เทรนเนอร์หาดใหญ่ YOD

เทรนเนอร์หาดใหญ่ YOD ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก เทรนเนอร์หาดใหญ่ YOD, วิตามิน/อาหารเสริม, Amphoe Hat Yai.

18/04/2026

หลังพันช่วงพีค ความไวของ

กระแสประสาทอาจลดลงถึง 15-20% ทุก 10 ปี
จึงควรกระตุ้นระบบประสาท Nervous System ด้วย การฝึก ความแข็งแรงฝนในมิติของ Power. การฝึกเคลื่อนไหวแบบระเบิด ในช่วง Rapid Eccentric Phase และ Rapid Concentric Phase Power training ไม่ใช่แค่เรื่องของนักกีฬา แต่คือพื้นฐานสุขภาพที่ จำเป็นเมื่อเราอายุมากขึ้น #เทรนเนอร์หาดใหญ่

17/04/2026
17/04/2026

“เวลา“ สำหรับคุณเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าไหม ?

…ออกกำลังกายดี ทำๆไปเถอะ

ประโยคนี้ฟังดู “เหมือนจะ” ดี

เข้าใจว่าจุดประสงค์คือการกระตุ้นให้คนมาออกกำลังกาย…

แต่สำหรับผม เรียกว่า มักง่าย



1. ออกกำลังกาย หรือการขยับตัวอะไรก็ตาม สามารถทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ “หากคุณไม่เคยทำอะไรเลย”

เวลาอ่านงานวิจัยว่า แค่ขยับวันละ 5 นาที 10 นาที ก็ลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ xx% มันคือเทียบกับคนที่อยู่เฉยๆ มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary)

เหมือนคนสูบบุหรี่ แค่หยุดสูบก็ดีไง … ซึ่งคุณก็รู้บอกไปก็ไม่ได้ผล

2. เมื่อคุณเริ่มทำอะไรแล้ว ร่างกายคุณพัฒนาขึ้น การ “ทำแบบเดิมๆ” มันจะไม่พัฒนาสุขภาพคุณไปมากกว่าเดิม เช่น

- สมมติคุณเดินวันละ 10,000 ก้าว อาจจะ 3 เดือน-6 เดือนแรกอาจจะเห็นผลดี ร่างกายดีขึ้น เหนื่อยยากขึ้น น้ำหนักตัวคุมดีขี้น แต่หลังจากนั้นแล้วจะ 2 ปี 3 ปี 5 ปี คุณจะแทบไม่สุขภาพดีขึ้นเลย (แต่ถ้าเทียบกับการกลับไปไม่ทำอะไร มันก็ดีไง เหมือนชอบบอกว่าไทยดีกว่ากัมพูชาอีก … คุณอยากจะเทียบแบบนั้นไหม หรือไปเทียบกับประเทศอื่น)

- ถ้าคุณยกดัมเบล 5 กิโล ช่วงแรกคุณอาจจะแข็งแรงขึ้น แต่ถ้ายังยกแบบเดิมไป 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี คุณก็อาจจะแข็งแรงเท่าเดิม

🤔 ทำแบบนี้ก็ดีกว่าไม่ทำแล้วไง ฉันพอใจแค่นี้ ไม่อยากสุขภาพดีไปกว่านี้ (จริงไหม?) ถ้าคุณพอใจแค่นั้นก็คงไม่ผิดอะไร แต่หากเรามองว่า ”ทรัพยากรเวลา“ เป็นสิ่งล้ำค่า และคุณเอาเวลาที่เท่ากัน ไปทำอะไรที่มันทำให้คุณสุขภาพดีขึ้นได้มากกว่า …มันจะดีกว่าไหม

3. การที่คุณ “ทำๆไป” ทำซ้ำอยู่อย่างเดียว คุณอาจจะไม่ได้สุขภาพดีขึ้นในทุกมิติ เช่น

