Healthfocusclinic น.พ.อรรถสิทธิ์ ศักดิ์สุธาพร ประจำ Health Focus Clinic คลินิกดูแลสุขภาพสมัยใหม่สำหรับผู้รักสุขภาพ
(2)

☕🍵ชา-กาแฟ เครื่องดื่มที่เราคุ้นเคย 🥱อาจเป็นศัตรูเงียบของการนอนหลับ ⚠️🛌ชาและกาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ...
05/01/2026

☕🍵ชา-กาแฟ เครื่องดื่มที่เราคุ้นเคย
🥱อาจเป็นศัตรูเงียบของการนอนหลับ ⚠️🛌
ชาและกาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะให้ความสดชื่น กระตุ้นสมอง และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งก็คือ “คาเฟอีน” ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องดื่มเหล่านี้
🫖คาเฟอีน—มีดี แต่ก็มีผลข้างเคียง
คาเฟอีนช่วยให้เราตื่นตัว สมาธิดีขึ้น และรู้สึกกระฉับกระเฉง แต่อีกด้านหนึ่งคาเฟอีนอาจรบกวนการนอนหลับ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
😪การนอนหลับอย่างมีคุณภาพถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของสุขภาพที่ดี มากกว่าการกินอาหารดีๆ หรือออกกำลังกายเสียอีก เพราะการนอนคือช่วงเวลาที่ร่างกายได้ซ่อมแซม ฟื้นฟู และเสริมสร้างระบบต่างๆ ในร่างกาย
⏰คาเฟอีนอยู่ในร่างกายนานกว่าที่คิด
รู้ไหมว่าคาเฟอีนจากกาแฟหนึ่งแก้ว มี “ค่าครึ่งชีวิต” (half-life) ประมาณ 6 ชั่วโมง? 🤔
หมายความว่า หากดื่มกาแฟตอน 9 โมงเช้า ตอนบ่าย 3 โมง คาเฟอีนยังเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง และยังคงอยู่ในร่างกายถึง 1 ใน 4 ตอน 3 ทุ่ม แม้เราจะรู้สึกว่านอนหลับได้ตามปกติ แต่คุณภาพการนอนจะลดลงอย่างชัดเจน ดังนั้นการกินกาแฟตอนเช้า ในตอนกลางคืนก็ยังหลงเหลือคาเฟอีนอยู่
☕คาเฟอีนส่งผลต่อการนอนอย่างไร?
มี 3 เรื่องสำคัญที่คาเฟอีนรบกวนคุณภาพการนอน ได้แก่:
▪️ทำให้หลับยากขึ้น – ใช้เวลานานกว่าจะเข้าสู่ภาวะหลับ
▪️ตื่นบ่อยระหว่างคืน – ส่งผลให้ระยะเวลาการนอนสั้นลงโดยไม่รู้ตัว
▪️ลดช่วงเวลาหลับลึกและหลับฝัน
– หลับลึก : ช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง
- หลับฝัน : ส่งผลต่อความจำและสุขภาพจิต หากน้อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว
🤔แล้วเราจะดื่มชาและกาแฟได้อย่างไรโดยไม่กระทบการนอน?
☕สำหรับกาแฟ
▪️เปลี่ยนเป็นกาแฟดีแคฟ (Decaf) : เป็นกาแฟที่ลดคาเฟอีนลงถึง 97% ดื่มได้เพราะความหอมและรสชาติ โดยไม่กระทบการนอน
▪️ถ้าอยากดื่มกาแฟปกติ : ควรดื่มตอนเช้าสุดหลังตื่นนอน และพยายามหลีกเลี่ยงการดื่มหลังช่วงสาย เพราะคาเฟอีนจะยังอยู่ในร่างกายไปถึงช่วงค่ำ
🍵สำหรับชา
หากคุณเป็นสายชาที่รักในการดื่มชา ลองเลือกวิธีเหล่านี้เพื่อลดคาเฟอีน
▪️เปลี่ยนเป็นชา Herbal (ชาสมุนไพร) : เช่น เก๊กฮวย คาโมไมล์ ลาเวนเดอร์ ไม่มีคาเฟอีน และบางชนิดยังช่วยให้หลับง่ายขึ้น
▪️ผสมชาที่มีคาเฟอีนกับชาที่ไม่มีคาเฟอีน : ช่วยลดปริมาณคาเฟอีนลงครึ่งหนึ่ง เหมาะสำหรับคนที่ยังอยากได้กลิ่นและรสของชา
▪️เลือกชนิดชาที่มีคาเฟอีนต่ำกว่า : เช่น “ชาขาว” (White Tea) มีคาเฟอีนน้อยกว่าชาเขียวหรือชาดำ
🫖ปรับวิธีการชงชาเพื่อลดคาเฟอีน
- ใช้น้ำร้อนแค่ประมาณ 70–80°C แทน 100°C
- หลังเทน้ำร้อนลงชา ให้รอ 30 วินาทีแล้วเทน้ำทิ้ง (ล้างคาเฟอีนออกไปบางส่วน) ก่อนชงน้ำใหม่

- อย่าแช่ใบชานานเกินไป เพราะยิ่งแช่นาน คาเฟอีนจะออกมามากขึ้น
🍵☕การดื่มชาและกาแฟไม่ใช่เรื่องผิด และมีประโยชน์ต่อสุขภาพหากดื่มอย่างเหมาะสม แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ “คาเฟอีน” ที่อาจซ่อนผลกระทบไว้กับการนอนของเรา หากคุณรักในการดื่มชาและกาแฟ ลองปรับวิธีการเลือกดื่มหรือเปลี่ยนสูตรเล็กน้อย เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ แล้วคุณจะได้ประโยชน์จากเครื่องดื่มที่คุณรัก โดยไม่เสียสุขภาพในระยะยาว 🌸🪻
อ้างอิงข้อมูล :
https://youtu.be/fnoplilyy04?si=whd5V9cKjeQxZohO
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #ชากาแฟ #คาเฟอีน #นอนไม่ไหลับ #หลับฝัน #หลับลึก

🙋🏻‍♀️🦠อยากอยู่รอดจากมะเร็ง อย่าละเลย “กล้ามเนื้อ” 💪🏿เมื่อพูดถึงโรคมะเร็ง สิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญมักจะเป็นการรักษาด้วยย...
04/01/2026

🙋🏻‍♀️🦠อยากอยู่รอดจากมะเร็ง อย่าละเลย “กล้ามเนื้อ” 💪🏿
เมื่อพูดถึงโรคมะเร็ง สิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญมักจะเป็นการรักษาด้วยยา เคมีบำบัด หรือการผ่าตัด แต่รู้หรือไม่ว่า “กล้ามเนื้อ” ของเรานั้น มีบทบาทสำคัญต่อโอกาสในการรอดชีวิตจากโรคร้ายนี้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
💪🏿กล้ามเนื้อกับโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง
งานวิจัยหนึ่งซึ่งศึกษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบว่าอัตราการรอดชีวิตในระยะเวลา 5 ปีของผู้ที่อยู่ในระยะที่ 1-2 อยู่ที่ประมาณ 76% แต่หากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีภาวะ “ซาร์โคเพเนีย” (Sarcopenia) หรือภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบ อัตราการรอดชีวิตจะลดลงเหลือเพียง 67% นั่นคือหากมีภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบร่วมด้วยจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น
ในกลุ่มผู้ป่วยระยะที่ 3-4 ซึ่งเป็นมะเร็งที่ลุกลามมากขึ้น อัตราการรอดชีวิตใน 5 ปี อยู่ที่ 44% แต่หากมีภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบจะลดลงเหลือเพียง 32% เท่านั้น เรียกได้ว่า “มวลกล้ามเนื้อ” ส่งผลต่อการพยากรณ์โรคมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ
🤔ทำไมมะเร็งถึงทำลายกล้ามเนื้อของเรา?
กล้ามเนื้อของเราจะเริ่มลดลงอย่างช้าๆ ตั้งแต่อายุ 25 ปี และยิ่งถ้าเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่เซลล์แบ่งตัวรวดเร็ว ต้องการพลังงานสูง เวลาที่กินอะไรไป เช่น น้ําตาล แป้ง มะเร็งก็แย่งสารอาหารไปทั้งหมด ร่างกายจะยิ่งดึงพลังงานจากกล้ามเนื้อมาใช้ โดยเฉพาะในผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อยหรือควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด กล้ามเนื้อจะถูกย่อยสลายและนำไปใช้เป็นพลังงานให้เซลล์มะเร็งแทน ดังนั้นยิ่งคุณเป็นมะเร็งความเสี่ยงในการเกิดภาวะซาร์โคเพเนีย ยิ่งมีมากขึ้น
💡2 ปัจจัยหลักที่ช่วยปกป้องกล้ามเนื้อ
1. การออกกำลังกายกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะการฝึกกล้ามเนื้อส่วนขา เช่น ท่า Squat การเดินขึ้นลงบันได การวิ่ง การปั่่นจักรยาน ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้ดี
2. สารอาหารที่จำเป็น หนึ่งในสารอาหารที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยหลายฉบับว่าช่วยรักษากล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ HMB (β-Hydroxy β-Methylbutyrate)
🧐HMB คืออะไร?
HMB คือสารที่ร่างกายสร้างขึ้นจากกรดอะมิโนชื่อว่า “ลิวซีน” (Leucine) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 กรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ (รู้จักกันในกลุ่ม BCAAs: Leucine, Isoleucine และ Valine)
🧬ในบรรดา BCAAs ลิวซีนเป็นตัวหลักในการกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ โดยเมื่อร่างกายได้รับลิวซีนเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนลิวซีนเป็น HMB ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันการสลายของกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด
👩🏻‍🔬งานวิจัยชี้ว่า HMB ช่วยผู้ป่วยมะเร็งได้
จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2022 ซึ่งศึกษาผลของ HMB กับผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด พบว่า HMB ช่วยชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และมีประโยชน์ชัดเจนในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบ โดยเฉพาะในงานวิจัยแบบ RCT (Randomized Controlled Trial) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงของการวิจัยทางการแพทย์
⚠️อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยมาดูแลกล้ามเนื้อ
การป้องกันภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบ ไม่เพียงสำคัญกับผู้ป่วยมะเร็ง แต่ยังเป็นหัวใจของการดูแลสุขภาพในทุกช่วงวัย การรักษามวลกล้ามเนื้อเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ รวมถึงช่วยให้เราฟื้นตัวได้ดีขึ้นหากเจ็บป่วยในอนาคต
กล้ามเนื้อไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่าง แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากโรคมะเร็ง ดูแลกล้ามเนื้อของคุณด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเติมสารอาหารที่จำเป็นให้เพียงพอ เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากภายใน 🏋️🌷
อ้างอิงข้อมูล :
https://youtu.be/i3RCkwIH_kU?si=wzfyigRbZnjWY1zo
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)

#เสริมสร้างกล้ามเนื้อ #ซาร์โคพีเนีย #มะเร็งลำไส้ใหญ่

03/01/2026

3 ข้อควรรู้ก่อนกินยาลดไข้พาราเซตามอล
#หมออรรถ #พาราเซตามอล

🍽ลดน้ำหนักไม่ต้องหักดิบ❗เริ่มง่ายๆ แค่ทำตาม 3 ข้อนี้ 🍀👍🏿คุณอาจสังเกตว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แม้จะทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม ...
02/01/2026

🍽ลดน้ำหนักไม่ต้องหักดิบ❗
เริ่มง่ายๆ แค่ทำตาม 3 ข้อนี้ 🍀👍🏿
คุณอาจสังเกตว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แม้จะทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม แต่น้ำหนักตัวกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะปัจจัยสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และการลดลงของมวลกล้ามเนื้อ หากคุณกำลังมองหาวิธีเริ่มต้นควบคุมและลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือ 3 เคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณควรเริ่มทำ 👍🏿
1. นอนหลับให้เพียงพอและมีคุณภาพ คือ จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด 😴
บ่อยครั้งที่เรามุ่งมั่นกับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก แต่กลับลืมไปว่า การนอนหลับ คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของสุขภาพที่ดีและการลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพ หากคุณอยากให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องง่ายและยั่งยืนให้เริ่มต้นด้วยการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับของคุณ
▪️นอนให้ได้ 7 ชั่วโมงขึ้นไป ⏰: พยายามนอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและฟื้นฟูอย่างเต็มที่
▪️เข้านอนก่อน 4 ทุ่มจะดีที่สุด 🕙: การนอนหลับในช่วงเวลาที่เหมาะสม (โดยเฉพาะก่อนเที่ยงคืน) มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและการควบคุมน้ำหนัก
▪️ไม่ควรนอนหลังเที่ยงคืน ⚠️: หากคุณเป็นคนนอนดึกถึงตี 2 ตี 3 ควรค่อยๆ ปรับเวลานอนให้เร็วขึ้นทีละน้อย เช่น สัปดาห์ละ 30 นาที จนกระทั่งสามารถเข้านอนได้ก่อนเที่ยงคืน เพราะการนอนดึกจะทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ยากขึ้นมาก
📍ทำไมการนอนหลับจึงสำคัญต่อการลดน้ำหนัก?
เมื่อคุณนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ร่างกายจะสามารถผลิตและปรับสมดุลฮอร์โมนต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อกระบวนการเผาผลาญ นอกจากนี้การนอนหลับที่เพียงพอยังช่วยให้คุณควบคุมความอยากอาหารได้ดีขึ้น เพราะเมื่ออดนอนร่างกายจะเกิดความเครียด ทำให้ฮอร์โมนความเครียดเพิ่มสูงขึ้น และกระตุ้นให้คุณอยากอาหารรสหวาน หรืออาหารที่มีแคลอรี่สูงมากเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้การควบคุมอาหารเป็นเรื่องยาก สุดท้ายการนอนที่เพียงพอยังช่วยให้คุณมีพลังงานและแรงใจในการออกกำลังกายในวันถัดไปอีกด้วย
2. ปรับปรุงคุณภาพอาหารที่คุณทาน 🥗
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักต้องเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายหนักๆ ทันที แต่ความจริงแล้วในช่วงเริ่มต้นของการลดน้ำหนัก 80% ของความสำเร็จมาจากการควบคุมอาหาร และ 20% มาจากการออกกำลังกาย ดังนั้นให้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงพฤติกรรมการทานของคุณเป็นอันดับแรก
▪️เน้น "คุณภาพ" มากกว่า "ปริมาณแคลอรี่" 🥑🫘
ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดกับการนับแคลอรี่ทุกอย่าง สิ่งสำคัญคือการเลือกทานอาหารที่มีคุณภาพดี ตัวอย่างเช่น อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง เช่น วอลนัท แมคคาเดเมีย แม้จะมีแคลอรี่สูง แต่ก็เต็มไปด้วยไขมันดีและสารอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากพิซซ่าหนึ่งชิ้นที่แม้แคลอรี่อาจเท่ากัน แต่คุณภาพสารอาหารต่างกันลิบลับ
▪️สารอาหารสำคัญต่อการเผาผลาญ 🫒🥚
การทานอาหารที่มีคุณภาพดีจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันและพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทานแต่แป้งและน้ำตาลเป็นหลัก ร่างกายจะขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญที่ดี
📍หลัก 80/20 : พยายามเลือกทานอาหารสุขภาพดีให้ได้ประมาณ 80% ของมื้ออาหารทั้งหมด ส่วนอีก 20% ที่เหลือ สามารถให้เป็น "อาหารใจ" หรือของโปรดได้บ้าง เพื่อไม่ให้รู้สึกเคร่งเครียดจนเกินไป สิ่งสำคัญคือการเลือกอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปมากนัก
3. เริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการ "เดิน" และ "ขยับตัวให้มากขึ้น" 🚶🏿‍♂️🏃🏻‍♂️
เมื่อพูดถึงการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก หลายคนมักจะนึกถึงการวิ่งหรือการยกเวททันที แต่สำหรับผู้เริ่มต้นมีคำแนะนำง่ายๆ ที่จะช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เกิดอาการ "หิวหนัก" หลังออกกำลังกาย
▪️เดินให้ได้ 10,000-12,000 ก้าวต่อวัน 🚶🏻‍♀️
ตั้งเป้าหมายในการเดินให้มากขึ้นในแต่ละวัน คุณไม่จำเป็นต้องเดินรวดเดียวจบ แต่สามารถสะสมจำนวนก้าวได้ตลอดทั้งวัน การเดินเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ เหมาะสำหรับทุกคน และช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยรวม
📍ทำไมต้องเริ่มด้วยการเดิน?
เหตุผลหลัก คือ การเดินเป็นกิจกรรมที่เผาผลาญพลังงานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารอย่างรุนแรงเท่ากับการวิ่งหรือการยกเวทหนักๆ ซึ่งบ่อยครั้งจะทำให้คุณรู้สึกหิวมากขึ้น และอาจเผลอทานเยอะกว่าเดิม ทำให้การควบคุมอาหารที่ทำมาได้ผลน้อยลง ในช่วงเริ่มต้นของการลดน้ำหนักที่เน้นการปรับพฤติกรรมการทาน การเพิ่มการเคลื่อนไหวแบบง่ายๆ อย่างการเดินจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
🌼เริ่มต้นง่ายๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
หากคุณต้องการลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เริ่มต้นด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้ดี และเพียงพอ เลือกทานอาหารที่มีคุณภาพดี เน้นสารอาหารมากกว่าแคลอรี่ และเพิ่มการเดินและขยับเขยื้อนร่างกายให้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน
เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในแต่ละด้าน คุณจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวและสุขภาพโดยรวมไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน 🍀🫧
อ้างอิงข้อมูล :
https://youtu.be/dwKNNR2tgjA?si=VHA1h33JEM1S4a1m
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)
_________________________________________________
🔗ทำความรู้จักกับหมออรรถ (อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ)
https://hfocusclinic.com/หมออรรถ-อย่าฝากชีวิตไว้/

🔗ทำไมต้องมาตรวจสุขภาพที่ Health Focus Clinic
https://hfocusclinic.com/ทำไมต้องเรา/

#ลดน้ำหนัก #นอนหลับ #ออกกำลังกาย #เดิน

🎁 สวัสดีปีใหม่ 2569Health Focus Clinic ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจให้เราดูแลสุขภาพเสมอมาขอให้ปีนี้เป็นปีแห่งสุขภ...
01/01/2026

🎁 สวัสดีปีใหม่ 2569
Health Focus Clinic ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่าน
ที่ไว้วางใจให้เราดูแลสุขภาพเสมอมา

ขอให้ปีนี้เป็นปีแห่งสุขภาพดี แข็งแรง
มีความสุข และความสำเร็จตลอดปีค่ะ 💙✨

คลินิกจะกลับมาเปิดให้บริการปกติในวันที่ 3 มกราคม 2569
แล้วพบกันนะคะ🩵

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)

🤧 โรคภูมิแพ้ เรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ก็เป็นได้ 🌫️🌷🥛เคยไหมคะ? จามไม่หยุด น้ำมูกไหลตลอดเวลา หรือผื่นคันขึ้นตามตัวแบบไม่มีสาเห...
31/12/2025

🤧 โรคภูมิแพ้ เรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ก็เป็นได้ 🌫️🌷🥛
เคยไหมคะ? จามไม่หยุด น้ำมูกไหลตลอดเวลา หรือผื่นคันขึ้นตามตัวแบบไม่มีสาเหตุ 😫 อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเผชิญกับ "โรคภูมิแพ้" ค่ะ โรคนี้เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้ให้มากขึ้น พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีรับมือและป้องกัน เพื่อให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและห่างไกลจากอาการแพ้กวนใจนะคะ 🥰
📈 สถิติที่น่าตกใจ! คนไทยเป็นภูมิแพ้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
จากสถิติพบว่า โรคภูมิแพ้ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่า เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน 😲 ปัจจุบัน เด็กไทยเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึง 40% และผู้ใหญ่เป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 20% โดยโรคที่พบมากที่สุดคือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "แพ้อากาศ" นั่นเองค่ะ
⚠️ อันตรายจากภูมิแพ้ ที่ไม่ควรมองข้าม
อาการแพ้ที่เกิดขึ้นอาจมีตั้งแต่เล็กน้อย เช่น ไอ จาม คัน ไปจนถึงขั้นรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ 😱 ตัวอย่างอาการแพ้ที่รุนแรง ได้แก่ ความดันโลหิตต่ำ หายใจลำบาก หอบหืด และอาจเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ภูมิแพ้ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายระบบในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินหายใจ ระบบผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร และระบบอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราได้ค่ะ
สิ่งที่สำคัญคือ ภูมิแพ้เป็นแล้วไม่หายขาด แต่เราสามารถป้องกัน ดูแลรักษา และควบคุมอาการไม่ให้กำเริบได้ค่ะ 💪 และเมื่อเป็นภูมิแพ้แล้ว มีแนวโน้มที่จะเป็นภูมิแพ้มากกว่าหนึ่งระบบด้วยนะคะ ดังนั้น การใส่ใจดูแลสุขภาพและสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ
🤧 สารก่อภูมิแพ้ ตัวการร้ายที่กระตุ้นอาการแพ้
สารก่อภูมิแพ้ คือ สารต่างๆ ที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่ผิดปกติ หรือที่เราเรียกว่า "อาการแพ้" นั่นเองค่ะ สารก่อภูมิแพ้มีอยู่รอบตัวเรา แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ค่ะ
▪️ สารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อมและอากาศ 💨: ได้แก่ ไรฝุ่น (ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจของคนไทย) ละอองเกสร ควัน มลพิษทางอากาศ (PM2.5) เชื้อรา ขนสัตว์เลี้ยง ฯลฯ
▪️ สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหาร 🍔: ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง อาหารทะเล แป้งสาลี ฯลฯ
☀️ “ฤดูกาล” อีกหนึ่งตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบ
สภาพอากาศและฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลต่ออาการภูมิแพ้ของเราอย่างมากเลยนะคะ 😥
▪️ ฝุ่น PM2.5 🌫️: ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกินมาตรฐานในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม และยังกระตุ้นให้อาการภูมิแพ้กำเริบหรือรุนแรงขึ้นได้อีกด้วยค่ะ
▪️ ฤดูร้อน 🌼: ในช่วงฤดูร้อน เรามักพบผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มากขึ้น เนื่องจากการแพ้ละอองเรณูจากดอกไม้หรือวัชพืช รวมถึงสปอร์ของเชื้อราในอากาศ
▪️ ฤดูฝน 🌧️: ความชื้นที่เพิ่มขึ้นในฤดูฝน ทำให้สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ เจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะไรฝุ่นและเชื้อรา ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบ
✅ ดูแลตัวเองง่ายๆ ห่างไกลภูมิแพ้
หัวใจสำคัญของการรักษาโรคภูมิแพ้ คือ การหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ให้ได้มากที่สุดค่ะ ควบคู่ไปกับการใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
▪️ หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้: หากทราบว่าตัวเองแพ้อะไร ควรหลีกเลี่ยงสารนั้นๆ อย่างเคร่งครัด
▪️ ดูแลความสะอาดบ้าน: หมั่นทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ โดยเฉพาะห้องนอน เพื่อลดปริมาณไรฝุ่นและเชื้อรา
▪️ ใช้เครื่องฟอกอากาศ: ช่วยกรองฝุ่นละอองและสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ
▪️ สวมหน้ากากอนามัย: ป้องกันฝุ่น PM2.5 และสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ
▪️ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง: พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
โรคภูมิแพ้เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจดูแลอย่างต่อเนื่องนะคะ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต จะช่วยให้เราสามารถควบคุมอาการและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขค่ะ 😊💖
ที่มา:
Asthma and Allergy Foundation of America (AAFA): https://aafa.org/allergies/allergy-facts/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)

#โรคภูมิแพ้ #แพ้อากาศ #ผื่นคัน

30/12/2025

ร่างกายแย่แน่! หากไม่ทานไขมันชนิดนี้
#หมออรรถ #ไขมัน #โอเมก้า3

👀💢รู้ทันสัญญาณ "เบาหวานขึ้นตา" ก่อนเสี่ยงตาบอดถาวร ⚠️😓เคยไหมคะ? รู้สึกว่าสายตาเริ่มพร่ามัว มองเห็นไม่ชัดเหมือนเดิม หรือเ...
29/12/2025

👀💢รู้ทันสัญญาณ "เบาหวานขึ้นตา"
ก่อนเสี่ยงตาบอดถาวร ⚠️😓
เคยไหมคะ? รู้สึกว่าสายตาเริ่มพร่ามัว มองเห็นไม่ชัดเหมือนเดิม หรือเห็นจุดดำๆ ลอยไปมาในสายตา บางครั้งอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ "เบาหวานขึ้นตา" ภัยเงียบที่คุกคามการมองเห็นของเราโดยไม่รู้ตัว! หลายคนอาจคิดว่าเบาหวานเป็นแค่เรื่องของระดับน้ำตาลในเลือด แต่จริงๆ แล้วมันส่งผลกระทบต่อดวงตาของเราได้โดยตรงเลยค่ะ
วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง "เบาหวานขึ้นตา" แบบละเอียด เข้าใจง่าย ไม่ต้องใช้ศัพท์ยากๆ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพตา และป้องกันภาวะนี้ก่อนที่จะสายเกินแก้ค่ะ 😊
🔹 โรคเบาหวานขึ้นตาคืออะไร?
เบาหวานขึ้นตา หรือ Diabetic Retinopathy (DR) คือ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน ซึ่งเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปเป็นเวลานาน น้ำตาลที่มากเกินไปจะทำลายเส้นเลือดฝอยที่จอประสาทตา ทำให้เลือดไปเลี้ยงจอตาได้ไม่ดี จอตาจึงขาดออกซิเจนและเกิดความเสียหายในที่สุดค่ะ
ลองนึกภาพว่าดวงตาของเรามีเส้นเลือดเล็กๆ มากมายที่ทำหน้าที่เหมือนท่อส่งอาหารไปเลี้ยงจอตา เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป มันจะเข้าไปอุดตันและทำลายท่อเหล่านี้ ทำให้การส่งอาหารติดขัด จอตาจึงเริ่มอ่อนแอและเสื่อมสภาพค่ะ
ในช่วงแรกๆ ของโรคเบาหวานขึ้นตาอาจไม่มีอาการใดๆ เลยค่ะ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวและละเลยการตรวจตา จนกระทั่งอาการเริ่มรุนแรงขึ้น เช่น มองเห็นไม่ชัด หรือเห็นภาพบิดเบี้ยว ถึงตอนนั้นก็อาจจะสายเกินไปที่จะรักษาให้หายขาดได้ค่ะ 😭
🔹 อาการที่พบบ่อย
อาการของเบาหวานขึ้นตาในแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรงของโรคค่ะ แต่โดยทั่วไปแล้ว อาการที่พบบ่อยมีดังนี้ค่ะ
• มองเห็นจุดดำ หรือเห็นเส้นคล้ายใยแมงมุมลอยไปมาในสายตา
• มองเห็นภาพบิดเบี้ยว หรือไม่ตรงตามความเป็นจริง
• สายตาพร่ามัว การมองเห็นลดลงอย่างเป็นระยะๆ
• แยกแยะสีได้ยากขึ้น สีเพี้ยนหรือซีดจาง
• เห็นภาพมืดเป็นบางบริเวณ คล้ายมีเงาบัง
• สูญเสียการมองเห็นแบบเฉียบพลันในกรณีที่รุนแรง
หากคุณมีอาการเหล่านี้ หรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาทันทีนะคะ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้ค่ะ
🔹 เบาหวานขึ้นตามีกี่ระยะ?
เบาหวานขึ้นตาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะหลักๆ คือ ระยะเริ่มแรก (NPDR) และระยะก้าวหน้า (PDR) ค่ะ แต่ละระยะมีความแตกต่างกันดังนี้
1️⃣ เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก (NPDR)
ในระยะนี้ ผนังหลอดเลือดฝอยในจอตาจะเริ่มอ่อนแอ หลอดเลือดบางส่วนอาจโป่งพองหรือรั่วซึม ทำให้เกิดของเหลวสะสมจนจอตาบวม การมองเห็นอาจเริ่มผิดปกติได้ แต่ส่วนใหญ่อาการจะยังไม่ชัดเจนค่ะ
2️⃣ เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า (PDR)
ในระยะนี้ โรคจะพัฒนาไปมากจนเกิดการขาดเลือดในจอตาอย่างรุนแรง ร่างกายจึงพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดที่สร้างขึ้นมาใหม่จะเปราะบางและแตกง่าย ทำให้เกิดเลือดออกในวุ้นตาและมีพังผืดดึงรั้งจอตา จนอาจทำให้จอตาลอกได้ค่ะ
นอกจากนี้ หลอดเลือดใหม่อาจรบกวนระบบระบายน้ำในตา ทำให้ความดันตาเพิ่มสูงและกลายเป็นโรคต้อหินชนิดรุนแรงได้อีกด้วยค่ะ
🔹 สาเหตุของเบาหวานขึ้นตา
สาเหตุหลักของเบาหวานขึ้นตา คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ไม่ดี เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปเป็นเวลานาน จะส่งผลเสียต่อเส้นเลือดฝอยในจอตา ทำให้เกิดความเสียหายและนำไปสู่ภาวะเบาหวานขึ้นตาในที่สุดค่ะ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดเบาหวานขึ้นตาได้อีกด้วย เช่น
• เป็นโรคเบาหวานมาเป็นเวลานาน ⏳
• มีความดันโลหิตสูง 🌡️
• มีไขมันในเลือดสูง 🟡
• สูบบุหรี่ 🚬
• อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ 🤰
• มีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม 🍩
🔹 วิธีตรวจวินิจฉัยและการคัดกรองเบาหวานขึ้นตา
การตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาทำได้โดยการตรวจตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ค่ะ โดยแพทย์จะทำการขยายม่านตาด้วยยาหยอด เพื่อให้สามารถมองเห็นจอประสาทตาได้ชัดเจนขึ้น จากนั้นจะใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น กล้องส่องตรวจจอตา (ophthalmoscope) หรือเครื่องถ่ายภาพจอตา (fundus camera) เพื่อตรวจดูความผิดปกติของเส้นเลือดและเนื้อเยื่อในจอตา
ผู้ป่วยเบาหวานควรเข้ารับการตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม เพื่อตรวจคัดกรองเบาหวานขึ้นตาตั้งแต่เนิ่นๆ และป้องกันการสูญเสียการมองเห็นค่ะ
🔹 เบาหวานขึ้นตารักษาอย่างไร?
การรักษาเบาหวานขึ้นตาจะแตกต่างกันไปตามระยะและความรุนแรงของโรคค่ะ โดยทั่วไปแล้ว การรักษามีดังนี้
1️⃣ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 🩸
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาเบาหวานขึ้นตาค่ะ ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างถูกต้องค่ะ
2️⃣ การใช้ยาฉีดเข้าวุ้นตา 💉
ในกรณีที่เบาหวานขึ้นตาอยู่ในระยะที่รุนแรงขึ้น แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาเข้าวุ้นตา เพื่อลดการบวมของจอตาและยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่ผิดปกติค่ะ
3️⃣ การผ่าตัด 👨🏻‍⚕️
ในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในวุ้นตา หรือจอตาลอก แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าวค่ะ
🔹 แนวทางป้องกันเบาหวานขึ้นตา
ถึงแม้ว่าเบาหวานขึ้นตาจะเป็นภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัว แต่เราสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคได้ โดยการดูแลสุขภาพให้ดีและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังนี้ค่ะ
• ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 🎯
• ควบคุมความดันโลหิตและไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 🩺
• รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารที่มีรสเค็ม หวาน และมีไขมันสูง 🥗
• ออกกำลังกายเป็นประจำ 🏋️‍♀️
• งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ 🚭
• ทานยารักษาเบาหวานตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด 💊
• ตรวจตาเป็นประจำทุกปี 👁️
• หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของการมองเห็น 👀
การดูแลสุขภาพที่ดีและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะช่วยลดโอกาสในการเกิดเบาหวานขึ้นตา และช่วยให้เรามีสุขภาพตาที่ดีไปนานๆ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแผนการดูแลสุขภาพตาที่เหมาะสมกับตนเอง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะเบาหวานขึ้นตาและรักษาสุขภาพตาให้แข็งแรงอยู่เสมอนะคะ 😊
#เบาหวานขึ้นตา #ตาบอด #สายตาพร่ามัว

😥 รับมืออย่างไร? เมื่อใกล้ถึงช่วง "วันนั้นของเดือน" (PMS) 🩸🥀ใกล้ถึงช่วง "วันนั้นของเดือน" ทีไร รู้สึกเหมือนมีใครมาสลับร่...
28/12/2025

😥 รับมืออย่างไร?
เมื่อใกล้ถึงช่วง "วันนั้นของเดือน" (PMS) 🩸🥀
ใกล้ถึงช่วง "วันนั้นของเดือน" ทีไร รู้สึกเหมือนมีใครมาสลับร่าง ทั้งตัวบวม ท้องอืด ปวดหัวตุบๆ นอนไม่ค่อยหลับ ตื่นมาก็เพลีย ไม่สดชื่น อารมณ์ก็แปรปรวนง่าย หงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย หรือบางทีก็รู้สึกเศร้า เหงา วิตกกังวล โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ "กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน" หรือ PMS ซึ่งพบได้บ่อยและอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตได้เลย! การทำความเข้าใจถึงสาเหตุจะช่วยให้เราสามารถรับมือกับอาการเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
🤔 PMS คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
PMS (Premenstrual Syndrome) คือ กลุ่มอาการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ที่มักเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน และอาการจะค่อยๆ บรรเทาลงเมื่อประจำเดือนมา สาเหตุของ PMS ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้ค่ะ
1. ความผันผวนของฮอร์โมนเพศหญิง: ปัจจัยหลักคือความผันผวนของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในช่วงครึ่งหลังของรอบเดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสารเคมีในสมองและระบบต่างๆ ในร่างกาย นำไปสู่อาการทางร่างกายและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
2. การเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาท: โดยเฉพาะระดับเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งควบคุมอารมณ์ การนอนหลับ และความอยากอาหาร ที่อาจลดลงในช่วงนี้ ส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิด และความอยากอาหารที่ผิดปกติ
3. การขาดแร่ธาตุหรือวิตามินบางชนิด: เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม หรือวิตามินบี 6 อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการ PMS บางอย่าง
4. ความเครียด: ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจสามารถกระตุ้นหรือทำให้อาการ PMS ที่มีอยู่เดิมรุนแรงขึ้นได้ ผ่านการรบกวนสมดุลฮอร์โมน
5. ปัจจัยอื่นๆ: พันธุกรรม รูปแบบการใช้ชีวิต (เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย) และพฤติกรรมการบริโภค (เช่น การบริโภคน้ำตาล อาหารแปรรูป คาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์มากเกินไป) ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดและความรุนแรงของ PMS ได้
💪 รับมือกับ PMS ยังไงดี?
ข่าวดีคือ PMS เป็นภาวะที่สามารถจัดการและบรรเทาความรุนแรงได้ค่ะ แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่การดูแลตนเองแบบองค์รวม (Holistic Approach) ก็จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้มาก โดยมีแนวทางหลักๆ ดังนี้ค่ะ
1️⃣️ การปรับเปลี่ยนโภชนาการและวิถีชีวิต
• โภชนาการ: ปรับอาหารโดยเน้นความสมดุล ลดอาหารรสเค็มจัด หวานจัด และอาหารแปรรูป เพื่อลดอาการบวมน้ำและอารมณ์แปรปรวน ควรเพิ่มโปรตีนคุณภาพดี ใยอาหารจากผักผลไม้และธัญพืชไม่ขัดสี ไขมันดี (เช่น โอเมก้า 3) และดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรจำกัดหรือหลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจกระตุ้นอาการต่างๆ ให้รุนแรงขึ้น
• วิถีชีวิต: ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น แอโรบิก โยคะ ช่วยหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ลดความเครียดและอาการปวดเมื่อย พักผ่อนให้เพียงพอ (7-9 ชั่วโมงต่อคืน) และจัดการความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การทำสมาธิ หายใจลึกๆ หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ
2️⃣️ เสริมวิตามินและแร่ธาตุ
เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามิน B6 และ E อาจมีส่วนช่วยบรรเทาอาการ PMS ได้ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนเริ่มใช้อาหารเสริมใดๆ เพื่อประเมินความจำเป็นและปริมาณที่เหมาะสม
3️⃣️ การรักษาด้วยยา
สำหรับผู้ที่มีอาการ PMS รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาแก้ปวด (NSAIDs) ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม หรือยาต้านเศร้า (SSRIs) ในบางกรณี การใช้ยาเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์เท่านั้น
❗ ระวัง ‘PMDD’ ภาวะที่รุนแรงกว่า PMS
ในบางคน อาการก่อนมีประจำเดือนอาจรุนแรงกว่า PMS ทั่วไปมาก ซึ่งเรียกว่า Premenstrual Dysphoric Disorder (PMDD) โดยมีลักษณะเด่นคืออาการทางอารมณ์และจิตใจที่รุนแรง เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลอย่างหนัก อารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวที่ควบคุมได้ยาก ความรู้สึกสิ้นหวัง หรือหมดความสนใจในกิจกรรมต่างๆ อาการเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตประจำวัน PMDD จัดเป็นภาวะที่ซับซ้อนกว่า PMS และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ
👩‍⚕️ สัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์
ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์หากคุณประสบปัญหาต่อไปนี้ค่ะ
• อาการก่อนมีประจำเดือนมีความรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือความสัมพันธ์
• ได้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตนเองแล้ว แต่อาการยังคงไม่ดีขึ้น
• มีอาการทางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวลอย่างมาก (หากมีความคิดทำร้ายตนเอง ควรรีบพบแพทย์ทันที)
• สงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะ PMDD
• ต้องการวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน (เช่น ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ หรือภาวะซึมเศร้า)
• ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษา รวมถึงการใช้วิตามินเสริมหรือยา
📌 สรุป
PMS เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน การบันทึกอาการและรอบเดือนอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การพักผ่อน และการจัดการความเครียด ถือเป็นแนวทางพื้นฐานสำคัญในการรับมือกับ PMS อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่าปล่อยให้อาการ PMS มาบั่นทอนคุณภาพชีวิตของคุณ การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมและการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่ออาการส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของอาการ ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และทำให้สามารถรับมือกับช่วงก่อนมีประจำเดือนได้ดียิ่งขึ้นค่ะ ❤️
อ้างอิง :
https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ภาวะ-pms-สัญญาณอันตรายของผ/
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/premenstrual-syndrome/symptoms-causes/syc-20376780
https://www.acog.org/womens-health/faqs/premenstrual-syndrome
https://www.womenshealth.gov/menstrual-cycle/premenstrual-syndrome
https://www.nhs.uk/conditions/pre-menstrual-syndrome/
https://iapmd.org/about-pmdd

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)

#ประจำเดือน #ปวดศีรษะ #อารมณ์แปรปรวน

27/12/2025

60 ปียังไม่สาย วัยไหนก็เริ่มต้นสุขภาพดีได้เสมอ
#สุขภาพดี #สูงวัย

💧7 ข้อดีทางวิทยาศาสตร์ของการ “ดื่มน้ำให้เพียงพอ” 🥤🌀การดื่มน้ำให้เพียงพอถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื...
25/12/2025

💧7 ข้อดีทางวิทยาศาสตร์
ของการ “ดื่มน้ำให้เพียงพอ” 🥤🌀
การดื่มน้ำให้เพียงพอถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อสุขภาพโดยรวมของคุณค่ะ เพราะร่างกายของเราประกอบไปด้วยน้ำประมาณ 60% และการรักษาน้ำในร่างกายให้เพียงพอจะช่วยสนับสนุนสมรรถภาพและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันค่ะว่า 7 ข้อดีทางวิทยาศาสตร์ของการดื่มน้ำเพียงพอมีอะไรบ้าง
1️⃣ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกาย 🏋️‍♀️
การรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายสามารถช่วยให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ หากคุณไม่ดื่มน้ำให้เพียงพอ สมรรถภาพทางกายของคุณอาจจะลดลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการออกกำลังกายอย่างหนักหรือต้องทำกิจกรรมในอากาศร้อน การขาดน้ำเพียงแค่ 2% ของน้ำในร่างกายสามารถทำให้เกิดผลกระทบที่ชัดเจน เช่น อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลง การลดแรงจูงใจ และความรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่เพียงแต่สูญเสียน้ำจากเหงื่อ การเพิ่มการดื่มน้ำยังช่วยลดความเครียดออกซิเดทีฟที่เกิดขึ้นในระหว่างการออกกำลังกายด้วยค่ะ
2️⃣ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 🧠
ความชุ่มชื้นมีผลต่อสมองอย่างมาก ผลการศึกษาพบว่าแม้การขาดน้ำเล็กน้อย เช่น การสูญเสียน้ำ 1–3% ของน้ำหนักตัว ก็สามารถทำให้การทำงานของสมองเกิดปัญหาได้ค่ะ การขาดน้ำอาจทำให้คุณรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่มีสมาธิ และในบางครั้งอาจมีอาการปวดหัวด้วยนะคะ การดื่มน้ำเพียงพอสามารถช่วยปรับปรุงอารมณ์และความทรงจำของคุณได้ด้วยค่ะ
3️⃣ ช่วยป้องกันและรักษาอาการปวดหัว 💧
เมื่อเราพูดถึงอาการปวดหัว การขาดน้ำมักเป็นหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญ โดยมีการศึกษาที่แสดงว่าการดื่มน้ำช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ ผู้เข้าร่วมการศึกษาได้ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นและมีรายงานว่าอาการปวดหัวของพวกเขาลดลง นอกจากนี้ การดื่มน้ำยังสามารถช่วยในการลดอาการไมเกรนในบางคนได้ค่ะ
4️⃣ ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก 🚽
ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบบ่อยและมีลักษณะคือการขับถ่ายที่ไม่ปกติ การเพิ่มการดื่มน้ำสามารถช่วยลดอาการท้องผูกได้ เพราะน้ำช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ น้ำแร่ที่มีแมกนีเซียมและโซเดียมสามารถช่วยเพิ่มความถี่และความสม่ำเสมอในการขับถ่ายของผู้ที่มีอาการท้องผูกได้อีกด้วยค่ะ
5️⃣ ช่วยป้องกันนิ่วในไต 💦
การดื่มน้ำจำนวนมากสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตได้ โดยการเพิ่มปริมาณน้ำปัสสาวะจะทำให้ความเข้มข้นของแร่ธาตุเจือจางลง ทำให้มีโอกาสน้อยที่จะ crystallize และก่อให้เกิดนิ่วขึ้น
6️⃣ ช่วยลดอาการเมาค้าง 🍻
การดื่มน้ำในระหว่างการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และก่อนนอนสามารถช่วยลดอาการเมาค้างได้ค่ะ เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขับน้ำออกมากกว่าที่ได้รับ ทำให้เกิดอาการขาดน้ำ การดื่มน้ำช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่น กระหายน้ำ อ่อนเพลีย และปวดหัวได้ค่ะ
7️⃣ สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ ⚖️
การดื่มน้ำให้เพียงพอสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้ โดยช่วยเพิ่มการรู้สึกอิ่มและกระตุ้นอัตราการเผาผลาญ การศึกษาแสดงให้เห็นว่าคนที่ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารจะรู้สึกอิ่มเร็วกว่าทำให้กินอาหารได้น้อยลง
💦 เคล็ดลับง่าย ๆ ในการดื่มน้ำให้เพียงพอ
การเริ่มต้นดูแลสุขภาพด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดค่ะ ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ดูนะคะ 😊
• พกขวดน้ำติดตัวไปด้วยทุกที่ 🎒 การมีขวดน้ำส่วนตัวจะช่วยเตือนให้เราดื่มน้ำตลอดเวลา และยังสะดวกต่อการเติมน้ำเมื่อหมดอีกด้วยค่ะ
• ตั้งเตือนให้ดื่มน้ำทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง ⏰ การตั้งเวลาเตือนจะช่วยให้เราไม่ลืมที่จะดื่มน้ำ และยังช่วยสร้างนิสัยการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอได้อีกด้วยค่ะ
• เริ่มวันด้วยการดื่มน้ำ 1-2 แก้ว 🌅 การดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนจะช่วยเติมน้ำให้ร่างกายหลังจากที่ขาดน้ำมาทั้งคืน และยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายอีกด้วยค่ะ
💡 คำแนะนำง่ายๆ ในการดื่มน้ำให้เพียงพอ
• พกขวดน้ำติดตัวไปด้วยทุกที่
• ตั้งเตือนให้ดื่มน้ำทุกๆ 1-2 ชั่วโมง
• เริ่มวันด้วยการดื่มน้ำ 1-2 แก้ว
• สังเกตสีปัสสาวะ ถ้าใสๆ แสดงว่าคุณดื่มน้ำเพียงพอแล้วค่ะ
• ใช้สูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มในแต่ละวัน 🧮 โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มได้จากสูตร: น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) x 2.2 x 30 / 2 = ปริมาณน้ำ (มิลลิลิตร) ที่ควรดื่มต่อวันค่ะ
• สังเกตสีปัสสาวะ 🌈 หากปัสสาวะมีสีเหลืองใส แสดงว่าคุณดื่มน้ำเพียงพอแล้วค่ะ แต่ถ้าปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าร่างกายของคุณอาจจะกำลังขาดน้ำนะคะ
💧 สรุปแล้ว การรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายมีความสำคัญมากต่อสุขภาพ ดังนั้นอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำแร่ การรักษาความชุ่มชื้นจะช่วยปรับปรุงสุขภาพโดยรวมได้จริง ๆ ค่ะ
ที่มา :
https://www.cdc.gov/healthy-weight-growth/water-healthy-drinks/index.html
https://www.medicalnewstoday.com/articles/290814
https://www.healthline.com/nutrition/7-health-benefits-of-water

#ดื่มน้ำ #สมรรถภาพทางกาย #ท้องผูก

24/12/2025

3 ข้อควรรู้ก่อนกินยาลดความดัน
#หมออรรถ #ความดันโลหิตสูง #ยาลดความดัน

ที่อยู่

The Grove Hathairaj 88 หมู่ 11 Hathairat Rd. , Lat Sawai
Lam Luk Ka
12150

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 09:00 - 17:30
พุธ 09:00 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30
เสาร์ 08:30 - 17:30
อาทิตย์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6620964945

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Healthfocusclinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

ประเภท