หมอชวนรู้

หมอชวนรู้ แพทย์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคภัยต่างๆ?

๓ มีนาคม ๒๕๖๙ #วันมาฆบูชา🏵🏵🏵..วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธ...
02/03/2026

๓ มีนาคม ๒๕๖๙
#วันมาฆบูชา
🏵🏵🏵..
วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์"แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา ๙ เดือน มีพระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"...
ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ภาพประกอบจาก Shutterstock และ Canva

รายการ NBT มีคำตอบ  ⏰ วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.30 - 16.00 น.▶️ ศ.นพ.พรพรหม เมืองแมนศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ โ...
24/02/2026

รายการ NBT มีคำตอบ
⏰ วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.30 - 16.00 น.

▶️ ศ.นพ.พรพรหม เมืองแมน
ศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ โรงพยาบาลศิริราช และผู้แทนราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

▶️ หัวข้อ : แผลไหม้กับการดูแลแผล

✅ ติดตามรับทางช่อง 2 : NBT2HD
🔴 Facebook เพจ : NBT - เอ็นบีที
https://www.facebook.com/NBTHD/videos/764213720089613

🔴 Youtube : NBT - เอ็นบีที
https://www.youtube.com/watch?v=QLrxnsZJkIA

#กรมประชาสัมพันธ์
ีคำตอบ

#แพทยสภา

24/02/2026

🎬🎙แพทยสภาขอเชิญร่วมรับฟังรายการ FM 91 ก้าวทันโรคกับแพทยสภา
📍เรื่อง “มือสั่น เดินช้า…เป็นพาร์กินสันจากยาได้หรือไม่"
🎙โดย ผศ. นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) และคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผลแพทยสภา
⏰ใน วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป
🎙โดย DJ ลัดดาวัลย์ คัชชาพงษ์
✅ผ่านทาง Facebook👇
https://www.facebook.com/fm91trafficpro/videos/2378826335856030
✅หรือ ผ่านทาง YouTube👇
https://www.youtube.com/live/brsc2RBO630?si=9eiyi783jEQd5V6L
#มือสั่นเดินช้าเป็นพาร์กินสันจากยาได้หรือไม่ #แพทยสภา ..................................

 #หมอชวนรู้โดยแพทยสภาตอนที่ 287 "โรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกันทำลายเกล็ดเลือด (ITP) คืออะไร?"......🩸โรคเกล็ดเลือดต่ำจาก...
20/02/2026

#หมอชวนรู้โดยแพทยสภา
ตอนที่ 287 "โรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกันทำลายเกล็ดเลือด (ITP)
คืออะไร?"......
🩸โรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกันทำลายเกล็ดเลือด (Immune thrombocytopenia: ITP) เป็นโรคเลือดออกง่ายที่เกิดขึ้นภายหลังที่พบบ่อยในเด็ก ทำให้มีเลือดออกเอง สาเหตุของโรคนี้เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายสร้างแอนติบอดี้มาจับกับเกล็ดเลือดและทำลายเกล็ดเลือดตัวเอง ซึ่งเกิดตามหลังการติดเชื้อไวรัส หรือ ได้รับวัคซีน โรคนี้เกิดได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบบ่อยช่วง 2-5 ปี 👧🏻
😷 #ผู้ป่วยITPมาด้วยอาการอะไรได้บ้าง
อาการเลือดออก เช่น จุดจ้ำเลือดหรือรอยช้ำบริเวณผิวหนัง แต่ถ้าเกล็ดเลือดต่ำมาก อาจจะมีอาการเลือดออกรุนแรง เช่น #เลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ #ควรรีบมาพบแพทย์โดยด่วน
🧪 #ควรตรวจทางห้องปฏิบัติการอะไรเพื่อวินิจฉัยโรคITP
ควรตรวจเลือดด้วยวิธีการตรวจนับเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) จะพบว่า เกล็ดเลือดต่ำน้อยกว่า 100,000 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร อาจพบเลือดจาง หากมีเลือดออกปริมาณมาก
🩺 #การรักษาโรคITPได้อย่างไร
การรักษาโรค ITP ต้องพิจารณาหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ความรุนแรงของภาวะเลือดออก พฤติกรรมของเด็กซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แพทย์จะวางแผนการรักษาด้วยยา หรือ ใช้การเฝ้าระวังสังเกตุอาการอย่างใกล้ชิดในกรณีมีเลือดออกที่ผิวหนังเท่านั้น หากมีเลือดออกมาก หรือมีเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออก จำเป็นต้องใช้ยา ยาหลักในการรักษาโรคนี้ คือ ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือ อิมมิวโนโกลบูลินให้ทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Immunoglobulin: IVIG)
🟢 ้ไหม
โรค ITP หายเองได้ ร้อยละ 80 จะมีเกล็ดเลือดเพิ่มขึ้นได้เอง ภายใน 1 ปี มีเพียง ผู้ป่วยร้อยละ 20 ที่มีการดำเนินโรคแบบเรื้อรัง มีเกล็ดเลือดต่ำเกิน 1 ปี จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลติดตามอาการต่อเนื่อง........................
บทความโดย
รศ.พญ.ดารินทร์ ซอโสตถิกุล
สาขาโรคเลือดและมะเร็งในเด็ก
และราชวิทยาลัย/สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย........................
ภาพประกอบจาก Canva และ Google Gemini
#หมอชวนรู้โดยแพทยสภา #ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
#โรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกันทำลายเกล็ดเลือด

17/02/2026

🎬🎙แพทยสภาขอเชิญร่วมรับฟังรายการ FM 91 ก้าวทันโรคกับแพทยสภา
📍เรื่อง “ปวดกล้ามเนื้อ แก้อย่างไร"
🎙โดย ผศ. นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) และคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผลแพทยสภา
⏰ใน วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป
🎙โดย DJ ลัดดาวัลย์ คัชชาพงษ์
✅ผ่านทาง Facebook👇
https://www.facebook.com/100064488648106/videos/1392006555497008
✅หรือ ผ่านทาง YouTube👇
https://www.youtube.com/live/84FcVnlFEHo?si=MoPeCKWclsKNrd8V
#ปวดกล้ามเนื้อแก้อย่างไร #แพทยสภา ..................................

17 กุมภาพันธ์ 2569สุขสันต์วันตรุษจีน...Happy Chinese New year 2026🧧🧨🧧🧨🧧🧨
16/02/2026

17 กุมภาพันธ์ 2569
สุขสันต์วันตรุษจีน...
Happy Chinese New year 2026
🧧🧨🧧🧨🧧🧨

💕ความลับของการรักษาคนไข้นั้น คือ ความรักคนไข้💕✍🏻- พระราชหัตถเลขาถึงสมาชิกสโมสรแพทย์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย -📜จากหนังสื...
16/02/2026

💕ความลับของการรักษาคนไข้นั้น คือ ความรักคนไข้💕
✍🏻- พระราชหัตถเลขาถึงสมาชิกสโมสรแพทย์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย -
📜จากหนังสือพระราชานุศาสน์ พระราชดำรัสใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
***************

💕ความลับของการรักษาคนไข้นั้น คือ ความรักคนไข้💕

✍🏻- พระราชหัตถเลขาถึงสมาชิกสโมสรแพทย์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย -

📜จากหนังสือพระราชานุศาสน์ พระราชดำรัสใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

***************

14 กุมภาพันธ์ #วันวาเลนไทน์ ........สุขสันต์วันแห่งความรักHappy Valentine's Day💗💗💗💗
13/02/2026

14 กุมภาพันธ์
#วันวาเลนไทน์
........
สุขสันต์วันแห่งความรัก
Happy Valentine's Day
💗💗💗💗

แถลงการณ์ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทยเรื่อง แนวทางการรักษานอนกรนและโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น    สืบเ...
13/02/2026

แถลงการณ์ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย
เรื่อง แนวทางการรักษานอนกรนและโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น
สืบเนื่องจากกรณีข่าวที่เผยแพร่ในขณะนี้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัดรักษาภาวะนอนกรนและโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมทั้งขอให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ดังต่อไปนี้
.
ปัจจุบัน การวินิจฉัยและรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ในประเทศไทย ดำเนินการตามแนวทางเวชปฏิบัติมาตรฐานทางวิชาการ พ.ศ. 2568 ซึ่งได้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์และสื่อของราชวิทยาลัยฯ และสมาคมฯ โดยผู้ป่วยควรได้รับการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และตรวจเพิ่มเติมตาม ความจำเป็น เช่น การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) รวมถึงการประเมินสุขภาพโดยรวม ก่อนพิจารณาเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
แนวทางการรักษา OSA ประกอบด้วย
1. การรักษาแบบอนุรักษ์ (เช่น การปรับพฤติกรรม การลดน้ำหนัก)
2. การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP)
3. การผ่าตัดแก้ไขตำแหน่งการอุดกั้น
4. วิธีอื่น ๆ
การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ระดับความรุนแรงของโรค ลักษณะทางกายวิภาคของการอุดกั้น อายุ ภาวะสุขภาพโดยรวม และโรคประจำตัวของผู้ป่วย ทั้งนี้ต้องอาศัยการสื่อสารและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยอย่างรอบคอบ
การผ่าตัดเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีในผู้ป่วยบางรายที่มีข้อบ่งชี้เหมาะสม และผ่านการประเมินตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แม้ในปัจจุบันจะพบได้ไม่บ่อย และต้องได้รับการดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด กรณีที่ปรากฏในข่าวเป็นเหตุการณ์เฉพาะราย ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของแพทยสภา จึงยังไม่ควรตีความว่าเป็นผลลัพธ์โดยทั่วไปของการรักษาทั้งหมด สำหรับผู้ป่วย OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง เครื่อง CPAP ยังคงเป็นการรักษาหลักที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนอย่างชัดเจน
ราชวิทยาลัยฯ ขอแนะนำให้ประชาชนที่มีอาการนอนกรนผิดปกติ หรือสงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ขณะเข้ารับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมต่อไป
(รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ภาวิน เกษกุล)
ประธานราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

 #หมอชวนรู้โดยแพทยสภาตอนที่ 286 “การบริจาคโลหิต”....🩸 การบริจาคโลหิตเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจและความเมตตาที่มีคุณค่าอย่างยิ...
12/02/2026

#หมอชวนรู้โดยแพทยสภา
ตอนที่ 286 “การบริจาคโลหิต”....
🩸 การบริจาคโลหิตเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจและความเมตตาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในสังคมมนุษย์ เนื่องจากในปัจจุบันโลหิตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถผลิตขึ้นได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ การบริจาคโลหิตเพียงหนึ่งถุงจึงมีศักยภาพในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งของระบบโลหิต หรือภาวะโลหิตจางชนิดต่าง ๆ เป็นต้น
👉🏻 #ก่อนเข้ารับการบริจาคโลหิต
ผู้บริจาคควรเตรียมร่างกายให้พร้อม
✔ โดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
✔ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างน้อย 2–3 ชั่วโมง ก่อนบริจาค
✔ และดื่มน้ำในปริมาณ 500–1,000 มิลลิลิตร เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการวิงเวียนหลังการบริจาค
✔ นอกจากนี้ ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
✔ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินในช่วง 3 วันก่อนบริจาค
👉🏻 #การดูแลหลังบริจาค
ก็ไม่ซับซ้อน เพียงให้เวลากับร่างกายพักผ่อนอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้มากขึ้น และงดกิจกรรมที่ต้องออกแรงหรือยกของหนักในวันเดียวกัน โลหิตที่ได้รับบริจาคจะถูกนำไปตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อที่สำคัญ เช่น เชื้อเอชไอวี (HIV), ไวรัสตับอักเสบบีและซี, ซิฟิลิส และมาลาเรีย จากนั้นจึงนำไปแยกส่วนประกอบ ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา ซึ่งสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยที่มีความต้องการแตกต่างกันได้ถึงสามราย
💗แม้ว่าการบริจาคโลหิตจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับการรณรงค์อย่างแพร่หลายแต่ยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในหมู่ประชาชน เช่น ความเชื่อที่ว่าการบริจาคโลหิตบ่อยครั้งจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ หรือส่งผลให้เลือดจาง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และหากบริจาคภายในระยะเวลาที่แนะนำ เช่น
🧑🏻ทุก 3 เดือนสำหรับเพศชาย
👩🏻และทุก 3-4 เดือนสำหรับเพศหญิง
ก็จะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ อีกทั้งผู้หญิงที่มีประจำเดือนซึ่งไม่มีอาการ
ผิดปกติทางร่างกาย ก็สามารถบริจาคโลหิตได้ตามปกติ
⚠ในขณะเดียวกัน การบริจาคโลหิตก็มี #ข้อห้ามที่ควรพิจารณาเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับโลหิต
เช่น บุคคลที่มีประวัติเป็นโรคติดเชื้อเรื้อรัง ได้แก่
❌ไวรัสเอชไอวี,
❌ไวรัสตับอักเสบบีหรือซี,
❌ซิฟิลิส,
❌ มาลาเรีย
❌หรือโรคตับแข็ง
#ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างถาวร
เช่นเดียวกับ❌ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ❌โรคเรื้อรังทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง หรือโรคหลอดเลือดแดงอุดตัน
นอกจากนี้ ผู้ที่เคยได้รับโลหิตจากผู้อื่นภายในระยะเวลา 1 ปี ผู้ที่เพิ่งผ่านการสัก เจาะ ถอนฟัน หรือขูดหินปูน ก็ต้องงดบริจาคชั่วคราวตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยขึ้นกับลักษณะของการรักษาหรือหัตถการ รวมถึงผู้ที่เพิ่งได้รับวัคซีน หรือเซรุ่มบางชนิดซึ่งอาจมีข้อกำหนดในการเว้นระยะเวลาตามแนวทางของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
🩸 #โดยสรุป การบริจาคโลหิตไม่ใช่เพียงแค่การมีความตั้งใจ แต่ยังต้องอาศัยคุณสมบัติทางสุขภาพที่เหมาะสม เพื่อให้การบริจาคเป็นไปอย่างปลอดภัยทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการบริจาคโลหิต คือทุก 3–4 เดือน สำหรับการบริจาคโลหิตเต็มถุง และทุก 2 สัปดาห์ สำหรับการบริจาคเกล็ดเลือดหรือพลาสมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และเจ้าหน้าที่
🩸 และในท้ายที่สุด #การบริจาคโลหิตถือเป็นการให้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง แม้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่กลับสามารถมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ หากท่านมีสุขภาพดีและมีความประสงค์จะร่วมเป็นผู้ให้ สามารถติดต่อศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หรือสถานบริการโลหิตในจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน....................
บทความโดย
รศ. นพ.กฤษฎา วุฒิการณ์
อายุรแพทย์โรคเลือด
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย...................
ภาพประกอบจาก Canva และ Google Gemini
#หมอชวนรู้โดยแพทยสภา #ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

ที่อยู่

Phra Nakhon
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66930093659

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอชวนรู้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง หมอชวนรู้:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

ประเภท