How to Breathe: Respiratory Physiotherapy

How to Breathe: Respiratory Physiotherapy ทบทวน แบ่งปัน ความรู้ทางกายภาพบำบัดระบบหายใจ

EP 19. 📌เจาะลึกเทคนิค "Chest Vibration" ที่นักกายภาพบำบัดไทยใช้ในงานประจำ: ความถี่ แรง และรูปแบบการสั่นปอด👋 มาครับมา มาอ...
11/11/2025

EP 19. 📌เจาะลึกเทคนิค "Chest Vibration" ที่นักกายภาพบำบัดไทยใช้ในงานประจำ: ความถี่ แรง และรูปแบบการสั่นปอด

👋 มาครับมา มาอ่านสรุปงานวิจัย กันครับ
งานนนี้เราได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคพื้นฐานแต่ทรงพลัง นั่นคือ

"การสั่นทรวงอกด้วยมือ (Manual Chest Wall Vibration หรือ MV)"

ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในการช่วยระบายเสมหะในผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ

งานวิจัยนี้ (APST-29-03-14) ได้สำรวจ MV จากนักกายภาพบำบัด 41 ท่าน บนปอดเทียมผู้ใหญ่ เพื่อหาคำตอบว่า
"เราทำ MV กันอย่างไร และวิเคราะห์ถึงปัจจัยภายในของเทรนิคที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขจัดเสมหะ?"

---

🔬 3 สิ่งที่เราค้นพบเกี่ยวกับ Manual Vibration (MV):

1. ความถี่ของการสั่น: ส่วนใหญ่ทำได้สอดคล้องกับทฤษฎี
🫳นักกายภาพบำบัดส่วนใหญ่ทำการสั่นทรวงอกด้วยความถี่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ **10 Hz (เฮิร์ตซ์)** ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับความถี่ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของขนปอด (Cilia) ซึ่งมีรายงานว่าความถี่ราว 10-20 Hz ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเสมหะ (Mucociliary Clearance)

2. แรงกดที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
🫳MV สองมือ (Two-hand MV): ให้แรงกดเฉลี่ยประมาณ 4.5 กิโลกรัมซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือน (Force Oscillation Amplitude, COA) ได้สูงกว่า และส่งผลให้เกิดการแปรผันของกระแสการไหลของอากาศ (FOA) ที่ดีกว่า
🫳MV มือเดียว (One-hand MV): ให้แรงกดเฉลี่ยประมาณ 3.3 กิโลกรัม

💡 หมายเหตุสำคัญ
แรงกดที่แรงกว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มความสามารถในการเร่งการไหลของอากาศขณะหายใจออก (Expiratory Flow Rate) ซึ่งช่วย "ผลัก" เสมหะออกไปตามกลไก Airflow Dependent Clearance (ADC)

3. รูปแบบการทำ MV (MV Pattern) ที่หลากหลาย
จากการวิเคราะห์ พบว่านักกายภาพฯ มีรูปแบบการทำ MV 4 รูปแบบหลักๆ เมื่อพิจารณาจากช่วงเวลาที่ออกแรงกด (Compression) และช่วงเวลาที่เริ่มทำการสั่น (Oscillation)

👉1. การกดและการสั่นพร้อมกัน (Simultaneous: 58%): เริ่มกดและเริ่มสั่นไปพร้อมกันทันที
👉2. การกดแบบค่อยเป็นค่อยไปตามด้วยการสั่น (Gradual Compression followed by Oscillation: 8%): ค่อยๆ เพิ่มแรงกดก่อนจะเริ่มสั่น
👉3. การกดแรงนำตามด้วยการสั่น (Forceful Compression with Oscillation: 23%): ใช้แรงกดที่รุนแรงก่อนเริ่มสั่น
👉4. การสั่นอย่างเดียวโดยไม่มีแรงกด (Oscillation without Compression: 13%): เน้นการสั่นเพียงอย่างเดียว

**🎯 ประเด็นที่น่าคิด:**
รูปแบบเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับการใช้เทคนิคการหายใจออกแรง (FET) ในระดับปอดต่างๆ (สูง กลาง ต่ำ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักกายภาพบำบัดกำลังพยายามปรับรูปแบบการทำ MV เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะปอดของผู้ป่วยและตำแหน่งเสมหะที่ต้องการระบาย

---

✅ ข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์/ข้อเสนอแนะสำหรับการปฏิบัติ:

ในฐานะนักกายภาพบำบัด เรามีจุดเด่นเหนือกว่าอุปกรณ์ นั่นคือ
**ความยืดหยุ่นและการปรับเปลี่ยน (Adjustability)**

👍1. รู้จักปรับแรง (Compression Force):
เมื่อต้องการเพิ่มอัตราการไหลของอากาศขณะหายใจออก เพื่อให้เกิดแรง “ผลัก” เสมหะใน Airflow Dependent Clearance (ADC) ให้พิจารณาใช้เทคนิค MV สองมือ ซึ่งสร้างแรงกดได้สูงกว่าและมีประสิทธิภาพในการเพิ่ม Flow Oscillation Amplitude (FOA)

👍2. ใส่ใจจังหวะการทำ (Starting Volume & Pattern):
รูปแบบ MV ที่หลากหลายของเราบ่งชี้ว่า เราสามารถเลือกใช้แรงกดและจังหวะการสั่นที่สัมพันธ์กับปริมาตรปอดขณะนั้น (Starting Volume) เพื่อกำหนดว่าเราต้องการเพิ่มการไหลของอากาศในทางเดินหายใจส่วนใด (ใหญ่ กลาง หรือเล็ก)
😊หากทำ MV ร่วมกับการหายใจลึก (คล้าย Huffing/FET ระดับสูง): อาจเน้นการระบายเสมหะในหลอดลมขนาดใหญ่
😊หากทำ MV ร่วมกับการหายใจออกปกติหรือต่ำ (คล้าย Huffing/FET ระดับกลาง-ต่ำ):** อาจช่วยระบายเสมหะที่อยู่ส่วนปลายได้ดีขึ้น

👍3. จัดการความเมื่อยล้า (Fatigue):
แม้ว่าคะแนนความเมื่อยล้าของร่างกายส่วนบนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังทำ MV 5 ครั้งติดกัน แต่ก็ยังอยู่ในระดับ **"เมื่อยล้าเล็กน้อย"** การสลับไปมาระหว่าง Two-hand MV และ One-hand MV และการหยุดพักระยะสั้นๆ ในการปฏิบัติงานจริง ก็เป็นแนวทางที่ช่วยควบคุมคุณภาพของการสั่นในระยะยาวได้

**👉 สรุป:** งานวิจัยนี้ย้ำเตือนว่า การทำ MV ไม่ใช่แค่การ "สั่น" แต่เป็นการใช้ความถี่ แรงกด และจังหวะเวลา (Pattern) ที่แม่นยำ เพื่อให้เกิดการสั่นพ้องและการเพิ่ม Flow Rate ที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายครับ!

Audsavachulamanee, B., Aueyingsak, S., Ubolsakka-Jones , C., Bansri, A., Chaiyasang, J., Srilasalai, S., Taowalanon, P., Banyong, S., Kosura, N., & phimphasak, C. . (2024). Physiotherapist performance during manual chest vibration in simulated adult lung: frequency, force and pattern. Asia-Pacific Journal of Science and Technology, 29(03), APST–29. https://doi.org/10.14456/apst.2024.48

#กายภาพบำบัด_ระบบหายใจ



EP.18 นักกายภาพบำบัดไทยใช้เทคนิคระบายเสมหะในผู้ป่วยปอดอักเสบอย่างไรบ้าง? 📢 วันนี้มาเล่างานวิจัยที่ได้ร่วมทำกับทีมครับ ด้...
07/11/2025

EP.18 นักกายภาพบำบัดไทยใช้เทคนิคระบายเสมหะในผู้ป่วยปอดอักเสบอย่างไรบ้าง?

📢 วันนี้มาเล่างานวิจัยที่ได้ร่วมทำกับทีมครับ
ด้วยความที่เราอยู่วงการกายภาพบำบัดทรวงอกมาซักพักใหญ่ ๆ
ก็มีความสงสัยใคร่รู้ว่า ในหน้างานจริงๆ เพื่อน พี่น้อง ชาว chest PT เลือกเทคนิคอะไรบ้างมาเพื่อระบายเสมหะในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ

Airway clearance techniques for pneumonia patients: A survey of Thai physical therapists

doi: 10.12982/JAMS.2025.080

มาอ่านสรุปงานวิจัยฉบับนี้กันครับ

ปอดอักเสบ (Pneumonia) ยังคงเป็นความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญทั่วโลก และ "กายภาพบำบัดทรวงอก" มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับปรุงผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วย

งานวิจัยสำรวจนักกายภาพบำบัด (PTs) ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและมีประสบการณ์การทำงานด้านกายภาพบำบัดทรวงอกในประเทศไทยอย่างน้อย 1 ปี ได้เผยให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าสนใจในการเลือกใช้เทคนิคการระบายเสมหะ (Airway Clearance Technique, ACTs)

✅ ผลการสำรวจที่สำคัญ:

1. การใช้เทคนิคแบบดั้งเดิมยังคงเป็นที่นิยมสูงสุด
🤜นักกายภาพบำบัดชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาเทคนิคที่ต้องใช้มือ (Manual techniques)เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคาะปอด (Percussion) และ การจัดท่าระบายเสมหะ (Postural drainage)
🤜การเคาะปอดเป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ และมีค่าใช้จ่ายไม่สูง ซึ่งเป็นที่นิยมในประเทศไทย
🤜เทคนิคเหล่านี้ได้รับความนิยมสูง ไม่ว่านักกายภาพบำบัดจะมีประสบการณ์มากน้อยเพียงใด

2. นักกายภาพบำบัดที่มีประสบการณ์ด้านกายภาพบำบัดทรวงอก
👉นักกายภาพบำบัดที่มีประสบการณ์ด้านกายภาพบำบัดทรวงอกมีแนวโน้มที่จะใช้เทคนิคและอุปกรณ์ขั้นสูงมากกว่ากลุ่มอื่น
👉เทคนิคเหล่านี้รวมถึงอุปกรณ์ช่วยเพิ่มแรงดันขณะหายใจออก (Positive Expiratory Pressure: PEP devices) และอุปกรณ์เพิ่มแรงดันขณะหายใจออกแบบมีแรงสั่น (Oscillating Positive Expiratory Pressure: OPEP devices)

3. ช่องว่างที่ต้องเร่งแก้ไข: การฝึกอบรมและการเข้าถึงอุปกรณ์
👨‍💼งานวิจัยชี้ให้เห็นถึง **ช่องว่างที่สำคัญในการฝึกอบรม** และ **การเข้าถึงอุปกรณ์การเคลียร์เสมหะขั้นสูง** ในประเทศไทย
🧑‍🏫 ปัจจัยที่จำกัดการใช้เทคนิคใหม่ๆ ได้แก่ การขาดความคุ้นเคยกับเทคนิคใหม่ๆ การเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำกัด และระเบียบปฏิบัติของสถาบัน
👩‍🔬โดยปกติแล้ว นักกายภาพบำบัดมักอาศัยความรู้ที่ได้จากการศึกษาระดับปริญญาตรีและประสบการณ์ส่วนตัวในการตัดสินใจเลือกใช้ ACTs เนื่องจากยังไม่มีหลักสูตรมาตรฐานเฉพาะทางในไทย

4. ข้อสรุปและข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วย: 💡
งานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ
👍ส่งเสริมให้มีการนำ ACTs ที่หลากหลายมาใช้ในการปฏิบัติทางคลินิกให้มากขึ้น
👍การจัดการกับอุปสรรคในการนำเทคนิคขั้นสูงมาใช้ โดยเฉพาะด้าน
**การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง** และ **การเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำเป็น**
จะช่วยให้นักกายภาพบำบัดสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและดูแลผู้ป่วยปอดอักเสบได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ป่วย

มาร่วมเดินทางไปด้วยกัน เพื่อพัฒนาสมรรถนะของชาวเรา Chest PT ครับ
😊





SC-Chest PT KKU รุ่นที่ 3 ปี 2025เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ🎉🎉🎉กำหนดการระหว่างวันที่ 28 เม.ย. - 9 พ.ค. 2568🫁🫀ท...
28/11/2024

SC-Chest PT KKU รุ่นที่ 3 ปี 2025
เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ
🎉🎉🎉
กำหนดการระหว่างวันที่ 28 เม.ย. - 9 พ.ค. 2568

🫁🫀ทักษะระดับวิชาชีพกายภาพบำบัดระบบหายใจและไหลเวียน
Professional Skills in Respiratory and Circulatory Physiotherapy
(บรรยาย 30 ชม. และฝึกปฏิบัติการ 30 ชม. เทียบเท่า 3 หน่วยกิต)

❤️❤️❤️
ค่าอบรม 13,500 บาท
💥สามาถเบิกต้นสังกัดได้
💥รับไม่เกิน 20 คนครับ
💥มีค่าคะแนน PTCEU ประมาณ 55 คะแน (รอพิจารณาอย่างเป็นทางการ)
💥สามารถเก็บหน่วยกิตเพื่อใช้ศึกษาต่อ ในระดับบัณฑิตศึกษาทางกายภาพบำบัด รหัสวิชา AM 208 323

ทบทวนความรู้และทักษะเดิม ให้ใหม่หมด
เพิ่มเติมความรู้และทักษะที่จำเป็นใหม่
ไม่ต้องกังวน เรียนได้ทั้งผู้ที่มีประสบการณ์ทางคลินิกและมือใหม่ครับ
รายละเอียดหัวข้อ บรรยายและปฏิบัติการ ดังนี้

ผศ.ดร.กภ. ฉัตรชัย พิมพศักดิ์
👉Clinical Reasoning Process & Principle of Medical Information Review
👉 Lung Volume Abnormality: Physiology, Assessments & PT Diagnosis
👉 Lung Volume Therapy: Theory & Techniques
👉 Impaired Airway Clearance: Physiology, Assessments & PT Diagnosis
👉Airway Clearance Therapy: Theory & Techniques
👉 Impaired Gas Exchange: Physiology, Assessments & PT Diagnosis
👉Gas Exchange Therapy: Theory & Techniques
👉Bedside Exercise Testing & Clinical Application
👉Case study

อ.นพ.อิทธิพัทธ์ อรุณสุรัตน์
👊 Laboratory Interpretation: Arterial Blood Gas
👊 Aerosol Therapy
👊 Ventilator for PT

ศ.ดร.กภ. ทวีศักดิ์ จรรยาเจริญ
👍Cardiovascular Pharmacotherapy in PT Practice

ผศ.ดร.กภ. ยอดชาย บุญประกอบ
👍Respiratory Pharmacotherapy in PT Practice

อ.ดร.กภ. เสาวนีย์ นาคมะเริง
👍 Electrocardiogram & Cardiovascular Special Investigation in PT Practice
👍 case study

ผศ.ดร.กภ. รวยริน ชนาวิรัตน์
👍Essential Chest Physical Examination
👍 case study

ผศ.ดร.กภ. พลพัฏฐ์ ยงฤทธิปกรณ์
👍Laboratory Interpretation: Complete Blood Count
👍Laboratory Interpretation: Blood Biochemistry
👍Pedriatic Chest-neuro case study

อ.พ.ญ. สุภจิตต์ นวพันธ์
👍Chest Imaging for PT

อ.ดร.กภ.ทิวาพร จาดเปรม
👉Dyspnea: Neurophysiology, Assessments, PT Diagnosis & Management
👉Pediatric Airway Clearance Technique
👍 case study

☺️☺️☺️



How to Breathe EP 17:  Breathing and Hip Mobilityเมื่อสะโพกซ้ายติดและตึงในทิศ flexion with external rotationมักเกิดการเค...
11/09/2024

How to Breathe EP 17: Breathing and Hip Mobility

เมื่อสะโพกซ้ายติดและตึงในทิศ flexion with external rotation
มักเกิดการเคลื่อนไหวชดเชยโดยการยักสะโพกซ้าย
ทำให้จำกัดการเคลื่อนไหวในกิจกรรมที่มีองค์ประกอบของการพับสะโพกร่วมกับงอเข่าในท่ายืน

จะช้าอยู่ใย หนามยอก ก็ต้องเอาหนามบ่ง
จับฝึกในท่านั้นไปไปเลย
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ของการทรงท่า

เริ่มด้วยการฝึก แบบ Isometric เสียก่อน
ค่อยโยกย้ายถ่ายน้ำหนักทีหลังเก็บให้เต็ม ROM ในท่านั้นๆ
โดยแนวข้อต่อควรอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
การใช้งานกล้ามเนื้อควรสมดุลทั้งในกลุ่มที่ให้ความมั่นคง กลุ่มที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวหลัก โดยลดหรือเลี่ยงการร่วมทำงานของกล้ามเนื้องส่วนตื้นและส่วนปลายที่จะเข้ามาช่วย
เมื่อเก็บแบบแผนการเคลื่อนไหวได้พอควร
ก็ใส่ load (resistant, speed, duration )เข้าไปได้เลย ค่อยปรับ load ให้สอดคล้องกับกิจกรรมเป้าหมาย

ใน session ของวันนี้ จะเป้าหมายเพื่อเก็บแบบแผนการทรงท่าและเพิ่ม ROM เป็นหลัก ยังไม่ได้ใส่ external load

Modifield tripod position

👍ถูกเลือกบนความสามารถของผู้รับคำปรึกษา
👍ถูกเลือกเพราะเป็นท่า close chain ที่ฝึก hip extensor ทำงานแบบ eccentric ที่คล้ายกับกิจกรรมเจ้าปัญหาที่ราอยากจัดการ
👍ลูกเลือกเพราะ hip adductor (internal rotation asistance) ถูกบังครับทำงานแบบ eccentric
👍ถูกเลือกเพราะมีความยากที่การใช้งานสะโพก 2 ข้างไม่เหมือนกัน
👍ถูกเลือกเพราะจะโฟกัสที่เอกซ้ายได้ง่าย

