Lab society ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Lab society, ห้องทดลองทางการแพทย์, 36/21 หมู่ 4 ตำบลรูสะมีแล, Mueang Pattani District.

06/09/2020

📢โปรเดือนนี้มาแล้วค่าาาา
โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำเดือนกันยายน2563

กติกาง่ายๆ แค่แชร์โพสโปรโมชั่นนี้ เปิดสาธารณะ พร้อมแท็กคนที่คุณรัก5คน #รับฟรี1แถม1 🤩

ินดีให้บริการลูกค้าทุกท่านค่าาา

30/08/2020

#โรคเลปโตสไปโรสิส หรือ #โรคไข้ฉี่หนู
🧐🧐🧐มีอาการ พบแพทย์เร็ว ยิ่งมีโอกาสหายเร็ว โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เสียชีวิตเกิดจากพบแพทย์ช้าเกินไป จึงต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันทีที่มีอาการ

10/08/2020

กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction)

โรคกล้ามเนื้อหัวใจตามเฉียบพลัน คือ ภาวะที่เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและตายในที่สุด

#สาเหตุของโรค
เกิดจากการที่ก้อนไขมันในเส้นเลือดหัวใจเกิดการปริแตกออก ทำให้เกิดการจับตัวกันของเกร็ดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้

#อาการของโรค
เจ็บแน่นหน้าอกเหมือนถูกกดทับ อาจมีอาการอึดอัด หายใจไม่ออกและมีอาการเจ็บร้าวไปไหล่ซ้ายได้ อาการมักจะรุนแรงและเป็นนานมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป
#เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะ AMI ของ WHO criteria ซึ่งจะต้องมีอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก (chest pain)
(2) มีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)
(3) มีการเปลี่ยนแปลงของระดับ cardiac biomarkers ในกระแสเลือด
#ปัจจัยเสี่ยงต่อโรค
1. เพศชายอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป เพศหญิงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป
2. การสูบบุหรี่
3. ภาวะไขมันในเลือดสูง
4. ความดันโลหิตสูง
5. โรคเบาหวาน
6. อ้วน

#การรักษา
1. การให้ออกซิเจน
2. การให้ยาแก้ปวด
3. การให้ยาขยายหลอดเลือด
4. การให้ยาต้านเกร็ดเลือด และยาละลายลิ่มเลือด
5. การรักษาอย่างอื่น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไปโดยทั่วไป ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ เพราะผู้ป่วยอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นได้ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจสัญญาณชีพจร และควรจะได้บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ให้อมยาไนโตรกลีเซอรีน หรือไนเตรตใต้ลิ้น ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบมาโรงพยาบาล

#วิธีการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค
1. หยุดสูบบุหรี่
2. ควบคุมโรคความดันโลหิตสูง
3. ถ้าเป็นเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี
4. ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้เหมาะสม โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลต่ำ งดอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว และกะทิ
5. ปรับปริมาณแคลอรี่ในอาหารให้พอดี เพื่อให้ได้น้ำหนักตัวที่เหมาะสมกับความสูง
6. ออกกำลังกายพอประมาณทุกวัน หรืออย่างน้อยครั้งละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์
Cr.รพ.วิภาวดี

🔬🔬 อยู่ตรงข้ามไทวัสดุหาดใหญ่ มีบริการตรวจ cardiac biomarkers ในกระแสเลือด
#เปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ทุกวัน ตั้งแต่ 8.00 - 20.00 น
สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร: 0654082992
Line ID: mrccliniclab

04/08/2020

*****ไวรัสตับอักเสบบี อันตรายกว่าที่คุณคิด****

#โรคตับอักเสบจากไวรัสบี
ใบปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี >350 ล้านคน และกว่า 260 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 75 อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย ดังนั้น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อาฟริกา รวมทั้งประเทศไทยจึงเป็นแหล่งที่มีโรคไวรัสตับอักเสบบีชุกชุมมาก โดยประชากรประมาณร้อยละ 3-6 มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งแสดงว่าประชากรประมาณ 2-4 ล้านคน มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ที่พร้อมจะแพร่และก่อให้เกิดความเจ็บป่วยกับผู้อื่น
#อาการและอาการแสดงของโรคไวรัสตับอักเสบบี
ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 6-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจไม่มีอาการหรือมีอาการของโรคตับอักเสบฉับพลันแต่ไม่รุนแรง ได้แก่ อาการมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตาและตัวเหลือง หรือมีอาการรุนแรง ตับโต จนถึงภาวะตับวายเฉียบพลัน ในผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะทุเลาลงในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และหายภายใน 2 เดือน แต่มีผู้ที่ติดเชื้อร้อยละ 5-10 ไม่หายสนิท เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังตามมา ซึ่งในอีก 10 ถึง 20 ปีต่อมา อาจกลายเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ในวัยแรกเกิดมักไม่มีอาการ ซึ่งในกลุ่มนี้ร้อยละ 90 จะกลายเป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
#การติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
• การสัมผัสน้ำคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำเหลือง
• จากการได้รับเลือด
• ทางเพศสัมพันธ์
• จากแม่สู่ลูกขณะคลอด
• ภายในครอบครัวที่มีผู้ติดเชื้อ

#ถ้ามารดาเป็นโรคตับอักเสบจากไวรัสบีจะมีผลต่อทารกในครรภ์อย่างไร?
• ในประเทศไทยพบว่า มารดาเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ทารกจะมีโอกาสติดโรคจากมารดาได้ประมาณร้อยละ 40-90 การติดเชื้อของทารกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระหว่างการคลอด
• การป้องกันในทารกแรกเกิดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตัดวงจรดังกล่าว คือ ควรตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ตั้งครรภ์ทุกราย โดยการตรวจหา HBsAg ในเลือด
• พบว่าไวรัสตับอักเสบบีสามารถผ่านทางน้ำนมได้ และจะผ่านมากขึ้นถ้าหัวนมมารดามีแผล จึงมีปัญหาว่า ทารกกินนมมารดาได้หรือไม่? จากการศึกษาพบว่า ประเทศที่มีความชุกชุมของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงนั้น การติดเชื้อในทารกที่กินนมมารดาและนมผสมไม่แตกต่างกัน และเนื่องจากนมแม่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรก จึงยังแนะนําให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ยกเว้นมารดามีแผลที่หัวนมหรือลูกขบกัดหัวนมแม่
#พาหะของโรคคืออะไร? คือ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อยู่ในร่างกายแต่ไม่มีอาการตับอักเสบ บุคคลที่เป็นพาหะสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้
**คําแนะนําสําหรับผู้เป็นพาหะ
1. บํารุงร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารอัลฟาท็อกซิน เช่น ถั่วลิสงตากแห้ง พริกป่น
2. งดสุรา และสิ่งที่มีผลต่อตับ โดยเฉพาะไม่ควรซื้อยากินเอง ซึ่งรวมถึงยาบํารุง วิตามินบางชนิด หรือสมุนไพร โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
3. งดบริจาคเลือด
4. งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะของที่ปนเปื้อนเลือดได้ เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน
5. ออกกําลังกายและทํางานได้ตามปกติ เพียงงดกีฬาหรือการทํางานที่หักโหมเกินไป
6. แนะนําให้ผู้ที่ยังไม่มีภูมิกันโรคที่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นพาหะฉีดวัคซีน
7. ใช้ถุงยางอนามัย เมื่อจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคนี้
8. เมื่อมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์
9. ผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี ควรพบแพทย์เพื่อทําการตรวจเฝ้าระวังมะเร็งตับอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง
#จะทราบได้อย่างไร? ว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
การตรวจเลือด เป็นวิธีที่ใช้กันโดยแพร่หลาย สะดวก และรวดเร็ว
การตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบีดังนี้

• HBsAg ถ้าผลเป็นบวก แสดงว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในเลือด
• HBeAg เป็นบวก แสดงว่ามีเชื้อไวรัสบีที่กําลังแบ่งตัว ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้
• HBV-DNA ตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสตับบีโดยตรงจากเลือด
• AntiHBc ตรวจหาแอนติบอดี้ต่อเชื้อ ว่าผู้ใดเคยติดเชื้อมาในอดีต
• AntiHBs ถ้าผลเป็นบวก แสดงว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรค

#การรักษาโรคตับอักเสบจากไวรัสบี
1. กลุ่มพาหะกลุ่มนี้ไม่มีการอักเสบของตับ แต่เนื่องจากมีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติ จึงควรพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับเป็นระยะ
2. กลุ่มที่มีอาการติดเชื้อเฉียบพลัน ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการตัว ตาเหลือง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่อ อาหาร แนะนําให้รับประทานอาหารครบทุก หมู่ อาจแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อร้อยละ 85-90 มักหาย และมีภูมิคุ้มกัน ส่วนอีกร้อยละ 5-10 จะไม่หายและกลายเป็นพาหะหรือตับอักเสบเรื้อรังต่อไป
3. กลุ่มที่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง คือค่าเอนไซม์ในตับผิดปกตินานติดต่อกันเกิน 6 เดือน กลุ่มนี้มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็ง และมะเร็งตับได้สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษา

#กลุ่มประชากรที่ควรจะได้รับวัคซีนจึงจัดตามลำดับความสำคัญ ดังนี้
1. ทารกคลอดจากมารดาที่เป็นพาหะ
2. ทารกแรกเกิดทุกราย
3. บุคคลที่อาศัยบ้านเดียวกับผู้ป่วยที่เป็นพาหะและยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี
4. ผู้ที่ทํางานเสี่ยงต่อการติดโรค เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ตํารวจ ทหาร
5. เด็กอายุ 7-15 ปี ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี
6. ผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี
*กลุ่มที่ 3-6 ควรตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีเชื้อหรือภูมิคุ้มกันหรือไม่ก่อนฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนต้องฉีด 3 เข็มในระยะห่างกัน 0, 1, 6 เดือน ตามลำดับ
Cr.โรงพยาบาลสมิติเวช

🔬🔬 อยู่ตรงข้ามไทวัสดุหาดใหญ่ มีบริการตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
เปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ทุกวัน ตั้งแต่ 8.00 น - 20.00 น
สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: 0654082992
Line ID: mrccliniclab

17/03/2020

สรุปสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดทั่วโลก (17 มี.ค. 2563)
ผ่านไปแล้ว 2 เดือนครึ่ง มียอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ทั่วโลกเกือบ 7,100 ราย ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงกว่า 182,000 รายแล้ว
อ้างอิง: Worldometers, South China Morning Post, CNN
อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/coronavirus-coverage/
#ฝ่าวิกฤตโควิด19 #โควิด19 #ไวรัสโคโรนา

MRC clinic lab กำลังจะมีโปรโมชั่นดีเร็วๆนี้ รอติดตามกันเลยจ้าา #ของฟรีมีในโลก😀😀😀
16/03/2020

MRC clinic lab กำลังจะมีโปรโมชั่นดีเร็วๆนี้ รอติดตามกันเลยจ้าา
#ของฟรีมีในโลก😀😀😀

สวัสดีค่าาา หลังจากที่เราได้พูดถึงสารอนุมูลอิสระ และสารต้านอนุมูลอิสระกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาดูว่าเราสามารถที่จะรู้ได้อย่าไร ว่าเรามีสารอนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิระในร่างกายของเราเท่าไหร่แล้วมันสมดุลกันหรือไม่ โดยการตรวจหาค่า FORT และ FORD แล้ว FORT กับ FORD คืออะไรมีหลักการตรวจอย่างไร มาเริ่มกันเลยค่ะ
*** FORT หรือ Free Oxygen Redicals Testing เป็นการทดสอบบนพื้นฐานการเกิดสีจากปฏิกิริยาของอนุพันธ์เอมีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครโมเจน ChNH2 สำหรับการเกิดสารสีแดงที่เสถียร เมื่อใส่ตัวอย่างทดสอบลงในน้ำยา ChNH2 สีที่เกิดจากสารโครโมเจนจะก่อตัวขึ้นที่ค่าดูดกลืนแสง 505 nm ซึ่งแปรผันเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณโมเลกุลของ Hydroperoxyl ที่มีความสัมพันธ์กับสถานะของ "สารอนุมูลอิสระ (Oxidative)" ของตัวอย่างทดสอบ ทำให้เราทราบได้ว่าในร่างกายของเรานั้นมีสารอนุมูลอิสระที่เกิดจากความเครียดและการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมาะสมของเราปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งมีค่าอ้างอิง : < 310 FORT Units เมื่อเราทราบแล้วว่าเรามีสารอนุมูลอิสระเท่าไหร่ แล้วเราจะต้องมี "สารต้านอนุมูลอิสระ" อีกเท่าไหร่ถึงจะสมดุลกับสารอนุมูลอิสระที่มีอยู่......มาติดตามกันต่อพรุ่งนี้นะคะ

ที่อยู่

36/21 หมู่ 4 ตำบลรูสะมีแล
Mueang Pattani District
94000

เบอร์โทรศัพท์

073-710944

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Lab societyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์