12/02/2026
#หมอชวนรู้โดยแพทยสภา
ตอนที่ 286 “การบริจาคโลหิต”....
🩸 การบริจาคโลหิตเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจและความเมตตาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในสังคมมนุษย์ เนื่องจากในปัจจุบันโลหิตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถผลิตขึ้นได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ การบริจาคโลหิตเพียงหนึ่งถุงจึงมีศักยภาพในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งของระบบโลหิต หรือภาวะโลหิตจางชนิดต่าง ๆ เป็นต้น
👉🏻 #ก่อนเข้ารับการบริจาคโลหิต
ผู้บริจาคควรเตรียมร่างกายให้พร้อม
✔ โดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
✔ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างน้อย 2–3 ชั่วโมง ก่อนบริจาค
✔ และดื่มน้ำในปริมาณ 500–1,000 มิลลิลิตร เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการวิงเวียนหลังการบริจาค
✔ นอกจากนี้ ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
✔ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินในช่วง 3 วันก่อนบริจาค
👉🏻 #การดูแลหลังบริจาค
ก็ไม่ซับซ้อน เพียงให้เวลากับร่างกายพักผ่อนอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้มากขึ้น และงดกิจกรรมที่ต้องออกแรงหรือยกของหนักในวันเดียวกัน โลหิตที่ได้รับบริจาคจะถูกนำไปตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อที่สำคัญ เช่น เชื้อเอชไอวี (HIV), ไวรัสตับอักเสบบีและซี, ซิฟิลิส และมาลาเรีย จากนั้นจึงนำไปแยกส่วนประกอบ ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา ซึ่งสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยที่มีความต้องการแตกต่างกันได้ถึงสามราย
💗แม้ว่าการบริจาคโลหิตจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับการรณรงค์อย่างแพร่หลายแต่ยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในหมู่ประชาชน เช่น ความเชื่อที่ว่าการบริจาคโลหิตบ่อยครั้งจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ หรือส่งผลให้เลือดจาง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และหากบริจาคภายในระยะเวลาที่แนะนำ เช่น
🧑🏻ทุก 3 เดือนสำหรับเพศชาย
👩🏻และทุก 3-4 เดือนสำหรับเพศหญิง
ก็จะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ อีกทั้งผู้หญิงที่มีประจำเดือนซึ่งไม่มีอาการ
ผิดปกติทางร่างกาย ก็สามารถบริจาคโลหิตได้ตามปกติ
⚠ในขณะเดียวกัน การบริจาคโลหิตก็มี #ข้อห้ามที่ควรพิจารณาเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับโลหิต
เช่น บุคคลที่มีประวัติเป็นโรคติดเชื้อเรื้อรัง ได้แก่
❌ไวรัสเอชไอวี,
❌ไวรัสตับอักเสบบีหรือซี,
❌ซิฟิลิส,
❌ มาลาเรีย
❌หรือโรคตับแข็ง
#ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างถาวร
เช่นเดียวกับ❌ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ❌โรคเรื้อรังทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง หรือโรคหลอดเลือดแดงอุดตัน
นอกจากนี้ ผู้ที่เคยได้รับโลหิตจากผู้อื่นภายในระยะเวลา 1 ปี ผู้ที่เพิ่งผ่านการสัก เจาะ ถอนฟัน หรือขูดหินปูน ก็ต้องงดบริจาคชั่วคราวตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยขึ้นกับลักษณะของการรักษาหรือหัตถการ รวมถึงผู้ที่เพิ่งได้รับวัคซีน หรือเซรุ่มบางชนิดซึ่งอาจมีข้อกำหนดในการเว้นระยะเวลาตามแนวทางของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
🩸 #โดยสรุป การบริจาคโลหิตไม่ใช่เพียงแค่การมีความตั้งใจ แต่ยังต้องอาศัยคุณสมบัติทางสุขภาพที่เหมาะสม เพื่อให้การบริจาคเป็นไปอย่างปลอดภัยทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการบริจาคโลหิต คือทุก 3–4 เดือน สำหรับการบริจาคโลหิตเต็มถุง และทุก 2 สัปดาห์ สำหรับการบริจาคเกล็ดเลือดหรือพลาสมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และเจ้าหน้าที่
🩸 และในท้ายที่สุด #การบริจาคโลหิตถือเป็นการให้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง แม้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่กลับสามารถมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ หากท่านมีสุขภาพดีและมีความประสงค์จะร่วมเป็นผู้ให้ สามารถติดต่อศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หรือสถานบริการโลหิตในจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน....................
บทความโดย
รศ. นพ.กฤษฎา วุฒิการณ์
อายุรแพทย์โรคเลือด
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย...................
ภาพประกอบจาก Canva และ Google Gemini
#หมอชวนรู้โดยแพทยสภา #ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย