Low Carb Society

Low Carb Society ความรู้ด้านโภชนาการบำบัด ชะลอวัย รักษาโรคเรื้อรัง (𝗡𝗖𝗗𝘀) ด้วยวิธีการทานอาหารแบบ 𝗟𝗼𝘄 𝗖𝗮𝗿𝗯 𝗗𝗶𝗲𝘁 + 𝗜𝗙 ❤️

📌 แรงมาแบบเห็น ๆ 😆
09/01/2026

📌 แรงมาแบบเห็น ๆ 😆


09/01/2026

🫵🏻 จงปฏิบัติตาม
Dietary Guidelines‼️
🔻🥐🥯🍞🥖🥨🥞🧇🍰

🦐 กินตาม 𝗗𝗶𝗲𝘁𝗮𝗿𝘆 𝗚𝘂𝗶𝗱𝗲𝗹𝗶𝗻𝗲𝘀 𝟮𝟬𝟮𝟱-𝟮𝟬𝟯𝟬 🤣(เฉพาะ) กุ้ง 𝟵𝟬 ตัว — บุฟเฟ่ต์ 𝗠𝗞 𝟯𝟱𝟴 บาท.. คุ้มอยู่นะ 🤭
08/01/2026

🦐 กินตาม 𝗗𝗶𝗲𝘁𝗮𝗿𝘆 𝗚𝘂𝗶𝗱𝗲𝗹𝗶𝗻𝗲𝘀 𝟮𝟬𝟮𝟱-𝟮𝟬𝟯𝟬 🤣

(เฉพาะ) กุ้ง 𝟵𝟬 ตัว — บุฟเฟ่ต์ 𝗠𝗞 𝟯𝟱𝟴 บาท.. คุ้มอยู่นะ 🤭

📌 อะ อะ อะ อ๊าว อะ อ่าวววววววววว พิระมิดอาหาร.. ทำไมกลับหัวซะอย่างงั้น.. 😂😂😂คาร์บจ๋า คาร์บจ๋า ไฮคาร์บ ไฮคาร์บ เจ้าอยู่หน...
08/01/2026

📌 อะ อะ อะ อ๊าว อะ อ่าวววววววววว

พิระมิดอาหาร.. ทำไมกลับหัวซะอย่างงั้น.. 😂😂😂

คาร์บจ๋า คาร์บจ๋า ไฮคาร์บ ไฮคาร์บ เจ้าอยู่หนใด..

อ๋อ.. อยู่ตรงปลายติ่งนี่เอง 🥹🥹🥹

𝗗𝗶𝗲𝘁𝗮𝗿𝘆 𝗚𝘂𝗶𝗱𝗲𝗹𝗶𝗻𝗲𝘀 ฉบับใหม่.. ทำเอาฉันน้ำตาไหล 🤣🤣🤣

🥩🥦"แนวทางการบริโภคอาหาร (Dietary Guidelines) ฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ปี 2025-2030" ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายใต้การผลักดันของ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (RFK Jr.)

👉การพลิกโฉม "พีระมิดอาหาร" สหรัฐฯ: เน้นโปรตีน-ไขมันดี และลดอาหารแปรรูปจัด

เคนเนดีได้แถลงในการสรุปงานที่ทำเนียบขาวว่า แนวทางปฏิบัติฉบับใหม่นี้จะมีความยาวเพียงไม่กี่หน้า (จากเดิมเกือบ 150 หน้า) เพื่อความกระชับ แต่จะเสริมด้วยเอกสารวิจัยอ้างอิงนับร้อยหน้าแทน โดยหัวใจสำคัญคือการขับเคลื่อนขบวนการ "MAHA (Make America Healthy Again)" เพื่อต่อสู้กับโรคเรื้อรัง

1. พลิกรูปทรงอาหาร: จากวงกลมสู่ "พีระมิดกลับหัว"
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการยกเลิกภาพ "MyPlate" (จานอาหารวงกลม) และเปลี่ยนมาใช้ "พีระมิดกลับหัว" (Inverted Pyramid) ซึ่งกำหนดให้:
* ส่วนที่กว้างที่สุดด้านบน: คือ เนื้อสัตว์, ชีส และผัก
* การเลือกไขมัน: ให้ความสำคัญกับน้ำมันที่มีกรดไขมันจำเป็น เช่น น้ำมันมะกอก และระบุว่า "เนย (Butter) หรือ ไขมันวัว (Beef Tallow)" เป็นทางเลือกที่ใช้ได้ ซึ่งถือเป็นการแหวกแนวทางเดิมอย่างมาก

2. ปรับเกณฑ์การบริโภคใหม่ (สำหรับอาหาร 2,000 แคลอรี่ต่อวัน)
* โปรตีน (เพิ่มขึ้นอย่างมาก): แนะนำให้บริโภคตามน้ำหนักตัว คือ "1.2 ถึง 1.6 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน" (เช่น คนหนัก 68 กก. ควรทานโปรตีน 82-109 กรัม) ซึ่งสูงกว่าคำแนะนำในอดีตมาก
* ผลิตภัณฑ์นม: สนับสนุน "นมหรือผลิตภัณฑ์นมแบบไขมันเต็ม (Full-fat)" ที่ไม่เติมน้ำตาล โดยแนะนำที่ 3 ส่วนต่อวัน
* คาร์โบไฮเดรต: เน้นธัญพืชเต็มเมล็ดที่มีกากใยสูง (2-4 ส่วน) และให้ "ลดละเลิก" แป้งขัดขาว ขนมปังขาว และแครกเกอร์
* ผักและผลไม้: ผัก 3 ส่วน และผลไม้ 2 ส่วนต่อวัน โดยเน้นอาหารแบบ Whole Foods (อาหารไม่แปรรูป) แต่แบบแช่แข็งหรือกระป๋องที่ไม่มีน้ำตาลก็ยอมรับได้

