คลินิกบ้านปันนาพัฒนาการเด็ก The Expert We Care"

คลินิกบ้านปันนาพัฒนาการเด็ก The Expert We Care" ให้คำปรึกษาและพัฒนาการเด็ก โดยผู้เชี่ยวชาญสาขากิจกรรมบำบัด

หัวข้อ: ลูกมีปัญหาพัฒนาการ... เริ่มต้นตรงไหนดี? (5 คำถามยอดฮิตจากใจครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด)สวัสดีค่ะพ่อแม่ทุกท่าน จาก...
14/04/2026

หัวข้อ: ลูกมีปัญหาพัฒนาการ... เริ่มต้นตรงไหนดี? (5 คำถามยอดฮิตจากใจครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด)

สวัสดีค่ะพ่อแม่ทุกท่าน จากที่ครูปุ๊กกี้ (นักกิจกรรมบำบัด) ได้รับข้อความจากทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเชียงรายถึงชุมพร หรือแม้แต่จากญี่ปุ่น ครูเข้าใจถึงความกังวลใจเมื่อเห็นลูกรักมีสัญญาณบางอย่างที่เปลี่ยนไป

ครูขอสรุปคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับ 5 ปัญหาหลักที่ถามกันเข้ามาทุกวัน เพื่อให้คุณแม่คุณพ่อได้ลองเช็กและรับมือเบื้องต้นนะคะ

✅ 1. ลูกไม่พูด/พูดช้า:
ลองสำรวจ: ลูกสบตาไหม? สื่อสารผ่านท่าทางได้ไหม? (เช่น จูงมือไปเอาของ)

วิธีช่วย: งดหน้าจอ 100%, พากย์เสียงสิ่งที่ลูกทำบ่อยๆ, รอให้ลูกพยายามส่งเสียงก่อนจะหยิบของให้

✅ 2. สงสัยว่าเป็นออทิสติก:
ลองสำรวจ: เรียกชื่อไม่หัน, ชอบเล่นของแปลกๆ (หมุนล้อรถ, เรียงของเป็นแถว), อยู่ในโลกส่วนตัว

วิธีช่วย: การฝึกกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่น้อย (Early Intervention) สำคัญมาก ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งมีโอกาสกลับมาใกล้เคียงเด็กปกติได้มากค่ะ

✅ 3. ลูกก้าวร้าว/อารมณ์รุนแรง:
ลองสำรวจ: เขากำลังบอกอะไรเรา? บางครั้งการก้าวร้าวคือการสื่อสารเมื่อเขาพูดไม่ได้หรือถูกขัดใจ

วิธีช่วย: หนักแน่นแต่ใจดี (Kind but Firm) งดใช้ความรุนแรงตอบโต้ และสอนคำศัพท์เรื่องอารมณ์ให้เขา

✅ 4. อยู่ไม่นิ่ง/ซนผิดปกติ:
ลองสำรวจ: ซนแบบมีเป้าหมาย หรือซนแบบวุ่นวายควบคุมตัวเองไม่ได้ในทุกสถานที่?

วิธีช่วย: จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ, กิจกรรมออกแรงหนักๆ (Heavy Work) เช่น ช่วยยกของ ผลักเก้าอี้ จะช่วยให้สมองสงบลงได้

✅ 5. สมาธิสั้น/เรียนหนังสือไม่ได้:
ลองสำรวจ: วอกแวกง่าย, ลืมของบ่อย, ทำงานไม่เสร็จ
วิธีช่วย: แบ่งงานเป็นขั้นตอนสั้นๆ, ให้คำชมบ่อยๆ เมื่อเขาจดจ่อได้ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อฝึกทักษะการจัดการตัวเอง (EF)

📍 สำหรับครอบครัวที่อยู่ไกล ไม่สามารถมาที่คลินิกได้:
ครูปุ๊กกี้ตั้งใจทำสื่อความรู้ไว้ให้เข้าถึงง่ายที่สุดค่ะ:

📖 หนังสือ : คู่มือฝึกกระตุ้นพัฒนาการที่ทำตามได้เองที่บ้าน

📺 YouTube คลินิกบ้านปันนา: คลิปสอนเทคนิคกิจกรรมบำบัด

📲 ติดตามเพจ: ครูปุ๊กกี้เขียนบทความให้ความรู้ด้วยตนเองทุกสัปดาห์

"อย่าแค่ฝัน จงลงมือทำ" เพราะพัฒนาการลูกรอไม่ได้ และความเหนื่อยในวันนี้จะคุ้มค่าที่สุดเมื่อเห็นเขามีรอยยิ้มค่ะ
ด้วยรักและห่วงใย
ครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด
#คลินิกบ้านปันนาพัฒนาการเด็ก #สถานการณ์เด็กไทย

การสอนเด็กออทิสติกให้เลิกพฤติกรรมแกล้งหรือจับก้น ต้องเน้นการสอนแบบ "เห็นภาพชัดเจน" และ "ทำซ้ำสม่ำเสมอ" โดยใช้เทคนิคเหล่า...
14/04/2026

การสอนเด็กออทิสติกให้เลิกพฤติกรรมแกล้งหรือจับก้น ต้องเน้นการสอนแบบ "เห็นภาพชัดเจน" และ "ทำซ้ำสม่ำเสมอ" โดยใช้เทคนิคเหล่านี้ค่ะ:

1. ใช้ "เรื่องเล่าทางสังคม" (Social Stories)

เด็กออทิสติกเรียนรู้ได้ดีผ่านรูปภาพ ให้ทำสมุดภาพง่ายๆ หรือวาดรูปประกอบอธิบายว่า:

ร่างกายของเรา: ส่วนไหนคือ "พื้นที่ส่วนตัว" (เช่น ส่วนที่ชุดชั้นในปิดทับ) ห้ามคนอื่นจับ และเราก็ห้ามจับคนอื่น
การทักทายที่ถูกต้อง: สอนว่าถ้าอยากเล่นกับเพื่อน ให้ "โบกมือ" หรือ "สะกิดไหล่เบาๆ" แทนการจับก้นหรือแกล้ง

2. กฎ "วงกลมส่วนตัว" (Circles of Proximity)

สอนให้เด็กเข้าใจระยะห่างของคนแต่ละกลุ่ม
คนในครอบครัว: กอดได้ หอมได้
เพื่อน/ครู: แปะมือ (High-five) หรือจับมือได้
คนแปลกหน้า: ยืนห่างๆ โบกมือทักทายพอ

3. ฝึกทักษะการขอเล่น (Replacement Behavior)

แทนที่จะสั่งว่า "ห้ามทำ" อย่างเดียว ให้สอนว่า "ต้องทำอะไรแทน":
เมื่อน้องอยากแกล้งเพราะอยากให้เพื่อนสนใจ ให้ฝึกพูดคำสั้นๆ เช่น "เล่นด้วย" หรือยื่นของเล่นให้เพื่อนแทน
ใช้การย้ำเตือน: ก่อนพาน้องไปเจอเพื่อน ให้ซักซ้อมก่อนว่า "เดี๋ยวเจอเพื่อน เราจะโบกมือทักทายนะ ไม่จับตัวเพื่อนนะ"

4. การตอบสนองทันที (Immediate Feedback)

เมื่อทำผิด: ให้บอกสั้นๆ ด้วยเสียงเรียบแต่จริงจังว่า "หยุดครับ จับก้นไม่ได้ เพื่อนเจ็บ/เพื่อนไม่ชอบ" แล้วดึงมือเขาออกมาทันที (ไม่ต้องดุยาว เพราะเขาอาจไม่เข้าใจเหตุผลที่ซับซ้อน)
เมื่อทำถูก: หากเห็นน้องเดินไปหาเพื่อนแล้วไม่แกล้ง ให้รีบชมทันที เช่น "เก่งมากครับที่โบกมือทักทายเพื่อน" เพื่อให้เขารู้ว่าพฤติกรรมนี้คือสิ่งที่น่าทำ

5. เบี่ยงเบนความสนใจ (Redirection)

ถ้าสังเกตว่าน้องเริ่มจะมือไว ให้รีบหาของอย่างอื่นให้ถือ หรือให้ช่วยถือของสองมือ เพื่อไม่ให้มือว่างไปแกล้งคนอื่น

ขอบคุณมากค่ะ

อัจฉรา สงวนพงษ์ นักกิจกรรมบำบัด,นักพัฒนาศักยภาพมนุษย์

เมื่อน้องที่ครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด ฝึกทุกวัน อายุ 5 ปี ใช้เทคนิค DIR/Floortime ปัจจุบัน ขั้นที่ 5: การสร้างความคิดเช...
13/04/2026

เมื่อน้องที่ครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด ฝึกทุกวัน อายุ 5 ปี

ใช้เทคนิค DIR/Floortime ปัจจุบัน ขั้นที่ 5: การสร้างความคิดเชิงสัญลักษณ์ (Emotional Ideas)

เคสคุณภาพ Excellent Prognosis ผลลัพธ์ที่ คลินิก มอบให้ 1.พูดสื่อสาร 2. เขียนชื่อ 3. ช่วยเหลือตนเองได้ เคสของน้องออทิสติก...
13/04/2026

เคสคุณภาพ Excellent Prognosis ผลลัพธ์ที่ คลินิก มอบให้ 1.พูดสื่อสาร 2. เขียนชื่อ 3. ช่วยเหลือตนเองได้

เคสของน้องออทิสติกที่ครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัดฝึกมา หลายคน ตั้งแต่ อายุ 2-3 ปี จนปัจจุบัน เด็กวัย 5-6 ปี

ผลลัพธ์ ทุกคน ช่วยเหลือตัวเองได้หมด สื่อสารเป็นวลีถ้าฝึกต่อเนื่อง ได้ เขียนชื่อได้
ถือเป็น "เคสคุณภาพ" ที่มีพยากรณ์อนาคตดีมาก (Excellent Prognosis) เลยคะ
ที่สำคัญ คือ คุมอารมณ์รวมถึงเข้าสังคมได้พอประมาณ สะท้อนว่าน้องมี "ทักษะการปรับตัว (Adaptive Skills)" ที่แข็งแรงมาก

สรุปภาพรวมอนาคตของน้องให้คุณแม่มั่นใจดังนี้คะ

1.การเรียน: น้องมีศักยภาพสูงที่จะเรียนใน โรงเรียนทั่วไป (Mainstream) โดยอาจขอความร่วมมือจากคุณครูให้ช่วยกระตุ้นเรื่องการพูดโต้ตอบและการทำกิจกรรมกลุ่ม น้องจะเรียนรู้ได้เร็วจากแบบอย่าง (Model) ของเพื่อนวัยเดียวกันคะ

2.ชีวิตวัยผู้ใหญ่: มีโอกาสสูงมากที่จะ พึ่งพาตนเองได้ 100% ทั้งการอยู่อาศัยและการทำงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความละเอียดแม่นยำ หรือทักษะด้านการเขียน/ภาษาที่น้องเริ่มฉายแววออกมา

3.เพราะในเคสเด็กออทิสติก ทักษะการช่วยเหลือตัวเอง (ADLs) คือกุญแจสำคัญที่สุดของการใช้ชีวิตอิสระในอนาคต

สรุปแนวโน้มอนาคตของน้องโดยอิงจากพัฒนาการปัจจุบัน มีดังนี้คะ

1. ศักยภาพด้านการสื่อสาร (Communication)
แนวโน้ม: มีโอกาสสูงมากที่จะพัฒนาจากการพูดวลี (เช่น "เอาขนม", "ไปเที่ยว") ขึ้นเป็น "ประโยคที่สมบูรณ์" ได้ในอนาคต

สิ่งที่ต้องทำ: เน้นฝึกการใช้ภาษาเพื่อสังคม (Pragmatic Language) เช่น การโต้ตอบ การเล่าเรื่องสั้นๆ หรือการบอกความรู้สึก มากกว่าแค่การเรียกชื่อสิ่งของคะ

2. ศักยภาพด้านการเรียน (Academic)
แนวโน้ม: การที่เขียนชื่อได้ตั้งแต่อายุ 5-6 ปี แสดงว่าน้องมี ทักษะเตรียมความพร้อมทางวิชาการ (Pre-academic skills) ที่ดี

อนาคต: น้องมีศักยภาพที่จะเรียนร่วมในโรงเรียนทั่วไปได้ (Inclusion) แต่อาจต้องการการสนับสนุนเฉพาะด้าน (IEP) เช่น การช่วยจัดลำดับความคิด หรือการจัดการกับเสียงรบกวนในห้องเรียน

3. การพึ่งพาตนเองและการเข้าสังคม (Social & Independence)
แนวโน้ม: เด็กที่เริ่มสื่อสารได้บ้างมักมีความคับข้องใจ (Frustration) ลดลง ทำให้พฤติกรรมก้าวร้าวหรือการร้องไห้ลดน้อยลงตามไปด้วย

4.ปัจจัยตัดสิน: อนาคตจะไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ "ทักษะการช่วยเหลือตัวเอง" (Daily Living Skills) เช่น การแต่งตัว กินข้าว หรือการเข้าห้องน้ำ ซึ่งสำคัญพอๆ กับการพูดได้คะ ซึ่ง ครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด ฝึกให้น้อง ทำได้ หมด ทุกด้านในการช่วยเหลือตนเอง

ปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมน้องให้ไปได้ไกลที่สุด:
การฝึกพูดอย่างต่อเนื่อง (Speech Therapy): เพื่อขยายจากวลีเป็นประโยค และฝึกการสนทนาโต้ตอบ

กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy): เพื่อต่อยอดทักษะการเขียนและการคุมอารมณ์

สภาพแวดล้อมที่เข้าใจ: การที่แม่เข้าใจและหาเครื่องมือ (เช่น หูฟังตัดเสียง) มาช่วยลดสิ่งเร้า จะทำให้น้องมีสมาธิในการเรียนรู้ได้นานขึ้นคะ

สรุปสั้นๆ: น้องมีต้นทุนที่ดีและมี "อาวุธ" ในตัวแล้วคะ
(ทั้งภาษาและการเขียน การช่วยเหลือตนเอง) อนาคตของน้องมีโอกาสใช้ชีวิตอิสระและทำงานที่ถนัดได้ หากได้รับการฝึกฝนทักษะสังคมควบคู่ไปกับวิชาการคะ

นี่คือ ผลลัพธ์ที่ คลินิกบ้านปันนาพัฒนาการเด็ก The Expert We Care" มอบให้ คะ
ขอบคุณมากค่ะ
อัจฉรา สงวนพงษ์ นักกิจกรรมบำบัด,นักพัฒนาศักยภาพมนุษย์

ระยะเวลาในการฝึกเด็กออทิสติกให้พูดได้นั้น ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับทุกคน เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีพื้นฐานและพัฒนาการที่...
13/04/2026

ระยะเวลาในการฝึกเด็กออทิสติกให้พูดได้นั้น ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับทุกคน เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีพื้นฐานและพัฒนาการที่แตกต่างกันมาก

โดยปกติเด็กออทิสติกมักจะเริ่มพูดคำแรกที่มีความหมายช้ากว่าเด็กทั่วไป (เฉลี่ยประมาณ 36 เดือน ขณะที่เด็กทั่วไปเริ่มที่ 12-18 เดือน)

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าเด็กที่ยังไม่พูดเมื่ออายุ 4 ขวบ กว่า 70% สามารถพัฒนามาพูดเป็นวลีหรือประโยคได้เมื่ออายุ 8 ขวบ

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระยะเวลาและความสำเร็จในการฝึกพูด มีดังนี้คะ

1. ความสามารถในการสื่อสารขั้นพื้นฐาน (Pre-linguistic Skills)
ก่อนที่เด็กจะเริ่มพูดได้ ต้องมีพื้นฐานเหล่านี้ก่อน:

การสบตาและการสนใจร่วม (Joint Attention): การที่เด็กสามารถมองหน้าและสนใจสิ่งเดียวกับที่เรากำลังพูดถึง

การเลียนแบบ (Imitation): ทั้งการเลียนแบบท่าทางและการเลียนแบบเสียง

ความเข้าใจภาษา (Receptive Language): เด็กเข้าใจคำสั่งง่ายๆ หรือสิ่งที่คนอื่นพูดได้มากน้อยเพียงใด

2. ศักยภาพด้านสติปัญญาและกล้ามเนื้อ

ระดับสติปัญญา (IQ): เด็กที่มีทักษะการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ภาษา (Nonverbal IQ) ในเกณฑ์ดี มักจะพัฒนาทักษะการพูดได้ไวกว่า

การวางแผนการเคลื่อนไหว (Motor Planning): เด็กบางคนอาจมีความคิดที่อยากจะพูดแต่ควบคุมกล้ามเนื้อปาก ลิ้น และกรามไม่ได้ (Apraxia) ทำให้ต้องใช้เวลาฝึกนานขึ้น

3.การเริ่มต้นรับการบำบัด (Early Intervention)
ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี: การพาเด็กไปพบ นักแก้ไขการพูด (Speech Therapist) ตั้งแต่เนิ่นๆ (ก่อน 3-5 ปี) จะช่วยเพิ่มโอกาสในการพูดสื่อสารได้ไวขึ้นอย่างมาก

ความสม่ำเสมอ: การฝึกอย่างต่อเนื่องทั้งที่คลินิกและที่บ้านโดยผู้ปกครองเป็นหัวใจสำคัญ

4.สภาพแวดล้อมและการเสริมแรง

แรงจูงใจในการสื่อสาร: หากคนรอบข้างตอบสนองความต้องการของเด็กโดยที่เด็กไม่ต้องพยายามสื่อสาร เด็กอาจขาดแรงจูงใจในการฝึกพูด

การใช้สื่อช่วยสื่อสาร (AAC): การใช้ภาพ (PECS) หรือแอปพลิเคชันช่วยสื่อสารไม่ได้ทำให้เด็กขี้เกียจพูด แต่กลับช่วยลดความเครียดและเป็นสะพานเชื่อมให้เด็กเข้าใจความหมายของการสื่อสารจนนำไปสู่การพูดได้ในที่สุด

ข้อแนะนำเพิ่มเติม:
หัวใจสำคัญคือการ "สื่อสาร" ไม่ใช่แค่ "การออกเสียง" หากน้องยังไม่พูด การฝึกให้เขาใช้ท่าทางหรือรูปภาพบอกความต้องการก่อนจะช่วยลดความคับข้องใจและเป็นพื้นฐานที่ดีมากสำหรับการฝึกพูดในอนาคตคะ

ขอบคุณมากค่ะ
อัจฉรา สงวนพงษ์ นักกิจกรรมบำบัด,นักพัฒนาศักยภาพมนุษย์

ในการเลือกหูฟังสำหรับน้องที่มีภาวะไวต่อเสียง (Auditory Hypersensitivity) จะมี 2 ประเภทหลักที่นิยมใช้คะ1. ที่ครอบหูลดเสีย...
13/04/2026

ในการเลือกหูฟังสำหรับน้องที่มีภาวะไวต่อเสียง (Auditory Hypersensitivity) จะมี 2 ประเภทหลักที่นิยมใช้คะ
1. ที่ครอบหูลดเสียง (Noise Reduction Ear Muffs) - แนะนำที่สุด
เป็นแบบที่ไม่มีลำโพงข้างใน เน้น "บล็อกเสียง" จากภายนอกโดยเฉพาะ

ลักษณะ: เหมือนหูฟังอันใหญ่ๆ หุ้มด้วยฟองน้ำหนา
ข้อดี: ลดเสียงได้เงียบมาก (ประมาณ 20-30 เดซิเบล) ไม่ต้องใช้ถ่านหรือชาร์จไฟ น้องใส่แล้วจะรู้สึกเหมือนอยู่ในที่เงียบๆ ทันที

เหมาะสำหรับ: งานสงกรานต์ที่มีเสียงลำโพงดังมากๆ หรือเสียงคนตะโกน

2. หูฟังตัดเสียงรบกวน (Active Noise Canceling - ANC)
เป็นหูฟังที่ใช้ฟังเพลงได้ปกติ แต่มีระบบปล่อยคลื่นเสียงมาหักล้างเสียงรบกวน

ลักษณะ: มีทั้งแบบครอบหูและแบบจุกอุดหู (In-ear)
ข้อดี: ตัดเสียงฮัม เสียงรถ หรือเสียงแอร์ได้ดีมาก และถ้าน้องชอบฟังเพลงที่ช่วยให้ผ่อนคลาย (Calming Music) ก็สามารถเปิดควบคู่ไปได้

ข้อเสีย: ราคาแพงกว่า และต้องชาร์จแบตเตอรี่

💡 วิธีเลือกซื้อให้เหมาะกับน้อง:
ค่า NRR (Noise Reduction Rating): ให้ดูที่ข้างกล่อง ควรมีค่า 25dB ขึ้นไป จะช่วยกันเสียงดังจากลำโพงงานสงกรานต์ได้ดีคะ

น้ำหนักเบาและไม่บีบ: เด็กออทิสติกบางคนไวต่อการสัมผัส (Tactile Sensitivity) ควรเลือกแบบที่ฟองนุ่มๆ และไม่บีบขมับน้องจนเกินไป

สีสันที่น้องชอบ: ให้น้องมีส่วนร่วมในการเลือกสี จะทำให้น้องยอมใส่ได้ง่ายขึ้นคะ
ข้อแนะนำเพิ่ม: ก่อนไปงานจริง ให้ลองให้น้อง "ฝึกใส่" อยู่บ้านวันละ 5-10 นาที จนชินก่อนนะคะ จะได้ไม่รำคาญเวลาไปอยู่ในสถานการณ์จริง

สำหรับน้องที่มีภาวะไวต่อเสียง แนะนำยี่ห้อหูฟังลดเสียงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและหาซื้อได้ง่ายในไทย ดังนี้คะ

1. ยี่ห้อที่เน้นการลดเสียงโดยเฉพาะ (Noise Reduction Ear Muffs)
กลุ่มนี้ไม่มีลำโพง เน้นบล็อกเสียงให้เงียบที่สุด เหมาะมากกับงานสงกรานต์ที่มีเสียงลำโพงและเสียงตะโกนคะ

3M Peltor Kids: เป็นยี่ห้อที่ แนะนำที่สุดสำหรับเด็กพิเศษ เพราะผลิตตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มีความทนทานสูง ตัวครอบหูออกแบบมาให้พอดีกับศีรษะเด็ก ไม่บีบรัดจนเกินไป มีสีสะท้อนแสงช่วยให้มองเห็นน้องได้ง่ายในที่คนพลุกพล่าน

Alpine Muffy Kids: แบรนด์ดังจากเนเธอร์แลนด์ ออกแบบมาเพื่อ เด็กออทิสติกและเด็กที่มีภาวะ Sensory Overload โดยเฉพาะ ตัวที่ครอบหูมีน้ำหนักเบาและนุ่มมาก ช่วยลดเสียงได้ประมาณ 25-28 เดซิเบล

Snug Kids: จุดเด่นคือ มีลวดลายและสีสันที่เด็กๆ ชอบ เช่น ลายหุ่นยนต์หรือไดโนเสาร์ ช่วยให้น้องยอมใส่ได้ง่ายขึ้น ตัวหูฟังพับเก็บได้พกพาสะดวกคะ

2. ยี่ห้อที่ตัดเสียงรบกวนและฟังเพลงได้ (ANC Headphones)

หากน้องชอบฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย (Calm Music) ไปด้วยขณะอยู่ในที่เสียงดัง ยี่ห้อเหล่านี้มีระบบตัดเสียงรบกวน (ANC) ที่ดีมากคะ

iClever BTH20 (ANC): เป็นหูฟังที่ออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ มีโหมด "Enhanced Noise Reduction" ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอกได้สูงถึง 40 เดซิเบล ในราคาย่อมเยากว่ายี่ห้อของผู้ใหญ่คะ

Sony (รุ่น WH-1000XM5 หรือ WH-CH710N): เป็นตัวท็อปในเรื่องการตัดเสียงรบกวน ระบบ ANC ของ Sony สามารถกลบเสียงบรรยากาศที่วุ่นวายได้เงียบสนิทจริงๆ แต่ราคาจะค่อนข้างสูงและขนาดอาจจะใหญ่สำหรับเด็กเล็กคะ

ช่วงอายุ
เด็กเล็ก - ประถมต้น Sony WH-CH520 น้ำหนักเบามาก ขนาดก้านพอดีศีรษะเด็ก ไม่หลวมหลุดง่าย

ประถมปลาย - วัยรุ่น Sony WH-CH720N พัฒนาจาก CH710N ให้น้ำหนักเบาขึ้น ใส่สบาย และมีระบบตัดเสียงรบกวนที่ดีขึ้น

ขอบคุณคะ
อัจฉรา สงวนพงษ์ นักกิจกรรมบำบัด,นักพัฒนาศักยภาพมนุษย์

แอปพลิเคชันที่ช่วยในการบำบัดผ่านเสียงและดนตรีสำหรับน้อง มีหลายรูปแบบที่ช่วยลดความเครียดและฝึกการควบคุมประสาทสัมผัส โดยแบ...
13/04/2026

แอปพลิเคชันที่ช่วยในการบำบัดผ่านเสียงและดนตรีสำหรับน้อง
มีหลายรูปแบบที่ช่วยลดความเครียดและฝึกการควบคุมประสาทสัมผัส โดยแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานได้ดังนี้คะ

1. แอปพลิเคชันบำบัดด้วยคลื่นเสียงและดนตรี (Sound Therapy)
ช่วยปรับสมดุลระบบประสาท ลดความวิตกกังวล และสร้างความผ่อนคลายด้วยเทคโนโลยีคลื่นเสียง:

Suandok Sound Therapy (SST): พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีเสียงบำบัดหลายแบบ เช่น Binaural Beats และ ASMR ที่ช่วยลดความเครียดและสร้างสมาธิ ผู้ใช้สามารถ ปรับผสมเสียงและระดับความดังได้เอง ตามต้องการ

Smiley Sound: แอปจากนักกิจกรรมบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ช่วยสร้างสุขภาวะทางอารมณ์ผ่านเสียงและกิจกรรมบำบัด

Relax Melodies (ปัจจุบันคือ BetterSleep): มีเสียงธรรมชาติและดนตรีบำบัดหลากหลายที่สามารถเลือกนำมา Mix รวมกันเองได้ เพื่อสร้างบรรยากาศที่น้องรู้สึกปลอดภัย

2. แอปพลิเคชันฝึกทักษะดนตรีและการควบคุมเสียง (Interactive Music)
ช่วยเปลี่ยนความกลัวเสียงเป็นการสร้างเสียงที่สนุก และฝึกให้น้องเป็น "ผู้ควบคุม" เสียง:

Baby’s Musical Hands: แอปเปียโนที่มีสีสันสดใส น้องแค่แตะที่หน้าจอก็จะมีเสียงดนตรีและภาพขึ้นมา เหมาะสำหรับการเริ่มฝึกให้น้องคุ้นเคยกับการเกิดเสียง

Magic Piano: แอปเล่นเปียโนที่ช่วยฝึกการประสานงานของมือและสมาธิ โดยให้น้องกดตามจังหวะเพลงที่ชอบ

Bloom: ออกแบบมาเพื่อสร้างดนตรีที่ให้ความรู้สึก ผ่อนคลายและสงบนิ่ง โดยผู้ใช้สามารถสร้างทำนองและสีสันบนหน้าจอได้ด้วยตัวเอง

GarageBand: มีเครื่องดนตรีจำลองมากมายให้น้องเลือกเล่นตามใจชอบ ช่วยให้น้องสนุกกับการสำรวจเสียงแบบต่างๆ

แอปพลิเคชันเสียงขาว (White Noise) เพื่อตัดเสียงรบกวน

ช่วยสร้าง "กำแพงเสียง" เพื่อบังเสียงดังภายนอกที่ทำให้น้องตกใจ (เช่น เสียงพลุหรือเสียงตะโกน):

White Noise: Baby Sleep Sounds: รวบรวมเสียงสม่ำเสมอ เช่น เสียงฝน เสียงคลื่น หรือเสียงเครื่องซักผ้า ซึ่งช่วยลดความตระหนกและทำให้สมองเข้าสู่สภาวะผ่อนคลาย

myNoise: แอปที่สามารถปรับแต่งระดับความถี่ของเสียงสีขาวได้ละเอียด เพื่อหาช่วงเสียงที่ทำให้น้องรู้สึกสงบที่สุด

แอปพลิเคชันฝึกการสื่อสารและอารมณ์
เพื่อช่วยให้น้องลดพฤติกรรมถุยน้ำลายและหันมาสื่อสารความต้องการแทน:

Autistic Application (โดยมูลนิธิออทิสติกไทย): มีหมวดการฝึกทักษะในชีวิตประจำวันและการลากเส้นที่ช่วยดึงสมาธิ

Breathe, Think, Do with Sesame: ใช้ตัวละครเซซามีสตรีทสอนให้น้องรู้จัก หายใจลึกๆ และสงบสติอารมณ์ เมื่อเจอสิ่งที่ทำให้กลัวหรือเครียด

ตัวนี้ ที่ ใช้คะ
https://apps.apple.com/th/app/%E0%B9%80%E0%B8%AA-%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA-%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5-%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99/id6450894126?l=th
ขอบคุณมากค่ะ
อัจฉรา สงวนพงษ์
นักกิจกรรมบำบัด

กิจกรรมบำบัดสำหรับน้องที่มีภาวะไวต่อเสียง (Auditory Sensitivity) และแสดงออกด้วยการปิดหูหรือถุยน้ำลาย จะเน้นไปที่การสร้าง...
13/04/2026

กิจกรรมบำบัดสำหรับน้องที่มีภาวะไวต่อเสียง (Auditory Sensitivity) และแสดงออกด้วยการปิดหูหรือถุยน้ำลาย

จะเน้นไปที่การสร้าง "ตารางกิจกรรมประสาทสัมผัส" (Sensory Diet) เพื่อช่วยให้ระบบประสาทของน้องมั่นคงและลดความวิตกกังวลคะ

โดยแบ่งเป็นกิจกรรมหลักๆ ดังนี้คะ

1. กิจกรรมลดความไวต่อเสียง (Auditory Desensitization)

เป้าหมายคือช่วยให้หูของน้องคุ้นเคยกับเสียงที่คุมไม่ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป:

คุมเสียงเอง: ให้ลองเล่นเครื่องดนตรีที่มีปุ่มกดเสียง หรือแอปพลิเคชันที่มีเสียงต่างๆ โดยให้น้องเป็นคน "เปิด-ปิด" หรือ "เพิ่ม-ลด" เสียงเอง เพื่อสร้างความรู้สึกว่าเขาสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

2.ฟังเพลงบำบัด (Therapeutic Listening): ใช้ดนตรีที่ผ่านการปรับจังหวะและทำนองมาเป็นพิเศษ (ปรึกษานักกิจกรรมบำบัด) เพื่อช่วยปรับสมดุลระบบการได้ยินและการจดจ่อ

กิจกรรมแยกแยะเสียง: เล่นเกมทายเสียงสิ่งของ (เช่น เสียงกระดิ่ง เสียงน้ำไหล) เพื่อเปลี่ยนความกลัวเป็นความสนุกและฝึกการรับรู้ที่ถูกต้อง

3.กิจกรรมงานหนัก (Heavy Work) เพื่อสร้างความสงบ
เมื่อน้องเครียดจากเสียง ร่างกายต้องการแรงกดลึกๆ เพื่อดึงสมาธิกลับมาสู่กล้ามเนื้อและข้อต่อ (Proprioception) ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนกได้ดี:

ดันผนังหรือเข็นรถ: ให้ลองทำกิจกรรม "ดันกำแพง" (Wall Pushes) หรือช่วยเข็นตะกร้าผ้าหนักๆ

สัตว์เดิน (Animal Walks): ฝึกเดินท่าหมี (เดินสี่ขา) หรือท่ากบกระโดด เพื่อใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่สร้างความผ่อนคลาย

การกดตัว (Deep Pressure): ใช้หมอนใบใหญ่ทับตัว (Sandwiching) หรือใช้ผ้าห่มถ่วงน้ำหนัก (Weighted Blanket) เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณว่าน้องเริ่มกระสับกระส่าย

4. กิจกรรมบำบัดช่องปาก (Oral Motor Activities)
เพื่อลดพฤติกรรมถุยน้ำลาย ซึ่งมักเกิดจากการหาทางระบายความเครียดหรือความต้องการกระตุ้นในช่องปาก:

ดูดของหนืด: ให้ใช้หลอดเล็กๆ ดูดน้ำปั่นหรือโยเกิร์ต เพื่อฝึกกล้ามเนื้อปากและสร้างแรงต้านที่ช่วยให้สมองสงบ

เป่าสิ่งของ: เล่นเป่าฟองสบู่ หรือเป่าลูกปิงปองบนโต๊ะ กิจกรรมนี้ช่วยฝึกการควบคุมลมหายใจและลดความตึงเครียดบริเวณใบหน้า

เคี้ยวของกรอบหรือหนึบ: ให้กินผลไม้กรอบๆ หรือขนมที่มีความเหนียว เพื่อให้ช่องปากได้รับการกระตุ้นในทางที่เหมาะสมแทนการเล่นน้ำลาย

5. การจัดการสิ่งแวดล้อมและสังคม

มุมสงบ (Calm-Down Corner): จัดมุมในบ้านที่มีเบาะนิ่มๆ แสงสว่างน้อย และมีอุปกรณ์ช่วยลดเสียง เช่น ที่ครอบหู (Noise-canceling headphones) ให้น้องได้เข้าไปพักเมื่อรู้สึกว่าสิ่งเร้าภายนอกแรงเกินไป

เรื่องราวทางสังคม (Social Stories): ใช้รูปภาพประกอบเล่าเรื่องการเล่นสงกรานต์ ว่าอาจมีเสียงดังนะ ถ้าดังน้องสามารถใส่หูฟังหรือบอกคุณแม่ได้ เพื่อลดการถุยน้ำลายสื่อสารในทาง

ขอบคุณมากค่ะ
อัจฉรา สงวนพงษ์ นักกิจกรรมบำบัด

สถานการณ์ที่น้องเลือกกินเฉพาะ "ขนมปังแข็ง" หรือ "ไข่ต้ม" เป็นพฤติกรรมการกินที่พบบ่อยมากในเด็กออทิสติก เรียกว่า "Selectiv...
13/04/2026

สถานการณ์ที่น้องเลือกกินเฉพาะ "ขนมปังแข็ง" หรือ "ไข่ต้ม" เป็นพฤติกรรมการกินที่พบบ่อยมากในเด็กออทิสติก เรียกว่า "Selective Eating" (การเลือกกินอย่างจำกัด) ซึ่งมีเหตุผลซ่อนอยู่ดังนี้คะ

1. ทำไมถึงกินแต่ "ขนมปังแข็ง"

ต้องการแรงต้าน (Proprioceptive Input): การเคี้ยวของแข็งหรือของกรอบ ช่วยให้กล้ามเนื้อกรามได้รับแรงกดที่ส่งสัญญาณไปบอกสมองได้ชัดเจน ทำให้น้องรู้สึก "ผ่อนคลาย" และ "มั่นใจ" ในการเคี้ยวคะ

ความสม่ำเสมอ (Predictability): ขนมปังแข็งหรือแครกเกอร์มีรสชาติและสัมผัสที่เหมือนเดิมทุกคำ ไม่เหมือนข้าวแกงที่มีทั้งความนุ่ม ความแฉะ และรสชาติที่ปนกันจนเขารู้สึก "ไม่ปลอดภัย"

2. ทำไมถึงกินแต่ "ไข่ต้ม"

ผิวสัมผัสเรียบง่าย (Texture Consistency): ไข่ต้ม (โดยเฉพาะไข่ขาว) มีผิวสัมผัสที่เรียบ ลื่น และเด้งสู้ฟัน ซึ่งเป็นสัมผัสที่ "คาดเดาได้" และไม่ซับซ้อนในปาก

กลิ่นอ่อน: เด็กออทิสติกมักจมูกไวมาก ไข่ต้มมีกลิ่นที่ไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับอาหารผัดหรือแกงคะ

ไอเดียการแก้ไข (ค่อยเป็นค่อยไป)

เทคนิค "ลูกโซ่อาหาร" (Food Chaining):

อย่าเพิ่งเปลี่ยนเมนูทันที แต่ให้หาอาหารที่ "คล้าย" ของเดิม เช่น ถ้าชอบขนมปังแข็ง ลองเปลี่ยนเป็น ขนมปังโฮลวีตปิ้ง ที่แข็งขึ้นเล็กน้อย หรือลอง น่องไก่ทอดกรอบๆ (เพื่อได้ความแข็งและได้โปรตีนเพิ่ม)

ถ้าชอบไข่ต้ม ลองขยับไปเป็น ไข่ตุ๋นเนื้อแน่น หรือ ไข่เจียวที่ม้วนแน่นๆ

แยกส่วนอาหาร (Deconstruction):

ถ้าน้องไม่ชอบอาหารผสมกัน (เช่น ข้าวผัดที่มีผักและเนื้อ) ให้วางแยกกันคนละหลุมในถาดหลุม เพื่อให้น้องเห็นชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไรและเลือกกินได้เอง

การสัมผัสก่อนกิน (Food Play):

ให้น้องลองจับ ดม หรือช่วยเตรียมอาหารโดยไม่ต้องบังคับให้กิน เพื่อให้สมองคุ้นเคยกับ "สัมผัสใหม่" ของอาหารชนิดนั้นๆ ก่อนคะ

ให้รางวัล (Positive Reinforcement):

เพียงแค่น้องยอม "แตะ" หรือ "ดม" อาหารชนิดใหม่ ให้ชมเชยหรือให้รางวัลทันที เพื่อสร้างความรู้สึกดีกับการลองของใหม่คะ

สรุป: พฤติกรรมนี้เกิดจาก "การประมวลผลประสาทสัมผัสในปาก" ที่ต่างจากคนอื่นคะ
เขาไม่ได้เลือกกินเพราะนิสัยเสีย แต่เขากินเพื่อความรู้สึก "ปลอดภัย" คะ

ขอบคุณคะ
อัจฉรา สงวนพงษ์ นักกิจกรรมบำบัด

สำหรับเด็กออทิสติกที่มีความไวต่อสัมผัสในช่องปากสูง การเลือกแปรงสีฟันที่ช่วยให้ "แปรงเสร็จเร็ว" หรือมี "ขนแปรงนุ่มนวลที่ส...
13/04/2026

สำหรับเด็กออทิสติกที่มีความไวต่อสัมผัสในช่องปากสูง การเลือกแปรงสีฟันที่ช่วยให้ "แปรงเสร็จเร็ว" หรือมี "ขนแปรงนุ่มนวลที่สุด" จะช่วยลดแรงต้านได้มากคะ

ครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด จะขอแนะนำแบ่งเป็น 2 กลุ่มตามความเหมาะสมของน้องคะ

1. กลุ่มแปรง 3 ด้าน (แปรงสะอาดเร็ว ประหยัดเวลา)

แปรงกลุ่มนี้จะหุ้มฟันทั้ง 3 ด้าน (นอก-ใน-บดเคี้ยว) ในการถูครั้งเดียว เหมาะมากสำหรับน้องที่ยอมให้แปรงได้ไม่นานคะ

bA1 Sensory: แปรงสีฟัน 3 ด้านที่ออกแบบมาเพื่อเด็กที่มีปัญหาด้านประสาทสัมผัสโดยเฉพาะ ขนแปรงนุ่มมากเพื่อไม่ให้กระตุ้นการรับรู้มากเกินไป

Dr. Barman's Superbrush: รุ่นยอดนิยมสำหรับเด็กพิเศษ หัวแปรงจะล็อกเข้ากับตัวฟันพอดี ทำให้แปรงได้ทั่วถึงในเวลาที่สั้นลง

CollisCurve™: ขนแปรงยืดหยุ่นและอ่อนโยน ออกแบบมาเพื่อเหงือกที่บอบบาง

2. กลุ่มขนแปรงนุ่มพิเศษ 10,000 - 12,000 เส้น (นุ่มเหมือนปุยเมฆ)

ขนแปรงกลุ่มนี้จะแน่นและนุ่มมากจนแทบไม่รู้สึกเจ็บ เหมาะสำหรับน้องที่กลัวความรู้สึกของขนแปรงทั่วไปคะ

Freshly 912: ขนแปรงนุ่มพิเศษ 10,000 เส้น ให้สัมผัสที่อ่อนโยนมาก ไม่ระคายเคืองเหงือก

CURAPROX Kids: ยี่ห้อระดับพรีเมียมจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีขนแปรง CUREN® นุ่มและแน่น (รุ่น CS5460 หรือรุ่นเด็ก) แปรงสะอาดโดยไม่ต้องออกแรงกด

Nano Bamboo Toothbrush / Leaf Nano: แปรงสีฟันขนนาโน 10,000 - 12,000 เส้น ที่มีสัมผัสนุ่มละมุนเป็นพิเศษ

Molar Bear: แปรงสีฟันสำหรับเด็กที่มีหัวแปรงขนาดเล็กและขนแปรงนุ่มมาก

3. ยี่ห้อที่หาซื้อได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้า

KODOMO รุ่น Soft & Slim: ขนแปรงเรียวแหลมและนุ่มพอประมาณ หาซื้อง่ายและมีหลายช่วงวัย

Systema (ซิสเท็มมา): มีรุ่นขนแปรงนุ่มพิเศษ (Super Soft) ที่ออกแบบมาเพื่อคนเหงือกบอบบาง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เรื่องรสชาติ: เด็กออทิสติกบางคนไม่ชอบรส "มิ้นท์" เพราะรู้สึกซ่าหรือแสบปาก ลองเปลี่ยนเป็นยาสีฟันรสผลไม้หรือแบบ ไม่มีรสชาติ (Flavorless) จะช่วยให้น้องยอมแปรงง่ายขึ้นคะ

การเลือกหัวแปรง: ควรเลือกหัวที่ ขนาดเล็ก เพื่อไม่ให้น้องรู้สึกคับปากจนเกินไปคะ

ขอบคุณคะ
อัจฉรา สงวนพงษ์ นักกิจกรรมบำบัด

เคสที่ครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด เจอ ไอเดียในการช่วยเหลือน้อง ที่กลัวการแปรงฟัน กลัวเสียงแบตตาเลี่ยนตัดผม กลัวปีนขึ้นที่...
13/04/2026

เคสที่ครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด เจอ ไอเดียในการช่วยเหลือน้อง ที่กลัวการแปรงฟัน กลัวเสียงแบตตาเลี่ยนตัดผม กลัวปีนขึ้นที่สูง

ครูปุ๊กกี้ นักกิจกรรมบำบัด ขอสรุปเป็นกลยุทธ์ "ค่อยๆ ปรับ และใช้ตัวช่วย" ดังนี้คะ

1. ไอเดียสำหรับ "การแปรงฟัน" (ลดความไวในช่องปาก)

ใช้แรงกดแทนการถู: ก่อนแปรงฟัน ให้ใช้ผ้าสะอาดพันนิ้วกดเบาๆ ที่เหงือกและกระพุ้งแก้มด้านใน เพื่อให้ประสาทสัมผัสเตรียมพร้อม (Deep Pressure)

เปลี่ยนอุปกรณ์: ลองใช้ แปรงสีฟันขนนุ่มพิเศษ (10,000 เส้นใย) หรือแปรงซิลิโคน เพราะน้องอาจจะเจ็บจากขนแปรงปกติ

นิทาน/เพลง: ให้ดูวิดีโอเด็กคนอื่นแปรงฟันอย่างมีความสุข เพื่อสร้างภาพจำเชิงบวก

2. ไอเดียสำหรับ "การตัดผม" (ลดความกลัวเสียง)

ใช้กรรไกรแทนแบตตาเลี่ยน: เลี่ยงเสียงเครื่องจักรที่กระตุ้นประสาทหู

ใส่หูฟัง: ให้สะพายแท็บเล็ตดูการ์ตูนที่ชอบพร้อมใส่ หูฟังกันเสียง (Noise-canceling) เพื่อตัดเสียงรบกวนภายนอก

นวดศีรษะ: ก่อนตัดผม ให้นวดศีรษะน้องแรงๆ (แบบกดนิ่ง) เพื่อลดความไวของการสัมผัสที่หนังศีรษะ

3. ไอเดียสำหรับ "การทรงตัวและที่สูง" (สร้างความมั่นคง)

เริ่มจากพื้นราบ: ขีดเส้นตรงบนพื้น หรือวางเชือกให้เดินตามเส้น แทนการขึ้นสะพานทรงตัว

ใช้เบาะนุ่ม: ฝึกเดินบนฟูกหรือเบาะที่บ้าน เพื่อให้น้องคุ้นเคยกับพื้นที่ไม่นิ่งแต่ "ปลอดภัย" เพราะล้มไม่เจ็บ

ชิงช้าเตี้ยๆ: ให้ลองนั่งชิงช้าที่เท้ายังแตะพื้นถึง เพื่อฝึกระบบการทรงตัวในหูชั้นในแบบค่อยเป็นค่อยไป

4. ไอเดีย "การสื่อสารล่วงหน้า" (Visual Schedule)

ใช้บัตรภาพ: ทำตารางเวลาบอกน้องว่า "เดี๋ยวเราจะแปรงฟันนะ" หรือ "วันนี้จะไปตัดผม" เด็กออทิสติกจะลดความกังวลลงได้มากถ้าเขารู้ว่า "อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป"

สรุปสั้นๆ: หัวใจสำคัญคือ "ไม่บังคับ" แต่ให้ "ลดความรุนแรงของสิ่งเร้า" และ "ให้รางวัล" เมื่อน้องยอมทำแม้เพียงเล็กน้อยคะ

ขอบคุณคะ
อัจฉรา สงวนพงษ์ นักกิจกรรมบำบัด

พาน้องที่มีภาวะออทิสติก ไปเล่นน้ำสงกรานต์ น้องเอามือปิดหู ถุยน้ำลายเพราะอะไร พฤติกรรมของน้องบ่งบอกว่าเขากำลังเผชิญกับภาว...
13/04/2026

พาน้องที่มีภาวะออทิสติก ไปเล่นน้ำสงกรานต์ น้องเอามือปิดหู ถุยน้ำลายเพราะอะไร

พฤติกรรมของน้องบ่งบอกว่าเขากำลังเผชิญกับภาวะ "ระบบรับความรู้สึกทำงานหนักเกินไป" (Sensory Overload) เนื่องจากเด็กออทิสติกมักมีความไวต่อเสียงและสัมผัสมากกว่าปกติคะ

สิ่งที่พฤติกรรมกำลังบอกเรา

เอามือปิดหู: น้องกำลังทรมานจากเสียงดัง (เช่น เพลง แตร ลำโพง) ซึ่งอาจรู้สึกเหมือนเสียงนั้นทิ่มแทงเข้าไปในหัว

ถุยน้ำลาย: ในกรณีนี้มักไม่ใช่ความก้าวร้าว แต่เป็น กลไกการจัดการความเครียด (Coping Mechanism) หรือการพยายามกระตุ้นประสาทสัมผัสในปากเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความกลัวและความเจ็บปวดจากเสียงคะ

สิ่งที่ควรทำทันที

พาออกจากจุดนั้น: พาไปที่ที่สงบ เงียบ และแห้งทันทีเพื่อให้ระบบประสาทของน้องได้พัก (Calm Down)

ใช้เครื่องป้องกัน: หากจำเป็นต้องอยู่ในที่เสียงดัง ควรให้ใส่ ที่ครอบหูกันเสียง (Noise-canceling headphones) หรือที่อุดหู

ปลอบโยนด้วยความสงบ: ไม่ควรรีบดุหรือห้ามเรื่องถุยน้ำลายแรงๆ เพราะจะยิ่งทำให้น้องเครียด ให้ใช้การกอดเบาๆ หรือสัมผัสที่มั่นคง (Deep Pressure) หากน้องยอมรับได้

ใช้สิ่งของช่วยเบี่ยงเบน: เตรียมของเล่นที่น้องชอบ (Fidget toys) เพื่อช่วยให้น้องโฟกัสกับอย่างอื่นแทน

สรุป

น้องไม่ได้ "ดื้อ" แต่เขากำลัง "กลัวและเจ็บปวด" จากสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นประสาทสัมผัสมากเกินไป การพาน้องไปเล่นน้ำสงกรานต์ในที่คนเยอะและเสียงดังอาจไม่เหมาะกับน้องกลุ่มนี้ แนะนำให้เปลี่ยนไปเล่นที่บ้าน หรือสถานที่ปิดที่ควบคุมเสียงและปริมาณน้ำได้จะช่วยให้น้องสนุกและปลอดภัยกว่าคะ

ขอบคุณคะ
อัจฉรา สงวนพงษ์ นักกิจกรรมบำบัด

ที่อยู่

คลินิกบ้านปันนา พัฒนาการเด็ก The Expert We Care
Lampang
52000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 20:00
อังคาร 08:00 - 20:00
พุธ 08:00 - 20:00
พฤหัสบดี 08:00 - 20:00
ศุกร์ 08:00 - 20:00
เสาร์ 08:00 - 17:00
อาทิตย์ 08:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกบ้านปันนาพัฒนาการเด็ก The Expert We Care"ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง คลินิกบ้านปันนาพัฒนาการเด็ก The Expert We Care":

แชร์