03/12/2025
"เมื่อระดับน้ำลดลง แต่ระดับความเศร้าในใจกลับท่วมท้น: เจาะลึกบาดแผลทางใจจากอุทกภัย ตั้งแต่หน้าจอโทรศัพท์ไปจนถึงระดับเซลล์สมอง"
เสียงฝนที่ตกกระหน่ำไม่ได้กระทบแค่หลังคาบ้าน แต่กำลังสั่นสะเทือนไปถึง "อะมิกดาลา" (Amygdala) ในสมองของเราค่ะ... ภาพข่าวความสูญเสียจากอุทกภัยภาคใต้ที่ไหลผ่านไทม์ไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลดิจิทัล แต่เป็นกระแสคลื่นความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ทั้งคนที่ "ประสบภัย" และคนที่ "เฝ้าดู" วันนี้จะพาไปสำรวจกลไกของจิตใจและสมองที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า ทำไมเราถึงเจ็บปวด และเราจะเยียวยามันได้อย่างไรค่ะ
🌧️ Part 1: The Observer’s Trap - กับดักของคนเสพข่าว (Compassion Fatigue & Doomscrolling)
คุณเคยรู้สึกไหมคะว่ายิ่งดูข่าว ยิ่งวางมือถือไม่ลง ทั้งที่ใจเต้นรัวและรู้สึกหดหู่? ในทางวิทยาศาสตร์สมอง สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการทำงานของ "Mirror Neurons" หรือเซลล์กระจกเงา ที่ทำให้เราจำลองความรู้สึกเจ็บปวดของผู้อื่นมาเป็นของเราเอง เมื่อเราเสพข่าวสารภัยพิบัติซ้ำๆ (Doomscrolling) สมองจะตีความว่า "เรากำลังตกอยู่ในอันตราย"
กลไกนี้จะไปกระตุ้น HPA Axis (Hypothalamic-Pituitary-Adrenal Axis) ให้ทำงานหนักเกินความจำเป็น ส่งผลให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่าง คอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาท่วมท้นกระแสเลือด แม้ตัวเราจะนั่งอยู่ในบ้านที่แห้งสนิท แต่ร่างกายกลับตอบสนองเหมือนกำลังหนีน้ำป่า ภาวะนี้หากสะสมนานๆ จะนำไปสู่ "Compassion Fatigue" หรือภาวะเหนื่อยล้าจากการเห็นอกเห็นใจ ทำให้เราเริ่มด้านชา หมดไฟ และเศร้าซึมโดยไม่รู้ตัวค่ะ
🌊 Part 2: The Survivor’s Scar - บาดแผลของผู้ประสบภัย (Biology of PTSD)
สำหรับผู้ประสบภัยที่ต้องเผชิญหน้ากับมวลน้ำจริงๆ เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว แต่ทำไมภาพจำยังตามหลอกหลอน? นี่คือภาวะ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ แต่คือ "ความเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ" ที่ชัดเจน
เมื่อเผชิญเหตุการณ์เฉียดตาย ระดับคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนที่พุ่งสูงปรี๊ดจะเข้าทำลายเซลล์ประสาทในส่วน "ฮิปโปแคมปัส" (Hippocampus) ซึ่งทำหน้าที่เก็บความทรงจำและระบุบริบทของเวลา ทำให้ฮิปโปแคมปัสฝ่อลีบลง (Atrophy) ผู้ป่วยจึงสูญเสียความสามารถในการแยกแยะว่า "เรื่องร้ายจบไปแล้ว" สมองยังคงวนเวียนเปิดฉากเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ (Flashback) เหมือนหนังที่ฉายไม่จบ ในขณะเดียวกัน ต่อม อะมิกดาลา (Amygdala) ที่ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนภัยจะไวต่อสิ่งเร้ามากผิดปกติ (Hyperarousal) เพียงแค่ได้ยินเสียงฝนตกเบาๆ สมองก็สั่งการให้ร่างกายเตรียมสู้หรือหนีทันที นี่คือความเจ็บปวดระดับโมเลกุลที่ต้องการการเยียวยาค่ะ
❤️ Part 3: The Healing Blueprint - พิมพ์เขียวแห่งการเยียวยา
แล้วเราจะกู้วิกฤตทางใจนี้ได้อย่างไร? ข่าวดีคือสมองมีความยืดหยุ่น (Neuroplasticity) และเราสามารถสร้างเส้นทางประสาทใหม่แห่งความสงบได้ค่ะ
สำหรับผู้เสพข่าว (The Observer): ต้องทำ "Digital Detox" อย่างจริงจังค่ะ จำกัดเวลาดูข่าวให้เหลือเพียงวันละ 15-30 นาที และเลือกรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อลดระดับคอร์ติซอลในเลือด และฝึก Grounding Technique ดึงสติกลับมาที่ปัจจุบัน สัมผัสสิ่งที่จับต้องได้จริง เพื่อบอกสมองว่า "ตอนนี้เราปลอดภัย"
สำหรับผู้ประสบภัย (The Survivor): การพูดคุยระบายความรู้สึกคือการบำบัดเบื้องต้น แต่หากอาการรุนแรง การรักษาด้วย CBT (Cognitive Behavioral Therapy) หรือการใช้ยาเพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาทอย่าง Serotonin และ Norepinephrine ภายใต้การดูแลของจิตแพทย์ จะช่วยกู้คืนการทำงานของฮิปโปแคมปัสให้กลับมาทำหน้าที่จัดเก็บความทรงจำได้อย่างถูกต้อง ว่านั่นคือ "อดีต" ที่จบไปแล้ว
Community Power: การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Social Support) จะกระตุ้นฮอร์โมน ออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรักและความผูกพัน ช่วยลดฤทธิ์ของฮอร์โมนความเครียดและซ่อมแซมจิตใจได้ดีที่สุดค่ะ
ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้และทุกคนที่กำลังผ่านช่วงเวลานี้ เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะคะ แผลที่ใจก็เหมือนแผลที่กาย ต้องใช้เวลา ใช้ยาที่ถูก และความเข้าใจในการรักษาค่ะ
📚 แหล่งอ้างอิง
1. American Psychological Association. (2019). The great big needs of post-disaster mental health. Monitor on Psychology, 50(8).
2. Makwana, N. (2019). Disaster and its impact on mental health: A narrative review. Journal of Family Medicine and Primary Care, 8(10), 3090–3095.
3. Mesberg, L. (2022). Compassion Fatigue and Vicarious Trauma in Everyday Life. Psychology 4.เพจ The Dark Lab ด้วยนะคะ
#น้ำท่วมภาคใต้ #น้ำท่วม #สุขภาพจิต #ความรู้สุขภาพ #สาระน่ารู้ #น้ำท่วม68