3. ประกาศสงครามกับ "อาหารแปรรูปจัด" (Ultra-processed Foods)
แนวทางใหม่ระบุชัดเจนว่า: "จงหลีกเลี่ยง" อาหารบรรจุเสร็จที่แปรรูปสูง อาหารพร้อมทานที่มีรสเค็มหรือหวานจัด เช่น มันฝรั่งทอด คุกกี้ และลูกอมที่มีการเติมน้ำตาลและโซเดียม และสนับสนุนให้กลับไปทำอาหารทานเองที่บ้าน

👉เสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญ
* สมาคมการแพทย์อเมริกัน (AMA): ชื่นชมการพุ่งเป้าไปที่ "อาหารแปรรูปจัด" และน้ำหวาน ซึ่งเป็นตัวการของโรคหัวใจและเบาหวาน โดยย้ำแนวคิดที่ว่า "อาหารคือยา" (Food is Medicine)
* สมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (AHA): แม้จะเห็นด้วยเรื่องการกินผักและลดน้ำตาล แต่แสดงความ "กังวล" ในเรื่องการสนับสนุนเนื้อแดง, เนย และผลิตภัณฑ์นมแบบไขมันเต็ม โดยเกรงว่าจะทำให้ผู้บริโภคได้รับไขมันอิ่มตัวและโซเดียมเกินขีดจำกัด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ และยังคงแนะนำให้เน้นโปรตีนจากพืชและเนื้อสัตว์ไม่ติดมันแทน

📣ผลกระทบวงกว้าง
แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำแนะนำทั่วไป แต่จะถูกนำไปใช้กำหนด เมนูอาหารกลางวันในโรงเรียน, โครงการช่วยเหลือสตรีและเด็ก (WIC) และโครงการคูปองอาหาร (SNAP) รวมถึงเป็นบรรทัดฐานให้หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นนำไปใช้รับมือกับวิกฤตโรคอ้วนในระดับประเทศ

👉แนวทางปฏิบัติสำหรับทารกและเด็ก
แนวทางใหม่ระบุว่า "ทารกควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก" แต่หากไม่มีนมแม่ ให้ใช้"นมผงดัดแปลงสำหรับทารกที่เสริมธาตุเหล็ก"แทน การให้นมแม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น แต่ควรหยุดให้นมผงหลังจากอายุครบ 12 เดือน

นอกจากนี้ "ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล (Added Sugars)" ในอาหารสำหรับทารกและเด็กปฐมวัยไปจนถึงอายุ 10 ปี

👉คำแนะนำเรื่องแอลกอฮอล์
แนวทางปฏิบัติที่ปรับปรุงใหม่ยังคงย้ำเตือนเหมือนฉบับปี 2020 ว่า “ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น” อย่างไรก็ตาม ในฉบับใหม่นี้ได้ "ยกเลิก" คำแนะนำเดิมที่เคยระบุเกณฑ์การดื่มไว้ว่า ผู้ชายไม่ควรเกิน 2 แก้วต่อวัน และผู้หญิงไม่ควรเกิน 1 แก้วต่อวัน (ซึ่งสะท้อนถึงท่าทีที่เข้มงวดขึ้นว่าไม่มีปริมาณการดื่มใดที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง)

📌 กินเนื้อแดงเพิ่มความเสี่ยงการเป็น “มะเร็ง” ‼️ — เหรอ❓แต่.. เอ๊ะ‼️‼️‼️
08/01/2026

📌 กินเนื้อแดงเพิ่มความเสี่ยงการเป็น “มะเร็ง” ‼️ — เหรอ❓

แต่.. เอ๊ะ‼️‼️‼️

🥩"มะเร็ง" กับเนื้อสัตว์: เบื้องหลังการประกาศของ IARC ที่ทำให้คนทั้งโลกกลัว

"มะเร็ง" แค่คำนี้คำเดียวก็เป็นหนึ่งในคำที่น่าพรึงเพรื่อที่สุด และแทบไม่มีการวินิจฉัยใดที่จะน่ากลัวไปกว่านี้ ดังนั้น เมื่อผู้คนได้รับคำยืนยันว่าพวกเขาสามารถป้องกันมะเร็งได้โดยการหลีกเลี่ยงเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เดาได้เลยว่าพวกเขาต้องทำตามแน่ๆ คำแนะนำนี้มักจะถูกจ่ายออกไปสำหรับมะเร็งทุกประเภท ทั้งที่ในความเป็นจริงมีมะเร็งเพียงชนิดเดียวเท่านั้น(จากการศึกษา) คือ "มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal)" ที่เคยถูกจัดประเภทว่าเป็นสารก่อมะเร็งโดยหน่วยงานชั้นนำของโลกในด้านนี้

