ร้านยาบุญ 2 YABUN

ร้านยาบุญ 2 YABUN ร้านขายยา เปิดถึง 22.30 น.ทุกวัน เภสัชกรรม/ร้านขายยา

13/11/2025
12/10/2025

ยาพ่นจมูกลดบวมออกฤทธิ์ไว(Nasal decongestant) ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 3-5 วัน เพราะจมูกอาจเจอสภาพนี้จ้า

นี่คือภาพรูจมูกที่ไม่เหลือช่องจะให้ลมผ่านละ เพราะว่าปุ่มจมูกล่าง (Inferior nasal turbinate) บวมขั้นสุด อุดรูมิด


ก่อนอื่น อธิบายก่อนค่ะว่า มันมียาพ่นจมูกสองแบบนะคะ ที่ใช้ในภูมิแพ้โพรงจมูก

1️⃣ ยาพ่นจมูกลดบวมออกฤทธิ์ไว เช่น oxymetazoline, xylometazoline, tetrahydrozoline, naphazoline

อันนี้แหละคือ ตัวที่ทำให้เกิดโยโย่ ไม่ควรใช้ติดต่อกัน ที่จะคุยในบทความนี้


2️⃣ ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ คุมอาการ เช่น Fluticasone propionate, Mometasone furoate, Budesonide, Beclomethasone dipropionate

อันนี้พ่นคุมอาการ ต้องใช้ติดต่อกันถึงเห็นผล ใช้ได้ยาวๆ


ทำไมมันถึงโยโย่?

เหตุเพราะว่ายาพ่นจมูกลดบวม ทำตัว ‘คล้าย’ กับ adrenaline สวมเข้ากับตัวรับของมัน (alpha1-adrenergic receptor) ที่หลอดเลือด

หลอดเลือดมันก็คิดว่า adrenaline ตัวจริงมาสั่งไง มันก็หดหลอดเลือดรัวๆ เลย ทำให้เลือดมาเลี้ยงโพรงจมูกลดลง น้ำก็รั่วออกมาที่ผนังโพรงจมูกลดลง ลดบวมในที่สุด


แต่การกระตุ้นของยานี้มันค่อนข้างรุนแรง (มันเลยหายไวสุดๆ เลยไง) ฝั่งหลอดเลือดตาพากันงงว่าทำไมกระตุ้นแรงขนาดนี้ มันเลยลดการตอบสนองต่อ adrenaline ทั้งหมด (Receptor downregulation/ desensitization)

ผลคือ adrenaline แทบจะสั่งหดตัวไม่ได้เลย ทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟค หลอดเลือดขยายขึ้นเยอะมาก เลือดทะลักเข้ามาจุดที่กำลังอักเสบจากภูมิแพ้ สารน้ำรั่วออกมาเยอะกว่าเดิม เนื้อเยื่อจึงบวมหนักกว่าเดิม (Rebound decongestion)


เรียกภาวะนี้ว่า
ภาวะโพรงจมูกกลับมาบวมจากผลของยา
(Rhinitis medicamentosa)


คนที่เจอไปครั้งนึง จะรู้เลยฮะว่า ช่วงฉีดติดต่อกันนานๆ หลายวันแล้วหยุดคือ แทบหายใจไม่ออกเลย แต่ละคนไวไม่เท่ากัน ไม่รู้จเกิดขึ้นช่วงไหน

ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ ใช้เมื่อยามจำเป็นจริงๆ

และถ้ามันถึงขั้นเป็นทุกวัน ควรใช้ยาพ่นสเตียรอยด์คุมอาการสม่ำเสมอดีกว่า เพราะมันคุมที่ตัวเม็ดเลือดขาวนายพล Th2 และ Plasma cell เลยฮะ มันพ่นแล้วแทบไม่รู้สึกช่วยอะไร แต่ใช้ไปนานหลักสัปดาห์จะเริ่มเห็นผลค่ะ

ซึ่งตรวจกับแพทย์ดีที่สุด โดยทั่วไปสามารถใช้ไปยาวได้เรื่อยๆ เลยเพราะเป็นสเตียรอยด์เฉพาะที่ หากอาการดีขึ้นแพทย์จะปรับลดขนาดยาลงเอง


ส่วนคนที่มีภาวะโยโย่ไปแล้ว อาจจะต้องเปลี่ยนมาเป็น ‘ยากินลดบวม’ (Oral decongestant) เช่น Pseudoephridine หรือยาผสมบางยี่ห้อ (เพราะหาซื้อได้)

แต่ต้องระวังในคนบางคน เช่น มีความดันสูงแบบคุมไม่ได้อยู่แล้ว, และถ้าเป็นไปได้ก็หลีกเลี่ยงกินร่วมกับคาเฟอีน ในช่วง 3-4 ชั่วโมง โดยเฉพาะคนมีความดันสูงอยู่


การปฏิบัติตัวที่เหลือก็

✅ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือทุกวัน ช่วยเคลียร์สารแพ้ได้
✅ กินยาแก้แพ้บรรเทาอาการได้
✅ ถ้าไม่อยากง่วงเลย: Fexofenadine, Bilastine
✅ แต่ถ้าไม่ใช่สายง่วงมาก: Ceterizine, Loratadine
✅ แต่ถ้าอยากหลับ เอาไปเลย CPM
✅ นอนเพียงพอ + ออกกำลังกาย ช่วยคุมอาการได้
✅ ทดสอบหาสารแพ้ด้วย บางสิ่งเลี่ยงได้

19/08/2025

การเช็ดตัวหรือป้อนยาลดไข้… 💊🧴
รู้หรือไม่ว่า “ไม่สามารถป้องกันชักได้” 😰⚡
(โพสต์สำหรับพ่อแม่ ฉบับอ่านเข้าใจง่าย)

1️⃣ แนวทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ เพิ่งเขียนออกมาว่า...
ยาลดไข้หรือการเช็ดตัว "ไม่สามารถป้องกันการชักในเด็กได้" ❌

ประโยคนี้ทำให้หลายคนสะดุด เพราะสิ่งที่เราเคยได้ยินมาตลอดคือ
👉 “เด็กไข้สูงจะชัก ต้องรีบเอาไข้ลงเด็กจะได้ไม่ชัก”

แต่ในความเป็นจริง แนวทางการดูแลไข้ทั้งของไทยและทั่วโลกเขียนตรงกันว่า
✅ เราลดไข้เพื่อให้เด็กสบายขึ้น กินได้ หลับได้
แต่ “ไม่สามารถป้องกันการชัก”

ที่ผ่านมา 30 กว่าปี มีงานวิจัยมากมายพยายามหาคำตอบว่า
ยาลดไข้ตัวไหน? ขนาดเท่าไร? ที่จะช่วยป้องกันชักได้
แต่ผลลัพธ์ตรงกันทุกงานวิจัยคือ ➡️ ไม่มีเลย

========================================

2️⃣ แล้วทำไมเด็กที่เป็นไข้ชัก (Febrile seizure) ถึงมักจะเห็นว่าเด็กไข้สูง? 🌡️
นี่เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย

งานวิจัยปัจจุบันสรุปออกมาแบบนี้ 👇
• เวลาเด็กเกิดไข้ชัก มักจะเห็นว่ามีไข้สูงจริง ส่วนใหญ่เกิน 39°C 🌡️
• ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะเวลามีเหตุการณ์ชักขึ้นจริงๆ ยาลดไข้ไม่สามารถช่วยลดไข้ในขณะเกิดเหตุการณ์ได้ ทำให้เรามักเห็นว่าเด็กที่ไข้ชักจะมีไข้สูงทั้งนั้น
• และต้องเข้าใจก่อนว่า… เด็กที่มีไข้สูงทั้งหมด มีเพียง 2–5% เท่านั้นที่ชัก ขณะที่อีกกว่า 95% "ไม่ชัก" เลย
• มีงานทดลองในหนูปี 2009 ที่ช่วยอธิบายเรื่องนี้
– ถ้าทำให้หนูมีไข้เฉย ๆ → ไม่มีตัวไหนชัก
– แต่ถ้าฉีดสารที่ทำให้สมองหนู เปราะบาง ง่ายต่อการชักไว้ก่อน แล้วค่อยทำให้มีไข้ → ครึ่งนึงของหนูชักจริง
📌สรุปคือ: ไข้เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ชัก ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย

========================================

3️⃣ แล้วไข้ชัก (Febrile seizure) เกิดจากอะไร? 🤔
• ก่อนอื่น ถ้าเด็กมี “ไข้ และ ชัก” เมื่อไหร่ ต้องรีบพาไปหาหมอ! 🏥
เพราะหมอต้องตรวจให้แน่ใจก่อนว่าชักเกิดจากอะไร เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เลือดออกในสมอง, เกลือแร่ผิดปกติ ฯลฯ
• ถ้าตรวจแล้วไม่พบอันตราย และเด็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี
→ หมอจะวินิจฉัยว่าเป็น “ไข้ชักธรรมดา (Febrile seizure)” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ในวัยนี้บ่อย
** ในโพสต์นี้จะขอเรียกสั้นๆว่า "ไข้ชัก"

• ลองนึกภาพว่าเหตุการณ์ “ไข้ชัก” เหมือนการยิงจรวด 🚀 ที่จะพุ่งออกไปได้ ต้องกดเปิดสวิตช์หลายปุ่มพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่น
- สวิตช์ 1: การติดเชื้อบางชนิดที่ก่อการอักเสบ 🦠
- สวิตช์ 2: พันธุกรรม (พ่อแม่เคยไข้ชัก, มียีนบางชนิด) 🧬
- สวิตช์ 3: สมองที่ไวต่อการชักกว่าคนอื่น 🧠
- สวิตช์ 4: ไข้ 🌡️

👉 ถ้ากดแค่ปุ่มสวิตช์ไข้อย่างเดียว แต่สวิตช์อื่นไม่ถูกกด → จรวดจะไม่พุ่ง (ไม่ชัก)
👉 แต่ถ้าสวิตช์หลายตัวถูกกดพร้อมกัน → จรวดพุ่ง (เกิดไข้ชัก)
👉 บางราย แม้ปุ่มไข้ไม่ถูกกด แต่ถ้าสวิตช์อื่นโดนกดเปิด ก็อาจเกิดการชักได้เช่นกัน ⚡

📌 สรุปว่า “ไข้ชัก” ไม่ได้เกิดจากไข้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยเหมือนการกดสวิตช์พร้อมกัน
👉 เด็ก 2–5% ที่เกิดไข้ชัก (ตามข้อ 2) คือเด็กที่สวิตช์หลายตัวถูกเปิดพร้อมกัน
ส่วนเด็กอีกกว่า 95% ที่มีไข้แต่ไม่ชัก เพราะสวิตช์อื่นๆ ไม่ถูกเปิดนั่นเอง

========================================

4️⃣ แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่าลูกจะเป็น 2–5% ที่ว่านั้นหรือเปล่า? 🤷‍♀️
• คำตอบคือ ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้เลย
• สิ่งที่พอบอกได้คือ ถ้าพ่อแม่เคยเป็นไข้ชักตอนเด็กๆ หรือพี่น้องเคยมีประวัติไข้ชัก
ลูกก็ “อาจจะ” มีโอกาสเป็นไข้ชักสูงกว่าเด็กทั่วไป
เพราะลูกอาจจะมีสวิตช์ทางพันธุกรรมที่เปิดไว้รอแล้ว 1 อันแล้วนั่นเอง 🧬

========================================

5️⃣ แล้วถ้าลูกเราเป็น 1 ในคนที่เคยเป็นไข้ชักไปแล้ว จะทำยังไงได้บ้าง? 😥
• พ่อแม่ที่เคยเห็นลูกชักตรงหน้า ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่าเหมือนเห็นลูกกำลังจะตาeต่อหน้า
ทำให้เป็นภาพจำที่ไม่ง่ายที่จะลืม ดังนั้น คำถามคือจะช่วยอะไรพ่อแม่ได้บ้าง?
• อันดับแรก ✨ ข่าวดีของไข้ชักคือโอกาสเกิดซ้ำจะ “ลดลงเรื่อย ๆ”
ครั้งที่ 2 ≈ 25%
ครั้งที่ 3 ≈ 20%
ครั้งที่ 4 ≈ 10%

• อันดับต่อมา แจ้งพ่อแม่ในสิ่งที่ควรรู้ ได้แก่
✔️ ยืนยันว่า ไข้ชักทั่วไปไม่อันตรายในระยะยาว ไม่ทำลายสมอง และไม่ทำให้พัฒนาการผิดปกติ
✔️ เข้าใจก่อนว่า “การลดไข้ป้องกันชักไม่ได้” แต่ทำเพื่อให้ลูกสบายขึ้น กินได้ หลับได้ 💕
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเร่งให้ยาหรือเช็ดตัวถี่เกินไปจนลูกไม่ได้พักผ่อน
✔️ ควรเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากลูกมีอาการชักซ้ำ
✔️ ถ้ายังรู้สึกกังวลมากจริงๆ สามารถปรึกษาหมอเฉพาะทางระบบประสาทเรื่องการใช้ยากันชักตอนมีลูกมีไข้ได้
แต่โดยทั่วไปหมอมักไม่แนะนำ เพราะยามีผลข้างเคียงและไข้ชักธรรมดาไม่ได้อันตราย

========================================

6️⃣ เด็กเป็นไข้เฉยๆ กับเด็กเป็นไข้ร่วมกับชัก การดูแลไม่เหมือนกัน
• ถ้า “ไข้เฉยๆ ไม่ได้ชัก” → ให้ลดไข้เมื่อเด็กไม่สุขสบายตัว ไม่จำเป็นต้องทำให้อุณหภูมิกลับมาเป็นปกติตลอดเวลา
• ถ้า “ไข้ร่วมกับชัก” → ให้รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น ลดไข้ด้วยการเช็ดตัวเบาๆ เมื่อเด็กรู้ตัวดีก็ให้ทานยาลดไข้ และรีบพาไปโรงพยาบาล
เพราะตอนแรกยังไม่สามารถบอกได้ว่านี่คือการชักจากสาเหตุอะไร? (เหมือนที่อธิบายไว้ในข้อ3)

========================================

7️⃣ ถ้าลูกเป็นไข้ชักซ้ำบ่อยๆ > 3–4 ครั้ง
ควรพาไปปรึกษาหมอระบบประสาทเด็ก 🧑‍⚕️👩‍⚕️
เพราะอาจแปลว่า “ลูกมีปุ่มสวิตช์ยิงจรวดบางอันเปิดอยู่ ในขณะที่เด็กคนอื่นไม่มี” 🚀

ตัวอย่างเช่น 👇
🧬 อาจมียีนบางชนิดที่ทำให้สมองไวต่อการชักมากกว่าปกติ
🔍 หรือจริงๆ แล้วอาจมีโรคลมชักซ่อนอยู่โดยที่ยังไม่เคยตรวจพบ

พูดง่ายๆ คือ… สมองลูกเปราะบางมากกว่าคนอื่น 🧠
พอมีปัจจัยมากระตุ้น เช่น 🌡️ ไข้ 🦠 การติดเชื้อ
ก็เหมือนปุ่มสวิตช์ถูกกดครบพร้อมกัน → เลยเกิดไข้ชักได้ง่ายและบ่อยกว่าเด็กทั่วไป ⚡

========================================

✨ และเพราะมีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่า “ถ้าลูกไข้สูงจะชักแน่ๆ” 😰
ความเชื่อนี้เองทำให้พ่อแม่หลายคนเกิดความกังวลเกินจริง
จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า 👉 Fever Phobia (ความกลัวไข้เกินเหตุ)

8️⃣ Fever Phobia (ความกลัวไข้เกินเหตุ) คืออะไร? 😨🌡️

หลายครั้งที่พ่อแม่ได้ยินว่า “อย่าปล่อยให้ลูกไข้สูงเดี๋ยวจะชัก”
ก็เลยกลายเป็นความกังวลทุกครั้งที่ลูกมีไข้ 🥺

ภาวะนี้มีชื่อเรียกว่า Fever Phobia หรือ “ความกลัวไข้เกินเหตุ”
📌 จริงๆ แล้วนี่เป็น “ปัญหาที่พบทั่วโลก” และมีการพูดถึงมาตั้งแต่ก่อนปี 1980
หลายประเทศก็พยายามหาทางแก้ไขมาโดยตลอด

ตัวอย่างของพฤติกรรมที่เกิดจากความกลัวไข้เกินเหตุ 👇
• พอตัวเลขบนปรอทมีไข้สูง → รู้สึกตกใจ ทั้งๆที่บางครั้งลูกยังเล่น หัวเราะ กินได้ตามปกติ 🌡️👶
• ปลุกลูกที่กำลังหลับสบาย มาป้อนยาลดไข้หรือเช็ดตัว 💤💊
• ให้ยาลดไข้ทุก 4 ชม. “ดักไว้ก่อน” ทั้งที่ยังไม่ไข้
• เช็ดตัวแรง ๆ หรือเช็ดบ่อยเกินไปจนลูกไม่สบายตัว 🥶
• รีบพาลูกไปห้องฉุกเฉินทุกครั้งที่มีไข้ขึ้น 🚑 ทั้งที่อาการยังไม่ถึงขั้นฉุกเฉิน

จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง ความรักและความห่วงใยของพ่อแม่ 💖
แต่บางครั้งความกังวลก็ทำให้เราทำมากไป จนลูกเหนื่อยและอาจได้รับยามากเกินความจำเป็น

👉 การรู้จัก Fever Phobia จึงเป็นเหมือน “ก้าวแรก” ที่จะช่วยให้เราดูแลลูกได้อย่างมั่นใจขึ้น 😌✨

========================================

9️⃣ แล้วเราจะแก้ “ความกลัวไข้เกินเหตุ” ได้ยังไง? 🤝💖

ความกังวลเวลาเห็นลูกมีไข้ เป็นเรื่องธรรมชาติของพ่อแม่ทุกคนเพราะรักและเป็นห่วงลูก 💖
แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องไข้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ทั้งพ่อแม่สบายใจขึ้นและลูกเองก็ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง 🛌✨

✨ หลักการที่อยากชวนให้จำไว้คือ
• ไข้เป็นเพียงอาการ ไม่ใช่ศัตรู ร่างกายกำลังทำงานเพื่อต่อสู้กับโรค 🌡️🛡️
• การลดไข้ ทำเพื่อให้ลูกสบายขึ้น → กินได้ หลับได้ ไม่เพลีย 😴💕 ไม่ได้มีไว้เพื่อกันชัก
• ไข้ชักไม่ทำลายสมอง ไม่ทำให้พัฒนาการผิดปกติ 🧠
• ลดไข้ได้ ไม่ได้มีข้อเสีย แต่ไม่ควรทำมากเกินไปจนกลายเป็นโทษ เช่น ให้ยาบ่อยมากไปหรือปลุกลูกบ่อยๆ จนอดนอน

เมื่อพ่อแม่ปรับความเข้าใจได้ → ใจเราก็จะ “คลายกังวล” มากขึ้น 😌
และที่สำคัญ ลูกก็จะได้พักผ่อนเต็มที่ ร่างกายได้ฟื้นตัว ไม่ต้องเหนื่อยทรมานจากทั้งโรคและการดูแลที่มากเกินไป 🛌🌷

🌍 หลายประเทศก็เคยเจอปัญหานี้เหมือนกัน แต่มีตัวอย่างที่ดีอย่าง เช่น ญี่ปุ่น และ สวิตเซอร์แลนด์ ที่แก้ได้สำเร็จ
เพราะพ่อแม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจนทำให้ไม่กลัวไข้จนเกินเหตุและโฟกัสไปที่ “การดูแลให้ลูกสบายที่สุด”

========================================

📌 สรุปสั้นๆปิดท้าย
1. ไข้เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ชัก → ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เหมือน “ปุ่มสวิตช์หลายตัวถูกกดพร้อมกัน” จึงจะเกิดไข้ชักได้ 🚀🧬🧠
2. เด็กที่มีไข้สูงส่วนใหญ่ (>95%) ไม่ชัก มีเพียง 2–5% เท่านั้นที่ชัก 🔢
3. การลดไข้ทำเพื่อให้ลูกสบายขึ้น → ไม่ได้ช่วยป้องกันชัก ❌⚡
4. เด็กที่มี “ไข้ + ชัก” ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุ 🏥
5. ไข้ชักธรรมดา ไม่ทำลายสมอง ไม่กระทบพัฒนาการ 🧠✨
6. ไข้ชักที่เป็นซ้ำบ่อยๆ ต้องตรวจหาสาเหตุแฝง
7. สิ่งที่ลูกต้องการที่สุดตอนป่วยเป็นไข้ → คือ การพักผ่อนและการดูแลจากพ่อแม่ในแบบที่พอดี ไม่มากเกินและไม่น้อยไป 🛌🤱

18/08/2025

เฝ้าระวังกันด้วยนะครับ มีข่าวการระบาดในหลายพื้นที่อยู่เรื่อยๆ
รณรงค์พาเด็กๆ🐱🐶มาฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ากันนะครับ
คน --------> ฉีดที่โรงพยาบาลของคน
สัตว์-------->ฉีดที่คลินิก,โรงพยาบาลสัตว์,เทศบาลปศุสัตว์
ด้วยความห่วงใยจากหมอครับ🤍

25/06/2025
22/06/2025
08/05/2025

สวัสดีวันจันทร์
ทำไมวันนี้แฉะจัง มีอารมณ์เหรอจ๊ะ
เหตุไฉนน้ำหล่อลื่นจากช่องคลอดจึงออกมาเยอะ จนเปียกแฉะ!?

หมอคะ น้ำหล่อลื่นเยอะมาก ทำยังไงให้มันน้อยลงคะ

เคยโพสต์ไว้ให้อ่านนานแล้ว วันนี้เอามาให้อ่านใหม่

มันเป็นปัญหาของช่วงวัยจริงๆ
วัยเจริญพันธุ์ก็มักบ่นว่ามากไป พอเริ่มแก่ไปก็บ่นก็โหยหา

เรื่องของน้ำแฉะ ดังแจ๊ะๆ
บางทีมากเกินไปก็คิดเหมาไปว่า #หลวม ซะอย่างนั้น

จริงๆแล้ว เจ้าน้ำหล่อลื่น มาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง
📍อย่างแรก ระดับฮอร์โมนเพศหญิง
การมีระดับเอสโตรเจน (Estrogen) เยอะก็จะทำให้น้ำหล่อลื่นออกมาได้
ซึ่งเราจะเห็นได้เลยว่า ผู้หญิงมักจะมีน้ำในช่องคลอดมากยิ่งขึ้น
ซึ่งบางทีนึกว่าตกขาวด้วยซ้ำ ในช่วงก่อนประจำเดือนมาหรือหลังมีประจำเดือน

📍อย่างที่ 2 จะมาจากฮอร์โมน LH
จะมีลักษณะเป็นมูก เหนียวๆ ใสๆ ก็จะเป็นในช่วงกลางของรอบประจำเดือน
คือ #ช่วงไข่ตก เป็นเรื่องปกติตามรอบวัฏจักรของการสร้างฮอร์โมน

แต่สิ่งที่มากกว่านั้น คือ อาจจะมีน้ำหล่อลื่นมากขึ้นในช่วงที่เรามีอารมณ์ทางเพศ
เพราะการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ทางเพศ มันเป็นกลไกสั่งมาจากสมอง
จะทำให้ผลิตสารคัดหลั่ง สารหล่อลื่นมากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการฉีกขาดขณะมีเพศสัมพันธ์ นอกเหนือจากนี้ จะเป็นเรื่องของการอักเสบ

วิธีลดน้ำหล่อลื่นระหว่างการร่วมเพศนั้น คือ อย่าพยายามกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ
เวลาที่เราบอกว่า น้ำหล่อลื่นเยอะหรือน้อย มันจะไม่เป็นมาตรา
ไม่ได้วัดเป็นมิลลิลิตร ส่วนใหญ่จะวัดจากความรู้สึก
อาจคิดว่า เรามีน้ำเยอะเกินไป
หรือบางทีถูกคู่นอนบ่นว่า เอ๊ะ! ทำไมเธอมีน้ำเยอะเกินไป
อาจจะเป็นเพราะคู่นอนของเราเบื่อ จะนอกใจเราก็เป็นได้
เขาอาจจะอ้างว่า หลวม‼️

เช่นเดียวกับผู้หญิงที่วิ่งมาทำรีแพร์ (Repair) เป็นข้ออ้างว่าเธอหลวมนะ
ทำรีแพร์แทบตายผู้ชายก็มีคนอื่นอยู่ดี
ฉะนั้นตรงนี้ ไม่ใช่โรค น่าจะเป็นเรื่องของจิตใจของเราเองมากกว่า”

ดังนั้น จงดีใจเถิดที่มันยังแฉะได้อยู่😅

ด้วยความปรารถนาดี
#ใกล้หมอจิ๋ม

ทุกปัญหาใต้สะดือเหนือเข่า เราเข้าใจ
ทุกปัญหาสุขภาพและเรื่องจุดซ่อนเร้นที่นี่มีคำตอบ โดย #สูตินรีแพทย์

12/04/2025
07/02/2025

ช็อกคนชอบ ‘กุ้งแช่น้ำปลา’ พบเคส ‘พยาธิปอดหนู’ ขึ้นตา ทำข้าราชการสาวต.า.บ.อ.ด
แพทย์โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร พบผู้ป่วยโร.คพยาธิปอดหนูขึ้นตา จากการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะกุ้งแช่น้ำปลา ทำให้ข้าราชการสาววัย 40 ปี ตาบอด ชี้เป็นผู้ป่วยรายแรกของ จ.พิษณุโลก ขณะที่ทั่วโลกพบผู้ป่วยไม่เกิน 50 ราย

และพบมากที่สุดในไทย เป็นผู้ป่วยจากภาคอีสาน ซึ่งรายงานโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 18 ราย จึงต้องส่งตัวผู้ป่วยรักษาร่วมกับจักษุแพทย์เชี่ยวชาญด้านจอต.าและน้ำวุ้นต.า
ด้าน นายแพทย์คณินท์ เหลืองสว่าง จักษุแพทย์เชี่ยวชาญด้านจ.อต.าและน้ำวุ้นต.า รพ.มน. ได้กล่าวว่า หลังจากได้รับเคสผู้ป่วยมาพบว่าตาคนไข้มีการอักเสบและพบในน้ำวุ้นต.า จึงทำการรักษาด้วยการให้ยาฆ่าพยา_ธิและยาลดอักเสบจากนั้นได้ทำการผ่าตัดโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงสามารถนำตัวพยา_ธิออกมาจากตาได้ พบว่าเป็น “พยา_ธิปอดหนู” ความยาวประมาณ 0.5 ซม. สาเหตุที่เรียกว่าพยา_ธิปอดหนู เพราะพยา_ธิตัวเต็มวัยทั้งสองเพศจะอาศัยอยู่ในหลอดเลือดแดงของปอดหนู พยา_ธิตัวเมียจะออกไข่ในหลอดเลือดแดงและฟักตัวเป็นตัวอ่อน ระยะที่ 1 ปนออกมากับมูลหนู เมื่อตัวอ่อนไชเข้าหอยทาก หรือหอยน้ำจืด เช่น หอยโข่ง หอยขม หอยเชอรี่ กุ้งน้ำจืด ปลาน้ำจืด แล้วจะเจริญเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อในระยะนี้หากคนรับประทานอาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ พยา_ธิจะเข้าสู่ระบบประสาท เช่น สมองไขสันหลัง หรือตา ฯลฯ อาหารเจ็บป่วยจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของอวัยวะที่พยา_ธิอยู่เช่นเคสของคนไข้รายนี้ที่ตัวพยา_ธิขึ้นตาจึงทำให้เกิดอาการที่พบบ่อยคือตามัวลงแบบเฉียบพลันไม่มีอาการปวด หรือเคืองตาแต่อย่างใดใด ซึ่ง จากการซักประวัติของผู้ป่วยพบว่ามีประวัติชอบทานอาหารสุกๆ ดิบๆ บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกุ้งน้ำจืดที่ทานในเมนูกุ้งแช่น้ำปลาเป็นประจำ. #แนะนำอาหาร #อาหารสำหรับคุณ #อาหารมีประโยชน์ #สาระน่ารู้ 🥰😍

ที่อยู่

Lom Sak
67110

เวลาทำการ

จันทร์ 12:00 - 22:30
อังคาร 12:00 - 22:30
พุธ 12:00 - 22:30
พฤหัสบดี 12:00 - 22:30
ศุกร์ 12:00 - 22:30
เสาร์ 12:00 - 22:30
อาทิตย์ 12:00 - 22:30

เบอร์โทรศัพท์

+66897162255

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านยาบุญ 2 YABUNผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ร้านยาบุญ 2 YABUN:

แชร์