nananatte อ่าน เขียน เรียนรู้ ลงมือ แล้วเติบโตไปด้วยกัน😄📚🌿

ทำไมเราถึงอยากได้ของตามเทรนด์ หรือแอบอิจฉาคนใกล้ตัว? สิ่งที่เราอยากได้ เป็นความต้องการของเราจริงๆ ไหม... หรือแค่เลียนแบบ...
23/01/2026

ทำไมเราถึงอยากได้ของตามเทรนด์ หรือแอบอิจฉาคนใกล้ตัว? สิ่งที่เราอยากได้ เป็นความต้องการของเราจริงๆ ไหม... หรือแค่เลียนแบบใครมา?

อยู่ดีดี EP ใหม่จะพาคุณไปทำความรู้จัก 'Mimetic Desire' ทฤษฎีสุดแซ่บของ René Girard ที่บอกว่า "ความอยาก" ส่วนใหญ่... ไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง แต่ที่เราอยากได้ เป็นเพราะเราเห็นคนอื่นอยากได้ต่างหาก!?

EP นี้ เราจะพูดถึง:
- ต้นแบบ 2 แดน: ทำไมเราชื่นชมคนดัง แต่กลับเจ็บจี๊ดเวลาเห็นเพื่อนประสบความสำเร็จ?
- เลียนแบบกระจกเงา: การ "ประชด" ทำตรงข้าม ก็ถือเป็นการเลียนแบบชนิดหนึ่ง
- Thick vs Thin Desire: วิธีแยกแยะความอยากฉาบฉวย ออกจากความปรารถนาลุ่มลึก

มาเช็กกันค่ะว่า สิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้ คือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ หรือแค่กำลังเลียนแบบใครโดยไม่รู้ตัวอยู่รึเปล่านะ?

ลิงค์ค่า:
https://youtu.be/hSeIaBwtmWA

อยากอ่านเพิ่มเติมเรื่อง Mimetic Desire ไปอ่านได้เลยจากหนังสือ Wanting ทำไมต้องอยาก เขียนโดย Luke Burgis ค่า ^ ^

หนึ่งในพิธีกรรมวันสิ้นปีที่เราทำต่อเนื่องมาหลายปีแล้วคือ ล้างตู้เย็น เพราะเห็น 'คุณฝันเอ้อระเหย' ทำก่อน แล้วเรารู้สึกว่า...
22/01/2026

หนึ่งในพิธีกรรมวันสิ้นปีที่เราทำต่อเนื่องมาหลายปีแล้วคือ ล้างตู้เย็น เพราะเห็น 'คุณฝันเอ้อระเหย' ทำก่อน แล้วเรารู้สึกว่า 'ดีจัง!' เลยทำตามบ้างค่ะ

สารภาพตามตรงว่าก่อนหน้านี้ ชีวิตไม่เคยต้องทำความสะอาดตู้เย็นเลยค่ะ จนกระทั่งปีที่คุณแม่เสีย หน้าที่ดูแลบ้านก็ตกมาอยู่ที่เราเต็มๆ

การได้เคลียร์ตู้เย็นที่ทำหน้าที่เป็น 'ตู้กับข้าว' ให้โล่ง โปร่ง จัดระเบียบใหม่ และเก็บของหมดอายุไปทิ้ง มันทำให้สบายใจสุดๆ ไปเลยค่ะ

ทั้งที่เราก็แค่ล้าง 1 ตู้สี่เหลี่ยมนี้เท่านั้นเอง
แต่ความรู้สึกหลังทำเสร็จ มันปลอดโปร่ง สบายใจ เทียบเท่ากับการได้ปัดกวาดบ้านทั้งหลังเลยล่ะ

--

เวลาพูดถึง "พิธีกรรม" หลายคนอาจนึกถึงแต่เรื่องใหญ่โตที่บรรพบุรุษส่งต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี

- ปีใหม่: ไปวัดไหว้พระ รับความเป็นสิริมงคล
- ตรุษจีน: กินส้ม แจกอั่งเปา ล้อมวงกินข้าวกับครอบครัว
- เชงเม้ง: ทำความสะอาดหลุมบรรพบุรุษ
- สงกรานต์: สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
- ตุลาคม: ลอยกระทง ชมโคมหลากสีประดับเมือง
- ธันวาคม: ฉลองคริสตมาส จับฉลากแลกของขวัญ

พิธีกรรมในรอบปีหมุนเวียนไปแบบนี้เองค่ การได้เป็นส่วนหนึ่งของวันเวลาที่ผ่านไป ก็ทำให้เรารู้สึกถ่อมตัวลง และค้นพบว่าชีวิตธรรมดาของเรา แท้จริงแล้วมันก็มีสีสันดีทีเดียว

--

แน่นอนว่าเรา "เลือก" ได้เสมอค่ะ
ว่าอยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเหล่านั้นหรือไม่

แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็น Yes หรือ No
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "เราทำสิ่งนั้นด้วยจิตใจแบบไหน"

เราอาจทำไปตาม
ทำส่งๆ หรือทำเพราะเห็นคุณค่าจริงๆ ก็ได้

การกระทำเดียวกันจึงมอบคุณค่าให้แต่ละคนต่างกัน

บางคนทำแล้วอีโก้พองโตขึ้น
บางคนทำแล้วอีโก้ลดลง

บางคนได้ความรักเพิ่มขึ้น
หรือบางคนอาจจะยิ่งรู้สึกขาดแคลนกว่าเดิม

--

พอเรามองพิธีกรรมของ "สังคม" ออก เราก็จะเริ่มเห็นคุณค่าของพิธีกรรมที่ "เราเลือกทำเอง" เช่นกัน

ภาษาสันสกฤตเรียกพิธีกรรมที่เราทำซ้ำๆ ในแต่ละวันว่า "สาธนา" (Sadhana) หรือ Daily Ritual

มันคือกิจวัตรธรรมดา ที่เกิดขึ้นเพราะตั้งใจทำให้เป็นเช่นนี้
- ตื่นนอน ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ
- นั่งสมาธิ เขียน Journaling
- ทำงานเต็มความสามารถ และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน
- ก่อนนอนก็อาบน้ำ ทบทวนชีวิต และเข้านอน

พิธีกรรมที่เรียบง่ายแบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกวัน โดยไม่ต้องพึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องจุดธูปเทียนบูชา และไม่ต้องดั้นด้นไปแสวงหาไกลถึงอีกซีกโลก

เพราะสติของเราอยู่ที่ไหน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ก็อยู่ที่นั่น

หนึ่งวันธรรมดาที่ได้ทำพิธีกรรมอันเรียบง่าย ก็กลายเป็นวันพิเศษขึ้นมาได้แล้วล่ะค่ะ
..ว่าแต่ จริงๆ แล้วเราต้องล้างตู้เย็นปีละกี่ครั้งกันล่ะเนียะ!? 😆

ณัฐ อยู่ดีดี
22.01.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ได้โทรคุยกับเพื่อนสนิท เล่าให้นางฟังเรื่องการค้นพบ 'ความไม่รู้' ของตัวเองแล้วคิดว่าสนุกดี ก็เลยอยากหยิบมาฝากทุกคนค่ะณัฐท...
15/01/2026

ได้โทรคุยกับเพื่อนสนิท เล่าให้นางฟังเรื่องการค้นพบ 'ความไม่รู้' ของตัวเองแล้วคิดว่าสนุกดี ก็เลยอยากหยิบมาฝากทุกคนค่ะ

ณัฐทบทวนตัวเองตอนปลายปี 2025 มองย้อนกลับไป 4 ไตรมาสที่ผ่านมา พบว่าเป็นปีที่ขลุกขลักทีเดียว ทั้งที่เราก็พยายามเต็มที่ ก่อนจะมาพบว่า ทางเดินที่เราเดินไปมันมีผนังปิดอยู่ เดินมาทีไรก็เป็นทางตัน

แต่มาตอนนี้ เจ้าผนังนั้นมันดันกลายร่างเป็นประตูบานเลื่อน! (0_0)
แล้วประตูก็เปิดออก พร้อมทางเดินหินเรียงต่อกัน 5 ก้าว
เหมือนบอกว่า 'เดินมาทางนี้เลยจ้า! คุณผ่านด่านแล้ว ด่านใหม่รอคุณอยู่ เชิญก้าวต่อได้เลย'

ดิฉันผู้ยืนผงะอ้าปากค้างอยู่หน้าประตูเบานลื่อนนั้น...
แบบว่า... ก็แล้วความพยายามที่ผ่านมาของช้านนนคืออะรัยยยยย...

มองย้อนกลับไปเห็นเส้นทางที่เดินมา มันทั้งถึก ทั้งเหนื่อย ทั้งทรมานสังขาร
แล้วจู่ๆ บานเลื่อนก็เปิดออกเนียะนะ?

มีทางไปต่อง่ายๆ กันแบบนี้น่ะเหรอ?
นี่มันประตูทางเข้าห้องลับรึยังไง? (- - ;;; )

ความไม่รู้ (ที่ตอนนี้รู้แล้ว) ก็เป็นความรู้สึกเช่นนี้

--

'นั่นมัน Fooled by Randomness ของ Nassim Taleb เลยนี่' เพื่อนตอบมาหลังจากฟังเราอธิบายประสบการณ์ของตัวเอง

ความไม่รู้มันเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะองค์ความรู้ในสากลจักรวาลก็มีมากมายมหาศาล ถ้าไม่ลงมือทำไปก่อนจนไปเจอตอ ก็จะไม่รู้ว่าเรามีสิ่งที่ไม่รู้อยู่

ประเด็นคือ เพราะ 'ลงมือทำไปก่อน' แล้วเดี๋ยวจะเจอความไม่รู้เอง

แล้วพอเจอความไม่รู้ขึ้นมา ทีนีก็จัดการต่อได้แล้วว่าจะ:
1. ถาม google หรือ AI ค่ายไหน
2. ถาม/เรียนจากผู้เชี่ยวชาญ
3. ถามเพื่อน
4. หาหนังสือมาอ่านค้นคว้าเอง

พอเจอความไม่รู้ ทีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราวางระบบการเรียนรู้ให้ตัวเองยังไง ถึงจะเปลี่ยนจากความไม่รู้ให้กลายเป็นรู้ เข้าใจ ลงมือทำได้เองตามลำดับ

--

บอกเพื่อนไปว่า 'นี่ยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกตัวเองโง่งม 555'

ไม่ใช่การด่าในเชิงดูถูกตัวเอง แต่เพราะอารมณ์ดีที่ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
ได้พบเจอความไม่รู้ของตัวเอง ก็เลยเบิกบาน

เพราะมองเห็นความไม่รู้ของตัวเองได้ จึงได้รู้ว่าเราเองก็วางระบบการเรียนรู้ของตัวเองมาดีเหมือนกันนะเนียะ :-)

เพื่อนเสริมว่า 'จริง และมันเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยนะ ต้องเจอกับตัวเอง แล้วต้องมองย้อนกลับไปสิ่งที่ตัวเองทำมา แล้วก็ได้แต่ร้องว่า 'โอย... แล้วที่ผ่านมา มันคืออะไรกันฟระ!?' 555

--

ยิ่งเติบโตขึ้นไป ก็จะยิ่งเจอความไม่รู้ของตัวเองมากขึ้น
ชีวิตก็เป็นการผจญภัยเช่นนี้เอง

และใช่... จะรู้ว่าเราไม่รู้ ก็ต้องเริ่มจากลองทำไปก่อน เดี๋ยวจะเจอสิ่งที่ไม่รู้เอง

เจอแน่ๆ ก็มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่นา :-)

ณัฐ อยู่ดีดี

15.01.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ช่างเข้าใจ pain point ภรรยายุคใหม่ได้แบบเจ็บแสบ... สนพ. ควรทำแจ็คเก็ตปกมาให้ด้วยเลยนะคะ คุณภรรยาจะได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ไ...
11/01/2026

ช่างเข้าใจ pain point ภรรยายุคใหม่ได้แบบเจ็บแสบ... สนพ. ควรทำแจ็คเก็ตปกมาให้ด้วยเลยนะคะ คุณภรรยาจะได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ไปอ่านได้โดยไม่ถูกบ่นระหว่างอ่าน ไม่ว่าจะจากสามี(ที่ก็เป็นคนดีอ่ะนะ) หรือครอบครัวสามีก็ตาม

✨รักสามีนะ...แต่...

งงใช่ไหมว่าทำไมเขานอนกรนสนั่นได้ทั้งที่ลูกกำลังร้องไห้จ้า?

เดือดปุดๆ เวลาเห็นเขานั่งไถมือถือ ในขณะที่คุณกำลังง่วนกับการล้างจาน เตรียมลูกไปโรงเรียน หรือทำอาหารเช้าให้ทุกคนกิน?

ลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าครั้งสุดท้ายที่รู้สึก "อยากมีเซ็กส์" คือเมื่อไหร่?
Jancee Dunn ผู้ซึ่งเหนื่อยหน่ายกับการทะเลาะเรื่องเดิมๆ ซ้ำซากกับสามี (ที่จริงๆ ก็เป็นคนหวังดี ฉลาด และตลก) ตัดสินใจลุกขึ้นมาหาทางออก เธอปรึกษาทุกคนตั้งแต่เพื่อนฝูง นักบำบัดทางเพศ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่เจรจาต่อรองตัวประกันของ FBI เพื่อเรียนรู้วิธีควบคุม "สถานการณ์ที่พร้อมจะระเบิด" (ในบ้าน) เพื่อที่จะพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้น
และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ...บางทีคนที่ดูเหมือนตัวต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย อาจจะเป็น "พันธมิตรที่ดีที่สุด" ของเธอมาตลอดก็ได้

ตลก จริงใจ และมีประโยชน์จริงๆ หนังสือเล่มนี้อาจจะช่วยคุณซักผ้าไม่ได้ แต่อาจจะช่วย "กู้ชีวิตแต่งงาน" ของคุณได้เลยนะ

โอโมเตนาชิ😆 หน้า A กับหน้า Bญป.นี่ช่างญป.จริงๆ 555
09/01/2026

โอโมเตนาชิ😆 หน้า A กับหน้า B
ญป.นี่ช่างญป.จริงๆ 555

คนญี่ปุ่นบอกเค้าขำกลิ้งกับความต่างสุดขั้วของข้อความหน้ากับหลังการ์ดที่แถมมากับเครื่องประดับจาก Rakuten
🟡 ด้านหน้า (เขียนด้วยลายมือทุกตัวอักษร)

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
ที่คุณเลือกซื้อสินค้าของบริษัทเราในครั้งนี้ ♡

แม้เราจะจำหน่ายเฉพาะสินค้าที่มั่นใจและกล้าแนะนำ
แต่ความน่าเศร้าของการขายออนไลน์ก็คือ
เราไม่สามารถเห็นใบหน้าของลูกค้าได้จริง ๆ

พวกเรามีความรู้สึกเหมือนพ่อแม่ที่ส่งลูกสาวออกเรือน
จึงอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ความรู้สึกของคุณ
หลังจากได้รับสินค้าไปแล้ว

ถ้าได้รับรีวิวสินค้า
พวกเราจะเผลอกำหมัดดีใจเล็ก ๆ ทุกครั้ง
แค่คำสั้น ๆ ก็เพียงพอแล้ว

หากเป็นไปได้
ขอความกรุณาแบ่งปันความคิดเห็นของคุณด้วยนะคะ

🟡 ด้านหลัง (เป็นการ์ดพิมพ์)

※ กรุณาทิ้งได้เลย *ตัวอักษรใหญ่มากกกกก

เคยมีลูกค้าท่านหนึ่งติดต่อมาว่า
“การ์ดเขียนมือมันรู้สึกทิ้งยาก เลยอยากให้เลิกทำเถอะ!”
พวกเราแค่อยากขอบคุณ
ที่คุณเลือกใช้บริการร้านของเราเท่านั้นเอง

เมื่ออ่านแล้ว
หากคุณรับรู้ถึงความรู้สึกของทางร้าน
ก็สามารถทิ้งได้โดยไม่ต้องเกรงใจ

ถ้าเก็บไว้แค่ในมุมหนึ่งของความทรงจำ
เพียงเท่านั้นก็ทำให้เราดีใจมากแล้ว

เพราะเป็นการขายออนไลน์
ไม่สามารถขอบคุณต่อหน้าได้
ขออนุญาตแสดงความขอบคุณเพียงเท่านี้นะครับ

จากผู้จัดการร้าน
======

เรื่องนี้ถ้ามองเผิน ๆ มันตลก
แต่ถ้ามองแบบคนเข้าใจญี่ปุ่นจริง ๆ
นี่คือ “ความเป็นญี่ปุ่น” ชัดมาก

ญี่ปุ่นรู้ดีว่า…
-การให้ความใส่ใจมากเกินไป อาจกลายเป็นภาระทางใจ
-การ์ดเขียนมือ ทิ้งยาก ลูกค้าเกรงใจ
-ความเกรงใจของลูกค้า คือสิ่งที่ร้าน ไม่อยากสร้าง

เลยต้องเขียนกำกับไว้ชัด ๆ ว่า
“อ่านแล้วรับรู้ความรู้สึกก็พอ ทิ้งได้เลย ไม่ต้องรู้สึกผิด”

นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับญี่ปุ่น
โอโมเตนาชิของญี่ปุ่น
ไม่ใช่ดูแลจนลูกค้าซาบซึ้งน้ำตาไหล
แต่คือดูแลจนลูกค้าไม่ต้องคิดอะไรเลย

แม้กระทั่งจะทิ้งการ์ดนี้ดีไหม ร้านก็คิดแทนให้เรียบร้อยแล้ว

เพื่อนๆ อ่านแล้วคิดว่าไงครับ
Boom JapanSalaryman
Cr: collier_brjo

เราได้ทำยูทูปตอนนึง ชื่อ When to Grit, When to Quit สิ่งหนึ่งที่คนจะได้จากการดูตอนนี้ก็คือ การเข้าใจว่า "เลิกทำ ไม่ใช่พ่...
08/01/2026

เราได้ทำยูทูปตอนนึง ชื่อ When to Grit, When to Quit สิ่งหนึ่งที่คนจะได้จากการดูตอนนี้ก็คือ การเข้าใจว่า "เลิกทำ ไม่ใช่พ่ายแพ้เสมอไป"

ถ้ามันเป็นทางตันกับทางลงเหว ให้หยุดทำทันที เวลาเราตัดสินใจอย่างมีสติ มันไม่ใช่การพ่ายแพ้ แต่มันเป็นการดึงทรัพยากรของตัวเองกลับมา ทั้งกำลัง เวลา และเงินทุน จะได้เอาทรัพยากรของเราไปลงทุนกับสิ่งที่ยังมีอนาคต

และทางตันสามารถเปลี่ยนเป็นทางไปต่อได้(The Dip) ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนค่ะ

--
ช่วงปลายปี ณัฐได้อ่านหนังสือ Wanting ทำไมต้องอยาก เขียนโดย Luke Burgis ก็ไปเจอเรื่องเล่าที่สะเทือนเลือนลั่นวงการเชฟอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของคนที่ตัดสินใจที่จะ "หยุด" เลยหยิบมาฝากนะคะ :-)

เรื่องของ เซบาสเตียน บราส์ (Sébastien Bras) เจ้าของร้านมิชลิน 3 ดาว ในเมืองลากิโอ (Laguiole) เมืองเล็กๆ ทางฝรั่งเศสตอนกลางค่อนไปทางใต้ ลากิโอนี้อยู่ห่างจากเมืองใหญ่ของฝรั่งเศสด้วยระยะเวลาขับรถ 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่โต๊ะของร้านนี้เต็มเสมอ ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ผู้คนทั่วทั้งโลกตั้งใจเดินทางมากินมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

ตั้งแต่ยังเด็ก เซบาสเตียน บราส์ ก็เห็นคุณพ่อพิถีพิถันตั้งใจทำอาหารด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารที่เป็นผลผลิตในดินแดนแถบนี้อยู่แล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นของขึ้นชื่อของลากิโอ รวมไปถึงวัวโอบราก (Aubrac) และชีสที่ทำจากวัวโอบราก

ที่พักของที่บ้านก็ตั้งอยู่ด้านบนของร้านอาหาร เซบาสเตียน บราส์ โตมาพร้อมกับเสียงคนเข้าครัว และเสียงลูกค้าพูดคุย บรรยากาศของร้านมิชลิน 2 ดาวที่พ่อของเขาสร้างขึ้น สำหรับเขา ห้องครัวเป็นสนามเด็กเล่น

--

แต่พ่อก็ไม่ได้ยัดเยียดความฝันให้ลูกชาย เซบาสเตียน บราส์ เข้าเรียนโรงเรียนทั่วไป แล้วก็เรียนจบมาทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้เรียนจบจากสถาบันสอนทำอาหาร พอได้ไปเรียนโรงเรียนทั่วไปมาแล้ว เขาก็แน่ใจกับตัวเองแล้วว่าตนไม่ได้อยากไปทำงานสายอื่น แต่อยากทำอาหารนี่ล่ะ!

ดังนั้น เซบาสเตียนก็เลยกลับมาช่วยพ่อทำร้านอาหาร และก็ทำสำเร็จด้วย เขาช่วยคุณพ่อดูแลร้าน "เลอซูเกต์" (Le Suquet) แล้วก็ยกระดับจากร้านมิชลิน 2 ดาว ให้กลายเป็น มิชลิน 3 ดาวได้จริงๆ

เพียงแต่ว่า หลังจากที่เขาเข้ามาเป็นคนรับช่วงดูแลร้านต่อจากพ่อเต็มตัวในปี 2009 เซบาสเตียนก็เริ่มพบว่า มิชลินไกด์มันไม่ใช่มาตรวัดความเป็นเลิศ แต่คือ "กฎระเบียบที่บีบบังคับคนทำอาหารให้ต้องปฏิบัติตาม"

--

แน่นอนว่าการได้ดาวมิชลินเป็นความฝันของคนทำร้านอาหาร เพราะว่าผู้คนให้การยอมรับการคัดสรรของมิชลินไกด์ ผู้คนจากทุกมุมโลกจะแห่แหนมาลองกินตามรายชื่อร้านอาหารแนะนำของมิชชลิน พอธุรกิจดี ร้านมีชื่อเสียง ก็ทำให้ร้านสามารถยืนหยัดอยู่ได้ เพราะมีลูกค้าเข้าร้านไม่ขาด

แต่... การจะให้ได้มาซึ่งดวงดาวเหล่านั้น เชฟเองก็ต้องทำอะไรมากกว่าแค่การคิดเมนูใหม่ๆ

อย่างเช่น
- ต้องอบรมพนักงานให้มีกิริยามารยาทชั้นเลิศ
- มีผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ไว้คอยแนะนำเครื่องดื่มให้เหมาะกับอาหารแต่ละชนิด
- เปิดโรงแรมไว้รับรองแขกที่ดั้นด้นมาไกล เพราะว่าเมืองลากิโอเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลผู้คน ลูกค้าตั้งใจดั้นด้นมาเพื่อกินอาหารที่ร้าน ทางร้านก็เลยต้องเปิดโรงแรมไว้รับรองแขกด้วย
..ซึ่งการจะทำทุกอย่างเพื่อทำให้ได้ตามที่มิชลินไกด์ต้องการ ก็มีต้นทุนในแบบของมัน

--

เมื่อมิชลินจะปรับกลยุทธ์การตลาด ทางมิชลินก็เข้ามาอธิบายให้เซบาสเตียนฟังถึงวิธีการและเครื่องมือการตลาดใหม่ๆ ที่ทางมิชลินจะใช้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อเสนอ ซึ่งเซบาสเตียนจะใช้เครื่องมือทางการตลาดเหล่านี้หรือไม่ก็ได้ หรือจะไปจ้างคนอื่นทำก็ได้

เซบาสเตียนรู้สึกหนักใจ เพราะว่ามิชลินมีอำนาจอยู่ในมือที่จะตัดสินชี้เป็นชี้ตายร้านอาหารแห่งใดก็ได้ คนต้องยอมทำตามกฎเกณฑ์ทั้งหมดไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม เพื่อรักษาดาวเอาไว้ เพราะหากได้ดาวลดลง ลูกค้าก็จะหายไป

เซบาสเตียนจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า...
"เราเลือกมาทำอาชีพนี้ เพื่อให้ชื่อเสียงของเราขึ้นอยู่กับคำตัดสินจากสถาบันอื่นเหรอ?"
"ทำตามความต้องการของสถาบันนั้นๆ แล้วเราก็เครียดต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้จนเราเกษียณน่ะเหรอ?"

--

เซบาสเตียนทบทวนตัวเองระหว่างปั่นจักรยาน แล้วเขาก็ตัดสินใจได้

เขาอยากกลับมาสนุกสนานกับการคิดเมนูใหม่ๆ จากพืชพันธุ์ธัญญาหารของที่ราบสูงโอบรากอีกครั้ง

เขาไม่ได้ปรึกษาใคร เพียงแต่เล่าการตัดสินใจนี้ให้ภรรยาฟัง แล้วก็ต่อสายหา คุณเกว็นดัล ปูเลเน็ค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการของทางมิชลินไกด์ ขอให้ถอดชื่อร้านเลอซูเกต์ ออกจากร้านแนะนำของพวกเขา

--

ในประวัติศาสตร์ 120 ปีของมิชลินไกด์ ไม่เคยมีเชฟตัดสินใจแบบนี้มาก่อน

เชฟคนอื่นอาจจะเลือกปิดร้านหรือเลิกเป็นเชฟไปเลย หรือเปลี่ยนแนวทางการทำอาหารไปเป็นแบบอื่น

แต่ไม่มีใครที่ยังคงเปิดร้านต่อไป ขายอาหารเมนูเดิม ราคาเดิม ให้บริการเหมือนเดิมทุกอย่าง ต่างกันที่คำขอว่า 'อย่าได้ใส่ชื่อร้านของพวกเขาไว้ในรายชื่อร้านแนะนำอีกเลย'

