28/01/2026
จะสู้กับคนบ้าที่ถือปืนต้องรุมกินโต๊ะไม่ต้องสนกติกามารยาทที่คนบ้าไม่รับรู้
#สรุป ปรากฏการณ์ "Sell America" ยุโรปจับมือ ขายทิ้งสินทรัพย์อเมริกัน ทั้งหุ้น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และเงินดอลลาร์ รวมมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ ไหลเข้าซื้อทองคำแทน ทำหุ้นในวอลล์สตรีทร่วงยับ ล้างกำไรบริษัทเทคทั้งหมดที่เก็บมาตั้งแต่ต้นปี เงินดอลลาร์ถูกด้อยค่า คนอเมริกันเตรียมรับมือของแพงอีก 30%
ความขัดแย้งระหว่างผู้นำชาติมหาอำนาจโลกยุคปัจจุบันอย่างสหรัฐฯ กับอดีตชาติมหาอำนาจจากฝั่งยุโรป ที่เคยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนานทั้งในทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ กลายเป็นฟางเส้นบางที่พร้อมขาดสะบั้นลงด้วยน้ำมือของ “โดนัลด์ ทรัมป์“ ที่มีเป้าหมายต้องการจะยึดเกาะกรีนแลนด์ อันอยู่ภายใต้อธิปไตยของราชอาณาจักรเดนมาร์ก พร้อมกับมีคำสั่งว่าถ้าชาติไหนขัดขวางจะใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ โดยขณะนี้มีด้วยกัน 8 ประเทศในยุโรปเช่น เยอรมนี, ฝรั่งเศส, อังกฤษ และเดนมาร์ก เป็นต้น ที่เจอมาตรการภาษีนำเข้า 10% มีผลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 และขู่จะเพิ่มเป็น 25% หากยังไม่มีความคืบหน้าในการสนับสนุนการรุกรานกรีนแลนด์
สิ่งที่ชาติยุโรปทำในขณะนี้ นอกจากจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านการกระทำที่ไม่เคารพชาติอื่นของทรัมป์แล้ว ยังเกิดปรากฎการณ์ "Sell America" ที่สั่นคลอนโลกการเงินเมื่อยุโรปตัดสินใจใช้มาตรการตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา นั่นคือการนำสินทรัพย์มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ที่ยุโรปถือครองอยู่ในสหรัฐฯ มาใช้เป็นอาวุธในการต่อรอง
การตอบโต้ในรูปแบบ Sell America เริ่มต้นจากการที่กองทุนบำเหน็จบำนาญและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในยุโรปนำโดยฝรั่งเศสและเยอรมนี พร้อมใจกันลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และหุ้นในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือที่รู้จักกันในนาม “Magnificent Seven” ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักจนดัชนีสำคัญดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
โดยดัชนีหลักอย่าง S&P 500 ปรับตัวลงกว่า 1.5% - 2.1% ในวันเดียว 20 มกราคม 2026 แม้จะดูไม่เยอะในเชิงตัวเลข % แต่นั่นรุนแรงอย่างยิ่งในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ถึงขั้นล้างผลกำไรทั้งหมดที่ทำมาตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยกลุ่ม Big Tech ของอเมริกันเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงเกือบ 1% ทันทีที่กระแสเทขายเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
พร้อมกับการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) จากการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของชาติยุโรป เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ทำให้ราคาพันธบัตรลดลงและอัตราผลตอบแทน (Yield) พุ่งสูงขึ้น 10-year Treasury แตะ 4.27%
สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการถือครองหนี้สหรัฐฯ ที่มีหนี้สาธารณะสูงกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งการที่นักลงทุนต่างชาตินัดกันไม่ซื้อหรือเทขาย บีบให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อรายใหม่ ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาขาดดุลงบประมาณ
เมื่อ Yield พันธบัตรสูงขึ้น จะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบตามมา เช่น ดอกเบี้ยบ้าน (Mortgage Rates) และดอกเบี้ยธุรกิจที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ผลกระทบก็ไปลงที่ประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย
สถานการณ์นี้ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ กำลังสูญเสียบทบาทผู้นำโลกที่ยึดถือระเบียบการค้าเสรี และอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นในประเทศจากราคาสินค้านำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นตามกำแพงภาษี
นอกจากมิติทางการเงินแล้ว ในภาคเศรษฐกิจต้องเตรียมรับมือกับภาวะ "Stagflation" หรือเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางเงินเฟ้อสูง เนื่องจากผู้บริโภคชาวอเมริกันจะต้องแบกรับภาระราคาสินค้าจากยุโรปที่มีราคาแพงขึ้นเกือบ 30% ทั้งในกลุ่มรถยนต์หรู ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่นำเข้าจากยุโรปแทบทั้งสิ้น และอาจทำให้ Fed ไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่คาดไว้
ขณะเดียวกันยุโรปก็เตรียมบังคับใช้มาตรการ "Trade Bazooka" หรือ Anti-Coercion Instrument (ACI) เพื่อตอบโต้ด้วยการจำกัดการเข้าถึงตลาดของบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันและการยกเลิกการคุ้มครองสิทธิบัตรบางประการ
ผลที่ตามมาจะบีบให้บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ต้องเลือกระหว่างการทิ้งตลาดสหรัฐฯ หรือตลาดโลก ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อนี้ได้เปลี่ยนพฤติกรรมนักลงทุนจากการมองหาสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่การสะสมทองคำจนราคาทำสถิติสูงสุดใหม่ และเริ่มมีการโยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ที่วางตัวเป็นกลางอย่างกลุ่มอาเซียน ซึ่งอาจกลายเป็นพื้นที่หลบภัยแห่งใหม่ในยามที่มหาอำนาจสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังเผชิญหน้ากันรุนแรงที่สุดในรอบหลายศตวรรษ
แล้วเงินที่ยุโรปเอาออกมาจากสินทรัพย์และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ย้ายไปอยู่ที่ไหน?
แน่นอนว่าโลหะมีค่าที่เป็นที่นิยมเป็นที่พักเงินที่สุดอย่างทองคำ กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Shift) ที่เงินมูลค่ามหาศาลเคลื่อนที่ย้ายไปอยู่ในนั้น ส่งผลทำให้ราคาทองคำทะยานทะลุ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนว่าโลกกำลังมองหาสิ่งที่มีมูลค่าในตัวเองมากกว่า สินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลสหรัฐฯ
ณ ขณะนี้ทั่วโลกจับตาผลกระทบในระยะต่อไป หากทรัมป์ยังดึงดันที่จะเอากรีนแลนด์ให้ได้ว่า สหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับราคาที่ต้องจ่ายอย่างไร เมื่อยุโรปจับมือกันเอาคืน
J.P. Morgan และสถาบันด้านเศรษฐกิจและการเงินต่างมีมุมมองในทิศทางเดียวกันว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2026 และสหรัฐฯ บังคับใช้ภาษี 25% ตามที่ขู่ไว้ พร้อมกับการตอบโต้จากยุโรปด้วยมาตรการ "Trade Bazooka" ผลกระทบจะรุนแรงและลงลึกไปถึงระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของอเมริกา
1. ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง (Stagflation Risk) : สินค้านำเข้าจะแพงขึ้นทันที โดยสินค้าจากยุโรป เช่น รถยนต์ BMW และ Mercedes-Benz อะไหล่เครื่องบิน ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงสินค้าแบรนด์เนมและอาหารทั้งไวน์และชีสจะมีราคาสูงขึ้นอย่างน้อย 20-25%
ภาระของแพงจะตกที่ผู้บริโภคซึ่งคือปลายทางสุดท้ายที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด โดยงานวิจัยล่าสุดในเดือนมกราคม 2026 ชี้ว่าผู้ประกอบการจะผลักภาระภาษี 60-80% ให้กับผู้บริโภคชาวอเมริกัน ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น จนอาจเกิดภาวะ "Stagflation" คือเศรษฐกิจหยุดชะงักแต่เงินเฟ้อยังสูงนั่นเอง
2. สงครามเทคโนโลยีและชิป (AI & Tech War) : ภาษีชิปจะเพิ่มขึ้น 25% ปัจจุบันสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีชิป AI เช่น Nvidia H200 เพื่อดึงการผลิตกลับประเทศ หากขยายวงกว้างไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จากยุโรป จะทำให้ต้นทุนการพัฒนา AI ในสหรัฐฯ สูงขึ้น และอาจทำให้บริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ต้องทบทวนแผนการลงทุน
การตอบโต้ของยุโรปอาจใช้มาตรา ACI (Anti-Coercion Instrument) เพื่อจำกัดการเข้าถึงตลาดของบริษัทอย่าง Apple, Netflix หรือ Google รวมถึงการยกเลิกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทอเมริกันในยุโรป ซึ่งจะกระทบต่ออำนาจการแข่งขันของบริษัทอเมริกันในยุโรปอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่บริษัทอเมริกันก็ต้องถอนการลงทุนจากจีน ด้วยเหตุผลจากสงครามการค้า และรัสเซียที่มีประเด็นการคว่ำบาตรจากสงครามกับยูเครน ทำให้ทางเลือกของทุนอเมริกาตีบตันมายิ่งขึ้น และต้องมองหาตลาดใหม่ เช่น เอเชียตะวันอกเฉียงใต้
3. การล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Decoupling) : อุตสาหกรรมที่จะโดนก่อนเป็นกลุ่มแรกคือ รถยนต์ เนื่องจากค่ายรถยนต์ยุโรปที่ไม่มีโรงงานในสหรัฐฯ จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ส่วนค่ายที่มีโรงงาน เช่น Volkswagen ในรัฐเทนเนสซี จะเผชิญปัญหาเรื่องต้นทุนชิ้นส่วนนำเข้าจากยุโรปที่แพงขึ้น 25% ซึ่งแน่นอนว่าผลกระทบนี้จะถูกผลักให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันต้องแบกรับต่อ
เกิดการย้ายฐานการผลิต โดยบริษัทข้ามชาติจะถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง หรือต้องย้ายฐานการผลิตเข้าไปในสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงภาษีซึ่งต้องใช้เงินลงทุนและเวลาหลายปี และอาจจะไม่ใช่ทุกบริษัทจะไปยังสหรัฐฯ ที่เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตไปมากกว่านี้ แถมค่าแรงก็แพงกว่าชาติอื่น เพราะบนโลกนี้ยังมีตลาดอื่นๆ ที่กำลังเติบโตและน่าดึงดูดกว่า เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และกลุ่มชาติลาตินอเมริกา ให้เข้าไปลงทุน อเมริกาอาจจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากการบีบยุโรป แถมยังเสียมากกว่า ทั้งเสียทั้งความสัมพันธ์ฉันมิตรประเทศ และเสียโอกาสในการรับการลงทุน
4. วิกฤตศรัทธาต่อ "เงินดอลลาร์" : ไม้ตายที่เหลือของฝั่งยุโรปคือ การตัดสินใจเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อตอบโต้ทางการเงิน จะทำให้ Yield พุ่งสูงขึ้นจนรัฐบาลสหรัฐฯ แบกรับภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะไม่ไหว และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ไปสู่ทองคำหรือสกุลเงินอื่นเร็วขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าอเมริกาโดยเฉพาะทรัมป์กลัวที่สุดคือ การเห็นตลาดหุ้นร่วง และการถูกเทขายเงินดอลลาร์ เพราะนั่นทำให้สหรัฐฯ ถูกลดอำนาจต่อรอง และกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องของคนอเมริกันโดยตรง ซึ่งปัจจุบันชาวอเมริกันก็ไม่พอใจรัฐบาลทรัมป์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จนเกิดกระแสต่อต้าน ประท้วงไปทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามนี่เป็นศึกวัดพลังของของมหาอำนาจโลกยุคปัจจุบันกับอดีตชาติมหาอำนาจโลกอดีต ที่ผลกระทบจะรุนแรงกว่าการงัดกับจีน เพราะนี่ถือว่าเป็นการเดิมพันไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือการเดิมพันต่อความสัมพันธ์ที่สั่งสมมายาวนานกว่า 400 ปี ของทั้งสองดินแดน และภาคีความร่วมมือต่างๆ ที่ทำรวมกันมา ถ้าสุดท้ายทรัมป์เลือกแตกหักโดยการบุกกรีนแลนด์ ยุโรปก็พร้อมแตกหักเช่นกัน