คลินิกศัลยกรรมตกแต่งนายแพทย์นวรัช

คลินิกศัลยกรรมตกแต่งนายแพทย์นวรัช คลินิกศัลยกรรมตกแต่งนายแพทย์นวรัช
(1100)

มีคนไข้หลายรายที่มาปรึกษาเรื่องหนังตาตก แต่กลับพบว่าจริงๆแล้วปัญหาไม่ได้เกิดจากนั้นตา   ปัญหาเรื่องหนังตาตก  หรือชั้นตาห...
12/12/2025

มีคนไข้หลายรายที่มาปรึกษาเรื่องหนังตาตก แต่กลับพบว่าจริงๆแล้วปัญหาไม่ได้เกิดจากนั้นตา
ปัญหาเรื่องหนังตาตก หรือชั้นตาหลบใน มีรายละเอียดและขั้นตอนการรักษาจะแตกต่างจากการทำชั้นตาสองชั้น
หนังตาตกอาจเกิดจากหลายสาเหตุ หมอจะประเมินว่าเกิดจากอะไรบ้าง
1 หนังตาหย่อนไหม(Dermatochalasis)
2 กล้ามเนื้อเปลือกตาอ่อนแรงไหม (Ptosis)
3 คิ้วตกไหม (Brow Ptosis)
ซึ่งการแก้ไขแต่ละอย่างจะแตกต่างกัน เมื่อประเมินว่าปัญหาเกิดจากอะไร ก็จะทราบว่าต้องแก้ไขอย่างไร ผ่าตัดแบบไหน (ตัดหนังตาอย่างเดียว, แก้ไขกล้ามเนื้อตา, หรือยกคิ้วร่วมด้วย)

ถ้ามีแค่หนังตาเกินอย่างเดียว ก็ทำผ่าตัดหนังตาบน ซึ่งปกติใช้วิธีตัดหนังตาส่วนเกินออก ซึ่งก็จะรวมถึงการตัดไขมันส่วนเกินด้วย แล้วเย็บทำชั้นตา ในบางรายถ้าไม่จำเป็นต้องเอาไขมันออก จะใช้วิธีตัดหนังใต้คิ้วหรือ subbrow lift ก็ได้

ถ้ามีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อเปลือกตาอ่อนแรง ก็จะต้องดูว่าเป็นมากน้อยแค่ไหน และเลือกวิธีการผ่าตัดกล้ามเนื้อให้เหมาะสม ถ้าเป็นน้อยก็อาจใช้วิธีเปิดแผลจากด้านในของเปลือกตา แต่ถ้าเป็นมากก็จะต้องเย็บหรือตัดแต่งกล้ามเนื้อด้วย ซึ่งการผ่าตัดจะซับซ้อนกว่า กว่าจะเข้าที่ได้ระดับก็ใช้เวลานานกว่า และบางรายอาจต้องผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้ง

ในรายที่มีปัญหาเรื่องคิ้วตก ถ้าเป็นน้อยก็อาจจะใช้วิธีชั่วคราว เช่น ฉีดโบท็อก ร้อยไหม แต่ถ้าเป็นมากก็จำเป็นต้องผ่าตัดยกคิ้ว ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ผ่าตัดใส่วัสดุทางการแพทย์เพื่อดึงคิ้วโดยไม่ตัดผิวหนังส่วนเกิน หรือบางรายต้องผ่าตัดเพื่อตัดผิวหนังส่วนเกินและดึงกระชับกล้ามเนื้อด้วย โดยอาจมีแผลที่ขมับ หน้าผมหรือบริเวณคิ้ว แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน บางครั้งเราอาจเห็นโฆษณาหรือการโปรโมทวิธีนั้นดีกว่าวิธีนี้ ให้คิดเสมอว่าไม่มีวิธีไหนที่ดีที่สุด จะมีแค่วิธีใดบ้างที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน คนไข้สามารถปรึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก่อนจะทำการรักษาครับ

03/12/2025
16/10/2025

โดยหลักการแล้ว อาหารที่ ไม่ควรทาน หลังผ่าตัดคืออาหารที่ย่อยยาก ระคายเคืองระบบย่อย หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

แต่หลังผ่าตัดใบหน้ามีรายละเอียดเฉพาะเพิ่มเติม โดยเน้นที่การลดการอักเสบและบวมเป็นหลัก
สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการคร่าวๆและแนวทางในการดูแล ถ้าทำได้ก็จะมีผลดี แต่ถ้าหลีกเลี่ยงข้อใดไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องไปกังวลมากครับ

1. อาหารรสเค็มจัดและโซเดียมสูง (สำคัญมาก!)

· เหตุผล: โซเดียมทำให้ร่างกายกักน้ำ นำไปสู่อาการบวมเพิ่มขึ้นและบวมอยู่นานกว่าเดิม ซึ่งส่งผลเสียต่อการฟื้นตัวของใบหน้าโดยตรง
· ตัวอย่าง:
· บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ข้าวกล่องแช่แข็ง, อาหารแปรรูป
· ของหมักดอง (ปลาแห้ง, เต้าเจี้ยว, น้ำปลาร้า)
· ขนมขบเคี้ยวต่างๆ (มันฝรั่งทอด, ข้าวเกรียบ)
· อาหารตากแห้งที่ใส่เกลือมาก

2. อาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้ขาดน้ำ

· เหตุผล: การขาดน้ำจะทำให้การฟื้นตัวช้าลง และอาจทำให้ผิวหนังดูแห้ง ไม่สดใส
· ตัวอย่าง:
· เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง และขัดขวางกระบวนการหายของแผล
· เครื่องดื่มคาเฟอีน (ชา, กาแฟ, น้ำอัดลม): เป็นสารขับปัสสาวะ หากดื่มควรดื่มน้ำเปล่าตามให้มากๆ

3. อาหารที่ต้องใช้การเคี้ยวอย่างหนัก

· เหตุผล: การขยับขากรรไกรมากเกินไปอาจทำให้แผลตึง เจ็บ หรือกระตุ้นการบวมเพิ่ม โดยเฉพาะหากผ่าตัดที่ขากรรไกร กราม หรือใบหน้าส่วนล่าง
· รูปที่ลงไว้ก่อนปี 2017 เป็นการเสริมด้วยซิลิโคนอย่างเดียว
รูปตั้งแต่ปี 2018 ส่วนใหญ่ใส่เนื้อเยื่อเทียมด้วยครับ:
· เนื้อสัตว์เหนียว: เนื้อสเต็ก, เนื้อแห้ง, หมูยอ
· ของแข็งและกรอบ: แอปเปิ้ลทั้งลูก, ถั่วแข็งๆ, ข้าวโพดคั่ว
· อาหารที่เหนียว: ลูกอมเหนียว, หมากฝรั่ง

4. อาหารที่อาจกระตุ้นการอักเสบ (Inflammatory Foods)

· เหตุผล: อาจทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบมากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่เราต้องการหลังผ่าตัด
· ตัวอย่าง:
· อาหารทอดและของมัน: มันฝรั่งทอด, โดนัท
· อาหารที่มีน้ำตาลสูง: เค้ก, คุกกี้, น้ำอัดลม, น้ำหวาน (น้ำตาลจะไปรบกวนกระบวนการซ่อมแซมคอลลาเจนในผิว)
· อาหารแปรรูป: ไส้กรอก, เบคอน

5. อาหารร้อนจัด (ทั้งอุณหภูมิและรสชาติ)

· เหตุผล:
· อุณหภูมิร้อน: อาจทำให้เส้นเลือดขยายตัว เพิ่มการไหลเวียนเลือดที่ใบหน้า และทำให้บวมมากขึ้นหรือมีเลือดออกได้
· รสเผ็ดร้อน: อาจกระตุ้นให้เหงื่อออก และทำให้รู้สึกไม่สบายตัวหรือรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้า

---

สรุป: อาหารที่ควรทานหลังผ่าตัดใบหน้า

ควรเป็นอาหารที่ "อ่อนนุ่ม ย่อยง่าย เคี้ยวน้อย มีประโยชน์ และช่วยลดการอักเสบ"
ส่วนสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง จำง่ายๆก็คือ หลีกเลี่ยงอาหารและการกระทำที่ทำให้เลือดขึ้นหน้าหรือหน้าแดง

เมนูง่ายๆ ถ้าคิดไม่ออก
· มื้อหลัก: โจ๊ก, ข้าวต้ม, ซุปครีม (เช่น ซุปฟักทอง, ซุปมะเขือเทศ), ไข่ตุ๋น, ปลานึ่ง/ต้ม, สมูทตี้
· ของว่าง: นม, โยเกิร์ต, พุดดิ้ง, อะโวคาโดบด, กล้วยบด
· เครื่องดื่ม: น้ำเปล่าอุ่นๆ จำนวนมาก, น้ำผลไม้ที่ไม่หวานจัด (เช่น น้ำแตงโม)

16/10/2025

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery) มีหลายประการ ซึ่งมักเกิดจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือภาพลักษณ์ที่สื่อออกมาในสื่อต่างๆ เช่น:
สับสนระหว่าง​ศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery) กับ ศัลยกรรมความงาม (Cosmetic Surgery):
​ข้อเท็จจริง: ศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery) ครอบคลุมทั้งการผ่าตัดเพื่อ สร้างหรือซ่อมแซม เนื้อเยื่อและผิวหนังที่เสียหายจากอุบัติเหตุ ความพิการแต่กำเนิด หรือโรคต่างๆ และยังรวมถึงศัลยกรรมความงามด้วย
​ศัลยกรรมความงาม จึงเป็นแค่เป็นส่วนหนึ่งของศัลยกรรมตกแต่งที่เน้นการ ปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก เพื่อความสวยงามเป็นหลัก

​การทำศัลยกรรมเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น:
​ข้อเท็จจริง: จำนวนผู้ชายที่เข้ารับการทำศัลยกรรม (ทั้งผ่าตัดและไม่ผ่าตัด เช่น โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อปรับปรุงรูปลักษณ์และเพิ่มความมั่นใจ

​ศัลยกรรมตกแต่งจะทำให้ดู "ไม่เป็นธรรมชาติ" หรือ "ดูทำมา":
​ข้อเท็จจริง: ศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีทักษะจะมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ กลมกลืน และเสริมให้ดูดีขึ้นโดยไม่ดู "เกินจริง" หรือเปลี่ยนตัวตนมากเกินไป
ผลลัพธ์ที่ดู "ไม่เป็นธรรมชาติ" อาจเกิดจากการผ่าตัดที่ผิดพลาด หรือการทำที่ "มากเกินไป" (Over-enhancement) และอาจมีจุดประสงค์เพื่อให้ดูเด่นและแตกต่างจากคนทั่วไปชัดเจนเพื่อการโฆษณา ซึ่งในชีวิตจริงอาจไม่สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

​การทำศัลยกรรมตกแต่งเป็นกระบวนการที่ปราศจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง:
​ข้อเท็จจริง: ทุกขั้นตอนการผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยงเสมอ การเลือกแพทย์และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการแก้ไขจะมีความซับซ้อนและยากกว่าการทำครั้งแรก ยิ่งถ้าเป็นงานแก้จากคนที่ไม่ใช่ศัลยแพทย์ตกแต่งจะยากมากขึ้น เปรียบเหมือนที่ช่างชอบบ่นว่าแก้งานจากคนที่ไม่ใช่ช่างจะยากกว่าแก้งานจากช่างด้วยกัน

​ศัลยกรรมตกแต่งจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นเลย:
​ข้อเท็จจริง: แผลเป็นหรือพังผืด มีความยืดหยุ่นน้อย และแข็งกว่าเนื้อเยื่อปกติ ถ้ามีมากก็อาจทำให้เกิดการผิดรูปได้ ทุกการผ่าตัดจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ อย่างไรก็ตาม ศัลยแพทย์ตกแต่งจะพยายามเปิดแผลให้เล็กที่สุด ซ่อนแผลเป็นให้อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ยากที่สุด ใช้วิธีการที่ชอกช้ำน้อยที่สุด และรอยแผลเป็นจะค่อยๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นถ้าพบเห็นว่ามีการเชียร์ให้เปิดแผลใหญ่ๆทำเยอะๆ แบบขี่ช้างจับตั๊กแตน ให้กลับมาคิดไตร่ตรองหาข้อมูลและตรวจสอบก่อนตัดสินใจครับ

01/09/2025

ก่อนทำผ่าตัด จำเป็นต้องหยุดยาอาหารเสริมหรือวิตามินไหม ?
เป็นคำถามที่มีประโยชน์มากและได้รับคำถามนี้บ่อยมากครับ
เหตุผลก็คือ ยาวิตามินหรืออาหารเสริมนั้นมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ซึ่งถ้าเป็นการผ่าตัดใหญ่หรือเสี่ยงมากๆแพทย์ก็จะเข้มงวดมาก คือต้องหยุดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
แต่ถ้าเป็นการผ่าตัดเล็กๆที่แพทย์ควบคุมจุดเลือดออกได้ง่ายๆ บางอย่างแทบไม่มีผลต่อการผ่าตัดก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องหยุดครับ

🔹 ยากลุ่มที่มีต้านการแข็งตัวของเลือด

1. ยาละลายลิ่มเลือด / ยาต้านการเกาะกลุ่มเกล็ดเลือด

แอสไพริน (Aspirin)

คลอปิโดเกรล (Clopidogrel, Plavix)

วาร์ฟาริน (Warfarin)

ยากลุ่ม NOACs (Apixaban, Rivaroxaban, Dabigatran)

📌 ต้องหยุดเฉพาะเมื่อแพทย์อนุญาต เพราะหยุดเองอาจเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดอุดตัน

---

2. ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs)

ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)

นาพรอกเซน (Naproxen)

ไดโคลฟีแนก (Diclofenac)

➡️ อาจทำให้เลือดออกมากขึ้นและหยุดยาก

---

3. วิตามินและอาหารเสริมบางชนิด

วิตามิน E → เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก

น้ำมันปลา / Omega-3 → ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด

โสม (Ginseng) → ทำให้เลือดออกง่าย ความดันไม่คงที่

แปะก๊วย กิงโกะ (Ginkgo biloba) → เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก

กระเทียมสกัด (Garlic supplement) → ต้านการแข็งตัวของเลือด

ขมิ้นชัน / Curcumin → อาจทำให้เลือดออกง่าย

วิตามิน C → วิตามิน C ปกติต้องการวันละไม่เกิน 100 mg ช่วยในการสร้างคอลลาเจนและทำให้แผลหายดี ไม่มีผลเสียชัดเจนในการแข็งตัวของเลือด แต่ควรหลีกเลี่ยงถ้ารับประทานในปริมาณที่สูงมาก เช่น 1,000-2,000 มก ต่อวันก็อาจเกิดผลเสียได้ ทำให้เป็นโรคกระเพาะ ท้องเสีย หรือนิ่วในไต

คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่ใช้ในการซ่อมแซม ดีและจำเป็นต่อการหายของแผล คอลลาเจนในอาหารเสริมอาหารเสริม 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ก็ผลิตจากเนื้อปลา การกินคอลลาเจนไม่ได้มีผลเสีย เพียงแต่มักมีวิตามิน C อยู่ในส่วนผสมด้วย

4. อาหารเสริมที่มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ / ความดัน

คาเฟอีนเข้มข้น, กัวรานา

สารกระตุ้นสมรรถภาพ (บางชนิดมีผลต่อหัวใจและความดัน)

---

🔹 สิ่งที่ควรทำ

- แจ้งแพทย์ ว่ามีการใช้ยา วิตามิน หรือสมุนไพรใดๆ อยู่
- ไม่ควรหยุดยาด้วยตนเอง แม้ยาบางชนิดจะมีผลให้เลือดหยุดช้าได้ แต่การหยุดยาอาจมีอันตรายมากกว่า ในการผ่าตัดบางชนิดแพทย์อาจไม่ให้หยุดยาก็ได้
- แต่ละอย่างจะมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดต่างกัน แพทย์จะพิจารณาให้ครับ
- หากเป็นผ่าตัดเล็ก แพทย์อาจอนุญาตให้ใช้ยา ให้ทานวิตามินหรืออาหารเสริมต่อได้ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องหยุดครับ

ปัจจุบันมีข่าวเรื่อยๆว่ามีแพทย์เถื่อน คือไม่ได้เรียนจบวิชาแพทย์มาเลย หรือแพทย์ที่แอบอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานั้นสาขาน...
17/08/2025

ปัจจุบันมีข่าวเรื่อยๆว่ามีแพทย์เถื่อน คือไม่ได้เรียนจบวิชาแพทย์มาเลย หรือแพทย์ที่แอบอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานั้นสาขานี้ สร้างความเสียหายทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย และเมื่อพลาดถูกหลอกไปแล้วก็จะรักษาตัวหรือแก้ไขให้กลับมายากหรืออาจจะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้เลย

แพทย์สภาได้ออกประกาศเตือนเป็นระยะแต่การประชาสัมพันธ์ก็ยังมีไม่เพียงพอ

วิธีง่ายๆคือเข้าลิ๊งค์วิธีตรวจสอบรายชื่อแพทย์จากทางแพทย์สภาว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ และได้รับวุฒิบัตรความรู้ความชำนาญในสาขาใด https://checkmd.tmc.or.th/

หรือตรวจสอบรายชื่อแพทย์ที่ได้รับวุฒิบัตรศัลยศาสตร์ตกแต่ง https://www.thprs.org/find-doctor

ตรวจสอบแพทย์ - แพทยสภา :: The Medical Council of Thailand

12/08/2025

การแก้ไขจมูกที่เคยฉีดฟิลเลอร์ ทำไมถึงยากกว่าปกติ?

การแก้ไขจมูกในผู้ที่เคยฉีดฟิลเลอร์ มาก่อนนั้นมีความซับซ้อนและยากกว่าการเสริมจมูกในคนที่ไม่เคยทำหัตถการใดๆ มา เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่าง ดังนี้

- ฟิลเลอร์กระตุ้นให้ร่างกายสร้างพังผืด หุ้มรอบ ๆ เนื้อสาร พังผืดนี้ทำให้เนื้อเยื่อแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้การเปิดแผลและจัดรูปทรงใหม่ทำได้ยาก

- บางครั้งอาจมีสารอื่นๆ ปนเปื้อนอยู่ด้วย ถ้าฟิลเลอร์ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะฟิลเลอร์เถื่อนที่แอบฉีดโดยหมอกระเป๋า ซึ่งสารเหล่านี้จะไม่สามารถสลายตัวได้ตามธรรมชาติ ยังอาจก่อให้เกิดผังผืดและ การอักเสบติดเชื้อเรื้อรังได้ ซึ่งถ้ามีการเสริมใหม่ก็จะทำให้ซิลิโคน เนื้อเยื่อหรือกระดูกอ่อนที่ใส่เข้ามาใหม่ติดเชื้อตามไปด้วย

- ฟิลเลอร์อาจไหลหรือกระจายไม่เท่ากัน ทำให้เนื้อจมูกไม่สมดุลผิดรูป แม้เอาออกแล้ว อาจเหลือผิวเป็นคลื่นหรือมีความหนาไม่สม่ำเสมอ

- การฉีดฟิลเลอร์ซ้ำ ๆ หรือการฉีดที่ไม่ถูกชั้น อาจทำให้เส้นเลือดเล็ก ๆ ถูกทำลายหรืออุดตันบางส่วน อาจทำให้ผิวหนังตายและเกิดแผลที่ไม่หายได้

- การคาดเดาผลลัพธ์ยาก เพราะเนื้อจมูกจะผิดรูปและแข็งผิดไปจากปกติ แต่ละส่วนก็แข็งไม่เท่ากัน แพทย์ต้องใช้เทคนิคซับซ้อนมากขึ้น หรือใช้เทคนิคต่างๆมากขึ้น

- ฟิลเลอร์บางชนิดจะเกาะติดกับเนื้อเยื่อจนแยกออกยากจนต้องตัดเนื้อเยื่อปนออกไปด้วย ทำให้เนื้อจมูกบางลง → เสี่ยงทะลุ

*** ถ้าจะสรุปสั้น ๆ คือ จมูกที่เคยฉีดฟิลเลอร์ จะทำให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนไปทั้งโครงสร้างและรูปทรงผิดปกติ มีความยืดหยุ่นน้อยลง ยิ่งฉีดปริมาณมากก็จะยิ่งมีความผิดปกติมาก ทำให้ผลลัพธ์ออกมาได้ไม่ตรงตามที่คาดหวัง และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าครับ

แล้วใครที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์จมูก?

แม้การฉีดฟิลเลอร์จะมีข้อเสียที่ต้องพิจารณาก่อน แต่ก็มีข้อดีถ้าเลือกใช้อย่างถูกต้อง คือจะใช้ในกรณีที่ต้องการเพิ่มเติมในบริเวณนั้นๆเพียงเล็กน้อย เช่น สันจมูก ปลายจมูก หรือเติมเต็มจมูกส่วนที่คดเล็กน้อย หรือส่วนที่เป็นรอยบุ๋ม
แต่สำหรับคนที่ฉีดเพราะแค่กลัวการผ่าตัด ใจร้อนต้องการเห็นผลลัพธ์เร็ว ต้องการแก้ไขแบบชั่วคราว การฉีดก็เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์
แต่ก่อนตัดสินใจฉีด ให้หยุดฟังเสียงเชียร์ ทำใจให้นิ่งๆ พิจารณาว่า แน่ใจหรือไม่ว่าจะฉีดแล้วฉีดเลย แค่ฉีดอย่างเดียว และพอใจแค่นั้น แน่ใจนะว่าจะไม่ทำผ่าตัดอะไรบริเวณนั้นเพิ่มอีก หลังจากคิดดีแล้วก็ฉีดเท่าที่จำเป็น และเลือกฉีดในสถานที่ที่ได้มาตรฐานและมีจริยธรรม ครับ

การตะไบฮัมพ์ในการเสริมจมูก คืออะไร  การตะไบฮัมพ์ (nasal hump reduction) คือการลดกระดูกส่วนเกินบริเวณสันจมูก   โดยหมอจะปร...
01/07/2025

การตะไบฮัมพ์ในการเสริมจมูก คืออะไร

การตะไบฮัมพ์ (nasal hump reduction) คือการลดกระดูกส่วนเกินบริเวณสันจมูก
โดยหมอจะประเมินขนาดและตำแหน่งของฮัมพ์ จากนั้นจะใช้เครื่องมือตะไบจมูก (rasp) หรือเครื่องมือตัดกระดูกขนาดเล็ก ค่อยๆ ลดขนาดของกระดูกหรือกระดูกอ่อนส่วนเกินที่เป็นฮัมพ์ออกเพื่อให้ได้สันจมูกที่เรียบ ต้องทำตามความจำเป็นพอดีๆ ไม่มากเกินไปจนจมูกดูแบน

ประโยชน์หลักๆ คือการช่วยปรับเปลี่ยนรูปทรงของกระดูกสันจมูกให้มีความเรียบเนียน ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และแก้ปัญหาโครงสร้างจมูกที่ไม่สมมาตร มีปุ่มหรือผิดรูปมาก่อน
จมูกที่มีฮัมพ์อาจทำให้ใบหน้าดูแข็งกระด้าง น่าเกรงกลัว หรือดูไม่เป็นมิตร อาจทำให้มุมระหว่างหน้าผากกับจมูกดูหักแหลมหรือขรุขระ การตะไบฮัมพ์จะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนโยนและสมดุลมากขึ้น
การตะไบฮัมพ์จะช่วยปรับพื้นผิวของสันจมูกให้เรียบ ทำให้วัสดุที่เสริมเข้าไปแนบสนิทและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ต้องเหลาซิลิโคนให้หลบกระดูกหรือชดเชยมากจนซิลิโคนขาดความแข็งแรง ลดโอกาสที่ซิลิโคนจะโก่งตัวหรือเห็นขอบได้
หลังการตะไบฮัมพ์ อาจมีอาการบวมช้ำมากกว่าการเสริมจมูกทั่วไปเล็กน้อย

การตะไบฮัมพ์มีผลเสียอะไรไหม

การตะไบที่มากเกินไปหรือไม่จำเป็นอาจทำให้เยื่อหุ้มกระดูกถูกกระตุ้นให้สร้างกระดูกใหม่ในลักษณะที่ผิดปกติ เช่น มีการสร้างกระดูกมากเกินไป (heterotopic ossification) หรือสร้างในทิศทางที่ไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้กระดูกเสียรูปทรงได้เช่นกัน

แล้วการตะไบฮัมพ์ควรทำไหม

โดยทั่วไปถ้าใช้ซิลิโคนสำเร็จรูปซึ่งส่วนท้องของซิลิโคนจะเรียบ เมื่อนำมาเสริมจมูกในคนที่มีฮัมพ์ แม้ฮัมพ์ที่ไม่มากก็จะเกิดปัญหาโก่งงอหรือจมูกผิดรูป จึงจำเป็นจะต้องตะไบเพื่อปรับกระดูกฐานจมูกให้เข้ากับซิลิโคน
แต่ถ้าใช้ซิลิโคนแบบเหลา หมอสามารถเหลาหลบหรือชดเชย คือเหลาซิลิโคนให้เข้ากับฐานกระดูก (ไม่ใช่ตะไบกระดูกให้เข้ากับฐานซิลิโคน) ส่วนใหญ่จึงไม่มีความจำเป็นต้องตะไบฮัมพ์ เหลือเพียงแค่ส่วนน้อยที่ฮัมพ์สูงมากจนถ้าเหลาซิลิโคนชดเชยอย่างเดียวซิลิโคนจะคอดหรือบางจนขาดความแข็งแรงไปได้ จึงจะจำเป็นต้องตะไบด้วย แต่ก็จะตะไบออกเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นซึ่งก็ทำให้มีการชอกช้ำน้อย และหลีกเลี่ยงการเสียรูปทรงของกระดูกได้

แล้วการตะไบจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มไหม

ในที่ที่ทำตามหลักวิชาการหรือตามหลักของศัลยกรรมตกแต่ง หมอจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงการทำลายโครงสร้างเดิม และทำให้เกิดความชอกช้ำน้อยที่สุด คือจะตะไบเฉพาะกรณีที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลออกมาดี กรณีแบบนี้มักไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มนอกจากในกรณีที่ยากจริงๆ
แต่ถ้าทำในที่ที่เน้นธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งมักจะมาเป็นชุด เช่น ตะไบ ตอกฐาน เย็บอินเตอร์โดม ซึ่งแม้ในบางคนจะไม่มีความจำเป็นต้องทำหรือทำแล้วจะยิ่งแย่ลงก็ตาม ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามเหตุผลด้านธุรกิจครับ

#ศัลยกรรม #คลินิกศัลยกรรม #เสริมจมูก #แก้จมูก #ชลบุรี #ศรีราชา #หมอศัลยกรรม #คลินิก #หมอศัลย์

ที่อยู่

ถนน สุขุมวิท
Si Racha
20110

เวลาทำการ

อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30
เสาร์ 08:30 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66894496290

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกศัลยกรรมตกแต่งนายแพทย์นวรัชผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์