Jaidee clinic ใจดีคลินิกเวชกรรม รักษาโรคทั่วไป โ?

26/01/2026

ทำไมคนซึมเศร้าเขาปล่อยวางไม่ได้ซักที ทำไมเขามัวแต่คิดลบวนไปวนมา ทำไมไม่มองบวก

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำ
เพราะคงไม่มีใครอยากอยู่ในวังวนนี้

แต่ ‘ส่วนหนึ่ง’ เพราะว่าเครือข่ายสมอง ที่เรียกว่าโหมด ‘มุ่งสนใจภายใน’ (Default mode network: DMN) มันเปิดค้างไว้ ไม่หลุดออกมาซักที


คนปกติก็มีเครือข่ายสมองนี้เหมือนกัน มันคือความร่วมมือของสมองหลายส่วน ที่สร้างโหมดให้เราจดจ่อกับความคิดและอารมณ์ภายใน บางคนเรียกว่าโหมดเหม่อลอยค่ะ


ข้อดีของสมองโหมดนี้มีเยอะมาก มันช่วยให้คิดแก้ปัญหา ทบทวนอดีต และสร้างความคิดสร้างสรรค์ เพราะมันตัดสิ่งรบกวนภายนอกออกได้ดี

แต่ปัญหาใหญ่ของโรคซึมเศร้าคือ สมองส่วนอารมณ์และความจำ กำลังสร้างอารมณ์ลบอยู่ และดึงความทรงจำที่ปวดร้าวขึ้นมาไม่หยุด


วิธีจะหลุดออกมาคือออกจากสภาพเหม่อ แต่เครือข่าย DMN ของคนซึมเศร้า กำลังอยู่ในสภาพผิดปกติ เปิดใช้งานยาวๆ เพราะส่วนที่คอยสวิตซ์โหมด (Salience network) มันทำงานเสียไปค่ะ


ฟีลมันจะประมาณจมน้ำ
ไม่มีเชือก ไม่มีอะไรให้คว้า
อยากออกใจจะขาด แต่น้ำก็ยังท่วมมิดหัว
สิ่งรอบตัวเหมือนมองผ่านน้ำ
ลางๆ เทาๆ หรือไม่เข้ามาในสายตาเลย

แล้วมันก็วนอยู่อย่างนั้น
เวลายืดออกยาวผิดปกติ
เรื่องร้ายที่ผ่านไปแล้วก็โผล่มา
เรื่องที่ยังไม่เกิดก็ชิงคิดล่วงหน้า
หรือบางทีก็ไม่มีเรื่องอะไร
แต่มันเศร้าของมันอยู่อย่างนั้น

อันนี้ไม่ใช่การแต่งนิยาย
แต่คือสิ่งที่ผู้ป่วยเล่าจริง
และมันตรงกันอย่างน่าประหลาด


ทางออกจากน้ำที่ไร้ก้นบึ้งคือ การมารักษาค่ะ
ถ้ามีคนใกล้ตัวที่พาเขามาได้ ช่วยพามาให้ได้จริงๆ

ยาต้านเศร้าช่วยเพิ่มสารสื่อประสาทให้สูงและนานพอ จนสมองกลับมาผลิตสารงอกปลายประสาท (BDNF) เพื่อให้ส่วนใช้สวิตซ์ออกจากเหม่อลอย และส่วนควบคุมอารมณ์ (PFC: Top down cognitive control) กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

และพอเริ่มทำอะไรได้บ้างแล้ว ให้เริ่มทำสิ่งที่ป้องกันกลับมาเป็นซ้ำ (อ่านต่อในคอมเมนท์นะคะ) เพื่อลดโอกาสที่จะกลับมาทรมานแบบนี้ให้มากที่สุด

เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน มันเหมือนนิรันดร์
แต่มันไม่ใช่นิรันดร์ค่ะ มันมีทางออกจริงๆ 🤍

25/01/2026

🎯: เครียด/ซึมเศร้าแล้วสมองฝ่อ คือเซลล์ตๅยเลยเหรอ?
🎤 ตอบ: ยังไม่ถึงขั้นเซลล์ตๅยค่ะ แต่แค่เป็นแบบในภาพ ขั้นนี้ก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้วค่ะ

ในภาพคือสมองส่วน Hippocampus
ที่มีหน้าที่สร้างความจำระยะยาว และเรียกใช้ความจำ

เซลล์ที่เห็นเรียกว่า pyramidal cell
มีแขนงเยอะๆ (dendrite)
เอาไว้รับสัญญาณจากเซลล์อื่น

พอซูมดูใกล้ๆ ตรง dendrite
จะมี “ปุ่มเชื่อมต่อ” (synaptic k**b)
ซึ่งคือจุดที่เซลล์ประสาทอื่นมาคุยด้วย

ในคนที่เป็น โรคซึมเศร้า หรือเครียดเรื้อรัง
จะเห็นได้ชัดเลยว่าปุ่มพวกนี้ “หายไปเกือบเกลี้ยง”


ผลคือ เซลล์อื่นคุยน้อยลง
และถ้าเป็นแบบนี้แทบทุกเซลล์ วงจรความจำทั้งวงจรก็จะคุยกันเบาลงมาก

นี่แหละค่ะที่เรียกว่า “สมองฝ่อ”
แบบไม่ต้องรุนแรงถึงตา-ยก็ทำให้ จำไม่ค่อยได้ คิดอะไรไม่ออก แล้วค่ะ

และภาพสุดท้ายจะเห็นว่า
ถ้าได้รับการรักษา ปุ่มพวกนี้งอกกลับมาได้ค่ะ

แต่อย่างที่เพจเคยบอกไป มันกลับมาเป็นซ้ำได้
เพราะคนที่เป็นจะมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าคนอื่น
ยังไม่นับแวดล้อมที่พัวพันกับปัญหาชีวิตที่เรื้อรัง

เพจเลยเน้นมาตลอดว่า แก้จุดที่แก้ได้
นอกจากยาและจิตบำบัด ต้องครบเซ็ต
ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร/ลดน้ำหนัก (กรณีน้ำหนักเกิน) ปรับการนอน ใครสายธรรมะ ตอนดีขึ้นแล้วไปสายปฏิบัติธรรมเลยก็ได้ค่ะ แต่ไม่ใช่สายนั้น จะมีวิธีมากมายใน cope กับ stress อนาคตทางเพจจะมาทยอยอัพนะคะ

22/01/2026

สมองส่วนเปลือกที่ชื่อ Insula เป็นหนึ่งในปัญหาของหลายโรคจิตเวชเลยค่ะ ทั้งกลุ่มซึมเศร้า และวิตกกังวลอย่างแพนิก


สมองส่วนนี้ทำหน้าที่รับรู้ ‘สิ่งภายใน’

✔️ เป็น 1 ในสมาชิกเครือข่ายเหม่อ (Default mode network: DMN) ทำให้คิดเหม่อ ตัดความสนใจจากแวดล้อมลง

✔️ เป็นส่วนที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะภายใน (Interoception)


ปัญหาคือส่วนนี้เป็นอีกหนึ่งจุดที่ตอบสนองต่อภาวะเครียดเรื้อรัง และปัจจัยทางพันธุกรรม/ผลของรอยแผล DNA (Epigenetics) ที่ส่งมาจากตอนเด็กค่อนข้างเยอะ

ดังนั้นพอมันทำงานมากไป

✔️ ในซึมเศร้า: จะทำให้เกิดโหมดเหม่อ คิดถึงสิ่งลบๆ วนไปวนมา, สมองส่วนที่คอยควบคุมอย่าง dlPFC แทนที่จะไปยับยั้งส่วนอารมณ์ (Amygdala) ดันมาส่งเสริมส่วนนี้แทน

✔️ ในแพนิก: พอมีหัวใจเต้นรัวขึ้นมา ก็ยิ่งรับรู้ได้มากกว่าปกติ ยิ่งรับรู้ ก็ยิ่งส่งสัญญาณไปยังก้านสมอง PAG เปิดความรู้สึกแพนิก และส่งไปยังศูนย์ประสาทอัตโนวัติ (Hypothalamus) ให้เร่งหัวใจอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดเกิด loop


สมองจุดนี้จึงเป็นอีก 1 จุดในเป้าหมายการรักษา
สำคัญเลยค่ะ ซึ่งการกินยาต่อเนื่อง
และการปรับวิธีคิด/จิตบำบัดช่วยได้มาก (โดยเฉพาะแพนิก)

18/01/2026

การเดินทางของโรคซึมเศร้า
ทำไมถึงรักษาแล้ว กำเริบซ้ำ เป็นๆ หายๆ ได้


กราฟเป็นตัวอธิบายว่า ทำไมซึมเศร้าถึงรักษายาก รักษาเย็น เพราะมีโอกาสที่ระหว่างการรักษาจะกำเริบขึ้นมาอีก (relapse) หรือหายจนเป็นปกติแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ (recurrence)


🧠 อย่างที่เคยได้กล่าวไปในหลาย ๆ โพสต์ ซึมเศร้าไม่ได้เกิดกับทุกคน ไม่ใช่เครียดเรื้อรังหรือเศร้าอะไรแล้วจะต้องเป็น