--

เนื่องจากไม่มีคำตอบรับหรือปฏิเสธมาจากทางฝั่งมิชลิน เซบาสเตียนก็เลยโพสต์ Facebook เพื่ออธิบายการตัดสินใจดังกล่าวให้สาธารณชนร่วมรับรู้

ตลอดสัปดาห์นั้นโทรศัพท์ของเขาดังไม่หยุด เพื่อนเชฟโทรมาทั้งเชียร์ทั้งระบายว่า 'พวกเขาไม่ได้เป็นคนเดียวสินะที่เครียดไม่ไหวแล้วกับการทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาดาวเอาไว้ให้ได้'

ส่วนเชฟอายุน้อยก็ไม่ค่อยเข้าใจการตัดสินใจของเขาเลยสักเท่าไรว่า 'จะทำแบบนี้ไปทำไม? ในเมื่อจุดหมายปลายทางของการทำอาหารคือการทุ่มเทเต็มที่เพื่อคว้าดาวมิชลินมาครอบครองไม่ใช่เหรอ?'

--
..และก็ไม่มีการติดต่อใดๆ จากฝั่งมิชลินจริงๆ

จนถึงปี 2018 เมื่อถึงเวลาเปิดตัวมิชลินไกด์เล่มใหม่ เซบาสเตียน บราส์ จึงพบว่า ไม่มีชื่อร้านเลอซูเกต์อยู่ในนั้นอีกต่อไป

ปีนั้นเขาได้ใช้เวลากับภรรยาและลูกๆ ทดลองทำเมนูสนุกๆ และทำในสิ่งที่มีความหมายกับตัวเองมากกว่า เซบาสเตียนเล่าว่าเป็นปีที่ "เพอร์เฟกต์"

--

ปี 2019 ก่อนที่มิชลินจะเปิดตัวเล่มมิชลินไกด์ใหม่ ทางมิชลินก็โทรมาหาและแจ้งกับเซบาสเตียนว่า
"เราจะใส่ชื่อร้านเลอซูเกต์กลับเข้าไปนะ แต่ขอให้ 2 ดาว"

นับแต่นั้น เลอซูเกต์ ก็ยังคงเป็นร้านมิชลิน 2 ดาวมาจนถึงปัจจุบัน :-)

--

เมื่อถึงทางตัน ให้หยุด ไม่ใช่เมื่อไหร่ก็ได้ แต่คือหยุดเดี๋ยวนี้

ปีใหม่แล้ว ทบทวนความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง สิ่งสำคัญคืออะไร แล้วเราใช้ชีวิตสอดคล้องกับสิ่งนั้นแล้วหรือยัง

ใครยังไม่แน่ใจว่า 'เราควรหยุด' หรือ 'ควรไปต่อ' ต้องตัดสินใจจากอะไรกันแน่นะ?
ไปดูเพิ่มเติมได้จาก youtube ลิงค์ด้านล่างนี้เลยจ้า ^ ^

https://youtu.be/tWjYNpMrFRc

ณัฐ อยู่ดีดี

8.01.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

"เมื่อศิษย์พร้อม ครูจะปรากฎ" วลีที่เราคุ้นเคยจากหนังจีนกำลังภายใน เนื่องจากเราเป็นสายอ่าน ครูบาอาจารย์ยุคแรกสำหรับเราจึง...
01/01/2026

"เมื่อศิษย์พร้อม ครูจะปรากฎ" วลีที่เราคุ้นเคยจากหนังจีนกำลังภายใน เนื่องจากเราเป็นสายอ่าน ครูบาอาจารย์ยุคแรกสำหรับเราจึงเป็นการทำความรู้จักบุคคลเหล่านั้นผ่านการอ่านงานเขียนของพวกท่าน

เราอ่านด้วยความอยากรู้เป็นหลัก ไม่ได้แยกแยะว่ามันคือศาสนา ปรัชญา จิตวิทยา ธุรกิจ พัฒนาตัวเอง หรืออะไรก็ตามแต่ เมื่อจุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่หมวด แต่อยู่ที่ข้อสงสัยในใจตัวเอง การอ่านสำหรับเราก็เลยเป็นกิจกรรมไม่รู้จบ

--

พอเริ่มต้นทำงาน พลังชีวิตมีมาก มองภายนอกก็เหมือนจะเป็นผู้ใหญ่ ไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใด ที่โบราณว่า 'ลูกวัวไม่กลัวเสือ' ก็เป็นแบบนั้น ช่างมั่นเหลือเกินว่า 'แค่พยายามให้มากพอ เราก็จะทำได้ทุกอย่าง' ยังไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองยังไม่รู้อะไรอีกบ้าง

ความห้าวแบบนั้น โอหังแบบนั้น ด้านหนึ่งมันก็ดีนะ มันก็ขับเคลื่อนตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า

แต่อีกด้านนึง มันก็ทำให้ตัวเองเป็นคนแข็งกระด้าง แห้งแล้งเหลือทน
ไม่ได้รู้เลยว่าใช้ชีวิตแบบเม่นพองขน ส่งสายตาพิฆาต วาจาเชือดเฉือน รอบตัวมีแต่รังสีอำมหิตขนาดไหน

ในวันที่เป็นคุณเม่นแบบนั้น เราก็ได้ไปอ่านงานเขียนของโอโช

--

สำหรับคนหยาบกระด้าง ทั้งโง่เขลา ซ้ำยังอีโก้สูง
งานของโอโชช่างเหมาะกับตัวฉันยิ่งนัก!

หยิบมาอ่านกี่เล่มก็ทิ่มแทงฉึ่กๆๆๆๆ เสียดแทงเข้าไป
เหมือนโดนฆ้อนทุบหัวตลอดเวลาที่เปิดอ่าน

ได้เห็นความหยาบ โง่งม งี่เง่า
และก็ได้พบว่าโลกที่คิดว่าเรามองเห็นหมดแล้ว ยังมีความละเอียดอีกระดับที่ที่ผ่านมาไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่ มันก็คือโลกเดิม แต่ในโลกแห่งนี้ มีความสงบสุขและสวยงามดำรงอยู่เช่นกัน เพียงแต่ที่แล้วมา เรามันหยาบเกินไป ทัศนคติคับแคบเกินไป ศึกษามาน้อยเกินไป ยิ่งแทบไม่ปฏิบัติใดๆ เลย

ความรู้จากการอ่านที่สั่งสมมาก็ไม่ใช่อะไรเลย ก็เป็นแต่เพียงข้าวของระเกะระกะสะสมให้ฝุ่นจับข้างในตัวเอง

--

แน่นอนว่า ด้วยความหยาบของเราในยุคนั้น เราอ่านงานของท่านติช นัท ฮันห์ ไม่ได้
มองงานเขียนของท่านว่าหวานเกินไป สวยเกินไป โรแมนติกเกินไป

พอหันไปอ่านงานแปลอื่นๆ ที่เขียนโดยพระชาวต่างชาติ ก็รู้สึกดี อ่านแล้วเหมือนได้รับการชำระล้าง แต่ไม่เห็นจะเข้าใจอะไรเลยนอกจากรู้สึกดีเท่านั้น เพียงแต่เสพย์รสชาติความรู้สึกดีเท่านั้น อ่านไปให้น้ำตาไหลไป รู้สึกดีเสร็จ ก็กลับมามีชีวิตต่อ

แต่ความแตกต่างตลอด 15 ปีที่ผ่านมาก็คือ เราไม่ได้เพียงแต่อ่านอีกต่อไป
เราได้พบปะ สนทนา แลกเปลี่ยน พูดคุยลึกซึ้งกับผู้คน
มองดูวิธีการใช้ชีวิตของพวกเขาว่านำมาสู่ผลลัพธ์แบบไหน
ได้รู้จักคำสอนที่ว่า 'หากมี 3 คนเดินผ่านมา 1 ในนั้นย่อมเป็นอาจารย์ของฉันได้'

เราสมาทานแนวคิดว่า 'การเรียนรู้คือถ่อมตน' มานับแต่นั้น

--

หนึ่งในคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเราคือ คุณพ่อของเพื่อน
เราไปกินข้าวบ้านเพื่อนทุกสัปดาห์มาสิบปีแล้ว

บ้านเพื่อนเป็นครอบครัวใหญ่ สมาชิกนัดหมายว่าทุกวันพุธจะมากินข้าวเย็นด้วยกัน กำหนดการเรียบง่าย ทำต่อเนื่องเรื่อยมา 20 ปี เติบโตและแก่เฒ่าไปด้วยกัน

บางสัปดาห์บางคนอาจติดธุระ แต่สัปดาห์ส่วนใหญ่ทุกคนก็จะมาเจอกัน กินข้าวโต๊ะใหญ่พร้อมหน้ากัน

คุณพ่อเป็นเกษตกร เรียนไม่สูง
เพราะเรียนไม่เก่ง จึงชอบทำงานมากกว่า
เป็นคนชอบงานช่างทุกชนิด ก็เลยเอาสินค้าเกษตรมาแปรรูป แล้วก็เปิดโรงงาน

ซื้อเครื่องจักรมาซ่อมแซมต่อเติมเอง แล้วก็สร้างธุรกิจขึ้นมาดูแลลูกๆ ของตัวเอง
ทั้งยังเป็นธุรกิจที่สอดรับกับ purpose ของตัวเองเป็นอย่างดี

คุณพ่อเริ่มต้นจากไม่มีอะไร เน้นว่าเป็นคนมุ่งมั่นจริงใจ วิธีแก้ไขปัญหาคือคิดให้เรียบง่าย ประหยัด เน้นว่าลงมือทำจริงแล้วเห็นผลได้จริงเท่านั้น

--

ตอนรู้จักคุณพ่อได้สัก 3 ปี วันหนึ่งคุณพ่อก็บอกเราว่า 'อ่านหนังสือเยอะๆ ระวังจะเป็นบ้านะ'

กับคนที่อ่านหนังสือเยอะจนใส่แว่นมาตั้งแต่เด็กแบบเรา เจอคนพูดตรงๆ ใส่แบบนี้ก็ต้องชะงักเป็นธรรมดา

ก็คงมีทั้งโกรธด้วย และกลัวด้วย แต่ที่ชัดที่สุดท่ามกลางความรู้สึกมากมายเหล่านั้น คือ เครื่องหมายคำถามเต็มหัวว่า 'ก็ถ้าไม่อ่าน จะไปรู้ได้ไงล่ะ?'

ปัญหาที่คุณพ่อเพื่อนเห็นในตัวเรา ไม่ใช่เรื่องการอ่าน แต่เป็น 'ความยึดติด'

ที่เชื่อว่า 'อ่านมากจะดี อ่านมากคือรู้มาก' เป็นความยึดติดชนิดหนึ่ง มีไว้หล่อเลี้ยงอีโก้ตัวเอง

คุณพ่อเพื่อนจึงเล่นใหญ่กับเรา
ชอบอ่านหนังสือดีนักใช่ไหม งั้นมาอ่านคัมภีร์กัน!

แล้วเราก็เลยได้อ่านคัมภีร์เล่มแรกในชีวิต คือ คัมภีร์องค์ที่ 6 หรือชื่อที่คนไทยรู้จัก คือ พระสูตรเว่ยหลาง ที่แปลโดยท่านพุทธทาส

เราใช้เวลาอ่านคัมภีร์องค์ที่ 6 แลกเปลี่ยนกับผู้ใหญ่ที่บ้านเพื่อนอยู่เกือบปี กว่าจะจบเล่มได้

--

ถ้าการอ่านงานของโอโช คือ การเอาฆ้อนทุบสเต็คจนได้เนื้อนุ่มนิ่ม พร้อมสำหรับเอาเนื้อไปใช้ทำอาหารต่อ

อ่านคัมภีร์องค์ที่ 6 คือการไปลอกต้อกระจก
สิ่งขุ่นมัว ความเชื่อ ความโง่งม หลงผิด อวดดี โดนขูดลอกทิ้งเสียเกลี้ยงในฉับพลัน

เพราะท่านองค์ที่ 6 ไม่เหมือนพระผู้ใหญ่องค์อื่นๆ ที่เติบโตภายใต้กรอบการศึกษาเพียบพร้อม ท่านก็เป็นเพียงคนตัดฟืนไร้การศึกษา แต่วันหนึ่งที่ได้ไปส่งฟืนบ้านลูกค้า เกิดได้ยินคนในบ้านสวดวัชรสูตรแล้วเกิดสว่างไสวในธรรม จึงเดินทางไปพบธรรมาจารย์องค์ที่ 5 ผู้เป็นคนสอนวัชรสูตรให้กับตระกูลนี้ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็กลายเป็นตำนาน ที่ชาวพุทธมหายานและสายเซนรู้จักกันดี

หากเราไม่ได้ทุบตัวเองให้ลดความแข็งกระด้างจากการอ่านงานโอโชมาก่อน ก็คงไม่ได้มีความพร้อมหรือสายตาที่ละเอียดพอจะอ่านคัมภีร์ได้

และต่อมา ถ้าไม่ได้ป่วยแล้วโรงพยาบาลรักษาไม่ได้ ไม่ได้ผ่านประสบการณ์รถชนเฉียดตาย ก็คงไม่ได้ดิ้นรนแสวงหาหนทางในการดูแลรักษาตัวเองด้วยอายุรเวท ก็ถ้าไม่ได้ผ่านอะไรมาแบบนั้นก็คงไม่ได้ไปเจอคุณหมอและคณาจารย์ของ Chopra Center จนใช้ชีวิตใช้การได้ปกติดีแบบทุกวันนี้

เพราะผ่านทั้งหมดนั้นมา ถึงทำให้นั่งสมาธิภาวนาทุกวันได้

และถ้าไม่ได้ฝึกฝนสติผ่านการทำสมาธิและการเขียน journaling สม่ำเสมอ เราก็คงอ่านงานของท่านติช นัท ฮันห์ไม่ได้

เราในช่วงวัย 20 ที่ทั้งหยาบกระด้าง แข็งกร้าว และจิตใจแห้งผาก ไม่ได้มีความพร้อมจะอ่านงานเขียนของท่านด้วยความซาบซึ้งใจเลย เพราะจิตใจยังไม่ละเอียดพอจะสัมผัสแล้วเข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจเนื้อหา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมองเห็นความงาม อ่านไปก็ได้แต่ judge ไปว่า 'มองโลกในแง่ดีชะมัด หวานเกินไปนะ ไม่เหมาะกับเรา' ทั้งที่ตัวหนังสือไม่ผิดสักหน่อย แต่เป็นเราเองที่ไม่ถึงพร้อมจะอ่านเองต่างหาก

--

ปี 2025 เรายังได้เจองานเขียนของพระอาจารย์อีกท่านที่เราอ่านอย่างปลาบปลื้ม แถมรู้สึกสนุกแบบเด็กน้อยตาโตได้ของเล่นชิ้นใหม่

ใช้คำว่า 'สนุก' กับหนังสือที่พระผู้ใหญ่เป็นคนเขียนอาจจะฟังดูขัดแย้งกันไปสักหน่อย แต่มันสนุกจริงๆ! แถมยังเป็นพระอาจารย์คนไทยด้วย

และ storytelling ของท่านไม่ใช่แค่เทียบกับพระนักเขียนด้วยกัน แต่เทียบกับนักเขียน non-fiction ชั้นแนวหน้าจะของไทยหรือเทศ ก็ยังถือว่าทักษะ storytelling ของท่านโดดเด่น แข็งแรง ลื่นไหลมาก (คิดว่าท่านเขียนหนังสือมาเกิน 300 เล่ม... ถ้าจำตัวเลขผิดต้องขออภัย แต่จำได้ว่าเยอะจนเราตะลึงค่ะ)

ถ้าอ่านงานเขียนของท่านติช นัท ฮันห์ คือผืนป่า ทะเลสาบ หมอกยามเช้า

งานเขียนของพระอาจารย์ชาวท่านนี้ คือ ความงามแบบวิศวกรรม

มันคือความงามของระบบ ตรรกะ วิสัยทัศน์ ความเนี้ยบ ความแข็งแรง ความต่อเนื่อง ความลีน ไม่มีส่วนเกิน
แถมหนังสือทุกเล่มมีอ้างอิงให้กลับไปค้นได้หมดว่าต้องไปอ่านเพิ่มตรงไหนในพระไตรปิฎก (เป็นการอ้างอิงที่โหดมาก ละเอียดสุด)

พระอาจารย์ท่านที่เราหมายถึงก็คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ค่ะ

อ่านแล้วทั้งสนุกทั้งซาบซึ้ง เห็นความเชี่ยวชาญในพระธรรมคำสอน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังลำดับเรื่อง เรียบเรียงเรื่องเล่ามาให้ผู้ศึกษาสามารถทำความเข้าใจตามได้เป็นขั้นๆ

ทั้งตัวอย่างประกอบก็เป็นเรื่องที่คนเมืองเข้าใจตามได้โดยง่าย อ่านแล้วทั้งเพิ่มพูนภาวะผู้นำ กระตุ้นให้ดึงศักยภาพในตัวผู้อ่านออกมา โดยที่... ทั้งมวลที่เล่าก็คือสิ่งที่อ้างอิงได้ทั้งหมดจากพระไตรปิฎก

หนังสือทั้งหมดของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ หาอ่านและฟังได้ฟรีออนไลน์ แต่ก็มีหนังสือเล่มพิมพ์จำหน่ายเพื่อง่ายแก่การพกพา ทั้งสะดวกอ่านและขีดไฮไลท์ค่ะ

--

'เมื่อศิษย์พร้อม ครูจะปรากฎ' ในชีวิตเราก็เป็นเช่นนี้

ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การเรียน การพูดคุยกับผู้คน การทบทวนตัวเอง การมีบทสนทนาลึกซึ้ง รวมไปถึงการลงมือทำจริงของตัวเราเอง

แต่มันไม่เคยเป็นแค่เรื่องการอ่านแต่เพียงอย่างเดียวเลย

ถ้าเราพร้อมที่จะเรียนรู้ พร้อมจะแก้ไข ครูที่เหมาะกับเราจะปรากฎตัวขึ้นเอง

อยู่ที่ว่า เมื่อเรามองเห็นครูแล้ว เราจะ commit ต่อการเรียนรู้นั้นรึเปล่า

ขอให้ทุกท่านพบเจอครูบาอาจารย์ของตนเองเช่นกันนะคะ

สวัสดีปีใหม่ค่ะ :-)

ณัฐ อยู่ดีดี
1.01.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

เมื่อคุณอ่านหนังสือไม่ทัน และสนพ.ส่งหนึ่งในกองดองมาสวัสดีปีใหม่😆 ขอบพระคุณ สำนักพิมพ์วีเลิร์น ที่คิดถึงกันค่าาาา อ่านๆๆ ...
27/12/2025

เมื่อคุณอ่านหนังสือไม่ทัน และสนพ.ส่งหนึ่งในกองดองมาสวัสดีปีใหม่😆 ขอบพระคุณ สำนักพิมพ์วีเลิร์น ที่คิดถึงกันค่าาาา อ่านๆๆ เล่ม 'วิชาคนตัวเล็ก' เราอ่านแน่ๆ รอก่อนน๊าาาา...

เรื่องมันเริ่มจาก... มีคนชวนณัฐไปจัด set intention workshop แต่มันก็ฉุกละหุกอยู่ เราเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าไปสอนสดจะต้องเตร...
26/12/2025

เรื่องมันเริ่มจาก... มีคนชวนณัฐไปจัด set intention workshop แต่มันก็ฉุกละหุกอยู่ เราเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าไปสอนสดจะต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรไปบ้างนะ? ต้องทำโปสเตอร์ หรือเตรียมเอกสารแจกมากน้อยแค่ไหนบ้าง?

ดูเวลาแล้ว... ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกที
ก็เกรงใจคุณเค้าที่ยังรอคำตอบ ก็เลยปฏิเสธไปก่อน

แต่...
ถึงปีนี้ เรายังจัด workshop ไม่ได้ แต่เราทำคลิปได้นี่!

ว่าแล้วก็ชวนคุณผู้ชมช่องอยู่ดีดีมาทบทวนตัวเองปลายปีกันค่ะ ^ ^

ใครยังไม่ได้ทบทวน & วางแผนปีใหม่
อยู่ดีดี EP นี้ มานั่งเขียนทบทวนตัวเองแบบชิลล์ๆ สบายๆ ด้วยกันได้เลยค่ะ
..และเพราะตอนแรกดิฉันนึกว่าต้องไปจัด workshop จริงๆ
ก็เลยเล่นใหญ่กว่าปกตินิดนึง ดีไซน์วิธีทบทวนตัวเองมาใหม่เลย ชื่อ CALM Method

แถมยังนั่งทำ workbook pdf มาให้ฟรีด้วยค่ะ (จัดใหญ่มาก //มือทาบอก)
จะได้ไม่ต้องนั่งจดคำถามเอง ไปนั่งเขียนตอบกันได้สบายๆ นะคะ

ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินกับ EP ใหม่
และใช้ workbook pdf นี้ทบทวนตัวเองได้เลย
ถือเป็นของขวัญสวัสดีปีใหม่เล็กๆ น้อยๆ จากอยู่ดีดีค่า ^ ^

ขอให้มีความสุข สนุกสนานในช่วงเทศกาล ขับขี่ปลอดภัย
และขอให้ปีหน้านี้เป็นปีที่ CALM
สุข สงบ เติบโตได้อย่างมั่นคงสำหรับทุกคน

สวัสดีปีใหม่ทุกคนล่วงหน้าค่า ^ ^

ลิงค์ดู youtube --> https://youtu.be/_wXtsgzthME

ลิงค์โหลด pdf --> https://forms.gle/Fn2kGis1GEVDGPte8

ณัฐ อยู่ดีดี
26.12.2025

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

📊 เมื่อ YouTube เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่!YouTube เพิ่งส่งสรุปหลังบ้านสำหรับครีเอเตอร์มาให้ผู้ชมหลักของช่องอยู่ดีดีปีนี้คือ วัย...
25/12/2025

📊 เมื่อ YouTube เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่!
YouTube เพิ่งส่งสรุปหลังบ้านสำหรับครีเอเตอร์มาให้
ผู้ชมหลักของช่องอยู่ดีดีปีนี้คือ วัย 35-44 ปี! (เปลี่ยนจาก 25-34 ปี)

พี่ชายณัฐว่า: "ก็ผู้ชมกลุ่มเดิม เพิ่มเติมคืออายุที่มากขึ้น แสดงว่าไม่มีผู้ชมใหม่น่ะสิ"

แป่วววว... ก็อาจจะจริง! 🤣🤣
แต่เรารู้สึกขอบคุณที่สถิติอายุมันออกมาเป็นแบบนี้นะ

คือเนื้อหาที่เราเล่ามันก็หนักอยู่ การที่กลุ่มผู้ชมอายุ 35+ เข้ามาดู...แสดงว่าคอนเทนต์ของเรามันมีความหมายกับวัยผู้ใหญ่ ซึ่งประสบกับตัวเองแล้วว่าชีวิตมันก็ไม่ได้มีแค่เรื่องการงาน การเงิน นะเฟร้ยยย (ถึงแม้จะแอบคิดว่า: เนื้อหาแกจะยากไปไหนเนียะ 555)

ประเด็นคือ:

- YouTube ดัน Shorts ให้คนดูมากกว่า Long Form (ก็ต้องเข้าใจ เพราะเค้าอยากสู้กับ tiktok ช่องอื่นก็โดนเหมือนกันหมด)

- การทำ Shorts บังคับให้เราหัดเขียนและคิดอะไรสั้นๆ (คือเป็นคนเยอะน่ะค่ะ คิดอะไรสั้นๆ ไม่เป็นจริงๆ ที่ทำ shorts ได้คือต้องฝึกให้ทำให้ได้น่ะ)

- ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง... คือพอทำ Shorts ได้ ก็ดันไปปลดล็อคการขึ้นโครงคอร์สวิดีโอออนไลน์ที่เราพยายามทำมา 3 ปีแล้วทำยังไงก็ไม่เสร็จ ตอนนี้พอไปหัดทำ shorts มา ทีนี้คอร์สเดินหน้าไวสุดๆ สปีดเพิ่มขึ้น x3 เลยค่ะ!

โธ่เอ๊ย! รู้งี้ทำ Shorts ไปตั้งนานแล้วววววววววววว! 😆 บ้าบอที่สุด

--

🥁 และตอนนี้ถึงเวลาประกาศความตื่นเต้นที่สุดของปี! 🥁

คอร์สวิดีโอออนไลน์อันแรกในชีวิตของณัฐใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วค่ะ! 🥳 เย้!!

ชื่อหลักสูตร 'Focus Fix: ระบบจัดระเบียบชีวิตด้วยการตั้งหลัก'

นี่คือคอร์สวิดีโออันแรกในชีวิตเลยนะ! ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่

ปี 2026 ก็จะเป็นปีที่ณัฐมีอะไรสนุกๆ มาให้ทุกคนได้เรียนรู้และเติบโตร่วมกันแน่นอน ^ ^

--

ประกาศเพิ่มเติม 📢 เรายังไม่จัดกิจกรรม Set Intention workshop รอบสดนะคะ
ขอโฟกัสกับการทำคอร์สวิดิโอให้เสร็จค่ะ ขอบพระคุณทุกท่านที่แสดงความสนใจมาน๊าาาา ^ ^

--

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาตลอดปี
แล้วเจอกันปีหน้ากับ Focus Fix และคอนเทนต์ด้าน well-being ดีๆ เช่นเคย

สุขสันต์วันคริสต์มาส🎄
และสวัสดีปีใหม่ทุกคนล่วงหน้าค่า ^ ^

ณัฐ อยู่ดีดี
25.12.2025

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ nananatteผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram