Chanin Clinic :Specialized mental health clinic

Chanin Clinic :Specialized mental health clinic คลินิกเฉพาะทางด้านจิตเวช เปิดให้บริการมานานกว่า 15 ปี โดยทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกผู้เชี่ยวชาญ เน้นการดูแลด้วยความเข้าใจในความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

Private Specialized Psychiatric clinic -คลินิกเวขกรรมเฉพาะทางจิตเวช
Tel:092-248-2462 Line :

ความเจ็บปวดทางใจจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร___________________________________ในช่วงเวลาที่ข่าวสาร ข้อมูลถาโถมทุกวันอย่างไ...
26/11/2025

ความเจ็บปวดทางใจจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
___________________________________

ในช่วงเวลาที่ข่าวสาร ข้อมูลถาโถมทุกวันอย่างไม่หยุดนิ่ง ภาพและเรื่องราวจากพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมที่ท่วมท้นหน้าฟีด ไม่ว่าจะเป็น "ภาพบ้านเรือนจมน้ำ" "ผู้ประสบภัยสูญเสียทรัพย์สินและคนที่รัก" หรือ "กระแสน้ำที่ซัดถล่มบ้านเรือนชุมชน" ล้วนสามารถทิ้ง "รอยแผลในใจ" ให้กับเราที่ติดตามข่าวสารได้โดยไม่รู้ตัว

การรับรู้ข่าวสารภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง แม้เราจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ แต่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ความวิตกกังวล และความทุกข์ใจที่สะสมทีละน้อย อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเรามากกว่าที่คิด การเข้าใจว่าเรากำลังได้รับผลกระทบทางอารมณ์จากข่าวภัยพิบัติ และการดูแลตัวเองอย่างอ่อนโยนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อหัวใจเราซึมซับความเจ็บปวดของผู้อื่น

แม้เราจะไม่ได้ประสบเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตัวเอง แต่การเห็นภาพความรุนแรง ความสูญเสีย และความทุกข์ทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจทำให้จิตใจของเราเกิดภาระโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดจากภาพจำที่วนเวียนอยู่ในหัว และความรู้สึกสงสารที่ล้นเกินใจจะรับไหว ล้วนเป็นสัญญาณของ "ความเจ็บปวดทางจิตใจจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร"

ความรู้สึกที่เข้ามาในใจ...โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

การติดตามข่าวสารความขัดแย้งหรือภัยพิบัติร้ายแรง เหมือนกับการที่เราเปิดรับ "กระแสแห่งความทุกข์" เข้ามาในหัวใจอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกกังวล หวาดกลัว สงสาร หรือเศร้าใจ อาจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจโดยที่เราไม่รู้ตัว

บางทีภายนอกเราอาจดูเหมือนปกติ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความสั่นคลอน ภาพความสูญเสีย ความเจ็บปวด หรือการจากลาอาจวนเวียนอยู่ในใจไม่หยุด

รู้จักสัญญาณเตือน...เพื่อดูแลตัวเองอย่างทันท่วงที
______________________________________

อาการเหล่านี้อาจบอกเราว่า จิตใจกำลังต้องการความเอาใจใส่:

หวนคิดถึงเหตุการณ์ซ้ำๆ จนภาพจำรบกวนชีวิตประจำวัน เหมือนหนึ่งว่าเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

รู้สึกผิดที่ตัวเองปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อเรารู้สึกเชื่อมโยงหรือเห็นอกเห็นใจผู้ประสบภัยมาก ความรู้สึกนี้อาจท่วมท้นจนยากจะรับมือ

รู้สึกกระวนกระวาย วิตกกังวล หรือตื่นตัวผิดปกติ เวลาได้ยินหรือเห็นข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์

นอนไม่หลับ หรือฝันร้าย เกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านั้น

หลีกเลี่ยงการพูดคุย เกี่ยวกับภัยพิบัติ แม้แต่เรื่องการเตรียมรับมือในพื้นที่ของตนเองเมื่อมีความจำเป็น

แยกตัว เงียบเฉย หรือรู้สึกว่าไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของตนเองและคนรอบข้างได้

อารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียว หรือหงุดหงิดง่ายโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน

คุณไม่ได้อ่อนแอ...แค่จิตใจกำลังต้องการการดูแล
_____________________________________

การตระหนักว่าจิตใจของเรากำลังอ่อนล้าและต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่ความอ่อนแอเลย แต่เป็นการแสดงความรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้ง และการให้ความเมตตากับตัวเอง

หากคุณรู้สึกว่าภาระทางใจหนักหน่วง รบกวนการใช้ชีวิต หรืออารมณ์ความรู้สึกเกินกว่าจะจัดการได้ด้วยตนเอง อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต การขอความช่วยเหลือเป็นก้าวแรกที่กล้าหาญและชาญฉลาดที่สุด

วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น ด้วยความอ่อนโยน
_______________________________

หากยังไม่พร้อมพบผู้เชี่ยวชาญ ลองเริ่มดูแลตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ เหล่านี้:
จำกัดเวลารับข่าวสาร กำหนดช่วงเวลาชัดเจนในการติดตามข่าว แล้วหยุดพัก เปลี่ยนมาทำกิจกรรมที่ชอบบ้าง ให้จิตใจได้พักผ่อน

ดูแลร่างกายและจิตใจ นอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบาๆ สม่ำเสมอ เพราะร่างกายที่แข็งแรงช่วยให้จิตใจแข็งแรงตามไปด้วย

ทำกิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลาย หาเวลาทำสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ทำให้รู้สึกสงบหรือมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือออกไปสัมผัสธรรมชาติ

แบ่งปันความรู้สึก พูดคุยกับคนที่เข้าใจ การระบายความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจได้ช่วยให้จิตใจเบาลงได้มาก

ช่วยเหลือตามกำลัง การบริจาคสิ่งของ หรือติดต่อสอบถามความเป็นอยู่ของคนที่เราห่วงใย ก็ทำได้ แต่ขอให้ทำบนพื้นฐานที่จิตใจของเราพร้อมรับมือด้วย

ขอส่งความห่วงใยและกำลังใจอย่างจริงใจไปถึงทุกคนที่อาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากข่าวสารหรือเหตุการณ์รอบตัวในช่วงเวลานี้ ขอให้เชื่อมั่นเสมอว่า "หลังพายุผ่านพ้น ท้องฟ้าจะกลับมาสดใสอีกครั้ง"

การใส่ใจดูแลสุขภาพใจของตนเอง และการเปิดใจรับความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น คือสิ่งที่กล้าหาญและฉลาดที่สุด เป็นก้าวสำคัญที่จะพาเราผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง

ขอให้ทุกคนพบกับความสงบ ความเข้มแข็งภายในใจ และอยู่รายล้อมด้วยผู้คนที่อบอุ่น และขอให้ทุกท่านเปี่ยมด้วยพลังใจ เพื่อส่งต่อการดูแลแก่ทุกคนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

คุณไม่ได้เดินทางผ่านเรื่องนี้คนเดียว แม้ในวันที่คุณไม่พร้อม ขอให้รู้ว่าเราพร้อมดูแลคุณเสมอครับ

ทำไมจิตแพทย์ต้องถามเรื่องสุขภาพร่างกายอื่นๆ ทั้งที่เราตั้งใจมาคุยเรื่องความเครียด?_______________________________เวลามาพ...
23/11/2025

ทำไมจิตแพทย์ต้องถามเรื่องสุขภาพร่างกายอื่นๆ ทั้งที่เราตั้งใจมาคุยเรื่องความเครียด?
_______________________________

เวลามาพบจิตแพทย์ หลายคนตั้งใจมาเพื่อให้หมอรับฟังเรื่องความทุกข์ของเรา แต่บางครั้งหมอกลับใช้เวลาไปนานกับเรื่องที่เราไม่ได้สนใจจะรู้สักหน่อย แล้วอาจสงสัยไปอีกว่าว่า ทำไมต้องถามเรื่องน้ำหนัก อาหาร การนอน ประจำเดือน ดื่มเหล่าแค่ไหน สูบบุหรี่ไหม เป็นโรคประจำตัวอะไร?

จนบางครั้งดูเหมือนแอบมองเราไม่ดีไปก่อนหรือเปล่า บางทีก็อาจรู้สึกว่าเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกัน หรือบางครั้งแม้แต่อาจรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นกว่าเดิมอีกที่ต้องตอบ

เพราะ “ร่างกาย–จิตใจ” เชื่อมโยงกันมากกว่าที่ทุกคนคิด พฤติกรรมสุขภาพทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับจิตใจและพฤติกรรมได้ และในขณะเดียวกันความเครียดยิ่งกลับทำให้เราดูแลตัวเองน้อยลง และพฤติกรรมสุขภาพบางอย่างมักจะแย่ลงอย่างมากเมื่อเราเครียด

เรามาดูกันนะครับว่าหมอถามคำถามอะไรบ้าง และหมอถามเหล่านี้ทำไม
________________________________

การนอนหลับ และอนามัยการนอน

นอกจากคำถามว่านอนไม่หลับเพราะมีอะไรกวนใจหรือเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องปรกติที่จิตแพทย์ถามบ่อยๆแล้ว จิตแพทย์อาจถามถึง การปัสสาวะนะหว่างนอน หรือแม้แต่ ปัสสาวะกี่ครั้งตอนนอน
เพราะว่ามีหลายโรคที่เกี่ยวข้องกัน เช่น เบาหวาน หรือ ต่อมลูกหมากโต ในผู้ชายหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้หญิง รวมถึงอาการกรดไหลย้อน ที่ทำให้ฝันแปลกประหลาด หรือแม้แต่อาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแม้แต่ภาวะหยุดหายใจจากการนอนกรน โรคเหล่านี้ทำให้อาการทางจิตใจแย่ลงอย่างมากได้ครับ จึงต้องหาสาเหตุและรักษาร่วมกัน

คาเฟอีน สุรา บุหรี่ กัญชา และสารเสพติดอื่นๆ

ความึนเมาทำให้เราทุกคนไม่เหมือนเดิม สุราทำให้ซึมเศร้าแย่ลง คาเฟอีนตัดวงจรการนอน บางครั้งทำให้ปัสสาวะบ่อย หรือแม้แต่อารมณ์ฉุนเฉียวหรืออารมณ์เศร้ามากๆเวลามึนเมาก็เกิดขึ้นได้ครับ
รวมถึงการดื่มเหล้าอย่างไร้การควบคุมเวลาเครียดยังหมายถึงเราเริ่มจัดการความเครียดไม่ได้แล้ว
กัญชาอาจทำให้เกิดความสุขจากภาพดีๆ แต่บางทีก็เกิดภาพแปลกภาพที่น่ากลัว ที่กระตุ้นทำให้วิตกกังวล หรืออารมณ์แกว่งได้
ยาหลายชนิด ทั้งที่ซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ ยาทางอายุรกรรม รวมไปถึงยาทางจิตเวชที่แพทย์สั่งจ่าย มีปฏิกิริยากับสุราและยาเสพติด ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้

ฮอร์โมนและระบบต่อมไร้ท่อ ไทรอยด์, ประจำเดือน, ฮอร์โมนเพศ

ไทรอยด์ต่ำทำให้เหมือนซึมเศร้า ไทรอยด์สูงทำให้คล้ายแพนิก การเปลี่ยนแปลงรอบเดือน, ฮอร์โมนเพศ, หรือการเพิ่มขนาด หรือ หยุดใช้ฮอร์โมนทดแทนโดยทันที อาจเปลี่ยนแปลงสภาพอารมณ์ได้
ประจำเดือนผิดปรกติและถุงน้ำรังไข่เป็นโรคที่พบบ่อยและมักมาด้วยอาการทางจิตใจก่อนมีประจำเดือนได้บ่อยมากเลยครับ ถ้าละเลยการรักษาอาจเป็นผลเสียได้

โรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่
ยาความดันบางชนิดทำให้ซึมเศร้า สเตียรอยด์ทั้งที่ใช้คุมภูมิคุ้มกัน และ ใช้เพิ่มกล้ามเนื้อ ทำให้หงุดหงิดเวลาเพิ่ม และซึมเศร้าเวลาลด นอนไม่หลับ หรือกังวล ได้ง่ายขึ้นมากๆ
โรคเรื้อรัง เช่น ไต ตับ หัวใจ ส่งผลต่อการเลือกยาจิตเวชอย่างมาก รวมถึงทำให้เกิดอาการซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุได้ด้วย ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราดูแลทุกคนได้อย่างปลอดภัยครับ

การงานและวิถีชีวิต

การออยู่ในความสัมพันธ์ที่กดดันเรื้อรัง ทำให้เราไม่มีกะจิตกะใจดูแลตัวเอง ทำให้โรคต่างๆแย่ลงไม่เว้นแม้แต่โรคทางจิตเวช ทำงานดึก งานเครียด หรือพักผ่อนไม่เป็นเวลา ทำให้สุขภาพโดยรวมแย่ลงไม่เว้นแม้แต่สุขภาพจิตครับ
การอดนอนสะสมทำให้โรคซึมเศร้าแย่ลงอย่างมาก หมออาจไม่ได้ถามแค่ว่าคุณอดนอนแค่ไหน แต่อาจถามถึงปัจจัยที่ทำให้คุณต้องทุ่มเทหรืออดนอนเพื่อสิ่งนั้น นอกจากดูแลกันได้ดีแล้ว จะได้รู้จักความเครียดของคุณมากขึ้นผ่ายพฤติกรรมสุขภาพและการตัดสินใจเหล่านี้ครับ การพูดคุยเรื่องบริบทชีวิตทำให้เรามองเห็นต้นเหตุแท้จริงของความเครียด ไม่ใช่แค่แก้แค่ที่อาการปลายเหตุ

ประวัติอุบัติเหตุและการหกล้ม

ความทรงจำเกี่ยวกับอุบัติเหตุไม่เพียงฝากรอยแผลไว้กับอาการทางร่างกาย บางครั้งยังฝากอาการทางจิตใจเดินทางมาจากอดีตโดยผ่านความทรงจำของเรา หัตการมากมายที่ก่อให้เกิดความทุข์ทรมานอย่างมาก เพราะเราอยากรู้ว่าคุณกำลังแบกรับอะไรอยู่เพื่อให้เราร่วมดูแล ช่วยให้ทุการรักษาผ่านไปได้อย่างราบรื่น

การประเมินทั้ง “ร่างกาย–จิตใจ–สภาพแวดล้อม” พร้อมกัน คือเหตุผลที่จิตแพทย์ต้องดูแลคุณอย่างรอบด้าน แม้บางคำถามจะดูไม่เกี่ยวกับเรื่องที่คุณตั้งใจมาเล่าเลย

ทุกคำตอบของคุณมีค่า และทุกข้อมูลของคุณทำให้การรักษาถูกต้องแม่นยำมากขึ้นทุกความทุกข์ ทุกความเจ็บปวดของคุณทั้งร่างกายและจิตใจให้เราได้ดูแลนะครับ

ความเศร้าหลังวันหยุดยาว (Post-holiday blues)เคยสังเกตตัวเองไหมครับว่า หลังจากวันที่เราได้มีความสุขอย่างเต็มที่ เช่น ช่วง...
20/10/2025

ความเศร้าหลังวันหยุดยาว (Post-holiday blues)

เคยสังเกตตัวเองไหมครับว่า หลังจากวันที่เราได้มีความสุขอย่างเต็มที่ เช่น ช่วงวันหยุดยาว งานเลี้ยง หรือเทศกาลสำคัญ พอทุกอย่างผ่านพ้นไป กลับรู้สึกแปลกๆ คล้ายหัวใจว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก หลายคนมักบอกเล่าถึงอาการเช่น “ทำไมรู้สึกวูบๆ ใจหาย ทั้งที่เพิ่งมีความสุขอยู่เลย” หรือ “เหนื่อยแบบแปลกๆ เหมือนหมดแรงกะทันหัน” และบางคนถึงขั้นบอกว่า “ตอนอยู่ในงานสนุกมาก แต่พอกลับบ้าน กลับเศร้าเหมือนทุกอย่างหายไปหมดเลย”

ความรู้สึกเหล่านี้เรียกว่า Post-holiday blues หรือภาวะเศร้าหลังการเฉลิมฉลอง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และพบได้บ่อยมากกว่าที่เราคิดครับ

ทำไมเราถึงรู้สึกเศร้า หลังจากความสุขจบลง?

ลองนึกถึงวันหยุดที่ผ่านมา… ร่างกายและจิตใจเราถูกใช้งานอย่างหนักโดยไม่รู้ตัว เราอาจอดนอนต่อเนื่องหลายคืน เพื่อได้มีเวลาท่องเที่ยว ได้พูดคุยกับคนที่รัก หรือแม้แต่เดินทางไกลเพื่อไปเจอครอบครัวที่ไม่ได้พบกันมานาน เราทุ่มเทพลังงานทั้งหมดในช่วงเวลานั้นโดยไม่รู้ตัวเลยว่าร่างกายกำลังเหนื่อยสะสม

เราเดินทางไปหาครอบครัว ฝ่ารถติดบนถนนนานๆ หรือต้องใช้ขนส่งสาธารณะที่แออัดยัดเยียด กลับมาถึงบ้านยังไม่ทันพัก ก็ต้องเผชิญกับความเงียบและความว่างเปล่าที่เข้ามาแทนที่ทันทีหลังจากที่ต้องลาจากผู้คนที่เรารัก ความคิดถึงจึงถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ยิ่งบางคนมีการดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารบางอย่าง เพื่อช่วยให้รู้สึกสนุกมากขึ้น มั่นใจขึ้น หรือกล้าพูดในสิ่งที่อยากพูด พอสารเหล่านี้หมดฤทธิ์ ก็ทำให้เราเผชิญกับความรู้สึกเศร้า ว่างเปล่า วิตกกังวล หรือแม้แต่เหงาอย่างเฉียบพลัน สิ่งเหล่านี้เองที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์อย่างมากหลังกลับมาสู่ชีวิตประจำวัน

สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจกำลังเผชิญกับอาการนี้

รู้สึกหม่นๆ เศร้า หรือว่างเปล่าอย่างไม่มีสาเหตุ
มีอาการหงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกรำคาญกับสิ่งรอบตัว
นอนหลับยาก หลับไม่สนิท หรือรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา
ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือทำงานผิดพลาดง่าย
รู้สึกไม่อยากลุกไปทำงาน หรือทำกิจวัตรประจำวัน
คิดถึงช่วงเวลาสนุกที่ผ่านไป แล้วรู้สึกเสียใจที่มันจบลงเร็ว
รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว หรือคิดถึงครอบครัวและคนที่รักอย่างควบคุมไม่ได้

หากคุณกำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ อยากบอกว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาครับ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวและอาการเหล่านี้พบได้บ่อยกว่าที่คิด มาเรียนรู้วิธีรับมือด้วยกันนะครับ

5 วิธีง่ายๆ รับมือกับความเศร้าหลังความสุขที่ผ่านไป

1. ยอมรับความรู้สึกตัวเองก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบปฏิเสธหรือปิดกั้นความเศร้าของตัวเองครับ หากรู้สึกเหงา ว่างเปล่า หรือเศร้า ก็ยอมรับว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ อย่างไม่ตัดสิน แล้วค่อยๆ ใช้เวลากับความรู้สึกนี้ การยอมรับและใช้เวลามองดูความรู้สึกว่ามีที่มาหรือมีความเป็นมาอย่างไรทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ง่ายขึ้นมากครับ
2. ค่อยๆ กลับเข้าสู่กิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคย ไม่ต้องฝืนตัวเองให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว เริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เหนื่อยมาก เช่น จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย ทำความสะอาดบ้านเบาๆ หรือออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจค่อยๆ ปรับตัวกลับมาสู่สภาวะปกติได้ง่ายขึ้น การเว้นระยะวันละสัก 1-2 วันอาจช่วยให้การปรับตัวง่ายขึ้นมากครัว
3. สร้างเป้าหมายเล็กๆ ในอนาคตที่รอคอยได้ ลองวางแผนกิจกรรมที่เราอยากทำในอีกไม่นานนี้ เช่น นัดเพื่อนไปทานอาหารในร้านที่ชอบ วางแผนออกกำลังกายเบาๆ หรือแม้แต่การวางแผนเดินทางสั้นๆ ในวันหยุดหน้า เพื่อให้เรามีสิ่งดีๆ ในอนาคตไว้รอคอย จะช่วยให้ใจเรารู้สึกอุ่นและมั่นคงขึ้นครับ การหยุดพักผ่อนอย่างสม่ำเสมอผ่านการวางแผนที่ดี เป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาตัวเองและอนามัยสุขภาพจิตที่ดีครับ
4. ใจดีกับตัวเองและใส่ใจดูแลร่างกายและจิตใจ อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยนะครับ พยายามพักผ่อนให้เต็มที่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อลดความเหนื่อยล้าสะสม โดยเฉพาะการลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติด เพื่อให้สมองและร่างกายได้ฟื้นฟูเต็มที่ การดูแลตัวเองอย่างใจดีเช่นนี้ จะช่วยให้เรากลับมาสดใสเร็วขึ้นได้ครับ
5. เปิดใจพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือพบผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น หากรู้สึกหนักใจ ลองเปิดใจกับคนที่คุณไว้ใจ เช่น เพื่อนสนิท ครอบครัว หรือคนรัก การพูดคุยจะช่วยบรรเทาความรู้สึกเศร้าที่อยู่ในใจได้ดี หรือหากอาการเศร้านั้นส่งผลต่อชีวิตประจำวันมากเกินไป ทำให้รู้สึกไม่ไหว การมาพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก็เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ การพูดคุยกับคนที่เข้าใจจะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ง่ายและเร็วขึ้นมากครับ

ในวันสุดท้ายของวันหยุดนี้ ขอทุกความสุขเศร้าที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้จักหัวใจของตัวเองให้ลึกซึ้งขึ้น และขอให้ทุกคนก้าวไปสู่วันที่เข้มแข็งกว่าเดิมครับ

คุยกับเพื่อนวันที่ต้องเลิกรา: ศิลปะการให้คำปรึกษาโดยไม่ผิดใจกัน การเห็นเพื่อนที่เรารักกำลังเดินเข้าสู่การเลิกรากับคู่รัก...
16/09/2025

คุยกับเพื่อนวันที่ต้องเลิกรา: ศิลปะการให้คำปรึกษาโดยไม่ผิดใจกัน

การเห็นเพื่อนที่เรารักกำลังเดินเข้าสู่การเลิกรากับคู่รัก ในการข้ามผ่านอารมณ์ของช่วงเวลาอกหัก เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่บีบหัวใจที่สุดสำหรับเพื่อนที่อยู่รอบข้าง บางทีเราอยากช่วย อยากปลอบ อยากบอกอะไรสักอย่างให้เพื่อนดีขึ้น แต่หลายครั้งคำพูดกลับทำให้ความรู้สึกแย่ลงไปอีก

หรือบางครั้งเราที่ฟังเพื่อนมาอย่างยาวนานแล้ว รู้ดีถึงวีรกรรมของแฟนเพื่อนมากมายเกินกว่าจะนับครั้งได้ อดไม่ได้ที่จะบอกว่า “เลิกกันเถอะ” ไม่นานกลับย้อนกลับไปดีกันอีกทำให้ผู้ให้ปรึกษากลับกลายเป็นผู้ร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ

การให้คำปรึกษาเพื่อนที่กำลังจะเลิกกันจึงไม่ใช่เรื่องของ “คำปลอบใจ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของจังหวะ เวลา การชี้ให้เห็นเหตุการณ์ตามความเป็นจริง และการยอมรับต่อทั้งเพื่อนและต่อตัวเราเอง บทความนี้จึงอยากชวนคุณมองลึกลงไปว่า เราจะอยู่เคียงข้างเพื่อนอย่างไร ให้เพื่อนเราข้ามผ่านความเจ็บปวด โดยไม่ต้องกลับไปจมอยู่กับความสัมพันธ์ที่เป็นความทุกข์ของเขาอีกต่อไป เรามาลองดูกันนะคะ ว่าเราสามารถช่วยเพื่อนของเราให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้อย่างไร

1.เตรียมใจให้พร้อม

เพราะการดูแลเพื่อนในช่วงเวลาเลิกกัน และการอยู่เคียงข้างในช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องเลิกรา นั้นไม่ง่ายเลย เราทุกคนมีความเป็นมนุษย์ และมีความเห็นส่วนตัว เวลาฟังเพื่อนไปมากๆอาจรู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อ หรือไม่รู้จะปลอบยังไง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา การยอมรับความรู้สึกของเรา และทำความเข้าใจสถานการณ์ของเพื่อนแต่แรก จะทำให้เราจัดการอารมณ์ตัวเราเองได้ และไม่ทำให้รู้สึกเครียดเมื่อต้องฟังเรื่องซ้ำๆ รวมถึงจะสามารถแยกแยะได้ว่าเรื่องใดเป็นความเห็นของเรา เรื่องใดเป็นข้อเท็จจริง

2. ฟังเสียงความรู้สึก

เพื่อนที่กำลังเจ็บอาจจะเล่าเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งบางทีเราฟังแล้วอยากบอกว่า “พอเถอะ อย่าคิดถึงเขาอีกเลย” แต่ตรงนั้นเองคือช่วงเวลาที่เพื่อนต้องการเรามากที่สุด

เราไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ แต่สามารถสรุปหรือสะท้อนสิ่งที่เพื่อนพูดออกมาได้ ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร พยามไม่ใส่ความเห็นของเราลงไป และพยามสรุปเอาจากที่เพื่อนพูด

ไม่จำเป็นต้องบอกว่า “เขาไม่ดี” แค่พยามค้นว่าจริงๆ แล้วเพื่อนกำลังรู้สึกหรือคิดอะไร หรือต้องการอะไร กันแน่ และสิ่งนั้นมันมีอยู่ในความสัมพันธ์จริงๆไหม

เมื่อได้เนื้อหาเรื่องราว และความรู้สึกแล้ว สิ่งที่เพื่อนต้องการคือ การได้รับการยอมรับโดยไม่ถูกตัดสิน บางครั้งการเงียบ ฟัง และแสดงออกด้วยสายตาที่บอกว่า “เราอยู่ตรงนี้” ก็ช่วยได้มากกว่าคำว่า “เลิกกับเขาเถอะ” การฟังและการสรุปความคือกุญแจสำคัญที่สุดที่ทำให้เพื่อนเลือกทางแบบที่หัวใจเขาต้องการจริงๆ

3. ช่วยกันแยก “ความจริง” ออกจาก “ภาพจำ”

เมื่อเพื่อนเริ่มเอาความภาพจำดี ๆ มาปนกับความเป็นจริงในวันนี้ หรือแม้แต่เล่าเนื้อหาความสัมพันธ์ครั้งก่อนมาปะปนกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ ตรงนี้เรามีบทบาทสำคัญในการช่วยเขาแยกแยะ พยายามแยกเรื่องอารมณ์กับเหตุการณ์ออกจากกันให้ดี และช่วยกันดูว่ามันสอดคล้องกันจริงๆ หรือไม่

เพราะบางครั้งเพื่อนเราเอาความทรงจำทั้งดีและไม่ดีเก่าๆ มายำรวมกันไปหมด ยิ่งทำให้อารมณ์และความสัมพันธ์ยุ่งเหยิง คำถามเหล่านี้จะทำให้เพื่อนค่อย ๆ เห็นว่า อะไรเป็นอะไร เพราะความทรงจำ หรือภาพจที่มี ที่อาจไม่ใช่ความเป็นจริงในวันนี้ก็ได้

4. ย้ำคุณค่าในตัวเพื่อน

เวลาความรักจบลง หลายคนมักสับสนว่า “หรือเราไม่ดีพอ?” ตรงนี้เราต้องย้ำเสมอว่า ทุกความสัมพันธ์ที่จบ ไม่ได้ทำให้คุณค่าในตัวเขาลดลง และต่อให้เขาไม่พอใจเราจริงๆ เขาก็ควรสื่อสารกับเพื่อนให้รู้เรื่อง แม้แต่การที่อีกฝ่ายจากไป ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนของเราน่ารักน้อยลงและคุณค่าไม่ได้ผูกติดกับการมีใครอยู่ข้าง ๆหรือไม่ การมองตัวเองไม่ดีมักเป็นประเด็นสำคัญที่เพื่อนของเรากลับไปหาอะไรแย่ๆ ทั้งที่มีสิ่งดีๆมากมายรออยู่

5. หากิจกรรมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจบ้าง

แม้การครุ่นคิดและตั้งสติเป็นหนทางของทางออกอย่างแท้จริง แต่บางครั้งการใช้ความคิดมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายและจิตใจ อ่อนล้า หลังจากปล่อยให้เพื่อนเล่า พูด หรือแม้แต่ร้องไห้เต็มที่แล้ว ลองชวนเพื่อนไปเจอสิ่งใหม่ ๆ หรือกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อผ่อนคลายบ้าง หรือแค่ได้นั่งกินข้าว ในที่ไม่เคยไป หรือไปทำสปาที่ไม่เคยทำ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อ “ลืม” แต่เพื่อสร้างความผ่อนคลาย เพื่อละวางจากความเครียดบ้าง

นอกจากผ่อนคลายแล้วกิจกรรมเหล่านี้ ยังใช้ในการซักซ้อมการ move on ได้อีกด้วย หลายคนไม่กล้า move on เพราะกลัวอยู่คนเดียวไม่ได้ ไม่รู้จะทำอะไร หรือไม่รู้จะอยู่อย่างไร การหากิจกรรมใหม่ เหมือนการช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการใช้ชีวิตใหม่หลังเลิกรา ได้อีกวิธีหนึ่ง

6. ให้เวลา และอย่าเร่งเร้า

บางทีโชคชะตาและหัวใจมีจังหวะของมัน บางวันเพื่อนทำใจได้ บางวันก็ถอยหลังไปจุดเดิม งานของเราคือ อยู่ตรงนั้นโดยไม่กดดัน และย้ำว่า “ไม่จำเป็นต้องรีบหาย” มีหลายๆครั้งเราตั้งใจปลอบใจ หรือชวนเพื่อนออกมา กลับถูกปฎิเสธ ทำให้เกิดความรู้สึกผิดกับผู้ให้คำปรึกษาอยู่ไม่น้อย ในจังหวะนี้ต้องระวังหัวใจตัวเองอยู่เสมอในการให้คำแนะแและอยู่เคียงข้างในช่วงเวลายากลำบากของเพื่อน

7. ระมัดระวังการชี้นำ

ข้อนี้น่าจะเป็นข้อสำคัญที่สุด สำหรับผู้ให้ปรึกษาเลยก็ว่าได้ เมื่อแนะนำไปแล้วถ้าเขาเลือกตามการให้ปรึกษาแล้วเกิดผลเสีย อาจทำให้เกิดการกล่าวโทษผู้ให้คำปรึกษาได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าเขาปฏิเสธที่จะทำตามบางทีก็เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ให้คำปรึกษาหงุดหงิดน้อยใจอยู่ไม่น้อย ทางเลือกจึงควรเป็นของเพื่อนเอง แต่เราสามารถชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสีย สรุปลำดับ เหตุการณ์ สรุปความจริง รวบรวมความรู้สึก วิเคราะห์แยกแยะอารมณ์และสถานการณ์ แต่อย่าลืมว่าการตัดสินใจทั้งหมดยังเป็นของตัวเพื่อนเอง

8 อย่าลืมดูแลหัวใจ “คนให้คำปรึกษา” ด้วย

การซับน้ำตาและรับฟังเสียงร้องไห้ทุกวันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทุกวันที่ผ่านไปคือถ้วยรางวัลที่บอกว่าเราเห็นอกเห็นใจเพื่อนแค่ไหน เมื่อวันหนึ่งเพื่อนกลับไปดีกับคนเก่าที่เคยทำร้ายเขา หรือแม้แต่เพื่อน move on แล้วไปได้ดี ก็ทิ้งความเหงาพร้อมความยินดีไว้ให้เรา เราจึงควรมีพื้นที่ดูแลใจตัวเองเช่นกัน

อย่าลืมว่าความสุขที่สำคัญที่สุดของคนที่อยู่เบื้อหลังทุกการ move on คือการเห็นเพื่อนของเราได้ใช้ชีวิตอย่างที่เขาเป็น

อย่างไรก็ดีหากวันหนึ่งเพื่อนของคุณกลับมาแย่ลงอย่างมาก ความคิดไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาเสียเลย หรือแม้แต่เพื่อนคุณถึงขนาดไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เรารู้ว่าคุณสามารถดูแลเพื่อนได้ แต่การมีผู้เชี่ยวชาญดูแลอาจทำให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ไปอย่างราบรื่นมากกว่า ให้จิตแพทย์และนักจิตวิทยาเป็นตัวช่วยหนึ่งในการดูแลเพื่อนคนสำคัญของคุณนะคะ

19/08/2025

#ปรึกษาจิตแพทย์ #กำลังใจ #ไม่ไหวบอกไม่ไหว #เพราะใจต้องการการดูแล #สุขภาพจิตดี #รักตัวเอง #ชนินทร์คลินิก

เคยสับสนไหมคะ?  จิตแพทย์, นักจิตวิทยาคลินิก, ประสาทอายุรแพทย์... ใครเป็นใครกันนะ?สวัสดีค่ะทุกคน... เวลาที่ใจเรารู้สึกเหน...
19/08/2025

เคยสับสนไหมคะ? จิตแพทย์, นักจิตวิทยาคลินิก, ประสาทอายุรแพทย์... ใครเป็นใครกันนะ?

สวัสดีค่ะทุกคน...

เวลาที่ใจเรารู้สึกเหนื่อยล้า สับสน หรือไม่สบายเหมือนเคย การจะเอื้อมมือไปขอความช่วยเหลือก็อาจมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในหัว "เราต้องไปหาใคร?" "แต่ละคุณหมอแตกต่างกันยังไง?"
วันนี้... เรามานั่งพักสบายๆ แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปด้วยกันค่ะ

1. จิตแพทย์คือ "คุณหมอ" จริงไหม? ต่างจากหมอสาขาอื่นอย่างไร?

ตอบอย่างชัดเจนเลยว่า "ใช่ค่ะ จิตแพทย์คือคุณหมอ"
คุณหมอเรียนจบคณะแพทยศาสตร์ 6 ปีเต็มเหมือนคุณหมอสาขาอื่นๆ จากนั้นจึงเรียนต่อเฉพาะทางด้าน "จิตเวชศาสตร์" อีกหลายปี
ทำไมต้องเรียนหมอ?: เพราะร่างกายและจิตใจเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งค่ะ โรคทางกายบางอย่าง เช่น ไทรอยด์ แม้แต่โรคที่เรารู้จักันดีอย่าง เบาหวาน ความดัน และการใช้ยาปฏิชีวนะ ก็ส่งผลต่ออารมณ์ได้ การเป็นหมอทำให้จิตแพทย์มองเห็นภาพรวมทั้งหมด และที่สำคัญคือ สามารถสั่งยา เพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมองซึ่งเป็นต้นตอของความรู้สึกหลายๆ อย่างได้ค่ะ

2. "ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์" vs "ผู้เชี่ยวชาญด้านแอพพลิเคชั่น" ของสมอง

หลายคนสับสนระหว่าง จิตแพทย์ กับ ประสาทอายุรแพทย์ (Neurologist) ให้ลองนึกภาพคอมพิวเตอร์นะคะ
ประสาทอายุรแพทย์: เหมือน "ช่างซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์" ค่ะ คุณหมอจะดูแลโครงสร้างสมองและระบบประสาทที่จับต้องได้ เช่น เส้นเลือดในสมอง, เนื้องอก, โรคพาร์กินสัน, ลมชัก
จิตแพทย์: เหมือน “ผู้เชี่ยวชาญด้านแอพลิเคชั่นค่ะ" ค่ะ คุณหมอจะดูแลการทำงานของสมอง ทั้งสารสื่อประสาท หรือ การทำงานของคลื่นไฟฟ้า ที่ส่งผลต่อความคิด, อารมณ์, พฤติกรรม (ซึมเศร้า, วิตกกังวล, ไบโพลาร์) ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของสารเคมีหรือวงจรการทำงานของสมอง

3. โลกของเด็ก vs โลกของผู้ใหญ่ (จิตเวชเด็ก vs จิตเวชผู้ใหญ่)

จิตเวชเด็กและวัยรุ่น: จะมองเด็กเป็นศูนย์กลางของ "ระบบนิเวศ" คือดูทั้งครอบครัว โรงเรียน เพื่อน เพราะสมองเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ และมักแสดงปัญหาผ่านพฤติกรรม การรักษาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนรอบตัวเด็กค่ะ การรักษาจิตเวชเด็กมักเป็นการปรับเปลี่ยนที่ ”ระบบนิเวศ” เป็นหลักค่ะ
จิตเวชผู้ใหญ่: จะเน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลัก เพราะมีความสามารถในการสื่อสารและเข้าใจตัวเองที่ซับซ้อนกว่า บริบทปัญหาก็จะต่างออกไป เช่น เรื่องงาน, ความสัมพันธ์, เป้าหมายชีวิต การรักษาในวิชาจิตเวชของผู้ใหญ่ จึงเน้นที่การเปลี่ยนแปลี่ยนแปลงตนเองและความเข้าใจที่ลึกซึ้งเป็นหลักค่ะ

4. ทีมเวิร์คดูแลใจ: จิตแพทย์ & นักจิตวิทยาคลินิก

สองคุณหมอนี้คือทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในการดูแลใจเราค่ะ แต่มีบทบาทต่างกัน
จิตแพทย์: เป็น "หมอ" วินิจฉัยโรคและ สั่งยาได้
นักจิตวิทยาคลินิก: ไม่ใช่หมอ จบปริญญาตรี/โทด้านจิตวิทยาคลินิก สั่งยาไม่ได้ แต่เชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการทำ "จิตบำบัด" หรือการพูดคุยเพื่อค้นหาต้นตอและปรับเปลี่ยนวิธีคิด (Talk Therapy) รวมถึงทำแบบประเมินทางจิตวิทยาเชิงลึก
ทำงานร่วมกันอย่างไร?: เหมือนคนแขนหักค่ะ จิตแพทย์ อาจเปรียบเหมือนหมอกระดูกที่จ่ายยาแก้ปวดและดูแลเรื่องกระดูกให้เข้าที่ (ปรับสมดุลเคมีในสมอง) ส่วน นักจิตวิทยาคลินิก ก็เหมือนนักกายภาพบำบัด ที่จะช่วยออกแบบท่าบริหารและสอนวิธีฟื้นฟูให้แขนกลับมาแข็งแรง (สอนทักษะและปรับวิธีคิดเพื่อรับมือปัญหา)

5. สำคัญมาก: นักจิตวิทยา "คลินิก" ต่างจากนักจิตวิทยาสาขาอื่นอย่างไร?

นี่คือจุดที่หลายคนอาจยังไม่ทราบค่ะ
นักจิตวิทยาสาขาอื่น: มีหลากหลายมากค่ะ เช่น จิตวิทยาองค์กร (ดูแลคนในที่ทำงาน), จิตวิทยาพัฒนาการ (ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก), จิตวิทยาการปรึกษา (ช่วยแก้ปัญหาชีวิตทั่วไป) ซึ่งจะเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ
นักจิตวิทยาคลินิก: คือผู้เชี่ยวชาญที่เรียนมาโดยตรง และที่สำคัญที่สุดคือ "มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ" ทำให้สามารถทำงานในโรงพยาบาล เพื่อประเมิน วินิจฉัย และบำบัด "ความเจ็บป่วยทางจิตใจ" (Mental Illness) ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาชีพค่ะ และสำคัญต้องมีใบอนุญาตด้วยนะคะ
พูดง่ายๆ คือ หากคุณกำลังรับมือกับภาวะซึมเศร้า, แพนิค, ไบโพลาร์ หรือความเจ็บปวดทางใจที่รุนแรง "นักจิตวิทยาคลินิก" คือนักจิตวิทยาสายตรงที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ค่ะ โดยนักจิตวิทยาสาขาอื่นไม่สามารถทำงานบำบัดรักษาความเจ็บป่วยได้ ถ้าไม่มีใบอนุญาตตามกฏหมายค่ะ

6. ในเมื่อเราเข้าใจตัวเองได้... ทำไมการมีที่ปรึกษาถึงดีกว่า?

จริงที่สุดค่ะว่าไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเราเอง แต่บางครั้ง...
เราเห็นแต่ทางตัน: ผู้เชี่ยวชาญเหมือนคนที่มีแผนที่ เขาจะช่วยชี้ "เส้นทางใหม่ๆ" ที่เราไม่เคยมองเห็น
พื้นที่ที่ปลอดภัยจริงๆ: เราสามารถวางความรู้สึกทุกอย่างลงได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน หรือทำให้ใครกังวลใจ
ประหยัดเวลาและพลังงานใจ: แทนที่จะลองผิดลองถูกจนเหนื่อยล้า การมี "ผู้นำทาง" ที่เชี่ยวชาญ จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ตรงจุดและเร็วกว่ามากค่ะ
การดูแลใจไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอ แต่คือความกล้าหาญที่จะทำความเข้าใจและรักตัวเองอย่างแท้จริงนะคะ
มีเรื่องไหนที่ยังสงสัย หรืออยากแลกเปลี่ยนกันอีกไหมคะ? คอมเมนต์คุยกันได้เลยนะ มาสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจนี้ไปด้วยกันค่ะ หรือหากต้องการพูดคุยสามารถโทรสอบถามข้อมูลกับ admin ของเราได้นะคะ
#สุขภาพใจ #จิตแพทย์ #นักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาคลินิก #จิตบำบัด #รักตัวเอง #คุณไม่ได้อยู่คนเดียว

“พยามต่อไป” ดีต่อใจจริงๆหรือ?_________________________“พยายามต่อไป” อาจไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป และในบางครั้ง… มันอ...
18/08/2025

“พยามต่อไป” ดีต่อใจจริงๆหรือ?
_________________________

“พยายามต่อไป” อาจไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป และในบางครั้ง… มันอาจคือการทำร้ายตัวเองอย่างช้าๆ

ในสังคมที่เชิดชูความสำเร็จและยกย่องคนที่ไม่เคยยอมแพ้ ประโยคอมตะอย่าง “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ได้กลายเป็นสูตรสำเร็จที่เราต่างท่องจำขึ้นใจ เราถูกสอนให้กัดฟันสู้ ให้ล้มแล้วลุก ให้ผลักดันตัวเองไปข้างหน้าเสมอ แต่เราอาจไม่เคยถูกสอนให้ตั้งคำถามว่า… การพยายามนั้น กำลังพาเราไปในทิศทางที่ถูกต้องจริงหรือ?

หากความพยายามอย่างไม่สิ้นสุดคือคำตอบของทุกสิ่ง โลกใบนี้คงไม่มีคนที่ลมลงกลางทาง คงไม่มีธุรกิจที่ทุ่มเททุกอย่างแล้วต้องปิดตัวลง ไม่มีความสัมพันธ์ที่พยายามประคับประคองแล้วต้องจบสิ้นด้วยน้ำตา และคงไม่มีใครที่รู้สึกว่างเปล่าเดียวดาย หรือแม้แต่จุดจบของชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บเมื่อต้องยืนอยู่บนยอดเขาแห่งความสำเร็จที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝัน

ความจริงอันน่าเจ็บปวดก็คือ การ “พยายามต่อไป” อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ต่างอะไรกับการขับรถยนต์ลงสู่หุบเหวโดยไม่หยุดพัก ไม่ใช่แค่เสี่ยงที่จะไปไม่ถึง แต่ยังอาจหมายถึงการพังทลายลงกลางทาง หรือแม้แต่ไม่มีอะไรเหลือเลยที่ปลายทาง

ชีวิตคือการเดินทางไกล ที่ร่างกายและจิตใจคือรถยนต์คู่ใจของคุณ
__________________________________________________

ลองจินตนาการว่าชีวิตคือการเดินทางไกล จิตใจของคุณคือผู้ขับขี่ และ "ความพยายาม" คือคันเร่งที่ส่งรถให้พุ่งทะยานไปข้างหน้า

การเหยียบคันเร่งเพื่อทำความเร็วเป็นสิ่งจำเป็น แต่การเหยียบคันเร่งจมมิดอยู่ตลอดเวลา แม้เวลาที่หลงทาง หรือแม้แต่เมื่อต้องขับผ่านเส้นทางที่พายุฝนโหมกระหน่ำหรือถนนที่ขรุขระเป็นหลุมบ่อ มันคือการนำรถทั้งคันไปสู่ความเสี่ยงสูงสุด สัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดที่กะพริบถี่ๆ เปรียบเสมือนเสียงเตือนจากร่างกายและจิตใจที่ถูกละเลย ทั้งความเหนื่อยล้าสะสม

ความเครียดที่กัดกิน หรือความวิตกกังวลที่ไม่เคยจางหาย การเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้แล้วยังฝืนเหยียบคันเร่งต่อไป มีแต่จะนำไปสู่การเสื่อสลายที่ซ่อมแซมไม่ได้อีก

วันนี้ คุณได้กลับมาสำรวจจิตใจของคุณเองแล้วหรือยัง?
__________________________________________

* หมุดหมายที่กำลังอยากไปถึง จุดหมายคือที่ที่คุณอยากไปจริงๆ หรือไม่? ปลายทางที่คุณกำลังไล่ตามอย่างสุดกำลังนั้น เป็นสิ่งที่ไปถึงแล้วมีความสุขจริงๆ หรือไม่ หรือต้องจ่ายอะไรมากเกินกว่าจะรับไหวหรือเปล่า หรือเป็นเพียงเสียงสะท้อนจากความคาดหวังของสังคม พ่อแม่ หรือคนรอบข้าง หรือแม้แต่เป็นเพียงแบบแผนของสังคมที่เรียนรู้มา โดยไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวคุณเองแม้แต่น้อย?

* คุณกอดหัวใจตัวเองไว้แน่นพอหรือเปล่า? การไม่ได้เฝ้าดูหัวใจของตนเอง เหมือนขับรถโดยไม่จับพวงมาลัย บางครั้งแม้จุดหมายชัดเจนและเป็นจริง แต่ความเหนื่อนล้า หรือแม้แต่เรี่ยวแรงลดลง ตามอายุอายุก็เป็นประเด็นสำคัญ ในแต่ละวันที่ผ่านไป คุณได้ใช้เวลาเพื่อวิเคราะห์ทบทวนการตัดสินใจของตัวเองบ้างไหม ร่างกาย จิตใจ และเส้นทางชีวิตของคุณ ได้เปลี่ยนไปจากวันแรกแค่ไหน วัย และ เวลา สุขภาพ ยังเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าคุณละเลยไม่ได้สังเกตุสิ่งเหล่านี้ และคุณอาจกำลังหลงทาง หรือแม้แต่ล้มลงกลางทาง ก็เป็นได้

* คุณกำลังเหยียบคันเร่งจนลืมเหยียบเบรกหรือเปล่า? เมื่อเจอหลุ่มบ่อแห่งความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจ ทางสุขภาพร่างกาย หรือสุขภาพจิต คุณได้หยุดพักเพื่อมองดูมันหรือไม่ บางครั้งเราเห็นหุบเหว หรือ อันตรายเบื้องหน้า เราจำเป็นต้องแตะเบรคลดความเร็วลง และแม้แต่อาจจะต้องหยุดพักเพื่อพิจารณา การครุ่นคิดกับความเสี่ยงอย่างมีแบบแผนและหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ความกังวลแต่คือความฉลาดทางอารมณ์ในสภาวะที่ต้องจัดการความเสี่ยง แต่การตะบี้ตะบันคิดบวก และพยามคิดบวกโดยไม่มองความจริงหรือบริบทตรงหน้าต่างหากคือหนทางแห่งการเสื่อมสลายที่ไม่อาจฟื้นคืน

ความพยายามคือศิลปะแห่งการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาด
_____________________________________________

การเดินทางที่เปี่ยมด้วยความหมายและความสุข ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครไปถึงได้เร็วกว่า แต่คือการขับเคลื่อนไปอย่างเข้าใจ สมดุล และสามารถชื่นชมทิวทัศน์ระหว่างทางได้

* ตั้งเป้าหมายให้เหมือนการปักหมุดหมาย ที่ยืดหยุ่นได้ตามความเป็นจริง: เป้าหมายคือเครื่องนำทาง ไม่ใช่โซ่ตรวน ก่อนออกเดินทาง ให้ถามใจตัวเองให้ชัดเจนว่า ‘หมุดหมาย’ นั้นเติมเต็มชีวิตคุณอย่างไร และจงจำไว้เสมอว่า จุดหมาย สามารถตั้งค่าใหม่ได้เสมอ หากเส้นทางเดิมไม่สามารถไปต่อได้ หรือหากหัวใจของคุณค้นพบจุดหมายใหม่ที่น่าสนใจกว่า การเปลี่ยนเป้าหมายไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการเติบโต แต่จงมีสติทุกครั้งกับที่ตั้งเป้าหมายไว้และกำลังทำลงไป เพราะเราทุกคนล้วนมีชีวิตเพียงชีวิตเดียว

* ใช้สติเป็น ‘พวงมาลัย’ เพื่อควบคุมและนำทาง: พวงมาลัยที่มั่นคงไม่ได้หมายถึงการขับตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเลี้ยวหลบหลีกอุปสรรค, การเปลี่ยนเลนเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ, และการชะลอความเร็วเมื่อเจอทางโค้งอันตราย การทบทวนความเสี่ยง และภาวะคุกคามในทุกๆ สัปดาห์หรือทุกเดือน คือการจับพวงมาลัยให้มั่น เพื่อให้แน่ใจว่ารถของคุณยังคงมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องและปลอดภัย

* เรียนรู้จังหวะของคันเร่งและเบรก: ไม่มีนักขับที่เก่งคนไหนเหยียบคันเร่งตลอดเวลา พวกเขารู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่ง เมื่อไหร่ควรรักษาระดับความเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อไหร่ควรแตะเบรกเพื่อชะลอหรือหยุด จงทำให้การพักผ่อนเป็นส่วนหนึ่งของตารางเวลา ไม่ใช่สิ่งที่ทำเมื่อหมดแรงแล้วเท่านั้น สุขภาพร่างกาย และ สุขภาพจิต ของคุณคือสิ่งสำคัญที่สุด ความสำเร็จและความสุขควรค่าแก่ผู้ที่ยังมีชีวิตไม่ใช่กับคนที่จากไปแล้ว การหยุดพักคือการลงทุนเพื่อให้คุณเดินทางได้ไกลขึ้นในระยะยาว และยั่งยืน

* เป็นนักฟังเสียงเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม: อย่ารอจนกระทั่งควันขึ้นหรือรถดับไปเองจึงค่อยหันมาสนใจ สัญญาณเล็กๆ น้อยๆ เช่น การนอนไม่หลับ, ความหงุดหงิดง่าย, หรือความรู้สึกไม่อยากตื่นในตอนเช้า คือเสียงกระซิบจากเครื่องยนต์ที่กำลังบอกคุณว่ามีบางอย่างผิดปกติ จงเรียนรู้ที่จะฟังเสียงเหล่านี้ และหยุดเพื่อตรวจสอบและดูแล "รถ" คือร่างกายและจิตใจของของคุณ ก่อนที่ปัญหาเล็กน้อยจะลุกลามจนเกินเยียวยา

วันนี้ ลองจินตนาการว่าคุณกำลังจอดรถพักในจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง ปิดเครื่องยนต์ แล้วก้าวออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ มองย้อนกลับไปบนเส้นทางที่ขับผ่านมา แล้วถามตัวเองด้วยความรักว่า… การเดินทางที่ผ่านมานี้ ทำให้เราเติบโตและมีความสุข หรือกำลังกัดกินและบั่นทอนเราลงทุกวัน?

เพราะเราควรพยายามเพื่อสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ไม่ใช่การฝืนทนเพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ว่างเปล่า ความพยามควรเต็มไปด้วยความเข้าใจชีวิตเข้าใจและเมตตาต่อตนเองอย่างที่เราเป็นและอยากเป็นจริงๆ เพื่อให้เราสามารถขับเคลื่อนชีวิตนี้ต่อไปได้อย่างมีความสุข สง่างาม และเติบโตอย่างยั่งยืนบนเส้นทางของเราเอง

#ความพยายาม #เป้าหมายชีวิต #กำลังใจ #หมดไฟ #สติ #สมดุลชีวิต

"คิดบวก" อาจไม่ใช่การใจดีกับตัวเองอย่างแท้จริง______________________________________เราต่างเคยได้ยินคำแนะนำให้ "คิดบวก" ...
17/08/2025

"คิดบวก" อาจไม่ใช่การใจดีกับตัวเองอย่างแท้จริง
______________________________________

เราต่างเคยได้ยินคำแนะนำให้ "คิดบวก" อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยามที่ชีวิตต้องเผชิญกับความท้าทาย แต่เคยรู้สึกไหมว่าบางครั้งคำแนะนำนี้กลับสร้างแรงกดดันมากกว่ากำลังใจ? หากคุณเคยรู้สึกเช่นนั้น คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง บทความนี้อยากชวนคุณมาทำความเข้าใจว่าเหตุใดการ "คิดบวก" เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป และการหันกลับมาทำความเข้าใจตนเองอย่างอ่อนโยนนั้น สำคัญต่อสุขภาวะทางใจที่ยั่งยืนของเราขนาดไหน

"การคิดบวกที่แท้จริง" เป็นอย่างไร?
____________________________

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราพูดถึงการคิดบวก เรามักนึกถึงการมองโลกในแง่ดีและมีความสุขและความหวังอยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ในมุมมองทางจิตวิทยา การคิดบวกอย่างมีวุฒิภาวะ (Mature Positive Thinking) นั้นลึกซึ้งกว่า

การคิดบวกอย่างมีวุฒิภาวะ คือการยอมรับความจริงตามที่มันเป็น ทั้งด้านที่สวยงามและด้านที่เจ็บปวด แล้วเลือกที่จะมุ่งมั่นหาทางแก้ไขและเติบโตจากประสบการณ์นั้น

ในทางกลับกัน การคิดบวกแบบเพ้อฝัน (Toxic Positivity) คือการพยายามกดทับหรือปฏิเสธความรู้สึกที่ยากลำบาก เช่น ความผิดหวัง หรือความเศร้า การบังคับให้ตัวเองหรือคนอื่นต้อง "รู้สึกดี" ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่อาจทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวจากความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง

การคิดบวกช่วยแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องจริงหรือ?
__________________________________

เป็นคำถามที่น่าคิด และคำตอบอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังเสมอไป ในความเป็นจริง ชีวิตเต็มไปด้วยความซับซ้อน การบอกตัวเองให้ "คิดบวก" เพียงอย่างเดียว ในขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่หนักหนา อาจเปรียบเสมือนการหลับตาข้างหนึ่งต่อความจริง และอาจทำให้เราละเลยการวางแผนรับมือกับปัญหาอย่างจริงจัง จนนำไปสู่ความรู้สึกผิดหวังในตนเองเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่หวัง และการปิดตาปิดหัวใจตนเองต่อความเป็นจริงตรงหน้า อาจนำมาซึ่งความเสียหายและอันตรายทางจิตใจมากมายก็เป็นได้

โอบกอด "ความคิดลบ" ในฐานะผู้ส่งสาร
_______________________________

บ่อยครั้งที่เรามองว่าความคิดลบเป็นสิ่งไม่ดี เป็นศัตรูที่ต้องกำจัดออกไป แต่หากเราลองหยุดและรับฟังเสียงเหล่านั้นอย่างอ่อนโยน เราอาจค้นพบว่ามันไม่ใช่ศัตรูเลย แต่เป็น "สัญญาณ" ที่จิตใจส่งมาบอกอะไรบางอย่างกับเรา ความกังวลอาจกำลังบอกให้เราเตรียมพร้อม ความเศร้าอาจสะท้อนถึงสิ่งที่มีความหมายกับเรา การทำความเข้าใจที่มาของความรู้สึกเหล่านี้ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่งกว่าการพยายามกลบเสียงนั้นทิ้งไป

การรู้จักและยอมรับตัวเองในทุกมิติ คือหัวใจของการมองโลกตามความเป็นจริง และนำไปสู่การปฏิบัติต่อตนเองด้วยความเมตตา

เมื่อไหร่ "การคิดบวก" อาจเป็นปัญหา
_____________________________

สัญญาณแรกของความคิดบวกที่เป็นพิษ คือการพยายาม "คิดบวก" โดยไม่มองบริบทหรือความจริง รอบๆ ตัว เมื่อไหร่ก็ตามการคิดบวกนั้นทำให้คุณต้องอยู่ห่างจากความเป็นจริงมากขึ้นนั่นแปลว่าการคิดบวกแบบนั้นน่าจะไม่ใช่ความคิดที่ดี

ยิ่งคิดบวกยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัด เหนื่อยล้า หรือเหมือนกำลังฝืนหรือบังคับความรู้สึกของตัวเองให้คิดบวก โดยละเลยสำรวจอารมณ์ลบหรือที่มาความรู้สึก ยิ่งทำให้เรารักตนเองน้อยลง หรือ รู้จักตนเองน้อยลง ระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต และ ความสัมพันธ์ได้

คิดบวกอย่างล่องลอยและมีความสุขโดยไม่มองหนทางแก้ไข การคิดว่า "ไม่มีอะไรหรอก" หรือ "มันจะไม่เกิดขึ้น" เมื่อปัญหา ความเสี่ยงหรือภัยคุกคามอยู่ตรงหน้า อาจเป็นผลร้ายโดยตรงต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะกับ ปัญหา หรือ ความเสี่ยง ที่เห็นได้ชัดเจน การคิดบวกเช่นนี้เป็นอันตรายอย่างมาก

ค้นพบพื้นที่ปลอดภัยในการเป็นตัวของตัวเอง
__________________________________

หากคุณกำลังมองหาพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทำความเข้าใจตนเองให้ลึกซึ้งขึ้น และปราศจากการคิดบวกเป็นพิษ ที่เป็นผลเสียต่อสภาพจิตใจ เรียนรู้วิธีที่จะโอบกอดทุกอารมณ์ความรู้สึก และสร้าง "ความเมตตาต่อตนเอง" (Self-compassion) อย่างแท้จริง การปรึกษาจิตแพทย์และ นักจิตวิทยาอาจเป็นก้าวแรกที่เปี่ยมด้วยความหมาย

จิตแพทย์และนักจิตวิยาทำอะไร
________________________

จิตแพทย์และนักจิตวิทยา จะเป็น "กระจกเงา" ที่จะสะท้อนให้คุณมองเห็นและเข้าใจตัวตนของคุณอย่างที่เป็น ในพื้นที่ที่อบอุ่นและปราศจากการตัดสิน

สำรวจรากเหง้าของความคิดและความรู้สึก เพื่อให้คุณเข้าใจที่มาของสภาวะอารมณ์ต่างๆ

เรียนรู้ที่จะยอมรับและจัดการกับอารมณ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ
จะไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่จะเป็นการพัฒนาทักษะในการเผชิญปัญหาอย่างสร้างสรรค์และเป็นจริง และเหมาะสมที่สุดกับปัญหาของคนแต่ละคน

ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับตนเอง นำไปสู่การเติบโตภายในและเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง

จิตใจที่มั่นคง เติบโตงอกงามนั้น ไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธความทุกข์ แต่เกิดจากการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเข้าใจ หากคุณรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นการเดินทางที่เปี่ยมด้วยความหมายนี้ โปรดจำไว้ว่ามีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมจะเป็นเพื่อนร่วมทางและมอบการสนับสนุนให้คุณเสมอ ให้คุณโอบกอดหัวใจตัวเองอย่างเมตตา และรักและเข้าใจตัวเองอย่างที่คุณเป็นจริงๆ

ที่อยู่

89/3 ถนน เลี่ยงเมืองปาเกร็ด ต. บางตลาด อ. ปากเกร็ด จ. นนทบุรี
Nonthaburi
11120

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 19:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 10:00 - 19:00
พฤหัสบดี 10:00 - 19:00
ศุกร์ 10:00 - 19:00
เสาร์ 09:00 - 16:00
อาทิตย์ 09:00 - 16:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Chanin Clinic :Specialized mental health clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Chanin Clinic :Specialized mental health clinic:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

ประเภท

ชนินทร์คลินิก คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางจิตเวช

Private Specialized Psychiatric clinic -คลินิกเวขกรรมเฉพาะทางจิตเวช Tel:092-248-2462 Line : @chaninclinic