18/01/2026
การเดินทางของโรคซึมเศร้า
ทำไมถึงรักษาแล้ว กำเริบซ้ำ เป็นๆ หายๆ ได้
กราฟเป็นตัวอธิบายว่า ทำไมซึมเศร้าถึงรักษายาก รักษาเย็น เพราะมีโอกาสที่ระหว่างการรักษาจะกำเริบขึ้นมาอีก (relapse) หรือหายจนเป็นปกติแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ (recurrence)
🧠 อย่างที่เคยได้กล่าวไปในหลาย ๆ โพสต์ ซึมเศร้าไม่ได้เกิดกับทุกคน ไม่ใช่เครียดเรื้อรังหรือเศร้าอะไรแล้วจะต้องเป็น
แต่มักจะเกิดจากคนนั้นมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง
ทำให้สมองมีความพร้อมระดับหนึ่งแล้วที่จะเป็น เช่น
✔️ พันธุกรรม ที่เกี่ยวกับการจัดการสารสื่อประสาท, BDNF, stress hormone
✔️ รอยแผลทาง DNA (Epigenetics) ที่มักฝากมาจากความเครียดรุนแรงในสมัยเด็ก
✔️ บุคลิกภาพบางอย่าง เช่น perfectionism, neuroticism (มองแง่ลบง่าย) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็สะสมมาจากพันธุกรรมและแวดล้อมในวัยเด็ก จนมาพัฒนา role ชัดเจนตอนวัยรุ่น
✔️ การเสียสมดุลจุลชีพในลำไส้ (Dysbiosis)
แล้วพอมีสภาวะเครียดรุนแรง/เรื้อรัง หรือมี event ที่ส่งผลต่อจิตใจมาก ๆ ก็จะเริ่ม onset ของโรคซึมเศร้า
เป็นจุด ‘ดิ่ง’ ของกราฟ
ซึ่งระหว่างที่เกิดเหตุนั้น เซลล์ประสาทหลายบริเวณในสมองจะเริ่มถูก stress hormone ทำให้ทำงานลดลง เซลล์เม็ดเลือดขาว microglia จะเริ่มหลั่งสารอักเสบ ทำร้ายการเชื่อมต่อ บางจุดที่เกี่ยวข้องกับ stress (เช่น amygdala) จะทำงานรุนแรงขึ้นแม้ตนเองจะฝ่อ สารงอกประสาท BDNF จะเริ่มสร้างลดลงในแวดล้อมอักเสบ ฯลฯ
กลไกเหล่านี้นี่แหละ จะเริ่มโจมตีสมองหลายจุด
ซึ่งแต่ละคนจะโดนไม่เหมือนกัน บางคนดิ่งสุด ๆ
บางคนดิ่ง + สิ้นยินดีแบบว่าหนัก บางคนโดน
ฝั่ง physical เยอะ เช่น เชื่องช้า อ่อนเพลีย
(จึงเป็นที่มาว่าจิตแพทย์ต้องใช้เกณฑ์ DSM V
ในการวินิจฉัยแต่ละคน)
🌑 จุดที่แย่ที่สุดคือ ‘ก้นเหว’ แห่งความมืดมิด
ก็คือจุดต่ำสุดของกราฟ
ซึ่งมันก็แค่กราฟที่ทำให้เราดูอย่างง่ายค่ะ
เราไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะแย่ได้มากกว่านี้ไหม
สิ่งที่จะฉุดสภาพเราขึ้นมา โดยมีสมองที่แย่อยู่
บงการเรา คือพาตัวเองไปรักษาค่ะ
📈 หลังจากเริ่มรักษาไปแล้ว
ผ่านช่วง ‘รับน้องใหม่ ผลข้างเคียง’ ไปแล้ว
ปรับยากันอิรุงตุงนังแล้ว
2–6 สัปดาห์จะเริ่มมีอาการบางอย่างดีขึ้น
ก็จะเป็น ‘ขาขึ้นของกราฟ’
แต่อย่างที่ได้บอกไป
จุดที่ดีขึ้นคือเซลล์ประสาทเริ่มแตกแขนง
เริ่มมีการอักเสบลดลงแล้ว
แต่ทว่าปัจจัยเสี่ยงของเรามันยังอยู่ค่ะ
ดังนั้นมีโอกาสที่จะเจอ trigger ได้ง่าย
และที่สำคัญคือ สมองยังพร้อมที่จะดำดิ่งกับเรื่องลบ ๆ อยู่
จึงเป็นที่มาของการกำเริบระหว่างรักษา (Relapse)
หรือบางคนดีขึ้นสุด ๆ ไปแล้ว ใกล้ปกติแล้ว
กลับมากำเริบใหม่ (เรียก Relapse เหมือนเดิม)
ยังไม่นับกับการหายไปเป็นปีแล้ว
กลับมาเป็นซ้ำ (Recurrence)
🩺 ทางเพจจึงให้ความสำคัญกับการรักษาหลัก
นั่นคือ กินยา เป็นอันดับหนึ่ง
เพราะมันได้การฟื้นฟูแบบ passive แน่ ๆ
รองลงมาคือ การทำจิตบำบัด ซึ่งบางคน
ก็ตอบสนองต่อจิตบำบัดดีมาก ๆ
แต่หลังจากนั้น อยากให้ทุกคนกลับมาหาวิธี
ป้องกัน Relapse และ Recurrence ให้ได้
วิธีป้องกันที่ดีเป็นอันดับต้น ๆ คือ
การฝึกเกราะทางจิตวิทยา ฝึกกระบวนการคิด
ซึ่งจะได้จากจิตบำบัด หรือศึกษาเพิ่มเติม ฯลฯ
เพื่อให้รับมือกับ stress ได้ดีอีกครั้ง
และที่สำคัญคือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอค่ะ
แต่ต้องคุยกันจริงจังว่า การออกกำลังกายที่งานวิจัย
มักจะเห็นตรงกันว่าได้ผลดี
มักจะต้องออกในระดับที่ ‘เหนื่อย’ ค่ะ
พูดแบบภาษาวิชาการคือ moderate intensity เป็นต้นไป
และทำต่อเนื่อง (แน่นอนว่ามีวันพัก)
และยิ่งออกได้หลากหลายมากขึ้น ยิ่งป้องกันได้มากขึ้น
เพราะมันสร้างสาร BDNF ขึ้นมาได้ดีใกล้เคียงกับวิธีอื่นเลย
(แต่มันทำถึงยากไง ในตอนแรก ๆ)
🌍 ส่วนวิธีอื่น ๆ สามารถทำได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการดูแล
สุขภาพจุลชีพในลำไส้ ถ้าตามไกด์ไลน์คือการเพิ่มการกิน
อาหารที่มีเส้นใย ผัก ผลไม้ (หวานน้อย) ธัญพืชที่ไม่ขัดสี
ส่วนกรณี Probiotics ยังต้องรองานวิจัยแน่ชัดอีกที
ว่าจะต้องกินตัวไหน โดสเท่าไหร่ แต่โดยทั่วไป
ก็ไม่ได้มีอันตรายอะไร ใครจะกินก็แล้วแต่
อันที่จริง จุดที่สำคัญที่สุด แต่เพจคงไปแนะนำอะไรไม่ได้
คือ ‘แวดล้อมโลกจริง รอบตัว’ ค่ะ
อันนี้แหละ สุดยอดตัว trigger และสลัดโคตรยาก
มันพัวพันไปถึงปัจจัยครอบครัว–สังคม–เศรษฐกิจ
เรายังอยู่ใกล้ตัวกระตุ้น เรายังมีแวดล้อมที่แย่
มันก็กระตุ้นได้เสมอ
ก็ได้แต่ให้กำลังใจว่า วันหนึ่งมันจะมีทางออก
แต่ถ้าทางออกมาถึงแล้ว ก็ปฏิเสธให้เป็น
คิดถึงตัวเองมาก ๆ เอาความเกรงใจคนอื่นออกไปก่อน
(คือบางคนโดนจน ไม่กล้าปฏิเสธน่ะ)
💙 หวังให้ทุกท่านกลับมาสุขภาพดีเหมือนเดิมทุกคนนะคะ
(อ่านกลไกเพิ่มเติมในคอมเมนท์ใต้บทความนี้นะคะ
อย่าลืมปรับเป็น ‘ทุกคอมเมนท์’ ก่อนนะคะ)