- คุณเล่นแต่เครื่องยกน้ำหนักในยิม หัวใจคุณอาจจะสุขภาพแย่ก็ได้ ถ้าคุณไม่เคยทำกิจกรรมให้หัวใจเต้นเร็วๆ ต่อเนื่องนานๆ (แอโรบิก)

- คุณเดินอย่างเดียว คุณก็จะไม่สามารถชะลอความเสื่อมของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงได้

- คุณเล่นพิลาทิส โยคะอย่างเดียว มวลกระดูกของคุณอาจจะลดลงๆ เพราะไม่เจอตัวกระตุ้นอย่างน้ำหนักมากๆ หรือแรงกระแทกเลย

ที่เราท่องๆ กันว่าออกกำลังกายดีต่อแทบทุกโรค มันไม่ได้หมายถึงการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง แต่หลายรูปแบบรวมกัน

4. ทำๆไป เถอะ โดยไม่มีความเข้าใจ นำไปสู่การบาดเจ็บ

เช่น คนน้ำหนักตัวมาก ไม่แข็งแรง ไปวิ่งเยอะๆ เข้าก็เจ็บเข่าได้

มีปัญหาข้อต่อ เส้นเอ็นหลวมอยู่แล้ว ไปทำแต่โยคะ กลับกลายเป็นยิ่งบาดเจ็บ

5. ในมุมมองพฤติกรรมศาสตร์ การพูดแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

คุณคาดหวังให้คนเริ่มออกกำลังกาย ให้ทำต่อเนื่อง ให้มี Consistency

📌 สำคัญที่สุดในการที่่คนหนึ่งจะมีพฤติกรรมที่่ต่อเนื่อง สร้างนิสัยระยะยาวได้ คือการมี ‘เป้าหมาย’ และรู้ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่พาเขาไปสู่เป้าหมายนั้น ที่สามารถวัดได้ ว่าตัวเองขยับเข้าเป้าหมายมากขี้น

ทำๆไปเถอะๆ ไม่ใช่คำแนะนำที่มีคุณค่าอะไรเลย

👉🏻 แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย
👉🏻 ออกกำลังกายก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ
👉🏻 แค่ลุกไปเดินก็พอ ลุกไปแกว่งแขนก็ได้

ผมเห็นคำแนะนำแบบนี้มาเป็นสิบๆ ปี … แล้วเรามีสุขภาพดีขึ้นบ้างไหม ?

ทรัพยากรเวลาเป็นสิ่งล้ำค่า อย่าเอาไปละลายกับการทำอะไรที่ไม่ได้ผล ไม่ตรงเป้าหมายตัวเอง

Doctor Move

16/04/2026
16/04/2026

นครศรี-กทม.เล่นเอาผมแย่จัด 😵‍💫📍

ตอนขับรถจากนครกลับมา คิดนั้นนี้ ทบทวนมาตลอดทาง เรียบเรียงมาให้เท่าที่จะได้ กลัวลืมถ้าไปเขียนพรุ่งนี้ ลงมันตอนนี้นั้นแหละ

📌 ผมว่าวันนี้ดีมากเลยที่ผมได้คุยกับน้องเรื่อง #แยกกล้ามเนื้อทีละมัด มันทำให้ผมได้ทบทวนสรีรวิทยาบางเรื่องของกล้ามเนื้อและanatomyพื้นฐานบางส่วน ที่ผมเองก็ลืมๆไปบ้าง แต่พอลองมาจับติดๆต่อๆกัน มันเริ่มconnecting the dotได้ และ ผมเริ่มเกิดความสงสัยมากขึ้นว่า
.. จริงๆแล้ว Pilatesเองก็อาจจะไม่ได้กำลังเทรนสิ่งที่ตัวเองclaimได้ดีที่สุดซะทีเดียวเสมอไป (เพราะบางบริบทขาดไปเยอะมาก) ...

📚 สิ่งที่เป็นจุดขายของ Pilates คือแนวคิดเรื่องของการเทรน deep muscles พวกlocal stabilizersต่างๆ #ให้ทำงานก่อน (ผมก็อ่านตามๆเขามาเขาว่างี้ ซึ่งจริงๆคือปรากฏการณ์ของ anticipatory adjustment ในระดับ systemหลายๆมัดพร้อมกัน ไม่ได้เกิดเฉพาะ muscleมัดใดมัดหนึ่ง ฉะนั้นอันนี้ก็เอ๊ะที่หนึ่งว่า เราแยกได้จริงๆหรอ) งั้นจุดแรกที่เราควรดูคือ characteristic ของfibersของพวก

ส่วนมาก local muscleพวกนี้นั้นจะมีความbiasedเป็น type l fiberซะเยอะ (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และมีการผสม fiber type ตาม function/ตำแหน่ง) นั้นหมายความว่ามันเหมาะมากกับการทำงานนานๆ ออกแรงต่ำๆ สร้างแรงเพื่อคุมpostureบางอย่างต่อเนื่อง

📚 ทั้งหมดนี้คือสรีรวิทยาพื้นฐาน ผมไม่รู้ว่าครูๆเรียนกันมากแค่ไหน แต่ผมถือวิสาสะทบทวนให้ครับ ไม่ได้ยากอะไร

กลุ่มกล้ามเนื้อพวกนี้มี Mechanoreceptorเยอะ เช่นพวก muscle spindle ที่เรารู้จัก ความdensityของ mechanorecptors ทำให้มัน sensitive ต่อการเปลี่ยน lengthและvelocityมากๆ นั้นหมายความว่ามันตอบสนองไวมากกับการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แค่ขยับเล็กน้อยไวๆหน่อย nervous system ก็รับรู้แล้ว

แต่ด้วยความที่ type l fiberนั้น อย่างที่ผมเกริ่นไป มันไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างแรงเยอะๆ พูดโดยภาษาบ้านๆคือมันอาจจะ อ่อนแอสักหน่อย (หรือพูดให้แม่นคือมี capacity ในการสร้าง force ต่ำกว่า prime mover แต่ไม่ได้แปลว่า #ไม่แข็งแรง ในเชิงหน้าที่ของมัน) แต่ร่างกายเราก็มีstrategyที่ใช้ ในการทำให้กลุ่มกล้ามเนื้อพวกนี้ ได้เปรียบในการสร้างแรงรับกับโหลดอยู่บ้าง นั้นคือ anticipatory contract หนังสือวิชาการบางเล่มใช้คำว่า feedforward control

📌 ความหมายคือ สมองเริ่ม #คาดการณ์ก่อน ว่าการเคลื่อนไหวต่อไปจะเป็นยังไง และสั่ง musclesกลุ่มนี้ทำงานล่วงหน้าไปในระดับ millisecond ที่เร็วจนแทบไม่มี delay เช่นตัวอย่างคลาสสิกในสายกายภาพอาจจะสอนเรื่อง ยกแขน แต่TVA ลั่นไปก่อน (ซึ่งจริงๆกล้ามเนื้ออื่นก็สามารถมี pattern นี้ได้ ขึ้นกับ task ไม่ได้จำกัดแค่ TVA)

ถามว่าทำไมกับ local muscle ทั้งหลายสมองเลือกใช้ strategyนี้
.. เพราะ ถ้ารอให้ movement เกิดก่อน แล้วค่อยใช้ corrective feedback ให้สมองปรับแล้วสั่งกลับลงมาที่กล้ามเนื้อกลุ่มนี้อีกทีว่าต้องหดตัวไปอยู่จุดไหนรับแรงยังไง มันจะ ไม่ทัน ... ลองคิดภาพ เช่นกำลังจะยก dumbbell overhead press > ถ้า core ยังไม่ stabilize ก่อน > spine collapse > movement อาจจะพับได้ ฉะนั้นถ้าใช้ anticipatory contract ล็อก stability ก่อน แล้วค่อย generate forceมันช่วยให้ type l พวกนี้อยู่ใน positioning/length-tension ที่อาจจะออกแรงได้ดีกว่าเป็นต้น (ผมไม่แน่ใจว่านี้คือจุดที่ทำให้ชาว Pilatesian #มั่นใจ หรือเปล่า ว่าตัวเองเลยขยับdeep muscleก่อนเสมอ ซึ่งจริงๆเป็น property ของระบบประสาททั้งระบบมากกว่าเป็น skill เฉพาะ ที่เราต้องสั่งเกร็งด้วยตัวเอง)

