Code D Company CDC Established on April 1, 2024 to deliver good quality food products, beverages and dietary supplements to consumers.

ดูก่อน
29/05/2026

ดูก่อน

🕒 เคลียร์ตู้เย็นด่วน! BBF กับ EXP ต่างกันอย่างไร? เลยกำหนดแล้วยังกินได้ไหม?

เคยเป็นไหม? เปิดตู้เย็นมาเจอช็อกโกแลต นม หรืออาหารแห้งที่ซื้อตุนไว้จนลืม พอหันไปมองวันที่บนฉลาก... อ้าว! เลยกำหนดมาแล้ว ใจหนึ่งก็กลัวท้องเสีย แต่อีกใจก็เสียดายเงิน ไม่อยากทิ้งให้กลายเป็นขยะอาหาร (Food Waste) ไปเสียเปล่าๆ

จุดนี้แหละที่ทำเอาหลายคนสับสน เพราะบนฉลากอาหารมีคำย่อภาษาอังกฤษอยู่ 2 ตัวหลักๆ คือ EXP และ BBF ซึ่งในทางกฎหมายและวิทยาศาสตร์อาหาร ทั้งสองคำนี้มีความหมายและระดับความปลอดภัยที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

🍾 มาทำความเข้าใจกันแบบง่ายๆ จะได้ช่วยเซฟทั้งเงินในกระเป๋า และเซฟสุขภาพร่างกายไปพร้อมกัน!

⚖️ เปิดกฎหมายแยกความต่าง: EXP vs BBF

❌EXP / EXP.Date (Expiry Date / หมดอายุ): คำนี้คือ "วันบอกลา" ของอาหาร! กฎหมายระบุว่าเป็นวันที่อาหารนั้นหมดอายุ หลังจากวันกำหนดนี้ ห้ามรับประทานเด็ดขาด เพราะคุณค่าทางอาหารจะเปลี่ยนไป สภาพเสื่อมลง หรือมีเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคเจริญเติบโตจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย มักพบในอาหารประเภท นมพาสเจอร์ไรส์ แซนด์วิช อาหารพร้อมทาน หรือเนื้อสัตว์สด 🤷

⭕️BB / BBF (Best Before / ควรบริโภคก่อน): คำนี้คือการบอกช่วงเวลาที่ "อร่อยที่สุด" กฎหมายระบุว่าเป็นวันที่อาหารนั้นจะยังคงคุณภาพดีเยี่ยม รสชาติ กลิ่น และสีสันยังเป๊ะ 100% แต่หลังจากวันกำหนดนี้ไป อาหาร "ยังกินได้ ไม่ได้บูดเสียทันที" เพียงแต่ความอร่อยอาจจะลดลง เช่น ขนมปังกรอบอาจจะเหนียวขึ้น ช็อกโกแลตอาจสีซีดลง หรือแยมอาจมีน้ำเชื่อมเยิ้มบ้าง มักพบในอาหารแห้ง ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารที่มีน้ำตาลหรือเกลือสูง ซอส น้ำปลา 👩‍🍳

🔎 เสียดาย...แต่อยากชัวร์! วิธีตรวจดูสภาพอาหารที่เลยวัน BBF มาแล้ว หากเปิดตู้เย็นไปเจออาหารที่เพิ่งเลยวัน BBF (ควรบริโภคก่อน) มาหมาดๆ แล้วยังไม่ได้กิน ถ้าไม่อยากทิ้งให้เสียของ เราสามารถสวมบทบาทเป็นนักสืบอาหารเพื่อตรวจเช็กความปลอดภัยง่ายๆ ด้วย หลัก 3 ส (ส่อง - สูด - สัมผัส) ดังนี้:

1. ส่อง (ตรวจดูด้วยสายตา) ดูบรรจุภัณฑ์ก่อน: ซองฉีกขาดไหม? ฝาปิดสนิทอยู่ไหม? ตัวกล่องหรือขวดพลาสติกมีรอยร้าวรอยรั่วตรงไหนหรือเปล่า ดูเนื้ออาหารด้านใน: มีราขึ้นไหม? สีเปลี่ยนไปจากเดิมจนน่ากลัวหรือเปล่า? หรือมียางเหนียวๆ เยิ้มออกมาไหม?

2. สูด (ดมกลิ่น) กลิ่นคือตัวชี้วัดคุณภาพที่ซื่อสัตย์ที่สุด ลองดมดูว่ามีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นหืน กลิ่นเน่า หรือกลิ่นเหม็นอับแปลกๆ ที่ไม่ควรมีในอาหารชนิดนั้นไหม หากกลิ่นเปลี่ยนไปจากเดิม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ไม่ควรเสี่ยง

3. สัมผัส (เช็กเนื้อสัมผัสและทดลองชิม) ลองใช้ช้อนตักหรือจับดูว่าเนื้ออาหารแยกชั้น ข้นเหนียวเป็นก้อน หรือเหลวเป็นน้ำผิดปกติจากเดิมไหม

😉หากผ่านขั้นตอน ส่อง และ สูด มาแล้วรู้สึกว่าปกติ ลองแตะเนื้ออาหารชิมที่ปลายลิ้นดูเล็กน้อย ถ้ารู้สึกรสชาติแปลกไป เช่น เปรี้ยวแหลม หรือขมปร่า ให้บ้วนทิ้งทันที

⚠️ สรุปง่ายๆ คือ หากอาหารตัวนั้นประทับตรา EXP หรือเป็น อาหารกระป๋อง ที่หมดอายุแล้ว "ห้ามกินทุกกรณี" ต่อให้สภาพภายนอกดูปกติแค่ไหนก็ตาม ส่วนอาหารทั่วไปที่ประทับตรา BBF หากเลยกำหนดมาไม่นาน และผ่านการตรวจสอบด้วย "หลัก 3 ส" แล้วพบว่าปกติ ก็สามารถนำมารับประทานได้เพื่อช่วยลดขยะอาหาร แต่อย่าเก็บไว้นานจนเกินไปนะ

😋อีกเรื่องที่สำคัญ คือ เราต้องเก็บอาหารนั้นอย่างถูกวิธีด้วย อันไหนให้แช่เย็น ต้องใส่ตู้เย็น อันไหนให้เก็บที่แห้ง พ้นแสงแดด จะเอาไปวางข้างหน้าต่างตากลม ตากฝน ก็ไม่ควร ยิ่งอาหารที่เปิดกินแล้วยังไม่หมด เก็บให้ดีอย่าให้เป็นเหยื่อล่อมด แมลง ต่างๆ ได้ 🐭🐜🪰🪳

📝References :

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ - สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

คู่มือแนวทางการลดขยะอาหารและการจัดการอาหารส่วนเกิน - กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลความปลอดภัยด้านอาหาร: ความแตกต่างของวันหมดอายุบนฉลาก - สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

#วันหมดอายุ #ควรบริโภคก่อน #ลดขยะอาหาร #ความปลอดภัยในอาหาร #รู้ทันฉลากอาหาร #ผู้บริโภคต้องรู้ #ฉลาดเลือก

postไว้เป็นความรู้
08/05/2026

postไว้เป็นความรู้

โพสต์นี้ช่วย “จับไทม์ไลน์” อาการโรคทางเดินอาหาร + ระยะฟักตัว มักไปด้วยกันกับเชื้อไหน และอาหารกลุ่มไหนที่มีโอกาสปนเปื้อน

***นี่ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ถ้าอาการหนัก/มีเลือด/ขาดน้ำ/ตั้งครรภ์/เด็กเล็ก/ผู้สูงอายุ ให้พบแพทย์ทันที***

1) ป่วยเร็วมาก: ภายใน “1 ชั่วโมง”
⏱ 30 นาที–6 ชม. (อาเจียนเด่น)
นึกถึง: Bacillus cereus (ชนิดทำให้อาเจียน)
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: ข้าวผัด/ข้าวกล่อง/ข้าวสวยราดแกงที่ “ทำไว้แล้ววางนาน” ก่อนกิน (ข้าวและอาหารเก็บอุณหภูมิห้องเสี่ยงสูง)
⏱ 6–15 ชม. (ท้องเสีย–ปวดท้องชัดเจน)
นึกถึง: Bacillus cereus (ชนิดทำให้ท้องเสีย)
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: อาหารปรุงสุกค้างคืน/อาหารบุฟเฟต์ที่อุ่นไม่ร้อนจัด/แกง-ซุป-อาหารทำสำเร็จที่วางไว้นานๆ

2) ป่วยแบบ “ข้ามวัน”: 12–48 ชม.
⏱ 12–48 ชม. (อาเจียนเฉียบพลัน + ท้องเสีย มักเป็นกันหลายคน)
นึกถึง: Norovirus
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: อาหารพร้อมกินที่ “คนจับเยอะ” เช่น ส้มตำ/ยำ/สลัด/ของหวาน-เบเกอรี่ในงานเลี้ยง รวมถึงหอยสองฝา (เช่น หอยนางรม)

3) ป่วยเร็วภายใน 1 วัน (หรือ 4–96 ชม.) หลัง “ทะเลดิบ/สุกไม่ทั่ว”
⏱ เฉลี่ย ~15 ชม. (ช่วง 4–96 ชม.) หรือมักภายใน 24 ชม.
นึกถึง: Vibrio parahaemolyticus / กลุ่ม Vibrio จากอาหารทะเล
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: หอยนางรมดิบ/กุ้งแช่น้ำปลา/ยำทะเลที่ลวกไม่สุก/อาหารทะเลที่ปนเปื้อนข้ามจากทะเลดิบ
หมายเหตุ: กลุ่ม Vibrio บางชนิดเริ่มอาการได้ในช่วง 12–72 ชม. และอาจรุนแรงในบางคน

4) ป่วยภายใน 2–6 วัน: “แบคทีเรียสายเนื้อสัตว์/ไก่”
⏱ 6 ชม.–6 วัน (ไข้ ปวดท้อง ท้องเสีย/อาเจียน)
นึกถึง: Salmonella
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: ไก่/ไข่/เนื้อสัตว์สุกไม่ทั่ว หรืออาหารพร้อมกินที่ปนเปื้อนข้ามจากของดิบ (เช่น เขียง-มีด-มือ)
⏱ 2–5 วัน (ได้ถึง 1–10 วัน) (ท้องเสีย “มักมีเลือด” + ปวดบิดท้อง + ไข้)
นึกถึง: Campylobacter
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: ไก่ย่าง/ไก่ทอด/ไก่ปิ้งที่สุกไม่ทั่ว หรือปนเปื้อนข้ามจาก “ไก่ดิบ” ในครัว

5) ป่วย 2–8 วัน: ปวดท้องมาก/ถ่ายเป็นเลือด (ต้องระวังเป็นพิเศษ)
⏱ 2–8 วัน (เฉลี่ย 3–4 วัน)
นึกถึง: STEC (เช่น E. coli O157 และกลุ่มสร้างชิกา-ท็อกซิน)
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: เนื้อวัวสุกๆดิบๆ/สเต๊กไม่สุก, และ “ผักสดโดยเฉพาะผักใบ” ที่ปนเปื้อน (ถ้าอาการมีเลือด/ปวดท้องมาก—อย่ารอ รีบไปพบแพทย์)

6) ป่วย 4–6 วัน: โยงกับ “หมู”
⏱ 4–6 วัน (ได้ถึง 1–14 วัน)
นึกถึง: Yersinia
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: หมูสุกไม่ทั่ว/เมนูหมูบางชนิดที่ความร้อนในการปรุงไม่ถึง (โดยเฉพาะถ้าเป็น “หมูดิบ/สุกๆดิบๆ” ยิ่งเสี่ยง)

7) ป่วยช้ามาก: เป็น “สัปดาห์”
⏱ 1–4 สัปดาห์ (ช้าได้ถึง ~70 วัน) — กลุ่มเสี่ยงอาจรุนแรง
นึกถึง: Listeria monocytogenes
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: อาหารพร้อมกินแช่เย็น เช่น สลัดแพ็ก/แซนด์วิช/เดลี่มีท-ไส้กรอกพร้อมกิน (สำคัญ: แช่เย็น ไม่ฆ่า Listeria)
⏱ 15–50 วัน (เฉลี่ย ~28 วัน) + มีโอกาสตัวเหลืองตาเหลือง
นึกถึง: Hepatitis A
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: อาหาร/น้ำ/น้ำแข็งที่ปนเปื้อนจากสุขาภิบาลไม่ดี และหอยสองฝา

เช็กลิสต์ “ควรไปพบแพทย์ทันที”
• ถ่ายเป็นเลือด / ปวดท้องรุนแรงผิดปกติ
• อาเจียน-ท้องเสียจนดื่มน้ำไม่ได้ / มีอาการขาดน้ำ
• ไข้สูง ซึม สับสน
• ตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือภูมิคุ้มกันต่ำ (โดยเฉพาะถ้าสงสัย Listeria)
• ตัวเหลืองตาเหลือง (สงสัยไวรัสตับอักเสบเอ)

Ref (แหล่งข้อมูลเชื่อถือได้)
• CDC: Salmonella – อาการและระยะฟักตัว 6 ชม.–6 วัน
• CDC & WHO: Campylobacter – ระยะฟักตัว 2–5 วัน (ช่วงถึง 1–10 วัน)
• CDC (Archive): STEC – ระยะฟักตัว 2–8 วัน และอาการถ่ายเป็นเลือด/ปวดท้องมาก
• CDC (Archive): Listeria – เริ่มอาการ 1–4 สัปดาห์ ช้าได้ถึง 70 วัน
• CDC MMWR: Vibrio parahaemolyticus – เฉลี่ย 15 ชม. (ช่วง 4–96 ชม.) และมักเริ่มภายใน 24 ชม.
• CDC MMWR: กลุ่ม Vibrio – ระยะฟักตัวมัก 12–72 ชม.
• CDC: Norovirus – ระยะฟักตัว 12–48 ชม. และอาหารที่เกี่ยวข้อง (อาหารเย็นพร้อมกิน/หอย)
• CDC: Hepatitis A – ระยะฟักตัว 15–50 วัน
• CDC: Yersinia – ระยะฟักตัว 4–6 วัน (ช่วง 1–14 วัน)
• Foodsafety.gov: Bacillus cereus – 30 นาที–6 ชม. (อาเจียน) / 6–15 ชม. (ท้องเสีย) และแหล่งอาหารเสี่ยง (ข้าว/อาหารค้าง)


#ความปลอดภัยอาหาร
#อาหารเป็นพิษ
#บุฟเฟ่ต์ทะเล
#อาหารทะเลสด
#จุลินทรีย์ก่อโรค
#สุขอนามัยอาหาร
#อาหารเสีย
#ท้องเสีย
#โรคทางเดินอาหาร

ระดับความสุกก็มีผลต่อสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระในทุเรียน
01/05/2026

ระดับความสุกก็มีผลต่อสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระในทุเรียน

เมื่อโพแทสเซียมในทุเรียนไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
ชวนทุกคนมาดูวิธีกินทุเรียนฉบับวิทยาศาสตร์
🍈 ทุเรียนกับสุขภาพ: 3 แร่ธาตุเด่น “โพแทสเซียม–ซัลเฟอร์–ฟอสฟอรัส” ได้อะไรบ้าง และใครควรระวัง?
หลายคนรู้ว่าทุเรียน “พลังงานสูง” แต่จริง ๆ แล้วทุเรียนยังมีแร่ธาตุที่น่าสนใจ โดยข้อมูลโภชนาการแบบฐานข้อมูลอาหารอาเซียนระบุว่า ทุเรียน (รวมสายพันธุ์ที่พบบ่อย เช่น ชะนี/หลง/หมอนทอง) ต่อ 100 กรัม ให้พลังงานราว 152 kcal, คาร์โบไฮเดรตราว 25 g, โพแทสเซียม ~309 mg และ ฟอสฟอรัส ~41 mg (ตัวเลขเป็น “ค่าเฉลี่ย” อาจต่างตามพันธุ์/ความสุก)
✅ 1) โพแทสเซียม (Potassium) — กล้ามเนื้อ หัวใจ และความดัน
โพแทสเซียมจำเป็นต่อ การหดตัวของกล้ามเนื้อ (รวมถึงหัวใจ) และ การส่งสัญญาณประสาท และมีหลักฐานสนับสนุนว่า “การได้โพแทสเซียมมากขึ้นร่วมกับลดโซเดียม” ช่วยด้านความดัน/ความเสี่ยงหลอดเลือดได้ในภาพรวมของอาหารทั้งวัน
✅ 2) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) — พลังงานระดับเซลล์ (ATP) + กระดูกฟัน
ฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบของ กระดูกและฟัน, DNA/RNA, และเกี่ยวข้องกับ ATP ซึ่งเป็น “หน่วยพลังงานหลัก” ของร่างกาย
✅ 3) ซัลเฟอร์ (Sulfur) — ควรเข้าใจให้ถูก: เชื่อมกับ “กรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์” และระบบต้านอนุมูลอิสระ
ซัลเฟอร์ในโภชนาการมนุษย์มักพูดในมุม กรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์ (เช่น methionine, cysteine) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบปกป้องเซลล์จากออกซิเดชัน และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่เชื่อมไปยังสารสำคัญอย่าง glutathione และมีงานวิจัยที่วิเคราะห์ทุเรียนพื้นเมืองไทยหลายสายพันธุ์พบว่า โดยมากมีแร่ธาตุ โพแทสเซียม–ซัลเฟอร์–ฟอสฟอรัส “ในระดับค่อนข้างมาก”

⚠️ ข้อควรระวัง ⚠️
1) คนเป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD) / ไตทำงานลดลง / ฟอกไต
กลุ่มนี้มักต้อง “จำกัด” อาหารที่มี โพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูง ตามผลเลือดและระยะโรค ควรบริโภคตามคำแนะนำของแพทย์ หรือ นักกำหนดอาหาร ไม่กินตามใจปาก (ตุยได้เลยจริงๆนะ)

2) คนเสี่ยง “โพแทสเซียมในเลือดสูง” หรือใช้ยาบางกลุ่ม
NIH ระบุว่า ยาบางชนิด (เช่น ACE inhibitors, ARBs, ยาขับปัสสาวะชนิดเก็บโพแทสเซียม) เพิ่มความเสี่ยงโพแทสเซียมสูงได้ โดยเฉพาะถ้าไตทำงานไม่ดี คนที่เป็นโรคโรคไตเรื้อรัง ภาวะหัวใจล้มเหลว เบาหวานระยะยาว ฮอร์โมนต่อมหมวกไตต่ำ ต้องระวังให้มาก อัตรายไม่ใช่แค่ “กินโพแทสเซียมเยอะ แต่คือ “อันตรายเมื่อ ร่างกายขับออกไม่ได้ และ มีปัจจัยเสริมจากยา

3) เบาหวาน/ภาวะดื้อต่ออินซูลิน/คุมน้ำหนัก
ทุเรียนให้ พลังงานและคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างสูง ถ้าจะกิน แนะนำ “จำกัดปริมาณ” และหลีกเลี่ยงการกินต่อท้ายอาหารมื้อหนักหรือของหวานอื่น

❌❌❌อาหาร/เครื่องดื่มที่ไม่ควรกินพร้อมทุเรียน

“แอลกอฮอล์” (พบเป็นข่าวบ่อยที่สุด)
มีงานวิจัยใน Food Chemistry รายงานว่า สารสกัดทุเรียนยับยั้งเอนไซม์ ALDH ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการกำจัด acetaldehyde จากแอลกอฮอล์ จึงต้องเลี่ยงทุเรียน + แอลกอฮอล์ ในช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับคนคุมน้ำตาล/น้ำหนัก เลี่ยงจับคู่ ทุเรียน + น้ำหวาน/ของหวาน/ชา-กาแฟหวาน เพราะจะทำให้ “โหลดคาร์บและพลังงานรวม” น้ำตาลในเลือดจะพุ่งเร็ว

📌 หมายเหตุ หากมีโรคประจำตัว (โดยเฉพาะโรคไต/หัวใจ หรือใช้ยาที่มีผลต่อโพแทสเซียม) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับการกิน

#ทุเรียน #โภชนาการ #โพแทสเซียม #ฟอสฟอรัส #กินอย่างมีสติ #เบาหวาน #โรคไต #สุขภาพดีเริ่มที่การกิน #เบาได้เบา #แพ้ป้ายลดราคา

แหล่งอ้างอิง
• ASEAN Food Composition Database (INMU/ASEANFOODS) — ค่าพลังงาน/คาร์บ/โพแทสเซียม/ฟอสฟอรัสของทุเรียน
• NIH Office of Dietary Supplements — Potassium, Phosphorus fact sheet
• NIH NIDDK — โภชนาการสำหรับ CKD/การจำกัด K & P
• Food Chemistry (2009) — Durian fruit extract inhibits ALDH (ประเด็นทุเรียน+แอลกอฮอล์)
• Mahidol Repository — งานวิเคราะห์ทุเรียนพื้นเมืองไทย (กล่าวถึง K–S–P)

อย่าแพ้! ป้ายลดราคา

16/03/2026

ทำไม ‘โยเกิร์ตปั่น’ ถึงเป็นเครื่องดื่มมาแรงในปี 2026 ฮิตจนของขาดตลาด หรือจะแซงหน้า
มัตจะ-ชานมไข่มุก ?

สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 ยังคงเป็น เทรนด์การรักสุขภาพ เช่น การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและการดูแลรูปร่าง ส่งผลให้ธุรกิจสายสุขภาพและความงามได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

ต้นปี 2026 หลายคนคงได้เห็น กระแสการต่อคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อ ‘โยเกิร์ตปั่น’ จนร้านดังออกประกาศขออภัย เพราะขายดีจนวัตถุดิบหมดเกลี้ยงและขาดตลาด!

ทำไมคนแห่ซื้อ ‘โยเกิร์ตปั่น’?
มีหลายปัจจัยที่น่าสนใจ Stock Focus จะสรุปให้

1. ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ = อร่อยต้องมาพร้อมสุขภาพ
คนยุคนี้ชอบกินของอร่อย แต่กังวลเรื่องแคลอรีและน้ำตาล จึงมักเห็นพฤติกรรมการสั่งเครื่องดื่มหวาน 0% หรือหวานน้อยลงอย่างชัดเจน

2. ความอร่อยที่ “ไม่รู้สึกผิด”
ซึ่งโยเกิร์ตปั่นตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้ตรงจุด
โยเกิร์ตปั่น รสชาติที่เข้มข้น หวานอมเปรี้ยว และสดชื่น ที่สำคัญคือ
แคลอรีต่ำและน้ำตาลน้อยกว่า เครื่องดื่มทั่วไป
มีพรีไบโอติกส์ ช่วยในระบบการย่อยอาหาร
แหล่งโปรตีนและแคลเซียมสูง ช่วยซ่อมแซมร่างกายและสร้างกล้ามเนื้อ
ไขมันต่ำ ตอบโจทย์คนที่กำลังคุมน้ำหนักหรือดูแลรูปร่าง

3. “ดีและคุ้มค่า” ไม่ใช่ “ดีแต่Overpriced”
ลบภาพจำเดิมๆ ที่ว่า "อาหารสุขภาพต้องแพงเสมอไป" เพราะโยเกิร์ตปั่น ขยับลงมาสู้ในราคาที่กินได้ทุกวัน โดยไม่ต้องคิดหนักเท่ากับการซื้ออาหารดีๆ แต่ราคาแพง

-Yoguruto (โยกุรุโตะ) ราคาเริ่มต้น 49 บาท และเมนูจุดกระแสความแมส’โยเกิร์ตข้าวเหนียวนิล’ ราคาเพียง 59 บาท และเป็นแบรนด์ไทยที่มาแรงที่สุด

-YoPPa (โยปป้า) แบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในราคาเริ่มต้น 49 บาท โดย ‘ญดา นริลญา’ นักแสดงชื่อดัง (ถือหุ้น 100%)

-Koomi (คูมิ) เป็นแบรนด์จากออสเตรเลียชื่อดังนำเข้าโดยนักธุรกิจคนไทย ราคาเริ่มต้น 65 บาท

-Mr. Jolly Yogurt ( มิสเตอร์จอลลี่โยเกิร์ต) ใช้สูตรมาจากออสเตรเลียโดยคนไทยเป็นเจ้าของ มีราคาเริ่มต้น 69 บาท

และกลุ่ม Premium เน้นวัตถุดิบ และนำเข้าแบรนด์
-Yolé (โยเล่) แบรนด์จากสเปน ที่มี บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ร่วมหุ้น ราคาประมาณ 149 บาท

-YogurBara (โยเกอร์บารา) แบรนด์พรีเมียมเกาหลีของครอบครัว เจย์ บี วง GOT7 ราคาเริ่มต้น 140 บาท

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดโยเกิร์ตปั่นในปี 2026 อาจไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่มันคือ เครื่องดื่มทางเลือกใหม่ ที่กำลังเข้ามาแทนที่น้ำหวานแบบเดิมๆ และคาดว่าจะครองใจคนรักสุขภาพไปได้อีกยาวๆ แน่นอน!

#โยเกิร์ตสดปั่น #โยกุรุโตะ


#เจย์บี
#โยปป้าโยเกิร์ต

จริง
13/03/2026

จริง

🤩น้ำมะนาวทำอะไรกับน้ำอัญชัน ทำไมสีถึงเปลี่ยน?
นมกลายเป็นโยเกิร์ตได้ด้วยอะไร?
ทำไมแอปเปิลที่หั่นแล้วถึงมีสีคล้ำ?

🥇ตอนที่ 1: ทำไมความเป็นกรด - ด่าง หรือ ค่า pH (potential of Hydrogen) เปลี่ยน อาหารถึงเปลี่ยนตามทันที?

คำตอบของเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งเดียวกัน คือ ค่า pH
แม้ค่า pH จะเป็นเพียงตัวเลขเล็กๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว pH เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนด
• โครงสร้างของอาหาร
• สีและกลิ่น
• เนื้อสัมผัส
• อายุการเก็บรักษา
• และความปลอดภัยของอาหาร

pH คือค่าที่บอกว่าอาหารมีความเป็นกรดหรือด่าง
• pH ต่ำ → เป็นกรด → รสเปรี้ยว
• pH กลาง → เป็นกลาง
• pH สูง → เป็นด่าง

🍋‍🟩ตัวอย่างค่า pH ของอาหารที่คุ้นเคย🥛
น้ำมะนาว 2–3
น้ำส้ม 3–4
โยเกิร์ต 4–4.5
นมสด 6.5
ไข่ขาว 7–8

แม้ pH จะเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่อาหารบางชนิดสามารถ เปลี่ยนลักษณะได้ทันที!!!

ตัวอย่างอาหารที่ pH มีผลชัดเจน
1. น้ำอัญชันมีสารสีธรรมชาติที่เรียกว่า แอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่ไวต่อค่า pH มาก โดยแอนโทไซยานินจากดอกอัญชันจะให้ สีน้ำเงิน ในสภาวะปกติ แต่เมื่อเติมน้ำมะนาว ค่า pH จะลดลง ทำให้สีเปลี่ยนเป็น ม่วงจนถึงชมพู การเปลี่ยนสีนี้เกิดจากการที่โครงสร้างทางเคมีของแอนโทไซยานินเปลี่ยนไปตามค่า pH ทำให้สมดุลของรูปแบบโมเลกุลที่ให้สีต่าง ๆ เปลี่ยนตามไปด้วย
📌 รู้หรือไม่?
สารสีในดอกอัญชันสามารถใช้เป็น ตัวบ่งชี้ค่า pH ตามธรรมชาติ (natural pH indicator) ได้เช่นเดียวกับกระดาษลิตมัส

2. นมเปลี่ยนเป็นโยเกิร์ตและชีส นมสดมีค่า pH ประมาณ 6.6 เมื่อแบคทีเรียสร้างกรดแลคติก ค่า pH จะค่อย ๆ ลดลง จนถึงประมาณ 4.6 ซึ่งเป็นจุดที่โปรตีนเคซีนในนมมีประจุไฟฟ้าเป็นกลาง ทำให้โปรตีนสูญเสียความเสถียรและเริ่มรวมตัวกัน (aggregation) จนเกิดการจับตัวเป็นโครงสร้างเจล ทำให้นมเปลี่ยนเป็นเนื้อโยเกิร์ต เมื่อแยกส่วนของเหลวที่เรียกว่าเวย์ (whey) ออก และนำก้อนโปรตีนไปผ่านกระบวนการเพิ่มเติม เช่น การกด การหมัก หรือการบ่ม ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ชีสที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและแข็งขึ้น
📌 รู้หรือไม่?
โยเกิร์ตเกิดจาก แบคทีเรียกรดแลคติก ที่ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลแลคโตสในนมให้กลายเป็นกรดแลคติก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ pH ลดลง

3. แอปเปิ้ลหรือกล้วยที่หั่นแล้วคล้ำ เมื่อเราหั่นผลไม้ เช่น แอปเปิ้ลหรือกล้วย ผิวของผลไม้จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สาเหตุเกิดจากเอนไซม์ในผลไม้ที่เรียกว่า polyphenol oxidase ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ และเปลี่ยนสารฟีนอลในผลไม้ให้กลายเป็นสารสีน้ำตาล แต่ถ้าเราบีบน้ำมะนาวลงไป ผลไม้จะคล้ำช้าลง เพราะน้ำมะนาวทำให้ค่า pH ต่ำลง ซึ่งทำให้เอนไซม์ทำงานได้ช้าลง จึงช่วยชะลอการเกิดสีน้ำตาล
📌 รู้หรือไม่?
นอกจากน้ำมะนาวแล้ว การแช่ผลไม้ใน น้ำเกลืออ่อน ๆ ก็สามารถช่วยชะลอการคล้ำของผลไม้ได้เช่นกัน

pH มีผลต่ออะไรในอาหารบ้าง?
1. เนื้อสัมผัสของอาหาร ค่า pH สามารถเปลี่ยนเนื้อสัมผัสของอาหารได้เช่น
• โยเกิร์ตข้นหรือเหลว
• เต้าหู้แข็งหรืออ่อน
• แยมแข็งหรือเหลว

2. สีของอาหาร
สีของอาหารหลายชนิดไวต่อ pH เมื่อ pH เปลี่ยน สีอาจเปลี่ยนตาม เช่น
• น้ำอัญชัน
• กะหล่ำปลีม่วง
• เครื่องดื่มผลไม้

3. การเกิดสีน้ำตาลเมื่อให้ความร้อนอาหาร เช่น
• ขนมปัง
• เบเกอรี่
• กาแฟคั่ว
จะเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า Maillard reaction ปฏิกิริยานี้ทำให้เกิดสีและกลิ่นหอม แต่จะเกิดเร็วขึ้นเมื่อ ค่า pH สูงขึ้น

สรุปตอนที่ 1 😮
ค่า pH แม้จะเป็นเพียงตัวเลข แต่มีผลต่ออาหารหลายด้าน เช่น
• โครงสร้างของโปรตีน
• สีของอาหาร
• การเกิดปฏิกิริยาเคมี
• การทำงานของเอนไซม์

จึงไม่น่าแปลกใจที่ในอุตสาหกรรมอาหาร pH เป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด

😏ในตอนต่อไป เราจะมาดูว่า จะใช้ความรู้เรื่อง pH วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารของเราได้อย่างไร


#ความเป็นกรดด่างของอาหาร
#วิทยาศาสตร์อาหาร


ับอาหาร
#อาหารเปลี่ยนสี
#ทำไมอาหารเปลี่ยนสี
#เครื่องดื่มอัญชัน
#วิทยาศาสตร์ในครัว



เอกสารอ้างอิง (References)
1. Damodaran, S., Parkin, K. L., & Fennema, O. R. (2017). Fennema’s Food Chemistry (5th ed.). CRC Press.
2. Belitz, H. D., Grosch, W., & Schieberle, P. (2009). Food Chemistry (4th ed.). Springer.
3. Fellows, P. J. (2016). Food Processing Technology: Principles and Practice (4th ed.). Woodhead Publishing.
4. Jay, J. M., Loessner, M. J., & Golden, D. A. (2005). Modern Food Microbiology (7th ed.). Springer.
5. Rahman, M. S. (2007). Handbook of Food Preservation (2nd ed.). CRC Press.
6. McGee, H. (2004). On Food and Cooking: The Science and Lore of the Kitchen. Scribner.

หามะขามไม่เจอ ใส่มะเขือแทนละกัน
20/02/2026

หามะขามไม่เจอ ใส่มะเขือแทนละกัน

เทคนิคปลูกมะเขือเปาะ ให้ผลดกโตไว พร้อมสูตรการดูแล ปลูก 45 วัน เก็บกิน-ขายได้

---

มะเขือเปาะเป็นผักพื้นบ้านปลูกง่าย โตไว และเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดปี เหมาะทั้งปลูกกินเองและปลูกขายสร้างรายได้ พืชชนิดนี้ทนแล้งพอสมควร ให้ผลผลิตเร็ว และเก็บเกี่ยวได้ต่อเนื่องหลายเดือน หากดูแลเรื่องดิน น้ำ ปุ๋ย และการป้องกันศัตรูพืชอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ต้นแข็งแรง ลูกดก ขนาดสวย สำหรับวันนี้เราจะรวบรวมเทคนิคการปลูกแบบเข้าใจง่าย ทำตามได้จริงสำหรับเกษตรกรทุกระดับ

---

#การเตรียมดิน

1. ใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี
2. ไถพรวนดินลึก 20–30 ซม.
3. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1–2 กำมือ/หลุม
4. ตากดิน 5–7 วัน ลดเชื้อโรคและแมลง
5. พื้นที่น้ำขังควรยกร่องหรือแปลงสูง

---

#การเพาะกล้าและปลูก

1. แช่เมล็ดน้ำอุ่น 6–12 ชม. ช่วยให้งอกเร็ว
2. เพาะ 20–25 วัน จึงย้ายปลูก
3. ย้ายเมื่อกล้าสูง 10–15 ซม.
4. ระยะปลูก 70×70 หรือ 80×80 ซม.
5. ปลูกไม่แน่นเกินไป ลดโรคและแมลง

---

#การให้น้ำ

1. ช่วงแรกรดน้ำเช้า–เย็น
2. เมื่อต้นแข็งแรง รดวันละครั้ง
3. ต้องการความชื้นสม่ำเสมอ
4. หลีกเลี่ยงน้ำขัง เพราะทำให้รากเน่า

---

#การใส่ปุ๋ย

1. ระยะเร่งโต: ปุ๋ยคอก + สูตรเสมอ (15-15-15) ทุก 10–15 วัน
2. ระยะออกดอก: ใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมสูง (13-13-21)
3. เสริมฮอร์โมนไข่หรือน้ำหมักชีวภาพได้
4. ใส่ปุ๋ยแล้วควรรดน้ำตาม

---

#การตัดแต่งกิ่ง

1. ตัดกิ่งล่างหรือกิ่งไม่ให้ผล
2. ช่วยให้อากาศถ่ายเท ลดโรค
3. ทำให้ต้นส่งอาหารไปเลี้ยงผลมากขึ้น
4. ควรค้ำต้นเมื่อมีผลจำนวนมาก

---

#การป้องกันโรคและแมลง

1. ศัตรูหลัก: เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน หนอนเจาะผล
2. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ โดยเฉพาะยอดอ่อน
3. ใช้สารชีวภาพ เช่น น้ำส้มควันไม้ สะเดา BT
4. เลี่ยงสารเคมีช่วงเก็บผล

---

#การเก็บเกี่ยว

1. เริ่มเก็บเมื่ออายุ 60–70 วัน
2. เก็บผลอ่อน สีเขียวสด เนื้อแน่น
4. สามารถเก็บขายได้นานหลายเดือน

---

#เคล็ดลับให้ลูกดกขายดี

1. ปลูกในที่แดดจัด 6–8 ชม./วัน
2. คลุมโคนด้วยฟาง รักษาความชื้น ลดวัชพืช
3. เด็ดยอดเมื่อสูง 40–50 ซม. ให้แตกกิ่ง
4. กำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ
5. ดูแลต้นให้สมบูรณ์ต่อเนื่อง

---

มะเขือเปาะเป็นพืชปลูกง่ายใช้ต้นทุนไม่สูงแต่ให้ผลผลิตเร็วและเก็บขายได้ต่อเนื่อง หากดูแลถูกวิธีจะได้ลูกดก ขนาดสวย ขายง่าย สร้างรายได้เสริมได้ดีเหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และเกษตรกรที่ต้องการพืชทำเงินในพื้นที่ไม่มาก ลองเริ่มปลูกวันนี้อาจกลายเป็นแหล่งรายได้ประจำของครอบครัวในอนาคต ลองศึกษาและนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะครับ

#มะเขือเปาะ #ปลูกมะเขือเปาะ #แนวทางเกษตรเกร็ดความรู้

ปีก่อนน มีข่าวท้องเสียกันทั้งหมู่บ้าน เพราะกินอาหารไหว้นี่แหละ
13/02/2026

ปีก่อนน มีข่าวท้องเสียกันทั้งหมู่บ้าน เพราะกินอาหารไหว้นี่แหละ

🧧 ของไหว้เจ้า “สุกแล้ว” ทำไมยังเสี่ยงอาหารเป็นพิษ?

หลายคนคิดว่าแค่ปรุงสุกก็ปลอดภัยแล้ว
แต่ความจริงคือ “ความสุก ≠ ความปลอดภัยเสมอไป”

ของไหว้มักถูกตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อโรคเติบโตได้ดีที่สุด โดยเฉพาะในอากาศร้อนแบบบ้านเรา ยิ่งตั้งไว้นาน เชื้อยิ่งเพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ บางชนิด เช่น Staphylococcus aureus, Clostridium perfringens และ Bacillus cereus สามารถสร้างสารพิษ (toxin) ได้ และ toxin เหล่านี้ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น อุ่นใหม่ก็ไม่หาย

👉 ดังนั้น “ดมแล้วไม่เหม็น” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย

🔬 หลักคิดง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริง มีแค่ 3 ข้อ

1️⃣ เวลา
ในอากาศร้อน อย่าทิ้งอาหารเกิน 1–2 ชั่วโมง

2️⃣ อุณหภูมิ
หากอยากเสิร์ฟร้อน ต้อง ≥60°C
หากอยากเก็บเย็น ต้อง ≤5°C และทำให้เย็นเร็ว

3️⃣ การปนเปื้อน
ลดการจับต้องอาหารสุก
แยกอุปกรณ์ดิบ–สุก
คลุมอาหารทุกครั้ง

ถ้าคุมไม่ได้อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อนี้ ถือว่าความเสี่ยงสูง

🧧 แนวทางจัดการ “ของไหว้” แบบมืออาชีพ
ทำให้ถูกประเพณี ต้องทำให้ปลอดภัยด้วย

1️⃣ จัดระบบการแจกแบบ “ควบคุมการไหล” (Flow Control)
อย่าวางอาหารกระจายหลายจุดโดยไม่มีการควบคุม
ควรกำหนดจุดรับ–แจกให้ชัดเจน และมีอุปกรณ์รักษาอุณหภูมิ
✔ อาหารร้อน → มีอุปกรณ์อุ่น (เช่น chafing dish)
✔ อาหารเย็น → มีตู้เย็น/กล่องเก็บความเย็น
✔ มีเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิจริง
✔ มีกำหนดเวลาที่จะวางและเก็บอาหารที่เสียเร็ว

นี่คือหลักคิดแบบ HACCP ควบคุม “จุดเสี่ยง” แทนการหวังว่าอาหารจะไม่เสีย

2️⃣ ถ้าต้องเตรียมล่วงหน้า ต้องมีแผนทำให้เย็นเร็ว (Cooling Plan)
ความเสี่ยงไม่ได้เกิดตอนต้ม แต่มักเกิดตอน “รอให้เย็น”
❌ หลีกเลี่ยงการทิ้งหม้อใหญ่ไว้ให้เย็นเอง
✔ แบ่งใส่ภาชนะตื้นๆ เพื่อรีบทำให้อุณหภูมิลดลงจนแช่เย็นได้
✔ ใช้ตู้แช่ลดอุณหภูมิที่ไม่เก็บของมากจนเกินไป

เพราะช่วงที่อาหารค่อย ๆ เย็นลง คือช่วงที่เชื้อเพิ่มจำนวนได้ดีที่สุด

3️⃣ คุมคน = คุมความเสี่ยง
แบคทีเรียอย่าง Staphylococcus aureus มักมาจาก “ผู้เตรียมอาหาร”
ดังนั้นควร
✔ ล้างมือทุกครั้งก่อนจับอาหารสุก
✔ สวมถุงมือ / คลุมผม
✔ ไม่ให้ผู้ที่มีแผลที่มือ ไอ จาม หรือป่วย เป็นผู้เตรียมอาหาร

สุขอนามัยผู้ปฏิบัติงานคือด่านป้องกันสำคัญที่สุด

4️⃣ ป้องกันสิ่งแวดล้อมเสี่ยง
โต๊ะไหว้มักตั้งกลางแจ้ง คือความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
✔ คลุมอาหารทุกครั้ง
✔ ตั้งโต๊ะไหว้ในที่มีไม่ถูกแดดโดยตรง
✔ ทำความสะอาดพื้นที่รอบ ๆ ก่อนตั้งโต๊ะไหว้ ป้องกันแมลงและสัตว์พาหะ

อาหารสุกแล้วไม่ควรถูกเปิดทิ้งเหมือนวัตถุดิบดิบ

5️⃣ ถ้าเกิดเหตุ ต้องมีแผนรับมือ
หากมีหลายคนป่วยหลังรับประทานของไหว้
✔ อย่าเพิ่งทิ้งอาหารทั้งหมด
✔ เก็บตัวอย่างอาหารที่เหลือไว้ตรวจสอบ
✔ แยกผู้ป่วยและพาไปพบแพทย์
✔ แจ้งหน่วยงานสาธารณสุขทราบ

นี่คือแนวทางมาตรฐานสากลในการสอบสวนเหตุอาหารเป็นพิษ
เพื่อหยุดการระบาดและหาสาเหตุที่แท้จริง

เอกสารอ้างอิง

1. U.S. Food and Drug Administration (FDA). Food Code: Temperature Danger Zone and Cooling Guidelines. 2022.

2. Bennett SD et al. Foodborne disease outbreaks caused by Bacillus cereus, Clostridium perfringens, and Staphylococcus aureus. Clin Infect Dis. 2013.

3. U.S. Department of Agriculture (USDA FSIS). Safe Minimum Internal Temperature Chart. 2023.

4. World Health Organization (WHO). Foodborne disease outbreaks: Guidelines for investigation and control. 2008.

#ตรุษจีน #ตรุษจีน2569 #วันตรุษจีน #ไหว้เจ้า #ของไหว้ตรุษจีน
#อาหารไหว้เจ้า #ความหมายของไหว้ตรุษจีน #เสริมสิริมงคล
#อาหารมงคล #วันเที่ยวตรุษจีน #อาหารปลอดภัย

นี่คือยุคทอง.....ทองแพงกว่าเงินเดือน  😩😩😩
22/01/2026

นี่คือยุคทอง.....ทองแพงกว่าเงินเดือน 😩😩😩

บราซิลผ่านช่วงวิกฤตครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมไก่ หลังเผชิญการระบาดของไข้หวัดนก และกลับมาสร้างสถิติส่งออกเนื้อไก่ “สูงสุดเป็น...
20/01/2026

บราซิลผ่านช่วงวิกฤตครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมไก่ หลังเผชิญการระบาดของไข้หวัดนก และกลับมาสร้างสถิติส่งออกเนื้อไก่ “สูงสุดเป็นประวัติการณ์” ในปี 2568 มีการส่งออกเนื้อไก่รวม 510,800 ตันตามข้อมูล จากสมาคมโปรตีนจากสัตว์แห่งบราซิล (ABPA)

แรงหนุนสำคัญมาจากการส่งออกช่วงปลายปีที่เติบโตชัดเจน พร้อมรายได้รวมจากการส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของตลาดโลกเริ่มกลับมา

ตลาดหลักของบราซิลยังคงเป็นตะวันออกกลางและเอเชีย โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น ขณะที่หลายประเทศนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตาสำหรับแนวโน้มการค้าเนื้อไก่โลกในปี 2569 นี้

มะพร้าวกะทิ (Macapuno) คือมะพร้าวที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้เอนไซม์ทีไม่สามารถย่อยสลาย Galactomannan (กัมชนิดหนึ่...
13/01/2026

มะพร้าวกะทิ (Macapuno) คือมะพร้าวที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้เอนไซม์ทีไม่สามารถย่อยสลาย Galactomannan (กัมชนิดหนึ่ง) ให้กลายเป็นเนื้อแข็งแบบมะพร้าวปกติได้ ผลที่ได้คือเนื้อที่ฟู นุ่ม ละเอียดคล้ายครีม และน้ำมะพร้าวจะมีลักษณะเหนียวข้น

คุณค่าทางโภชนาการ
+ มะพร้าวกะทิมีสารอาหารคล้ายมะพร้าวทั่วไป แต่เข้มข้นกว่าในบางจุด:

+ ไขมันดี (Medium Chain Triglycerides - MCTs): สูงกว่ามะพร้าวปกติ ช่วยเรื่องพลังงาน

+ ใยอาหาร: มีกัมธรรมชาติสูง ดีต่อระบบขับถ่าย

+ แร่ธาตุ: โพแทสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส

วิธีที่นิยมกินที่สุดในบ้านเรา เพื่อดึงความ "หนึบมัน" ออกมา คือ กินกับทับทิมกรอบ ลอดช่อง โดยหั่นมะพร้าวกะทิเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ใส่ลงในน้ำกะทิพร้อมกับทับทิมกรอบหรือลอดช่อง ช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน

บัวลอย ก็ใช้เนื้อมะพร้าวกะทิใส่ลงไปในน้ำกะทิอุ่นๆ ได้นะ จะได้ความมันเข้มข้นกว่ามะพร้าวอ่อนทั่วไป

มะพร้าวกะทิเชื่อมอีกเมนู นำเนื้อมาเชื่อมกับน้ำตาลทรายและใบเตยจนเข้าเนื้อ กินคู่กับน้ำแข็งใส อร่อย!!

ที่อยู่

Nonthaburi 6 Sector 4 Road
Muang Nonta Buri
11000

เบอร์โทรศัพท์

+66894764419

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Code D Company CDCผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Code D Company CDC:

แชร์