Safe Space Mental Health Center จ.ขอนแก่น

Safe Space Mental Health Center จ.ขอนแก่น ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Safe Space Mental Health Center จ.ขอนแก่น, นักจิตวิทยา, 120/3 ถ. รอบบึงแก่นนคร ต. ในเมือง อ. เมือง, Khon Kaen.

หากคุณรับมือปัญหาไม่ไหว อย่าลังเลใจที่จะมองหาความช่วยเหลือ ที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย บริการให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพทางจิตใจ โดยไม่ใช้ยา เครียด กังวล หมดไฟ ทุกปัญหาความสัมพันธ์ อย่ารีรอที่จะเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือทางจิตใจโดย ทีมนักจิตวิทยา และนักบำบัด

🕰️ กำลังเดินทางจะหมดสิ้นปีแล้ว.. ในกระบวนการทางจิตวิทยาการย้อนมองประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วยให้เราเข้าใจความคิด (thoughts)แล...
29/12/2025

🕰️ กำลังเดินทางจะหมดสิ้นปีแล้ว..

ในกระบวนการทางจิตวิทยา
การย้อนมองประสบการณ์ที่ผ่านมา
ช่วยให้เราเข้าใจความคิด (thoughts)
และอารมณ์ความรู้สึก (feelings) ของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

การทบทวนปีที่ผ่านไป
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามที่ซับซ้อน
แต่อาจเริ่มจากการหยุดพัก
และหันกลับมาสังเกตใจของตัวเองอย่างอ่อนโยน

แบบฝึกนี้ชวนให้คุณ
ค่อย ๆ มองเห็นความคิด อารมณ์
และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 1 ปีที่ผ่านมา
โดยไม่ตัดสิน ไม่เร่งเร้า
และไม่จำเป็นต้องหาคำตอบที่สมบูรณ์แบบ

เพราะในมุมมองทางจิตวิทยา
การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
คือก้าวแรกของการดูแลสุขภาพใจค่ะ 🌱

เมื่อมีใครถามว่า “เป็นยังไงบ้าง?” เรามักจะตอบไปว่า “ก็โอเค” ...คำถามคือ ทุกครั้งที่ให้คำตอบแบบนี้ มันกำลังสะท้อนความรู้ส...
04/12/2025

เมื่อมีใครถามว่า “เป็นยังไงบ้าง?” เรามักจะตอบไปว่า “ก็โอเค” ...คำถามคือ ทุกครั้งที่ให้คำตอบแบบนี้ มันกำลังสะท้อนความรู้สึกข้างในของเราจริง ๆ อยู่หรือเปล่า? ⁣

การหมั่นเช็กอินความรู้สึก (Feelings Check-in) จะช่วยให้เราเปลี่ยนจากคำว่า “ก็โอเค” ไปสู่การเข้าใจตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง มันเหมือนการได้ “ออกกำลังกาย” ให้กับกล้ามเนื้อทางอารมณ์ในสมอง —และยังช่วยให้เราได้พัฒนา 2 ทักษะสำคัญของ #การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Learning หรือ SEL) ได้แก่ พัฒนาทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness): รู้ว่ากำลังรู้สึกอะไร และทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น และพัฒนาทักษะการจัดการตนเอง (Self-management): ตอบสนองต่อความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้มันเข้ามาควบคุมเรา⁣

─────⁣
✦ 6 วิธีเช็กอินอารมณ์แบบง่ายๆ⁣

❶ ความรู้สึกของคุณวันนี้เป็นสีอะไร?⁣

สีสามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านเหตุผลที่ซับซ้อน ความเศร้าอาจเป็นสีน้ำเงินเข้ม ความตื่นเต้นอาจเป็นสีเหลืองสด การให้สีกับความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ ช่วยให้เราพูดถึงมันได้ง่ายขึ้น⁣

❷ รู้สึกว่าสีนี้อยู่ตรงไหนในร่างกาย?⁣

อารมณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหัว แต่แสดงออกผ่านร่างกายด้วย ความโกรธอาจทำให้หน้าอกร้อนรุ่ม ความกังวลอาจวนอยู่ในท้อง หรือความสุขอาจรู้สึกเบาสบายที่ไหล่ การรู้ว่าความรู้สึกอยู่ตรงไหนในร่างกาย คือกุญแจสำคัญในการจัดการความเครียด⁣

❸ ถ้าความรู้สึกนี้เป็นสภาพอากาศ มันจะเป็นอากาศแบบไหน?⁣

นี่คือความมหัศจรรย์ของการใช้เปรียบเปรย อากาศเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ — แดดจ้า หมอก ฝนตก พายุ การอธิบายอารมณ์ด้วยสภาพอากาศ ช่วยให้เล่าให้คนอื่นฟังได้ง่าย โดยไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ⁣

❹ ถ้าสัมผัสความรู้สึกนี้ได้ มันจะเป็นลักษณะยังไง?⁣

อารมณ์ตอนนี้อาจคมเหมือนกระบองเพชร นุ่มเหมือนหมอน หรือหมุนวนเหมือนน้ำวน? การใช้ประสาทสัมผัสมาช่วยอธิบาย ทำให้เราเชื่อมโยงกับความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น⁣

❺ ความรู้สึกนี้ใหญ่แค่ไหน?⁣

อารมณ์บางทีก็เล็กเท่าผลแอปเปิ้ล หรืออาจใหญ่เท่าหมีตัวโต การให้ขนาดกับความรู้สึกช่วยวัดความรุนแรงของมัน — และเป็นก้าวแรกในการควบคุมอารมณ์⁣

❻ ถ้าความรู้สึกนี้พูดได้ มันจะพูดว่าอะไร?⁣

การให้เสียงกับความรู้สึกเป็นเหมือนการเปิดไมค์ให้สติปัญญาภายในใจเราได้พูดออกมา ความเครียดอาจพูดว่า “ขอพักหน่อย” ส่วนความตื่นเต้นอาจบอกว่า “ไปเลย!”⁣


ที่มา: SELminder
Link: https://shorturl.asia/5GfkR

💬 เทคนิค “I-message” (หรือ I-statement) — เครื่องมือสื่อสารลดการโต้เถียง ที่ช่วยสร้างความเข้าใจให้เร็วขึ้นI-message คือก...
07/10/2025

💬 เทคนิค “I-message” (หรือ I-statement) — เครื่องมือสื่อสารลดการโต้เถียง ที่ช่วยสร้างความเข้าใจให้เร็วขึ้น

I-message คือการพูดบอกความรู้สึกของตัวเองจากมุมมอง “ฉัน” แทนการกล่าวโทษด้วยประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “คุณ” ซึ่งมักทำให้ผู้ฟังตั้งรับหรือโต้เถียงกลับ
เป้าหมายของ I-message คือบอกความรู้สึก-สถานการณ์-ที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น และถ้าต้องการให้ชัดขึ้น - ให้เติมสิ่งที่ต้องการเป็นทางออก (need/preference)
งานวิจัยพบว่าการใช้ภาษาแบบนี้ช่วยลดการรับรู้ถึงความเป็นศัตรูและทำให้การสื่อสารอ่อนโยนขึ้นด้วย

⁉️แล้วทำไมการสื่อสารแบบนี้ถึงสำคัญ ถ้าพูดถึงข้อดีสั้น ๆ
• ลดการตั้งรับ/defensiveness ของผู้ฟัง (แปลว่าโอกาสทะเลาะน้อยลง).
• ช่วยเชื่อมอารมณ์ — ให้ผู้ฟังเข้าใจ “ความรู้สึกจริง ๆ” ของเรา (สร้าง empathy).
• เป็นทักษะที่ใช้ได้ทั้งกับเด็ก คู่รัก เพื่อนร่วมงาน และผู้ปกครองในการแก้ปัญหาเชิงความสัมพันธ์.

🌱 วิธีการโดยเริ่มจากโครงสร้างที่ใช้ง่าย
1. ความรู้สึก — เริ่มด้วย “ฉันรู้สึก…” (I feel…)
2. เหตุการณ์เฉพาะ — ตามด้วย “เมื่อ…” (when…) — อธิบายพฤติกรรมหรือสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึก (อย่าใส่การตีความหรือคำตัดสินคนอื่น)
3. ผลกระทบ/เหตุผล (ถ้าต้องการ) — อธิบายว่าทำไมจึงรู้สึกแบบนั้น หรือมันส่งผลยังไงกับเรา
4. ข้อเสนอ/ความต้องการ — ปิดด้วยว่าอยากให้เปลี่ยนอะไรหรืออยากให้ช่วยอย่างไร (I need / I would prefer)

ตัวอย่างสั้น ๆ: “ฉันรู้สึกกังวลเมื่อคุณกลับบ้านดึกโดยไม่บอก เพราะฉันไม่รู้ว่าคุณปลอดภัย — อยากให้คุณส่งข้อความถึงฉันได้ไหม”
ตัวอย่างสำหรับบริบทต่าง ๆ
• กับเด็ก: “แม่รู้สึกกังวลเมื่อของเล่นกระจัดกระจายแบบนี้ เพราะกลัวคนจะเดินสะดุด — ช่วยเก็บของเล่นก่อนออกไปเล่นข้างนอกได้ไหม” (simple, ชัดเจน และสอนผลลัพธ์)
• ในที่ทำงาน: “ฉันรู้สึกเครียดเมื่อได้รับข้อมูลช้ากว่ากำหนด เพราะทำให้ตารางงานกระทบ — คราวหน้าแจ้งล่วงหน้าได้ไหม”

หากเกิดการตั้งคำถามว่า แล้วมันจะได้ผลเหรอ เรามีเทคนิคในการนำไปใช้
1. พูดความรู้สึกจริง ไม่ใช่การตัดสิน — หลีกเลี่ยง “ฉันรู้สึกว่าคุณเป็นคนขี้เกียจ” (เป็นการตัดสิน) ให้บอก “ฉันรู้สึกไม่สบายใจ…” (โฟกัสอารมณ์ของเรา).
2. ระบุเหตุการณ์ชัดเจน — ยกตัวอย่างพฤติกรรมเฉพาะเวลา ไม่ใช่คำว่า “ไม่เคย” หรือ “เสมอ” (ซึ่งเป็นคำเว่อร์) .
3. เติมข้อเสนอเชิงบวก — บอกสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นแทนที่จะสั่งห้ามอย่างเดียว.
4. ฝึกแบบ role-play — ฝึกกับเพื่อนหรือครอบครัวก่อนใช้จริง โดยให้โฟกัสที่การฟังตอบกลับและตรวจสอบว่าเข้าใจกันจริงหรือไม่

ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด
• ประโยคที่เริ่มด้วย “I” ไม่ได้แปลว่าเป็น I-message ที่ดีเสมอ — ถ้าต่อท้ายด้วยการตัดสิน (เช่น “ฉันรู้สึกว่าเธอเห็นแก่ตัว”) จะกลับไปเป็นการกล่าวโทษอีกครั้ง
• ผู้ฟังบางคนยังอาจตอบโต้ แม้จะใช้ I-message เพราะปัจจัยอื่น ๆ (เช่น อารมณ์รุนแรง ความเคยชิน) — เทคนิคต้องฝึกซ้ำและคู่กับทักษะการฟัง (active listening)

ลองค่อยๆฝึกฝน 1 สัปดาห์: วันละ 1 ครั้ง อยากชวนให้ลองใช้โครงสร้าง “ฉันรู้สึก… เมื่อ… เพราะ… ฉันขอว่า/อยากให้…” แล้วสังเกตว่าการตอบสนองนั้นเปลี่ยนไปไหม แล้วมาแชร์ผลกับเราได้นะคะ 😊

29/09/2025

ปัจจุบัน เด็กๆ ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น ทั้งมือถือ แท็บเล็ต เกม หรือทีวี

หลายบ้านอาจมองว่าหน้าเป็นเรื่องธรรมดาของยุคนี้ แต่การใช้หน้าจอที่มากเกินไปอาจส่งผลลึกถึง สมอง การนอน และสุขภาพจิต ของลูกได้จริงๆ


งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Pediatrics ปี 2025 ศึกษาเด็กเกือบ 1,000 คน ตั้งแต่อายุ 9–10 ปี จนถึงวัยรุ่นต้น (11–13 ปี) เพื่อดูว่า “การใช้หน้าจอ” มีความเชื่อมโยงกับ “ภาวะซึมเศร้า” อย่างไร


ผลการวิจัย

1.การใช้หน้าจอที่มาก = ความเสี่ยงซึมเศร้ามากขึ้น เด็กที่ใช้เวลาหน้าจอมาก มีแนวโน้มแสดงอาการซึมเศร้ามากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น

2.การนอนหลับและสมอง
-เด็กที่ใช้หน้าจอมาก มักนอนน้อยลง
-การนอนหลับที่สั้นลงส่งผลต่อโครงสร้าง White matter ในสมอง (ส่วนที่ช่วยเชื่อมโยงการทำงานของสมองแต่ละพื้นที่)
-ทั้งการนอนและโครงสร้างสมองที่เปลี่ยนไปนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีอาการซึมเศร้าเพิ่มขึ้น


แล้วพ่อแม่ควรทำอย่างไร?

ข่าวดีคือ ‘การนอน’ เป็นพฤติกรรมที่ปรับได้ และเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลเสียจากการใช้หน้าจอ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ

-กำหนดเวลาใช้หน้าจอที่ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงใกล้เวลานอน
-จัดสภาพแวดล้อมการนอนให้เหมาะสม เช่น สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะกับการนอน(เงียบ สงบ ปิดไฟมืด) ปิดหน้าจออย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน
-พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ผู้ใหญ่ก็ลดการจ้องมือถือก่อนนอน เพื่อให้ลูกเห็นพฤติกรรมที่ควรทำ
-พูดคุยกับลูกเรื่องความรู้สึก ถ้าลูกเริ่มมีอาการเศร้า เบื่อ ไม่อยากเข้าสังคม พ่อแม่ควรรับฟังและหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ


เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เด็กๆ ยังสามารถเรียนรู้และสนุกได้จากหน้าจอ แต่สมดุล คือหัวใจสำคัญ การช่วยให้ลูกนอนพอ ลดหน้าจอก่อนนอน และใส่ใจสัญญาณทางอารมณ์ จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ลูกเดินเข้าสู่ความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น


อ่านบทความวิจัยได้ที่ https://jamanetwork.com/journals/jamapediatrics/fullarticle/2835092

#หมอมินบานเย็น

เมื่อข่าวร้ายกระทบใจ เราจะดูแลตัวเองอย่างไรดี”🧡 “เหตุการณ์สะเทือนใจ… อาจเกิดขึ้นไกล แต่กระทบใจเราใกล้กว่าที่คิด”ในช่วงที...
29/07/2025

เมื่อข่าวร้ายกระทบใจ เราจะดูแลตัวเองอย่างไรดี”

🧡 “เหตุการณ์สะเทือนใจ… อาจเกิดขึ้นไกล แต่กระทบใจเราใกล้กว่าที่คิด”
ในช่วงที่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่ว่าจะเป็น สงคราม การก่อเหตุรุนแรง หรือข่าวสะเทือนขวัญ... เรามักนึกถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอันดับแรก
แต่ในความเป็นจริง — คนที่อยู่ห่างออกมา คนในครอบครัว หรือแม้แต่คนที่แค่ “รับรู้ข่าว” ก็ตกอยู่ในภาวะเครียดได้เช่นกัน
รู้ไหมคะ…นั่นเป็นเรื่องปกติมากของมนุษย์ที่มีหัวใจ บางคนอาจเรียกสิ่งนี้ว่า "ความเครียดฉับพลัน" (Acute Stress Reaction) และมันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
________________________________________
✳️ ใจเรารับรู้ได้ แม้จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง
เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นรอบตัว หรือแม้เพียงรับรู้ผ่านข่าวสาร — อาจทำให้จิตใจของเราสั่นไหวอย่างไม่ทันตั้งตัว
เพราะสมองของเราทำหน้าที่เตือนภัยโดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดความเครียดฉับพลัน หรือในบางคน อาจมีอาการตื่นตระหนก (panic) ตามมา
________________________________________
📍 สัญญาณที่บอกว่า “ใจเราอาจกำลังรับไม่ไหว”
ลองสังเกตตัวเองดูว่า… คุณกำลังเผชิญกับสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า?
• หายใจเร็ว แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่สุด
• ใจเต้นแรง มือเย็น มือสั่น หรือ เหงื่อออก ตัวสั่น โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
• เหนื่อยล้า อ่อนแรง รู้สึกว่างเปล่าหรือไร้เรี่ยวแรง
• คิดวน ไม่หยุดกังวลถึงคนที่อยู่ในเหตุการณ์
• นอนหลับยาก ฝันร้าย หรือตื่นกลางดึก
• เห็นภาพหรือเสียงของเหตุการณ์วนซ้ำในหัว ทั้งที่พยายามหลีกเลี่ยง
• รู้สึกเศร้า เจ็บปวดใจอย่างรุนแรง สะเทือนใจกับชะตากรรมของผู้อื่น
• รู้สึกผิดที่ตัวเองยังอยู่ในความปลอดภัย หรือช่วยอะไรใครไม่ได้
หากพบว่าคุณมีหลายอาการร่วมกัน นั่นอาจเป็น กลไกของร่างกายและจิตใจที่พยายามปกป้องตัวเอง ในภาวะตึงเครียดค่ะ
________________________________________
🕊️ “วิธีดูแลใจตัวเองในเบื้องต้น เมื่อเหตุร้ายเกิดขึ้นรอบตัว”
ถ้าใจเริ่มไม่ไหว... ลองดูแลตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้นะคะ:

1. พักใจจากข่าวร้าย
📍 โดยเฉพาะคลิป ภาพ หรือข้อความที่มีเนื้อหารุนแรง
แม้จะรู้สึกว่าอยาก “ติดตามให้ทัน” แต่หากข่าวเริ่มรบกวนความรู้สึก ควรพักให้ใจได้หายใจบ้าง
📌 หยุดรับชมข่าวสารไปก่อนโดยเฉพาะผ่านโซเชียลมีเดีย
หากไม่จำเป็น ให้เว้นช่วงการรับข่าวอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมง
แต่ถ้าจำเป็นต้องติดตาม เช่น เพื่อความปลอดภัยของตนเอง
→ เลือกอ่านเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ
→ หลีกเลี่ยงคลิป ภาพ หรือการอ่านข้อความคอมเมนต์

2. ไม่พูดซ้ำ ไม่เล่าเรื่องซ้ำ
📌 หากยังรู้สึกสะเทือนใจ ลองหลีกเลี่ยงการพูดคุยหรือถกประเด็นเรื่องเหตุการณ์นั้น
แม้การพูดอาจเป็นการระบาย แต่การเล่าซ้ำอาจทำให้ใจเราเหนื่อยซ้ำได้

3. เบี่ยงเบนความคิดด้วยกิจกรรมที่จับต้องได้
📌 ลองลุกขึ้นมาทำสิ่งเล็กๆ เช่น เดินรอบบ้าน ล้างจาน รดน้ำต้นไม้
กิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมักช่วยให้สมองลดการคิดวนได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ

4. หากรู้สึก ‘ตื่นตระหนก’ (Panic) ค่อยๆหายใจ และอยู่กับปัจจุบัน
📌 สัมผัสสิ่งรอบตัว (ฝึกการ Grounding)  หายใจลึกๆ ช้าๆ พร้อมรับรู้ว่า… ตอนนี้ฉันยังปลอดภัย หรือ “ฉันอยู่ที่นี่ ตอนนี้ฉันปลอดภัยแล้ว”
💨ลองหายใจเข้าช้าๆ นับ 4 – กลั้นลมหายใจ 4 – ผ่อนลมหายใจออก 4 – พักนิ่ง 4 วินาที (Box Breathing) ช่วยให้ระบบประสาทสงบลงได้ค่ะ

5. ไม่ต้อง “อยู่คนเดียว” ตลอดเวลา 🫂
📌 ถ้าใจเริ่มเปราะบาง อย่าปิดกั้นตัวเองจากคนรอบข้าง คุณไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา
การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ เพียงแค่ได้ยินเสียงหรืออยู่ใกล้กัน ก็สามารถลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและเพิ่มความมั่นคงทางใจได้

6. อย่ากดทับความรู้สึกของตัวเอง
📍 ความเศร้า ความกลัว หรือความสับสนไม่ใช่สิ่งผิด
การยอมรับว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร คือจุดเริ่มต้นของการดูแลใจอย่างแท้จริง
________________________________________
🚨 หากลองทำทั้งข้อ 1-5 แล้วไปเบื้องต้นแล้ว แต่พบว่าอาการยังไม่ดีขึ้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า วิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ยากเกินไป แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อรับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมต่อไป
________________________________________
💬 “แม้คุณไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ใจคุณมีสิทธิ์รู้สึก เจ็บ และต้องการการดูแลเหมือนกัน”
ให้เวลากับตัวเอง ให้พื้นที่กับความรู้สึก แล้วค่อยๆ กลับมาหายใจอย่างเป็นสุขอีกครั้งนะคะ

🎰 ทำไมเราถึง "หยุดไม่ได้"?จากโดพามีนสู่กับดักของการเสพติดเคยรู้สึกไหมว่า...เล่นมือถือแค่ 5 นาที → ผ่านไป 1 ชั่วโมงตั้งใจ...
17/06/2025

🎰 ทำไมเราถึง "หยุดไม่ได้"?

จากโดพามีนสู่กับดักของการเสพติด

เคยรู้สึกไหมว่า...

เล่นมือถือแค่ 5 นาที → ผ่านไป 1 ชั่วโมง
ตั้งใจดูซีรีส์ตอนเดียว → จบซีซั่น
บอกตัวเองจะกินขนมแค่นิดเดียว → กินจนหมดถุง
🤯 ไม่ใช่แค่เรื่อง “ขาดวินัย”
แต่เป็นเพราะ “สมองเรียนรู้” ว่า พฤติกรรมเหล่านี้มีรางวัลอยู่ในนั้น
และตัวการสำคัญคือ... โดพามีน (Dopamine)
🧠 โดพามีนคืออะไร?

โดพามีน เป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับ การเคลื่อนไหว อารมณ์ การจดจ่อ การตัดสินใจ
แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือ “ระบบรางวัลและแรงจูงใจ” (Reward & Motivation System)
เมื่อเราทำพฤติกรรมที่ “สมองตีความว่าได้ผลดี” เช่น ได้คำชม ได้ของกินอร่อย ดูอะไรสนุก
สมองจะปล่อยโดพามีนออกมา → ทำให้รู้สึก “ดี” → สมองจดจำว่า “ควรทำอีก”
🔁 กลไกของการเสริมแรง (Reinforcement Mechanism)

เมื่อพฤติกรรมใดเชื่อมโยงกับรางวัล
สมองจะสร้าง "วงจรเสริมแรง" ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้:

1. เกิดพฤติกรรม เช่น กดเข้า TikTok
2. ได้รับรางวัล เช่น คลิปสนุก ๆ ปรากฏขึ้น
3. สมองปล่อยโดพามีน โดยเฉพาะในบริเวณ nucleus accumbens
4. รู้สึกดี → สมองเชื่อมโยงว่า “นี่คือสิ่งดี”
5. สร้างสายใยประสาทใหม่ (Neuroplasticity) → ยิ่งทำบ่อย ยิ่งติดแน่น

🎯 พฤติกรรมนี้จึงถูก "เสริมแรง" ให้ทำซ้ำโดยอัตโนมัติ
💥 แล้วการเสพติดล่ะ?

การเสพติด คือกระบวนการที่วงจรเสริมแรงทำงาน “มากเกินไป”
สิ่งที่กระตุ้นโดพามีนอย่างรุนแรง (เช่น มือถือ, เกม, ขนมหวาน, การพนัน, สารเสพติด)
ทำให้สมอง “ชินกับรางวัลแรง ๆ”
→ จนไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นธรรมดาอีกต่อไป
→ ต้องการกระตุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจะรู้สึกดี

ผลลัพธ์:
พฤติกรรมที่ให้รางวัลช้า เช่น การเรียนรู้ การอ่านหนังสือ ถูกลดทอนความสนใจ
อารมณ์ไม่คงที่ หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ
สมองแปรรูปพฤติกรรม "เคยดี" ให้กลายเป็น "จำเป็น"
#จิตวิทยาพัฒนาตนเอง #จิตวิทยา #ติดโทรศัพท์

🌪️ เรา “อยากดีขึ้น” หรือ “ไม่เคยพอ”?ในโลกที่เราถูกสอนว่าชีวิตควรเป็นกราฟที่พุ่งขึ้นเสมอ 📈– รายได้ต้องเพิ่มขึ้น– ความสามา...
30/05/2025

🌪️ เรา “อยากดีขึ้น” หรือ “ไม่เคยพอ”?
ในโลกที่เราถูกสอนว่า
ชีวิตควรเป็นกราฟที่พุ่งขึ้นเสมอ 📈
– รายได้ต้องเพิ่มขึ้น
– ความสามารถต้องพัฒนา
– ความสำเร็จต้องมากขึ้น
หลายคนจึงใช้ชีวิตเหมือน “ต้องวิ่งไล่ตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่า” อยู่ตลอดเวลา…
แต่เคยถามตัวเองไหมว่า
เรากำลังไล่ตามอะไรอยู่กันแน่? 🤯
🧠 Ideal Self – ตัวตนในอุดมคติ
ในจิตวิทยา เราเรียกภาพในหัวของตัวเราในเวอร์ชัน "ที่ดีที่สุด" ว่า Ideal Self
มันอาจเป็นตัวเราที่เคย “รุ่ง” ในอดีต
หรือ ตัวเราที่ “ควรจะเป็น” ในอนาคต
แต่น่าเศร้า...
เราไม่มีวัน เข้าไปอยู่ในภาพนั้นได้จริงๆ
เพราะเมื่อไปถึงวันพรุ่งนี้ เราก็จะสร้าง “ภาพใหม่” ขึ้นมาอีก
🚫 อยากดีขึ้น = ดีเสมอจริงไหม?
ความอยากพัฒนาตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด
แต่เมื่อมันกลายเป็น “แรงกดดัน”
กลายเป็นเสียงในหัวที่พูดว่า
“ยังไม่ดีพอ…ต้องทำให้ได้มากกว่านี้อีก…”
มันอาจกลายเป็นกับดักที่พรากความสุขในปัจจุบันไปโดยไม่รู้ตัว
🩺 “ดีขึ้น” ของร่างกาย = หายดี
แต่ “ดีขึ้น” ของใจ… มันไม่มีจุดจบ 🌀
เราเลยอาจจะไม่มีวันรู้สึกว่า “พอ” สักที
🌿 แล้วเราจะอยู่กับมันยังไง?
คำว่า “พอดี” ไม่ได้แปลว่าต้องหยุดพัฒนาตัวเอง
แต่มันคือการ เติบโตอย่างเคารพตัวเอง
ให้โอกาสตัวเองได้พัก ไม่โหมตัวเอง
ให้คุณค่าในแต่ละก้าว แม้มันจะเล็กก็ตาม
ลองแอบถามตัวเองเบา ๆ:
“คุณไล่ตามตัวตนแบบไหนอยู่?”
“ถ้าวันข้างหน้าฉันไม่ต้องเก่งกว่านี้...ฉันยังมีคุณค่าไหม?”
🌱 บางครั้ง…
การหยุดพัก คือส่วนหนึ่งของ “การพัฒนาตนเอง” ก็ได้นะ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิตดีเริ่มที่ใจ #พัฒนาตัวเอง #ชีวิตไม่ใช่กราฟเส้นตรง

🧠 “คิดมากไม่ผิด…แต่ต้องรู้ทัน กับดักความคิด (Cognitive Distortions)”⠀บางทีความทุกข์ของเรา…ไม่ได้มาจาก "เหตุการณ์" 💥แต่มา...
23/05/2025

🧠 “คิดมากไม่ผิด…แต่ต้องรู้ทัน กับดักความคิด (Cognitive Distortions)”⠀
บางทีความทุกข์ของเรา…
ไม่ได้มาจาก "เหตุการณ์" 💥
แต่มาจาก "วิธีคิดของเราเอง" 🌀⠀
นักจิตวิทยาเรียกมันว่า Cognitive Distortions
หรือ กับดักความคิดบิดเบือน 🪤
ที่ทำให้เราเครียด 😣 วิตก 😰 และรู้สึกผิดโดยไม่จำเป็น 😓⠀
มาดูกันว่าคุณติดกับดักแบบไหนอยู่บ้าง…👇
⚫ คิดแบบขาว–ดำ (All-or-Nothing Thinking)
“ถ้าไม่ดีเลิศ = แย่ไปเลย” ❌
เช่น “ฉันต้องสมบูรณ์แบบเท่านั้น” 🏆
แต่ในชีวิตจริง เราเติบโตได้จากการ ‘ดีพอ’ 👍 ไม่ใช่ ‘ดีเลิศ’
🔁 เหมารวมจากเรื่องเดียว (Overgeneralization)
“เขาไม่ตอบไลน์ = เขาไม่แคร์” 📱💬
เพียงเรื่องเดียว ถูกขยายให้กลายเป็นความจริงถาวร 🕳️
🔍 มองแต่แง่ลบ (Mental Filter)
ได้คำชม 9 คำ แต่คิดวนกับคำติ 1 คำ 😢
ความสุขเลยเลือนหาย ทั้งที่มันยังอยู่ 🌤️
📏 ใช้คำว่า “ควร” บ่อยเกินไป (Should Statements)
“เราควรต้องเก่งกว่านี้” หรือ “ไม่ควรรู้สึกเศร้า” 😤
คำว่า “ควร” กลายเป็นแรงกดดัน มากกว่าแรงบันดาลใจ 🪨
🙇‍♀️ โทษตัวเองตลอดเวลา (Personalization)
“วันนี้เพื่อนดูเงียบๆ = เราต้องพูดอะไรผิดแน่ๆ” 🫣
จริงๆ อาจไม่เกี่ยวกับเราเลยก็ได้ 🫥
💬 อย่าเชื่อความคิดทันที...ให้ถามก่อนว่า
“นี่คือความจริง หรือแค่เรื่องที่เราสมมติขึ้นเอง?” 🤔⠀
🌿 การรู้เท่าทันกับดักความคิด
คือก้าวแรกของสุขภาพจิตที่ดี 💚⠀
สังเกตุตัวเองให้มากขึ้น 🤗
แล้วจะพบว่า…ความคิดบางอย่าง
มันไม่ได้ “จริง” เสมอไป ✨
#กับดักความคิด
#สุขภาพจิตดีเริ่มที่ความคิด
#จิตวิทยาเข้าใจง่าย
#รู้ทันความคิด
#คิดเยอะ #คิดมาก

🌿 Window of Toleranceพื้นที่ปลอดภัยของอารมณ์และระบบประสาท“ทำไมบางวันเรารับมือกับความเครียดได้ดีแต่บางวันแค่เรื่องเล็กน้อ...
21/05/2025

🌿 Window of Tolerance
พื้นที่ปลอดภัยของอารมณ์และระบบประสาท
“ทำไมบางวันเรารับมือกับความเครียดได้ดี
แต่บางวันแค่เรื่องเล็กน้อยก็รู้สึกท่วมท้น?” 🤯
🧠 Dan Siegel (2012) นักจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและอารมณ์ อธิบายว่า
ทุกคนมี "หน้าต่าง" ของระบบประสาทที่เรียกว่า
“Window of Tolerance” 🪟
คือช่วงที่ร่างกายและใจ ยังรับมือกับความเครียดได้
โดยไม่ล้น ไม่ปิด ไม่พัง
✅ เมื่อเราอยู่ในหน้าต่างนี้
ใจสงบ มีสติ 🧘‍♀️
คิดและตัดสินใจได้ดี 🎯
รับมือกับอารมณ์โดยไม่ตื่นตระหนก 🌤
เชื่อมโยงกับคนรอบตัวได้อย่างมั่นคง 🤝
⚠️ แต่ถ้าเราออกนอกหน้าต่างนี้
อาจเจอภาวะ...
🔥 Over-arousal (มากเกินไป)
วิตกกังวล 🫨
ตื่นตระหนก 🚨
โมโหง่าย 😠
❄️ Under-arousal (น้อยเกินไป)
เฉยชา 🧊
ซึมเศร้า 🖤
หลบเลี่ยง 😶
💡 เป้าหมายของการดูแลใจ คือ…
> “ขยายหน้าต่างนี้ให้กว้างขึ้น”
เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต
อย่างมั่นคง ยืดหยุ่น และไม่ล้มง่าย
✨ วิธีดูแลตัวเองให้อยู่ใน Window นี้ได้นานขึ้น
ฝึกสติ (Mindfulness) 🧘‍♂️
หายใจลึก ๆ อย่างมีจังหวะ 🌬
นอนพักให้เพียงพอ 🛌
ออกกำลังกายเป็นประจำ 🏋🏻‍♂️
พูดคุยกับคนที่เข้าใจ 🤍
รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม 🫂
#ดูแลใจไม่ให้พัง
#จิตวิทยาเข้าใจง่าย #ฝึกสติ
#ใจไม่ไหวบอกใจไว้ก่อน
#สุขภาพจิตดีเริ่มที่เรา
#จิตใจต้องการพื้นที่

ที่อยู่

120/3 ถ. รอบบึงแก่นนคร ต. ในเมือง อ. เมือง
Khon Kaen
40000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Safe Space Mental Health Center จ.ขอนแก่นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์