แต่…. แน่นอนว่า มันก็มีเรื่องของระดับการทำงาน ยกแก้วน้ำ vs ยก dumbbell สมองเราCNSก็คงจะไม่ pre-activate เท่ากันฉะนั้นแล้ว intensityของtaskก็ยังมีส่วนอยู่ด้วย

📌 ทีนี้ intensityของtaskบางครั้ง ไม่ได้มาในรูปของน้ำหนักอย่างเดียว ผมใช้คำว่า ก็เป็นหนึ่งในstimuliที่สำคัญมากในการ reprogramสมอง กระตุ้นให้ local musclesให้ทำงานมากขึ้น (ในเชิงเพิ่ม demand ต่อ anticipatory + reactive control) ไม่ว่าจะเป็น unstable load > asymmetrical > perturbation >single leg tasks > rotary movement > reactive อะไรก็ตามที่ movement ต้องใช้ prediction + response fast นั้นคือpointที่โคตรสำคัญ ที่เราจะกระตุ้นต้องจูน local muscle ให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตรงนี้คือเรื่องของ motor skill ที่ผมพูดไปก่อนหน้า ต่อให้ผมแข็งแรงมากๆ แต่ถ้าไม่เคยเทรน surpriseพวกนี้ คุณเทรนไปก็ไม่ได้กระตุ้น local muscle มากแบบที่คิด แล้วพอมาเจอ surpriseจริงๆอาจจะทำไม่ได้ดีด้วย

📚 ทีนี้ผมจะพูดในส่วนของ Pilates

ความ Controlจัด + preciseจ๋า หายใจช้าๆ ค่อยๆมาค่อยๆไป + predictableสุดๆ ของการเคลื่อนไหวในPilates แล้วบอกว่ากระตุ้น deep muscles เยอะตรงนี้ผมเห็นว่า #อาจจะเป็นปัญหา (โดยเฉพาะถ้ามองในมุมของ high-level function และ real-world transfer)

เพราะมันขาดความ surprise ที่ผมพูดไปทั้งหมดข้างบน จุดนี้คือสิ่งที่โคตรสำคัญ

ย้อนกลับมานิดนึงก่อน เผื่อให้ผมไม่ biasจนเกินไป

การทำงานของกล้ามเนื้อนั้น เมื่อมีการหดตัวย่อมมีการสร้างแรง นั้นเท่ากับว่ามันโดนฝึก อันนี้จริง ฉะนั้นแล้วการเคลื่อนไหวต่างๆของ Pilates ที่พยายามแยกกลุ่มกล้ามเนื้อช้าๆ #ให้เคลื่อนไหว นั้นทำให้กล้ามเนื้อพวกนี้ต้องทำงานอยู่แล้ว #มันทำงานจริง แต่ในระดับที่ไม่เยอะ อาจจะเป็นการทำงานแบบ low force but sustained (ซึ่งใกล้กับ endurance/stability demand มากกว่าการเพิ่ม force capacity)

📌 ปัญหาคือการทำงานระดับนี้ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนานัก(นอกจากbaselineจะต่ำจริงๆ) เพราะ

ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อชนิด type l หรือ type ll เองก็ตาม physiologicallyแล้ว การจะสร้างแรงได้ดีขึ้น คนเรามีปัจจัยอยู่ #สองส่วน คือ #ระบบประสาทที่ดีขึ้น จากการฝึกกล้ามเนื้อให้มันออกแรงเยอะๆ และ #หน้าตัดCSAที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บน กฏของ progressive overload

ถ้าหากการเคลื่อนไหวนั้นเป็นการใช้แค่ตัวเปล่า สปริง หรือยาง ที่เบา มันจัดเป็น Low threshold exercise นั้นก็แปลว่า ความหนักนั้นมีขีดจำกัดที่พอถึงจุดนึงก็จะไม่ได้จะทำให้เราแข็งแรงขึ้นเเล้ว

(p.s. ผมจะไม่พูดเรื่องสั่น=ใช้งานเยอะ ผมเขียนไปแล้วว่าไม่ใช่แบบนั้น)

Logical fallacy อีกอันนึงที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาคือ การเคลื่อนไหวช้าๆ แล้วบอกว่าให้ deep musclesทำงานเยอะ โดยปกตินั้นการเคลื่อนไหว ถ้า agonist muscleต้องออกแรงเยอะๆ นั้นแปลว่าเรายิ่งต้องการ stabilityของลำตัวและระยางค์มากขึ้น แต่การพยายามisolateอาจจะcontrol + slow นี่ทำให้การเคลื่อนไหวนั้นช้า อาจจะลด agonist activationลงได้ (ผมเชื่อว่าลดถ้าเอา EMGมาแปะ) นั้นอาจจะยิ่งทำให้ stabilizersทำงานน้อยลงไปอีกด้วย (เพราะ demand ของระบบโดยรวมลดลง)

📌 อยากให้คิดแบบนี้ ถ้าใน Pilates เราเคลื่อนไหวช้า คุมการหายใจ predictable control ได้หมด มันจะเหลืออะไรให้กระตุ้นบ้าง CNS มันมองว่า ไม่มี threat / ไม่มี uncertaintyเลย กูชิวเลยงี้ anticipatory system งั้นก็ควรจะทำงานน้อยลงด้วยซ้ำ ไม่ใช่มากขึ้นแบบที่เราคิด ในโพสก่อนหน้านี้ผมใช้คำว่า movement precision มันชัดจนมันไม่ต้อง prepare อะไรเยอะเลย

ถามว่าแล้วสรุป deep stabilizersมันจะแข็งแรงขึ้นไหมจากการฝึก ???

ผมคงตอบว่า #ได้ใช้งานก็คงดีกว่าไม่ได้ใช้ แต่คงไม่ได้แข็งแรงขึ้นมากๆแบบที่เราคิด และ Pilatesเองก้ไม่ได้เทรน deep stabilizerได้ดีที่สุดแบบที่ตัวเองเคลม (โดยเฉพาะถ้าเป้าหมายคือ performance หรือ dynamic stability ระดับสูง)

📚 จุดที่ Pilates อาจจะถูก ก็ต้องแฟร์กับเขานะ คือมันไม่ได้ผิดทั้งหมด Pilates อาจช่วยในกรณีคนที่มีปัญหา neuro เช่น คนที่ motor control แย่มาก หรือมีpathoบางอย่าง หรือ คนที่in rehab phase เพราะมัน ลด complexity เพิ่ม awareness เหมือน reset ระบบใหม่ (เป็นการสร้าง baseline control ที่สำคัญ)

ถ้าเลยphaseนี้ไปแล้ว Functional movement ไม่ได้เกิดใน slow environmentจริงๆ ผมว่าทุกคนตระหนักได้ ผมเริ่มคิดว่า ต่อให้ฝึกPilatesมาดีแค่ไหน เคลมว่า core stability อะไรดีแค่ไหน ไปเจอ fast surpriseจริงๆก็อาจจะเอาไม่อยู่ ถ้าไม่มีมิติของ Strength มาอุ้ม (ผมชอบประโยคนึงของน้องผมคือ เอาstrengthยัดได้ทุกอย่างเสมอ ก่อนมันจะพัง) และไม่มี exposure ต่อ variability/perturbation มาก่อน

📌 ทีนี้ถามว่า งั้นผมจะทำยังไงถ้าผมอยากฝึก deep local muscle จริงๆให้ได้ผลที่สุด

ผมเริ่มด้วย Pilatesได้เลยไม่เสียหาย รักนะจุ๊บๆ ไม่ได้แย่ แต่ ผมต้องไปต่อ
มันต้องมี 1. โหลดเพียงพอ 2. real movement setting เพราะมันspecific

คำว่า #โหลด ในที่นี้หมายถึงกล้ามเนื้อต้อง function ตาม anatomical line of pullของมันได้ดีระดับนึง ออกแรงได้ดี ซึ่ง Pilates อาจจะให้ได้แค่ตอนเริ่ม และต่อจากนั้น ส่วนของprogressive overloadคุณอาจจะต้องหาจากใน weight training และ/หรือเพิ่มความยากในเชิง control เช่น asymmetry, instability, velocity

และ ในส่วนของReal movement setting ผมต้องกระตุ้น anticipatory control ให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งผมเขียนไปแล้วว่ามันจะไม่เกิดใน Pilatesที่ทุกอย่าง ชัดไปซะหมด ต้องมีมิติเรื่องของ instability / surprising demand for control ด้วยถึงจะครบ ซึ่งมัน depend กับmotor learningที่จะติดตัวผมไปตลอด ถ้า environment ไม่ได้อะ เช่น หัดมาแต่นอน เคลื่อนไหวช้าๆ predictableได้หมด ไม่มี external disturbance ผมก็คงไม่ได้ใช้ system ที่จะต้องใช้ anticipatory strategy มากมายอะไร (หรือใช้น้อยกว่าที่ควรสำหรับ real-world demand)

ทำอะไรดี ??? ก็กลับไปอ่านข้างบนว่าkeywordมีอะไรบ้าง หรือถ้าให้ง่ายสุด ไปเล่นกีฬาครับ นั้นแหละbest way to teach ร่างกายให้ใช้ anticipatory strategy

📌 ผมสรุปอีกที ผมว่าน่าจะครอบคลุม

ผมเริ่มสงสัยว่า Pilates เทรน deep stabilizerดีที่สุดจริงไหม ??

มันได้แค่ช่วงแรก เพราะ ณ จุดนึง progressive overloadก็อาจจะไม่พอแล้ว

และ ประเด็นหลักคือ Pilates ไม่ได้กระตุ้น anticipation มากพอ เพราะถ้า movement ช้า predictable ไม่มี perturbation/surpriseเลย demand ของการคาดการณ์ก็จะลดลง และทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้หัดทำงานจริงเต็มที่

แล้ว Pilates มัน เหมือนแค่เคลื่อนไหวทั่วไป เลยไหม? เห็นคนบอกให้ไปเดินขึ้นบันไดแทนอะไรแบบนี้ ตรงนี้ต้องแฟร์หน่อย ก็อาจจะไม่ถึงขนานนั้น เพราะ Pilates ยังมีสิ่งที่ต่างจาก everyday movement เช่น เพิ่ม attention เพิ่ม awareness กล้ามเนื้อได้ทำงานใต้ time under tension เพิ่ม co-contraction เกิด movement precisionมากขึ้น มันอาจไม่ได้ฝึก anticipation สูงสุด แต่กำลังฝึก low-load motor control + endurance ของ stabilizer ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นประโยชน์ไม่น้อยสำหรับคนทั่วไป ที่ชอบอยุ่ในท่าทางบางอย่างนานๆเช่นการนั่ง

เรามอง Pilates = entry point ได้ แต่ถ้าถ้าจะพัฒนา Deep local muscle function ให้สุด ก็ควรต้องมี overload จริง ควรมี movement ที่มีเซอร์ไพรส์บ้าง หรือการเคลื่อนไหวจริงๆไปเลย เพื่อให้ระบบประสาทได้ฝึกทั้ง anticipatory และ reactive control อย่างครบถ้วน

ผมอาจจะผิดก็ได้🙂 ลอง connect the dotกันดูนะครับ ผมยังยืนยันคำเดิมว่า ผมสนับสนุนการออกกำลังกาย แต่เราควร #พูดข้อดีข้อเสียของmodalityนั้นได้ และ ควร #รับได้ด้วย ผมไม่มีอคติได้ๆต่อการฝึก Pilates แต่เมื่อใช้เวลากับสิ่งนั้นมากๆ ผมเชื่อว่าเราจะเริ่มเห็นบางอย่างมากขึ้น ...ผมเชื่อว่าถ้าอ่านถึงนี้เราน่าจะเริ่ม คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ในสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ และกำลังส่งต่อความเชื่อ/ความรู้ต่างๆให้คนอื่น ว่ามันจริงไหม Narrative สำคัญสำหรับผมเสมอ หวังว่าจะได้ไอเดียกันไปบ้างครับ

กอล์ฟ

โพสตอน 0:47 สุดติ่งกระดิ่งแมว

ไม่ให้พักกันเลย
15/04/2026

ไม่ให้พักกันเลย

เวทเทรนนิ่ง VS พิลาทิสอะไรดีกว่า
คาร์ดิโอ VS เวทเทรนนิ่งดีกว่ากัน
วิ่ง Zone 2 หรือทำ HIIT ดีกว่ากัน

ถ้าคุณถามผู้ฝึกสอนออกกำลังกายแค่นี้ แล้วเขาตอบได้เลย 👉🏻 เปลี่ยนคนฝึกได้เลย

การจะบอกว่าการออกกำลังกายแบบไหน "ดีที่สุด" ไม่สามารถทำได้

เราจะต้องนำประเด็นสำคัญเหล่านี้มาพิจารณาร่วมด้วย

1. เป้าหมาย (Goal) 🎯

เป้าหมายจะบอกว่าเราควรพัฒนาตัวชี้วัดใด และนำไปสู่การออกแบบและเลือกรูปแบบการออกกำลังกาย เช่น

👉🏻 Longevity: เน้นเรื่อง VO2 Max (Cardio ทั้ง moderate-vigorous intensity) และ Muscle Mass (Strength) รวมถึงเรื่องของ Mobility และ Balance ที่ยิงจำเป็นเมื่อสูงวัย (สามารถฝึกพร้อม Strength ได้)

ดังนั้นดีสุดก็ เช่น การวิ่งทั้งไกลหน่อย และวิ่งแบบ Interval ร่วมกับการยกน้ำหนัก มีการระเบิดพลังบ้าง หรือกีฬาที่ทั้งเหนื่อยและต้องใช้แรงระเบิด

👉🏻 Hypertrophy: เน้น Mechanical Tension และ Metabolic Stress เพื่อเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ ตรงไปตรงมา เล่นเวทเทรนนิ่งนี่แหละ ขึ้น Machine แล้วใส่เลย

👉🏻 เน้นสุขภาพสมอง (Cognitive Function): ให้มีทั้ง Physical demands คือ Intensity เยอะ, มี Neuromotor demands คือมีควาบซับซ้อนเยอะ ถ้ามีทั้ง 2 อย่าง ที่ดีก็เช่น กีฬาตระกูลแร็คเก็ตอย่างเทนนิส (ตีแข่งนะ ไม่ใช่ตีโต้ชิลๆ)

👉🏻 เป้าหมายคือแค่อยากลุกจากเก้าอี้ได้: ดีสุดก็ฝึกลุกจากเก้าอี้ไง แล้วทำให้มันยากขึ้น เช่น ถือน้ำหนัก หรือทำท่าที่เหมือนการลุกจากเก้าอี้ เช่น สควอท

👉🏻 เป้าหมายคือสมรรถภาพด้านกีฬา ก็ต้องไปดูชนิดกีฬา ดูว่ากีฬาชนิดนั้นต้องการ Fitness Components ใด, Skill ใด แล้วถึงบอกได้ว่าควรฝึกอะไร

2. พื้นฐานร่างกาย (Baseline & Experience)

👉🏻 Training Age: ประสบการณ์การฝึก (มือใหม่, ระดับกลาง, แอดวานซ์)

👉🏻 Biometrics: สัดส่วนร่างกาย, มวลกล้ามเนื้อ, และระดับความฟิตปัจจุบัน

👉🏻 Movement Quality: พื้นฐานการเคลื่อนไหว (Squat, Hinge, Push, Pull, Lunge) ว่าทำได้ถูกต้องแค่ไหน

พวกนี้มีผลต่อการเลือกปริมาณ ความเข้มข้นการฝึก หรือแม้แต่รูปแบบ เช่น หากไม่เคยฝึกพื้นฐานเวทเทรนนิ่งเลย สควอทยังไม่เป็น จะไปฝึกกระโดด หรือโอลิมปิกลิฟต์ก็ลำบากหน่อย หรือจู่ๆ มือใหม่ ให้ยกน้ำหนักที 4-6 เซตก็เดี้ยงแน่นอน

3. ข้อจำกัดทางสุขภาพ (Clinical Considerations)

👉🏻โรคประจำตัว: เช่น ความดันโลหิตสูง (ต้องระวัง Valsalva Maneuver), เบาหวาน (การจัดการน้ำตาลก่อน/หลังซ้อม หรือเลี่ยงการฝึกบางประเภทในคนที่มีภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง), หรือโรคหัวใจอาจจะต้องมีการตรวจคัดกรองก่อน

👉🏻 การบาดเจ็บในอดีต (Previous Injuries): ส่วนที่เคยบาดเจ็บมีผลต่อการเลือกท่า (เช่น มีปัญหากระดูกสันหลังส่วนล่างอาจต้องเปลี่ยนจาก Barbell Back Squat เป็น Goblet Squat หรือ Leg Press)

4. ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Factors)

👉🏻 มีเวลาแค่ไหน (Time Availability): มีเวลาซ้อมกี่วันต่อสัปดาห์? วันละกี่นาที? อาจมีผลต่อการวางตาราง เช่น เลือก Split โปรแกรม เช่น Full Body vs Split Routine หรือเวลาน้อยก็ควรเอียงไปฝึก HIIT ไม่ใช่ Long distance run)

ยิ่งเวลาน้อย ทำให้ปริมาณการฝึก (Volume) น้อย หากอยากได้ประโยชน์เท่าคนอื่นที่เวลามากกว่า ก็ต้องความเข้มข้น (Intensity)

👉🏻 ฟื้นตัวดีแค่ไหน (Recovery Capacity): การนอน สารอาหาร และความเครียดสะสม ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าร่างกายจะรับ Load ได้มากแค่ไหน

👉🏻 ชอบแค่ไหน ทำได้ต่อเนื่องแค่ไหน (Adherence): เพราะการออกกำลังกายที่ควรจะเป็น "แบบที่เราทำได้ต่อเนื่อง" ต่อให้การออกกำลังกายมันดีโคตร ไม่ทำ ก็ไม่มีประโยชน์

📌 สรุปการออกกำลังกายแบบไหนดีที่สุด ขึ้นกับว่า

…ดีกับ (เป้าหมาย) อะไร
…ดีกับ ข้อจำกัด พื้นฐานคุณไหม
…ดี ต่อ ใจ ไหม
…ดี ต่อ ทรัพยากรเวลา และเงินคุณไหม

แต่ถ้าคำถามชัด เช่น การฝึกแบบไหนเพิ่มความแข็งแรง (Strength) ได้ดีที่สุด ก็ตอบไปเลย สควอท เดดลิฟต์หนักๆ เล่นเวทแมชชีนก็ได้หนักๆๆ จบ

Doctor Move

14/04/2026

ผมไม่ได้กดครับแค่จับเฉยๆ 🤣

ที่อยู่

Amphoe Hat Yai
90000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เทรนเนอร์หาดใหญ่ YODผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์