มาเริ่มกันเลยครับ

❤️ส่วนแรกคือฝึกควบคุมการทรงท่าแบบอยู่กับที่
(Satatic postural control)
1. จัดตำแหน่งของมือและการควบคุมของ shoulder girdle
1.1 มือสูงกว่าเข่า เพื่อเปิดสะโพกซ้ายไม่ให้ถูกหนีบมากเกินไป (ลด hip flexion เล็กน้อย เพื่อลดการชดเชยโดยการยักสะโพกซ้าย จัดตามสภาพของเคสนี้)
1.2 มือขวาคือมือที่ลงน้ำหนักเป็นหลัก ส่วนมือซ้ายลงน้ำหนักได้ ยกหรือเคลื่อนไหวก็ย่อมได้
1.3 พยายามควบคุมให้บ่าห่างจากหู ดึง chest wall แนบเข้าไปที่สะบัก เก็บแนวขอบในสะบักให้ค่อนข้างขนานกับแนวสันหลัง ไม่รูดสะบักไปข้างหน้าหนืดึงสะบักย้อนหลัง

2. จัดตำแหน่งของเท้าและการควบคุมของ pelvic girdle
2.1 จัดปลายเท้าซ้ายเปิดออกข้างเล็กน้อย ยอมรับในข้อจำกัดของข้อสะโพกของผเคสนี้ ลงน้ำหนัก บนเท้าซ้ายให้ทั่ว
2.2 ขาขาวลงน้ำหนักที่หัวเข่าและหน้าแข้ง ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหลัง

3. จัดแนวและควบคุมแนวแกนลำตัว
3.1 เก็บหลังให้อยู่ในแนวตรง ยืดหัวยืดท้าย ให้สันหลังยาวที่สุด
3.2 หายใจเพื่อเก็บกระป๋อง ระวังเข็มขัดเส้น 1 เส้น 2 และเส้น 3 ฝั่งซ้าย (ชายโครง เอว ต่อเชิงกราน) ยุบ พยายามรักษากระป๋องไว้ไม่ให้ยุบนะครับ รักษา intraabdominal pressure (IAP) ในระดับที่เหมาะสม (ฝึกเรียนรู้ไม่ให้ชดเชยด้วยการยักสะโพก)

🩷ส่วนที่ 2 การฝึกควบคุมการทรงท่าแบบพลวัติเบื้องต้นผ่านการหายใจ (Innitial dynamic postural control by breathing)
3.3 ฝึกหายใจลึกให้เข็มขัดขยายทุกทิศทางและทุกเส้น
3.4 เพิ่มความยากด้วยการ SMI เมื่อสิ่นสุดหายใจเข้า แล้วหายใจออกพยายามควบคุมความตึงตัวของกล้ามเนื้อรอบๆตัวและอุ้งเชิงกรานไว้ เพื่อรักษาระดับ IAP

🧡ส่วนที่ 3 การฝึกควบคุมการเคลื่อนไหว ( dynamic postural control)
4. ฝึกควบคุมการเคลื่อนไหว โดยเน้นที่สะโพกซ้ายและเอวซ้าย
4.1 ฝึกถ่ายน้ำหนักไปข้างหน้า ไปเท่าที่ไม่สูญเสียการควบคุมกระป๋องและ IAP ร่วมกับกดน้ำหนักลงบนเท้าซ้านส่งก้นซ้ายไปด้านหลัง เพื่อรักษาระดับของเชิงกรานสองข้างให้เท่ากันและหนุนน้อยที่สุด
4.2 ฝึกถ่ายน้ำหนักไปข้างหลัง (จุดสังเกตเหมือน 4.1)
4.3 เมื่อถ่ายน้ำหนักไปมุมใหม่ เร่งเร้าการเรียนรู้ด้วยข้อ 3.3 และ 3.4
4.4 ปรับมุมใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสาแก่ใจให้ได้ ROM ตามเป้าประสงค์

ป.ล. ใจดีกับเคสด้วย อย่าตะบี้ตะบันฝึก
ค่อยๆทำ ค่อยๆเติม พักไปทำไป จอยๆ นะครับ

ไม่ได้เขียนนาน ยังรักงานเขียนอยู่ครับ😁




ัตรชัย #ครูโมพ่อมัดหมี่แมกมา #โค้ชโมโม่

How to Breathe EP.16: Breathing is the key to core stability.ปกติ อจม. สอน Chest PT ฝึกงาน นศ ICU, semi-ICU ทำ pulmonary...
24/01/2023

How to Breathe EP.16:
Breathing is the key to core stability.
ปกติ อจม. สอน Chest PT ฝึกงาน นศ ICU, semi-ICU ทำ pulmonary rehab ไม่ใช่เหรอ
แล้วไปอบรม DNS เพื่ออะไร

งานนี้ตั้งใจเขียนโดยยึดโยงความรู้เดิมของตนเองกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่
เป้าหมายเพื่อทบทวนความรู้ของตนเอง และแบ่งปันให้พี่ ๆ น้อง ๆ ชาว PT และสาย movement ได้ทบทวนด้วยกัน น่าจะมีหลายตอนคอยติดตามกันนะครับ

หากเราพอจำได้ ตอนเราเรียน ทฤษฎีการควบคุมการเคลื่อนไหว (motor control)
จะมีคำ 3 คำที่อาจารย์สอนเราไว้ เสียง อ.ยอดชาย ลอยมาในหัว ภาพในห้องเรียน ป.โท ผุดขึ้นมา
อ.ยอดชาย: โมจำไว้นะลูก คนเราจะเคลื่อนไหวได้ดีมันต้อง มี Stability ที่ดี มี flexibility ที่เพียงพอ จึงจะทำให้เกิด mobility ที่ดีมีคุณภาพตามมา
ตอนนั้นเราก็เข้าใจแค่ว่า จะยกแขนได้ดี หัวไหล่ ไหปลาร้าและสะบัก (shoulder girdle stability) ต้องมั่นคงดี

โตมาอีกหน่อยตอนมาเป็นอาจารย์
เข้าฟังสัมมนาบ้าง เป็นกรรมการสอบความก้าวหน้าบ้าง อบรมบ้าง และรักษาคนไข้บวกกับอ่านหนังสือเองบ้าง
เสียง อ.รุงทิพย์ ลอยมา
อ.รุ้งทิพย์: โครงสร้างและระบบการทำงานที่ทำให้เกิดความมั่นคงของลำสันหลังมี 3 ส่วนหลักได้แก่
1 กลุ่มโครงสร้างที่หดตัวไม่ได้ (passive structure) เช่น ลักษณะรูปร่างของข้อต่อ หมอนรองกระดูก เอ็นข้อต่อ พังผืดอกหลัง (thoraco-lumbar fascia) ต่างๆ
2 กลุ่มโครงสร้างที่หดตัวได้ นั่นก็คือการทำงานของกล้ามเนื้อรอบๆลำสันหลัง
3. การควบคุมระบบประสาทกล้ามเนื้อ (motor control)

สิ่งที่มีในหัว พกใส่กระเป๋าเอาไปรักษาคนไข้ คือ
“แกนกลางลำตัวต้องมั่นคงก่อนนะ รยางค์ถึงจะเคลื่อนไหวได้อย่างมีคุณภาพ”
เราก็สรรหาวิธีการฝึกแกนกลางจากหลาย ๆ แนวคิด มาใช้กับผู้ป่วยของเราซึ่งได้ผลในระดับที่น่าพอใจ แต่เหมือนขาดอะไรบางอย่าง

ผมเคยได้ยินได้ฟังเรื่องของ Dynamic neuromuscular stabilization (DNS) มาบ้าง
แต่ไม่ได้เข้าใจอะไรมากมายนัก
กับที่ตนเองยังลงคลินิกรักษาผู้ป่วยกลุ่มกระดูกกล้ามเนื้อ
ยังรับเคสระบบประสาท นักกีฬา ผู้สูงอายุ อยู่เป็นประจำ
จึงคิดว่าไปลองเรียนจากต้นตำหรับดู
แล้วเอามาคิดต่อว่าเราจะเอาไปใช้อะไรได้บ้างในผู้ป่วยทุกกลุ่มที่เรายังดูแลอยู่

DNS ไม่ใช่อะไรที่ใหม่
DNS เป็นการอธิบายพัฒนาการเคลื่อนไหวในทารกแรกเกิดจนกระทั้งเดินได้ วิ่งได้
โดยอธิบายถึงความสำคัญของความมั่นคงของแกงกลางลำตัวที่จะค่อย ๆ เกิดขึ้นก่อนการเคลื่อนไหวของส่วนรยางค์
ซึ่งในสมองของทารกปกติที่เกิดมาจะมีมแบบแผนการเคลื่อนไหวที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในระบบประสาทส่วนกลางอยู่แล้ว
ทารกรอเวลาที่จะทำให้การประสานสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทส่วนกลางกับระบบกระดูกกล้ามเนื้อทำได้ดีขึ้น
ขณะที่การเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อก็ค่อย ๆ พัฒนาไปเช่นกัน

แนวคิดการรักษาระดับความมั่นคงของแกนกลางลำตัวให้เหมาะสมกับการทรงท่าและการเคลื่อนไหว
จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ฝึกการเคลื่อนไหวในหลากหลายกลุ่ม ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ นักกีฬา ที่มีปัญหาการทรงท่าและการเคลื่อนไหว

ขอคารวะ Profressor Pavel Kolar, P.T., Pread. Dr., Ph.D.
ผู้ให้กำเนิดการอธิบายแบบ DNS
ซึ่งท่านได้รับความรู้และฟูมฟักมาจาก
Prof. Vaclav Vojta และ Prof. Vladimir Janda
คุ้นๆ 2 ชื่อด้านล่างใช่มั้ยครับ
ท่านแรกคือ ผู้สร้าง Vojta Therapy
ท่านที่ 2 คือ ปรมาจารย์ muscle imbalance

มาเข้าเรื่องกับหัวข้อนี้ครับ
Breathing is the key to core stability.
การหายใจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความมั่นคงของแกนกลาง

ทำไมผมจึงสรุปแบบนั้นลองตามอ่านกันดูนะครับ

ลำสันหลังเราตั้งแต่กะโหลกศีรษะ (skull) กระดูสันหลังส่วนคอ (cervical spine) กระดูกสันหลังส่วนอก (thoracic spine) กระดูกสันหลังส่วนเอว (lumbar spine) กระดูเชิงกรานและกระดูกระเบนเหน็บ (pelvic & sacrum) ไปจนถึงกระดูกก้นกบ (coccyx)
จะมีกล้ามเนื้อ 2 กลุ่มหลัก ๆ ที่ควบคุมการทรงท่าและการเคลื่อนไหว คือ
1.กลุ่มกล้ามเนื้อด้านหลังต่อกระดูกสันหลัง
1.1 มีทั้งระดับตื้นจุดเกาะกล้ามเนื้อมักกระโดดข้ามกระดูหสันหลังหลายระดับ เช่น elector spinae
1.2 กล้ามเนื้อชั้นลึก จำมัดนี้ไว้ดีๆนะครับ multifidus เขาจะเกาะคร่อม 1- 2 ระดับ ถ้าไปดูทิศทางการเกาะของกล้ามเนื้อจะพบว่าหาก multifidus หดตัวแบบกล้ามเนื้อหดสั้น (isotonic contraction) ทั้งสองฝั่งพร้อมกันจะช่วยแอ่นลำสันหลัง หาก ฝั่งซ้ายหดตัวแบบหดสั้น ฝั่งขวาจะหดตัวแบบยืดยาวออก (eccentric contraction) เพื่อประครองให้เกิดความมั่นคงขณะที่ลำสันหลังหมุ่นไปด้านขวา
เนื่องจากเขาวางตัวตั้งแต่ คอ อก เอว เลยทีเดียว โครงสร้างเขาเกาะคร่อมคร่อม 1- 2 ระดับ จึงให้ความมั่นคงมากกว่า
ขณะที่กล้ามเนื้อที่เกาะคล่อมกระดูกสันหลังหลายระดับจะทำงานให้เกิดการเคลื่อนไหวมากกว่า
2.กลุ่มกล้ามเนื้อและโครงสร้างด้านหน้า

โครงสร้างทั้ง 2 ฝั่งต้องทำงานประสานสัมพันธ์กันให้ดี
รู้จังหวะว่าเมื่อไหร่เราควรหดตัวแบบไหนถึงจะเกิดความมั่นคงขึ้น

เราจะลองมาจับคู่โครงสร้างที่ทำให้เกิดความมั่นคงของลำสันหลังในแต่ละระดับนะครับ

*ส่วนกะโหลกศีรษะไปถึงกระดูสันหลังส่วนอกชิ้นที่ 4 [C0 to T4]
Multifidus m. จับคู่กับ กลุ่มกล้ามเนื้อก้มคอมัดลึก (deep neck flexor)

*ส่วนกระดูกสันหลังส่วนอก ต้องบอกว่าส่วนนี้ค่อนข้างมั่นคงด้วยตัวโครงสร้างอยู่แล้วเพราะมีกระดูกซี่โครงและกระดุกหน้าอกเชื่อมโยงกันเป็นถังให้ปอดและหัวใจเราอยู่ข้างใน
Multifidus m. จับคู่กับ กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครง (Intercostal m.)

*ส่วนกระดูกสันหลังส่วนเอว
Multifidus m. จับคู่กับ แรงดันในช่องท้อง (Intra-abdominal pressure, IAP)

อ้าวแล้วทำไมส่วนเอวมันมาเป็นผลของการทำงานหละ
ทำไมไม่เป็นชื่อกล้ามเนื้อเหมือนส่วนอื่นๆ
ใช่ครับ เพราะในร่างกายเราตรงกระดูกสันหลังส่วนเอว เราไม่มีโครงสร้างที่อยู่ติดกับกระดูกสันหลังทางด้านหน้าโดยตรงที่จะช่วยให้เกิดความมั่นคงของหลังส่วนเอวนี้
ดังนั้นแรงดันในช่องท้องจึงมีส่วนสำคัญที่จะผลักกระดูกสันหลังเราไปด้านหลัง เพื่อสร้างสมดุลกับกล้ามเนื้อหลังที่หดตัวแล้วจะผลักกระดูกไปทางด้านหน้า

ใครเป็นคนสร้าง IAP ?
ลองมองช่องท้องให้เป็นห้อง ๆ หนึ่งแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนนะครับ
พื้นห้อง คือ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (pelvic floor m.)
ผนังห้องด้านหลัง คือ multifidus m. และ quadratus lumborum m.
ผนังห้องด้านข้าง คือ internal & external abdominal oblique m.
ผนังห้องด้านหน้า คือ re**us abdominis m.
ส่วน tranversus abdominis m. อยู่ลึกสุดพาดขวางรอบ ๆ ผนังห้องทั้ง หน้าและข้าง
และพระเอกของเรา เพดานห้อง ก็คือ กล้ามเนื้อกระบังลม (diaphragm m.)

ถ้าอย่างนั้น IAP จะสูงมากหากกล้ามเนื้อทุก ๆ ตัวข้างบนหดตัวแบบหดสั้นพร้อมกัน
ขมิบก้น เพื่อให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหดตัว
แขม่วท้อง งอลำตัวเพื่อสร้างแรงดัน
หายใจเข้ากลั้นหายใจแล้วเบ่ง
ทำตามด้านบน IAP สูงจริงตามที่ว่าแหละครับ แต่มันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

แล้วธรรมชาติควรเป็นอย่างไรหละ
เราก็ควรหายใจได้อย่างปกติในขณะที่ลำตัวเราก็ควรมั่นคงไปด้วยไม่ใช่หรือ?
1 ตอนหายใจเข้า ขณะที่กล้ามเนื้อกระบังลมหดตัวแบบ isotonic contraction กดตัวลงต่ำ ชายโครงล่าง (rib cage) ควรขยายอกทุกทิศทาง 360 องศา ซึ่งเป็นของจากการหดตัวของ external intercostal m. ที่ช่วยกางซี่โครงออกและหมุ่นซี่โครงให้หงายขึ้น
ตอน อ.ชุลี สอน Diaphragm breathing อาจารย์ก็สอนให้เราสังเกตคนไข้และฝึกคนไข้แบบนี้ เราก็ยังเข้าใจไม่ลึกซึ้ง
มาวันนี้ อ๋อ!!!!!!!!! อ.อ่าง ล้านตัว
2 ขณะที่กลุ่มกล้ามเนื้อรอบลำตัวและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
สามารถหดตัวแบบยืดยาวออก (eccentric contraction) เกิดทรงกระบอกของช่องท้องขึ้นจึงทำให้เพิ่ม IAP ขึ้น
3. Deep para-vertebral m. (Multifidus m.) จะต้องหดตัวควบคู่กันไป
4. สิ่งที่ไม่อยากเจอคือ กล้ามเนื้อลำตัวทั้งหน้า ข้างและหลังมัดตื้นๆทำงานหนักเกินไปเพื่อชดเชยมัดลึก

มาถึงตรงนี้แหละครับ key point

ในจังหวะการหายใจเข้าปกติ
เพดานห้องเป็นฝั่งเดียวที่หดตัวแบบสั่นเข้า
ในขณะที่พื้นห้อง และผนังทั้ง 4 ด้าน ควรหดตัวแบบยืดยาวออก เราถึงจะได้ IAP พอเหมาะพอดีกับเรา
ไม่ใช่ปล่อยเผละ ๆ ย้วย ๆ ออกมาแบบไม่มีโทนกล้ามเนื้อ (muscle tone) เลย แล้ว IAP จะเอามาจากไหน
ในทางกลับกัน ถ้าพื้นห้องและผนังทั้ง 4 หดตัวแบบหดสั่นเข้า พร้อมกับเพดานห้อง
ความลำบากจะเกิดกับเพดานห้องทันที
เพราะเขารับบทหนักอยู่ 2 อย่างนะครับ
งานหลักกระบังลมคือ “หายใจ” งานรองคือช่วย “ทรงท่า”
ในขณะที่กล้ามเนื้ออื่นๆ งานหลักคือ “ทรงท่า” งานรองคือช่วย “หายใจ”
ถ้ากระบังลมโดนงานหนักทั้งคู่ เราไปต่อไม่ได้ครับมันฝืนธรรมชาติ !!!

