คลินิกสมองแพทย์อรรถสิทธิ์ เพชรบุรี

คลินิกสมองแพทย์อรรถสิทธิ์ เพชรบุรี คลินิก คลินิคระบบสมองและประสาท

ถ้าพูดถึงความรู้สึก “Sadness” แบบใน Inside Out คือหลายคนอาจคิดว่า “เศร้า = แย่” แต่จริงๆ ในมุมของสมองมันไม่ใช่ตัวร้ายเลย...
30/03/2026

ถ้าพูดถึงความรู้สึก “Sadness” แบบใน Inside Out คือหลายคนอาจคิดว่า “เศร้า = แย่” แต่จริงๆ ในมุมของสมองมันไม่ใช่ตัวร้ายเลยนะ… มันคือ “ระบบสำคัญที่ช่วยให้เรายังเป็นมนุษย์อยู่” 🧠💙

โอเค เดี๋ยวเล่าแบบเข้าใจง่าย แต่ลึกจริง👇

🧠 Sadness เกิดขึ้นในสมองยังไง?

เวลาเราเศร้า สมองไม่ได้มีแค่จุดเดียวทำงานนะ แต่เป็นทีมเวิร์กหลายส่วนเลย
• Amygdala (อะมิกดาลา)
ตัวนี้เหมือน “เซ็นเซอร์อารมณ์” พอเจอเรื่องกระทบใจ เช่น โดนทิ้ง โดนเมิน มันจะเป็นตัวแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาแจ้งเตือนว่า “เฮ้ย ไม่โอเคแล้วนะ”
• Hippocampus (ฮิปโปแคมปัส)
เก็บความทรงจำ แล้วมันจะไปดึง “เรื่องเก่าๆ ที่เคยเจ็บ” มาย้ำเพิ่ม
เช่น เศร้าเรื่องนี้ → นึกถึงเรื่องเก่า → เศร้าหนักกว่าเดิม 🥲
• Prefrontal Cortex (สมองส่วนหน้าผาก)
ตัวคิด วิเคราะห์ และควบคุมอารมณ์
แต่พอเศร้ามากๆ ตัวนี้จะ “ทำงานดรอป” → คิดลบง่าย คิดวน

👉 สรุปง่ายๆ:
Sadness = ระบบเตือนภัย + ความทรงจำ + ความคิด
รวมกันแล้วกลายเป็น “อารมณ์เศร้าแบบเต็มระบบ”

⚙️ สมอง “สั่งการ” ตอนเราเศร้ายังไง?

เวลาความเศร้ามา สมองจะสั่งหลายอย่างเลย เช่น
• ทำให้เรา “อยากอยู่คนเดียว”
• ทำให้ “พลังตก” ไม่อยากทำอะไร
• น้ำตาไหล (เป็นการปล่อยความเครียดออกมาแบบนึง)
• อยากหาใครสักคนมาปลอบ (social bonding mode)

👉 จริงๆ แล้ว Sadness = สัญญาณว่า
“ฉันต้องการความช่วยเหลือ” หรือ “ฉันต้องพัก”

💔 แล้วเราจะเศร้าตอนไหนบ้าง?

ตัวอย่างสถานการณ์ที่กระตุ้น Sadness:
• อกหัก / โดนทิ้ง
• โดนเมิน หรือรู้สึกไม่มีตัวตน
• สูญเสียคนสำคัญ
• ผิดหวังในตัวเอง (สอบตก ทำไม่ได้ตามหวัง)
• เห็นอะไรที่ “ทัชใจ” มากๆ (เพลง หนัง อย่าง Inside Out ก็ทำได้เหมือนกัน 😭)

👉 พูดง่ายๆ:
Sadness จะมาเวลา “สิ่งที่เรารักหรือคาดหวัง มันไม่เป็นแบบที่คิด”

🌧️ แล้ว Sadness มีประโยชน์มั้ย?

มีนะ และโคตรสำคัญด้วย
• ทำให้เรา “หยุด” แล้วทบทวนชีวิต
• ทำให้คนอื่น “เข้ามาใกล้เรา” (เพราะเราแสดงความเปราะบาง)
• ทำให้เรา “เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น” (empathy +100)

👉 ถ้าไม่มี Sadness เลย = เราจะกลายเป็นคนที่ “ไม่อินกับอะไร”

⚠️ แต่ถ้ามันเยอะเกินไปล่ะ?

ถ้า Sadness อยู่กับเรานานเกินไป หรือหนักเกินไป
มันอาจพัฒนาเป็นภาวะอย่าง

👉 Depression (โรคซึมเศร้า)

อาการที่เริ่มน่าห่วง เช่น:
• เศร้านานเป็นอาทิตย์/เดือน ไม่หายสักที
• ไม่อยากทำอะไรที่เคยชอบ
• รู้สึกไร้ค่า
• นอนแย่ / กินแย่
• คิดลบกับตัวเองหนักมาก

🧠 ในสมองจะเกิดอะไรขึ้น?
• Amygdala ทำงานแรงเกิน → อารมณ์ลบพุ่ง
• Prefrontal Cortex คุมไม่อยู่ → คิดลบวนลูป
• สารเคมีในสมอง (เช่น serotonin) เสียสมดุล

👉 สรุป:
จาก “เศร้าปกติ” → กลายเป็น “เศร้าที่ควบคุมชีวิต”

🫶 แล้วควรทำยังไงกับ Sadness ดี?
• อย่าฝืน “ไม่เศร้า” → ยิ่งกด ยิ่งระเบิด
• ลองเล่าให้ใครฟัง
• ฟังเพลง ร้องไห้ได้ (มันช่วยรีเซ็ตอารมณ์จริงๆ)
• ออกไปขยับร่างกายบ้าง
• ถ้ามันหนักเกิน → คุยผู้เชี่ยวชาญ (ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย)

🎬 สรุปแบบเข้าใจง่าย

Sadness ไม่ใช่ตัวถ่วงชีวิต
แต่มันคือ “ตัวที่ทำให้เราเชื่อมต่อกับคนอื่นได้”

ถ้า Joy ทำให้ชีวิต “สดใส”
Sadness ก็ทำให้ชีวิต “ลึกซึ้ง”

👉 เพราะบางครั้ง…
ช่วงที่เราเศร้าที่สุด
ก็คือช่วงที่เรา “เข้าใจตัวเองที่สุด” เหมือนกัน 💙

#เศร้า

#สมองของคุณให้เราดูแล

ประกาศล่วงหน้า วันหยุดคลินิกสมองแพทย์อรรถสิทธิ์เพชรบุรีเนื่องในเทศกาลสงกรานต์
30/03/2026

ประกาศล่วงหน้า วันหยุดคลินิกสมองแพทย์อรรถสิทธิ์เพชรบุรี
เนื่องในเทศกาลสงกรานต์

29/03/2026

นินทา... ระบายความเครียด หรือสะสมยาพิษให้ตัวเอง

หลายคนเข้าใจว่าการได้นินทา จับกลุ่มนินทา
พูดถึงใครสักคน . . . จะเป็นเรื่องที่ทำให้ ผู้พูดได้
"ระบายอารมณ์ ปลดปล่อยความเครียด"

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในด้านสมองและจิตวิทยาอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ตรงกันข้ามอาจเป็นเหมือนการสะสมยาพิษ ทีละนิด
ทีละน้อยในสมอง และร่างกายของเค้า

มันเป็นอย่างไร วันนี้ผมหมอบิทจะเล่าให้ฟัง

#สมองของคุณให้เราดูแล

เคยสงสัยไหมครับทำไมร้านอาหารอร่อย มักมีชื่อร้านขึ้นต้นด้วยว่า " เจ๊ก เจ๊ ตา หรือไม่ก็ เฮีย "ผมอยู่เพชรบุรีมานาน และเหมือ...
28/03/2026

เคยสงสัยไหมครับ
ทำไมร้านอาหารอร่อย มักมีชื่อร้านขึ้นต้นด้วยว่า
" เจ๊ก เจ๊ ตา หรือไม่ก็ เฮีย "

ผมอยู่เพชรบุรีมานาน และเหมือนคนทั่วไป สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขง่ายๆ คือการได้กินอาหารอร่อย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมวนเวียนอยู่กับร้านอาหารหลายต่อหลายร้านอยู่ครับ
บางร้านไปครั้งเดียวแล้วก็ลืม
บางร้านกลับไปซ้ำจนเจ้าของร้านจำหน้าได้
และในจำนวนร้านที่ "กลับไปซ้ำ" เหล่านั้น ผมสังเกตเห็นบางอย่างที่น่าสนใจมาก นั่นก็ชื่อคำนำหน้า ของชื่อร้านอาหารอร่อย . . .

เปิดร้านอาหารที่ผมไปกินบ่อยๆ อร่อยๆ และเข้าข่ายร้านที่มีคำขึ้นต้นประมาณนี้ ขอยกตัวอย่างนะครับ
"เจ๊ก" . . . เจ๊กเลี้ยง (หลังคลินิกผมเลย) เจ๊กเปี้ย (ร้านนี้อยู่ตลาดหัวหิน)
"เจ๊" " . . . เจ๊จู (พานิชเจริญ)
"เฮีย" . . . เฮียฮั้ว (หลังคลินกอีกเช่นกัน) เฮียปุ๊ย (แถวบันไดอิฐ)
"ตา" . . . แน่นอนว่า ตาตือ จิ้มเปรี้ยว

แล้วเพื่อนๆ ล่ะ มีร้านอาหารอะไรแนะนำไหมครับ

#สมองของคุณให้เราดูแล

ถ้าพูดถึง “Joy” จากเรื่อง Inside Out จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ตัวการ์ตูนน่ารักนะ แต่มันคือ “ตัวแทนของระบบความสุขในสมองเรา” ...
28/03/2026

ถ้าพูดถึง “Joy” จากเรื่อง Inside Out จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ตัวการ์ตูนน่ารักนะ แต่มันคือ “ตัวแทนของระบบความสุขในสมองเรา” แบบโคตรเรียลเลย

โอเค มาเล่าแบบเข้าใจง่าย แต่ได้สาระ 👇

🧠 Joy = ระบบความสุขของสมองเรานี่แหละ

เวลาเรารู้สึก “ดีใจ / ฟิน / แฮปปี้” จริงๆ สมองเรากำลังปล่อยสารเคมีชื่อว่า โดพามีน (dopamine) กับ เซโรโทนิน (serotonin)
• dopamine = ความรู้สึก “เย้ ได้ของ! สำเร็จแล้ว!”
• serotonin = ความรู้สึก “ชีวิตมันโอเคว่ะ สบายใจดี”

📍สมองส่วนที่ทำงานหลักๆ คือ
• ระบบรางวัล (reward system)
• โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า nucleus accumbens (ศูนย์ความฟิน)

พูดง่ายๆ = Joy คือเสียงในหัวที่บอกว่า
👉 “เออ ชีวิตมันดีนะ ลุยต่อได้!”

🎮 Joy สั่งการยังไง?

เวลามีอะไรดีๆ เกิดขึ้น สมองจะทำประมาณนี้:
1. 👀 เจอเหตุการณ์ (เช่น ได้คะแนนดี / คนที่ชอบทักมา)
2. 🧠 สมองตีความว่า “นี่คือสิ่งดี”
3. ⚡ ปล่อย dopamine → ทำให้รู้สึกดี
4. 🔁 สมองจำว่า “แบบนี้ดีนะ ทำอีก!”

👉 เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราชอบทำสิ่งเดิมๆ ที่ทำให้มีความสุข
เช่น เล่นเกม, ฟังเพลง, เล่นโซเชียล

✨ แล้วเราจะรู้สึก Joy ตอนสถานการณ์ไหน?

ง่ายๆ คือ “ทุกอย่างที่สมองมองว่าเป็นรางวัล” เช่น:
• ได้ของที่อยากได้ 🎁
• มีคนชม / ยอมรับ 🫶
• ทำเป้าหมายสำเร็จ 🎯
• ได้อยู่กับคนที่สบายใจ 💖
• ฟังเพลงโดนๆ แล้วขนลุก 🎧
• กินของอร่อยแบบ “โคตรใช่” 🍜

📌 สรุป:
Joy ไม่ได้มาจาก “ของใหญ่ๆ เท่านั้น”
แต่มาจาก “โมเมนต์เล็กๆ ที่สมองให้ค่า”

⚠️ ถ้ามี Joy มากเกินไปจะเกิดอะไร?

ฟังดูงงใช่มั้ย ความสุขเยอะจะไม่ดีได้ไง?
คำตอบคือ: มากเกิน = สมองพังบาลานซ์

1. 🧃 เสพติดความสุข (Dopamine addiction)

เช่น:
• ติดมือถือ
• ติดเกม
• ติดโซเชียล

เพราะสมองชินกับ dopamine สูงๆ
👉 ของธรรมดาจะ “ไม่ฟินแล้ว”

2. 😶 รู้สึกเฉยกับความสุข (Anhedonia)

เมื่อสมองโดนกระตุ้นบ่อยเกินไป

👉 สิ่งที่เคยทำให้มีความสุข = กลายเป็น “เฉยๆ”

เช่น:
• เกมที่เคยสนุก → น่าเบื่อ
• เพลงที่เคยอิน → ไม่รู้สึกอะไร

3. 🚫 หนีความรู้สึกอื่น (เหมือน Joy ในเรื่องเลย)

ใน Inside Out
Joy พยายาม “กด Sadness (ความเศร้า)” ตลอด

แต่ความจริงคือ…

👉 มนุษย์ต้องมีทุกอารมณ์
ไม่ใช่แค่สุขอย่างเดียว

ถ้าพยายาม “สุขตลอดเวลา”
จะกลายเป็น:
• กดความเศร้าไว้
• ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ
• สุดท้ายระเบิดหนักกว่าเดิม

💡 สรุปแบบโคตรตรง
• Joy = ระบบความสุขในสมอง (dopamine + serotonin)
• ทำให้เราอยากใช้ชีวิตต่อ และทำสิ่งดีๆ ซ้ำ
• เกิดจาก “สิ่งที่สมองมองว่าคุ้มค่า”
• แต่ถ้ามากเกินไป → สมองจะ “ด้าน” และ
“เสพติด”

🌱 มุมที่โคตรสำคัญ (เอาไปใช้ได้จริง)

ชีวิตที่ดีไม่ใช่ “มีแต่ Joy”

แต่คือ
👉 มีทั้งสุข 😄
👉 เศร้า 😢
👉 กลัว 😨
👉 โกรธ 😡

แล้ว “เข้าใจมันทั้งหมด”

เหมือนที่เรื่อง Inside Out พยายามบอกเลยว่า:

บางที…ความเศร้า ก็พาเราไปเจอความสุขที่ลึกกว่าเดิมได้

#ลั้ลลา
#สมองของคุณให้เราดูแล

🧠 Inside Out ทั้ง 2 ภาค = “จำลองสมองมนุษย์”จริง ๆ แล้วตัวละครทุกตัวคือ “อารมณ์” ที่ทำงานอยู่ในระบบสมองที่ชื่อว่า limbic ...
27/03/2026

🧠 Inside Out ทั้ง 2 ภาค = “จำลองสมองมนุษย์”

จริง ๆ แล้วตัวละครทุกตัวคือ “อารมณ์” ที่ทำงานอยู่ในระบบสมองที่ชื่อว่า limbic system (ศูนย์กลางอารมณ์)

👉 แต่พอภาค 2 มา = เพิ่ม “ความซับซ้อนแบบวัยรุ่น”
เพราะสมองกำลังพัฒนา 🔥

🎭 ภาค 1: อารมณ์พื้นฐาน (Basic Emotions)

อิงจากทฤษฎีของ Paul Ekman

😊 Joy (ความสุข)

ระบบรางวัลของสมอง (dopamine)

ทำให้เราอยากทำสิ่งเดิมซ้ำ

👉 สมอง: reward system + prefrontal cortex

😢 Sadness (ความเศร้า)

ช่วยให้เราหยุดพัก + เข้าใจตัวเอง

ทำให้คนอื่นเข้ามาซัพพอร์ตเรา

👉 สมอง: limbic system

😡 Anger (ความโกรธ)

โหมด “สู้” (fight)

ปกป้องตัวเอง

👉 สมอง: amygdala + hypothalamus

😱 Fear (ความกลัว)

ระบบเตือนภัย 🚨

ทำให้เรารอดจากอันตราย

👉 สมอง: amygdala

🤢 Disgust (ความรังเกียจ)

ป้องกันสิ่งไม่ดี (อาหารเสีย / คน toxic 😬)

👉 สมอง: insula

🔥 ภาค 2: อารมณ์วัยรุ่น (Complex Emotions)

พอเข้าสู่วัยรุ่น สมองส่วน “คิด” กับ “อารมณ์” ทำงานไม่บาลานซ์

👉 อารมณ์ใหม่เลยโผล่มา

😰 Anxiety (ความกังวล)

คิดล่วงหน้า กลัวอนาคต

ถ้าพอดี = วางแผนเก่ง

ถ้าเยอะไป = overthinking

👉 สมอง: prefrontal cortex + amygdala

😳 Embarrassment (ความอาย)

แคร์สายตาคนอื่นสุด ๆ

เพราะเริ่มเข้าสังคมจริงจัง

👉 สมอง: social brain network

😒 Ennui (ความเบื่อแบบชีวิตว่างเปล่า)

dopamine ต่ำ → ไม่รู้สึกตื่นเต้น

👉 สมอง: reward system

😈 Envy (ความอิจฉา)

เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

เป็นได้ทั้งแรงผลัก + แรงกดดัน

👉 สมอง: reward system

⚡ สรุปความต่างของสมอง (ภาค 1 vs ภาค 2)

ทั้ง 2 ภาคสมองเป็นยังไง

ภาค 1 เด็ก → อารมณ์พื้นฐาน ค่อนข้างตรงไปตรงมา
ภาค 2 วัยรุ่น → อารมณ์ซับซ้อน คิดเยอะ เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง

💥 ความจริงที่หนังพยายามบอก

สมองเราไม่ได้ต้องการ “กำจัดอารมณ์ลบ”

แต่ต้อง…

> 🧠 “เรียนรู้ให้ทุกอารมณ์ทำงานร่วมกัน”

เพราะในชีวิตจริง:

ความสุขอย่างเดียว = โตไม่ได้

ความเศร้า = ทำให้เราเข้าใจตัวเอง

ความกังวล = ทำให้เราเตรียมตัว

ความอิจฉา = ทำให้เราอยากพัฒนา

🎧 เพราะแบบนี้

Inside Out คือการเอาสมองจริง ๆ มาทำให้เห็นภาพ

ภาค 1 = “นี่คืออารมณ์พื้นฐานของคุณ”

ภาค 2 = “ยินดีต้อนรับสู่สมองวัยรุ่น ที่ทุกอย่างเริ่มซับซ้อนขึ้น“

ถ้าจะพูดแบบตรง ๆ:

> ตอนเด็กเรารู้สึก “แค่รู้สึก”
แต่พอโตขึ้น…เราจะเริ่ม “คิดเกี่ยวกับความรู้สึกนั้น”💗

#สมองวัยรุ่น
#สมองของคุณให้เราดูแล

ไซเบอร์บูลลี่ = ไม่ใช่แค่ “คำแรงๆในคอมเมนต์”แต่มันคือ “การกดระบบสมองซ้ำๆ” จนเราเปลี่ยนไปแบบไม่รู้ตัวอ่านอันนี้แล้วจะเข้า...
26/03/2026

ไซเบอร์บูลลี่ = ไม่ใช่แค่ “คำแรงๆในคอมเมนต์”
แต่มันคือ “การกดระบบสมองซ้ำๆ” จนเราเปลี่ยนไปแบบไม่รู้ตัว

อ่านอันนี้แล้วจะเข้าใจเลยว่าทำไมมันโคตรมีผล 🧠

💥 ทำไมไซเบอร์บูลลี่ถึงรุนแรงกว่าที่คิด?

1. สมองคิดว่า “กำลังโดนคุกคามจริง”

เวลาเราโดนด่า โดนแซะ หรือโดนเมิน
สมองส่วนที่ชื่อว่า Amygdala จะเด้งขึ้นมาทันที

มันไม่สนหรอกว่า “ออนไลน์หรือชีวิตจริง”
👉 มันตีความว่า = อันตราย

ผลคือ:
• ใจเต้น
• เครียด
• ระแวง
• คิดลบใส่ตัวเอง

2. ร่างกายโดนบังคับให้เครียดซ้ำๆ

พอ Amygdala ทำงาน → ร่างกายจะปล่อย Cortisol

ปัญหาคือ…
ไซเบอร์บูลลี่มัน “เกิดซ้ำได้ทั้งวัน”
• ตื่นมาก็เจอ
• กลางวันก็มี
• ก่อนนอนก็ยังเห็น

👉 สมองเลยเหมือน “ไม่เคยได้พัก”

3. สมองเจ็บจริง ไม่ใช่แค่รู้สึกไปเอง

เวลามีคนด่า หรือทำให้เรารู้สึกไม่มีค่า
สมองจะเปิดโหมด “ความเจ็บปวด”

เกี่ยวกับสมองส่วน
👉 Anterior cingulate cortex

แปลตรงๆ:

โดนคอมเมนต์แรง = สมองเจ็บเหมือนโดนทำร้ายจริงๆ

4. มันเล่นกับ “ตัวตน” ของเราโดยตรง

ไซเบอร์บูลลี่ไม่ใช่แค่ด่าการกระทำ
แต่มันชอบด่า “ตัวเรา”

เช่น:
• “แกไม่เก่งหรอก”
• “ไม่มีใครเอา”
• “ควรเลิกโพสต์”

👉 ถ้าได้ยินบ่อยๆ สมองจะเริ่มคิดว่า “นี่คือความจริง”

5. มันไม่มีปุ่มพัก

ชีวิตจริงยังหนีได้
แต่โลกออนไลน์…
• แจ้งเตือนเด้ง
• คนแคปไปแชร์
• เราเผลอกลับไปอ่านซ้ำเอง

👉 กลายเป็น “โดนซ้ำโดยไม่รู้ตัว”

🧠 ผลกระทบที่ค่อยๆ กินสมองเรา

ถ้าเจอเรื่อยๆ แบบไม่รู้ตัว:
• ความมั่นใจลดฮวบ
• กลัวสังคม
• คิดลบกับตัวเองตลอด
• โฟกัสยาก
• นอนไม่ดี
• เสี่ยงซึมเศร้า

บางคนไม่ได้รู้เลยว่า
“ที่เราเหนื่อยๆ เบลอๆ” มันเริ่มจากตรงนี้

🛡️ วิธีรับมือ (แบบใช้ได้จริง ไม่โลกสวย)

1. หยุด “เสพซ้ำ”

สำคัญมาก 🔥

อย่า:
• กดเข้าไปอ่านคอมเมนต์เดิมซ้ำ
• ส่องคนที่ด่าเรา
• อ่านแล้วเอามาคิดต่อทั้งคืน

👉 เพราะสมองจะ “ยิ่งจำ ยิ่งเชื่อ”

2. ใช้ปุ่มบล็อก = ปกป้องสมอง ไม่ใช่แพ้

หลายคนคิดว่าบล็อกคือหนี

จริงๆ คือ:

เลือกไม่ให้สมองโดนทำร้ายเพิ่ม

👉 บล็อก / มิวท์ / รีพอร์ต / อิกนอร์ = เครื่องมือเซฟตัวเอง

3. เปลี่ยนสิ่งที่เราเสพ

สมองเราเหมือนฟีด

ถ้าเราอ่านแต่:
• ดราม่า
• คอมเมนต์แย่ๆ
• คน toxic

👉 สมองก็จะคิดลบตาม

ลองเติม:
• คอนเทนต์ดีๆ
• คนที่ซัพพอร์ต
• สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกโอเค

4. แยก “ความคิดเห็นคนอื่น” ออกจาก “ตัวเรา”

สิ่งที่เขาพิมพ์ = มุมมองเขา
ไม่ใช่ “ตัวจริงของเรา”

จำประโยคนี้ไว้เลย:

“คนที่พิมพ์แรงๆ ส่วนใหญ่ ไม่ได้รู้จักเราจริงๆ ด้วยซ้ำ”

5. มี safe zone ให้ตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็น:
• เพื่อน
• คนในครอบครัว
• หรือแม้แต่เขียนระบาย

👉 ให้สมองรู้ว่า “ยังมีที่ปลอดภัย”

6. ถ้ามันเริ่มหนัก อย่าฝืนคนเดียว

ถ้าเริ่มมีอาการแบบนี้:
• นอนไม่หลับ
• คิดลบตลอด
• ไม่อยากเจอใคร
• รู้สึกไร้ค่า

👉 คุยกับผู้ใหญ่ / นักจิตวิทยา / คนที่ไว้ใจ

มันไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วนะ

🧩 สรุปแบบโคตรเข้าใจ

ไซเบอร์บูลลี่ไม่ใช่แค่คำพูด
แต่มันคือ:

การโจมตีสมองแบบเงียบๆ
ที่ทำให้เราเจ็บ โดยไม่มีแผลให้เห็น

บางคำพูด คนพิมพ์แค่ไม่กี่วินาที
แต่คนอ่าน…จำไปเป็นปี

เพราะงั้น:

👉 เลือกสิ่งที่ให้สมองเรา “ได้ยิน”
สำคัญพอๆ กับสิ่งที่เรากินเลย

#ไซเบอร์บูลลี่
#สมองของคุณให้เราดูแล

เคยไหมวันหยุดทั้งที แต่ตื่นมายังรู้สึกเหมือนยังไม่ได้พักเลยทั้งที่เมื่อคืนก็นอนยาวไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้ไปทำงานแต่ทำไมสมอง...
22/03/2026

เคยไหม
วันหยุดทั้งที แต่ตื่นมายังรู้สึกเหมือนยังไม่ได้พักเลย

ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนยาว
ไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้ไปทำงาน
แต่ทำไมสมองมันยังรู้สึก ล้า ๆ เบลอ ๆ เหมือนแบตไม่เต็ม

จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากร่างกายอย่างเดียว
แต่มันเกิดจาก สมองของเรากำลังทำงานบางอย่างอยู่

วันนี้ลองมาดูว่า วันหยุดที่เหมือนไม่ได้พัก สมองเรากำลังทำอะไรอยู่

1. ร่างกายหยุด แต่สมองยังไม่หยุดคิด

หลายคนเข้าใจว่า
วันหยุด = การพักผ่อน

แต่ความจริงคือ ถึงเราจะไม่ได้ทำงาน
สมองก็ยังคิดอยู่ตลอดเวลา

เช่น
• คิดเรื่องการบ้าน
• คิดเรื่องอนาคต
• คิดเรื่องเงิน
• คิดเรื่องความสัมพันธ์

หรือบางทีก็คิดวนเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ตอนกลางคืน

สมองส่วนหน้าที่ใช้คิดวิเคราะห์และตัดสินใจ
มันยังทำงานเหมือนเดิม

เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ ปิดหน้าจอ แต่โปรแกรมยังรันอยู่

ผลคือ ร่างกายอาจจะหยุด
แต่ สมองยังไม่ได้เข้าสู่โหมดพักจริง ๆ

2. วันหยุดที่เต็มไปด้วย “มือถือ”

ลองนึกดูดี ๆ
วันหยุดของหลายคนหน้าตาประมาณนี้

ตื่น → หยิบมือถือ
กินข้าว → ดูคลิป
นอนเล่น → ไถ TikTok / Reels
ก่อนนอน → ดูซีรีส์

มือถือให้ความสนุกกับสมองตลอดเวลา
เพราะมันกระตุ้นสารในสมองที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine)

โดปามีนคือสารที่ทำให้เรารู้สึก
• สนุก
• ตื่นเต้น
• อยากดูต่อ

แต่ปัญหาคือ คลิปสั้น ๆ หรือคอนเทนต์เร็ว ๆ
มันทำให้สมองได้รับโดปามีน ถี่เกินไป

สุดท้ายสมองจะเริ่มรู้สึก
ล้าและเบลอ

เหมือนกินของหวานเยอะเกินไป
ตอนแรกสดชื่น แต่สุดท้ายก็หมดแรง

เลยกลายเป็นว่า
วันหยุดที่ควรพักสมอง
กลับกลายเป็น วันที่สมองโดนกระตุ้นตลอดเวลา

3. การนอนเยอะ ไม่ได้แปลว่าพักดี

หลายคนคิดว่า
วันหยุดต้อง นอนชดเชย

แต่ถ้านอนเยอะเกินไป
เช่น นอน 10–12 ชั่วโมง

สมองอาจจะยิ่งรู้สึก
• มึน
• ง่วง
• ไม่มีพลัง

เพราะระบบนาฬิกาชีวิตในสมอง
หรือที่เรียกว่า Biological Clock
มันถูกรบกวน

พอเวลานอนเริ่มมั่ว
สมองจะสับสนว่า
ตอนนี้ควรตื่นหรือควรพัก

เลยทำให้ตื่นมาแล้วรู้สึกเหมือน
พักไม่สุด

4. สมองต้องการ “การรีเซ็ต”

ความจริงคือ การพักผ่อนที่ดี
ไม่ใช่แค่การนอนหรือการนั่งเฉย ๆ

แต่สมองต้องการ การรีเซ็ต

เช่น
• ออกไปเดินข้างนอก
• เจอเพื่อน
• ทำกิจกรรมใหม่ ๆ
• ออกกำลังกายเบา ๆ
• อยู่กับธรรมชาติ

กิจกรรมแบบนี้ช่วยให้สมอง
ลดความเครียด และปรับสมดุลสารเคมีในสมอง

บางครั้งการพักที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่การนอนทั้งวัน

แต่เป็นการทำอะไรบางอย่างที่ทำให้สมองรู้สึกว่า
ชีวิตกำลังเคลื่อนไหว

สรุปง่ายๆเลย

ถ้าวันหยุดแล้วรู้สึกไม่พัก
มันอาจไม่ได้แปลว่าเราขี้เกียจ

แต่อาจเป็นเพราะ
• สมองยังคิดเรื่องต่าง ๆ ไม่หยุด
• ใช้มือถือมากเกินไป
• ได้โดปามีนเยอะเกิน
• นอนเยอะจนร่างกายรวน
• หรือไม่ได้ทำกิจกรรมที่ช่วยรีเซ็ตสมอง

บางทีสิ่งที่สมองต้องการจริง ๆ
ไม่ใช่วันหยุดที่นอนทั้งวัน

แต่คือ
ช่วงเวลาที่ได้หยุดคิด หยุดไถมือถือ
แล้วปล่อยให้สมองได้พักจริง ๆ

เพราะสุดท้ายแล้ว
การพักผ่อนที่แท้จริง
ไม่ใช่แค่ร่างกายหยุดทำงาน

แต่คือ สมองได้หายใจบ้าง 🧠✨

#สมองของคุณให้เราดูแล

10,000 แล้วจ้าบันทึกการเดินทางสักหน่อย21 มีนาคม 2569โพสต์แรกของคลินิกสมองแพทย์อรรถสิทธิ์เพชรบุรี วันที่ 17 เมษายน 2559ตล...
21/03/2026

10,000 แล้วจ้า
บันทึกการเดินทางสักหน่อย
21 มีนาคม 2569

โพสต์แรกของคลินิกสมองแพทย์อรรถสิทธิ์เพชรบุรี
วันที่ 17 เมษายน 2559

ตลอด 10 ปี ที่พวกเราร่วมเดินทางมาด้วยกัน
วันแรกถึงวันนี้ ก็แอบดีใจครับ ที่มีคนคอยติดตามครบ 10,000 คน (ไม่คิดว่าจะเดินทางมาไกลถึงตรงนี้)

แต่สิ่งที่รู้สึกมากกว่า คือ
ผมรู้สึกขอบคุณพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ทุกคน จากใจจริง
ที่ติดตาม
สนับสนุน ร่วมแชร์ประสบการณ์
และร่วมแบ่งปันทุกเรื่องราวในชุมชนนี้ด้วยกันครับ

ขอเก็บเรื่องราวเล็กๆ นี้ไว้ และบันทึกเป็นความภูมิใจครับผม

และเราจะร่วมเดินทางไปด้วยกันครับ

#หนึ่งหมื่นแล้วจ้า
#สมองของคุณให้เราดูแล

21/03/2026

เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับว่า

ทำไมคุณพ่อ คุณแม่ของเรา ที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม
มักจะสับสน วุ่นวาย กระสับกระส่าย
และสำคัญมักเป็นช่วงเย็น ช่วงเวลาที่ตะวันจะตกดิน

หลายคนก็ งง ครับเพราะตอนเช้าๆ ก็ปกติ พูดคุยก็รู้เรื่องรู้ราว แต่ตกเย็น ... เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

ปรากฏการณ์นี้ อาการแบบนี้เค้ามีชื่อเท่ๆ ว่า
"SUNDOWNING SYNDROME"

เค้าเป็นอย่างไร
แน่นอนว่า วันนี้ผมหมอบิทจะเล่าให้ฟัง

#สมองเสื่อม
#สมองของคุณให้เราดูแล

ที่อยู่

34 ถ. เทเวศน์
Phetchaburi
76000

เวลาทำการ

อังคาร 17:00 - 20:00
พุธ 17:00 - 20:00
พฤหัสบดี 17:00 - 20:00
ศุกร์ 17:00 - 20:00
เสาร์ 08:30 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66906761407

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกสมองแพทย์อรรถสิทธิ์ เพชรบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง คลินิกสมองแพทย์อรรถสิทธิ์ เพชรบุรี:

แชร์

ประเภท