ABL Center Medical Laboratory

ABL Center Medical Laboratory บริการตรวจสุขภาพ ตรวจเลือดและปัสสา line ID : abl_lab สอบถามข้อมูลสุขภาพได้ทันใจ

03/12/2025

"เมื่อระดับน้ำลดลง แต่ระดับความเศร้าในใจกลับท่วมท้น: เจาะลึกบาดแผลทางใจจากอุทกภัย ตั้งแต่หน้าจอโทรศัพท์ไปจนถึงระดับเซลล์สมอง"

เสียงฝนที่ตกกระหน่ำไม่ได้กระทบแค่หลังคาบ้าน แต่กำลังสั่นสะเทือนไปถึง "อะมิกดาลา" (Amygdala) ในสมองของเราค่ะ... ภาพข่าวความสูญเสียจากอุทกภัยภาคใต้ที่ไหลผ่านไทม์ไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลดิจิทัล แต่เป็นกระแสคลื่นความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ทั้งคนที่ "ประสบภัย" และคนที่ "เฝ้าดู" วันนี้จะพาไปสำรวจกลไกของจิตใจและสมองที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า ทำไมเราถึงเจ็บปวด และเราจะเยียวยามันได้อย่างไรค่ะ

🌧️ Part 1: The Observer’s Trap - กับดักของคนเสพข่าว (Compassion Fatigue & Doomscrolling)

คุณเคยรู้สึกไหมคะว่ายิ่งดูข่าว ยิ่งวางมือถือไม่ลง ทั้งที่ใจเต้นรัวและรู้สึกหดหู่? ในทางวิทยาศาสตร์สมอง สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการทำงานของ "Mirror Neurons" หรือเซลล์กระจกเงา ที่ทำให้เราจำลองความรู้สึกเจ็บปวดของผู้อื่นมาเป็นของเราเอง เมื่อเราเสพข่าวสารภัยพิบัติซ้ำๆ (Doomscrolling) สมองจะตีความว่า "เรากำลังตกอยู่ในอันตราย"

กลไกนี้จะไปกระตุ้น HPA Axis (Hypothalamic-Pituitary-Adrenal Axis) ให้ทำงานหนักเกินความจำเป็น ส่งผลให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่าง คอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาท่วมท้นกระแสเลือด แม้ตัวเราจะนั่งอยู่ในบ้านที่แห้งสนิท แต่ร่างกายกลับตอบสนองเหมือนกำลังหนีน้ำป่า ภาวะนี้หากสะสมนานๆ จะนำไปสู่ "Compassion Fatigue" หรือภาวะเหนื่อยล้าจากการเห็นอกเห็นใจ ทำให้เราเริ่มด้านชา หมดไฟ และเศร้าซึมโดยไม่รู้ตัวค่ะ

🌊 Part 2: The Survivor’s Scar - บาดแผลของผู้ประสบภัย (Biology of PTSD)

สำหรับผู้ประสบภัยที่ต้องเผชิญหน้ากับมวลน้ำจริงๆ เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว แต่ทำไมภาพจำยังตามหลอกหลอน? นี่คือภาวะ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ แต่คือ "ความเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ" ที่ชัดเจน
เมื่อเผชิญเหตุการณ์เฉียดตาย ระดับคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนที่พุ่งสูงปรี๊ดจะเข้าทำลายเซลล์ประสาทในส่วน "ฮิปโปแคมปัส" (Hippocampus) ซึ่งทำหน้าที่เก็บความทรงจำและระบุบริบทของเวลา ทำให้ฮิปโปแคมปัสฝ่อลีบลง (Atrophy) ผู้ป่วยจึงสูญเสียความสามารถในการแยกแยะว่า "เรื่องร้ายจบไปแล้ว" สมองยังคงวนเวียนเปิดฉากเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ (Flashback) เหมือนหนังที่ฉายไม่จบ ในขณะเดียวกัน ต่อม อะมิกดาลา (Amygdala) ที่ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนภัยจะไวต่อสิ่งเร้ามากผิดปกติ (Hyperarousal) เพียงแค่ได้ยินเสียงฝนตกเบาๆ สมองก็สั่งการให้ร่างกายเตรียมสู้หรือหนีทันที นี่คือความเจ็บปวดระดับโมเลกุลที่ต้องการการเยียวยาค่ะ

❤️ Part 3: The Healing Blueprint - พิมพ์เขียวแห่งการเยียวยา

แล้วเราจะกู้วิกฤตทางใจนี้ได้อย่างไร? ข่าวดีคือสมองมีความยืดหยุ่น (Neuroplasticity) และเราสามารถสร้างเส้นทางประสาทใหม่แห่งความสงบได้ค่ะ

สำหรับผู้เสพข่าว (The Observer): ต้องทำ "Digital Detox" อย่างจริงจังค่ะ จำกัดเวลาดูข่าวให้เหลือเพียงวันละ 15-30 นาที และเลือกรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อลดระดับคอร์ติซอลในเลือด และฝึก Grounding Technique ดึงสติกลับมาที่ปัจจุบัน สัมผัสสิ่งที่จับต้องได้จริง เพื่อบอกสมองว่า "ตอนนี้เราปลอดภัย"

สำหรับผู้ประสบภัย (The Survivor): การพูดคุยระบายความรู้สึกคือการบำบัดเบื้องต้น แต่หากอาการรุนแรง การรักษาด้วย CBT (Cognitive Behavioral Therapy) หรือการใช้ยาเพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาทอย่าง Serotonin และ Norepinephrine ภายใต้การดูแลของจิตแพทย์ จะช่วยกู้คืนการทำงานของฮิปโปแคมปัสให้กลับมาทำหน้าที่จัดเก็บความทรงจำได้อย่างถูกต้อง ว่านั่นคือ "อดีต" ที่จบไปแล้ว

Community Power: การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Social Support) จะกระตุ้นฮอร์โมน ออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรักและความผูกพัน ช่วยลดฤทธิ์ของฮอร์โมนความเครียดและซ่อมแซมจิตใจได้ดีที่สุดค่ะ

ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้และทุกคนที่กำลังผ่านช่วงเวลานี้ เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะคะ แผลที่ใจก็เหมือนแผลที่กาย ต้องใช้เวลา ใช้ยาที่ถูก และความเข้าใจในการรักษาค่ะ

📚 แหล่งอ้างอิง
1. American Psychological Association. (2019). The great big needs of post-disaster mental health. Monitor on Psychology, 50(8).
2. Makwana, N. (2019). Disaster and its impact on mental health: A narrative review. Journal of Family Medicine and Primary Care, 8(10), 3090–3095.
3. Mesberg, L. (2022). Compassion Fatigue and Vicarious Trauma in Everyday Life. Psychology 4.เพจ The Dark Lab ด้วยนะคะ
#น้ำท่วมภาคใต้ #น้ำท่วม #สุขภาพจิต #ความรู้สุขภาพ #สาระน่ารู้ #น้ำท่วม68

25/11/2025

ช่วงนี้หลายคนติดตามข่าว ไทย-กัมพูชา หรือน่ำท่วมกันคะ หรือ ดูซีรีส์เพลิน, ปั่นงานไฟลนก้น, หรือแค่ไถฟีดไปเรื่อยๆ จนเกือบเช้า... แล้วคิดว่า "ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยนอนชดเชย"?

ขอเตือนว่า... ในระดับเซลล์ มันไม่ใช่แค่ "ความเพลีย" แต่มันคือการที่สมองของคุณกำลังเผชิญหน้ากับ "วิกฤตการสะสมขยะพิษ" ที่อาจส่งผลร้ายแรงในระยะยาว

🧬 ไขปริศนา: "ขยะพิษ" คืออะไร? และทำไมการนอนถึงสำคัญ?

ทุกวินาทีที่คุณตื่นและใช้งานสมอง เซลล์ประสาท (Neurons) ของคุณจะทำงานอย่างหนัก และในระหว่างกระบวนการเหล่านี้ จะมี "ผลพลอยได้" ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น นั่นคือ "โปรตีนผิดรูป" (Misfolded Proteins) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เบต้า-อะไมลอยด์" (Beta-amyloid) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่พบมากในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
โปรตีนเหล่านี้เปรียบเสมือน "ขยะชีวภาพ" ที่หากสะสมมากเกินไป จะก่อให้เกิดการอักเสบ ทำลายเซลล์ประสาท และขัดขวางการทำงานปกติของสมอง

🔬 เจาะลึกกลไก: "ระบบไกลมฟาติก" ผู้พิทักษ์ความสะอาดสมอง

โชคดีที่ร่างกายของเรามี "ระบบกำจัดขยะ" ที่ซับซ้อนและอัจฉริยะซ่อนอยู่ในสมอง นั่นคือ "ระบบไกลมฟาติก" (Glymphatic System) ระบบนี้คือเครือข่ายของท่อขนาดเล็กที่ทำงานคล้ายกับระบบน้ำเสียของเมือง มีหน้าที่ชะล้างสิ่งสกปรกออกจากเนื้อสมอง

แต่ที่น่าทึ่งคือ: ระบบไกลมฟาติกนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด... "เฉพาะตอนที่คุณหลับลึกเท่านั้น"
กระบวนการทำงานอันซับซ้อน:

1. การขยายตัวของช่องว่าง: เมื่อเราเข้าสู่ภาวะหลับลึก เซลล์สมอง (โดยเฉพาะเซลล์ Astrocytes) จะหดตัวลงเล็กน้อย ทำให้เกิด "ช่องว่างระหว่างเซลล์" (Interstitial Space) กว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

2. การไหลเวียนของน้ำไขสันหลัง (CSF): น้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid - CSF) ซึ่งเป็นของเหลวใสที่หล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง จะถูกปั๊มเข้าสู่ช่องว่างที่ขยายตัวเหล่านี้

3. การชะล้างสารพิษ: น้ำ CSF จะไหลเวียนไปทั่วเนื้อสมอง ทำหน้าที่เหมือน "น้ำฉีดแรงดันสูง" ที่กวาดล้าง "โปรตีนพิษ" และของเสียอื่นๆ ออกจากเซลล์ประสาท จากนั้นจะนำพาขยะเหล่านี้ออกสู่ระบบน้ำเหลืองและถูกกำจัดออกจากร่างกาย

🚨 เมื่อการอดนอนปิดระบบทำความสะอาดสมอง

ลองจินตนาการว่าเทศบาลเมืองหยุดเก็บขยะกลางคัน ถนนก็จะเต็มไปด้วยกองขยะที่ส่งกลิ่นและเชื้อโรค
เช่นเดียวกัน... เมื่อคุณอดนอน ระบบไกลมฟาติกนี้จะทำงานได้ไม่เต็มที่หรือแทบไม่ทำงานเลย
นั่นหมายความว่า:

▪️โปรตีนเบต้า-อะไมลอยด์ และขยะอื่นๆ จะไม่ถูกชะล้างออกไป แต่กลับสะสมพอกพูนอยู่ในสมอง

▪️ สมองเกิดการอักเสบเรื้อรัง (Neuroinflammation) ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ประสาท

▪️ ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง ทั้งในด้านความจำ การเรียนรู้ การตัดสินใจ และการควบคุมอารมณ์

ในระยะยาว การสะสมของโปรตีนพิษเหล่านี้คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางระบบประสาทที่ร้ายแรง เช่น โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อมอื่นๆ

💡 บทสรุป การนอนคือการ "ลงทุน" เพื่อสมอง

การนอนหลับจึงไม่ใช่แค่ "การพักผ่อน" หรือ "การสิ้นเปลืองเวลา" แต่มันคือ "กระบวนการบำรุงรักษา" และ "ล้างพิษสมอง" ที่ร่างกายของเราออกแบบมาอย่างชาญฉลาด

การให้เวลากับการนอนหลับอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อสุขภาพสมองที่แข็งแรง ความคิดที่เฉียบคม และอนาคตที่ปราศจากความเสื่อมถอยของระบบประสาทค่ะ
คืนนี้...คุณจะเลือก "ล้างสมอง" ให้สะอาด หรือปล่อยให้ "กองขยะ" พอกพูนต่อไปคะ?

แหล่งอ้างอิง
1. Hablitz, L. M., & Nedergaard, M. (2021). The Glymphatic System. Neurologic clinics, 39(4), 869–883.
2. Shokri-Kojori, E., Wang, G. J., Wiers, C. E., Demiral, S. B., Guo, M., Kim, S. W., ... & Volkow, N. D. (2018). β-Amyloid accumulation in the human brain after one night of sleep deprivation. Proceedings of the National Academy of Sciences, 115(17), 4483-4488.
3. Xie, L., Kang, H., Xu, Q., Chen, M. J., Liao, Y., Thiyagarajan, M., ... & Nedergaard, M. (2013). Sleep drives metabolite clearance from the adult brain. Science, 342(6156), 373-377.
4.เพจ The Dark Lab ด้วยนะคะ

25/11/2025

ลมหนาวเริ่มมา เมื่อมีลม ก็มีฝุ่น เมื่อมีฝุ่นก็ต้องพูดถึง "เชื้อโรค" หลายคนมักนึกถึงไวรัสหรือแบคทีเรียเป็นหลัก แต่รู้ไหมว่ามี “เชื้อรา” บางชนิดแอบซ่อนตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว หนึ่งในนั้นคือ Cryptococcus neoformans เชื้อราหน้าตาเรียบง่ายน่ารัก แต่ร้ายลึกเพราะมีความสามารถพิเศษในการหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้อย่างแนบเนียนแบบกลมกลืนมากๆ และพาหะใกล้ตัวที่หลายคนคงคาดไม่ถึงก็คือ… นกพิราบ นั่นเอง!

🔬 เชื้อนี้คืออะไร และลักษณะของเชื้อ

อธิบายแบบเข้าใจง่ายเลย คือไอ้เจ้า Cryptococcus neoformans เป็นเชื้อราที่มีรูปร่างแบบ “ยีสต์” (yeast) ตัวกลมๆ ขนาดเล็ก (นั่นแหละ เหมือนยีสต์ทำขนมปัง) ที่มักจะแสดงตัวเด่นด้วยแคปซูลใสๆ หนาๆ ห่อหุ้มอยู่รอบเซลล์

แคปซูลนี้ทำหน้าที่เสมือนโล่คุ้มกันชั้นดี ช่วยให้เชื้อราหลบซ่อนจากเซลล์ภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื้อนี้ถือเป็น เชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic pathogen) คือจะไม่ค่อยก่อโรคในคนทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง แต่ถ้าพบในคนที่ภูมิอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วย HIV, ผู้ป่วยรับยากดภูมิ, เด็กเล็ก, คนชรา หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางกลุ่ม เชื้อนี้สามารถเพิ่มจำนวนและลุกลามในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงได้

🏙️ แล้วพบได้ที่ไหนล่ะ?

สามารถพบได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป พบทั่วไปในดินผสมซากอินทรียวัตถุ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีมูลนกสะสมและอับชื้น ตัวละครเอกที่มักร่วมวงกับเชื้อนี้คือ นกพิราบ ซึ่งอาจไม่ได้เป็นผู้ป่วยหรือมีอาการอะไร แต่ดันเป็น “ผู้กระจายเชื้อ” ชั้นดี เพราะเชื้อสามารถเติบโตในมูลนกได้เป็นอย่างดี เมื่อมูลแห้งกลายเป็นผง เชื้อราจะฟุ้งกระจายไปตามลมและตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้ยาวนาน

ในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย เชื้อชนิดนี้พบได้บ่อยกว่าประเทศในเขตอบอุ่น เนื่องจากสภาพอากาศร้อนชื้นเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อรา รวมทั้งบางพื้นที่มีประชากรนกพิราบจำนวนมาก เช่น วัด สถานที่ท่องเที่ยว หรืออาคารสูงในเมืองที่นกชอบมาพักอาศัย ทั้งหมดนี้ทำให้เรามีโอกาสใกล้ชิดกับเชื้อได้มากกว่าที่คิด

🌬️ ช่องทางการรับเชื้อ

ข่าวดีคือ เชื้อตัวนี้ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน แต่ช่องทางสำคัญคือ การสูดหายใจเอาสปอร์หรือเชื้อที่ปะปนในฝุ่นละอองจากมูลนก เข้าไปในปอดโดยไม่รู้ตัว กระบวนการเริ่มต้นอาจไม่ก่อให้เกิดอาการในทันที ในคนที่แข็งแรงนั้น ร่างกายสามารถควบคุมและกำจัดมันได้ แต่บางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อจะเจริญเติบโตในปอด ในบางรายเริ่มต้นที่ปอดอักเสบก่อนเลย แล้วค่อยๆ แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและไปถึงสมอง

⚠️ ปัจจัยเสี่ยง

แม้คนทั่วไปจะติดเชื้อได้ แต่ “การป่วยจากเชื้อ” มักเกิดขึ้นในกลุ่มที่ภูมิคุ้มกันลดต่ำเป็นหลัก โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่:

▪️ผู้ป่วยโรค HIV/AIDS: โดยเฉพาะผู้ที่มีระดับ CD4 ต่ำ เชื้อสามารถแพร่จากปอดไปสมองได้อย่างรวดเร็ว
▪️ผู้รับยากดภูมิคุ้มกัน: เช่น ผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ระยะยาว หรือภูมิคุ้มกันบำบัดระยะยาว
▪️ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: เช่น เบาหวาน โรคตับ ไตวายเรื้อรัง ซึ่งมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง
▪️เด็กและผู้สูงอายุ: เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังสร้างได้ไม่เต็มที่ หรือผู้สูงอายุที่เสื่อมลงตามวัย
▪️การอยู่ในพื้นที่ที่มีนกพิราบจำนวนมาก: เช่น อาคารเก่าที่นกเกาะประจำ วัด สะพานลอย สถานีรถไฟ หรือจุดท่องเที่ยวที่คนให้อาหารนก เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสะสมของมูลนกและเชื้อรา แม้ในกลุ่มที่มีภูมิแข็งแรง ความเสี่ยงจะต่ำมาก แต่การอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นจากมูลนกจำนวนมากเป็นเวลานาน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกันหากมีโรคประจำตัวแฝง

🤒 โรคที่เกิดจากเชื้อนี้

โรคหลักที่เกิดจากเชื้อราตัวนี้มาเป็นพรวนเลย เรียกว่า Cryptococcosis ซึ่งมีหลายรูปแบบ แต่ที่พบได้มากคือ:

1. การติดเชื้อที่ปอด (Pulmonary cryptococcosis / Cryptococcal pneumonia): ผู้ป่วยบางรายไม่มีอาการ แต่บางรายอาจมีไอ เจ็บหน้าอก หายใจหอบ หรือมีไข้ อาการมักคล้ายปอดอักเสบทั่วไป ทำให้วินิจฉัยยากหากไม่สงสัย

2. เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Cryptococcal meningitis): เป็นภาวะรุนแรงที่สุดเมื่อเชื้อแพร่เข้าสู่สมอง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง คอแข็ง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ต่ำๆ จนถึงระดับสับสนหรือหมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

3. การติดเชื้อแพร่กระจาย (Disseminated disease): พบในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาก เชื้ออาจกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ

🩸 การตรวจวินิจฉัยเชื้อในปัจจุบัน

ด้วยบทบาทของนักเทคนิคการแพทย์ ที่เป็นบุคลากรหลักในการตรวจวิเคราะห์และวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการคลินิก โดยในปัจจุบันสามารถตรวจหาการติดเชื้อได้หลายวิธี เช่น:

▪️การตรวจแบบเร่งด่วน: โดยใช้น้ำไขสันหลังด้วยวิธี India ink เพื่อมองหาแคปซูลใสของเชื้อ
▪️การเพาะเชื้อ: จากสารคัดหลั่ง เช่น จากน้ำไขสันหลัง หรือจากเลือด ถือเป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันการติดเชื้อ
▪️ การตรวจแอนติเจน: หรือวิธีอื่นๆ ทางอิมมูโน ซึ่งมีความไวสูงและใช้คัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วย HIV ที่มี CD4 ต่ำ การตรวจเหล่านี้ช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้รวดเร็วและเริ่มการรักษาได้ทันที
▪️ เทคนิคขั้นสูง: นอกจากนี้ยังมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยที่ล้ำสมัยไปอีกขั้นเพื่อแยกไปถึงระดับสปีชีส์ของเชื้อ เช่น วิธี MALDI-TOF MS เป็นต้น

สรุปสั้นๆ: นกพิราบอาจเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ แต่ "มูล" ของมันคือ "สมรภูมิเชื้อโรค" ค่ะ... เจ้า Cryptococcus ตัวนี้ไม่ได้น่ากลัวแค่เพราะมันสกปรก แต่มันคือ "นักจารกรรมระดับเซลล์" ที่พร้อมจะฉวยโอกาสในวันที่เราอ่อนแอ (ภูมิคุ้มกันตก) แล้วบุกยึดปอดลามขึ้นไปกัดกินถึงสมอง! ใครที่มีผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยภูมิต่ำในบ้าน ต้องเลี่ยงพื้นที่นกชุมให้ไกลที่สุด เพราะ "ภัยเงียบที่มองไม่เห็น น่ากลัวกว่าภัยที่มองเห็นเสมอ" ค่ะ 🐦💀

ขอให้เครดิตเจ้าของบทความนะคะ ขอบคุณบทความดีๆจากคุณ Att Attaphon /Att Digifast ฝากทุกท่านให้กำลังใจกดไลค์ กดแชร์ คอมเม้นต์เป็นกำลังใจด้วยน้าค้า❤️

References
1. Centers for Disease Control and Prevention. (2020). Cryptococcus neoformans Infection. U.S. Department of Health & Human Services.
2. Kuroki, M., Phasuk, S., Tintelnot, K., Ariyakanon, V., Kantipong, P., & Ikuta, K. (2016). Environmental isolation of Cryptococcus neoformans from pigeon excreta in Phayao, Thailand. Microbiology and immunology, 60(2), 143–146.
3. Perfect, J. R., & Bicanic, T. (2015). Cryptococcosis diagnosis and treatment: What do we know now. Fungal Genetics and Biology, 78, 49–54.
4.เพจ The Dark Lab ด้วยนะคะ

#เชื้อราขี้นก #นกพิราบ #โรคติดเชื้อ #ปอดอักเสบ #เยื่อหุ้มสมองอักเสบ #นักเทคนิคการแพทย์ #ภัยเงียบ

24/11/2025

อะไรเอ๋ย เวลาเราตรวจสุขภาพประจำปี หรือเจาะเลือดจะได้ยิน หรือเห็น คำว่า "CBC" ค่าหนึ่งที่สำคัญมากคือ "เม็ดเลือดขาว (WBC)" ค่ะ

ลองจินตนาการว่าร่างกายเราคือ "เมือง" และเม็ดเลือดขาวคือ "ทหารตำรวจ" ที่คอยดูแลความสงบ ถ้าวันหนึ่งทหารหายไป (เม็ดเลือดขาวต่ำ) ... เมืองจะเป็นอย่างไร? บทความนี้จะพาไปหาคำตอบแบบเจาะลึกถึงระดับเซลล์ แต่เข้าใจง่าย

🚨 สัญญาณเตือนภัย! เมื่อ "กองทัพภูมิคุ้มกัน" หายไป? (Leukopenia)

การที่เม็ดเลือดขาวต่ำ (Leukopenia) ไม่ใช่โรคในตัวมันเอง แต่เป็น "อาการแสดง" ที่บ่งบอกว่าระบบในร่างกายกำลังรวนค่ะ ก่อนจะอธิบายทำไมเม็ดเลือดขาวต่ำ มาทำความรู้จักค่าปกติของเม็ดเลือดขาวก่อนค่ะ

1️⃣ค่าปกติ VS ค่าวิกฤต (The Numbers Game)

เวลาเราดูผลเลือด (CBC) เราต้องดูตัวเลขนี้ค่ะ:
▪️ค่าปกติ (Normal Range): ประมาณ 4,000 – 10,000 cell/mm³ (ขึ้นอยู่กับแล็บ)
▪️ค่าต่ำ (Leukopenia): ต่ำกว่า 4,000 cell/mm³
▪️ค่าวิกฤต (Critical): หากต่ำกว่า 1,000 - 1,500 โดยเฉพาะชนิด Neutrophil จะเสี่ยงติดเชื้อรุนแรงถึงชีวิตได้ค่ะ

2️⃣กับดักของ "เปอร์เซ็นต์" (%) ที่หลายคนเข้าใจผิด

ในใบรายงานผล นอกจากยอดรวม (Total WBC) แล้ว จะมีการแยกชนิด (Differential WBC) เป็น % สิ่งที่ต้องระวังคือ: กับดัก Relative count: สมมติผลบอกว่า %Lymphocyte สูง แต่ %Neutrophil ต่ำ...
▪️ความเป็นจริง: อาจไม่ได้แปลว่า Lymphocyte เพิ่มขึ้นจริง แต่เป็นเพราะ Neutrophil มันหายไป (ต่ำลง) ทำให้สัดส่วนของ Lymphocyte ดูเยอะขึ้นเองเมื่อเทียบเป็น %
▪️วิธีดูที่ถูกต้อง: ต้องเอา % ไปคูณกับยอดรวม เพื่อดูเป็น Absolute Count (จำนวนสัมบูรณ์) ถึงจะบอกได้ว่าตัวไหนต่ำจริง ตัวไหนปกติค่ะ

3️⃣เจาะลึกกลไก: ทำไมทหารถึงหายไป? (Pathophysiology)

สาเหตุที่เม็ดเลือดขาวต่ำ เกิดจาก 3 กลไกหลักระดับเซลล์ ดังนี้ค่ะ:

A. โรงงานผลิตพัง (Decreased Production) 🏭❌
ไขกระดูก (Bone Marrow) เปรียบเสมือนโรงงานผลิตเม็ดเลือด ถ้าโรงงานเสีย การผลิตก็หยุดชะงัก

▪️ระดับ Stem Cell: เกิดความเสียหายที่สเต็มเซลล์ เช่น ภาวะไขกระดูกฝ่อ (Aplastic Anemia), มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) บางชนิดที่เซลล์มะเร็งเข้าไปเบียดบังพื้นที่การสร้างเซลล์ดี
▪️ ขาดวัตถุดิบ: ขาดวิตามิน B12 หรือ Folate ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์ DNA ในการแบ่งตัวของเซลล์
▪️ ยาและสารเคมี: ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือยากดภูมิคุ้มกัน ไปยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ที่โตเร็ว

B. ถูกทำลายในสนามรบ (Increased Destruction/Consumption) ⚔️🩸

โรงงานผลิตได้ แต่ทหารออกไปตายในสนามรบหมด

▪️ การติดเชื้อรุนแรง (Sepsis): เม็ดเลือดขาวถูกใช้ไปสู้กับเชื้อโรคจำนวนมหาศาลจนผลิตไม่ทัน
▪️ Autoimmune: โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ร่างกายสร้าง Antibody มาทำลายเม็ดเลือดขาวของตัวเอง (Autoantibodies destroy WBCs)

C. ทหารหนีงาน/ถูกกักขัง (Sequestration/Margination) 🏰

เม็ดเลือดขาวไม่ได้หายไปไหน แต่มันไป "กอง" อยู่ผิดที่

▪️ Hypersplenism (ม้ามโต): ม้ามทำหน้าที่เหมือนสุสานเม็ดเลือด ถ้าม้ามโตผิดปกติ มันจะกักเก็บและทำลายเม็ดเลือดขาว (และเกล็ดเลือด) มากเกินไป
▪️ Pseudoneutropenia: ภาวะที่เม็ดเลือดขาวไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด (Marginal pool) มากกว่าไหลเวียนในเลือด ทำให้เวลาเจาะเลือดดูเหมือนมีน้อย แต่จริงๆ มีพอ

4️⃣ ชนิดที่ต่ำบ่งบอกอะไร? (Specific Lineage)
การดูว่าตัวไหนต่ำ ช่วยแคบวงสาเหตุได้ค่ะ:
▪️ Neutropenia (นิวโทรฟิลต่ำ): มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง, ยา, หรือไขกระดูกทำงานผิดปกติ (เสี่ยงติดเชื้อที่สุด!)
▪️ Lymphopenia (ลิมโฟไซต์ต่ำ): มักพบในภาวะเครียด (Cortisol สูง), การติดเชื้อไวรัส (เช่น HIV, COVID-19), หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

⚠️ข้อควรระวังและการวินิจฉัย (Disclaimer)
▪️"เม็ดเลือดขาวต่ำ เป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นเดียว ไม่ใช่ภาพทั้งหมด"
▪️สาเหตุที่กล่าวมาเป็นเพียง กลไกที่เป็นไปได้ เท่านั้น การวินิจฉัยโรคต้องอาศัย:
-อาการทางคลินิก: มีไข้ไหม? ต่อมน้ำเหลืองโตไหม? มีจ้ำเลือดไหม?
-ประวัติ: ยาที่กิน, ประวัติครอบครัว, การสัมผัสเชื้อ
-ผลตรวจอื่นๆ: สเมียร์เลือด (Blood smear), ไขกระดูก (Bone marrow biopsy)
-ดังนั้น ห้ามวินิจฉัยตัวเองเด็ดขาด ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตัดสินค่ะ‼️

5️⃣ แนวทางการดูแลตัวเองเมื่อ "ภูมิตก"

เมื่อทราบว่าเม็ดเลือดขาวต่ำ สิ่งที่ต้องทำคือการ "ป้องกันการติดเชื้อ" ระหว่างรอการรักษาจากแพทย์:

▪️สุขอนามัยขั้นสุด (Hygiene): ล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัย เลี่ยงที่แออัด (Crowded places) เพราะคุณเปราะบางกว่าคนอื่น
▪️อาหาร (Neutropenic Diet): กิน "ร้อน-สุก-สะอาด" เลี่ยงผักสด ผลไม้เปลือกบาง (ที่ล้างยาก) ของหมักดอง เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน
▪️การนอนหลับ: นอนให้พอ เพื่อให้ Growth Hormone ทำงาน ช่วยซ่อมแซมไขกระดูกและระบบภูมิคุ้มกัน
▪️พบแพทย์ตามนัด: สำคัญที่สุด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและแก้ไขที่ต้นตอ (เช่น หยุดยาที่เป็นสาเหตุ หรือให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว G-CSF ตามแพทย์สั่ง)

บทสรุป:
เม็ดเลือดขาวต่ำไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังต้องการความช่วยเหลือ หากคุณมีผลเลือดแบบนี้ อย่าเพิ่งตกใจจนเกินไป แต่ให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะการรู้เร็ว คือกุญแจสำคัญของการรักษาค่ะ 💉✨

📚 แหล่งอ้างอิง:
1. Dahl, B. (2023). Leukopenia. In StatPearls [Internet]. StatPearls Publishing.
2. Mayo Clinic. (2022). Low white blood cell count (Leukopenia).
3. Kaushansky, K., et al. (2021). Williams Hematology, 10th Edition. McGraw Hill. (Chapter regarding Neutropenia and disorders of granulocytes).
4.เพจ The Dark Lab

#เม็ดเลือดขาวต่ำ #เทคนิคการแพทย์ #สุขภาพ #วิทยาศาสตร์การแพทย์ #โรคเลือด #ภูมิคุ้มกัน

24/10/2025
ระวังกันด้วยนะ ดูและรักษาสุขภาพคะ
09/09/2025

ระวังกันด้วยนะ ดูและรักษาสุขภาพคะ

การให้และรับเลือดที่ถูกต้องตามกรุ๊ปเลือดค่ะ
30/05/2025

การให้และรับเลือดที่ถูกต้องตามกรุ๊ปเลือดค่ะ

✅ หากอยู่ภายในอาคารหมอบ ลงกับพื้นเพื่อป้องกันการล้มกำบัง ตัวเองใต้โต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรงยึดจับ สิ่งที่มั่นคงเพื่...
28/03/2025

✅ หากอยู่ภายในอาคาร
หมอบ ลงกับพื้นเพื่อป้องกันการล้ม
กำบัง ตัวเองใต้โต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรง
ยึดจับ สิ่งที่มั่นคงเพื่อป้องกันการกระแทก
อยู่ห่างจากหน้าต่างและของหนักที่อาจร่วงหล่น
ห้ามใช้ลิฟต์ ให้ออกจากอาคารทางบันไดเมื่อปลอดภัย

✅ หากอยู่นอกอาคาร
ออกห่างจากตึก, เสาไฟฟ้า, และต้นไม้ใหญ่
ป้องกันศีรษะจากเศษวัสดุที่อาจร่วงลงมา

✅ หากอยู่ในรถ
จอดรถในที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงสะพานและอุโมงค์

✅ หากอยู่ริมทะเล
หากแผ่นดินไหวรุนแรง ให้รีบอพยพไปที่สูงทันที เผื่อเกิด สึนามิ

07/02/2025
08/12/2024
08/10/2024

ใครที่เป็น Rh - ve (negative) ลองไปตรวจเชคดูนะคะ

01/10/2024

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวนักเรียนและครู กับเหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาที่เกิดขึ้น ขอให้ทุกดวงวิญญาณนักเรียนและครู ไปสู่สุคติภูมินะคะ 🖤🤍

ที่อยู่

205
Lamnarai
15130

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 20:00
อังคาร 07:00 - 20:00
พุธ 07:00 - 20:00
พฤหัสบดี 07:00 - 20:00
ศุกร์ 07:00 - 20:00
เสาร์ 07:00 - 17:00
อาทิตย์ 07:00 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66909861891

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ABL Center Medical Laboratoryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ABL Center Medical Laboratory:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram