05/04/2019
แม้เพียงพบกันครั้งแรก หลายคนคงสัมผัสได้ว่าเบื้องหลังงานของ “เดชา ศิริภัทร” ในฐานะครูผู้สอนเรื่องข้าวและเกษตรกรรมที่ยั่งยืน คือความเมตตาเพื่อให้ชาวนาและสังคมไทยหลุดพ้นจากความทุกข์ยากจากปัญหาความยากจน ก้าวข้ามระบบเกษตรกรรมและอาหารที่พึ่งพาสารพิษร้ายแรงทั้งหลาย โดยไม่หวังผลประโยชน์ใดๆเพื่อตนเอง
เขาเป็นคนประเภทลงมือทำด้วยตนเอง และเอาชีวิตตนเองเข้าแลกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น เคยรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยเมล็ดธัญพืชหลากหลายชนิดบดแห้งอย่างเดียว ผสมน้ำ เป็นเวลาหลายปี เพื่อพิสูจน์ว่าชีวิตมนุษย์สามารถอยู่รอดได้ด้วยการบริโภคเพียงธัญพืช
เขาสนใจเกี่ยวกับเรื่องกัญชารักษาโรคมานานมากกว่า 20 ปี และในช่วง 10 ปีมานี้เขาค้นคว้าเสาะแสวงหาความรู้ ทดลองด้วยตัวเอง และลงมือทำแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาโรคแก่ผู้คนไม่เลือกหน้าให้หลุดพ้นจากโรคร้าย โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน
เดชา ศิริภัทร ทราบดีว่าการครอบครองและแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อการรักษาโรคยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศที่มีกฎหมายล้าหลังเช่นประเทศไทย แต่เขายอมแลกกับการที่ตนเองต้องเสี่ยงสูญเสียอิสรภาพ เพื่อต่อสู้ให้มีการยกเลิก และปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายที่ล้าหลังเหล่านี้เพื่อปลดปล่อยความทุกข์ยากของคนไทยที่ป่วยด้วยมะเร็ง และโรคภัยต่างๆ
หลายคนมีเหตุผลในการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่าและโลกที่ดีกว่า แต่สำหรับ "เดชา ศิริภัทร" แล้ว ผู้ที่รู้จักและติดตามเขาใกล้ชิด ทราบดีว่า เป้าหมายของชายผู้นี้ ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างสังคมที่ดีกว่าในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิข้าวขวัญซึ่งจะครบรอบ 3 ทศวรรษในปี 2562 นี้เท่านั้น หากแต่คือการบำเพ็ญทานบารมี และช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากด้วยเมตตาธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาเท่านั้น
ร่วมกันแชร์และส่งกำลังใจไปให้เพื่อนทุกคนในมูลนิธิข้าวขวัญ และร่วมกันต่อสู้เพื่อไม่ให้กฎหมายที่ตราออกมาเอื้ออำนวยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ คนบางกลุ่ม เพิกเฉยต่อผู้เจ็บป่วย และไม่คุ้มครองประโยชน์ของสามัญชนคนส่วนใหญ่ในประเทศ
หมายเหตุ : ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธร จังหวัดสุพรรณบุรี ทหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 7 ได้จับกุมตัวเจ้าหน้าที่มูลนิธิบางคนไว้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2562 และได้ออกหมายเรียก เดชา ศิริภัทร ซึ่งจะกลับมาถึงประเทศไทยในวันหรือสองวันนี้ ในข้อหาผลิตและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต