Pollen care สุขภาพดีให้เราดูแล

Pollen care สุขภาพดีให้เราดูแล เราเป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพ ด้วยโภชนาเภสัชบำบัด Pollitin ได้รับการขึ้นทะเบียนใน USA เป็น NURTRACEUTICAL

ไขมันในเลือดสูง เสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด▸ ไขมันในเลือดสูงเพิ่มโอกาสการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้ง่าย▸ ส่งผลทำให้กล้าม...
09/03/2022

ไขมันในเลือดสูง เสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
▸ ไขมันในเลือดสูงเพิ่มโอกาสการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้ง่าย
▸ ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย
▸ คนผอนก็มีโอกาสเสี่ยงได้ เพราะไขมันสะสมอยู่ภายในหลอดเลือดได้
📌 ดูแลตัวเองด้วยผลิตภัณฑ์พอลลิติน
Pollitin สารสกัดธรรมชาติคุณภาพสูง จากอณูละอองเกสรดอกไม้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น NUTRACEUTICAL หรือสารอาหารบำบัด Pollitin มีการจำหน่ายไปกว่า 50 ประเทศใน 6 ทวีปทั่วโลก ยาวนานกว่า 50 ปี ขั้นตอนการผลิต เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก ได้รับค่า มาตรฐานเฉพาะผลิตภัณฑ์ระดับโลก คือ ORAC หรือ ค่าระดับความเข้มข้นของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สูงมาก ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีอยู่เกือบ 100%

ปัจจัยเสี่ยง....ไขมันพอกตับ ภัยเงียบไม่แสดงอาการ✢ ภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน✢ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ✢ รับประทานอาหารมัน หวานหรื...
08/03/2022

ปัจจัยเสี่ยง....ไขมันพอกตับ ภัยเงียบไม่แสดงอาการ
✢ ภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน
✢ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
✢ รับประทานอาหารมัน หวานหรือแป้งมากไป
✢ โรคประจำตัวเบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง, ไวรัสตับอักเสบ
📌 ดูแลตัวเองด้วยผลิตภัณฑ์พอลลิติน
Pollitin สารสกัดธรรมชาติคุณภาพสูง จากอณูละอองเกสรดอกไม้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น NUTRACEUTICAL หรือสารอาหารบำบัด Pollitin มีการจำหน่ายไปกว่า 50 ประเทศใน 6 ทวีปทั่วโลก ยาวนานกว่า 50 ปี ขั้นตอนการผลิต เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก ได้รับค่า มาตรฐานเฉพาะผลิตภัณฑ์ระดับโลก คือ ORAC หรือ ค่าระดับความเข้มข้นของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สูงมาก ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีอยู่เกือบ 100%
#สารสกัดจากธรรมชาติ #ต้านอนุมูลอิสระ #เกสรดอกไม้สกัด

ปวดท้องจุดไหนบอกอะไรบ้างชายโครงขวา เป็นจุดของตับและถุงน้ำดี หากกดแล้วเจอก้อนแข็งๆ ประกอบกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ก็จะห...
04/11/2021

ปวดท้องจุดไหนบอกอะไรบ้าง
ชายโครงขวา เป็นจุดของตับและถุงน้ำดี หากกดแล้วเจอก้อนแข็งๆ ประกอบกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ก็จะหมายถึง ความบกพร่องเกี่ยวกับตับหรือถุงน้ำดี ปวดมาก แนะนำควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด
ใต้ลิ้นปี่ หรือกลางตัว บริเวณตรงซี่โครงซี่ล่างสุด (กลางตัว) หมายถึง กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับและกระดูกลิ้นปี่
- หากปวดเป็นประจำเวลาหิวหรืออิ่ม อาจเกี่ยวกับโรคกระเพาะ
- หากปวดรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นอาการตับอ่อนอักเสบ
- หากคลำเจอก้อนเนื้อค่อนข้างแข็งและมีขนาดใหญ่ อาจเป็นอาการตับโต (ควรรีบปรึกษาแพทย์)
- คลำได้ก้อนสามเหลี่ยมแบนเล็กๆ อาจเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกลิ้นปี่ ควรปรึกษาแพทย์

ปวดชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของม้าม แนะนำปรึกษาแพทย์ทันที

ปวดบั้นเอวขวา โดยมากจะพบกันบ่อยในผู้หญิง ตำแหน่งนี้คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่
- อาการปวดมาก หมายถึง ลำไส้ใหญ่อักเสบ
- อาการปวดร้าวถึงต้นขา อาการเริ่มต้นของนิ่วในท่อไต
- อาการปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น เป็นอาการของกรวยไตอักเสบ
- หากคลำเจอก้อนเนื้อ แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

ปวดรอบสะดือ เป็นตำแหน่งลำไส้เล็ก มักพบในคนที่มักท้องเดิน
- หากกดแล้วปวดมาก คือ อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ
- แต่ถ้าปวดแบบมีลมในท้องด้วย อาจแค่กระเพาะลำไส้ทำงานผิดปกติ

ปวดบั้นนเอวซ้าย เป็นตำแหน่ง ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ (เหมือนข้อ 4)

ปวดท้องน้อยขวา เป็นตำแหน่ง ไส้ติ่ง ท่อไตและปีกมดลูก
- หากปวดเกร็งเป็นระยะๆแล้วร้าวมาที่ต้นขา หมายถึง กรวยไตผิดปกติ
- ปวดเสียดตลอดเวลา กดแล้วเจ็บมาก เป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบ
- ปวดร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาว เป็นอาการปีกมดลูกอักเสบ
- คลำแล้วเจอก้อนเนื้อ เบื้องต้นอาจเป็นก้อนไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกติ

ปวดท้องน้อย เป็นตำแหน่ง กระเพาะปัสสาวะและมดลูก
- ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายกระปริบกระปรอย เป็นอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (แต่เป็นกันน้อย)
- หากปวดเกร็งเวลามีประจำเดือน เป็นอาการของคุณกำลังมีประจำเดือน
ปวดท้องน้อยซ้าย เป็นตำแหน่ง ปีกมดลูกและท่อไต
- ปวดเกร็งเป็นระยะและร้าวมาที่ต้นขา เป็นอาการโรคนิ่วในท่อไต
- ปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น ตกขาว เป็นอาการโรคมดลูกอักเสบ
- ปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติ เป็นอาการโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ
- คลำพบก้อนร่วมกับอาการท้องผูกเป็นประจำ เป็นอาการโรคเนื้องอกในลำไส้

ด้วยความห่วยใยค่ะ

ยินดีให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ทักคุยกันได้เลยนะคะ
สายตรงผู้เชี่ยวชาญ โทร.094-363-9459
www.pollencare.net

ดูแลตัวเองห่างไกลโรคร้าย👉ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที จะช่วยลดอุบั...
04/11/2021

ดูแลตัวเองห่างไกลโรคร้าย

👉ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที จะช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจได้ ความอ้วน ความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งได้

👉ทำจิตใจให้แจ่มใส เพราะความเครียดเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง และส่งเสริมการเกิดโรคมะเร็งได้

👉กินผักผลไม้ ในผักผลไม้จะมีสารต้านมะเร็งอย่างแอนติออกซิแดนซ์ (Antioxidant) ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี สารเบตาแคโรทีน สารไลโคปีน สารไอโซฟลาโวนอยด์ เส้นใยอาหาร ที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับเยื่อบุผิวลำไส้ใหญ่และลดการเกิดโรคมะเร็งได้

👉กินอาหารหลากหลาย กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่จำเจ และใหม่สด สะอาด ปราศจากเชื้อรา ลดอาหารที่ไขมันสูง อาหารปิ้ง ย่าง ทอดที่ไหม้เกรียม เนื้อสัตว์สีแดง และอาหารหมักดอง

👉ตรวจร่างกายเป็นประจำ การตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี จะช่วยลดความเสี่ยงเมื่อตรวจเจอก็สามารถรักษาได้ทันท่วงที

⛔ถึงแม้จะดูแลตัวเองแค่ไหนก็ไม่สามารถป้องกันมะเร็งหรือโรคร้ายอื่น ๆ ได้ 100% การหาตัวช่วยลดความเสี่ยงยามเจ็บป่วยจะได้ไม่ต้องกับกังวลกับค่ารักษา ด้วยการทานสารอาหารให้เพียงพอต่อร่างกาย สารอาหารบำบัดเซลล์ครบองค์รวม(พอลลิติน)เพื่อปรับสมดุลสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย

1️⃣ปัจจัยใดที่กระตุ้นทำให้เกิดโรคมะเร็ง ?ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นตัวกระตุ้นได้แก่ การได้รับรังสีสารเคมี  มีพฤติกรรมการกินอาหา...
04/11/2021

1️⃣ปัจจัยใดที่กระตุ้นทำให้เกิดโรคมะเร็ง ?

ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นตัวกระตุ้นได้แก่ การได้รับรังสีสารเคมี มีพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะหรือไม่ถูกต้อง ปัจจัยทางพันธุกรรม การดำเนินชีวิต และสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่และสังคมรอบๆตัวเรา การติดเชื้อบางชนิด ความเครียด ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้กระตุ้นให้เซลล์เกิดความผิดปกติและกลายไปเป็นมะเร็งในที่สุด

2️⃣มะเร็งถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือการติดเชื้อได้หรือไม่ ?

มะเร็งเกิดจากการที่เซลล์ปกติพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่ผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่วนใหญ่มักจะเจอในเด็กที่เกิดมาแล้วเป็นมะเร็งตั้งแต่ยังเด็ก หรืออีกประเภทหนึ่งมีคนในครอบครัวเป็นก็อาจจะมีโอกาสเป็นได้มากกว่าคนอื่น แต่ก็ต้องอาศัยปัจจัยเสี่ยงเป็นตัวกระตุ้น มะเร็งนั้นไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เชื้อโรคบางชนิดที่ติดต่อทางพันธุกรรม ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งได้ อาทิ เชื้อไวรัสตับอักเสบ บีและซี ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ

3️⃣มะเร็งกระจายไปตามส่วนต่างๆในร่างกายด้วยวิธีใดบ้าง ?

มะเร็งจะกระจายและแผ่ขยายด้วย 4 เส้นทาง คือ
1. การแผ่ขยายอนาเขตในบริเวณข้างเคียง
2. อาศัยระบบนํ้าเหลืองพาไป
3. อาศัยเส้นเลือดส่งผ่านไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
4. การปลูกถ่ายอวัยวะ

4️⃣ระบบภูมิต้านทานโรคเกี่ยวข้องอย่างไรกับมะเร็ง ?

ในร่างกายของมนุษย์ทุกคนมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่สิ่งที่คอยกำจัดเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นนั้นคือระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเรานั่นเอง หากเรามีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ร่างกายแข็งแรงก็ยากที่เซลล์มะเร็งจะเจริญเติบโตขึ้นมาได้ แต่หากเราร่างกายอ่อนแอภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ทัน หรือมีปัจจัยจากภายนอกเข้ามากระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเกิดมากขึ้นจนเกินความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็งของร่างกาย ร่างกายก็จะเกิดมะเร็งขึ้นมาได้

5️⃣เซลล์มะเร็งที่เจริญเติบโตจนถึงระดับหนึ่งมักจะสร้างสารต่างๆออกมาทำให้ระบบภูมิคุ้มกันหรือระบบต้านทานโรคของเราผิดปกติ และทำให้เราเกิดอาการผิดปกติต่างๆเช่นไม่อยากอาหาร นอนไม่หลับ น้ำหนักลดเป็นต้น นอกจากนี้ ในคนปกติถ้าหากพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหนัก ภาวะเครียดต่างๆก็ส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานโรคต่ำลงทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ง่าย

6️⃣สัญญาณเตือนที่เราต้องให้ความใส่ใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ?

ส่วนใหญ่โดยมากมักจะไม่ค่อยสังเกตุอาการ เนื่องจากอาการในช่วงแรกของผู้ป่วยมะเร็งจะไม่ค่อยแสดงอาการ เมื่อเป็นมากถึงจะไปพบแพทย์แต่ก็สายไป ดังนั้นจึงควรสังเกตอาการเมื่อมีความผิดปกติ เช่น อยู่ๆน้ำหนักลดมากจนผิดสังเกตโดยไม่รู้สาเหตุ เบื่ออาหาร กลืนลำบาก ย่อยไม่ค่อยดี คลำเจอก้อนแข็งตามส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น เต้านม ใต้รักแร้ คอ เป็นต้น หรือมีเลือดออกผิดปกติ ไอแห้งเรื้อรังอาจมีเสมหะปนเลือด เป็นต้น เมื่อพบอาการผิดปกติควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ

7️⃣ทำไมคนเป็นมะเร็งน้ำหนักลดลงอย่างฮวบฮาบ ?

เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะสร้างสารขึ้นแล้วทำให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานผิดปกติ อีกทั้งอาจเกิดการที่ก้อนมะเร็งที่เกิดขึ้นอาจไปขัดขวางทางเดินอวัยวะทำงานผิดปกติ ส่งผลทำให้ผู้ป่วยกินไม่ลง หรือกลืนลำบาก เบื่ออาหาร ร่างกายจึงขาดการหล่อเลี้ยงบำรุง และน้ำหนักลงลดในที่สุด

8️⃣มีวิธีป้องกันการเกิดมะเร็งหรือไม่ ?

สามารถป้องกันได้ถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องทั้งอาหาร การกิน การเป็นอยู่ กินอาหารที่มีประโยชน์ใหม่และสดเน้นผักผลไม้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ รู้จักผ่อนคลายจิตใจอารมณ์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

9️⃣แพทย์ทางเลือกสารอาหารบำบัดเซลล์ จากอณูเกสรดอกไม้ตัวผู้ (พอลลิติน) บำบัดมะเร็งได้อย่างไร ?
👉กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว
👉เพิ่มความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม
👉ช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล
👉ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากการทำเคมีบำบัด
👉ช่วยเพิ่มค่าPlateletหรือค่าเกล็ดเลือด
👉ระงับการปวด อักเสบและลดอาการแพ้
👉ระงับการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อน
👉ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรค
👉ช่วยเพิ่มค่าWBCหรือค่าเม็ดเลือดขาว
👉ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
👉่กระตุ้นกานทำงานของเม็ดเลือดขาว

🔟การผ่าตัด คีโม ฉายแสง กลืนแร่ รักษามะเร็งได้หรือไม่

เพราะการคีโม ฉายแสง กลืนแร่ แม้การผ่าตัด ไม่สามารถดูแลได้ทั้งระบบของร่างกาย เพราะเชื้ออยู่ในเลือดและน้ำเหลืองแล้ว เมื่อผ่านการรักษาไป 6 เดือน 1 ปีถึง 2 ปีก็จะพบเป็นมะเร็งที่ส่วนอื่นอีก

ทั้งนี้ ของเรา ดูแลที่ภายในโดยมี T-Cell ไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกัน มันจะมีหน้าที่เป็นเซลล์เพชรฆาตไปกินมะเร็งครับ

เราไม่ได้ฆ่ามะเร็งอย่างเดียว หรือเพิ่มออกซิเจนในเลือดอย่างเดียว หรือเปลี่ยนเลือดกรดเป็นด่างอย่างเดียวครับ
เรามีครบทุกด้าน และมีงานวิจัยโดยวิธี MTTassay รับรอง % การฆ่ามะเร็งแบบแม่นยำครับ

1️⃣1️⃣ทำไมผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นมะเร็ง
จึงต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ ?

มะเร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่เหมาะสม บางครั้งเราอาจละเลยไป ประกอบกับสภาพสังคมที่เร่งรีบเคร่งเครียดในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สั่งสมเป็นเวลานานทำให้สภาพร่างกายแปรเปลี่ยนไปจนทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาในที่สุดไม่เว้นแม้แต่มะเร็ง ดังนั้นเราทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นมะเร็งอยู่หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต้องสัมผัสใกล้ชิดกับสารเคมีรังสีหรือมีประวัติโรคทางกรรมพันธุ์ จึงควรอย่างยิ่งที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ เพื่อให้อวัยวะร่างกายทำงานเป็นปกติดีขึ้น ไม่ควรรอให้ป่วยก่อนแล้วถึงปรับพฤติกรรมซึ่งนั่นอาจมะไม่ทันการเสียแล้ว

1️⃣2️⃣สภาพอารมณ์และจิตใจมีความสำคัญต่อผู้ป่วยมะเร็งอย่างไร ?

ในทางการแพทย์แผนจีนกล่าวไว้ว่า อารมณ์เป็นบ่อเกิดแห่งโรคต่างๆ อารมณ์ที่แปรปรวนเช่นหงุดหงิดโมโห เศร้าโศรก เก็บกดครุ่นคิดมากเกินไปทำให้เกิดโรคได้ สำหรับในผู้ป่วยมะเร็งยิ่งถ้ามีอารมณ์เครียดสะสม เศร้าโศรกเสียใจมากเกินไปจะยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแอลง เป็นผลให้โรคร้ายโจมตีได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้นเราควรผ่อนคลายจิตใจ ปล่อยวาง หากิจกรรมที่ชอบทำบ้างเช่นเดินเล่น เดินออกกำลังกายตามสวนสาธารณะ ร้องเพลง เต้นรำ เพื่อช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้ การหลีกเลี่ยงภาวะความเครียดอาจจะยากแต่เราสามารถลดหรือคลายความเครียดได้

1️⃣3️⃣ผู้ป่วยมะเร็งหลังการรักษา ทำไมจึงต้องตรวจร่างกายซ้ำบ่อยๆเป็นระยะๆ ?
การรักษาผู้ป่วยมะเร็งค่อนข้างยาวนาน และถึงแม้จะเป็นแค่ระยะแรกเริ่มผ่านการรักษาผ่าตัด หรือผู้ที่ผ่านการคีโมฉายแสงไปเรียบร้อยแล้ว ก็ยังต้องระวังเพราะมีโอกาสที่ยังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลือทำให้กลับขึ้นมาเป็นมะเร็งได้อีก ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังเป็นระยะในช่วงแรกอาจจะทุก3เดือน หรืออย่างน้อยครึ่งปี ช่วงหลังอาจจะตรวจปีละครั้ง เพื่อจะได้ติดตามอาการและรักษาได้ทันท่วงที

*สำหรับวีทกราส พอลลิติน เป็นการสกัดสารสำคัญคอลโรฟิลลีน จากต้นอ่อนข้าวสาลี ผู้ทานจะได้รับประโยชน์เน้น เต็มๆ ซึ่งได้รับมาก...
23/10/2021

*สำหรับวีทกราส พอลลิติน เป็นการสกัดสารสำคัญคอลโรฟิลลีน จากต้นอ่อนข้าวสาลี ผู้ทานจะได้รับประโยชน์เน้น เต็มๆ ซึ่งได้รับมากกว่าการคั่นน้ำต้นอ่อนข้าวสาลี และการทานแบบต้นอ่อนข้าวสาลีแบบผงค่ะ*
มาทำความรู้จักต้นอ่อนข้าวสาลี และคุณประโยชน์ ควรรู้ก่อนเลือกรับประทาน🌾กันเถอะ
ต้นอ่อนข้าวสาลี (Wheat Grass) เป็นส่วนของต้นข้าวสาลีที่เพิ่งงอกออกจากเมล็ด อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน และสารอาหารอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ เชื่อกันว่ามีสรรพคุณช่วยขับสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย และช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้นอ่อนข้าวสาลีนิยมปลูกในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา แต่ในปัจจุบันคนไทยบางกลุ่มนิยมปลูกเพื่อนำมาคั้นเป็นเครื่องดื่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถปลูกได้ทั้งในและนอกอาคารโดยไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก
ต้นอ่อนข้าวสาลีมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร และมีข้อควรระวังในการรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ
คุณประโยชน์จากต้นอ่อนข้าวสาลี🌾
เชื่อกันว่าการดื่มน้ำที่คั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ขับสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารและระบบไหลเวียนเลือดดังนี้

1. อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด

ต้นอ่อนข้าวสาลีเป็นแหล่งของวิตามินต่าง ๆ มากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินอี วิตามินซี วิตามินเค รวมทั้งแร่ธาตุและสารอาหารอื่น ๆ เช่น แคลเซียม ซีลีเนียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก กรดอะมิโน และคลอโรฟิลล์ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน เช่น ช่วยลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคติดเชื้อ และต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากนี้วิตามินบางชนิดในต้นอ่อนข้าวสาลียังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ
อย่างไรก็ตามงานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาในกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น จึงควรรองานวิจัยอื่นเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติของสารอาหารในต้นอ่อนข้าวสาลีในการป้องกันหรือรักษาโรคต่าง ๆ ต่อไป

2. คุณสมบัติในการต้านมะเร็ง

ผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระในต้นอ่อนข้าวสาลีอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าสารที่ได้จากสกัดต้นอ่อนข้าวสาลีอาจยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งกล่องเสียงได้ สอดคล้องกับอีกงานวิจัยหนึ่งที่พบว่าสารคลอโรฟิลลิน (Chlorophyllin) ในต้นอ่อนข้าวสาลีมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ที่รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดและดื่มน้ำต้นอ่อนข้าวสาลีทุกวัน อาจช่วยลดความเสียหายของหลอดเลือดได้
อย่างไรก็ตาม การศึกษาและวิจัยคุณสมบัติของต้นอ่อนข้าวสาลีต่อการรักษาหรือป้องกันการเกิดโรคมะเร็งนั้นมีจำนวนน้อย และมีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้ไม่สามารถยืนยันประสิทธิภาพของการใช้ต้นอ่อนข้าวสาลีต่อโรคมะเร็งได้อย่างชัดเจน จึงควรรอผลการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งนี้ผู้ป่วยมะเร็งควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลี และไม่ควรรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลีเพื่อหวังผลลัพธ์ในการรักษาโรคมะเร็ง

3. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

ต้นอ่อนข้าวสาลีอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าต้นอ่อนข้าวสาลีอาจมีคุณสมบัติช่วยในการรักษาโรคเบาหวานได้ โดยพบว่าต้นอ่อนข้าวสาลีอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ อย่างไรก็ตามผลการศึกษาชิ้นนี้เป็นเพียงการทดลองในสัตว์และยังต้องการการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป

4. ต้านการอักเสบ

คลอโรฟิลล์ในต้นอ่อนข้าวสาลีมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ จึงอาจมีประโยชน์ต่อการลดภาวะเครียดออกซิเดชั่น (Oxidative Stress) ซึ่งเป็นภาวะความไม่สมดุลกันระหว่างอนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เนื่องจากงานวิจัยหนึ่งระบุว่าสารอะพิจีนีน (Apigenin) หนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่พบมากในน้ำต้นอ่อนข้าวสาลี มีคุณสมบัติต้านการอักเสบได้ดี

อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้เป็นเพียงการทดลองในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ยังจำเป็นต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการต้านการอักเสบของโรคต่าง ๆ ในมนุษย์

รับประทานต้นอ่อนข้าวสาลีอย่างไรให้ปลอดภัย
โดยทั่วไปคนนิยมปลูกต้นอ่อนข้าวสาลีภายในบ้านและนำมาคั้นน้ำดื่ม ปั่นเป็นสมูทตี้ ทำน้ำสลัด หรือผสมในเครื่องดื่มอื่น ๆ นอกจากนี้ อาจรับประทานในรูปแบบอาหารเสริมชนิดแคปซูลหรือแบบผงสำเร็จรูปชงน้ำดื่ม ซึ่งสะดวกต่อการรับประทานและสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าทั่วไป

การรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลีควรเริ่มจากการรับประทานทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัวในการย่อยได้ก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณการรับประทาน ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมในรับประทานจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับในรูปแบบที่เลือกรับประทาน โดยปริมาณการดื่มน้ำต้นอ่อนข้าวสาลีจะอยู่ที่ครั้งละ 2 แก้วช็อต หรือประมาณ 1–4 ออนซ์ ส่วนแบบผงสำเร็จรูปควรรับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา หรือรับประทานตามปริมาณที่ฉลากระบุไว้ ทั้งนี้ การดื่มน้ำตามหลังจากดื่มน้ำต้นอ่อนข้าวสาลี อาจช่วยลดการเกิดผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

ข้อควรระวังในการรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลี
ต้นอ่อนข้าวสาลีมักปลูกในดินหรือปลูกโดยใช้น้ำ และนำต้นอ่อนสดมาคั้นน้ำดื่ม จึงอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อปลูกเพื่อรับประทานเอง จึงควรเลือกซื้อต้นอ่อนข้าวสาลีจากแหล่งที่ได้รับการรับรองและเชื่อถือได้ ทั้งนี้หากสังเกตว่าต้นอ่อนข้าวสาลีมีลักษณะผิดปกติ เน่าเสีย หรือรับประทานแล้วมีรสขม ไม่ควรนำมารับประทานโดยเด็ดขาด

ปริมาณการรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลีเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรระมัดระวัง เนื่องจากบางคนอาจมีอาการผิดปกติเช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการรับประทานเกินกว่าปริมาณที่แนะนำ หากมีอาการดังกล่าวหลังรับประทาน ควรลดปริมาณการรับประทานลง ซึ่งโดยทั่วไปอาการมักดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ หรือหลังจากร่างกายปรับตัวกับการรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลีได้

นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ควรระมัดระวังการรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลี

ผู้ป่วยโรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรือมีอาการแพ้กลูเตน แม้ว่าต้นอ่อนข้าวสาลีจะจัดเป็นพืชที่ไม่มีกลูเตน แต่หากมีอาการของโรคเซลิแอค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลีเสมอ
ผู้ที่มีอาการแพ้ข้าวสาลีหรือแพ้หญ้า ไม่ควรรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลี
เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่กำลังให้นมบุตร หรือระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ไม่ควรรับประทานต้นอ่อนข้าวสาลี เนื่องจากเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ต้นอ่อนข้าวสาลีมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาชนิดของสารอาหารที่พบในต้นอ่อนข้าวสาลี หรือเป็นเพียงการศึกษาในห้องปฏิบัติการ และสัตว์ทดลอง จึงควรรอผลการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันถึงประโยชน์ต่อสุขภาพที่ชัดเจน

 #มะเร็งปากมดลูก  #แก้ปัญหาตรงจุดยินดีให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ ทักแชท m.me/PollenCareสายตรงผู้เชี่ยวชาญ 094-363-9459
06/10/2021

#มะเร็งปากมดลูก #แก้ปัญหาตรงจุด
ยินดีให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ ทักแชท m.me/PollenCare
สายตรงผู้เชี่ยวชาญ 094-363-9459

ประจำเดือนผิดปกติ ปรึกษาเรา  #แก้ปัญหาตรงจุดยินดีให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ ทักแชท m.me/PollenCareสายตรงผู้เชี่ยวชาญ 094-363...
04/10/2021

ประจำเดือนผิดปกติ ปรึกษาเรา #แก้ปัญหาตรงจุด
ยินดีให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ ทักแชท m.me/PollenCare
สายตรงผู้เชี่ยวชาญ 094-363-9459

อย่าคิดว่าอ้วนลงพุง..อาจะกำลังเป็นเนื้องอกมดลูก อยู่ก็ได้นะคะ ลองเช็คกันหน่อย!!
04/10/2021

อย่าคิดว่าอ้วนลงพุง..อาจะกำลังเป็นเนื้องอกมดลูก อยู่ก็ได้นะคะ
ลองเช็คกันหน่อย!!

พอลลิติน ดูแลคนไทยมาแล้วกว่า 23 ปี  เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ  ปลอดภัย มีงานวิจัยรองรับมากกว่า 150 ฉบับ จาก 50 ประเทศทั่วโล...
04/10/2021

พอลลิติน ดูแลคนไทยมาแล้วกว่า 23 ปี เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ปลอดภัย มีงานวิจัยรองรับมากกว่า 150 ฉบับ จาก 50 ประเทศทั่วโลก
ยินดีให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ ทักแชท m.me/PollenCare
สายตรงผู้เชี่ยวชาญ 094-363-9459

ที่อยู่

35/30 อาคารโนเบิลเฮ้าส์ พญาไท ชั้นจี ถ. พญาไท แขวง ถ. พญาไท
Ratchathewi
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66945416653

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Pollen care สุขภาพดีให้เราดูแลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Pollen care สุขภาพดีให้เราดูแล:

แชร์