ในปี 2015 องค์กรวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) ภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ "เนื้อแปรรูป" (ฮอทดอก, เบคอน, แฮม, ไส้กรอก, เนื้อสไลด์) เป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่มที่ 1 (Group 1) ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งที่ "แน่นอน" และจัดให้ "เนื้อแดงสด" (เนื้อวัว, หมู, แกะ) เป็นกลุ่ม 2A หรือ "น่าจะ" เป็นสารก่อมะเร็ง

ข่าวนี้ดังก้องไปทั่วโลกพร้อมพาดหัวข่าวที่ดูคุกคามนับร้อย เช่น "วันที่เลวร้ายของเบคอน: เนื้อแปรรูปก่อมะเร็ง" (NPR), "พระเจ้าช่วย! เบคอนก่อมะเร็ง" (NY Post), และ "WHO ยืนยัน เบคอน ฮอทดอก และเนื้อแปรรูปก่อมะเร็ง" (PBS) แม้แต่กลุ่มที่ทรงอิทธิพลอย่างสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา (AICR) ก็แสดงการสนับสนุนการตัดสินใจของ IARC อย่างเต็มที่

📃หลักฐานที่ "บางเบา" ในการประกาศครั้งประวัติศาสตร์
การประกาศของ IARC ครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เพราะนับเป็นครั้งแรกที่องค์กรสุขภาพระดับโลกออกมาประกาศว่า "ส่วนประกอบหลักในอาหารของมนุษย์ตลอดประวัติศาสตร์เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง" ทว่า เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างในปี 2015 นี้ IARC กลับเผยแพร่สรุปผลการค้นพบเพียง "2 หน้ากระดาษ" เท่านั้นในวารสาร Lancet Oncology โดยคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 22 คน ได้ประชุมกัน 8 วันที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพื่อประเมินข้อมูลมหาศาล ซึ่งเป็นงานวิจัยแบบสังเกตการณ์ (Observational studies) เพียงอย่างเดียวมากกว่า 800 ฉบับ แต่เนื่องจากคณะทำงานผลิตสรุปออกมาแค่ 2 หน้า การวิเคราะห์ของพวกเขาจึงไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างอิสระในขณะนั้น

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ข้อสรุปในวารสาร Lancet นั้นพึ่งพาเอกสารวิจัยเพียง "8 ฉบับ" เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นการศึกษาทางระบาดวิทยา (Epidemiological studies) ที่เชื่อมโยงสิ่งที่คนกิน (หรือสิ่งที่เขารายงานว่าเขากิน) กับมะเร็งที่เกิดขึ้นในภายหลัง ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ต่างรู้กันดีว่าการศึกษาโภชนาการประเภทนี้ "ไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผล" ระหว่างการกินอาหารกับโรคได้ แต่ทางหน่วยงานกลับสรุปว่าความแข็งแกร่งของหลักฐานที่ว่าเนื้อแปรรูปก่อมะเร็งนั้น "เทียบเท่ากับยาสูบและแร่ใยหิน"

📌สถิติที่โลกจดจำ: 18% มาจากไหน?
ตัวเลขจาก IARC ที่ดึงดูดความสนใจไปทั่วโลกมาจากข่าวประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่า "การกินเนื้อแปรรูปเพียง 1.75 ออนซ์ต่อวัน (ขนาดประมาณกล่องไม้ขีด) เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้น 18%" ซึ่งคำกล่าวอ้างนี้พึ่งพางานวิจัยชิ้นเดียวที่เป็นการวิเคราะห์เมตา (Meta-analysis) จากปี 2011

และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ สิ่งเดียวที่พบว่ามีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญในงานวิจัยนี้คือ "ไส้กรอกทอดและเนื้อหมูทอด" เท่านั้น — ไม่ใช่เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือเนื้อแกะโต การที่คณะทำงานนำผลการวิจัยที่อ่อนแอในเรื่องหมูและไส้กรอกทอดมาเหมารวมว่าเป็นผลของเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปทั้งหมด ชี้ให้เห็นถึง "การตีความหลักฐานที่มีอคติ" ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จะขอกล่าวถึงต่อไป

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง "ความเสี่ยงสัมพัทธ์" (Relative Risk) ที่ดูน่ากลัว กับ "ความเสี่ยงสัมบูรณ์" (Absolute Risk) ที่เป็นความจริง จะช่วยให้คุณหายสงสัยว่าทำไมตัวเลข 18% ถึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความกลัว

นี่คือคำอธิบายแบบเห็นภาพชัดๆ :

1. ตัวเลข 18% ในโลกความเป็นจริงคือเท่าไหร่?

เมื่อ IARC บอกว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 18% ฟังดูเหมือนว่าถ้าคุณกินเบคอน คุณมีโอกาสเป็นมะเร็งเกือบ 1 ใน 5 แต่ความจริงเป็นแบบนี้ครับ:

* ความเสี่ยงพื้นฐาน (Baseline Risk): ตามสถิติแล้ว คนทั่วไปมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดช่วงชีวิตอยู่ที่ประมาณ 5 ใน 100 คน (หรือ 5%)
* หากกินเนื้อแปรรูปทุกวัน: ความเสี่ยงของคุณจะเพิ่มขึ้น 18% "ของความเสี่ยงเดิม"
* การคำนวณ: 18% ของ 5% คือ 0.9%
* ผลลัพธ์ใหม่: ความเสี่ยงของคุณจะเปลี่ยนจาก 5% เป็น "5.9%"

🔴สรุปคือ: หากกลุ่มคน 100 คนไม่กินเนื้อแปรรูปเลย จะมีคนเป็นมะเร็ง 5 คน แต่หากทั้ง 100 คนกินเบคอนทุกวัน จะมีคนเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นมาอีกเพียง "0.9 คน (ไม่ถึง 1 คนด้วยซ้ำ)" ซึ่งในทางสถิติถือว่าน้อยมากจนแทบแยกไม่ออกจากการสุ่ม

2. ทำไมถึงเทียบกับ "บุหรี่" ไม่ได้เลย?

IARC พยายามทำให้คนกลัวโดยการจัดเนื้อแปรรูปไว้ใน "กลุ่ม 1" เหมือนกับบุหรี่และแร่ใยหิน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ "บิดเบือน" ความรู้สึกของผู้คนอย่างมาก:

* บุหรี่: การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดขึ้น "2,500%" (เทียบกับเนื้อแปรรูปที่เพิ่มแค่ 18%)
* ความหมายของ "กลุ่ม 1": การจัดกลุ่มของ IARC บอกแค่ว่า "เรามั่นใจแค่ไหนว่ามันก่อมะเร็ง" (ความมั่นใจในหลักฐาน) แต่ไม่ได้บอกว่า "มันก่อมะเร็งได้รุนแรงแค่ไหน" (ระดับความอันตราย)

การเอาเบคอนไปวางไว้ข้างบุหรี่ จึงเหมือนกับการบอกว่า "ทั้งลูกแมวและเสือต่างก็เป็นสัตว์ตระกูลแมวเหมือนกัน" ใช่ครับ... มันเป็นแมวเหมือนกัน แต่มันมีความอันตรายต่างกันคนละระดับ!

3. ปัญหาของงานวิจัยแบบสังเกตการณ์ (Healthy User Bias)

งานวิจัยที่ IARC ใช้มักจะเป็นการทำแบบสอบถาม ซึ่งมีช่องโหว่ที่เรียกว่า "อคติของผู้รักสุขภาพ":
* ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา คนที่กินเบคอนเยอะๆ มักจะเป็นกลุ่มคนที่ "ไม่ค่อยใส่ใจสุขภาพด้านอื่น" ด้วย (เช่น สูบบุหรี่มากกว่า, ดื่มจัดกว่า, ไม่ออกกำลังกาย และกินน้ำตาลเยอะ)
* ในขณะที่คนที่ไม่กินเนื้อแดงเลย มักจะเป็นกลุ่มที่ "รักสุขภาพสุดโต่ง" (กินผักเยอะ, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ไม่สูบบุหรี่)
* คำถามคือ: มะเร็งที่เกิดขึ้น เกิดจาก "เบคอน" หรือเกิดจาก "ไลฟ์สไตล์โดยรวมที่แย่" กันแน่? ซึ่งงานวิจัยทางระบาดวิทยา "ไม่สามารถ" แยกแยะปัจจัยเหล่านี้ออกจากกันได้อย่างขาดตัว
📣ในมุมมองผม จากข้อมูลที่มีนี้ ใช้เป็นข้อสรุปไม่ได้ว่า "เนื้อแดงสัมพันธ์โดยตรงกับมะเร็งในเชิงสาเหตุ"

08/01/2026

สรุปกลไกโรคกลุ่มภูมิไวเกิน จนเราซวย
(Hypersensitivity) ทั้ง 4 กลุ่ม
⚠️ ฉบับอัพเดตเพิ่มโรค
⚠️ ใน comment มี link ไว้อ่านเพิ่มเติมแยกแต่ละโรค (ตอนนี้ยังทำไม่ครบ จะทยอย) แชร์เก็บไว้อ่านได้เลย


โรคที่พูดๆ ในเพจนี้ ไม่ว่าจะเป็น SLE, รูมาตอยด์, ไทรอยด์, ภูมิแพ้ในจมูก/ภูมิแพ้รุนแรง จัดอยู่ในกลุ่มโรคใหญ่ที่เรียกว่า ภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity) หมดเลยฮะ

ซึ่งแบ่งเป็น 4 แบบ
วันจะสรุปพร้อมตัวอย่างโรคเลยค่ะ


ภูมิไวเกิน = กลุ่มโรคที่ภูมิคุ้มกันเล่นบางสิ่งแรงเกินนนนน
จนเกิดอาการต่างๆ มากมาย

ไอ้ ‘บางสิ่ง’ ที่ว่าอาจจะเป็น
เชื้อโรคจริงๆ ก็ได้
หรือของที่ไม่ใช้เชื้อโรค
หรือเป็นเนื้อเยื่อตัวเองก็ได้

ดังนั้นกลุ่มนี้มันจะมีตั้งแต่
กลุ่มภูมิแพ้, โรคภูมิทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง, หมู่เลือดไม่ตรงกัน ฯลฯ


____________________


1️⃣ ภูมิไวเกินชนิด 1 (IgE-mediated)

“รู้ว่าไม่ใช่พยาธิ แต่ดันตบซะเหมือน!”


⚙️หลักการ: ภูมิคุ้มกันทีมตบพยาธิจำสารที่มักไม่ใช่เชื้อโรค ⮕ Plasma cell สร้างแอนติบอดี IgE + Th2 เกณฑ์ Mast cell, Eosinophil, Basophil ไปอาละวาด

🎯ตัวอย่างโรค

▪️ภูมิแพ้โพรงจมูก (Allergic rhinitis):
อาละวาดที่โพรงจมูก ⮕ ผนังบวมตีบ+มูก

▪️โรคหืด (Asthma):
อาละวาดที่ผนังหลอดลมจิ๋ว ⮕ หลอดลมหดตีบ+เมือกหนา

▪️โรคผื่นแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ระยะเฉียบพลัน:
อาละวาดที่ผิวหนัง ⮕ ผื่นอักเสบ + คัน

▪️โรคแพ้อาหาร (Food allergy):
ของที่กิน ⮕ เข้าเลือด ⮕ อาละวาดที่ผิวหนัง ⮕ ผื่นอักเสบ + คัน

▪️โรคแพ้รุนแรง (Anaphylaxis):
อาละวาดที่ผิวหนัง ⮕ ผื่นลมพิษ + คัน
อาละวาดที่กระเพาะลำไส้ ⮕ บีบตัว ⮕ อาเจียน+ท้องเสีย
อาละวาดที่หลอดลม ⮕ หลอดลมหดตีบ+เมือกหนา
อาละวาดที่หลอดเลือด ⮕ ขยายตัว ⮕ ความดันต่ำ + shock


____________________


2️⃣ ภูมิไวเกินชนิด 2 (Antibody-mediated cytotoxic)

“จำผิดนิดเดียว ยิงยับทั้งเซลล์”


⚙️หลักการ: มีแอนติบอดี ที่จำเพาะกับสาร “บางชนิด” บนผิวเซลล์ ⮕ แอนติบอดีไปเกาะ ⮕ IgM กระตุ้นทุ่นระเบิ-ดเจาะรู (C5b), IgG กระตุ้นเม็ดเลือดขาวหลั่งพิษใส่ ⮕ เซลล์นั้นตา-ยทั้งเซลล์

🎯ตัวอย่างโรค

▪️โรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic heart disease):
แอนติบอดีจำทั้งเชื้อและผิวหัวใจ ⮕ ทำลายหัวใจ ⮕ โดนเรื้อรังจนลิ้นตีบ

▪️โรคไทรอยด์เป็นพิษแบบเกรฟ (Graves’ disease):
แอนติบอดีจำ’ตัวรับฮอร์โมน TSH’ ⮕ วิ่งไปจับ ⮕ แต่ดันจับแล้วสวมร่องพอดี ⮕ กลายเป็นกระตุ้นต่อมไทรอยด์แทน ⮕ หลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มาก

▪️โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia gravis):
แอนติบอดีจำ’ตัวรับสารสื่อ Ach’ ⮕ วิ่งไปจับที่กล้ามเนื้อ ⮕ ทำลาย + ลดจำนวนตัวรับ Ach ⮕ เซลล์ประสาทหลั่ง Ach แล้วสั่งกล้ามเนื้อไม่ได้ ⮕ กล้ามเนื้ออ่อนแรง

▪️หมู่เลือดไม่ตรงกัน (ABO/Rh incompatibity)
แอนติบอดีจับแอนติเจนหมู่เลือดผิด ⮕ เม็ดเลือดแดงแตก

▪️โรคผื่นพุพองแบบเพมฟิกัส (Pemphigus vulgaris)
แอนติบอดีเล็งโปรตีนกาว desmosome ที่ยึดระหว่างเซลล์หนังกำพร้า
⮕ ทำลายเซลล์หนังกำพร้าจนแยกตัวกัน ⮕ ภายในชั้นหนังกำพร้าแยกตัวกันโป่งเป็นผื่นพุพอง ⮕ แตกง่าย เป็นแผลสด

▪️โรคผื่นพุพองแบบเพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid)
แอนติบอดีเล็งโปรตีนกาว hemidesmosome ที่ยึดเซลล์หนังกำพร้ากับฐาน
⮕ ทำลายจนชั้นหนังกำพร้าหลุดจากฐาน ⮕ หนังกำพร้าแยกตัวจากหนังแท้โป่งขึ้นมาเป็นตุ่มน้ำพองตึง ⮕ แตกยาก คันมาก

▪️โรคภูมิทำเม็ดเลือดแดงแตก (Autoimmune hemolytic anemia: AIHA)
แอนติบอดีเล็งสารบนเม็ดเลือดแดง
⮕ macrophage ที่ม้ามคิดว่านั่นคือเชื้อโรคเลยจับเม็ดเลือดแดงกิน (warm type) หรือทุ่นระเบิ-ด complement เปิดใช้งานเอง ทำลายเม็ดเลือดแดง (cold type)
⮕ เม็ดเลือดแดงถูกทำลายจนโลหิตจาง สารเหลืองสูงขึ้นจนตัวเหลือง ตาเหลือง

▪️โรคภูมิทำลายเกล็ดเลือด (Immune thrombocytopenia: ITP)
แอนติบอดีเล็งโปรตีนบนผิวเกล็ดเลือด เช่น โปรตีนกาวที่ยึดระหว่างเกล็ดเลือด (GPIIb/IIIa)
⮕ macrophage ที่ม้ามคิดว่านั่นคือเชื้อโรคเลยจับเกล็ดเลือดกิน
⮕ เกล็ดเลือดต่ำ จุดเลือดออก เลือดออกง่าย


____________________


3️⃣ ภูมิไวเกินชนิด 3 (Immune Complex-Mediated)

“จับเป็นก้อน แล้วไปติดอวัยวะ”


⚙️หลักการ: มีแอนติบอดี ที่จำเพาะกับสาร “บางชนิด” ที่ลอยในเลือดอย่างอิสระ ⮕ จับเชื่อมไปมาหลายๆ อัน ⮕ จนก้อนใหญ่ขึ้น (immune complex) ⮕ หลุดไปติดตามผนังหลอดเลือด อวัยวะต่างๆ

🎯ตัวอย่างโรค

▪️SLE:
จับ DNA ที่รั่วออกมา ⮕ ก้อนวิ่งสะสมทั่วร่าง ⮕ หลอดเลือดอักเสบหลายอวัยวะ

▪️โรคไตอักเสบหลังติดเชื้อ (Post-streptococcal glomerulonephritis):
จับโปรตีนแบคทีเรีย ⮕ ก้อนไปติดที่ไต ⮕ ไตอักเสบ

▪️โรคไตอักเสบจากแอนติบอดี IgA (IgA nephropathy):
ร่างกายสร้างแอนติบอดีชนิด IgA ผิดปกติ (ไม่มีหมู่ galactose) ⮕ ภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเชื้อโรคสร้างแอนติบอดีอีกตัวมาจับ ⮕ เกิดพวง IgA กับแอนติบอดีที่เล็งมันลอยไปติดที่ไต ⮕ ไตอักเสบ

▪️โรคหลอดเลือดอักเสบหลายชนิด (Vasculitis):
จับสารแปลกในเลือด ⮕ ก้อนไปสะสมในหลอดเลือดเฉพาะที่
**กลุ่มนี้มีโรคมากมาย ต่างกันตรงที่ว่า มันจำสารตัวไหน - EGPA, MPA, GPA

▪️โรคแพ้เซรุ่ม (Serum sickness)
แอนติบอดีจับสารจากยา/เซรุ่ม
⮕ ก้อนลอยไปสะสมตามผนังหลอดเลือด ข้อ จนอักเสบชั่วคราว
⮕ ไข้ ผื่น ปวดข้อ


____________________


4️⃣ ภูมิไวเกินชนิด 4 (Delayed, T-cell mediated)

“ไม่ใช้แอนติบอดีเลย ยิงตรงด้วย T cell”
**ใช้เวลานานสุด

⚙️หลักการ: T cell ทั้งชนิดวางแผน (Th cell) และชนิดนักฆ่-า (Cytotoxic T cell) จำสารบางชนิด แล้วไปรุมทำลายเซลล์ที่มีสารนั้น - วิธีนี้ไม่ใช้แอนติบอดีเลย

🎯ตัวอย่างโรค

▪️ผื่นแพ้ผิวหนังแบบสัมผัส (Allergic contact dermatitis):
T cell จำบางสาร เช่น นิกเกิล ⮕ อักเสบที่ผิวหนังที่สัมผัส

▪️แพ้ยาแบบรุนแรง Steven-Johnson
T cell จำยาผิดที่อยู่บนผิวหนัง ⮕ วิ่งไปลอกผิวหนังทั้งร่าง

▪️เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes)
T cell จำโปรตีน beta cell ⮕ ทำลายเซลล์สร้างอินซูลิน

▪️ไทรอยด์ต่ำแบบ Hashimoto’s thyroiditis
T cell จำเอนไซม์ที่ไว้สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ⮕ ตบต่อมไทรอยด์จนฝ่อ”

▪️โรคภูมิทำลายปลอกประสาท (Multiple sclerosis: MS)
T cell จำโปรตีนบนฉนวนไฟฟ้า myelin ⮕ ทำลายปลอกประสาทเป็นระลอกๆ ⮕ การนำกระแสประสาทช้า ⮕ ชา อ่อนแรง การมองเห็นผิดปกติ เป็นช่วงๆ ดีขึ้น แล้วเปลี่ยนที่ เป็นใหม่

▪️โรคลำไส้อักเสบแบบ (Crohn’s disease)
T cell เข้าโจมตีแบคทีเรียในลำไส้อย่างรุนแรง ⮕ ผนังลำไส้ถูกทำลาย ⮕ เชื้อยิ่งทะลักเข้าไปเจอ T cell ในผนัง ⮕ ผนังลึกทั้งผนัง และโจมตีเป็นช่วงๆ ตลอดทางเดินอาหาร ⮕ ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ปวดท้อง ท้องเสีย น้ำหนักลด บางครั้งอักเสบจนลำไส้พัง ไส้เน่า

▪️วัณโรค (Tuberculosis)
T cell เข้าโจมตีเชื้อวัณโรค ⮕ แต่วัณโรคที่ถูก macrophage จับกิน หลบเลี่ยงการโดนย่อย ⮕ T cell และ macrophage เปิดโหมดสร้างค่ายกล granuloma ตีล้อมฝูงวัณโรค ⮕ เนื้อเยื่อปอดถูกทำลาย


____________________


สรุปสั้นๆ คือ

ชนิด 1: ทีมกำจัดปรสิตไปเล่นสารภายนอก กลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มภูมิแพ้
ชนิด 2: แอนติบอดีเล็งสารบนผิวเซลล์ เซลล์นั้นถูกทำลาย
ชนิด 3: แอนติบอดีเล็งสารที่ลอยไปมาในเลือด จับเป็นก้อน ติดตามที่ต่างๆ
ชนิด 4: T cell และกลุ่มเม็ดเลือดขาว เข้าโจมตีเป้าหมายโดยตรง

📌 ละเอียดยิบ — 𝑺𝒕𝒂𝒕𝒊𝒏
03/01/2026

📌 ละเอียดยิบ — 𝑺𝒕𝒂𝒕𝒊𝒏

❓️มีคำถามเกี่ยวกับงานวิจัยการใช้ยา Statin ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความเสี่ยงต่ำมา ผมขออธิบายแนวคิดของผมตามนี้นะครับ👉

👉จากการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย ซึ่งเป็น "การจำลองการทดลองแบบกำหนดเป้าหมาย (Target Trial Emulation) ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (T2DM) ในสหราชอาณาจักร

1. สรุปผลการศึกษา (Key Findings)

งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการเริ่มใช้ยา Statin ในผู้ป่วยเบาหวานมีประโยชน์ "แม้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำ" โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้:

* ครอบคลุมทุกกลุ่มความเสี่ยง: ไม่ว่าคะแนน QRISK3 จะต่ำ ( ส่วนต่างคือ 0.5 คน (นี่คือ ARR)
> แต่ถ้ามองว่า 0.5 คือกี่เปอร์เซ็นต์ของ 2.6 ... คำตอบคือ ประมาณ 20% (นี่คือ RRR)

3. บทสรุปเชิงวิพากษ์

งานวิจัยชิ้นนี้เลือกรายงานทั้งสองค่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในแง่ความโปร่งใส แต่สำหรับการตัดสินใจของบุคคล:
1. RRR (20%) มักถูกใช้ในงานตลาดหรือหัวข้อข่าว เพราะตัวเลขดูน่าประทับใจ
2. ARR (0.5%) และ NNT (ต้องรักษา 190 คน เป็นเวลา 10 ปีเพื่อช่วย 1 คน) เป็นตัวเลขที่บอกความคุ้มค่าและความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ป่วยครับ

ในกรณีผู้ป่วยเบาหวานความเสี่ยงต่ำ การลดลง 20% ของความเสี่ยงที่ "ต่ำอยู่แล้ว" (2.6%) จึงส่งผลให้ได้อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์( 18วัน )ตามที่คำนวณตาม Area under survival curve ของ Dr. Kristopher Kappert

ปล. ผมไม่ได้สื่อสารว่าควรทานยาหรือไม่ควรทาน แต่เป็นการวิเคราะห์งานวิจัยเพื่อตอบคำถามครับ

❤️ 𝗛𝗮𝗽𝗽𝘆 𝗡𝗲𝘄 𝗬𝗲𝗮𝗿 𝟮𝟬𝟮𝟲 ✨ขอบคุณทุกคนที่กล้า “ตั้งคำถาม” กับสิ่งที่เคยเชื่อมาตลอดชีวิตแม้มันจะไม่ง่ายและบางครั้งต้องยืนอยู...
01/01/2026

❤️ 𝗛𝗮𝗽𝗽𝘆 𝗡𝗲𝘄 𝗬𝗲𝗮𝗿 𝟮𝟬𝟮𝟲 ✨

ขอบคุณทุกคนที่กล้า “ตั้งคำถาม”
กับสิ่งที่เคยเชื่อมาตลอดชีวิต
แม้มันจะไม่ง่าย
และบางครั้งต้องยืนอยู่ฝั่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ

ตลอดปีที่ผ่านมา
เราไม่ได้ไล่ตามสูตรลัด
ไม่ได้ขายความหวังลม ๆ แล้ง ๆ
แต่เลือกพูดความจริง
แม้มันจะขัดหู ขัดตา และขัดกระแสไปบ้างก็ตาม

ปีใหม่นี้
ขอให้ทุกมื้ออาหาร
ไม่ใช่แค่ทำให้อิ่ม
แต่จะพาเราเข้าใกล้สุขภาพที่ดีขึ้นจริง
แข็งแรงขึ้นจริง
และเป็นอิสระจากกรอบความเชื่อเดิม ๆ ทีละนิด ❤️

ขอให้ปี 𝟮𝟬𝟮𝟲
เป็นปีที่ “กินเป็น คิดเป็น และอยู่เป็น”
ในแบบที่เหมาะสมกับเพื่อน ๆ ทุกท่านครับ

— 𝗟𝗼𝘄 𝗖𝗮𝗿𝗯 𝗦𝗼𝗰𝗶𝗲𝘁𝘆 🥩🔥

29/12/2025

🥬 กิมจิผักรวม / ผักกาดขาว / ฮ่องเต้น้อย — สามารถส่ง EMS ได้ถึงพรุ่งนี้เที่ยงนะครับ
ต้องการรับกี่แพ็ค ส่งข้อความมาได้เลยครับ ❤️

🎢 ซิ่งไปเลยซิคาร์บบบบบบบบบ 😆
27/12/2025

🎢 ซิ่งไปเลยซิคาร์บบบบบบบบบ 😆

*** ฉลองวันเกิด 2 เด้ง ***

เค้กวันเกิด กินกลางคืน ปริมาณตามภาพ

ติดเครื่องวัดน้ำตาลพอดี ผลเป็นตามภาพครับ

กราฟมีลักษณะขึ้นแล้วลง แล้วเด้งกลับขึ้นไปอีกรอบ

แบบที่เราเรียกว่า "Biphasic Glucose Curve" หรือกราฟรูปแบบ 2 ขยักครับ

ปรากฏการณ์ที่เจอ กินตอนกลางคืนแล้วเด้ง 2 รอบ เกิดจากอะไร ?

แต่ที่แปลกใจคือ "ผมเคยกินแบบนี้กลางวัน" ไม่เด้ง 2 เด้งแบบนี้ครับ ทำไม?

น่าสนใจมากและ จริงๆ ก็ อธิบายได้ด้วยหลักสรีรวิทยา 3 ข้อหลัก คือ

1. องค์ประกอบของอาหาร: > ไขมันสูง + น้ำตาลสูง (High Fat & High Sugar)
เค้กไอศกรีมในภาพประกอบด้วยแป้ง/น้ำตาล (จากเนื้อเค้กและน้ำตาลในไอศกรีม) และ
ไขมันสูงมาก (จากครีมนมและวิปครีม)

* เด้งที่ 1 (First Spike): เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือแป้งที่ย่อยง่ายในเนื้อเค้ก
ดูดซึมเข้ากระแสเลือดทันที ทำให้กราฟพุ่งขึ้นรอบแรก

* ช่วงกราฟย่อลง ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมาจัดการน้ำตาลชุดแรก

* เด้งที่ 2 (Second Spike) นี่คือผลของ "ไขมัน" ครับ
ไขมันมีฤทธิ์ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง (Delayed Gastric Emptying)

ทำให้น้ำตาลส่วนที่เหลือที่ผสมอยู่กับไขมันในไอศกรีม ค่อยๆ ถูกปล่อยออกมา
และถูกดูดซึมในระลอกหลัง กราฟจึงเด้งขึ้นมาอีกรอบเมื่อเวลาผ่านไป

ปรากฏการณ์นี้มักเรียกว่า Pizza Effect เพราะเจอบ่อยในคนกินพิซซ่าที่มีแป้ง+ชีสเยอะๆ
ยังจำ เรื่อง พิซซ่า 4 ชิ้น กินตอนค่ำที่ผมเคยโพสต์ได้ไหมครับ

2. นาฬิกาชีวิตกับความไวต่ออินซูลิน (Circadian Rhythm & Insulin Sensitivity)

นี่คือเหตุผลสำคัญว่า "ทำไมกินกลางวันถึงไม่เป็นแบบนี้"

* กลางวัน - ร่างกายมีความไวต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) สูงกว่า

อินซูลินทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ สามารถเคลียร์น้ำตาลออกจากเลือดได้เร็วและ
จบในรอบเดียว หรือกล้ามเนื้อดึงไปใช้ได้ทันที

* กลางคืน (โดยเฉพาะดึกๆ) ร่างกายเริ่มหลั่งฮอร์โมน เมลาโทนิน (Melatonin)
เพื่อเตรียมเข้านอน ซึ่ง "เมลาโทนินจะไป ยับยั้งการหลั่งอินซูลิน"

* ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อน เซลล์ต่างๆ จะดื้อต่ออินซูลินตามธรรมชาติ (Physiological Insulin Resistance)

* ผลคือ เมื่อมีน้ำตาลระลอก 2 หลุดออกมา (จากข้อ 1) อินซูลินที่มีน้อยและทำงานได้ไม่ดี
ในตอนกลางคืน จึงจัดการน้ำตาลไม่ไหว ทำให้เกิดยอดกราฟเด้งขึ้นมาอีกรอบและค้างอยู่นานกว่าปกติครับ

3. กิจกรรมทางกาย (Physical Activity)

* กลางวัน - คุณมีการขยับตัว เดิน หรือทำงาน กล้ามเนื้อช่วยดึงน้ำตาลไปใช้
ตลอดเวลา กราฟจึงมักจะราบเรียบกว่า

* กลางคืน - คุณน่าจะนั่งพักผ่อนหรือเตรียมนอน กล้ามเนื้อไม่ได้ช่วยดึงน้ำตาลไปใช้ ทำให้น้ำตาลลอยค้างอยู่ในกระแสเลือดได้ง่ายกว่าครับ

>

การเด้ง 2 รอบเกิดจาก "ไขมันหน่วงการดูดซึม" มาเจอกับ

"ระบบเผาผลาญที่ปิดสวิตช์ตอนกลางคืน" ครับ

เป็นเครื่องยืนยันที่ดีมากจาก CGM ว่า

"กินอะไร ไม่สำคัญเท่า กินเมื่อไหร่" ครับ

#หมอจิรรุจน์

สิ่งที่น่าสนกว่าคือ "การเด้งของน้ำตาลในร่างกายแบบนี้" ในเวลากลางคืน
ส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายบ้าง ในระยะสั้น และ ระยาว
หากต้องเจอปัญหา "กินคาร์บมาก ไขมันมากตอนค่ำ" แบบนี้ประจำ

22/12/2025

🥬 กิมจิ Low Carb Society ล็อตสุดท้ายของปี 68 พร้อมส่งแล้วครับ ❤️

🚚❄️ รถเย็น Inter Express รับของถึงวันที่ 26 ธ.ค. ครับ ⚡️

ที่อยู่

Rayong
21000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Low Carb Societyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Low Carb Society:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram