Hornbill Bookshop & Cafe

Hornbill Bookshop & Cafe postcards of nongkhai also available. we are located on the soi leading to Mut Mee guesthoust,
kaeworawut road (just on the right of nongkhai hospital)

best selection of used books in Nongkhai

we have fiction of all types, nonfiction, books on south-east asia,
guidebooks, Maps and a growing collection of german, french, dutch and
scandinavian titles.

New year, new beginnings Have a blast! วันนี้ขออนุญาตหยุดอีก 1 วันค่ะ
01/01/2026

New year, new beginnings Have a blast!
วันนี้ขออนุญาตหยุดอีก 1 วันค่ะ

Happy New year 2026สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๙​"Page 1 of 365. Make it a good one." หน้าที่ 1 จาก 365 หน้า ทำปีนี้ให้เป็นปีที่ดีขอ...
01/01/2026

Happy New year 2026
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๙

​"Page 1 of 365. Make it a good one."
หน้าที่ 1 จาก 365 หน้า ทำปีนี้ให้เป็นปีที่ดีของทุก ๆ คนค่ะ

29/12/2025
29/12/2025

ปีใหม่ที่ที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต..
ช่วงปีใหม่นี้ หลายคนคงมีความสุข มีชีวิตที่ไม่ได้แย่ข้ามปี แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยู่ในความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ หนี้สินหรือความสัมพันธ์ในครอบครัว
ใครที่เจอปัญหายากๆที่ดูเหมือนใหญ่เกินตัวในปีที่ผ่านมา ตกต่ำ ท้อถอย แล้วก็ยังต้องแบกต่อในปีที่จะถึงนั้น
ปีใหม่นี้อาจจะเป็นหมุดหมายนามธรรมที่ดีที่ีจะลองเริ่มต้นใหม่อะไรบางอย่างเผื่อจะผ่อนหนักให้เป็นเบา หรืออาจจะแก้ปัญหาบางส่วนได้
คำถามคือ เราควรจะเริ่มยังไงดี
……….
ผมเพิ่งฟังบทสัมภาษณ์ของบิล แอคแมน (bill ackman) ผู้จัดการกองทุนชื่อดังระดับโลกที่ครั้่งหนึ่งเคยทำผิดพลาดทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัวจนดำดิ่ง แต่ปัจจุบันเขาก็หลุดออกจากปัญหาตรงนั้นได้แถมกลับมาได้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
กระบวนการคิดและประสบการณ์ในการออกจากปัญหาใหญ่นั้น ฟังแล้วก็อาจจะเป็นคำแนะนำให้ใครหลายคนได้เหมือนกัน
บิลเล่าถึงจุดตกต่ำของตัวเองในรายการ podcast หนึ่งไว้ว่า เขาเคยลงทุนผิดพลาดในระดับขาดทุนหลายพันล้านเหรียญ พังทั้งกองทุนและชื่อเสียงที่ย่อยยับ โดนฟ้องจากผู้ถือหุ้น คนถอนเงินจากกองทุน ภรรยาขอหย่า ทนายฟ้องหย่าด้วยตัวเลขมหาศาลระดับแพ้แล้วล้มละลาย
ต่ำจนไม่รู้จะต่ำยังไงทั้งอาชีพและชีวิต
— Progress Compound
บิลบอกว่า เมื่อมองย้อนกลับไปเขาเรียนรู้กระบวนการหนึ่งที่ช่วยเขาได้มาก ก็คือการที่พยายามทำอะไรให้คืบหน้าวันละนิดพอ (make little progress everyday)
ทุกวันที่ตื่นเช้า เขาจะไม่เอาเวลามาคิดถึงปัญหาที่ดูจะไม่มีทางออก แต่ตั้งใจที่จะพยายามทำอะไรให้คืบหน้า นิดนึงก็ยังดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความ เรื่องการเจรจา การลงทุน การบริหารความเสี่ยง ฯลฯ
บิลบอกว่า ความคืบหน้ามันทบต้นได้ (progress compound) เหมือนพลังดอกเบี้ยทบต้น ช่วงแรกๆ สามสี่อาทิตย์แรกมันจะไม่ค่อยเห็นผลอะไร แต่พอเราทำมันทุกวันให้ดีขึ้นวันละนิด ก็จะเริ่มเห็นอะไรขึ้นบ้าง
เราจะต้องไม่มองยอดเขาที่สูงเกินเอื้อมในช่วงแรกๆ เพราะมองแล้วจะท้อ แก้ทีละนิดไปเรื่อยๆ แต่พอผ่านไปซักสามเดือน มองลงมาจากพื้นข้างล่างที่เราเคยอยู่ ก็จะเห็นว่าเราปีนขึ้นมาได้สูงเหมือนกัน ก็จะมีกำลังใจปีนต่อ
แล้ววันนึง ตื่นขึ้นมา เราจะรู้สึกเลยว่าเราเองก็มาไกลเหมือนกัน …
— ร่างกายที่แข็งแรงสำคัญมากในช่วงจิตใจอ่อนแอ
บิลยังมีบทเรียนที่ได้จากการขึ้นจากหลุมนรกด้วยว่า การดูแลร่างกายในช่วงจิตใจแย่ๆนั้นสำคัญมาก อย่าปล่อยตัวจนร่างกายพังเพราะจะยิ่งอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ
ในทางกลับกัน ถ้าร่างกายแข็งแรง ก็จะช่วยกระตุ้นความมั่นใจของตัวเอง (psychological boost) ได้มาก ยิ่งจิตใจแย่ ยิ่งต้องออกกำลัง นอนให้ดีและกินอาหารที่มีประโยชน์
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ไม่ต้องพึ่งใคร
— อย่าให้ "อดีต" มากำหนด "อนาคต"
บิลเปรียบเทียบชีวิตกับการเล่นเทนนิสว่า หากคุณกำลังตามหลังอยู่หนึ่งเซต หรือเพิ่งตีเสีย (Double Fault) ในแต้มสำคัญ อย่ามัวแต่เสียดายอดีตอย่างเด็ดขาด
แพ้แล้วก็กลับไปแก้ไม่ได้ ให้เริ่มต้นใหม่ด้วยกระดาษเปล่า (Blank sheet of paper)
ให้มองว่านี่คือโอกาสใหม่ นับหนึ่งใหม่ และวัดผล สร้างใหม่จากตรงนี้ ไม่เอาของเก่ามานับรวม
— การกลับมาอย่างสง่างาม (Redemption)
บิล แอคแมนสรุปว่าความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ตอนที่เราอยู่บนจุดสูงสุด แต่วัดจาก "วิธีที่เราจัดการกับความพ่ายแพ้" ต่างหากว่าเราล้มแล้วพยายามลุกขึ้นมาหรือใช้วิธีการไหนในการกลับมาได้
การกลับมาของเขาจากทรัพย์สินที่เกือบเกลี้ยงจนกลายเป็นมหาศาลกว่าเดิมในปัจจุบัน พิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามอย่างไม่ลดละ (Persistence) ของคนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาได้อีก
การก้าวไปข้างหน้าวันละนิดคือหัวใจสำคัญของการมีชีวิตรอดในเวลาที่ตกต่ำที่สุด…. บิลตกผลึกไว้แบบนั้น
……
เรื่องราวของคนคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ผ่านจุดตกต่ำที่สุดจนกลับมาได้นั้น อาจจะมีโชคช่วยอยู่บ้าง และอาจจะไม่ได้เหมือนกันในทุกกรณี
แต่เรื่องของการรักษาร่างกาย พยายามทำอะไรให้ดีขึ้นวันละนิด และการไม่ยอมแพ้ก็น่าจะเป็นบทเรียนร่วมของคนที่ล้มแล้วกลับมาได้เป็นส่วนใหญ่เช่นกัน
เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังผ่านช่วงตกต่ำที่สุดในปีใหม่นี้นะครับ…
"The way you recover from a disaster is to make progress... and you have to have a day where you feel like you're a little bit further along “ Bill Ackman

เครดิต เพจเขียนไว้ให้เธอ

Send a message to learn more

จีบสาวนักดองก็งี้_____ตอนนี้ Naiin ให้โหวต รางวัลเกี่ยวกับหนังสือมากมาย ไปรวมสนุกกันนะครับ👉🏼https://naiin-store.com/4pcv...
29/12/2025

จีบสาวนักดองก็งี้
_____
ตอนนี้ Naiin ให้โหวต
รางวัลเกี่ยวกับหนังสือมากมาย
ไปรวมสนุกกันนะครับ
👉🏼https://naiin-store.com/4pcvZMc

น่าจะจริง 😅
28/12/2025

น่าจะจริง 😅

ไม่อยู่บ้าน 25 - 28 ใครผ่านก็แวะเดาหลังแมว ๆ ได้ในซอย แล้วเจอกัน วันจันทร์คร้าบบบ
24/12/2025

ไม่อยู่บ้าน 25 - 28 ใครผ่านก็แวะเดาหลังแมว ๆ ได้ในซอย แล้วเจอกัน วันจันทร์คร้าบบบ

"หัวใจของความสร้างสรรค์ในอีสานนั้น... คงเป็นการพยายามปรับตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด ...จากการเข้าป่า...
24/12/2025

"หัวใจของความสร้างสรรค์ในอีสานนั้น... คงเป็นการพยายามปรับตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด ...จากการเข้าป่าล่าสัตว์ ...พึ่งพิงวิถีธรรมชาติไปจนถึงยุคที่ทุนนิยมกำลังขยายตัวไปทั่วโลก ...ความเป็นอีสานยังคงเด่นชัด... เช่นเดียวกันกับผักกะแยงที่เคยเติบโตเต็มคันนา ...คอยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณความเป็นอีสานในอดีต"
แม้ว่าจะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน วัฒนธรรมการกินของอีสานในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างและหลากหลายด้วยตัวแปรทางด้านภูมิศาสตร์ การหลั่งไหลของวัฒนธรรม ไปจนถึงสภาพสังคมและเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ ดินแดนที่เป็นจุดกำเนิดของปลาร้าตามความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ไทยนั้น จึงไม่ใช่แค่อาหารหมักรสเค็มอย่างที่ใครหลายคนคิดคิด แต่ยังเต็มไปด้วยรสหวานอมเปรี้ยวและกลิ่นหอมของวัตถุดิบที่มีแต่ชาวอีสานเท่านั้นที่จะเข้าใจ
ผักกะแยงหรือผักแขยง ผักพื้นบ้านที่มักพบมากในภาคอีสานและภาคเหนือ เดิมทีเคยเป็นวัชพืชที่ขึ้นตามท้องนาในวันที่ฝนตกอย่างต่อเนื่อง ชาวอีสานค้นพบการใช้ประโยชน์จากผักชนิดนี้ตั้งแต่รากยันดอก ผักกะแยงกลายเป็นวัตถุดิบจำเป็นที่ต้องมีติดสวนหรือติดตู้เย็นเอาไว้เสมอ เพราะทุกครั้งที่อีแม่โยนผักกะแยงลงไปในหม้อ ทุกคนในบ้านก็จะรู้ทันที่ว่าวันนี้ลาภปากอย่างแน่นอน ในวันที่ลาบกับส้มตำกลายเป็นวัฒนธรรมมวลชนที่แผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศในพื้นที่อื่นๆ ของโลก
กลิ่นของผักกะแยงยังคงลอยอบอวลอยู่ในครัวบ้านชาวอีสาน คอยดับกลิ่นคาวของต้มปลา เพิ่มความหอมของหมกหน่อไม้ในมื้อเย็นของครอบครัวอยู่เสมอ แม่ๆ ชาวอีสานนั้นมักจะพูดอยู่เสมอว่าอาหารอีสานนั้น “ถ้าบ่อใส่ผักกะแยงกะต้องใส่ผักอีตู่ ต้มไก่ต้องผักอีตู่ ต้มปลาต้องผักกะแยง บ่อซั่นมันบ่อแม่นอาหารบ้านเฮา”
คุณอาจจะเลือกที่จะใส่หรือไม่ใส่ปลาร้าในอาหารอีสานได้ แต่หากขาดผักกลิ่นหอมสองชนิดนี้แล้ว คงยากที่จะยอมรับว่าต้มปลาหม้อนี้เป็นความหอมแบบฉบับอีสาน มันอาจกลายเป็นความหอมของต้มยำแบบไทยๆ ในความเข้าใจของสังคมปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อเอกลักษณ์ของผักกะแยงเตะจมูกขนาดนี้แล้ว เหตุใดเล่าผักกะแยงจะนับว่าเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาอันแสนสร้างสรรค์ของวัฒนธรรมอีสานไม่ได้?
อ่าน จาก “อีสานบ้านเฮา” ถึง “ดอกหญ้าในป่าปูน” ว่าด้วยความสร้างสรรค์บนวาทกรรมโง่ จน เจ็บ ได้ที่ https://field-feel.com/localidentity01
โดย พิมผกาพร พรเพ็ง
ขอบคุณจากเพจ Field - feel

ท่าบ่อ show time
24/12/2025

ท่าบ่อ show time

💫🎉​ได้เวลาสัมผัส "เสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา เมืองแห่งมนต์เสน่ห์" ในงาน "ช้อป ชิม ชิลล์" #ถนนคนเดินตลาดท่าด่าน เทศบาลเมืองท่าบ่อ
📣📢ขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสบรรยากาศสุดคึกคัก สนุกสนานกับกิจกรรมที่หลากหลาย 🛍️🍴 ทั้งสินค้ามากมายและอาหารอร่อย ทางเดินเพลินๆ ที่ท่าบ่อ รวมทั้งการแสดงสุดมันส์ ที่งาน #ถนนคนเดินตลาดท่าด่าน เดินสนุก กินเพลิน ของอร่อยเพียบ‼️
📅ในวันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568 ⏰ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
✨ไฮไลท์ห้ามพลาด.. ‼️‼️
🎭🎤คอนเสิร์ต ศิลปินนักร้องลูกทุ่งหมอลำหญิงชื่อดัง “ดอกอ้อ ทุ่งทอง ” เจ้าของฉายา ลูกทุ่งสาวเสียงซอ
📅👉 ‼️ แล้วพบกันวันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568 นี้
📌ณ ถนนหน้าลานวัฒนธรรมเทศบาลเมืองท่าบ่อ
👨‍👩‍👧‍👦มาเดินเล่น "ช้อป ชิม ชิลล์" กันได้ทั้งครอบครัว กับความสุข และบรรยากาศดี ๆ ที่เดินของคนมีสไตล์ อร่อยครบจบที่เดียว
มาร่วมสร้างความทรงจำที่ดี ๆ ไปด้วยกัน🎉🥳

We will  be closed from December 35th to 28th, 2025 We will resume  our normal operations  on December 29, 2025. We apol...
22/12/2025

We will be closed from December 35th to 28th, 2025
We will resume our normal operations on December 29, 2025. We apologize for any inconvenience. 🙏
Have a happy holiday 😊

22/12/2025

Send a message to learn more

การกลับมาของร้านหนังสือผมพักอาศัยอยู่โซนพัฒนาการมาประมาณ 30 ปีแล้ว จากคอนโด มาเป็นบ้านเช่า จนมาเป็นบ้านหลังที่ซื้อเองในป...
22/12/2025

การกลับมาของร้านหนังสือ

ผมพักอาศัยอยู่โซนพัฒนาการมาประมาณ 30 ปีแล้ว จากคอนโด มาเป็นบ้านเช่า จนมาเป็นบ้านหลังที่ซื้อเองในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำผมมาตลอด คือร้านหนังสือพิมพ์ปากซอยพัฒนาการซอยหนึ่งที่น่าจะอยู่มานานกว่าอายุของผมเสียอีก

เป็นร้านเล็กๆ คูหาเดียว ด้านหน้าขายหนังสือพิมพ์รายวันและหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ด้านในมีนิตยสารมากมาย หนังสือการ์ตูน หนังสือคอร์ดกีตาร์ รวมถึงหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กอีกจำนวนหนึ่ง

แต่การล้มหายตายจากของนิตยสารทั้งรายปักษ์และรายเดือน รวมถึงทิศทางของธุรกิจหนังสือโดยรวม ก็ทำให้ร้านอายุหลายทศวรรษร้านนี้กำลังลำบากด้วยเช่นกัน

อย่าว่าแต่ร้านหนังสืออิสระหนึ่งคูหาเลย แม้กระทั่งร้านหนังสือชื่อดังในเมืองไทยทั้งสามเจ้า ผมว่าก็เหนื่อยหนักอยู่เหมือนกัน

ผมเคยเขียนไว้ในบทความ “เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการใช้มือถือให้น้อยลง” ว่าคนสมัยนี้อ่านหนังสือน้อยลงไปมาก ภายในเวลาเพียง 20 ปี คนอเมริกันที่อ่านหนังสือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจลดลงไปถึง 40% ส่วนในอังกฤษก็มีผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 3 ที่ยอมรับว่าเลิกอ่านหนังสือไปแล้ว

ส่วนคนไทยก็ไม่แน่ใจว่าอ่านหนังสือกันปีละกี่บรรทัด แม้ว่างานสัปดาห์หนังสือจะคึกคักเกือบทุกครั้ง แต่สัดส่วนระหว่างกองดองกับกองหนังสือที่อ่านจบนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นทุกปี

-----

เมื่อเช้านี้ผมได้อ่านบล็อกของ Ted Gioia ชื่อว่า The Surprising Return of the Bookstore แล้วก็รู้สึกมีความหวังเล็กๆ ขึ้นมา

เพราะเขาเล่าถึง Barnes & Noble ร้านหนังสือเชนยักษ์ใหญ่ในอเมริกาที่เคยตกที่นั่งลำบาก เพราะโดน Amazon มาดิสรัปต์ และทำให้คู่แข่งอย่างร้าน Borders ต้องปิดสาขาสุดท้ายไปเมื่อปี 2011

Barnes & Noble ซึ่งผมขอเรียกย่อๆ ว่า B&N ก็พยายามปรับตัว หันมาขาย eBook รวมถึง eBook Reader ยี่ห้อ Nook แต่หลังจากที่เคยทำยอดขายได้ 933 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 ก็ถดถอยลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ 92 ล้านดอลลาร์ในปี 2019

ในปี 2018 B&N ขาดทุน 18 ล้านดอลลาร์ และต้องเลย์ออฟพนักงาน 1,800 คน พร้อมทั้งหันมาจ้างพาร์ตไทม์แทน หุ้น BKS ในตลาด NYSE ที่เคยมีราคาหุ้นละ 26.50 ดอลลาร์ในปี 2000 ตกลงมาเหลือเพียง 6.50 ดอลลาร์ในปี 2019 และมีมูลค่าเพียง 436 ล้านดอลลาร์ แม้จะยังมีร้านอยู่มากถึง 600 กว่าสาขา

เดือนสิงหาคม 2019 Elliott Advisors (UK) Limited ได้เข้าซื้อกิจการและนำ Barnes & Noble ออกจากตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเปลี่ยนเป็นบริษัทเอกชน

จากนั้น B&N อาการดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ในปี 2020 จะต้องปิดร้านไป 15 สาขาเพราะโควิด แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2021–2025 ครับ

ปี / จำนวนสาขาที่เปิดใหม่
2021 / 1
2022 / 16
2023 / 31
2024 / 57
2025 / 58

ทั้งที่ผ่านโควิด ทั้งที่เศรษฐกิจทั่วโลกผันผวน ทั้งที่คนอ่านหนังสือน้อยลง แต่ Barnes & Noble กลับเจริญเติบโตได้ดีมากๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

-----

หลังจาก Elliott Advisors นำ B&N ออกจากตลาดในปี 2019 พวกเขาได้แต่งตั้ง CEO คนใหม่ชื่อว่า James Daunt วัย 56 ปี

ณ ขณะนั้น James Daunt ดำรงตำแหน่ง Managing Director ของ Waterstones เชนร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ โดยทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 2011 และช่วยให้ Waterstones ที่เกือบล้มละลายกลับมามีกำไร 20 ล้านปอนด์ได้ในปี 2018

พอต้องมาดู Barnes & Noble ตัวเขาเองก็ไม่ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารสูงสุดของ Waterstones แต่ควบสองตำแหน่งของทั้งสองที่ไปเลย!

แล้วผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น เขาทำให้ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ที่เกือบล่มสลายกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

สิ่งที่ Daunt ทำนั้นมีหลักๆ แค่สามอย่าง

หนึ่ง เขาให้พนักงานร้านแต่ละสาขาเป็นคนเลือกเองว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนมาขาย และจะจัดวางหนังสืออย่างไร

ตอนที่ Daunt เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ B&N ใหม่ๆ เขาสั่งให้พนักงานเอาหนังสือลงจากชั้นหนังสือให้หมด แล้วให้พนักงานคัดเองว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนขึ้นชั้นบ้าง และจะจัดหนังสือกันอย่างไรให้ร้านดูน่าเดินที่สุด

จากนั้นเป็นต้นมา พนักงานร้าน B&N แต่ละสาขาสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนขึ้นโชว์ ไม่ต้องทำตามที่ส่วนกลางสั่งมา

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หนังสือที่พนักงานเลือกขึ้นเชลฟ์นั้นขายออกไปได้ถึง 97% และอัตราการคืนหนังสือ (เพราะลูกค้าไม่พอใจ) ก็ลดลงจนแทบจะเหลือศูนย์

Daunt เชื่อว่าเมื่อพนักงานสามารถเลือกได้เองว่าจะจัดสรรสิ่งต่างๆ ภายในร้านอย่างไร พนักงานก็จะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น สนุกกับงานมากขึ้น และอธิบายหนังสือให้กับลูกค้าได้ดีขึ้น

อย่างที่สองที่ Daunt ทำก็คือ เขาเลิกรับเงินจากสำนักพิมพ์

ธรรมดาสำนักพิมพ์จะมีงบประมาณการตลาด เพื่อจ่ายให้ร้านหนังสือจัดวางหนังสือเล่มใหม่ให้อยู่ในจุดที่คนเห็นเยอะๆ

แต่การที่สำนักพิมพ์มีเงินเยอะหรืออยากผลักดันหนังสือเล่มหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็นหนังสือที่ดีเสมอไป

ดังนั้น แทนที่จะรับเงินจากสำนักพิมพ์เพื่อให้ร้านในเครือ B&N ทุกร้านวางโชว์หนังสือเล่มเดียวกันหมด Daunt เลยตัดส่วนนี้ทิ้ง เพื่อให้พนักงานแต่ละสาขาเลือกหนังสือที่ตัวเองคิดว่าน่าจะดีที่สุดขึ้นมาวางโชว์ในพื้นที่ที่คนจะเห็นมากที่สุด

อย่างที่สาม — ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อก่อนหน้านี้ — ก็คือ Daunt ยกเลิกการลดราคาแรงๆ เช่น ซื้อสองแถมหนึ่ง

เพราะ Daunt มองว่าการให้ของแถมย่อมเป็นการลดคุณค่าของหนังสือเล่มนั้น และเพราะว่าเขาปฏิเสธที่จะรับเงินจากสำนักพิมพ์ ร้าน Waterstones และ Barnes & Noble จึงแทบไม่ได้ใช้กลยุทธ์การลดราคาหนังสือเพื่อดึงลูกค้าเข้าร้านอีกเลย

มีนักข่าวถาม Daunt ว่า ไม่กลัวเหรอว่าลูกค้าจะมาพลิกดูหนังสือที่หน้าร้าน แล้วสุดท้ายก็ไปสั่งหนังสือบน Amazon

Daunt บอกว่าก็คงมีลูกค้าแบบนั้นอยู่บ้าง แต่สุดท้ายพวกเขาก็จะพบว่าหนังสือที่ซื้อออนไลน์มันไม่ได้ดีเท่าหนังสือที่ซื้อจากหน้าร้าน - ต่อให้มันจะเป็นหนังสือเล่มเดียวกันก็ตาม - เพราะความรู้สึกของการกดซื้อหนังสือออนไลน์มันเทียบไม่ได้กับความรู้สึกของการเดินเข้าร้านหนังสือ ซึมซับบรรยากาศ สนุกไปกับการพลิกหนังสือดูทีละเล่ม ก่อนจะเดินออกจากร้านพร้อมกับหนังสือ “ตัวเป็นๆ” ติดมือไปด้วย

-----

ไม่ลดราคา ไม่รับเงินโปรโมชั่นจากสำนักพิมพ์ และปล่อยให้พนักงานสาขาตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะจัดวางหนังสือเล่มไหนอย่างไร

ฟังแล้วดูเสี่ยงมาก และดูไม่น่าจะนำมาใช้กับเมืองไทยได้

แต่ก็นั่นแหละครับ ต่อให้เป็นคนอังกฤษหรือคนอเมริกันที่มีกำลังซื้อมากกว่าเรา เขาก็ชอบของดีราคาถูกไม่ต่างจากคนชาติอื่น แม้กระทั่ง Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ยังบอกเลยว่าเขาจะโฟกัสแต่เรื่องที่จะไม่มีวันเปลี่ยน นั่นคือเขามั่นใจว่า ต่อให้เวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแน่ๆ คือ ลูกค้าจะยังคงชอบสินค้าราคาถูก และชอบการจัดส่งที่รวดเร็ว เขายังนึกไม่ออกเลยว่าจะมีลูกค้าคนไหนบ่นว่า Amazon ขายของถูกไปและจัดส่งเร็วเกินไป

สิ่งที่ James Daunt ทำจึงเป็นเหมือนการท้าทายแรงโน้มถ่วงและกฎทุนนิยม ที่ลูกค้าย่อมมองหาสินค้าที่คุ้มค่าที่สุด

แต่การ turnaround ของ Waterstones และ Barnes & Noble ก็เป็นเรื่องจริง และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราต้องฉุกคิด

ว่าเราเดินเข้าร้านหนังสือเพื่ออะไร

ตัวผมเองไม่ได้เดินเข้าร้านหนังสือเพราะอยากได้สินค้าราคาถูกที่สุด ผมเดินเข้าร้านหนังสือเพราะได้เห็นหนังสือใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้พลิกอ่านหนังสือ ได้เข้าไปดูเรตติ้งใน Goodreads และรู้สึกมีความสุข (และความทุกข์ไปพร้อมๆ กัน) เวลาหนังสือที่หยิบใส่มือมันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ลูกค้าที่สรรหาของถูกก็มี แต่ลูกค้าที่สรรหาประสบการณ์ที่มีแต่ร้านหนังสือจะมอบให้ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน

กลับมาที่ร้านเชนใหญ่ทั้งสามร้านในเมืองไทย ถ้าจะแข่งกันที่การลดราคายังไงก็ไม่น่าจะสู้แม่ค้าออนไลน์ได้ คำถามคือคุณจะแข่งด้วยวิธีไหน จะใช้วิธีขายสินค้าเสริมอื่นๆ - ซึ่งเข้าใจดีว่ามันอาจทำกำไรดีกว่า - แต่มันก็ทำให้ร้านน่าเดินน้อยลงเช่นกัน

แต่ถ้าเราตอบได้ว่า คนเดินเข้าร้านหนังสือเพราะอะไรกันแน่ บางทีเราอาจจะเจอสูตรบางอย่างที่เหมาะกับคนไทยก็ได้

ผมเองผูกพันกับร้านหนังสือมาแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยดวงกมลและดอกหญ้ายังรุ่งเรือง รวมถึงร้านเล็กๆ ตรงปากซอยพัฒนาการที่กำลังร่วงโรย ดังนั้นก็ย่อมอยากเอาใจช่วยให้ร้านหนังสือของไทยทั้งเล็กและใหญ่อยู่รอด เพราะมันคือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้วงการหนังสือ - ซึ่งรวมถึงนักเขียนอย่างผม - ยังอยู่ต่อไปได้

แม้จะรู้สึกว่าวงการหนังสือคือธุรกิจที่อยู่ใต้ลมมากๆ มองไปทางไหนก็มีแต่ปัจจัยลบ จนคนมองว่าเป็นธุรกิจขาลงมานานมากแล้ว

แต่ผมก็นึกถึงคำพูดของพี่ mentor ท่านหนึ่งในโครงการ IMET MAX ที่เคยกล่าวไว้ว่า "มันไม่มีหรอกนะ sunset business น่ะ มีแต่ sunset company"

James Daunt ได้พิสูจน์แล้วว่าธุรกิจหนังสือเป็นเล่มๆ (physical books) ไม่ใช่ sunset business และสามารถพลิกฟื้น sunset companies อย่าง Waterstones และ Barnes & Noble ได้

จึงขอส่งความคิดเห็นและกำลังใจให้กับทุกคนที่อยู่ในวงการนี้ ให้พบแนวทางที่เหมาะสม และทำให้คนไทยอยากเดินเข้าร้านหนังสืออีกครั้งครับ

ที่อยู่

Kaeworawut
Nong Khai
43000

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 17:00
อังคาร 10:00 - 17:00
พุธ 10:00 - 17:00
พฤหัสบดี 10:00 - 17:00
ศุกร์ 10:00 - 17:00
เสาร์ 10:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66860031101

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Hornbill Bookshop & Cafeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Hornbill Bookshop & Cafe:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram