู่ที่ลำพูน ไกลไปสักหน่อย แต่ก็เดินทางไปได้ค่ะ

เราคิดว่าคนไทยโชคดีสุดๆ นะ ที่สามารถเข้าถึงการฝึกสมาธิได้ง่ายๆ

- มีสถานที่โอ่โถง เรียบร้อย สงบ
- มีระบบบริหารจัดการชัดเจน
- รักษามาตรฐานการเรียนการสอน
- ได้แก่นของการทำสมาธิมาได้ด้วยเมตตาจิตของครูบาอาจารย์ และเงินสมทบสนับสนุนของผู้คนที่มาเข้าคอร์สก่อนหน้า

เพราะลองได้เรียนรู้สิ่งดีงามขนาดนี้แล้ว ก็ย่อมอยากให้คนอื่นๆ ได้มาเรียนรู้สิ่งดีๆ เหล่านี้สืบไป
คนไทยน่ะโชคดีจริงๆ บอกเลย

- -

แต่ที่ณัฐทำสมาธิทุกวันต่อเนื่องแบบยิงยาวมาได้ 6 ปี เป็นเพราะว่าณัฐป่วยค่ะ

เราป่วยแบบที่หมอในโรงพยาบาลรักษาไม่ได้ (ผลแล็บปกติทุกอย่าง แต่ดิฉันป่วยซมไง)
ก็เลยต้องไปเรียนอายุรเวทกับทาง Chopra Center เพื่อเยียวยาตัวเอง

และการที่จะเรียนอายุรเวทได้
ก็คือเราต้องทำสมาธิทุกวันให้ได้ก่อนค่ะ มันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานน่ะ

ซึ่งตลอด 1 เดือนแรกนั้น เราถูกปูพื้นฐานความเข้าใจเรื่องสมาธิใหม่ เป็นการทำความเข้าใจสมาธิผ่านปรัชญาโยคะและวิทยาศาสตร์การแพทย์

อาการ 80% ของเราดีขึ้นภายใน 1 เดือน (ตอนนั้นดิฉันก็อึ้งไปเลยจ้ะ)

ก็เรียนสมาธิกับคุณหมอ Deepak Chopra แกเป็นหมอไง จะให้หมอคนหนึ่งยอมนั่งสมาธิได้ หลักการเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มันก็ต้องครบถ้วนน่ะค่ะ

- -

ถ้ามองย้อนกลับไป
เราคิดว่าอาการของตัวเองในปีนั้น คือภาวะระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุลค่ะ

เวลาประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic) ทำงานหนักมาตลอด และเราไม่รู้จักการดูแลตัวเองเลย
เรื่องพื้นๆ อย่าง กิน หลับ ขยับตัว ต้องทำยังไง... คือเราไม่รู้เลยจ้ะ ไม่-รู้-อะไร-ทั้ง-นั้น

พอเข้าใจประโยชน์ของสมาธิจากแง่มุมทางการแพทย์แบบประจักษ์จากชีวิตตัวเอง ไม่ใช่จากการอ่านท่องจำตำรา มันก็เลยไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำสมาธิค่ะ

เพราะว่าสมาธิมีประโยชน์เยอะมากกกก
ประหนึ่ง "มีดสวิส" คือทำได้ทุกอย่าง

ถ้าเทียบเป็นแอปก็เหมือน Notion เหมือน Canva
มันทำได้ทุกอย่างเลย ประโยชน์เยอะสุดๆ

ประโยชน์หลักของการทำสมาธิ
แน่นอนอยู่แล้วว่าคือเครื่องมือที่มีไว้ใช้ฝึกสติให้แข็งแรงแจ่มใส

แต่ประโยชน์รองก็มีสารพัดอย่าง
แต่สิ่งที่เด็ดที่สุดในความสารพัดอย่างนั้น ส่วนตัวเรามองว่ามันคือการรักษาสมดุลให้กับระบบประสาทอัตโนมัตินี่แหละ

เมื่อรักษาสมดุลระหว่างซิมพาเทติกกับพาราซิมพาเทติกได้ ร่างกายและจิตใจอยู่ในภาวะสมดุล การเยียวยาซ่อมแซมร่างกายตัวเองก็จะเกิดขึ้นได้

นอกเหนือจากนั้น เวลาเกิดวิกฤตหรือสถานการณ์คับขันได้ มันทำให้เรา "หยุด" ได้ ทั้งที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ยากๆ คือเราจะมีสติแจ่มใสมาก และเราจะตัดสินใจได้ดี ลงมือทำได้นิ่ง

มันเหมือนระยะเวลาตรงเสี้ยววินาทีการปะทะมันยาวนานขึ้น พอเราหยุดตัวเองท่ามกลางสถานการณ์แบบนั้นได้ ก็เลยไม่จำเป็นต้องทะเลาะหรือโต้เถียงกับใครอีกแล้ว ชีวิตก็เลยสงบสุขขึ้น ซึ่งเราชอบประโยชน์ข้อนี้มากเลยค่ะ :-)

- -

ทุกวันนี้เราจะทำสมาธิเช้า-เย็น ผ่านแอปที่ชื่อ Insight Timer ค่ะ (ฟรี)

ถ้าใครใช้แอปนี้และอยู่โซนภาคเหนือ
ก็คงจะเห็นหน้าณัฐเด้งขึ้นมาบ่อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเนอะ

คุณเองก็สามารถลองใช้ Insight Timer หรือแอปทำสมาธิตัวอื่นๆ ได้เลย

เราอยู่ในยุคสมัยที่การฝึกสมาธิสะดวกขึ้นมากกกกกกกกกกกกกกแล้ว

หาครูสมาธิที่อธิบายในแบบที่คุณฟังรู้เรื่องได้
แล้วเริ่มเลยค่ะ ^^

ณัฐ อยู่ดีดี
26.03.2025

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ภาษาไทยง่ายตรงไหน😆เห็นใจต่างชาติที่เรียนภาษาไทยเลยล่ะ
26/03/2026

ภาษาไทยง่ายตรงไหน😆
เห็นใจต่างชาติที่เรียนภาษาไทยเลยล่ะ

ยอมแล้วโหม๋ !! ไปเจอเว็บแปลภาษาเว็บนึงมา เขาไม่ใช่แค่แปลภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ แต่แปลได้ยันภาษาลู ภาษาโบราณ 5555 เกิ๊นนน
ไม่ว่าจะท้าทายด้วยภาษาไหน แปลออกมาได้หมด ชื่อเว็บ Kagi ถ้ากดเลือกภาษาจะไม่มีภาษาวิบัติพวกนี้ ต้องพิมเข้าไปเอง
ละลอง Challenge เว็บแบบภาษาสก๊อย ภาษาเจน Z คือนางแปลได้หมด บ้าบอ อะไรวะเนี่ยยย 555555 ไปลองเล่นกันดู !!

นึกถึงวันที่รู้จัก Thank You Card ครั้งแรก... ตอนนั้นเรายังเป็น TA (ผู้ช่วยสอน) อยู่เลยค่ะบนโต๊ะของอาจารย์ที่เราช่วยงาน ...
19/03/2026

นึกถึงวันที่รู้จัก Thank You Card ครั้งแรก... ตอนนั้นเรายังเป็น TA (ผู้ช่วยสอน) อยู่เลยค่ะ
บนโต๊ะของอาจารย์ที่เราช่วยงาน จะมีบัตรอวยพรวางอยู่ปึกหนึ่ง มันไม่ใช่การ์ดอวยพรวันเกิด การ์ดแต่งงาน การ์ดเรียนจบ แต่มันเป็นการ์ดขอบคุณเฉยๆ เลย

ตอนนั้นเราหยิบขึ้นมาดูแล้วไม่เข้าใจ... "ทำไมต้องมีการ์ดขอบคุณด้วยนะ?" 🤨

เราเองก็เป็นแค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งจากต่างจังหวัด ชีวิตไม่เคยได้รับการสั่งสอนจากใครว่าทำไมเราจะต้องขอบคุณคนอื่นอย่างเป็นกิจลักษณะ ขนาดต้องส่งการ์ด ส่งดอกไม้ ส่งของขวัญพร้อมการ์ดขอบคุณไปให้แบบนี้ด้วยนะ?

อาจารย์ก็พยายามจะอธิบายให้เราเข้าใจ
แต่เราไม่เข้าใจหรอกค่ะ

เราก็มองว่า อืม... ก็คงเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่อาจารย์ได้รับกลับมาเพราะไปอยู่ต่างประเทศนานนั่นแหละ เพราะเราก็คิดว่า 'ขอบคุณก็คือแค่ขอบคุณ' แค่พูดขอบคุณออกไปก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ? มันยังจะมีอะไรให้ต้องแสดงความขอบคุณมากมายมากไปกว่านั้นอีกเหรอ?

--

🕒 ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน
คืนก่อนเปิดขายคอร์ส Focus Fix เรานั่งเขียนอีเมลขอบคุณยาวเหยียด 2 ฉบับ:
1 ฉบับแรกส่งให้โค้ชของเราเอง
2 ฉบับที่สองส่งให้ David Kadavy ผู้เขียนหนังสือ Mind Management, Not Time Management

สาระสำคัญคือ: "ถ้าไม่มีพวกคุณ คอร์ส Focus Fix คงไม่มีวันเสร็จออกมาสู่สายตาผู้คนแน่ๆ"

การต่อสู้ดิ้นรนเพียงลำพังตลอด 3 ปีของเราสิ้นสุดลง เพราะสิ่งที่เรียนรู้จากพวกเขา...

--

เราฟัง Audiobook ของคุณ Kadavy 2 เล่ม

ตอนฟัง Heart to Start ฟังไปก็ร้องไห้ไป😭 ร้องไห้อยากจะเริ่มให้ได้แต่ก็เริ่มไม่ได้ซักที แต่ก็รู้ว่าต้องทำและจะทำ สุดท้ายเราก็ฟังเนื้อหาในเล่ม Heart to Start ซ้ำๆ ฟังไป 3 รอบ เพื่อปรับ Mindset และสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง

อย่างน้อย ถ้าคุณ Kadavy เขามีปัญหาแบบที่เรามี แต่เขายังผ่านมาได้ แล้วยังสร้างผลงานน่าทึ่งออกมาได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกันสิ!

ตอนฟัง Mind Management เราก็ได้เห็นวิธีใช้พลังงานไปในแต่ละช่วงของกระบวนการสร้างสรรค์ว่ามันใช้พลังไม่เท่ากัน

เราผู้มีพลังน้อย เห็นการแยกย่อยพลังงานนี้แล้วก็แบบ เออ จริง มันใช้พลังสมองกับพลังกายไม่เท่ากันจริงๆ ด้วย แล้วได้รู้เลยว่าเราเป็นคนทำงานแบบ Event Time ไม่ใช่ Clock Time ดังนั้นก็จะเจ็บปวดกับ Productivity อันต่ำเตี้ยเพราะ Output ต่ำ ซึ่งพอเข้าใจว่าเป็นตรงไหนที่เราทำเกินเลยจนเสียสมดุล ก็จะทำให้ตาสว่างว่าตรงนี้ให้เพลามือลงหน่อยสิ

ถ้าไม่มีคุณ Kadavy ป่านนี้เราก็คงยังทำ Short ออกไม่ได้ เขียน Newsletter ก็ไม่ได้ เมื่อเขียนงานสั้นๆ ออกมาไม่ได้ การทำคอร์สจึงไม่คืบหน้า เพราะเนื้อหาทั้งหมดในการทำคอร์สก็เหมือนการเขียนหนังสือ 1 เล่ม

แต่เพราะเราติดตามงานของคุณ Kadavy ต่อเนื่อง อ่านแล้วก็คิดตาม แล้วก็หยิบไปลงมือลองทำดู สิ่งต่างๆ ถึงเกิดขึ้นอย่างที่มันควรเป็นได้

ในเมื่อเราสร้างงานออกมาได้เพราะผลงานของเขาจริงๆ เราย่อมตื้นตัน แล้วรู้สึกว่า 'อยากขอบคุณ' อยากบอกสิ่งนี้กลับไปให้เขาได้รู้ ว่าสิ่งที่เขาส่งมอบให้กับโลกใบนี้ อย่างน้อยเราคนหนึ่งก็ได้รับคุณค่านั้น และเรารู้สึกขอบคุณเขามากๆ เลยนะ

เชื่อไหมคะ? คุณ Kadavy ตอบกลับอีเมลเราด้วย!
เขาบอกว่าจดหมายของเราทำเอาเขายิ้มไปได้ทั้งวันเลยล่ะ 💖

--

ส่วนคุณโค้ชก็ตอบกลับอีเมลเรามาว่า 'เขียนอีเมลสนุกเวอรรรร์' 555

โค้ชว่า สิ่งที่เราเขียนไปน่ะ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขามาเป็นโค้ชเลยล่ะ

ดูเหมือนว่าเราเองก็ไม่ใช่ยัยเด็ก TA ที่ไม่รู้จักการขอบคุณคนนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นคนที่ฝึกฝนการขอบคุณอยู่ทุกวัน

นับดูก็ 6 ปีเต็มแล้วที่เราถามตัวเองก่อนเข้าสู่สมาธิว่า 'วันนี้ฉันรู้สึกขอบคุณอะไรบ้าง' ก่อนนอนก็เขียน Gratitude Journal ควบคู่กันไป

เวลาฝึกทำอะไรสักอย่างทุกวันต่อเนื่องมา 6 ปีเต็ม จะมากจะน้อยย่อมทำได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยฝึกฝน อย่างน้อย เราวันนี้ก็มองเห็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกขอบคุณได้มากมาย

ไม่ใช่เสแสร้งขอบคุณหรือพยายามบอกตัวเองให้มองโลกในแง่ดี แต่เพราะว่าโลกนี้มันหมุนไป ไม่ใช่แค่เพราะเรา แต่เพราะคนอื่นและสิ่งอื่นๆ รอบตัวเราเคลื่อนย้ายจัดเรียงตัวไปร่วมกัน

เมื่อมีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้น มันจึงไม่เคยเป็นเพราะฝีมือของเราเพียงคนเดียวเลย โลกนี้มีสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณมากมายเต็มไปหมด

ได้อ่านอีเมลจากคุณโค้ชและจากคุณ Kadavy บอกว่าทั้งคู่ดีใจที่ได้รับจดหมายขอบคุณจากเรา ก็รู้สึกดีใจจัง

รู้สึกตัวเองได้จบการศึกษาจากการเป็นยัยเด็ก TA ที่ขอบคุณคนอื่นไม่เป็นคนนั้นแล้ว🎓

เราได้เดินทางจากเธอคนนั้นมาไกลมากแล้ว :-)

ณัฐ อยู่ดีดี
19.03.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

http://www.uddlivewell.com/

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ nananatteผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์