15/03/2020
สรุปสาระสำคัญ จาก LIVE กับ ดร.โพ ❤
ในหัวข้อ "เมื่อแอลกอฮอล์ขาดแคลน
เราจะใช้อะไรฆ่าเชื้อแทนได้บ้าง?" ❤
#สำหรับคนที่จดไม่ทันวันไลฟ์สด 🙏🙏
Welcome สู่ ห้องเรียนเคมี เพื่อชีวิตจริง
ในช่วงโควิดครองเมือง 🙏🙏🙏
สารที่แนะนำต่อไปนี้ หาซื้อง่าย ผสมเองไม่ยาก
แต่ต้องระวัง ....เพราะสารเคมี ก็เหมือนความรัก❤
#ใช้ถูกมีคุณอนันต์ #ใช้ผิดมีโทษมหันต์
โปรดรักอย่างระวัง เอ้ย ผสมอย่างระวังนะค้า😂
ลิ้งค์ ของไลฟ์ เผื่ออยากดูย้อนนะคะ 🙏🙏
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=646242849472174&id=107408022614020
1. สารกำจัดไวรัสและความเข้มข้นที่ ECDC แนะนำ:https://www.ecdc.europa.eu/sites/default/files/documents/coronavirus-SARS-CoV-2-guidance-environmental-cleaning-non-healthcare-facilities.pdf
2. ผลิตภัณฑ์ที่ US EPA แจ้งว่าสามารถใช้กำจัดไวรัสโคโรน่าได้https://www.epa.gov/sites/production/files/2020-03/documents/sars-cov-2-list_03-03-2020.pdf
3. การล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ เป็นวิธีป้องกันที่ดีกว่าการใช้แอลกอฮอล์เจล หรือสเปรย์ ควรเลือกการล้างมือเป็นอันดับแรก
4. แอลกอฮอล์ทืใช้อยู่ทั่วไปมี Ethyl alcohol (Ethanol) และ Isopropyl alcohol (Isopropanol, หรือ Rubbing alcohol) ความเข้มช้นที่ควรใช้เพื่อฆ่าเชื้อ corona virus คือ 70-75% สำหรับ Ethyl alcohol และ 50% สำหรับ Isopropyl alcohol
5. ไม่แนะนำให้ใช้ 95-99% Ethyl alcohol เนื่องจากระเหยเร็วมาก (เวลาการฆ่าเชื้อน้อยไป) และอาจทำให้มือแห้ง
6. แอลกอฮอล์ ระเหยง่าย จึงต้องเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท อย่าเก็บ Alcohol เจล หรือ สเปรย์
ในที่ร้อน เช่นในรถ หรือโดนแดด เพราะยิ่งร้อนจะยิ่งระเหยเร็ว ทำให้ % alcohol ตก (โดนแสงได้ แต่อย่าร้อน) และอย่าเก็บนานๆ
7. Alcohol 95-99% สามารถระเหยและดูดความชื้นจากอากาศได้เร็ว จึงควรระวังอย่าเปิดฝาทิ้งไว้นาน หรือเก็บในที่ร้อน หากใช้ทำ alcohol เจลหรือสเปรย์ ควรใส่เป็นอันดับสุดท้ายเพื่อลดการสูญเสียโดยการระเหย
8. Ethanol ที่มีขายอยู่ทั่วไป แม้จะเขียนว่า Food grade อาจเป็น Denatured alcohol ซึ่งมีสารอื่นผสมเพื่อไม่ให้นำไปรับประทาน (เข่นสารที่ทำให้มีรสขม) อย่ารับประทานนอกจากมั่นใจว่าเป็นของบริสุทธิ์จริงๆ หากจะใช้กับพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร ควรล้างหรือเช็ดด้วยน้ำเปล่าอีกครั้งก่อนใช้
9. ไวน์ vodka หรือเหล้าขาว ใช้ฆ่าไวรัสไม่ได้ เพราะมีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 70%
10. โซเดียม ไฮโปคลอไรท์ หรือ Bleach เป็นสารที่ใช้ฆ่าเชื้อไวรัสได้ สารนี้เป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟอกขาวเช่น ไฮเตอร์ (Haiter) หรือคลอร็อกซ์ (Clorox) ควรดูด้านหลังขวดเพื่อทราบความเข้มข้นก่อนนำมาใช้
11. ความเข้มข้นของ โซเดียม ไฮโปคลอไรท์ ที่ ECDC แนะนำเพื่อฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัสคือ 0.5% (หากใช้ไฮเตอร์ที่มี Sodium hypochlorite 6% ให้ผสมไฮเตอร์ 1 ส่วน + น้ำ 11 ส่วน จะได้ความเข้มช้น 0.5%)
a. ใช้ฉีดพ่นหรือถูทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไป (ไม่แนะนำให้ใช้กับร่างกาย) ทิ้งไว้ 1-2 นาทีแล้วล้างหรือเช็ดออกด้วยน้ำสะอาด
b. เมื่อเจือจางแล้วให้เก็บในขวดพลาสติกทึบ ปิดฝาสนิท เก็บในที่ไม่ร้อน
c. สารละลาย Sodium hypochlorite เจือจางแล้วจะค่อยๆสลายตัวและปล่อยก๊าซคลอรีนออกมา จึงปิดให้มิดชิดและอย่าเก็บไว้นาน
d. หลีกเลี่ยงพื้นผิวที่เป็นโลหะ หรือผ้าสี หากไม่แน่ใจให้ทดสอบบนจุดเล็กๆก่อนใช้
e. สามารถใช้ทำความสะอาดได้ตามต้องการ
12. หากต้องการใช้ในปริมาณมาก สามารถสั่งซื้อ Sodium hypochlorite แบบเข้มข้น (มากกว่า 10%) มาเจือจางเองได้ แต่ต้องระวังให้มาก และใส่อุปกรณ์ป้องกันการสัมผัสและสูดดมอย่างเคร่งครัด
13. มีงานวิจัยที่ระบุว่า ไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ Hydrogen peroxide 0.5% สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ใน 1 นาที
14. Hydrogen peroxide มีขายตามร้านขายยา (3%) นำมาเจือจางกับน้ำ โดยผสม 1 ส่วน กับน้ำ 5 ส่วน จะได้ความเข้มข้น 0.5%
a. Hydrogen peroxide ดีที่ไม่ตกค้าง สลายตัวเร็วเป็นน้ำและออกซิเจน
b. ควรใช้น้ำ RO หรือน้ำกลั่นในการเจือจาง ไม่ควรใช้น้ำประปาเพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง
c. เจือจางแล้วควรเก็บในขวดพลาสติกทึบแสง อย่าให้โดนความร้อน และใช้ให้หมดภายใน 1 สัปดาห์
d. ฉีดพ่นพื้นผิวแล้วทิ้งไว้ 1-2 นาที ไม่จำเป็นต้องล้างออก เพราะจะสลายตัวเองได้น้ำกับออกซิเจน
e. Hydrogen peroxide 0.5% สามารถใช้บนผิวหนังได้หากจำเป็น ไม่ควรใช้บนแผล
15. ห้ามผสม ไฮเตอร์ กับ Hydrogen peroxide เด็ดขาด เนื่องจากจะทำปฏิกิริยากัน
16. การว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ หากเป็นสระที่ใส่คลอรีนอย่างสม่ำเสมอ น่าจะปลอดภัยหากไม่ได้อยู่ใกล้ผู้ป่วยจนเกินไป เพราะในสระว่ายน้ำใช้สาร Sodium hypochlorite, Hypochlorous acid, chlorine ในการฆ่าเชื้อ แต่อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังก่อนและหลังลงสระ เช่นขณะที่ใช้ห้องแต่งตัวและห้องอาบน้ำ
17. เบตาดีน (Povidone-iodine 10%) ใช้ฆ่าเชื้อไวรัสได้ แต่ไม่แนะนำเพราะมีสีติดมือ
18. สารฆ่าเชื้อจำพวก กลูตาร์แอลดีไฮด์ (glutaraldehyde 2%) หรือ ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde, formalin 0.7%) ฆ่าเชื้อไวรัสได้ แต่ไม่แนะนำเพราะเป็นสารระเหยที่ระคายเคืองและอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ (formaldehyde).
19. สารอีกกลุ่มที่ใช้ฆ่าไวรัสได้ และเป็นที่นิยมคือกลุ่ม สารชะล้างหรือสบู่บางชนิด
a. สารกลุ่ม Quaternary ammonium เช่น Benzalkonium chloride, benzethonium chloride ในความเข้มช้น 0.05% สามารถใช้ฉีดพ่นทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไปได้ (ไม่แนะนำให้ใช้บนร่างกาย เพราะอาจเกิดการระคายเคือง เมื่อสัมผัสหรือสูดดม) ผลิตภัณฑ์ Sanisol อยู่ในกลุ่มนี้
b. ข้อดีคือ เสถียร ไม่สลายตัวเร็วเหมือนไฮเตอร์ หรือ Hydrogen peroxide ไม่มีกลิ่น
c. ข้อเสียคือ อาจเกิดการระคายเคืองเมื่อสัมผัสหรือสูดดม และเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ
20. น้ำหมักจุลินทรีย์ น้ำส้มสายชู เบคกิ้งโซดา ไม่ควรนำมาใช้เพื่อฆ่าเชื้อไวรัส เพราะยังไม่เห็นงานวิจัยยืนยัน
21. น้ำเกลือ ขวดสีเขียว ฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้
22. Hypochlorous acid เป็นสารประกอบคลอรีนกลุ่มเดียวกับ Sodium hypochlorite (สารสำคัญในไฮเตอร์) มีความสามารถในการฆ่าไวรัสได้ แต่ต้องดูที่ความเข้มข้นด้วย
23. Hypochlorous acid สามารถผลิตได้ด้วยการผ่านกระแสไฟฟ้าลงในน้ำเกลือ หรือการนำ Sodium hypochlorite (สารสำคัญในไฮเตอร์) มาเจือจางแล้วปรับให้อยู่ในสภาวะที่เป็นกรดอ่อน
24. Hypochlorous acid ไม่เสถียร และจะค่อยๆสลายตัวปล่อยเป็นก๊าซคลอรีนออกมา จึงควรเก็บในขวดพลาสติกสีทึบ และอย่าให้โดนความร้อน สามารถแช่ตู้เย็นเพื่อยืดอายุได้
25. โอโซนมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อสูง สามารถใช้อบฆ่าเชื้อได้ เช่นในรถ ในห้อง หรือนำเงิน กระเป๋าสตางค์ใส่ถุงหรือกล่องแล้วอบโอโซน แต่ต้องระวังอย่าสูดดม และควรทำในที่ๆอากาศถ่ายเทได้สะดวก
ที่มา: เพจ อัจฉริยะสร้างได้
===============
่แค่followเรา
FB: Smart Consumer
Line:
IG/twitter:
แอดไลน์ Smart Consumer ง่ายๆ เพียงแค่ คลิกลิงค์ นี้ แล้วกดเพิ่มเพื่อนด้วยนะคะ https://line.me/R/ti/p/%40smartconsumer