แต่มักจะเกิดจากคนนั้นมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง
ทำให้สมองมีความพร้อมระดับหนึ่งแล้วที่จะเป็น เช่น
✔️ พันธุกรรม ที่เกี่ยวกับการจัดการสารสื่อประสาท, BDNF, stress hormone
✔️ รอยแผลทาง DNA (Epigenetics) ที่มักฝากมาจากความเครียดรุนแรงในสมัยเด็ก
✔️ บุคลิกภาพบางอย่าง เช่น perfectionism, neuroticism (มองแง่ลบง่าย) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็สะสมมาจากพันธุกรรมและแวดล้อมในวัยเด็ก จนมาพัฒนา role ชัดเจนตอนวัยรุ่น
✔️ การเสียสมดุลจุลชีพในลำไส้ (Dysbiosis)

แล้วพอมีสภาวะเครียดรุนแรง/เรื้อรัง หรือมี event ที่ส่งผลต่อจิตใจมาก ๆ ก็จะเริ่ม onset ของโรคซึมเศร้า

เป็นจุด ‘ดิ่ง’ ของกราฟ

ซึ่งระหว่างที่เกิดเหตุนั้น เซลล์ประสาทหลายบริเวณในสมองจะเริ่มถูก stress hormone ทำให้ทำงานลดลง เซลล์เม็ดเลือดขาว microglia จะเริ่มหลั่งสารอักเสบ ทำร้ายการเชื่อมต่อ บางจุดที่เกี่ยวข้องกับ stress (เช่น amygdala) จะทำงานรุนแรงขึ้นแม้ตนเองจะฝ่อ สารงอกประสาท BDNF จะเริ่มสร้างลดลงในแวดล้อมอักเสบ ฯลฯ

กลไกเหล่านี้นี่แหละ จะเริ่มโจมตีสมองหลายจุด
ซึ่งแต่ละคนจะโดนไม่เหมือนกัน บางคนดิ่งสุด ๆ
บางคนดิ่ง + สิ้นยินดีแบบว่าหนัก บางคนโดน
ฝั่ง physical เยอะ เช่น เชื่องช้า อ่อนเพลีย

(จึงเป็นที่มาว่าจิตแพทย์ต้องใช้เกณฑ์ DSM V
ในการวินิจฉัยแต่ละคน)


🌑 จุดที่แย่ที่สุดคือ ‘ก้นเหว’ แห่งความมืดมิด
ก็คือจุดต่ำสุดของกราฟ

ซึ่งมันก็แค่กราฟที่ทำให้เราดูอย่างง่ายค่ะ
เราไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะแย่ได้มากกว่านี้ไหม

สิ่งที่จะฉุดสภาพเราขึ้นมา โดยมีสมองที่แย่อยู่
บงการเรา คือพาตัวเองไปรักษาค่ะ


📈 หลังจากเริ่มรักษาไปแล้ว
ผ่านช่วง ‘รับน้องใหม่ ผลข้างเคียง’ ไปแล้ว
ปรับยากันอิรุงตุงนังแล้ว

2–6 สัปดาห์จะเริ่มมีอาการบางอย่างดีขึ้น
ก็จะเป็น ‘ขาขึ้นของกราฟ’


แต่อย่างที่ได้บอกไป
จุดที่ดีขึ้นคือเซลล์ประสาทเริ่มแตกแขนง
เริ่มมีการอักเสบลดลงแล้ว

แต่ทว่าปัจจัยเสี่ยงของเรามันยังอยู่ค่ะ
ดังนั้นมีโอกาสที่จะเจอ trigger ได้ง่าย
และที่สำคัญคือ สมองยังพร้อมที่จะดำดิ่งกับเรื่องลบ ๆ อยู่

จึงเป็นที่มาของการกำเริบระหว่างรักษา (Relapse)
หรือบางคนดีขึ้นสุด ๆ ไปแล้ว ใกล้ปกติแล้ว
กลับมากำเริบใหม่ (เรียก Relapse เหมือนเดิม)


ยังไม่นับกับการหายไปเป็นปีแล้ว
กลับมาเป็นซ้ำ (Recurrence)


🩺 ทางเพจจึงให้ความสำคัญกับการรักษาหลัก
นั่นคือ กินยา เป็นอันดับหนึ่ง
เพราะมันได้การฟื้นฟูแบบ passive แน่ ๆ

รองลงมาคือ การทำจิตบำบัด ซึ่งบางคน
ก็ตอบสนองต่อจิตบำบัดดีมาก ๆ


แต่หลังจากนั้น อยากให้ทุกคนกลับมาหาวิธี
ป้องกัน Relapse และ Recurrence ให้ได้

วิธีป้องกันที่ดีเป็นอันดับต้น ๆ คือ
การฝึกเกราะทางจิตวิทยา ฝึกกระบวนการคิด
ซึ่งจะได้จากจิตบำบัด หรือศึกษาเพิ่มเติม ฯลฯ
เพื่อให้รับมือกับ stress ได้ดีอีกครั้ง

และที่สำคัญคือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอค่ะ
แต่ต้องคุยกันจริงจังว่า การออกกำลังกายที่งานวิจัย
มักจะเห็นตรงกันว่าได้ผลดี

มักจะต้องออกในระดับที่ ‘เหนื่อย’ ค่ะ
พูดแบบภาษาวิชาการคือ moderate intensity เป็นต้นไป
และทำต่อเนื่อง (แน่นอนว่ามีวันพัก)

และยิ่งออกได้หลากหลายมากขึ้น ยิ่งป้องกันได้มากขึ้น
เพราะมันสร้างสาร BDNF ขึ้นมาได้ดีใกล้เคียงกับวิธีอื่นเลย
(แต่มันทำถึงยากไง ในตอนแรก ๆ)


🌍 ส่วนวิธีอื่น ๆ สามารถทำได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการดูแล
สุขภาพจุลชีพในลำไส้ ถ้าตามไกด์ไลน์คือการเพิ่มการกิน
อาหารที่มีเส้นใย ผัก ผลไม้ (หวานน้อย) ธัญพืชที่ไม่ขัดสี

ส่วนกรณี Probiotics ยังต้องรองานวิจัยแน่ชัดอีกที
ว่าจะต้องกินตัวไหน โดสเท่าไหร่ แต่โดยทั่วไป
ก็ไม่ได้มีอันตรายอะไร ใครจะกินก็แล้วแต่


อันที่จริง จุดที่สำคัญที่สุด แต่เพจคงไปแนะนำอะไรไม่ได้
คือ ‘แวดล้อมโลกจริง รอบตัว’ ค่ะ

อันนี้แหละ สุดยอดตัว trigger และสลัดโคตรยาก
มันพัวพันไปถึงปัจจัยครอบครัว–สังคม–เศรษฐกิจ
เรายังอยู่ใกล้ตัวกระตุ้น เรายังมีแวดล้อมที่แย่
มันก็กระตุ้นได้เสมอ

ก็ได้แต่ให้กำลังใจว่า วันหนึ่งมันจะมีทางออก
แต่ถ้าทางออกมาถึงแล้ว ก็ปฏิเสธให้เป็น
คิดถึงตัวเองมาก ๆ เอาความเกรงใจคนอื่นออกไปก่อน
(คือบางคนโดนจน ไม่กล้าปฏิเสธน่ะ)


💙 หวังให้ทุกท่านกลับมาสุขภาพดีเหมือนเดิมทุกคนนะคะ

(อ่านกลไกเพิ่มเติมในคอมเมนท์ใต้บทความนี้นะคะ
อย่าลืมปรับเป็น ‘ทุกคอมเมนท์’ ก่อนนะคะ)

15/01/2026
11/01/2026

มีคนถามคำถามน่าสนใจค่ะว่า
ช่วงเครียดเรื้อรัง ทำไมมันคล้ายกับซึมเศร้า

คำตอบคือ ฤทธิ์ของ cortisol ที่สูงลอย กระตุ้นตลอดเวลา
มันให้ผลบางอย่างคล้ายกับที่พบในโรคซึมเศร้าค่ะ


ผลสำคัญที่พบได้ เช่น

1️⃣ ยับยั้งการทำงานของ Hippocampus
ดังนั้นจะเสียเรื่องการสร้างความจำระยะยาว และการนึกความจำ
เฉพาะส่วนหลังนะคะ (Dorsal hippocampus)
ในขณะที่ส่วนหน้า (Ventral hippocampus) ที่ทำเรื่องเตือนภัย
กลับทำงานแรงขึ้น

2️⃣ กระตุ้นให้ Amygdala ไวมากขึ้น
ทำให้ประมวลภัย และสร้างความรู้สึกเชิงลบได้มากขึ้น

3️⃣ Amygdala ประสานให้ระบบประสาท sympathetic ทำงานมากขึ้น
ชีพจรไวขึ้น หัวใจฉีดแรงขึ้น

แต่ถ้ามาแนวเรื้อรังแล้ว
การเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ชัดเจนมาก
และถ้ามีโรคประจำตัวอยู่
จะมาแนวคุมโรคได้ยากขึ้น
เช่น คุมความดัน คุมเบาหวานได้ยากขึ้น


จริง ๆ แล้วยังมีกลไกอื่นร่วมด้วย
เช่น การเร่งระบบ antireward system (Lateral habenula)
ให้ไปยับยั้งวงจรรางวัล
(Mesolimbic system ในภาพ)

ทำให้ช่วงเครียดเรื้อรัง
บางคนได้รับความสุขพึงพอใจจากกิจกรรมต่าง ๆ น้อยลง

คล้ายอะไรคะ
คล้าย ๆ สิ้นยินดี (Anhedonia)
แต่ยังไม่ถึงขั้นนั้น



แต่เมื่อพัฒนาไปเป็นซึมเศร้าแล้ว
มันจะไม่ได้เจอแค่ cortisol แรง ๆ อย่างเดียว
(และบางราย cortisol ก็ไม่ได้สูงมากค่ะ)

แต่จะเจอ การอักเสบในสมอง เป็นแกนหลัก
ซึ่งเราเคยเขียนไปแล้วในเรื่อง microglia

เมื่อกลไกในสมองอิรุงตุงนังมากขึ้น
ปลายทางสุดท้ายจะเป็น
เซลล์ประสาทฝ่อลง
การเชื่อมต่อลดลง

และไปลงเอยด้วย
สารสื่อประสาทยอดฮิตอย่าง
serotonin, dopamine และ norepinephrine ลดลง

แต่ขอย้ำว่า
ลดเฉพาะบางวิถีนะคะ

เช่น dopamine จะลดใน reward system
ขณะที่วิถี nigrostriatal ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
มักจะยังปกติ


อันนี้พูดในกรณีที่เป็น
เครียดเรื้อรังหรือซึมเศร้าจริง ๆ นะคะ

แต่ในชีวิตจริง
หลายเคสมันเทา ๆ มาก

หลายคนที่เครียดเรื้อรัง
มีอาการเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยซึมเศร้าแล้ว
แต่ยังไม่รู้ตัว


ก็เลยขอย้ำคำเดิมว่า
ถ้าพยายามปรับตัวเองสารพัดแล้ว
แต่มันเคลียร์ไม่ออก
มันสลัดไม่ได้

call for help ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเถอะค่ะ
พบจิตแพทย์
ทำจิตบำบัด

แล้วพอดีขึ้นบ้างแล้ว
ค่อยไปลุยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้านอื่นต่อ
เพื่อความยั่งยืนในระยะยาวค่ะ

08/01/2026

เมื่อเราเครียดเรื้อรัง เมื่อเราซึมเศร้า น้องเม็ดเลือดขาวในสมอง (Microglia) ก็จะเปลี่ยน ‘ร่าง’ ไปตามสภาพไปตามเรา


ถ้าตามเพจนี้มา อาจจะคุ้นเคยกันหมดแล้วว่า ไม่ว่าจะเครียดหรือจะซึมเศร้า สิ่งเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงในสมองจริง จับต้องได้ แยกเป็นเซลล์ๆ เลย

หนึ่งในนั้นที่เราจะมาพูดคือ
น้อง microglia

เม็ดเลือดขาวผู้ลาดตระเวนในสมอง ผู้ดูแลกำจัดสิ่งแปลกปลอม
ผู้ที่ประสานงานเซลล์อื่นๆ ให้มาช่วย เป็นคล้ายๆ หน่วยลาดตระเวน


ปกติน้องจะนอนเงียบๆ อยู่ในสภาพพัก (Resting microglia)
แต่เมื่อใดก็ตามมีเหตุร้ายขึ้นมา น้องจะลุกขึ้นมาทำงาน

เช่น มีของเสียในสมอง (beta-amyloid) น้องก็จะมาจับกิน
หรือมีการติดเชื้อในสมอง น้องก็จะมาจับกิน


แต่เมื่อใดก็ตามร่างกายเปิดโหมดสู้กับ stress
น้องก็เป็นหนึ่งในเซลล์ที่ถูก ‘ปลุก’ ขึ้นมาให้ตื่นตัวมากขึ้น

เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภัยที่ไม่คาดคิด


แต่หลายครั้ง stress ที่เผชิญมันเป็นความเครียดในจิตใจ
มันเป็นสิ่งที่สลัดไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เจออยู่ทุกวี่ทุกวัน

จนพัฒนาไปเป็นเครียดเรื้อรัง
หรือแม้กระทั่งพัฒนาเป็นซึมเศร้า
ที่สมองมักขุดเรื่องลบๆ ขึ้นมาให้เสพจนรู้สึกว่าภัยอยู่ตลอดเวลา


จุดนี้แหละค่ะ จะปลุกน้อง microglia อย่างรุนแรงและเรื้อรัง
ทำให้เปลี่ยนไปอยู่ในโหมดดุ (Microglia M1)

โหมดนี้เหมือนน้องจะรับความเครียดไปพร้อมๆ กับเจ้าของร่าง
หลั่งสารอักเสบมากมาย หมายจะเรียกให้เพื่อนๆ
เม็ดเลือดขาวภายนอกมารีบช่วยกำจัดภัยหน่อย

แต่ความหวังดีของน้อง เพิ่มความเสี่ยงที่จะไป
รบกวน/เพิ่มความเสียหายการทำงานของเซลล์ประสาท
- Hippocampus: ความจำลดลง
- Prefrontal cortex: การคุมอารมณ์ลดลง, คิดช้าลง

และเซลล์ประสาทบางจุดตอบสนองรุนแรงขึ้น
เช่น amygdala ที่ดึงอารมณ์ลบได้ง่ายขึ้น

และนั่นยิ่งทำให้สมองที่เครียดเรื้อรัง เสียหายมากขึ้น
และอาจนำไปสู่ซึมเศร้า และสิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งย้อน
กลับมาทำให้น้อง M1 ยิ่งทรมาน


แต่ถ้าเราหลุดจากเครียดเรื้อรัง
หรือรักษาซึมเศร้าจนดีขึ้น
ไม่ว่าจะกินยาต้านเศร้า จิตบำบัด ออกกำลังกาย ฯลฯ

น้อง microglia จะเปลี่ยนโหมดมาอยู่ในสภาพฟื้นฟู
ที่เรียกว่า Microglia M2 มากขึ้น

ในร่างนี้ น้องจะรับรู้ว่าภัยได้หายไปแล้วจากสัญญาณแวดล้อม
และน้องต้องฟื้นฟูสิ่งที่ตัวเองได้มีส่วนทำไป

จึงหลั่งสารต้านอักเสบและเร่งฟื้นฟูระบบประสาท
สร้างแวดล้อมให้เซลล์ต่างๆ สร้างสารงอกประสาท
อย่าง BDNF ออกมาได้มากขึ้น


หรือสรุปสั้นๆ ก็คือ

เครียด/ซึมเศร้าที่แย่ลง น้องก็จะอยู่ในสภาพที่แย่
และพยายามช่วยเกินไป จนสมองยิ่งเสียหาย

แต่ถ้าสามารถแก้ไขได้ น้องก็จะพร้อมกับมาอยู่ในร่าง
ฟื้นฟูเซลล์ประสาท และกลับมาสู่ปกติได้ค่ะ


ปล. สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวง คือ มันอยู่ใน neuroinflammation hypothesis ค่ะ เหมือนเป็นตัวเสริมว่า สุดท้ายแล้วที่ BDNF ลดลง (BDNF hypothesis) และ neurotransmitter ลดลง (monoamine hypothesis) มันมีสาเหตุหนึ่งเป็น core concept จาก dysregulation ของ microglia polarization ซึ่งมันจะล้อเลียนไปกับ immunologic bias ในทฤษฎีวิวัฒนาการ ไว้มาเล่าให้ฟังค่ะ

07/01/2026

🧬 ประสบการณ์เลวร้ายวัยเด็ก ไม่ได้ฝากแค่ความทรงจำ แต่ฝากรอยแผล DNA (Epigenetics) อาบสมองให้เสี่ยงซึมเศร้ามากขึ้น


ถ้าไปค้นปัจจัยเสี่ยงการเกิดซึมเศร้า ก็จะเจอหลายปัจจัย ที่เตรียมหลายจุดในสมองให้เสี่ยงต่อการเสียหายมากกว่าปกติ และเมื่อเจอตัวกระตุ้นสุดท้าย ก็จะ ‘บู้ม’ สมองหลายจุดโดนทำร้าย อักเสบ เสียหาย แล้วเกิดซึมเศร้า

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่มักเข้าใจกันไม่ครบคือ
‘ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก’

เพราะมักจะแค่คิดว่ามันฝากในรูป ‘ความทรงจำ’ เพียงอย่างเดียว
จริงๆ มันมีกลไกที่น่ากลัวกว่านั้นมากค่ะ


🧠 ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็น
✔️การทำร้ายร่างกาย
✔️การกระทบกระเทือนจิตใจรุนแรง
✔️การล่วงละเมิดทางเพศ
✔️การทอดทิ้ง
✔️โรคเรื้อรังที่รุนแรงมากพอ

จะทำให้ ‘สมองที่กำลังพัฒนาในช่วงวัยเด็ก’ ให้ไวต่อการเปิดโหมดต่อสู้กับภัย (Stress response) ได้รุนแรงและนานกว่าปกติ

ด้วยวิธีการ ‘ปิดผนึก’ ตำแหน่งบนสาย DNA
ที่ควบคุมการสร้าง ‘ตัวเบรก’ ระบบ cortisol
ที่ชื่อว่า NR3C1


⚡ ผลก็คือ สมองส่วน Hypothalamus ที่คอยควบคุมการสร้างฮอร์โมน cortisol มีการสร้าง ‘ตัวเบรก’ นี้ลดลง

ทำให้เมื่อใดก็ตามที่มีภาวะเครียดเกิดขึ้น ฮอร์โมน cortisol ก็จะหลั่งได้มากและได้นานกว่าปกติ เพราะ hypothalamus แทบไม่โดนเบรกเลย สั่งได้ยาวๆ อย่างบ้าคลั่ง

เหมือนเป็นรอยแผลบนสาย DNA
รอยแผลที่สอนให้สมอง overacting
สอนให้เปิดโหมดสู้กับโลกภายนอกอันโหดร้าย
ให้มันนานกว่าปกติ เพื่อรอดชีวิต


🧨 แต่ผลนี้กลับสร้างผลเสียให้สมองเอง
เพราะ cortisol ที่สูงลอยและนานแบบนี้
ในที่สุดก็ทำให้สมองหลายจุดฝ่อลง
เช่น Hippocampus, Prefrontal cortex

หรือบางจุดทำงานบ้าคลั่งขึ้น เช่น amygdala

สุดท้ายนำไปสู่ซึมเศร้าในที่สุดค่ะ


🔎 นี่อาจอธิบายได้ว่าทำไมโรคเหล่านี้ไม่ค่อยหายขาด
เพราะ Epigenetic scar มีความเสถียรสูง อยู่ยาวนาน
แม้ดีขึ้นแล้ว สมองยังคง “เสี่ยง” ต่อการกลับมาเป็นซ้ำ


การฟื้นฟูทำได้ แต่ต้องใช้เวลานาน
ทั้งยา จิตบำบัด การออกกำลังกาย กิจกรรมที่ฮีลใจ และการหลีกเลี่ยง specific trigger ซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุด


💙 ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่กับโรคเหล่านี้นะคะ

05/01/2026

สิ่งที่ซึมเศร้า กับ ภาวะน้ำหนักเกิน
คล้ายกันคือ การอักเสบเรื้อรังค่ะ

เนื้อเยื่อไขมันที่ขยายตัว สภาพจะแออัด
เบียดกันจน stress ทำให้ปล่อยสารอักเสบ
ออกมาเรื้อรัง

ซึ่งกลไกซึมเศร้า จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวในสมอง (microglia) ที่กำลังอาละวาดทำร้ายเซลล์ประสาทอยู่แล้ว ถ้ามีสารอักเสบเติมมาจากข้างนอกอีก ก็ยิ่งเสริมการอักเสบ

จึงไม่แปลกที่ถ้าควบคุมน้ำหนัก
ลดไขมันส่วนเกินได้ อาการจะดีขึ้นมากค่ะ


แต่ใช่ค่ะ ให้คนซึมเศร้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิต เดี๋ยวนั้นก็เหมือนว่ายน้ำข้ามทวีป เพราะแค่เอาตัวรอดในชีวิตประจำวันยังยากเลย

ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มวางแผนลดน้ำหนักจริงจังคือ ช่วงที่กินยาต้านเศร้า/ทำจิตบำบัด ไปซักระยะนึงแล้ว จนอาการดิ่งลดลง/เพลียลดลง ทำอะไรได้มากขึ้น

เริ่มคุมอาหาร ออกกำลังกายได้เลย
เน้นความต่อเนื่องให้มากที่สุดใน 3 เดือนแรก
ตัวเลขน้ำหนักช่างมันไปก่อน

ห้ามลดโดยใช้วิธี hardcore
นอกจากจะทำไม่ได้ต่อเนื่องแล้ว
อาการอาจจะแย่ลง

ยกเว้นว่าอาการดีขึ้นแล้ว
จะไปทำวิธี intensive อะไรก็ว่ากันอีกที

เป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ

03/01/2026

“ยิ่งอดนอน ยิ่งวิตกกังวล
นอนหลับดีได้ กังวลลดลง ตัดง่ายขึ้น”

ใครที่เป็นคงยืนยันว่าเรื่องจริง
ต่อให้ไม่เป็นโรควิตกกังวล
ช่วงที่นอนน้อย จะยิ่งคิดวนไปวนมานานขึ้น


เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะว่า
การนอนน้อย ไม่ใช่แค่ทำให้เพลีย

แต่มันไปเร่ง “หน่วยเตือนภัย” ในสมอง
โดยเฉพาะวงจรระหว่าง hippocampus ส่วนหน้า (vHPC) และ amygdala
ให้ไวขึ้น ดังขึ้น และหยุดยากขึ้น

ผลคือ ความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
และมักลามกว้างกว่าบริบทจริง


คล้ายๆ กริ่งไฟไหม้ มันดังถี่น่ะค่ะ ทั้งๆ ที่
ต้นเหตุเป็นแค่เทียน
หรือเป็นความร้อนบนดวงอาทิตย์ที่มันดับไม่ได้อยู่แล้ว
(เอ่อ กริ่งจริงๆ มันไม่ดังกับอะไรแบบนี้หรอก แค่เทียบค่ะ)

ซึ่งจะเห็นได้ชัดมากในคนที่เป็นวิตกกังวล
ที่ alarm มันเหมือนดังตลอดเวลา



จริง ๆ แล้วในคนปกติ ระบบเตือนภัยนี้เป็นระบบที่ดีนะคะ

ข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมหรือความคิด จะถูกส่งไปยัง amygdala และ vHPC แล้ว amygdala สร้างความกลัวและความกังวล แล้วประสานไปยังระบบประสาท sympathetic และศูนย์เตือนภัยระยะยาวอย่าง BNST

ขณะเดียวกัน vHPC จะดึงความทรงจำมาเทียบ แล้วยิ่งเสริมการเตือนภัยของ amygdala ให้แรงขึ้น

จากนั้น ศูนย์อย่าง anterior hypothalamus และ PAG จะสั่งให้สมองเข้าสู่โหมด “ตื่นภัย” หัวใจเต้นแรง ร่างกายตื่นตัว

สร้างสถานะพิเศษที่ไวต่อภัย
และหลบหลีก แก้ไข ได้อย่างแม่นยำค่ะ

เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
สมองส่วนควบคุมอย่าง dlPFC
และระบบ GABAergic
ควรเข้ามาหยุดสัญญาณเหล่านี้



แต่ในคนที่เป็นโรควิตกกังวล
วงจรนี้ “เปิดง่าย แต่ปิดยาก”

และการนอนน้อย
ยิ่งทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้น



งานวิจัยของ Jie Zhang และคณะ (2024) พบว่า
การอดนอนเพียงคืนเดียวทำให้

▪️ vHPC แยก “ภัย” กับ “ปลอดภัย” ไม่ออก
ข้อมูลที่ไม่อันตราย
กลับกระตุ้นความกังวลได้

▪️ Amygdala ไวเกินไป
และความกลัวแผ่ขยายกว้างเกินบริบท
เกิด fear generalization
จากเรื่องหนึ่ง ลามไปหลายเรื่อง

▪️ การควบคุมจาก dlPFC ลดลง
การยับยั้งแบบ top-down ทำงานแย่ลง

ผลคือไม่ใช่แค่กังวลง่าย
แต่กังวลไปได้แทบทุกเรื่อง



และเมื่อสมองอยู่ในโหมด “ตื่นภัย” แบบนี้
การนอนก็ยิ่งยากขึ้น

เกิดวัฏจักรอุบาทว์
อดนอน → กังวล → อดนอน → กังวล
วนซ้ำไปเรื่อย ๆ

จนชีวิตและการงานเริ่มพังลงอย่างเงียบ ๆ



ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่ายิ่งนอนน้อย ใจยิ่งไม่สงบ
ยิ่งกังวล ยิ่งนอนไม่หลับ

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กค่ะ การดูแลต้องแก้ทั้ง ความวิตกกังวล และ การนอนหลับ ไปพร้อมกัน

✔️ นอนให้พอคือวิธีลดความไวของสมองส่วนเตือนภัย (amygdala – vHPC) โดยตรง ถ้ามีปัญหาการนอนต้องรีบแก้นะคะ (แปะไว้ในคอมเมนท์)
✔️ อย่าฝืนคิดแก้ปัญหาตอนดึก นอนก่อนแล้วไปคิดตอนเช้าเถิด
✔️ หลีกเลี่ยงคาเฟอีนใกล้เวลานอน เพราะมันทำให้สมองตื่นตัว และยิ่งเข้าสู่วงจรวิตกกังวลได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่ไวต่อการกระตุ้น
✔️ งดสุราไปเลยช่วงที่พีคๆ
✔️ ถ้าแก้ไม่ได้จริงๆ พบจิตแพทย์ช่วยได้ค่ะ

ที่อยู่

อาคารพาณิชย์ BIZPOINT 2
Chiang Mai
50100

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:30
อังคาร 09:00 - 19:30
พุธ 09:00 - 19:30
พฤหัสบดี 09:00 - 19:30
ศุกร์ 09:00 - 19:30
เสาร์ 09:00 - 12:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Jaidee clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Jaidee clinic:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram