Kids Can Do Chiang Rai

Kids Can Do Chiang Rai autism, autistic, occupation therapy, special education, special child, ออทิสติก, ?

ให้บริการกระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ พัฒนาการช้า ออทิสติก สมาธิสั้น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ CP ฯลฯ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง โดยนักกิจกรรมบำบัด และครูการศึกษาพิเศษที่มีประสบการณ์ด้านเด็กโดยตรง

21/02/2026

หมอได้รู้ข่าวของ ‘พั้นช์คุง’ เจ้าลิงตัวน้อยอายุ 7 เดือน ที่สวนสัตว์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น แม่ของพั้นช์คุงตกเลือดตอนคลอด เกิดความเครียดสูง ทำให้ปฏิเสธการเลี้ยงลูก

พั้นช์คุงจึงถูกเลี้ยงโดยเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ หลังจากที่แข็งแรงพอจึงถูกปล่อยเข้าฝูงลิง แต่เพราะฝูงลิงไม่คุ้นกับพั้นช์คุง ทำให้พั้นช์คุงถูกลิงตัวอื่นปฏิเสธ และถูกกันออกจากกลุ่ม

สิ่งเดียวที่ปลอบใจพั้นช์คุงได้ก็คือ ‘ตุ๊กตาอุรังอุตังตัวใหญ่’ ที่เจ้าหน้าที่ให้ไว้เพื่อทำให้พั้นช์คุงสบายใจขึ้น ทุกครั้งที่ถูกไล่จากฝูง พั้นช์คุงจะเข้าไปกอดตุ๊กตาลิงจนรู้สึกดีขึ้น แล้วค่อยๆ เดินกลับไปที่ฝูงอีกครั้ง


เรื่องของพั้นช์คุงทำให้หมอคิดถึงบทความเกี่ยวกับ Transitional Object ที่เคยเขียนหลายปีก่อน เลยอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกคนเรียนรู้ร่วมกันอีกครั้ง

สิ่งนั้นอาจเป็นตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม ฯลฯ ที่มีคุณค่าทางใจ ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเปลี่ยนผ่านจากความเป็นเด็กเล็กที่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ สู่ความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้ (Dependence to Independence)


สำหรับหมอตอนเด็กๆ จำได้ว่ามีผ้าห่มอยู่ผืนหนึ่ง หมอเรียกว่า ‘ผ้าห่มสีฟ้า’ มันอาจไม่ค่อยสะอาดในความคิดของผู้ใหญ่ แต่ก็ทำให้หมอรู้สึกดีทุกครั้งเวลานอนกอด มันมีกลิ่นเฉพาะที่คนอื่นอาจบอกว่ามันเริ่มเหม็นแล้วนะ แต่หมอไม่ชอบเวลาที่มีใครเอาไปซัก เพราะหมอชอบกลิ่นนั้น ดมแล้วมันอบอุ่นใจ

ถ้าใครเคยดูการ์ตูนเรื่อง Peanuts ที่มีตัวละครอย่าง Snoopy หรือ Charlie Brown คงเคยเห็นเด็กคนหนึ่งชื่อ Linus เด็กที่ถือผ้าห่มของเขาไปไหนมาไหนในแทบทุกฉากของการ์ตูน นั่นคือ Transitional object


สิ่งของเหล่านี้แม้จะเน่า สกปรก ฉีกขาด หรือมีกลิ่น มีร่องรอยต่างๆ แต่มันมีความหมายกับเด็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขารู้สึกดีและสบายใจ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการกับความวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องห่างจากผู้ดูแล เช่น เมื่อแม่ต้องกลับไปทำงาน เป็นต้น

มันเปรียบเสมือนตัวแทนของแม่ในช่วงเวลาที่แม่ไม่อยู่กับเด็ก บางทีผู้ปกครองอาจรู้สึกว่ามันสกปรกและคิดว่าควรเอาไปทิ้ง แต่ตรงนั้นอาจสร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจให้เด็กพอสมควร เขาอาจร้องไห้งอแงอย่างมาก เพราะมันเปรียบเสมือนกับแม่ถูกพลัดพรากไปจากเขา


ในวัยเด็กเล็ก เช่น วัยเตาะแตะประมาณ 1–3 ขวบ เด็กกำลังเปิดโลกจากพื้นที่เล็กๆ ที่มีแค่ตัวเองและผู้ดูแล ไปสู่โลกกว้างภายนอกที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

เพราะทุกอย่างใหม่สำหรับเขา เด็กจึงอาจมีความวิตกกังวลกับหลายสิ่ง โดยเฉพาะความรู้สึกว่า บางครั้งแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิดก็ไม่ได้อยู่ในสายตาเสมอ แม่อาจไปทำงาน ไปทำครัว ไปอาบน้ำ หรือเด็กบางคนต้องไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็ก

การมีวัตถุเหล่านี้จึงช่วยในการเปลี่ยนผ่าน ให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้ว่า ถึงแม้แม่จะไม่อยู่ตรงนี้ แต่เดี๋ยวแม่ก็จะกลับมา


บางครั้งเด็กต้องการสิ่งของเหล่านี้มากขึ้นในช่วงที่เผชิญความเปลี่ยนแปลง เช่น ไปโรงเรียนครั้งแรก หรือเวลาไม่สบาย

เด็กในวัยนี้อาจมีพฤติกรรมปลอบตัวเอง เช่น การดูดนิ้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในเด็กเล็ก โดยพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป แต่หากพฤติกรรมเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ก็อาจต้องสังเกตว่ามีความเครียดอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ โดยทั่วไปพฤติกรรมหรือความต้องการวัตถุเหล่านี้จะลดลงในช่วงอายุ 4 ขวบ

หากพ่อแม่ไม่เข้าใจและบังคับให้เด็กหยุดพฤติกรรมหรือเลิกติดวัตถุเหล่านี้เร็วเกินไป อาจยิ่งทำให้เด็กปรับตัวยากและมีความเครียดเพิ่มขึ้น


เด็กบางคนอาจไม่มีของเน่าที่ติดเลย ก็ไม่ได้แปลว่าผิดปกติ อาจเป็นเพราะเขาปรับตัวได้ง่าย หรือมีผู้ดูแลที่ใกล้ชิดและมีอารมณ์สม่ำเสมอมากพอจนไม่จำเป็นต้องมีสิ่งของทดแทน

ในกรณีที่เป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ยังมีของเน่าและเลิกไม่ได้ งานวิจัยบางส่วนพบว่าอาจเกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจ เช่น ความกังวลหรือซึมเศร้า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป การประเมินควรดูภาพรวมของการใช้ชีวิต ทั้งการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วย


บางทีเรื่องของพั้นช์คุงอาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของลูกลิงน่ารักน่าสงสารตัวหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของเด็กหลายคนที่กำลังเติบโตไปในโลกกว้าง

โลกที่บางวันก็อ่อนโยน แต่บางวันกลับทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวได้เหมือนกัน

ของชิ้นเล็กๆ ที่เด็กกอดไว้ไม่ได้หมายความว่าเขาอ่อนแอ แต่อาจเป็นพลังเล็กๆ ที่ช่วยให้เขากล้าพอจะเดินต่อไปข้างหน้าในจังหวะของตัวเอง

ในฐานะพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เด็ก เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบทำให้เขาปล่อยหรือทิ้งของชิ้นนั้นเร็วเกินไป วันหนึ่งเมื่อใจของเด็กเข้มแข็งพอ เขาจะค่อยๆ วางมันลง หรือเอามันไปเก็บไว้ในที่หนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ


สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเด็กคนหนึ่งจะมีหรือไม่มี Transitional object แต่คือการที่เขารู้สึกว่ามีใครบางคนคอยเป็นที่พักใจให้เขาได้เสมอ

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าตุ๊กตา ผ้าห่ม หรือหมอนเน่าจะอยู่กับเด็กนานแค่ไหน สิ่งที่ช่วยให้เขามีจิตใจที่เข้มแข็ง คือความสัมพันธ์ที่มั่นคง อ้อมกอดที่อยู่ตรงนั้นในวันที่ต้องการ และการมีใครสักคนที่พร้อมยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น

เป็นธรรมดาที่ระหว่างทางของการเติบโต ทุกคนต้องการที่พักใจ ที่ทำให้อบอุ่นปลอดภัย ก่อนจะมีความกล้าเพียงพอที่จะก้าวออกไปเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง

#หมอมินบานเย็น

🤍
20/02/2026

🤍

ใครสักคนที่อยู่ตรงนั้นเพื่อ "ฉัน"

พั้นช์คุง เจ้าลิงน้อยอายุ 6 เดือนที่ถูกแม่แท้ ๆ ของตัวเองทอดทิ้งในสวนสัตว์ของจังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น สุดท้ายได้ค้นพบความอบอุ่นจาก "ตุ๊กตาลิงอุลังอุตัง" (จากอิเกีย) ภาพของพั้นช์คุงเดินถือตุ๊กตาไปมาไม่เคยห่าง ยามไม่มีลิงตัวไหนยอมรับ พั้นช์คุงจะย้อนกลับมาหาอ้อมกอดของแม่ตุ๊กตาลิงของมันเสมอ ... จากลิงที่ต้องเกาะแม่ตั้งแต่เกิดจำต้องหาสิ่งอื่นเพื่อทดแทนแม่แท้ ๆ ของตัวเองเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับสมองและร่างกายให้กับตัวเองจนสามารถอยู่ได้ เติบโตได้ ...

เด็ก ๆ เองก็ไม่ต่างจากพั้นช์คุง

เด็กเกิดมาต้องการใครสักคนที่อยู่ตรงนั้นข้างๆ เขา ในวันที่ดี วันที่ร้าย ตอนที่หิว ตอนที่ง่วง ตอนที่ร้องไห้จ้ารู้สึกไม่ปลอดภัย เขาต้องการใครสักคนที่อยู่ตรงนั้นเพื่อเขา ... และคน ๆ นั้นคือ "แม่" ... คนที่เป็นโลกทั้งใบให้เขาได้ในวันที่เขายังอยู่ไม่ได้ด้วยตัวของเขาเอง

คำว่า "แม่" ในที่นี้เป็นใครก็ได้ ... เด็กที่เติบโตมากับยาย ยายก็คือแม่ โตมากับพ่อเลี้ยงเดี่ยว พ่อก็คือแม่ โตมากับพ่อแม่บุญธรรม คุณครู หลวงพ่อ คนเหล่านี้ก็คือ "แม่" ในแง่ของพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคน ... ต้องมีสักคนที่อยู่ตรงนั้นข้างเขา หากไม่มีใครเลยสักคนหรือเปลี่ยนไปมาจนหาหลักยึดไม่ได้ หรือมีอยู่แต่กลับสร้างบาดแผลให้กับเด็กไม่ว่าจะด้วยปัญหาครอบครัว ความรุนแรง การถูกทอดทิ้ง ปัญหาจึงตามมา

อ้อมกอดจากคนที่เขาไว้ใจ เยียวยาทุกอย่าง ...

อ้อมกอดที่สร้างความรู้สึกว่าแม่มีอยู่จริง
อ้อมกอดที่สร้างตัวตน
อ้อมกอดที่ทำให้รู้ว่า #เรามีค่า ในสายตาพ่อแม่
อ้อมกอดที่บอกรักโดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ
อ้อมกอดที่ทำให้อุ่นใจ
อ้อมกอดที่ทำให้ปลอดภัยทางร่างกายและอารมณ์
อ้อมกอดที่ทำให้ความเจ็บปวดใด ๆ ก็ลดลงได้

ในขณะเดียวกัน วันที่แม่เหนื่อยล้ากับปัญหาที่ถาโถมมาในแต่ละวัน วันที่แม่ต้องทำหลายอย่างพร้อม ๆ กันจนไม่มีเวลาแม้แต่จะได้กินอาหารดี ๆ ได้นอนหลับอย่างเพียงพอ วันที่ตัวแม่เองยังไม่รู้เลยว่าจะถึงขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจของตัวเองเมื่อไร ... วันที่หลายคนร้องไห้ไปพร้อมกับการพับผ้าอ้อมลูก หรือขณะขับรถออกไปทำงาน ... วันที่อ่อนล้า ...

เราเองก็ต้องการอ้อมกอดธรรมดา ๆ จากคนที่เรารักเพื่อชาร์ตพลัง เพื่อระบายความรู้สึกลบ ๆ และเพื่อให้จิตใจได้พักบ้าง จากลูก จากสามี หรือจากพ่อแม่ของเราเอง ... ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ที่เราต่างเริ่มกลัวกันเองว่าจะติดเชื้อกันเมื่อไร เราเจอหน้าคนที่เรารักน้อยลง เรารักษาระยะห่างระหว่างกันมากขึ้น แต่เอาจริง ๆ นะครับ ... ลูกเองต้องการอ้อมกอดจากเรา ส่วนเราเองก็ต้องการอ้อมกอดจากลูกเช่นกัน เราต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน ...

สู้ต่อไปนะ พั้นช์คุง

#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
____________________

สมัครคลาสเรียน The Art of Parenting by หมอโอ๋ หมอวิน
Empowering Self & Resilience
ปลุกพลังแห่งตัวตนภายใน ให้ล้มได้ลุกเป็น ครั้งที่ 2 (7 มิถุนายน 2569)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทัก INBOX เพจนี้ หรือที่
http://m.me/108772654958559

สมัครคลาสเรียนด้วยด้วยตนเองที่
https://mommymonsterth.page365.net/products/81013230
_________________

สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 4 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่

อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/

A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก * NEW ฉบับปรับปรุง
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่ * NEW
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง * NEW
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)

18/02/2026

📖 ความแตกต่างระหว่างการ "เล่า" กับการ "อ่าน" นิทาน

พ่อแม่หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อเราสามารถเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ลูกฟังปากเปล่าได้ ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงยังย้ำนักย้ำหนาให้เราหยิบหนังสือขึ้นมา "อ่าน" ให้เด็กฟัง? ทั้งที่ดูผ่านๆ กิจกรรมทั้งสองอย่างนี้แทบไม่ต่างกัน เพราะปลายทางคือลูกมีความสุข และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่สมองของเด็กจะได้รับจาก “การเล่านิทาน” และ “การอ่านนิทาน” มีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในแง่ของพัฒนาการทางสมอง และคลังคำศัพท์ของเด็ก

📚 ความแตกต่างที่ 1: คลังคำศัพท์ คือยานพาหนะของความคิด

ในชีวิตประจำวัน มนุษย์เราพูดคุยกันด้วยคำศัพท์วนเวียนอยู่เพียงประมาณ 5,000 คำ หากเราใช้วิธี "เล่านิทานปากเปล่า" เด็กก็จะมีคลังคำจำกัดอยู่เท่าที่พ่อแม่มีใช้ เปรียบเหมือนมีพจนานุกรมเล่มเล็กๆ ในหัว ในขณะที่ "กาาอ่านจากหนังสือ" งานวิจัยระบุว่า การอ่านนิทานก่อนนอนช่วยสร้างคลังคำได้ถึง 10,000 คำ และเมื่อเด็กโตพอจะอ่านเองได้ คลังคำจะเพิ่มเป็น 20,000 คำ หรือมากกว่านั้น

🚀 ทำไมคำศัพท์ถึงสำคัญ?

เพราะคำศัพท์คือ "ยานพาหนะของความคิด"

สมองคนเราพัฒนาตามการกระทำ การกระทำพัฒนาตามความคิด และความคิดจะไปได้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคำศัพท์ที่มี เด็กที่มีคลังคำมากจะมองเห็นโลกกว้างกว่า เข้าใจทั้งรูปธรรมและนามธรรม คิดยืดหยุ่น และคิดนอกกรอบได้ดีกว่า เพราะมีคำศัพท์พาความคิดแล่นออกไปสู่จินตนาการ

🧠 ความแตกต่างที่ 2: การทำงานของสมองและระบบสัญลักษณ์

การเล่าปากเปล่าอาจได้เรื่องสายสัมพันธ์ แต่การอ่านหนังสือภาพให้ฟัง เด็กจะได้ฝึกสมองในส่วนของ "การถอดรหัส" อย่างเต็มที่

ขณะที่อ่าน เด็กไม่ได้แค่ฟังเสียง แต่ตายังมองเห็นภาพและเส้นสายต่างๆ บนหน้ากระดาษ สมองจะทำการเปลี่ยนเส้นสายเหล่านั้นให้มีความหมาย (Symbolization) สร้างความสัมพันธ์ระหว่างรูปภาพกับที่ว่าง (Spatial relation) และมิติของเวลา หน้ากระดาษหนึ่งหน้าคือโลกทั้งใบที่เด็กต้องประมวลผล ซึ่งทักษะนี้สำคัญมากต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์และการอ่านเขียนในอนาคต

💭 ความแตกต่างที่ 3: ความจำใช้งาน (Working Memory) และความเข้าใจผู้อื่น

การเล่าเรื่องปากเปล่ามักมีความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่การ "อ่านวรรณกรรมหรือนิทานยาวๆ" ที่มีเนื้อหาต่อเนื่องกันเป็นหน้าๆ หรือเป็นบท บังคับให้สมองเด็กต้องจดจ่อและจดจำเรื่องราวก่อนหน้าเพื่อเชื่อมโยงกับหน้าถัดไป กระบวนการนี้ช่วยฝึก "ความจำใช้งาน" (Working Memory) ได้เข้มข้นกว่า และยังช่วยพัฒนาความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น (Empathy) ได้ลึกซึ้งกว่า เพราะต้องติดตามความคิดและความรู้สึกของตัวละครอย่างต่อเนื่อง

❓📖 แล้วต้องอ่านแบบไหนถึงจะดี?

คำตอบคือ "อ่านแบบง่ายๆ" ไม่ต้องประดิดประดอย ไม่ต้องใช้น้ำเสียงนักพากย์ ขอแค่เป็นเสียงพ่อแม่ก็พอ อ่านไปเรื่อยๆ

🔄 อ่านซ้ำได้ไหม?

ได้แน่นอน เด็กชอบการทำซ้ำ แม้พ่อแม่จะเบื่อที่ต้องอ่านเรื่องช้างตัวเดิม แต่สำหรับสมองของเด็ก "ช้างคืนนี้จะไม่เหมือนช้างเมื่อคืน" เพราะสมองเด็กเปลี่ยนและเติบโตทุกวัน

⏱️ อ่านนานแค่ไหน?

เพียงวันละ 30 นาที หรือ 3-5 เล่มก็เพียงพอ ขอแค่ทำให้เป็นกิจวัตร ต่อเนื่องยาวนาน 10 ปี

💰 หนังสือแพงไหม?

หนังสือถูกหรือแพงวัดกันที่ความคุ้มค่า การลงทุนซื้อหนังสือวันนี้คือกำไรมหาศาลในวันหน้า เมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากเด็กเติบโตมาอย่างไม่มีคุณภาพ

✨ โดยสรุป แม้การเล่านิทานปากเปล่าจะดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย และช่วยสร้างสายสัมพันธ์ได้ แต่ "การอ่านหนังสือ" ให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าในการเตรียมความพร้อมของสมอง การสร้างระบบสัญลักษณ์ และการสะสมคลังคำศัพท์ที่เป็นรากฐานของสติปัญญา พ่อแม่เพียงแค่สละเวลาวันละนิด วางมือถือ แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เพื่อสร้างตัวตนที่แข็งแรง และสมองที่ดีให้แก่ลูกน้อยตลอดไปนะคะ
♥️
แม่ดวงค่ะ … เก็บความจากข้อเขียนของ “นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์” นะคะ

13/02/2026

กฎ ระเบียบ และวินัย ...

หลักการง่ายที่สุดก็คือ ...

เราไม่ฝึกวินัยใด ๆ ตอนที่ลูกสติหลุด
และแน่นอนว่า เราไม่ฝึกวินัยใด ๆ ตอนที่พ่อแม่เอง "สติหลุด" เช่นกัน

เพราะเมื่อลูกสติแตกอยู่ เขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเรียนรู้ได้
ในขณะเดียวกัน เมื่อเราสติแตกอยู่ เราเองก็ไม่ได้อยู่ฐานะที่จะสอนใครได้เช่นกัน ...
ทุกคนต้องตั้งสติให้ได้ก่อน เป็นสำคัญ ... วินัยจะสอนไม่ได้เลยหากทุกคนวึ่นวือใส่กัน

หยุดพูด หยุดบ่น พัก หรือบางทีอาจต้องแยกย้ายกันก่อน
มีสติแล้วค่อยคุยกัน ...

สติ จึงสำคัญมากสำหรับการเลี้ยงลูก ... ที่สำคัญก็คือ ... วินัยที่ดีในระยะยาวไม่ควรเกิดขึ้นจากการบังคับจิตใจ ดุด่าว่ากล่าวหนัก หรือการลงโทษทำร้ายร่างกายกัน หากแต่เกิดจาก "ความรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรทำ" ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง มิใช่ถูกกดทับด้วยสิ่งภายนอกเป็นหลัก ...

บางคนบอกว่า มันต้องบังคับ ต้องทำโทษ แน่นอนว่า บางสิ่ง "ใช่" พ่อแม่ต้องบังคับลูกได้โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยเช่น การนั่งคาร์ซีต การไม่วิ่งหนีแม่ในที่ที่ไม่ปลอดภัย และอื่น ๆ อันนั้นต้องบังคับได้ แต่ส่วนใหญ่คือ "ไม่ใช่" เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะอยู่ในระยะยาวกับลูกจริง ๆ คือ "แรงขับเคลื่อนภายใน" ที่จะทำอะไรบางอย่างที่ดีได้

กินข้าวเอง เพราะมันหิวแม้บางทีไม่ค่อยอร่อยก็ตาม 555
ทำการบ้าน เพราะมันคือหน้าที่ความรับผิดชอบของเรา
อาบน้ำ เพราะมันสะอาด สุขภาพดี
ยกมือไหว้ สวัสดี เพราะมันสุภาพ และเป็นมารยาทที่ดี

ไม่โกง เพราะการโกงเป็นความชั่วช้าสามานย์ ทำดี เพราะมันคือสิ่งที่ดี ควรทำแม้ไม่มีใครเห็น (ซึ่งมันต้องเริ่มมาจากทำดีแล้วมีคนเห็นค่า ชื่นชม แล้วรู้สึกดีที่ได้ทำจนกลายเป็นศีลธรรมประจำใจในที่สุดตอนโต)

สิ่งเหล่านี้สอนได้เมื่อทุกคนมีสติ ... เพราะเมื่อเราไร้สติใส่กัน มันมักจบลงด้วยความชอกช้ำใจทั้งคู่จริง ๆ

#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
____________________

สมัครคลาสเรียน The Art of Parenting by หมอโอ๋ หมอวิน
Empowering Self & Resilience
ปลุกพลังแห่งตัวตนภายใน ให้ล้มได้ลุกเป็น ครั้งที่ 2 (7 มิถุนายน 2569)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทัก INBOX เพจนี้ หรือที่
http://m.me/108772654958559

สมัครคลาสเรียนด้วยด้วยตนเองที่
https://mommymonsterth.page365.net/products/81013230
_________________

สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 4 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่

อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/

A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก * NEW ฉบับปรับปรุง
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่ * NEW
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง * NEW
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)

11/02/2026

🏆 #แพ้ได้แต่อย่าโกง

https://www.facebook.com/share/p/1FgRPKQsCL/
04/02/2026

https://www.facebook.com/share/p/1FgRPKQsCL/

🤔💭
พ่อกำลังก่ออิฐทางเดินอยู่หน้าบ้าน
เด็กน้อยอยากช่วยพ่อทำ
เด็กหญิง "ให้หนูช่วยไหม"
พ่อ "ไปหยิบถังใบนั้นมาให้พ่อหน่อย"
เด็กหญิงเห็นถังหลายใบตั้งอยู่
เธอลังเลก่อนที่จะหยิบใบหนึ่งขึ้นมา
เพราะเป็นถังใบเดียวที่มีปูนด้านในอยู่
พ่อ "ขอบคุณนะ หยิบมาถูกด้วย"
เด็กหญิงยิ้มกว้าง
พ่อ "มีอีกอย่าง พ่ออยากได้เกรียง หยิบให้พ่อได้ไหม"
เด็กหญิง "เกรียงคืออะไร"
พ่อ "ลืมไปเลย ลูกคงไม่รู้จัก เดี๋ยวพ่อไปเอาเอง"
เด็กหญิง "พ่อบอกได้ไหมหน้าตาเป็นไง เดี๋ยวหนูไปหยิบให้"
พ่อที่ทำท่าจะลุกไปหยิบเอง มองไปที่ลูกอย่างลังเล
ก่อนจะอธิบายให้เธอฟัง
พ่อ "มันคล้ายๆ มีดตัดเค้กที่เป็นเหล็ก
เกรียงเอาไว้ฉาบปูนให้เรียบๆ
พ่อวางไว้ในกล่องเครื่องมือช่าง
ถ้าหาไม่เจอมาบอกพ่อนะ"
เด็กหญิง "โอเคค่ะ"
เด็กหญิงวิ่งไปที่โรงรถ มองหากล่องเครื่องมือช่าง
และมองหา "เกรียง" ให้พ่ออย่างตั้งใจ
เธอค่อยๆ นำอุปกรณ์ในกล่องออกมาเรียง
เพื่อค่อยๆ หาสิ่งที่เธอต้องการ
เธอจินตนาการเกียงเหมือนมีดตัดเค้กของแม่
ในที่สุดเธอก็เจออันที่ใกล้เคียงที่สุด
เด็กหญิงหยิบสิ่งนั้นไปให้พ่อ
พ่อ "เก่งมากเลย หยิบถูกด้วย"
เด็กหญิงยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ
และบอกพ่อว่า "หนูคิดว่าน่าจะใช่เลยหยิบมา"
ปกติเด็กหญิงมักจะช่วยเป็นลูกมือของที่บ้านเป็นประจำ
เพราะเธอชอบเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ
พ่อกับแม่ยินดีให้เธอช่วย
และปล่อยให้เด็กหญิงคิดและทำเองบ่อยๆ
หากสิ่งนั้นไม่อันตรายและไม่ยากจนเกินวัย
เด็กหญิงจึงกล้าคิดและกล้าทำสิ่งต่างด้วยตัวเอง
**********
🤔💭
"การคิดริเริ่ม"
คือหัวใจสำคัญในการเติบโตของเด็กๆ
เพราะการคิดริเริ่มได้เองจะนำไปสู่...
- การอยากทำอะไรด้วยตัวเอง
- การรับผิดชอบและพึ่งพาตัวเอง
- การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
- การเชื่อมั่นในตัวเอง
- และสุดท้ายนำไปสู่การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
หากเด็กๆ ต้อง...
- รอเพียงคำสั่งจากผู้ใหญ่
- รอการช่วยเหลือ
- รอการแก้ปัญหา
- รอว่าคนจะทำให้ตัวเองเมื่อไหร่
เด็กจะไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เลย
ซึ่งนำไปสู่ปัญหาในเรื่องของความมั่นใจในตัวเอง
และการไม่สามารถยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ในอนาคต
ซึ่งสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการไม่รับรู้คุณค่าในตัวเอง
เมื่อกล้าคิดริเริ่มแล้ว
เด็กต้องการ "โอกาสในการลงมือทำ"
ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนเปิดโอกาสตรงนี้ให้เขา
*****
ถ้าเราอยากให้เด็กๆ กล้าคิด กล้าลงมือทำ
กล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด
สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรมอบให้เด็กๆ คือ...
💡 (1) "การสร้าง Trust"
หรือ "สายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับเรา"
ผ่านการใช้เวลาร่วมกับเขา โดยเฉพาะวัย 0-6 ปี
ซึ่งเป็นวัยที่เด็กต้องการเรามากที่สุด
เพราะเป็นช่วงวัยที่เขายังไม่โตพอจะทำอะไรเองได้ทั้งหมด
เขาต้องการพ่อแม่เคียงข้าง...
สร้างสายสัมพันธ์
สอนเขาทำสิ่งต่างๆ
- อ่านหนังสือ
- เล่น
- นอนกอด
- กินข้าว
- ทำกิจวัตร
- ทำงานต่างๆ ไปด้วยกัน
สายสัมพันธ์ที่ดีจะพัฒนาไปสู่ความเชื่อใจ
และการยอมรับในกันและกัน
ในที่นี้ไม่ใช่แค่เพียงเด็กยอมรับในตัวผู้ใหญ่
ตัวเขาเองก็ยอมรับในตัวเองเช่นกัน
*****
💡(2) "การคืน Autonomy"
หรือ "ความเป็นตัวของตัวเอง"
ผ่านการสอนเขาให้ช่วยเหลือตัวเองตามวัย
และเปิดโอกาสให้เขาลงมือทำให้มากที่สุด
เด็กจะพัฒนาความมั่นใจและคุณค่าในตัวเองขึ้นมา
เพราะเด็กที่ลงมือและทำด้วยตัวเอง
คุณค่าในตัวเขาจึงเปล่งประกาย
ให้ตัวเขาและผู้อื่นได้รับรู้
เมื่อเด็กๆ ช่วยเหลือตัวเองได้
จะนำไปสู่การอยากช่วยคนอื่น
อยากลองทำอะไรใหม่ๆ
อยากทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
พ่อแม่และผู้ใหญ่ควร "เปิดโอกาสให้เด็กลงมือทำ"
แม้จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างใจหวัง
แต่เราจะได้เด็กที่พัฒนาการคิดริเริ่มและลงมือทำมา
จุดเริ่มต้นของการเติบโตคือ "การลงมือทำ"
*****
💡 (3) "Acceptance and Teaching"
หรือ "การยอมรับและเคียงข้าง"
เมื่อเด็กทำผิดพลาด
เราใช้การสอนให้เขาเรียนรู้
มากกว่าการลงโทษให้เขาหวาดกลัว
เราสอนด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์
เราอยากให้เขาเข้าใจและแก้ปัญหา
ให้เขารับผิดชอบต่อการกระทำ
- ขอโทษ
- เก็บกวาด
- ทำงานชดเชย
เพื่อครั้งหน้าเขาเลือกวิธีที่ดีกว่านี้
และไม่ทำผิดซ้ำเดิมอีก
เด็กจะพัฒนาความมั่นใจและความรักในตัวเองขึ้นมา
มากกว่าที่จะพัฒนาความกลัวและความไม่ชอบการเป็นตัวเอง
เมื่อเด็กไม่กลัวเรา เขาจะไม่ปิดบังปัญหา
และกล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากเรา
**********
🌷
"เด็กที่กล้าคิดริเริ่ม
เพราะเขามีความมั่นใจในตัวเอง
และมีประสบการณ์มากพอ
ทั้งประสบการณ์ที่ทำได้ถูกต้อง
และที่สำคัญประสบการณ์ที่ทำผิดพลาด
เพื่อที่เขาจะกล้าคิดและกล้าลงมือทำต่อไป"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ยาที่ใช้รักษา โรคสมาธิสั้น (ADHD)ซึ่งส่วนใหญ่คือ  เมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate) เช่น Ritalin, Concerta, Rubifen ในมุมมอ...
22/01/2026

ยาที่ใช้รักษา โรคสมาธิสั้น (ADHD)ซึ่งส่วนใหญ่คือ เมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate) เช่น Ritalin, Concerta, Rubifen ในมุมมองของคุณครู ค่ะ

มุมครู ป.1 ที่ควรรู้
เด็กที่กินยา อาจ สมาธิดีขึ้นเฉพาะช่วงยาออกฤทธิ์
บางช่วง (ก่อนยาออกฤทธิ์/ยาหมดฤทธิ์) เด็กอาจซนมากขึ้น
เด็กไม่ใช่ “เลือกจะซน” แต่สมองเขาคุมยากจริงๆ
อ่านต่อใต้เมนต์👇

21/01/2026

"It is easier to build strong children
than to repair broken adults."
"การสร้างเด็กที่แข็งแรง
ง่ายกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่พังไปแล้ว"
-Frederick Douglass-
ดอกเบี้ยของการซ่อมแซมนั้นแพงมหาศาล
หากเทียบกับการลงทุนลงแรงสร้างเพียง 6 ปีแรก
ในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง
เพราะการซ่อมผู้ใหญ่ที่พังแล้วนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
และบางครั้งถึงแม้จะซ่อมแล้วก็อาจจะไม่ดีดังเดิม
**********
สำหรับพ่อแม่ที่ยังมีลูกวัย 0-6 ปี
คุณพ่อคุณแม่ยังมีเวลาสร้าง
"สายสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับลูก"
ซึ่งสายสัมพันธ์นี้จะหล่อหลอม
ให้เราเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง
และลูกมีภูมิคุ้มกันทางใจในวันที่เขาเติบโต...
**********
แนวทางในการสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับลูก
และเลี้ยงลูกให้เติบโตแข็งแรงทั้งกายใจ
❤️ (1) เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง
การเป็นพ่อแม่ที่ทำงานด้วย เลี้ยงลูกเองด้วยนั้น
ต้องใช้คำว่า "เหนื่อยแสนสาหัส"
เวลาส่วนตัวไม่มีอยู่จริงหลังจากลูกเกิดมา
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้
ทุกวันไม่ต้องดีเลิศเลอสมบูรณ์แบบ
ผิดพลาดบ้าง เละเทะบ้าง ก็ไม่เป็นไร
เหนื่อยก็พัก ไหวก็ไปต่อ
ปัญหามีทุกวัน
เราโฟกัสทีละอย่าง
ทำทีละนิด สอนทีละเรื่อง
ปล่อยวางบางสิ่งที่ไม่จำเป็นตอนนี้
การเลี้ยงลูก คือการวิ่งมาราธอน
ไม่ต้องรีบวิ่งไปถึงเส้นชัยวันนี้
เราไปเรื่อยๆ ไปยาวๆ ไปด้วยกัน
ไม่ต้องเร่งจนหมดแรง
"บางบ้านงานทำความสะอาดหรืองานภายนอกอื่นๆ
ให้แม่บ้านและคนอื่นๆ ช่วยเหลือเราได้
แต่เรื่องของลูก การสอนเขา เล่นกับเขา
ให้เป็นหน้าที่ของเราพ่อแม่"
เพราะในทางกลับกัน
หากเราให้คนอื่นเลี้ยงลูกแทนเรา
เมื่อเกิดปัญหา ผู้ที่ต้องแก้ปัญหาไม่ใช่ใครอื่น
แต่คือเราพ่อแม่นี่แหละที่ต้องตามแก้
หากปราศจากซึ่งสายสัมพันธ์ที่ดีแล้ว
ลูกไม่รู้สึกผูกพันกับเรา พ่อแม่ไม่มีอยู่จริง
อยากให้เขาฟังเรา เราเองที่ฝันไป
"ความฉลาดและการเรียนรู้ของเด็ก
จะพัฒนาอิงตามคนเลี้ยงที่เลี้ยงดูเขา
ดังนั้นหากพ่อแม่เลี้ยงลูกเอง
ลูกจะพัฒนาการเรียนรู้ได้ดีกว่าเมื่ออยู่กับเรา"
*****
❤️ (2) ใช้เวลาคุณภาพกับลูก
อ่านนิทาน
เล่นกับลูก
นอนกอด
ทำงานบ้าน
สอนเขาช่วยเหลือตัวเอง
และอื่นๆ อีกมากมาย
"ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
และสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขกับลูก
ในวัยที่เขาต้องการเรามากที่สุด"
0-6 ปีคือโอกาสทอง
7-12 ปีคือโอกาสสุดท้าย
ก่อนที่ลูกจะเข้าสู่สังคมเพื่อนตามวัยของวัยรุ่น
ลูกไม่ได้เป็นเด็กตลอดกาล เขาโตเร็วกว่าที่เราคิดนัก
เพราะ 13 ปีขึ้นไปเขาจะเข้าหาเราเอง ถ้าเขาสบายใจ
25 ปีขึ้นไปเขาได้เรียนรู้โลก แล้วจะกลับบ้านเอง
"น้อยนิด แต่มหาศาล"
"คุณภาพ สำคัญกว่า ปริมาณ"
แม้จะเวลาจะน้อยนิด แต่ถ้าสม่ำเสมอ
เวลานั้นมีคุณค่ามหาศาล
ถ้าจำเป็นต้องทำงาน ก็สามารถรีบกลับบ้าน
มาใช้เวลากับลูกช่วงเย็นหรือส่งเขาเข้านอน
ถ้าทำงานทุกวัน กลับบ้านได้แค่เสาร์ อาทิตย์
เราควรวางมือถือ มอบเวลาให้กับลูกในช่วงวันที่มีให้เขา
หรือสุดท้ายต้องอยู่ห่างไกลกัน
เทคโนโลยีช่วยเราได้ วีดีโอคอลหาลูกทุกวัน
เวลาเดิม+สม่ำเสมอ ช่วยเชื่อมสายใยได้
⏳ ถ้าเลือกได้สองช่วงเวลาให้เลือก
"ตื่นนอน" และ "ก่อนนอน"
เพราะลูกเริ่มต้นวันที่มีเรา และจบวันกับเรา
⏳ ถ้าเลือกได้ช่วงเวลาเดียวให้เลือก
"ก่อนนอนของลูก"
เพราะอย่างน้อย ลูกผ่านอะไรมาทั้งวัน
จบวันเขายังมีเราเสมอ
ไม่รู้จะคุยอะไรกับลูก
อ่านนิทาน เล่าเรื่องสมัยเราเป็นเด็ก
กอดกัน เกาหลัง ร้องเพลงให้ลูกฟัง
บางทีลูกจะเล่าอะไรให้ฟังเอง
เรามีหน้าที่ฟังลูกคุย
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถทำได้
*****
❤️ (3) ใจดี แต่ไม่ใจอ่อน
พ่อแม่ให้ความรักและความสนใจกับลูก
แต่ไม่ใช่ตามใจลูก...
พ่อแม่ให้อิสระภายใต้ขอบเขต
ได้แก่ กฎ 3 ข้อที่ทุกบ้านควรมี
1. ไม่ทำร้ายตนเอง
2. ไม่ทำร้ายผู้อื่น
3. ไม่ทำลายข้าวของ

เมื่อลูกทำผิด พ่อแม่ให้การสอนว่า
สิ่งที่ควรทำ/ไม่ควรทำ และต้องทำเช่นไร
ที่สำคัญให้ลูกได้รับผิดชอบต่อการกระทำเสมอ
เก็บกวาด ชดเชย และทำสิ่งที่ทำได้ตามวัย
พ่อแม่สอน "วินัย"
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดี
วินัยที่สำคัญในชีวิต
ได้แก่
🛁 1. การช่วยเหลือตัวเองตามวัย
เช่น กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว และอื่น ๆ
🧹 2. การรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายตามวัย
เช่น งานบ้าน การบ้าน และงานส่วนรวม
💪🏻 3. การออกกำลังกายดูแลสุขภาพกายใจ
เพราะเด็กที่ออกกำลังกาย เขาจะมีร่างกายที่ดี
เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องยาก
และเขาจะทำเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
คนที่ร่างกายดี จิตใจก็จะดีตาม
สุขภาพจิตจะไม่เสี่ยงต่อโรค
การสอนวินัยให้กับลูก ในวันที่เขายังฟังเรา
เพราะในตอนนี้ อย่างมากที่สุด
เมื่อลูกไม่อยากทำอะไร
เขาอาจจะร้องไห้อย่างหนัก ตีอกชกลม
แต่พ่อแม่ยังสามารถสอนเขาได้อยู่
เรายังพาเขาทำได้ อุ้มเขาไป พาเขาไป
เมื่อเด็กเรียนรู้วินัยแล้ว
เขาจะเรียนรู้สิ่งนั้นตลอดไป
"พ่อแม่ที่มีวินัย ลูกจะมีวินัย”
ดังนั้นพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูก
อย่าสอนเพียงพูดบอก
พ่อแม่ต้องทำให้เขาดูด้วย
และทำไปกับเขา
*****
❤️ (4) ถ้าทำผิดพลาด
ขอโทษและรับผิดชอบให้ดีที่สุด
ที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะให้อภัยตัวเอง
พ่อแม่ก็ยังเป็นคนธรรมดา
เราทำผิด ทำพลาด อยู่บ่อยครั้ง
เวลาพ่อแม่ทำผิดพลาดต่อลูก
เราควรพูดขอโทษลูก
เหมือนที่เราสอนลูกเวลาที่เขาทำผิด
ให้อภัยตัวเองและลูกเวลาในวันที่ผิดพลาด
ทุกการทะเลาะกัน
ไม่ควรให้ความสำคัญกับ
การหาผู้กระทำผิด หรือ การเอาชนะอีกฝ่าย
เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ
"ทำอย่างไรดีเพื่อให้เรากลับมาเข้าใจกัน"
และรักกันมากกว่าเดิม
*****
❤️ (5) ชื่นชมทุกๆ สิ่งระหว่างการเติบโต
แม้จะสิ่งนั้นจะธรรมดา
และสิ่งนั้นจะเล็กแค่ไหนก็ตาม
แต่สิ่งเหล่านั้นคือหลักฐานของการเติบโตของทั้งเราและลูก
ขอบคุณทุกๆ วันที่เรามีกันและกัน
"เราโชคดีที่ได้เป็นพ่อแม่
และลูกโชคดีที่มีเราเป็นพ่อแม่”
ที่สำคัญพ่อแม่อย่างเราต้องไม่ลืมที่จะใจดีกับตัวเองบ้าง
เช่น
พ่อแม่ผลัดกันเลี้ยงลูก
หรือ ขอให้คนในครอบครัวคนอื่นๆ ช่วยเราได้บ้าง
เพื่อหาเวลาพักในการทำสิ่งที่ชอบและดูแลตัวเองบ้าง
เพราะการเป็นพ่อแม่ไม่ได้หมายความว่า
เราต้องเสียสละความสุขของตัวเองไป
เราสามารถพักและปล่อยวางได้บ้าง
"ลูกไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ
ลูกต้องการพ่อแม่ที่มีความสุข"
**********
🌱
สุดท้าย "การเลี้ยงลูกคือการลงทุน"
เวลาที่เราไม่ให้เขาในวัยเยาว์
ดอกเบี้ยราคาแพงคือค่าซ่อมแซมผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เสียหาย ซึ่งบางครั้งซ่อมแล้ว ก็อาจจะไม่ดีดังเดิม
และอาจจะซ่อมกันทั้งชีวิตของคนๆ หนึ่ง
พ่อแม่บางคนบอกว่า
"เรารักลูกจึงเลือกทำงานหาเงินมาเลี้ยงเขา"
แม้ลูกจะเข้าใจและทำใจยอมรับได้
แต่เขายังต้องการเรามากกว่าที่เราคิดนัก
"วัยเยาว์ของลูก พ่อแม่คือโลกทั้งใบของเขา"
ยิ่งสำหรับลูกที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ แล้ว
เขาเข้าใจความรักผ่านสิ่งที่สัมผัสได้จริง
ดังนั้น "ตัวเราที่อยู่ตรงนั้นกับลูก
มีเวลาคุณภาพที่มีให้เขา
ทำให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่รักเขา
และตัวเขาสำคัญสำหรับพ่อแม่มากเพียงใด"
หลายๆ คนคงเคยได้ยินประโยค
"ถ้าเราให้ความสำคัญกับสิ่งใด
เราจะมีเวลาให้กับสิ่งนั้นได้เสมอ"
เช่นเดียวกัน เมื่อลูกสำคัญสำหรับเรา
เราจะหาทางและหาเวลาในการอยู่ตรงนั้นกับเขาจนได้
การลงทุนเรื่องเวลากับลูก
ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่คุ้มค่า
ให้เวลาวันละนิด แต่ทุกวันสม่ำเสมอ
ดอกผลนั้นงดงามแน่นอน
🌸
แค่เพียงพริบตาเดียว
ลูกก็เดินไปตามทางของเขาแล้ว
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ ครอบครัว
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

18/01/2026

🫘➜🌱➜🌳
👶🏻
เด็กทุกคนมีจังหวะในการก้าวเดินของตัวเอง
ทำให้เด็กแต่ละคนเติบโตเร็วช้าต่างกัน
เร็วไปก็ไม่ได้แปลว่า ดี เสมอไป
ช้าไปก็ไม่ได้แปลว่า แย่ เช่นกัน
เด็กบางคนเดินได้ก่อนพูด
บางคนพูดได้ก่อนเดิน
เด็กบางคนพูดได้เร็วกว่าวัยของเขา
บางคนพูดได้ช้ากว่าเพื่อน
เด็กบางคนยังไม่ยอมเดินและไม่ยอมพูด
สิ่งเหล่านี้สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้เป็นพ่อแม่เป็นอย่างมาก เพราะ สัญญาณเหล่านี้อาจจะบ่งบอกถึง "ความล่าช้า" และ "อาการของโรคบางอย่าง"
อย่างไรก็ตามความวิตกที่มากจนเกินเหตุ
และการตำหนิตัวเองและลูกจนมากเกินไป
ไม่นำมาซึ่งสิ่งใด ยกเว้นเสียแต่ความทุกข์ใจ
และความผิดหวังที่บั่นทอนกำลังใจตัวเองและลูก
**********
❤️ ✉️
จึงอยากฝากถึงพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กๆ ทุกคน
ถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้
🌱 ประการที่ 1 "ล่าช้า" ไม่ได้แปลว่า "ล่าถอย"
บางทีเขาอาจจะแค่ช้ากว่าค่าเฉลี่ย
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
เขาไม่สามารถเรียนรู้หรือไม่สามารถพัฒนาได้
อย่าหมดหวังในตัวเขา
ขอให้เราเชื่อมั่นสอนเขาต่อไป
ทำไปด้วยกันต่อไป
ทำไม่ได้
ทำใหม่
สอนใหม่
ย้ำๆ ซ้ำๆ สม่ำเสมอ
เพราะถ้าเราหยุดสอนและหมดหวัง
จากแค่ "ล่าช้า" อาจจะกลายเป็น "ล่าถอย" ถดถอยจากเดิมได้
*****
🌱 ประการที่ 2 "ลำดับขั้นพัฒนาการ"
มาจากค่าเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่
ลำดับขั้นพัฒนาการมีไว้เพื่อให้เราทราบว่า
ลูกของเราอยู่ในจุดไหนของขั้นพัฒนาการ
ดังนั้นการที่ลูกไม่ตรงตามเกณฑ์
ไม่ได้หมายความว่า "ลูกไม่สามารถพัฒนาได้"
และลำดับขั้นพัฒนาการไม่ได้เป็นตัววัดว่า "เขาจะไม่มีความสุขในชีวิต"
อย่าให้ตัวเลขเป็นตัววัดคุณค่าในตัวเด็กและค่าความสุขของเรากับลูก
เมื่อเรารู้ว่าลูกเราอยู่ตรงจุดไหนของพัฒนาการ
ขอแค่มองว่า ลูกเราอยู่ตรงขั้นบันไดที่เท่าไหร่
แล้วดูว่าการที่ก้าวขึ้นไปที่ขั้นต่อไปต้องทำอะไรบ้าง
จากนั้นค่อยๆ สอนและพัฒนาเขาไปด้วยกัน
อย่านำขั้นบันไดนั้นมาบั่นทอนกำลังใจเรากับลูก
นอกจากนี้ความสุขของเด็กทุกคน
(ไม่ว่าจะพัฒนาการช้าหรือเร็ว)
คือการที่พ่อแม่รักเขา
มีเวลาและให้เขาได้เป็นเด็ก
อย่าบังคับให้เขาเรียนทุกอย่าง
เพื่อให้เขามีมากกว่าใคร
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ
(1) "พัฒนาให้ตรงตามวัย"
ให้เด็กๆ ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองตามวัย
กิจวัตร งานบ้าน และอื่นๆ
(2) "สอนวินัย"
เพราะเรียนเยอะ ไม่ได้การันตีคุณภาพ
แต่เด็กที่มีวันัย เขาจะพัฒนาและเติบโตต่อไปได้เอง

(3) ให้เขามี "เวลาเล่น"
นั่นคือสิ่งที่เด็กทุกคนควรได้รับ
*****
🌱 ประการที่ 3 ในวันที่ลูกได้รับคำวินิจฉัย
พ่อแม่และผู้ใหญ่อย่าหมดหวังในตัวเขา
ความเชื่อในตัวลูกของพ่อแม่มีผลต่อลูกมากกว่าคำวินิจฉัยมากนัก
ลูกของคุณแม่ท่านหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็น LD
(Learning Disorder: บกพร่องทางการเรียนรู้)
แต่แม่ท่านนี้บอกลูกว่า "ลูกแค่เข้าใจวิธีที่โรงเรียนสอนไม่ได้"
เธอสอนลูกด้วยวิธีที่ลูกสามารถเข้าใจได้
ทุกวันนี้ลูกของเธอกำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัยในด้านที่เขาชอบแล้ว
"ได้โปรดอย่าหมดหวังในตัวเขา"
*****
🌱 ประการที่ 4 พัฒนาการที่ล้ำหน้าไม่สำคัญเท่ากับ
การมองเห็นคุณค่าในตัวเองและตัวผู้อื่น
เด็กที่เก่ง ที่มีพัฒนาการไวกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน
นอกจากความยินดีที่มีต่อตัวเขาแล้ว
ความรัก และความเมตตา คือสิ่งที่เราควรสอนเขา
ทุกวันนี้สังคมต้องการคนเก่งที่แบ่งปันสิ่งที่เขารู้ให้กับผู้อื่นบ้าง
ที่สำคัญคนเก่งที่มีความสุขสำคัญกว่าคนเก่งที่สุดที่ไม่มีความสุข
*****
🌱 ประการที่ 5 บกพร่องทางการเรียนรู้
หรือ ขาดเรื่องบางเรื่องไป
ไม่ได้แปลว่าชีวิตเขาบกพร่อง
ขอให้พ่อแม่และผู้ใหญ่มองเห็นจุดดีของเด็กๆ และ
ช่วยพัฒนาในส่วนที่เขามี เราพัฒนาให้สุด
ส่วนที่บกพร่องก็เช่นกัน เราพัฒนาต่อไป
เพราะเด็กบางคนไม่ได้เก่งวิชาการ
แต่เขาอาจจะเก่งบางเรื่องมากกว่าเด็กคนอื่นเสียอีก
อย่าลดคุณค่าในตัวเขาด้วยการเปรียบเทียบเขาจากเรื่องๆ เดียว
ปลาบางตัวว่ายน้ำในบ่อบางบ่อไม่ได้ดี
แต่น้ำบ่ออื่นอาจจะเหมาะกับปลาตัวนั้น
สิ่งสำคัญอย่าทำลายความมั่นใจในตัวเขา
เพราะ ถ้าหากทำลายสิ่งนี้ไปแล้ว
ต่อให้เปลี่ยนบ่อ ก็อาจจะไม่ยอมว่ายอีกเลย
*****
🌱 ประการที่ 6 ข้อนี้สำคัญมาก
"พ่อแม่" คือรากฐานทางใจของเด็กทุกคน
พ่อแม่และผู้ใหญ่มอบความรัก
ผ่านการให้เวลาคุณภาพ
ให้การสอนสั่ง
ให้ความเชื่อมั่น
คือสิ่งที่ทำให้เด็กทุกคน
ไม่ว่าจะมีพัฒนาการช้าหรือเร็ว
เติบโตได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อลูกวางใจในตัวพ่อแม่
และรู้ว่าพ่อแม่เชื่อมั่นในตัวเขา
เขาจะวางใจต่อสภาพแวดล้อม
และกล้าออกไปเรียนรู้ด้วยจังหวะชีวิตของตัวเอง
วันใดที่เขาล้ม เขาจะหันกลับมามองเรา
เพื่อลุกขึ้นยืน และก้าวต่อไป
**********
สุดท้ายในวันที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ใช่ว่าคนที่เดินเร็วกว่าจะมีความสุขและประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะตัวชี้วัดที่แท้จริงไม่ได้มากจากค่าเฉลี่ยอีกต่อไป
"ตัวเราเอง" ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดความสุข
และความสำเร็จของตัวเราเอง
ดังนั้นอย่าเปรียบเทียบตัวเราหรือลูกกับใคร
เด็กทุกคนมีจังหวะในการก้าวเดินของตัวเอง
ถึงจะช้าไปบ้าง หรือ เร็วไปบ้าง
แต่ผู้ใหญ่มีหน้าที่เชื่อมั่นใจตัวเขาต่อไป
ได้โปรดอย่าหมดหวังในตัวเขา
หากผิดพลาดไปแล้ว หรือ ยังไม่ได้เริ่มก้าวเท้าไปไหน
ต่อจากนี้ก้าวใหม่ไปพร้อมกันกับลูก
กอดเขาและจับมือเขาให้แน่นๆ
บอกกันและกันว่า "เราทำได้"
และ "เราจะทำไปด้วยกัน"
เพราะความเชื่อมั่นของพ่อแม่มีผลกับลูกเหนือสิ่งอื่นใด
"พ่อแม่จะเติบโตไปพร้อมกับลูก"
🌳
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

https://www.facebook.com/share/p/1FTtEitGp6/
07/01/2026

https://www.facebook.com/share/p/1FTtEitGp6/

✍🏻บันทึกระหว่างทาง:
ขณะเลือกซื้อของสดในห้าง
ก็ได้ยินเสียงเล็กๆ จากข้างหลัง
"ขอโทษครับ ขอหยิบเนื้อหน่อยครับ"
เด็กชายตัวน้อยขอทางมาหยิบแพ็คเนื้อวัวใส่ตะกร้าใบใหญ่
"แม่ครับเอา 4 แพ็คใช่ไหมครับ"
เด็กชายหันไปถามแม่ที่เดินตามมาทีหลัง
"ใช่ครับ หยิบได้ไหม"
แม่ของเด็กชายมองห่างๆ
"ได้ครับ"
เด็กชายจัดเรียงแพ็คเนื้อทั้ง 4 ลงในตระกร้า
"ถือตามแม่มาไหวนะ"
แม่มองเด็กชายอีกครั้ง ก่อนจะเดินเข็นรถนำไปที่จุดจ่ายเงิน
"ไหวครับ"
มือเล็กๆ กำแน่นที่หูหิ้ว แล้วเดินตามแม่ไป
แม่ชมเด็กชายเมื่อเดินมาถึงว่า
"ลูกใจดีจัง วันนี้ช่วยแม่ได้เยอะเลย ขอบคุณครับ"
ภาพตรงหน้าที่เห็นเด็กชายที่ช่วยแม่อย่างแข็งขัน
แม้ขนาดตัวนั้นไม่ได้ใหญ่ไปกว่าตระกร้า
แต่หัวใจของเด็กชายใหญ่กว่าตัวของเขานัก
เห็นแล้วก็รู้สึกใจฟูไปกับคุณแม่ของเด็กชาย
เด็กอยากช่วย
เมื่อผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้ทำ
คุณค่าภายในและหัวใจของเขาจึงเติบโต
**********
❤️🌱
"ความใจดี มีเมตตา"
สิ่งที่ทำให้หัวใจของเด็กๆ เติบโต
ความใจดีของเด็กๆ
เริ่มจาก "อยากทำ" และ "อยากช่วย"
เด็กๆ ทำสิ่งเล็กๆ ด้วยตัวเอง
บางสิ่งที่ธรรมดาๆ
หรือ
บางสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำอาจจะง่ายกว่าและเร็วกว่า
แต่เด็กๆ ต้องใช้ความพยายามและความอดทน
เมื่อเด็กๆ ทำได้สำเร็จ
คุณค่าภายในตัวเขาแผ่ขยายสู่ภายนอก
เด็กๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
ที่ได้ทำสิ่งที่มีเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
พวกเขาได้รับรู้การเป็นส่วนหนึ่ง
ในครอบครัวและในสังคมนั้นๆ
ในขณะเดียวกัน
การได้ช่วยเหลือคนอื่น
ทำให้เด็กๆ เรียนรู้ "การใจดี มีเมตตา"
การใจดีทำให้เด็กๆ
อ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ทั้งนี้การใจดีของเด็กๆ ต้องไม่ทำให้ตัวเองหรือใครเดือดร้อน
เด็กๆ ที่เติบโตเป็นคนที่ใจดีมีเมตตา
พวกเขาจะสามารถพัฒนาการใจดีต่อตัวเอง
พวกเขารักตัวเองเป็น
ซึ่งนำไปสู่การรักผู้อื่นเป็น
❤️🌳
"ขอผู้ใหญ่เชื่อมั่น และให้เด็กๆ ช่วย"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ที่อยู่

หมู่บ้านสินธานี3 ซอย 8/2
Chiang Rai
57000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:30
อังคาร 09:00 - 18:30
พุธ 09:00 - 18:30
ศุกร์ 09:00 - 18:30
เสาร์ 09:00 - 18:30
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66846479812

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Kids Can Do Chiang Raiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Kids Can Do Chiang Rai:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram