ที่ปรึกษากระดูกทับเส้น คอเสื่อม ไหล่ติด กล้ามเนื้ออักเสบ

ที่ปรึกษากระดูกทับเส้น คอเสื่อม ไหล่ติด กล้ามเนื้ออักเสบ การแพทย์และสุขภาพ

13/05/2018
09/05/2018

!!อัลบั้มนี้เลอค่า!!
มหากาพย์ Yoga Anatomy
ที่คนฝึกโยคะ "ทุกคนควรรู้"

ที่นี่โยคะได้รวบรวมอาสนะมากกว่า 64 ท่า
พร้อมแสดงให้เห็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในขณะทำอาสนะนั้นๆ
แสดงให้เห็น Anatomy แบบทะลุประโปร่ง

ทำให้ฝึกอาสนะได้อย่างเข้าใจมากขึ้น!!!!

ภาพทั้งหมดนี้เป็นสิ่งดีๆจากหนังสือ
Yoga Anatomy ของ Leslie Kaminoff
ตำราเรียนที่ใช้กันทั่วโลก /// แชร์กันได้เลยนะ
-------------------------------------------------
สนใจ DVD Box Set "เรียนโยคะพื้นฐานให้เป็นใน7วัน"
(เหมาะกับผู้อยากเรียนโยคะพื้นฐานที่บ้าน)
ติดต่อไลน์
061-890-1457

หัวไหล่เสียสมดุล เพราะ...... #เราทำตัวเองหรือเปล่าน่าท่านทราบไหมคะว่า ปัจจัยใดจึงทำให้หัวไหล่ที่สมดุลอยู่ก่อนนั้นต้องกลั...
08/05/2018

หัวไหล่เสียสมดุล เพราะ......
#เราทำตัวเองหรือเปล่าน่า

ท่านทราบไหมคะว่า ปัจจัยใดจึงทำให้หัวไหล่ที่สมดุลอยู่ก่อนนั้นต้องกลับเสียสมดุลไป ก็เกิดจากพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์เรานี่เองค่ะ มาดูกันนะคะว่ามีพฤติกรรมอะไรบ้าง

การก้มเล่นสมาร์ทโฟน การใช้คอมพิวเตอร์ ในท่าคอก้ม ไหล่ห่องุ้ม หลังค่อม ใช้กันวันละหลายๆชั่วโมง จากท่าดังกล่าวก็ทำให้กระดูกหัวไหล่ที่ปกติอยู่ตรงกลางเบ้า กลับดันมาด้านหน้ามากเกินไป เมื่อเคลื่อนไหวก็เกิดการกดอัดที่เส้นเอ็น ทำให้เกิดการอักเสบตามมา

ติดนอนตะแคงทับหัวไหล่ กลุ่มนี้ชัดเจนเมื่อตื่นนอน บางคนเจ็บไหล่ร่วมกับมือชา หากเป็นคนที่ไหล่งุ้มอยู่แล้ว แล้วซ้ำด้วยการนอนทับอีก นานเข้าก็อักเสบเป็นปวดเรื้งรัง

กีฬาบางชนิดที่ต้องยกแขนซ้ำๆ บ่อยๆ ในท่าเดิม หรือผู้ที่ชอบยกน้ำหนัก ฝึกกล้ามเนื้อด้านหน้าอกมาก จนทำให้กล้ามเนื้อด้านหน้าแข็งแรงไม่สมดุลกับด้านหลัง หัวไหล่จึงหมุนมาด้านหน้า เมื่อเคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดการอักเสบในที่สุด หรือแม้แต่แม่บ้านที่อยู่ในท่าไหล่งุ้มๆ แล้วใช้งานแขนซ้ำๆ ก็ทำให้เกิดการกดอัดที่ข้อ และทำให้เกิดการอักเสบได้เหมือนกันค่ะ ฯลฯ

หากวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นส่วนใด ก็ปรับกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้ทำงานสมดุลเพื่อดึงให้กระดูกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

ร่วมกับตัวเคสเองต้องรู้จักร่างกายตนเอง ว่าปัญหาที่ปวดมีต้นตอมาจากสิ่งใด แล้วปรับร่างกายตัวเองให้เหมาะสมร่วมไปด้วย แต่

เคสจะรักษายากและใช้เวลานานหากปล่อยไว้เรื้อรัง เพราะการอักเสบจะลามไปทั่วทุกมัดกล้ามเนื้อ จากที่กล่าวมาแล้วว่า กล้ามเนื้อที่เป็นตัวให้ความมั่นคงกับหัวไหล่นั้น เยื่อของกล้ามเนื้อเหล่านี้เชื่อมกันอยู่หมดจึงเป็นเหตุว่าหากปล่อยไว้เรื้อรังก็จะลุกลามอักเสบไปทั้งรอบหัวไหล่ เกิดเยื่อพังผืดหนาตัว จำกัดการเคลื่อนไหว ถ้าปล่อยเอาไว้การรักษาก็อาจยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้นค่ะ

ถ้าร่างกายท่านใดเริ่มมีสัญญาณแปล๊บ ๆ เสียวๆ ที่ไหล่ก็อย่าปล่อยให้เรื้อรังนะคะ รีบจัดการไว้แต่ต้น

ปรึกษาโทร 0922975800

หยุด! เพื่อลดปวดอาการปวดกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุมาจากการใช้งานเกินกำลัง หรือ มีการกดเบียดทำให้กล้ามเนื้อมีอาการบ...
07/05/2018

หยุด! เพื่อลดปวด

อาการปวดกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุมาจากการใช้งานเกินกำลัง หรือ มีการกดเบียดทำให้กล้ามเนื้อมีอาการบาดเจ็บ

บางกรณีอาการบาดเจ็บมักจะไม่เกิดขึ้นทันทีทันใด จะเป็นการบาดเจ็บที่สะสมทีละน้อย จนมีอาการปวดมากขึ้นจนรบกวนชีวิตประจำวัน

เนื่องจากกิจกรรมบางอย่างอาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บสะสม

ถ้าหยุดกิจกรรมนั้นอาจทำให้อาการปวดที่รบกวนชีวิตประจำวันลดลงได้

การที่กล้ามเนื้อทำงานมากเกินไปร่วมกับมีการบาดเจ็บสะสม จะทำให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อ ที่เรียกว่า

อาการอักเสบของกล้ามเนื้อแบบนี้มีความแปลกพิสดาร เพราะนอกจากจะปวดที่กล้ามเนื้อแล้ว มักมีอาการร้าวหรือไปที่อื่น ซึ่งในบางครั้งอาการร้าวก็ไกลไปจากกล้ามเนื้อนั้นมาก เช่น กรณีที่ผู้ป่วยเป็นที่คอ แต่ร้าวไปที่นิ้ว ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดคอบ้าง

แต่อาการปวดร้าวหรืออาการที่นิ้วเป็นอาการที่ผู้ป่วยเป็นกังวลมากกว่า จึงเป็นอาการนำของผู้ป่วย

กล้ามเนื้อที่น่าจะเป็นสาเหตุของอาการทั้งหมด คือกล้ามเนื้อสเคลีน (scalene muscles)

เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ที่คอ เมื่อมีอาการอักเสบเรื้อรัง จะมีอาการร้าว กล้ามเนื้อสเคลีนมีหน้าที่ช่วยการเคลื่อนไหวของกระดูกคอ ทั้งการเอียง หมุน และงอ นอกจากนี้ยังช่วยในการหายใจเข้าลึก เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็ก สเคลีนจึงเป็นกล้ามเนื้อที่มักจะทำงานเกินกำลังและล้าได้ง่าย

การหากิจกรรมที่เป็นสาเหตุบางครั้งก็ยากบางครั้งก็ง่าย ขอให้สังเกตกิจกรรมที่ทำแต่ละวัน เช่น เมื่อทำกิจกรรมนั้นมากๆ อาการจะชัดขึ้น ก็ลองหยุดกิจกรรมนั้น ว่าอาการดีขึ้นไหม?

ถ้าทำหลายกิจกรรมในแต่ละวัน อาจลองงดกิจกรรมนั้นทีละอย่าง จนทราบสาเหตุที่แท้จริง

การหยุดเพื่อลดปวดนั้นเป็นการรักษาหลักของอาการประเภทนี้

ถ้าผู้ป่วยไม่หยุดหรือลดกิจกรรมนั้นลง อาการจะไม่หายและทำให้การรักษายุ่งยากขึ้น

ถ้าปล่อยให้มีความปวดอยู่นานๆ ระบบประสาทจะปรับตัว ให้อาการปวดนั้นคงอยู่ตลอดไป

แม้ว่าโรคนั้นจะหายไปแล้ว ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง

อย่าลืมว่าเมื่อมีอาการปวดกระดูก ข้อ หรือกล้ามเนื้อ จากการทำงาน ต้องหาสาเหตุหรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการให้ได้ แล้วหยุดหรือลดกิจกรรมนั้น อาการของท่านจะดีขึ้นในเร็ววัน

ปรึกษาโทร 0922975800

หันคอไม่ได้ ตึง ร้าวไปทั้งตัว #ปวดคอ มีหลายสาเหตุ จากโรคต่างๆ ระวัง !!!ปวดคอที่พบบ่อยที่สุดคือ กล้ามเนื้อคอหดเกร็งทำให้เ...
06/05/2018

หันคอไม่ได้ ตึง ร้าวไปทั้งตัว
#ปวดคอ มีหลายสาเหตุ จากโรคต่างๆ ระวัง !!!

ปวดคอที่พบบ่อยที่สุดคือ กล้ามเนื้อคอหดเกร็งทำให้เอี้ยวคอหรือเคลื่อนไหวศีรษะไม่ได้ หรือที่เรียกว่า ตกหมอน
ปวดต้นคออาจะมีสาเหตุจากกล้ามเนื้ออักเสบเนื่องจากการใช้งานที่ไม่เหมาะสม หรืออาจจะมีสาเหตุจากกระดูกคอเสื่อม

โรคที่เป็นสาเหตุของอาการปวดต้นคอ
โรคหมอนรองกระดูก Cervical Disc Disease
หากเราเกิดอุบัติเหตุเช่น รถชนกันทำให้ศีรษะหงายหลัง หรือเกิดจากข้ออักเสบทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมและมีการเลื่อนของหมอนรองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดเหมือนไฟช็อกจากต้นแขนไปปลายแขนร่วมกับอาการชา หากไม่รักษาอาจจะทำให้แขนอ่อนแรงถึงกับเป็นอัมพาต หมอนกระดูกทับเส้นประสาท

ท่อไขสันหลังตีบ Cervial stenosis
เนื่องจากมีการเสื่อมของกระดูกต้นคอและหมอนรองกระดูกทำให้รูในท่อไขสันหลังแคบจึงมีการกดทับประสาทไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ ชามือ เดินเร็วจะปวดขา ทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้

กระดูกต้นคอเสื่อม Osteoartgritis
กระดูกต้นคอก็เหมือนกับกระดูกที่อื่นๆ เมื่อใช้งานมานานก็เกิดการเสื่อมของกระดูก หมอนกระดูกจะบางลง และมีกระดูกงอกเงยออกมา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ มักจะเป็นมากในตอนเช้า ปวดต้นคอร้าวไปบริเวณไหล่หรือสะบัก ตอนสายๆอาการจะดีขึ้น
การได้รับอุบัติเหตุ
ส่วนให้เกิดจากอุบัติเหตุรถหรือมอเตอร์ไซด์ มีการหงายหน้าอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้มีการช้ำของกล้ามเนื้อ ในรายที่เป็นรุนแรงอาจจะมีหมอนกระดูกทับเส้นประสาท

ปรึกษาฟรี
โทร 0922975800

คลายเส้นกันนะครับ มีอาการปวดขา ตึงก้น นอนหงาย แล้วยกขาข้างที่ปวดพาดมาไว้อีกข้างตามภาพ จนรู้สึกตึงที่ก้นโดยหัวไหล่ทั้ง 2 ...
05/05/2018

คลายเส้นกันนะครับ
มีอาการปวดขา ตึงก้น

นอนหงาย แล้วยกขาข้างที่ปวดพาดมาไว้อีกข้างตามภาพ จนรู้สึกตึงที่ก้นโดยหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างแนบกับพื้น บิดแค่ขามาอย่างเดียวค้างไว้ 15-20 วินาที จำนวน 5 เซ็ต

กำลังเสียสมดุลหรือเปล่า?  ......เมื่อสลักเพชรจมเช็ก! ตัวเองเสียหน่อยหนาตำแหน่งของจุดที่อยู่ตรง “สลักเพชร” คือเวลานอนตะแค...
04/05/2018

กำลังเสียสมดุลหรือเปล่า? ......เมื่อสลักเพชรจม
เช็ก! ตัวเองเสียหน่อยหนา

ตำแหน่งของจุดที่อยู่ตรง “สลักเพชร” คือเวลานอนตะแคงแล้วจะเห็นจุดที่นูนที่สุด ซึ่งเป็นบริเวณข้อต่อขากับลำตัว มันคือจุดของถุงน้ำดี

เมื่อเกิดอาการปวดบริเวณนี้ ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนเราว่า ร่างกายกำลังเสียสมดุลที่อวัยวะถุงน้ำดี

ถ้าเสียสมดุลมาต่อเนื่อง ความปวดก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บอกถึงการเสียสมดุลต่างๆ ดังนี้

๑. นอนดึกเกิน ๓ ทุ่ม บ่อยๆ

๒. คร่ำเครียดกับงานประจำ หรืองานต่างๆ ทั้งใช้ความคิด หรือใช้กำลังกาย

๓. ลืมหายใจลึกๆยาวๆ หายใจสั้นๆจนเคยชิน

๔. นอนไม่ค่อยหลับ ชอบตื่นกลางดึก

๕. นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ

๖. กินอาหารที่มีคลอโรฟิลน้อยไป แต่กินอาหารหวาน อาหารทอดมากเกินไป

๗. นอนในห้องที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเสมอๆ

ปรึกษาโทร 0922975800

กินกล้วยทุกวัน ได้อะไรน่า................ถ้าต้องการให้ระดับพลังงานที่หย่อนยานลงนั้น กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาหารว่าง...
03/05/2018

กินกล้วยทุกวัน ได้อะไรน่า................

ถ้าต้องการให้ระดับพลังงานที่หย่อนยานลงนั้น กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาหารว่างใด ดีไปกว่า กล้วย เพราะกล้วยนั้นอุดมไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรักโทส และ กลูโคส รวมกับเส้นใย และกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด

จากงานวิจัยพบว่า กินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอกับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่กล้วย เป็นผลไม้อันดับหนึ่งของนักกีฬาชั้นนำระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้น

ยังช่วยเอาชนะและป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรค จึงควรรับประทานทุกวัน

อาการคุ้นๆๆ มั้ย แบบนี้ ? #เส้นเอ็นมีปัญหานั้นเองภาวะข้อไหล่ติดนั้นเกิดจากเส้นเอ็นหุ้มข้อไหล่อักเสบ ทำให้เส้นเอ็นเหล่านั...
02/05/2018

อาการคุ้นๆๆ มั้ย แบบนี้ ?
#เส้นเอ็นมีปัญหานั้นเอง

ภาวะข้อไหล่ติดนั้นเกิดจากเส้นเอ็นหุ้มข้อไหล่อักเสบ ทำให้เส้นเอ็นเหล่านั้นหนาตัวขึ้น

และเมื่อเรายกแขนหรือเอามือไขว้หลังจะทำให้เส้นเอ็นถูกยืดและกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวดขึ้น

จนทำให้เราไม่กล้ายกแขนขึ้นเหนือศีรษะนั่นเอง

แล้วเมื่อเราหลีกเลี่ยงการยกแขน การเคลื่อนไหวหัวไหล่ จะยิ่งทำให้เอ็นรอบข้อไหล่หนาตัวมากขึ้น มากขึ้น องศาการเคลื่อนไหวเราจะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ ทีนี้อย่าว่าแต่จะยกแขนเลย

แค่ขยับแขนนิดๆหน่อยๆก็ร้องโอดโอยกันแล้ว

ปรึกษาโทร 0922975800

รู้เท่าทันอาการของโรค เพราะมันอยู่ใกล้ตัวคุณ ...!!!ปวดบริเวณคอ ปวดศีรษะ ปวดสบัก ปวดก้านคอข้างใดข้างหนึ่ง ปวดรบกวนมีอาการ...
30/04/2018

รู้เท่าทันอาการของโรค เพราะมันอยู่ใกล้ตัวคุณ ...!!!
ปวดบริเวณคอ ปวดศีรษะ ปวดสบัก ปวดก้านคอข้างใดข้างหนึ่ง ปวดรบกวนมีอาการแทรกซ้อน

โรคปวดคอ ไหล่ติด สะบักจม สัญญาณเตือน “โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง”

เคยสังเกตกันไหมว่า ในหนึ่งวัน เรา “สะบัดคอ” เพราะรู้สึกหนัก เมื่อย เกร็ง กันกี่หน ร้อยทั้งร้อย เชื่อว่าไม่เคยนับ เพราะคิดว่าเป็นอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน เป็นเรื่องปกติ แต่รู้ไหมว่า ที่จริงแล้วมันไม่ปกติ อาการปวดคอ บ่า ไหล่ ไหล่ติด ยกแขนลำบาก สะบักจม เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย หากไม่หาทางแก้ไข ในอนาคตอาจต้องเตรียมรับมือกับโรคไมเกรน กล้ามเนื้อเสื่อม หมอนรองกระดูกเสื่อม โรคหลอดเลือด (อัมพฤกษ์-อัมพาต และโรคหัวใจ)

ลำคอของเรา เป็นอวัยวะที่ต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะไว้ทั้งวันและต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะก้ม เงย เอี้ยว หมุน แม้กระทั่งตอนหลับ นับเป็นหนึ่งในอวัยวะภายนอกที่ต้องทำงานหนักที่สุด และจำเป็นต้องได้รับการดูแล บำรุงรักษา อย่างสม่ำเสมอ แต่คนส่วนใหญ่มักละเลย ไม่ค่อยให้ความสำคัญ และยังทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยกันอยู่เป็นประจำ

โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง ปล่อยนานไม่ดีแน่

โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อร่างกายคนเราจะหด และคลายตัวสลับกันเป็นจังหวะ ทำให้หลอดเลือดที่ทอดผ่านในมัดกล้ามเนื้อ สามารถส่งเลือดให้ไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าเรามีพฤติกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็งนานเกินไปบ่อยๆ หลอดเลือดถูกบีบรัดนานๆ เป็นประจำ

การไหลเวียนของเลือดก็จะติดขัด มีของเสียคั่งค้างอยู่ในกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการอักเสบ และมีอาการปวดกล้ามเนื้อขึ้น และหากไม่ได้รักษาอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อก็จะเคยชินกับการหดเกร็งอยู่ตลอด ไม่มีการคลายตัว กลายเป็นอาการปวดอย่างเรื้อรัง แพทย์แผนปัจจุบันเรียกว่า Chronic Myofascial Pain Syndrome (MFPS) หรือ “โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง”

กล้ามเนื้อส่วนที่พบปัญหา Chronic Myofascial Pain Syndrome มากที่สุด ได้แก่ กล้ามเนื้อบริเวณ ต้นคอ บ่า และหลังเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากกิจกรรมประจำวันของเราแทบทุกคน มักต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้กันตลอดเวลา

ทั้งในการทำงาน การออกกำลังกาย การเล่นดนตรี ไปจนถึงการเล่นโทรศัพท์มือถือ อ่านหนังสือ แม้แต่การนั่งอยู่เฉยๆ หรือในขณะหลับ

ในรายที่เป็นไม่มาก อาจจะมีแค่อาการปวดตึงๆ เมื่อยๆ เท่านั้น ซึ่งเมื่อรู้สึกตัว และรีบผ่อนคลาย ยืดเหยียด หรือนวดคลายกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ อาการก็ทุเลาหายไปได้

แต่บางรายที่ละเลยต่ออาการ และมักมีพฤติกรรมทำร้ายกล้ามเนื้อซ้ำ เช่น การสะบัดหรือ จับคอบิดแรงๆ เป็นประจำ โดยไม่ยืดเหยียด ผ่อนคลาย อาจมีอาการปวดรุนแรงจนไม่สามารถทำงานหรือนอนหลับอย่างเป็นปกติได้

สาเหตุของอาการปวดคอ ไหล่ติด สะบักจม

มักจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น
นอนหมอนที่ไม่รองรับต่อสรีระบริเวณคอและบ่า เช่น หมอนสูง หรือต่ำ เกินไป

สลัดคอแรงๆ บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาเมื่อยมากๆ ยิ่งเมื่อย ยิ่งสะบัดแรง

ใช้คอและไหล่หนีบโทรศัพท์เป็นนิสัย หรือก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ

การทำงานที่จำเป็นต้องเกร็งศีรษะ ค่า บ่า ไหล่ ตลอดเวลา เช่น นั่งพิมพ์งาน ยกของหนัก ขับรถ สะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักมากเกินไป โดยไม่มีการเตรียมพร้อม-ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และพักระหว่างวันเท่าที่ควร

การออกกำลังกายเกินกำลัง หรือออกกำลังกายโดยไม่ยืดหยียดกล้ามเนื้อให้มีความพร้อมก่อนออกกำลัง และไม่ยืดเหยียดผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลัง

ชอบนั่งหลับ สัปหงก ทำให้เกิดการกระตุก เกร็งกล้ามเนื้อคอบ่อยๆ

อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวรุนแรง เช่น รถชนท้าย คอกระชากไปหน้า-สะบัดไปหลัง

พฤติกรรมต้นเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งเรามักทำเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว คือ “ความเครียด” (บางคนนั่งทำงานขมวดคิ้ว ย่นหน้าผาก เกร็งใบหน้า ทั้งวัน ไม่ยอมผ่อนคลาย จนเกิดริ้วรอยก่อนวัย)

เนื่องจาก ความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กล้ามเนื้อ และหลอดเลือดหดเกร็ง นอกจากจะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว ความเครียดยังเป็นตัวการสร้างอนุมูลอิสระภายในร่างกาย เป็นบ่อเกิดของโรคแห่งความเสื่อมทั้งหลาย อย่างเช่น โรคความดันโลหิต เบาหวาน หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย

เรื่องการป้องกัน เราส่วนใหญ่ทราบกันดีอยู่แล้ว เช่น ไม่นั่งทำงานในท่าเดียวนานเกินไป ขยับร่างกายเปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นต้น แต่ในการดำเนินชีวิตประจำวันนั้น เราอาจไม่สามารถรู้ตัวหรือป้องกันได้ตลอดเวลา บางครั้งกว่าจะรู้ตัวอีกที ก็เกิดอาการขึ้นเสียแล้ว

ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์มักจ่ายยาแก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ แกอักเสบ รวมถึงยาคลายเครียดให้ และในรายที่เป็นมานาน มีอาการมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ฉีดสเตียรอยด์หรือยาชาเข้ากล้ามเนื้อเพื่อระงับอาการปวดชั่วคราว ซึ่งต้องฉีดอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และมักพบว่า เมื่อฉีดไปได้สักระยะ อาการจะไม่ค่อยทุเลาลง หรือกลับเป้นมากขึ้นจนสุดท้ายอาจจบลงที่การผ่าตัด และกลับมาเป็นซ้ำในไม่กี่ปีต่อมา

เนื่องจากพฤติกรรมก่อโรคของเรายังคงดำเนินต่อไป เราได้รับการบรรเทาเพียงแค่อาการปวด แต่เรายังไม่ได้ลงมือรักษาเจ้าของร่างกายที่เจ็บปวดกันอย่างจริงจัง

ดังนั้น ในบทความนี้เราจึงเน้นนำการเสนอวิธีการแก้ไข สำหรับผู้ที่มีอาการ ไม่ว่าจะเป็นในระยะเริ่มต้นหรือเรื้อรังมากนาน ซึ่งหากปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นหรือหายเป็นปกติได้

ปรึกษาโทร 0922975800

น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำเย็น! อันตรายที่ไม่รู้ตัว #แขนขาอ่อนแรงใครจะไปเชื่อว่า..การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษมีภัยและให้โทษได้ถึงขนา...
30/04/2018

น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำเย็น! อันตรายที่ไม่รู้ตัว
#แขนขาอ่อนแรง

ใครจะไปเชื่อว่า..การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษมีภัยและให้โทษได้ถึงขนาดนี้ หมอได้พบผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือ ที่เรียกกันว่าโรคอัมพฤกษ์ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็นหรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง

ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆรับประทานแต่เนื้อสัตว์ที่สำคัญ คือ ชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก และ ต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น

ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้งเช่น มึนเวียนศีรษะง่ายเห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตาการพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหันต้องนำส่งโรงพยาบาล

เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว

นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา

การดื่มน้ำเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ ไตต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะเตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะทำให้ผู้ที่ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำจนเลือดข้นหนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่นทำให้มีคราบไขมัน และของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง

ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือดแล้วขับออกทางปัสสาวะ การทำหน้าที่ตลอด 24 ชม.ไม่มีวันหยุดของไตนั้น

ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้งน้ำเย็นด้วยก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอและ จะส่งสัญญาณร้องให้เราทราบดังนี้


1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นานดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆกลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว

2.มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆโดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ

3.ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่ายเช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ

4.หลอดเลือดตีบตันหรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย

หากใครยังทานน้ำเย็น นมเย็นกาแฟเย็น น้ำอัดลม น้ำหวานเย็นชาเย็น อยู่เป็นประจำ มีอาการปวดหลังแน่ๆก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้

1.ปรับเลือดที่หนืดข้นให้หายข้นด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือดโดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน

2.ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่องด้วยการออกกำลังเป็นประจำ

3.ไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ ของทอดของหวานจัด เพราะทำให้เกิดอนุมูลอิสระปริมาณมากจนทำให้หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย

4.งดการทานน้ำเย็น

ปรึกษาโทร 0922975800

ร ะ วั ง ก ร ะ ดู ก เ สื่ อ ม ก่ อ น วั ย !!!สาเหตุของข้อเสื่อม“ข้อเสื่อม” คือโรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนในข้อ...
29/04/2018

ร ะ วั ง ก ร ะ ดู ก เ สื่ อ ม ก่ อ น วั ย !!!

สาเหตุของข้อเสื่อม

“ข้อเสื่อม” คือโรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนในข้อต่อต่างๆ อันนำไปสู่อาการปวดขัดในข้อ บางครั้งอาจมีเสียงดังขณะที่เคลื่อนไหว ถ้าเป็นมากอาจมีอาการบวมแดงร้อน โดยสาเหตุที่จะทำให้เกิดอาการเหล่านี้คือ การเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนที่คลุมผิวข้อไว้จะนิ่มกว่าปกติ มีการแตกเป็นร่อง ทำให้ความสามารถในการยืดหยุ่นและคลุมปลายประสาทเสียไป ซึ่งปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดโรคข้อเสื่อม คือ

- อายุและเพศ อะไรที่ใช้มานานก็ย่อมเสื่อมสภาพลงเป็นธรรมดา ข้อก็เช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้สูงอายุจะเป็นโรคข้อเสื่อมมากกว่าคนวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันข้อเสื่อมก็มักจะเกิดขึ้นกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เพราะเพศหญิงมีความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อน้อยกว่าเพศชาย ทำให้มีแรงกระแทกผ่านข้อมากกว่าในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน

- การใช้ข้อผิดวิธี ผู้มีอาชีพใช้ข้อมากๆ เช่น คนงานขุดเจาะถนนที่ใช้สว่านไฟฟ้ากระแทกขึ้น-ลง การเดินขึ้น-ลงบันไดบ่อยๆ หรือการนั่งยองๆ นั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ หรือขัดสมาธิ เป็นเวลานาน เหล่านี้ล้วนนำไปสู่โรคข้อเสื่อมได้

- การได้รับบาดเจ็บ ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุบริเวณข้อต่อ กระดูกหัก ข้อเคลื่อนหลุด หรือการบาดเจ็บอันมีผลต่อผิวกระดูกอ่อนของข้อซ้ำๆ และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

- การอักเสบของข้อที่นานและรุนแรง เช่น โรครูมาตอยด์ โรคเก๊าต์ ทำให้เกิดการอักเสบในข้อ และทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ

- ความอ้วน น้ำหนักตัวที่มากเกินไป ทำให้ข้อต้องรับน้ำหนักมากขึ้นกว่าปกติตลอดเวลาที่ใช้งาน โดยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม จะทำให้มีแรงผ่านข้อเพิ่มขึ้นถึง 4-7 กิโลกรัม

แม้ปัจจัยเรื่องอายุและเพศจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ปัจจัยอื่นๆ นั้นสามารถเลี่ยงได้ด้วยการดูแลตัวเองอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ก็จะช่วยชะลอหรือช่วยให้ห่างไกลจากโรคข้อเสื่อมได้

ปรึกษาโทร 0922975800

ที่อยู่

Min Buri
10510

เบอร์โทรศัพท์

0922975800

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ที่ปรึกษากระดูกทับเส้น คอเสื่อม ไหล่ติด กล้ามเนื้ออักเสบผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ที่ปรึกษากระดูกทับเส้น คอเสื่อม ไหล่ติด กล้ามเนื้ออักเสบ:

แชร์

ฟื้นฟูกระดูกทับเส้น

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท - มีอาการชาร้าวลงขา (อาการคล้ายกับ piriformis syndrome นะครับ) - พบจุดกดเจ็บกระดูกสันหลังของข้อที่หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน และในรายที่เป็นมากจะมีอาการปวดแปล๊บทั่วไปทั้งแผ่นหลัง แม้เพียงแตะเล็กน้อยก็จะเจ็บมากจนต้องร้องโอดโอย (ในโรค piriformis syndrome จะปวดลึกๆที่ก้นเท่านั้น ไม่มีอาการปวดหลังใดๆ)

- ไอ จามจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น (โรค piriformis syndrome ต่อให้ไอทั้งวันก็ไม่ทำให้อาการปวดเพิ่มขึ้น)

- เมื่อนั่งจะรู้สึกสบาย อาการปวดแปล๊บและชาลดลง แต่เมื่อยืนเดินอาการปวดแปล๊บและชาจะเพิ่มมากขึ้น ในผู้ป่วยบางรายเดินเพียง 5 นาทีก็ต้องนั่งแล้วเพราะทนอาการชาไม่ไหว (ผู้ที่เป็นโรค piriformis syndrome อาการปวดจะค่อยๆเพิ่มขึ้นเมื่อนั่งนาน และรู้สึกปวดลึกๆหน่วงๆไม่ใช่อาการปวดแปล๊บเหมือนไฟช็อต)

- กล้ามเนื้อหลังตึงเกร็งจนสังเกตุเห็นได้ว่าผู้ป่วยจะเดินหลังแข็งเหมือนหุ่นยนต์ก็ไม่ปาน (ในโรค piriformis syndrome ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะเดินขากระเพกเหมือนคนขาเจ็บ แต่ในรายที่ปวดไม่มากนั้นเดินเหมือนคนปกติทั่วไป)