ในจังหวะการหายใจออก
เพดานห้องครายตัว แต่ไม่ควรครายตัวจนปล่อยจอยแบบ super relax มันควรมีโทนระดับหนึ่งเพื่อรักษา IAP
พื้นห้องและพนังห้องทั้ง 4 ด้านจะเด้งกลับมาแบบมีโทน เพื่อรักษาระดับ IAP ซึ่งก็ไม่ใช่การแขม่วท้องนะครับ

นอกจากรูปแบบการหดตัวและลำดับเวลาที่กล้ามเนื้อแต่ละมัดควรตอบสนองให้เกิด IAP ที่เหมาะสมแล้ว
ตำแหน่งการวางตัวของเพดานกับพื้นห้อง และความโค้งของกระดูกสันหลังก็สำคัญมาก ๆ เลย
จะว่าไปแล้วสำคัญยิ่งกว่าการหดตัวเสียอีก
เพราะถ้า เพดานและพื้นห้องไม่ขนานกัน จะหดตัวยังไง IAP ก็ไม่ดี
และเกิดแรงดันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ไม่กระจายในทุกทิศทาง

เอาหละ EP นี้เอาเท่านี้ก่อนนะครับมันจะยาวไป
ซึ่งจริงๆก็ยาวมากๆแล้วครับ 555+
เดี๋ยวเรามาต่อ EP หน้า จะเล่ารูปแบบความผิดปกติของการสร้าง IAP ที่พบบ่อยนะครับ

กราบอาจารย์ผู้สอน motor control ผศ.ดร.กภ.จิตอนงค์ ก้าวกสิกรรม ผศ.ดร.กภ.สาวิตรี วันเพ็ญ รศ.ดร.กภ.สุกัลยา อมตฉายา
กราบอาจารย์ผู้สอน Pediatric PT ผศ.กภ.แดนเนาวรัตน์ จามรจันทร์ รศ.ดร.กภ.วัณทนา ศิริธราธิวัตร
กราบอาจารย์ผู้ถ่ายทอดทักษะ MS PT ศ.ดร.กภ.รุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล ผศ.ดร.กภ.ยอดชาย บุญประกอบ
กราบอาจารย์แม่ผู้ถ่ายทอดทั้งความรู้และทักษะ Chest PT ศ.ดร.กภ. ชุลี โจนส์
ให้แก่ผมทุก ๆ ท่าน ที่ทำให้ผมเรียนเข้าใจเร็วมากครับ

ขอบคุณท่านวิทายากร Aj.Martina Jezkova ที่ถ่ายทอดความรู้และทักษะได้เข้าใจง่าย จับต้องได้และนำไปสู่การปฏิบัติ

ขอบคุณผู้จัดงาน Rahab Therapy by Yai ที่นำวิทยากร landing สู่แผ่นดินไทย และมาเปิดที่ขอนแก่นทำให้ผมสามารถเข้าร่วมอบรมได้ครับ

ได้ความรู้มา ก็เผยแพร่ต่อครับ

#คืนความรู้สู่สังคม



#กายภาพบำบัดระบบหายใจ
#ครูโมพ่อมัดหมี่แมกมา
#โค้ชโมโม่

How to Breathe EP.15: Force Expiratory Technique (FET) ต้องเป่า...แรง...จริงมั้ย?เมื่อ นศ ป.โท ป.เอก ต้องไปสอนผู้ป่วยทำ ...
29/05/2022

How to Breathe EP.15: Force Expiratory Technique (FET) ต้องเป่า...แรง...จริงมั้ย?

เมื่อ นศ ป.โท ป.เอก ต้องไปสอนผู้ป่วยทำ FET ในงานวิจัย
แล้วนางทั้ง 2 คน กะเว้า ลาว เว้าอีสาน บ่ได้
จำเป็นต้องถึงมือครูโม

เทคนิค FET นี้ถูกนำเสนอในแวดวงวิชาการครั้งแรกในโดย Thompson BJ. (1973)
FET ถูกใช้เพื่อระบายเสมหะ เทคนิคนี้ประกอบไปด้วย
mid to low lung huff 1 ถึง 2 ครั้ง + relax breathing control (BC)
Thompson ใช้ BC เพื่อลดโอกาสหลอดลมเกร็ง (bronchospasm) ขณะทำเทคนิค
ส่วน huff ใช้ขับเสมหะ

เอ้....... แล้ว.... mid to low lung huff มันคืออะไร
มันเหมือนกับ Huffing (high lung huff) ที่เราคุ้นเคยกันหรือไม่

ก่อนอื่นมาทบทวนหลักการของ huffing กันก่อน
*เทคนิคตระกูล Huffing เป็นการเร่งอัตราการไหลของลมขาออกโดยไม่ปิด glostis ที่จำเพาะต่อระดับของท่อลม
*ส่วนต้น(ท่อใหญ่) กลาง(ท่อขนาดหลาง) หรือ ส่วนปลาย(ท่อขนาดเล็ก)
*โดยอาศัยการปรับเคลื่อนจุด equal pressure point (EPP) ไปยังตำแหน่งท่อลมขนาดต่างๆ
*ทำให้อัตราการไหลขาออก ณ จุด นั้นเร็วขึ้น ช่วยผลัก ฉุดลาก เสมหะ ขึ้นมาส่วนต้นมากขึ้น

Huffing (high lung huffing) ที่เราคุ้นเคย คล้ายการไอ แต่ไม่มีการปิด glostis
จากปริมาตรปอดตั้งต้น เกือบเต็มปอด (TLC)

Mid lung huffing ผมขอเรียกมันว่า “การถอนหายใจ..แรง..จากปอดกลาง”
หรือปริมาตรตั้งต้นประมาณครึ่งปอด อยู่แถวๆ VT นั่นแหละครับ (ภายหลังการหายใจเข้าปกติ)

Low lung huffing ผมจะเรียกมันว่า “การถอนหายใจจากปอดเล็ก”
คือปริมาตรตั้งต้นที่น้อยกว่า FRC

ส่วนทำไมต้องมีการปรับปริมาตรตั้งต้นก่อนเป่าออก มันเกี่ยวกับ EPP อย่างไร
ขอเล่าใน ep ถัดไปนะครับ

หากลองสังเกตที่ผมอธิบายดูนะครับ น่าจะให้คำตอบว่าจริงๆ แล้วเมื่อทำ FET ไม่จำเป็นต้องกระแทรกแรงเสมอไป
เพราะอาจทำให้ท่อลมนั้นตีบแคบมากเกินไป แทนที่ลมจะช่วยฉุดลากเสมหะ ณ ตำแหน่งที่เราต้อการ กลับทำให้หลอดลมปิดได้นะครับ

วิธีการของเทคนิคลองดูได้จาก link นี้ครับ
https://youtu.be/-4tyqK9mg4Y
ขอบคุณ
Barnludech ถ่ายทำ ตัดต่อ
Agagnwe สนับสนุน
Nimit Kosura นายแบบ

หมายเหตุ
**วีดีโอนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้สื่อสารกับผู้ป่วยที่คุ้ยเคยกับภาษาอีสาน วีดีโอภาษาไทยมาตรฐานจะตามมาทีหลังครับ
**เทคนิคในวีดีโอเป็นเทคนิคประยุกต์ จากต้นฉบับเดิม

อ้างอิง
Thompson BJ. The physiotherapist's role in the rehabilitation of the asthmatic. NZ.J Physiother 1973;4:11-6.
Pryor JA, Webber BA, Hodson ME, Batten JC. Evaluation of the forced expiration technique as an adjunct to postural drainage in treatment of cystic fibrosis. BMJ. 1979 Aug 18;2(6187):417–8.



#กายภาพบำบัดระบบหายใจ

#โค้ชโมโม่
#ครูโมพ่อมัดหมี่

How to Breathe EP.14: Ventilation, Perfusion, Diffusion, Gas exchange 4 คำพื้นฐานในงาน Chest PT🚀🚲🚀🚲เมื่อ นศ PT inbox มาถ...
12/05/2022

How to Breathe EP.14: Ventilation, Perfusion, Diffusion, Gas exchange 4 คำพื้นฐานในงาน Chest PT

🚀🚲🚀🚲
เมื่อ นศ PT inbox มาถามเมื่อคืนตอน 22.38 น.
อจม ก็จะขอตอบตอนเช้าแล้วกันนะครับ
ดีใจที่ น้องๆ คิดถึงเรา

“อาจารย์ครับ ทาง chest นี่ perfusion มีความหมายว่าอะไรเหรอครับ ผมสับสนกับ exchange”

ถ้าแปลตรงๆ Perfusion ก็คือ การกำซาบเลือด
ซึ่งต้องแปลอีกรอบ ก็คือ ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปสู่ respiratory zone (ถุงลมส่วนที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซ)

ส่วน Exchange ที่น้องพิมพ์ถามมา น่าจะหมายถึง Gas exchange
แปลตรงๆคือ การแลกเปลี่ยนก๊าซ
ดังนั้นถ้าเอ่ยถึงคำนี้
ขอให้นึกถึง alveolar-cappilalry membrane มันคือตำแหน่งที่เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซนั่นเอง
และหนีไม่พ้น คำเหล่านี้ ที่เราๆชาว PT ควรเข้าใจครับ
🍅🍐🍅🍐
1 มีลมค้างอยู่ในถุงลมหรือไม่ (alveolar FRC)

2 มีลมเข้ามาถึงถุงลมและระบายออกหรือไม่ (alveolar ventilation)

3 ผนังกั้นมีปัญหาจนทำให้การแพร่ผ่านบกพร่องหรือไม่ (diffusion defect)

4 มีเลือดมาถึงถุงลมหรือไม่ (perfusion)

และอีก คำซึ่งเป็นคำหลัก คำสำคัญคือ V/Q (ventilation-perfusion ratio)
1+2 จะหมายถึง ventilation
4 ก็คือ perfusion
🍉🍎🍉🍎
ปัจจัยที่ส่งผลต่อ 1 (alveolar FRC) และ 2 (alveolar ventilation)
เรียงจาก นอกเข้าใน เช่น
Chest wall, abdominal content, inspiratory muscle, pleural cavity, lung interstitial space, alveolar, airway, neural control, thorax position
🥑🥦🥑🥦
ปัจจัยที่ส่งผลต่อ 3 (diffusion defect) เช่น
lung interstitial space, alveolar & capillary
🍑🍏🍑🍏
ปัจจัยที่ส่งผลต่อ 4 (perfusion)เช่น
Pulmonary circulation; heart function, local regulation, thorax position, pre load

ทบทวนความรู้พื้นฐาน
เพื่อการประยุกต์ใช้ทางคลินิกที่ดีขึ้นครับ
🙏🙏🙏
รู้สึกดีกับตนเองที่กลับมาเขียนเพจอีกครั้ง
ยิ้มหวาน 3 ที ครับ


#กายภาพบำบัดระบบหายใจ

#โค้ชโมโม่
#ครูโมพ่อมัดหมี่

ที่อยู่

Khon Kaen
40000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ How to Breathe: Respiratory Physiotherapyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram