Healthfocusclinic น.พ.อรรถสิทธิ์ ศักดิ์สุธาพร ประจำ Health Focus Clinic คลินิกดูแลสุขภาพสมัยใหม่สำหรับผู้รักสุขภาพ
(1)

รู้จัก ‘สมอง’ ให้มากขึ้น ก่อนความเสื่อมจะถามหาเคยลองหยุดคิดดูไหมคะ ว่าในแต่ละวัน ตั้งแต่การลืมตาตื่น การเดิน การพูดคุย ก...
02/03/2026

รู้จัก ‘สมอง’ ให้มากขึ้น ก่อนความเสื่อมจะถามหา

เคยลองหยุดคิดดูไหมคะ ว่าในแต่ละวัน ตั้งแต่การลืมตาตื่น การเดิน การพูดคุย การหัวเราะ หรือแม้แต่การอ่านบทความนี้อยู่ มีอวัยวะส่วนไหนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งหมด? คำตอบก็คือ “สมอง” ของเรานั่นเองค่ะ สมองเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการสุดอัจฉริยะที่คอยควบคุมทุกอย่างในร่างกายของเรา เป็นอวัยวะที่ซับซ้อนและน่าทึ่งที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นส่วนที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ไม่แพ้ส่วนอื่นๆ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับผู้ควบคุมที่สำคัญคนนี้ พร้อมวิธีสร้างเกราะป้องกันให้สมองแข็งแรงอยู่กับเราไปนานๆ กันค่ะ
💻 สมอง: ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในร่างกายเรา
รู้ไหมคะว่าสมองของผู้ใหญ่เรานั้นมีน้ำหนักเฉลี่ยเพียงแค่ 1.3 - 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ภายในก้อนสมองเล็กๆ นี้ กลับประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อกันนับแสนล้านเซลล์เลยทีเดียวค่ะ เครือข่ายเซลล์ประสาทเหล่านี้ทำงานประสานกันอย่างซับซ้อนตลอดเวลา แม้กระทั่งในตอนที่เรานอนหลับ เพื่อควบคุมตั้งแต่การหายใจ การเต้นของหัวใจ ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ ความฝัน และความทรงจำต่างๆ ค่ะ
🧠 โครงสร้างหลักของสมองที่เราควรรู้จัก
สมองของเราแบ่งการทำงานหลักๆ ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ที่ทำงานร่วมกันอย่างน่ามหัศจรรย์ค่ะ

1️⃣ ซีรีบรัม (Cerebrum) หรือ สมองใหญ่: ศูนย์บัญชาการความคิด
เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของสมอง ทำหน้าที่เป็นเหมือน CEO ของร่างกายเลยค่ะ ควบคุมการทำงานด้านความคิด ความจำ การเรียนรู้ การตัดสินใจ การใช้เหตุผล รวมถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายตามที่เราสั่งการ สมองส่วนนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็น 4 ส่วน (lobes) ตามตำแหน่งและหน้าที่อีกด้วยค่ะ
▪️ สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe): เกี่ยวข้องกับการวางแผน การตัดสินใจ บุคลิกภาพ และควบคุมการเคลื่อนไหว
▪️ สมองส่วนขมับ (Temporal Lobe): เกี่ยวข้องกับการได้ยิน การเข้าใจภาษา และความทรงจำระยะยาว
▪️ สมองส่วนข้าง (Parietal Lobe): ทำหน้าที่รับความรู้สึกต่างๆ เช่น การสัมผัส ความเจ็บปวด อุณหภูมิ
▪️ สมองส่วนหลัง (Occipital Lobe): ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็นและการประมวลผลภาพทั้งหมดค่ะ

2️⃣ ซีรีเบลลัม (Cerebellum) หรือ สมองน้อย: ผู้ควบคุมการทรงตัว
อยู่บริเวณท้ายทอยใต้สมองใหญ่ค่ะ ถึงจะชื่อว่าสมองน้อยแต่หน้าที่ไม่น้อยเลยนะคะ ส่วนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่ราบรื่นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเล่นกีฬา ทุกการเคลื่อนไหวที่สมดุลและแม่นยำของเราต้องยกความดีความชอบให้สมองส่วนนี้เลย 🤸

3️⃣ ก้านสมอง (Brainstem): สถานีควบคุมชีวิต
เป็นส่วนที่เชื่อมต่อสมองเข้ากับไขสันหลัง และเป็นส่วนที่สำคัญต่อการมีชีวิตรอดอย่างยิ่งค่ะ เพราะก้านสมองจะคอยควบคุมระบบการทำงานอัตโนมัติต่างๆ ของร่างกาย เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการนอนหลับ โดยที่เราไม่ต้องสั่งการเลยค่ะ ❤️
🛡️ สร้างเกราะป้องกันให้สมองแข็งแรง ไม่เสื่อมก่อนวัย
ข่าวดีก็คือ เราสามารถดูแลและชะลอความเสื่อมของสมองได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่ะ เหมือนเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้ศูนย์บัญชาการของเราแข็งแรงอยู่เสมอ
🥗 1. กินแบบ MIND DIET เพื่อบำรุงสมอง
อาหารมีผลโดยตรงต่อสุขภาพสมองค่ะ การกินตามหลัก "MIND Diet" ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างอาหารเมดิเตอร์เรเนียนและอาหารแดช (DASH Diet) ได้รับการยอมรับว่าช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ โดยเน้นทานอาหารเหล่านี้ค่ะ
🔸 ผักใบเขียวต่างๆ
🔸 ผลไม้ตระกูลเบอร์รี
🔸 ถั่วชนิดต่างๆ
🔸 ปลาที่มีไขมันดี เช่น แซลมอน
🔸 ธัญพืชไม่ขัดสี
และที่สำคัญคือการลดหรือเลี่ยงอาหารที่ทำร้ายสมอง เช่น ของหวานจัด ของทอด อาหารแปรรูป และเนื้อแดงในปริมาณมากค่ะ

🏃‍♀️ 2. ขยับให้พอ เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง
การออกกำลังกาย โดยเฉพาะแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองใหม่ๆ อีกด้วย ตั้งเป้าหมายง่ายๆ ให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือเฉลี่ยแค่วันละประมาณ 20-30 นาทีก็เพียงพอแล้วค่ะ

😴 3. นอนให้ดี ให้เวลาสมองได้กำจัดขยะ
การนอนหลับที่มีคุณภาพ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ไม่ใช่แค่การพักผ่อนร่างกาย แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองจะทำความสะอาดตัวเองค่ะ ในขณะที่เราหลับ สมองจะกำจัดของเสียและโปรตีนพิษที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์ ดังนั้น การนอนให้เพียงพอจึงเป็นการดูแลสมองที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งเลยค่ะ

🧩 4. ท้าทายสมอง เพื่อสร้างคลังสมองสำรอง
สมองก็เหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้ยิ่งแข็งแรงค่ะ การฝึกฝนและท้าทายสมองด้วยกิจกรรมใหม่ๆ จะช่วยสร้าง "คลังสมองสำรอง" (Cognitive Reserve) ทำให้สมองมีความยืดหยุ่นและทนทานต่อความเสื่อมได้ดีขึ้น ลองเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ เช่น เรียนภาษา เล่นดนตรี วาดรูป หรือแม้แต่การเล่นเกมฝึกสมองอย่างซูโดกุหรืออักษรไขว้ การเข้าสังคม พูดคุยกับผู้คน ก็เป็นการกระตุ้นสมองชั้นเยี่ยมเช่นกันค่ะ
การดูแลสมองไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยใช่ไหมคะ เราสามารถเริ่มต้นได้ทันทีจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทีละอย่าง เช่น เริ่มจากการเพิ่มผักในมื้อเย็น หรือชวนเพื่อนออกไปเดินเล่นหลังเลิกงาน การลงทุนดูแลสมองตั้งแต่วันนี้ คือการมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้กับสุขภาพของเราในระยะยาวค่ะ
ที่มา:
https://www.healthline.com/health-news/heres-how-to-keep-your-brain-healthy-as-you-age
https://www.augustahealth.com/article/15-simple-diet-tweaks-that-could-cut-your-alzheimers-risk/
https://www.helpguide.org/articles/healthy-living/how-to-improve-your-memory.htm
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #สมอง #ความจำ #การทรงตัว

01/03/2026

ซดน้ำซุป น้ำแกงมากไป เสี่ยงยูริกสูงจริงหรือ?
#หมออรรถ #ยูริก #น้ำซุป

👩🏻‍🔬วิจัยชี้❗️ ยิ่งอ้วน ยิ่งเร่งสมองเสื่อม 🧠💢ป้องกันได้ด้วยการ "ลดพุง" 👍🏿หลายคนอาจจะกังวลว่าความอ้วนหรือการมีพุง จะทำให้...
28/02/2026

👩🏻‍🔬วิจัยชี้❗️
ยิ่งอ้วน ยิ่งเร่งสมองเสื่อม 🧠💢
ป้องกันได้ด้วยการ "ลดพุง" 👍🏿
หลายคนอาจจะกังวลว่าความอ้วนหรือการมีพุง จะทำให้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันใช่ไหมคะ... แต่ใครจะไปคิดคะว่าเจ้าไขมันที่พุงของเรานี่แหละ ที่แอบส่ง “สารลับ” ไปทำร้ายสมองเงียบๆ จนอาจกลายเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ในอนาคตได้! ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะคะ เพราะมีงานวิจัยชิ้นใหม่ออกมายืนยันแล้วค่ะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
🗣️ ไขมันที่พุง "คุย" กับสมองของเราได้อย่างไร?
ที่มาก็คือ ทีมนักวิจัยจากสถาบัน Houston Methodist เพิ่งค้นพบว่าเซลล์ไขมันในร่างกายของเราเนี่ย ไม่ได้อยู่นิ่งๆ นะคะ แต่มันสามารถปล่อย 'ถุงจิ๋ว' ออกมาเพื่อใช้สื่อสารกับเซลล์ส่วนอื่นๆ ทั่วร่างกายได้ด้วยค่ะ ซึ่งถุงจิ๋วนี้ทำหน้าที่เหมือนบุรุษไปรษณีย์ที่คอยส่งข่าวสารต่างๆ ไปทั่วร่างกายเลย
ปัญหาก็คือ ถุงจิ๋วจากเซลล์ไขมันของคนอ้วน ดันบรรจุ 'สัมภาระ' ที่ไม่เป็นมิตรมาด้วยน่ะสิคะ สัมภาระที่ว่านี้คือไขมันชนิดพิเศษ ที่มีฤทธิ์ไปกระตุ้นให้สมองของเราเกิดปัญหาค่ะ
🧠 จาก "ถุงจิ๋ว" สู่ "ขยะในสมอง"
ความร้ายกาจของเจ้าถุงจิ๋วนี้ก็คือ มันสามารถเดินทางผ่านกระแสเลือดและแอบเล็ดลอดเข้าไปในสมองของเราได้ค่ะ! พอเข้าไปถึงสมองปุ๊บ สัมภาระที่มันขนมาด้วยก็จะไปเร่งให้เกิด 'ขยะโปรตีน' เหนียวๆ ที่เรียกว่า 'แอมีลอยด์-เบต้า' ให้จับตัวกันเป็นก้อนเร็วขึ้น
เจ้าขยะโปรตีนพวกนี้แหละค่ะ คือตัวการสำคัญที่ไปทำลายเซลล์สมอง ทำให้สมองเกิดการอักเสบ สื่อสารกันได้ไม่ดี และในที่สุดเซลล์สมองก็ค่อยๆ ตายลง นำไปสู่ภาวะความจำเสื่อม หรือที่เราเรียกกันว่า "โรคอัลไซเมอร์" นั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งมีไขมันในร่างกายเยอะ (โดยเฉพาะไขมันที่พุง) ก็ยิ่งเหมือนเรากำลังส่งพัสดุร้ายไปเร่งให้สมองของเราแก่เร็วขึ้นค่ะ
🛡️ รู้แบบนี้แล้ว... เราจะป้องกันได้อย่างไร?
พอฟังแบบนี้แล้วอย่าเพิ่งตกใจกลัวไปนะคะ! การค้นพบครั้งนี้จริงๆ แล้วเป็นข่าวดีมากๆ เลยค่ะ เพราะมันทำให้เรารู้ว่า 'โรคอ้วน' คือปัจจัยเสี่ยงของอัลไซเมอร์ที่เราสามารถ 'จัดการ' ได้ตั้งแต่ต้นทาง พูดง่ายๆ ก็คือ เราสามารถ 'ดูแลสมองผ่านการดูแลพุง' ของเราได้นั่นเองค่ะ ลองเริ่มง่ายๆ แบบนี้ดูนะคะ
1. ปรับการกิน 🥗: ลดอาหารมันๆ ของทอด ของหวาน และอาหารแปรรูปให้น้อยลง หันมาเน้นทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนดีๆ อย่างปลาและถั่วแทนค่ะ อาหารเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้ดีมากๆ เลย
2. ขยับร่างกายให้มากขึ้น 🚶🏻‍♂️: ไม่ต้องถึงกับไปวิ่งมาราธอนก็ได้นะคะ แค่พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้บ่อยขึ้น เช่น เดินเร็ววันละ 30 นาที ทำงานบ้าน หรือลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ ชั่วโมง ก็ช่วยเผาผลาญไขมันและทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้แล้วค่ะ
3. นอนหลับให้มีคุณภาพ 🛌: การนอนหลับเป็นช่วงเวลาทองที่สมองจะได้กำจัดของเสียและซ่อมแซมตัวเองค่ะ การนอนไม่พอจะทำให้ร่างกายเครียดและสะสมไขมันได้ง่ายขึ้นด้วยนะคะ
การลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพให้ดีตั้งแต่วันนี้ จึงไม่ใช่แค่เพื่อรูปร่างที่ดีหรือความสวยงามภายนอก แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อสุขภาพสมองของเราในระยะยาวเลยนะคะ มาเริ่มดูแลพุงเพื่อบำรุงสมองกันตั้งแต่วันนี้เพื่อตัวเราในอนาคตกันค่ะ 😊
ที่มา:
https://read.houstonmethodist.org/obesity-alzheimers-link
https://www.nia.nih.gov/news/obesity-associated-higher-risk-dementia-new-study-finds
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)
_________________________________________________
🔗ทำความรู้จักกับหมออรรถ (อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ)
https://hfocusclinic.com/หมออรรถ-อย่าฝากชีวิตไว้/

🔗ทำไมต้องมาตรวจสุขภาพที่ Health Focus Clinic
https://hfocusclinic.com/ทำไมต้องเรา/

#อ้วน #สมองเสื่อม #ลดพุง #ไขมัน

🧊Ice Bath อย่าแช่นาน “แค่ 2 นาที” ก็เพียงพอแล้ว🛀หลายคนคิดว่าแช่นาน เท่ากับ ได้ผลมาก❌แต่ความจริงแล้วแค่ 2 นาทีก็เพียงพอให...
27/02/2026

🧊Ice Bath อย่าแช่นาน “แค่ 2 นาที” ก็เพียงพอแล้ว🛀

หลายคนคิดว่าแช่นาน เท่ากับ ได้ผลมาก❌
แต่ความจริงแล้วแค่ 2 นาทีก็เพียงพอให้ร่างกายได้รับประโยชน์เต็มที่แล้ว

ประโยชน์ของการทำ Ice Bath
✅ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด
✅ ลดการอักเสบ
✅ กระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัว

⚠ แต่หากแช่นานกว่านี้ นอกจากไม่เพิ่มประโยชน์ แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียง เช่น การบาดเจ็บของเส้นประสาท

📌 หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพแนะนำ
👉 ทำ 2 นาที / รอบ
👉 แช่ไม่เกิน 2 รอบ
👉 ควรพักให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติก่อนลงรอบใหม่

🎉 โปรพิเศษเดือนกุมภาพันธ์
ตรวจสุขภาพแบบจัดเต็ม ตรวจเลือด 41 รายการ
ราคา 13,900 บาท

🎁 พร้อมรับฟรี! โปรแกรมดูแลสุขภาพเพื่ออายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity Program)
1 ครั้ง มูลค่า 3,900 บาท
ภายในโปรแกรมประกอบด้วย
🔴 Red Light Therapy
🧊 Ice Bath
🔥 Infrared Sauna
ครบทั้งการ “รู้ลึกจากภายใน” และ “ฟื้นฟูอย่างถูกวิธี” ในแพ็กเกจเดียว

📅 วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น
📞 02-096-4945
💬 Line: https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
📍 The Grove Hathairaj

อ่านบทความเต็ม ๆ ได้ที่: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1046767324535418&set=pb.100076064797074.-2207520000

#ตรวจสุขภาพ

26/02/2026

จากความลังเล สู่ความมั่นใจเรื่องสุขภาพ
#ตรวจสุขภาพ

💢🦷6 พฤติกรรม "ทำลายกระดูก" ที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว 😰เคยรู้สึกปวดหลัง ปวดคอ หรือปวดตามข้อต่างๆ บ้างไหมคะ? หลายคนอาจจะคิ...
25/02/2026

💢🦷6 พฤติกรรม "ทำลายกระดูก"
ที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว 😰
เคยรู้สึกปวดหลัง ปวดคอ หรือปวดตามข้อต่างๆ บ้างไหมคะ? หลายคนอาจจะคิดว่าปัญหาสุขภาพกระดูกเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละค่ะ ที่ส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูกโดยตรง วันนี้เราเลยอยากจะชวนทุกคนมาสำรวจ 6 พฤติกรรม "ทำลายกระดูก" ที่เราอาจทำไปโดยไม่รู้ตัวกันค่ะ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง แล้วเราจะปรับเปลี่ยนเพื่อสุขภาพกระดูกที่ดีในระยะยาวได้อย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ! ✨
1️⃣ พฤติกรรมการนั่ง 🧘‍♀️
การนั่งเป็นพฤติกรรมที่เราทำบ่อยที่สุดในแต่ละวัน แต่ท่านั่งที่ไม่ถูกต้องก็สามารถทำร้ายกระดูกของเราได้โดยไม่รู้ตัวเลยนะคะ
🔸 นั่งไขว่ห้าง: ท่าสุดคลาสสิกที่ทำให้แนวกระดูกสันหลังและอุ้งเชิงกรานบิดเบี้ยวได้ เพราะน้ำหนักจะถูกกดลงที่ก้นข้างเดียวค่ะ การทำแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้ปวดคอและหลังตามมาได้ค่ะ
🔸 นั่งกอดอก: การนั่งกอดอกจะทำให้หลังช่วงบนงองุ้มและคอยื่นไปข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน ทำให้รู้สึกชาหรืออ่อนแรงได้ค่ะ
🔸 นั่งหลังงอหรือหลังค่อม: โดยเฉพาะเมื่อต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดกรดแลคติกสะสม ทำให้ปวดเมื่อยไหล่และสะโพก และอาจทำให้กระดูกผิดรูปได้เลยนะคะ
🔸 นั่งไม่เต็มก้น: การนั่งแบบนี้ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อพยุงตัว ควรนั่งให้เต็มก้นและพิงพนักพิง เพื่อให้น้ำหนักตัวได้ถ่ายเทไปที่เก้าอี้บ้างค่ะ
🔸 นั่งยองๆ: ใครที่ชอบนั่งยองๆ ทำสวน หรือซักผ้า ต้องระวังเลยค่ะ เพราะเป็นท่าที่ข้อเข่าถูกกดทับอย่างรุนแรง เสี่ยงต่อภาวะข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ค่ะ
2️⃣ พฤติกรรมการยืน 🧍‍♀️
การยืนก็สำคัญไม่แพ้การนั่งเลยนะคะ มาดูกันว่าท่ายืนแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง
🔸 ยืนหลังค่อมหรือแอ่นตัว: ทำให้ปวดหลังและแนวกระดูกช่วงล่างผิดปกติได้ ควรยืนตัวตรงและเกร็งหน้าท้องเล็กน้อยเพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลังค่ะ
🔸 ยืนพักขาข้างเดียว: การทิ้งน้ำหนักไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่งนานๆ จะส่งผลเสียต่อขาข้างนั้นโดยตรงค่ะ ควรยืนให้น้ำหนักลงที่ขาสองข้างเท่าๆ กันนะคะ
3️⃣ พฤติกรรมเรื่องเครื่องแต่งกาย 👠👜
ไม่น่าเชื่อว่าเสื้อผ้าหน้าผมก็มีผลกับกระดูกของเราได้เหมือนกันนะคะ
🔸 ใส่รองเท้าส้นสูง: การใส่รองเท้าที่สูงเกินหนึ่งนิ้วครึ่งเป็นประจำ จะทำให้น้ำหนักตัวเทไปด้านหน้า ทำร้ายทั้งกระดูกสันหลังและข้อเข่าค่ะ หากจำเป็นต้องใส่ ควรพักเท้าทุกๆ ชั่วโมงนะคะ
🔸 สะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว: การสะพายกระเป๋าหนักๆ ที่ข้างใดข้างหนึ่งเป็นประจำ จะทำให้ไหล่และกระดูกข้างนั้นรับภาระหนักเกินไป จนอาจทำให้กระดูกคดงอได้ ลองสลับข้างสะพาย หรือใช้เป้สะพายหลังเพื่อกระจายน้ำหนักจะดีกว่าค่ะ
4️⃣ พฤติกรรมการนอน 😴
การนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่ถ้านอนผิดท่า ก็อาจทำร้ายกระดูกได้เช่นกันค่ะ
🔸 นอนคว่ำ: ท่านอนคว่ำ โดยเฉพาะตอนอ่านหนังสือ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นผิดปกติ และทำให้ปวดคอและหลังได้ค่ะ
🔸 นอนขดตัวคุดคู้: ทำให้กระดูกสันหลังบิดงอผิดรูปและปวดกล้ามเนื้อได้ ท่านอนที่ดีที่สุดคือท่านอนหงาย โดยใช้หมอนที่ไม่สูงหรือเตี้ยจนเกินไปค่ะ
🔸 นอนดูทีวีหรืออ่านหนังสือบนเตียง: ท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนที่หลายคนชอบทำ จะทำให้กระดูกคอและกระดูกหลังแอ่น เสี่ยงต่อการที่กระดูกคอสึกได้นะคะ
5️⃣ พฤติกรรมการกิน 🥤☕️
อาหารการกินก็มีผลอย่างมากต่อความแข็งแรงของกระดูกนะคะ
🔸 น้ำอัดลม: กรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมจะทำให้ระดับแคลเซียมในร่างกายลดลง เพิ่มความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนได้ค่ะ
🔸 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง และยังขับแมกนีเซียมซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญของกระดูกออกจากร่างกายด้วยค่ะ
🔸 กาแฟ: การดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 2 แก้ว จะกระตุ้นให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากขึ้น ทำให้กระดูกเปราะบางได้ค่ะ
6️⃣ พฤติกรรมการใช้ชีวิต 🚬🏋️‍♀️
ไลฟ์สไตล์บางอย่างก็แอบทำร้ายกระดูกของเราได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
🔸 การสูบบุหรี่: นิโคตินในบุหรี่จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม ทำให้มวลกระดูกลดลงและเปราะบางมากขึ้นค่ะ
🔸 ปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไป: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดทับที่ข้อเข่า ทำให้ผิวข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นค่ะ
🔸 การใช้ยาบางชนิด: การใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาลูกกลอนบางชนิดเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะกระดูกพรุนได้ค่ะ
จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเราล้วนส่งผลต่อสุขภาพกระดูกได้ทั้งสิ้นเลยนะคะ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้เรามีสุขภาพกระดูกที่แข็งแรงไปได้อีกนานเลยค่ะ ลองเริ่มจากการปรับท่านั่งให้ถูกต้อง เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนะคะ Bluzone เป็นกำลังใจให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีค่ะ! ❤️
อ้างอิง:
https://www.princsuvarnabhumi.com/articles/Bone-destroying-behavior
https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/january-2011/posture-matters
https://www.paolohospital.com/th-th/center/Article/Details/4-พฤติกรรมความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน
https://www.phyathai.com/th/article/1549-5_habits_cause_spondylosis_in_lady_pyt3
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)

#ทำลายกระดูก #ท่านั่ง #หลังค่อม

💗 อย่าชะล่าใจ! “โรคหัวใจ” ⚠️ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของผู้สูงอายุอีกต่อไป 🤦🏻‍♂️🙍🏻‍♀️หลายคนอาจจะกำลังคิดว่าโรคหัวใจเป็นเรื่อง...
24/02/2026

💗 อย่าชะล่าใจ! “โรคหัวใจ” ⚠️
ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของผู้สูงอายุอีกต่อไป 🤦🏻‍♂️🙍🏻‍♀️
หลายคนอาจจะกำลังคิดว่าโรคหัวใจเป็นเรื่องไกลตัว จะเกิดกับใครก็คงไม่ใช่กับเราในวัยหนุ่มสาวหรือวัยทำงานที่ยังแข็งแรงอยู่แน่นอน แต่จริงๆ แล้วรู้ไหมคะว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบันของเรานี่แหละค่ะ คือตัวการสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน ความเครียด หรือการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ วันนี้เราจะชวนมาสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงรอบตัว พร้อมวิธีดูแลหัวใจของเราให้แข็งแรงกันค่ะ
🧬 ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจปัจจัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดกันก่อนนะคะ ซึ่งก็คือเรื่องของพันธุกรรม อายุ และเพศค่ะ
▪️ พันธุกรรม: หากคนในครอบครัวสายตรงของเรา เช่น พ่อแม่พี่น้อง มีประวัติป่วยเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะทำให้เรามีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปค่ะ
▪️ อายุและเพศ: เมื่ออายุเพิ่มขึ้น อวัยวะต่างๆ รวมถึงหัวใจและหลอดเลือดก็ย่อมเสื่อมลงตามธรรมชาติ และโดยเฉลี่ยแล้ว เพศชายจะมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าเพศหญิงค่ะ
แม้จะเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่การรู้ไว้ก็ช่วยให้เราตระหนักและหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองได้เร็วขึ้นนะคะ
🍟 พฤติกรรมการกินตัวการสำคัญ
อาหารที่เราทานในแต่ละวันส่งผลต่อสุขภาพหัวใจโดยตรงเลยค่ะ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งพบมากในเมนูโปรดของใครหลายๆ คน
🔸 ของทอด ของมัน: ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด หมูทอด เฟรนช์ฟรายส์ หรืออาหารผัดที่ใช้น้ำมันเยอะๆ ล้วนแต่เพิ่มไขมันเลว (LDL) ในร่างกาย ซึ่งจะไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตันได้ค่ะ
🔸 กะทิ: แกงกะทิต่างๆ แม้จะหอมอร่อย แต่ก็เป็นแหล่งของไขมันอิ่มตัวสูงเช่นกันค่ะ
🔸 ของหวาน เบเกอรี่: เค้ก คุกกี้ ขนมปังต่างๆ มักมีส่วนประกอบของเนย มาการีน และน้ำตาลในปริมาณมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ไขมันในเลือดสูงและเสี่ยงต่อโรคอ้วนได้ค่ะ
การทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดสูง และเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจในที่สุดค่ะ 🍔🍰
⚖️ น้ำหนักเกินและโรคอ้วน
ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องรูปร่างและความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสู่สารพัดโรคเรื้อรังที่เป็นอันตรายต่อหัวใจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ค่ะ
🤯 ความเครียดสะสมและการพักผ่อนน้อย
ในยุคที่ต้องแข่งขันและเร่งรีบแบบนี้ ความเครียดจากการทำงานหรือการใช้ชีวิตกลายเป็นเรื่องปกติของใครหลายคนไปแล้ว แต่ความเครียดที่สะสมโดยไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้เลยนะคะ 😵 ประกอบกับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ร่างกายอ่อนแอและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวได้อีกด้วยค่ะ
🚭 การสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง
เป็นที่ทราบกันดีว่าการสูบบุหรี่คือตัวการร้ายทำลายสุขภาพ และเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันค่ะ สารพิษในบุหรี่จะเข้าไปทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการอักเสบและเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่าย แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ แม้เราจะไม่ได้สูบเอง แต่การอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่และได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจำ ก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ไม่ต่างกันเลยค่ะ
❤️ ปรับพฤติกรรมวันนี้ เพื่อหัวใจที่แข็งแรงในวันหน้า
ข่าวดีก็คือเราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ค่ะ เพียงแค่เราหันมาตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างให้ดีขึ้น เริ่มต้นง่ายๆ ได้ตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ
🔹 ลดหวาน มัน เค็ม: ลองปรับเมนูอาหารในแต่ละมื้อ เพิ่มผักผลไม้ให้มากขึ้น และเลือกทานอาหารที่ปรุงด้วยวิธีการต้ม นึ่ง ย่าง แทนการทอดหรือผัด
🔹 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: หาเวลาเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3-5 วันต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว วิ่ง หรือเต้นแอโรบิก เพื่อช่วยให้หัวใจแข็งแรงและระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้นค่ะ
🔹 จัดการความเครียด: หาวิธีผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเอง เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ
🔹 พักผ่อนให้เพียงพอ: พยายามนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออย่างเต็มที่
🔹 ลด ละ เลิกบุหรี่: เพื่อสุขภาพของตัวคุณเองและคนรอบข้างค่ะ
ที่สำคัญ อย่าลืมเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงของโรคหัวใจอย่างสม่ำเสมอนะคะ การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและเพิ่มโอกาสในการกลับมามีสุขภาพที่ดีได้อีกครั้งค่ะ 🌸
อ้างอิง:
https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1187613
https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1238205/?bid=1
https://www.tnnthailand.com/health/204150/
#โรคหัวใจ #คอเลสเตอรอลสูง #โรคอ้วน #เครียด

23/02/2026

คุม LDL อย่างเดียว…ยังไม่พอจริงไหม? 💔

หลายคนโฟกัสแค่ “ไขมันเลว (LDL)” แล้วคิดว่าปลอดภัย
แต่ความจริงโรคหัวใจและหลอดเลือดไม่ได้ดูแค่ตัวเลขเดียว

#หมออรรถ

🚶‍♀️🚶‍♂️เดินเปลี่ยนชีวิตเคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณอาจมองข้าม 🌸🌼การเดินเป็นกิจกรรมที่ง่ายและสามารถทำได้ทุกวัน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์...
21/02/2026

🚶‍♀️🚶‍♂️เดินเปลี่ยนชีวิต
เคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณอาจมองข้าม 🌸🌼
การเดินเป็นกิจกรรมที่ง่ายและสามารถทำได้ทุกวัน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย และยังสามารถทำได้ในหลากหลายสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นในสวนสาธารณะ บนถนน หรือแม้แต่ในบ้านของเราเอง แต่หลายคนอาจมองข้ามประโยชน์ของการเดินไป เพราะคิดว่ามันเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนักหน่วงหรือไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน แต่จริงๆ แล้วการเดินมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเรามากกว่าที่คิดค่ะ 🥰
1️⃣ เดินแล้วได้ไอเดียดีๆ จริงหรือ? 🤔
เคยไหมคะ เวลาที่เราคิดอะไรไม่ออก สมองมันตื้อๆ แต่พอได้ออกไปเดินเล่น กลับรู้สึกว่าความคิดมันโล่งขึ้น และไอเดียใหม่ๆ ก็ผุดขึ้นมา 💡 นั่นเป็นเพราะว่าการเดินช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้เราคิดอะไรได้สร้างสรรค์มากขึ้นค่ะ มีงานวิจัยจาก Stanford ในปี 2014 พบว่า นักศึกษาที่เดินกลางแจ้งขณะทำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ได้คะแนนสูงกว่าคนที่นั่งเฉยๆ ถึง 60% เลยทีเดียวนะคะ 😮 ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Steve Jobs มักจะชวนคนออกไปเดินเวลาจะคุยเรื่องสำคัญ และ Mark Zuckerberg ก็ใช้การประชุมแบบเดิน และสร้างทางเดินขนาดเท่าโตเกียวโดมบนดาดฟ้า Meta HQ เลยค่ะ
2️⃣ เดิน = ความจำดีขึ้น สมองโตขึ้น 🧠
นอกจากจะช่วยให้ความคิดโล่งขึ้นแล้ว การเดินยังช่วยเพิ่มความจำและทำให้สมองของเราแข็งแรงขึ้นอีกด้วยค่ะ มีงานวิจัยในผู้สูงอายุอเมริกันพบว่า การเดิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 40 นาที ทำให้ปริมาตรฮิปโปแคมปัส (สมองส่วนความจำ) ขยายขึ้น 2% เลยนะคะ ในขณะที่กลุ่มที่ทำแค่การ "ยืดกล้ามเนื้อ" ฮิปโปแคมปัสกลับหดลง 😨 นอกจากนี้ การเดินยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสาร BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor) ซึ่งเป็นเหมือน "อาหารเสริมสมอง" ทำให้สมองของเราแข็งแรงขึ้นอีกด้วยค่ะ 💪
3️⃣ เดิน = ยืดอายุ ห่างไกลโรค 🥰
ประโยชน์ทางด้านสุขภาพของการเดินมีมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น
▪️ ลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดัน
▪️ ช่วยยืดอายุขัย
▪️ ลดความเสี่ยงมะเร็งและโรคหัวใจ
▪️ ลดปัญหานอนไม่หลับและความเครียด
▪️ ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดในสมอง
งานวิจัยจากสหรัฐฯ พบว่าคนที่เดินสัปดาห์ละ 150 นาที จะมีอายุยืนขึ้นเฉลี่ย 3.4-4.5 ปี เทียบกับคนไม่ออกกำลังกายเลยนะคะ 👍
4️⃣ แต่นั่งนานเกินไป = อันตรายระดับ "สูบบุหรี่" 🚬
ในยุคปัจจุบันที่ชีวิตประจำวันของหลายคนต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การนั่งนานๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราได้มากกว่าที่เราคิดค่ะ งานวิจัยจากออสเตรเลียพบว่าคนที่นั่งมากกว่า 11 ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 40% เลยทีเดียวนะคะ 😱 Apple CEO เคยพูดไว้ว่า "Sitting is the new smoking" ซึ่งก็เป็นความจริงที่น่าตกใจเลยค่ะ Apple Watch ถึงกับมีฟังก์ชันแจ้งให้ลุกทุก 1 ชั่วโมง เพราะการนั่งต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพของเราค่ะ
5️⃣ ต่อให้ออกกำลังกายก็ชดเชยไม่ได้ 🏋️‍♀️
หลายคนอาจคิดว่าถ้าเราออกกำลังกายเป็นประจำแล้ว การนั่งนานๆ ก็คงจะไม่เป็นอะไร แต่จริงๆ แล้วการออกกำลังกายไม่สามารถชดเชยผลเสียของการนั่งนานๆ ได้ทั้งหมดค่ะ ต่อให้คุณไปฟิตเนสวันละ 1 ชั่วโมง แต่ถ้านั่งต่อเนื่องอีก 10 ชั่วโมง โทษจากการนั่งก็ยังอยู่เหมือนเดิม วิธีที่ดีกว่าคือ ลุกเดินทุก 1 ชั่วโมง เดินรอบโต๊ะ หรือขึ้น-ลงบันไดก็ยังดีค่ะ 😊
6️⃣ คนยุคใหม่ "เดินน้อยลงมาก" 🚶‍♀️
คำแนะนำคือควรเดินวันละ 8,000-10,000 ก้าว แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่เดินน้อยกว่านั้นมากค่ะ งานวิจัยใน 111 ประเทศพบว่า ญี่ปุ่นเดินเฉลี่ย 6,100 ก้าวต่อวัน สหรัฐฯ 4,700 ก้าวต่อวัน ฮ่องกง (อันดับ 1) มากกว่า 6,500 ก้าวต่อวัน อินโดนีเซีย/ซาอุฯ เพียง 3,500 ก้าวต่อวัน 😥 แม้แต่ญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะเดินเยอะแล้ว กระทรวงสาธารณสุขก็ยังเตือนว่าค่าเฉลี่ย "ก้าวต่อวัน" ลดลงทุกปีอย่างช้าๆ ค่ะ
7️⃣ รองเท้าสมัยนี้...อาจทำลายเท้าโดยไม่รู้ตัว 👠
การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเดินค่ะ รองเท้าทรงแหลม ส้นสูง หรือหนังแข็ง อาจทำให้รูปเท้าบิดเบี้ยว เช่น นิ้วโป้งเบี้ยว (Hallux Valgus) ได้นะคะ นอกจากนี้ รองเท้าที่ "เบาะนุ่มเกินไป" ก็อาจทำให้สัญญาณสัมผัสจากพื้นลดลง และทำให้เราลงน้ำหนักผิดธรรมชาติได้ค่ะ
โดยรองเท้าที่แนะนำสำหรับการเดินออกกำลังกายคือ Barefoot Shoes เป็นรองเท้าที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเดินเท้าเปล่า มีลักษณะคือ
▪️ หน้ารองเท้ากว้าง ให้นิ้วเท้ากางได้
▪️ พื้นบาง แบน ไม่มีส้น
▪️ เบา ยืดหยุ่น ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อเท้าโดยธรรมชาติ
แต่ถ้ามีรองเท้าผ้าใบที่ใส่แล้วเดินสบายก็แนะนำว่าไม่ต้องรีบเปลี่ยน รองเท้าผ้าใบธรรมดาก็ยังดีกว่ารองเท้าหนังแข็งๆ ที่ใส่เพราะแฟชั่นค่ะ 👟
🏢 Action Plan สำหรับมนุษย์เงินเดือนหรือคนทำงานประจำที่ใช้ชีวิตนั่งอยู่กับโต๊ะนานๆ
▪️ ควรเดินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เดินอย่างน้อย 40 นาที
▪️ ตั้งเตือนหรือติดอุปกรณ์ช่วยเตือนให้ "ลุกขึ้นทุก 1 ชั่วโมง"
▪️ เลือกรองเท้าที่เหมาะกับเท้าจริง ๆ โดยเฉพาะถ้าคุณเริ่มมีอาการเจ็บ
ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ การเดินอาจเป็นช่วงเวลาที่เรากลับมาอยู่กับร่างกายและหัวใจตัวเองอีกครั้ง "ทุกคนกำลังมองหาวิธีพัฒนาตัวเอง แต่ลืมไปว่า เราอาจเริ่มต้นง่ายๆ จากแค่ 'ลุกขึ้น...แล้วเดิน' เท่านั้น" ลองเริ่มต้นเดินวันละนิดวันละหน่อย แล้วคุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตแน่นอนค่ะ 😊👍
แล้วคุณล่ะคะ วันนี้เดินครบ 8,000 ก้าวแล้วหรือยัง? หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนลุกขึ้นมาเดินนะคะ 🥰
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)

#เดิน #น้ำตาลในเลือด #ความดัน #โรคหัวใจ

มือใหม่หัดแช่! Ice Bath ทำยังไงให้ "รอด" และ "ได้ประโยชน์"🧊🛁การทำ Ice Bath หรือการแช่น้ำเย็นจัด เป็นหนึ่งในวิธีฟื้นฟูร่า...
20/02/2026

มือใหม่หัดแช่! Ice Bath ทำยังไงให้ "รอด" และ "ได้ประโยชน์"🧊🛁

การทำ Ice Bath หรือการแช่น้ำเย็นจัด เป็นหนึ่งในวิธีฟื้นฟูร่างกายที่ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่หากทำไม่ถูกวิธี อาจเกิดอันตรายมากกว่าประโยชน์ บทความนี้สรุปหลักสำคัญของการทำ Ice Bath อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และได้ผลสูงสุด
1. อุณหภูมิที่เหมาะสม หัวใจสำคัญของ Ice Bath
อุณหภูมิน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะอันตรายส่วนใหญ่มักเกิดจากจุดนี้
🌡️ต่ำกว่า 15°C เริ่มให้ประโยชน์
🌡️ต่ำกว่า 9°C ให้ประโยชน์มากขึ้น
🌡️ต่ำกว่า 4°C ให้ประโยชน์สูงสุด
สำหรับผู้ที่ทำครั้งแรก ควรเริ่มที่ประมาณ 15°C ก่อน แล้วค่อยลดอุณหภูมิลงในครั้งถัดไป เพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้อย่างปลอดภัย
2. ผู้มีโรคประจำตัว ต้องระวังเป็นพิเศษ
ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง สามารถทำ Ice Bath ได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขสำคัญ คือ
🔹ควบคุมโรคได้ดีแล้ว
🔹เรียนรู้วิธีทำที่ถูกต้อง
🔹อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
หากยังควบคุมโรคไม่ได้ ไม่ควรทำด้วยตนเอง
3. ระยะเวลาที่เหมาะสม ทำไมต้อง 2 นาที
การแช่น้ำเย็นให้ได้ประโยชน์ครบถ้วน ใช้เวลาเพียง 2 นาที เท่านั้น การแช่นานกว่านี้ ไม่เพิ่มประโยชน์ แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียง เช่น การบาดเจ็บของเส้นประสาท หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ แนะนำให้ทำ 2 นาที จำนวนไม่เกิน 2 รอบ โดยพักให้ร่างกายกลับสู่สภาวะปกติก่อนลงรอบใหม่ จะได้ผลดีกว่าการแช่ยาวครั้งเดียว
4. ความเจ็บที่มือและเท้า ไม่อันตรายอย่างที่คิด
ความเจ็บที่นิ้วมือและนิ้วเท้าเกิดจาก หลอดเลือดหดตัว ไม่ใช่เนื้อเยื่อตายหรืออวัยวะเสียหาย
วิธีลดความเจ็บคือ
✅ จัดท่าให้สบายแล้ว อย่าขยับมือและเท้า
✅ การขยับจะทำให้เจ็บมากขึ้น เพราะหลอดเลือดต้องเปิด–หดซ้ำไปมา
เมื่ออยู่นิ่ง ๆ ความเจ็บจะค่อย ๆ ลดลงเอง
5. การควบคุมลมหายใจ สำคัญต่อระบบประสาทและความดัน
น้ำเย็นจัดจะกระตุ้นระบบประสาทฝั่งเครียด (Sympathetic) ทำให้หัวใจเต้นเร็วและความดันสูงขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือ กระตุ้นระบบผ่อนคลาย (Parasympathetic) ด้วยการคุมลมหายใจ

หลักสำคัญคือ
✅ หายใจช้า
✅ หายใจออกยาว
หากควบคุมลมหายใจได้ดี แม้ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง (ที่ควบคุมโรคได้แล้ว) เมื่อขึ้นจาก Ice Bath ความดันอาจลดลงได้ แทนที่จะสูงขึ้น
6. เทคนิคการหายใจ 2 วิธี เลือกแบบที่เหมาะกับคุณ
คุมลมหายใจ
🔹หายใจเข้าทางจมูก
🔹เป่าลมหายใจออกทางปากยาว ๆ
🔹เมื่อเริ่มชิน ให้หายใจเข้าลึกขึ้น

การพูดคำว่า “โอม” ยาว ๆ
🔹พูด “โอมมมมม” จนหมดลม แล้วเริ่มใหม่
🔹ช่วยให้หลายคนผ่อนคลายและคุมลมหายใจได้ง่าย
สามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทำสลับกันได้
7. วิธีลง Ice Bath ที่ถูกต้อง
🔸ก่อนลง เป่าลมหายใจออกยาว ๆ 1 ครั้ง
🔸ตัดสินใจลง ลงรวดเดียว ไม่ยึกยัก
🔸จัดท่าให้สบาย
🔸มือและเท้าอยู่นิ่ง
🔸โฟกัสที่ลมหายใจหรือการพูดโอม
🔸อยู่กับตัวเอง ไม่พูดคุยกับผู้อื่น
ทำเพียง 2 นาที ไม่เกิน 2 รอบ ก็เพียงพอและปลอดภัย
Ice Bath จะให้ประโยชน์หรือโทษ ขึ้นอยู่กับ อุณหภูมิ ระยะเวลา และการควบคุมลมหายใจ หากทำอย่างถูกวิธี จะช่วยกระตุ้นร่างกาย ฟื้นฟูระบบประสาท และลดความเสี่ยงได้อย่างแท้จริง แต่หากฝืนหรือทำผิดวิธี อาจเกิดอันตรายโดยไม่จำเป็น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)

19/02/2026

"ตรวจเพื่อป้องกันล่วงหน้า” สำคัญกว่า “ตรวจตอนป่วย”
#ตรวจสุขภาพ

🧧✨ โปรพิเศษต้อนรับตรุษจีน 2569 ✨🧧 เฮง ๆ สุขภาพดี รับปีใหม่จีนไปด้วยกัน🎉 ตรวจสุขภาพแบบจัดเต็ม ตรวจเลือด 41 รายการราคา 13,...
18/02/2026

🧧✨ โปรพิเศษต้อนรับตรุษจีน 2569 ✨🧧
เฮง ๆ สุขภาพดี รับปีใหม่จีนไปด้วยกัน
🎉 ตรวจสุขภาพแบบจัดเต็ม ตรวจเลือด 41 รายการ
ราคา 13,900 บาท

🎁 แถมฟรี! Longevity Program 1 ครั้ง มูลค่า 3,900.-
โปรแกรมดูแลสุขภาพเพื่ออายุยืนอย่างมีคุณภาพ
ฟื้นฟูร่างกายจากภายใน ชะลอวัย เพิ่มพลังชีวิต
ภายในโปรแกรมประกอบด้วย
🔴 Red Light Therapy
🧊 Ice Bath
🔥 Infrared Sauna

📅 ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น

🔥จองด่วนได้ที่
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)

#ตรวจสุขภาพ

ที่อยู่

The Grove Hathairaj 88 หมู่ 11 Hathairat Rd. , Lat Sawai
Lam Luk Ka
12150

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 09:00 - 17:30
พุธ 09:00 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30
เสาร์ 08:30 - 17:30
อาทิตย์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6620964945

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Healthfocusclinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

ประเภท