The power of massage by. หมอเต้

The power of massage by. หมอเต้ การนวด , สมุนไพร , สุขภาพที่ดี

16/05/2016
 #ความลับของ นวดกดจุดบำบัดโรคเส้นประธานทั้ง ๑๐ บนมรรคาแห่งโยคะในธรรมคีตา ของ ท่านมิลาเรปะแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง... ป...
13/05/2016

#ความลับของ นวดกดจุดบำบัดโรค
เส้นประธานทั้ง ๑๐ บนมรรคาแห่งโยคะ
ในธรรมคีตา ของ ท่านมิลาเรปะ
แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง... ปัญญาโดยสัญชาตญาณ กับ พินทุ(Bindu...ธิเบต เรียก ทิคเล) วงแห่งญาณ(มัณฑละแห่งธรรม) นาภีทั้ง ๒(ปิงคลา นาภี และ อิทา นาภี) รวมตัวเกิดช่องว่าง (นาทิ...Nadi)..คือ สุศุมญา นาทิ ทำให้จิตเดิมแท้(ภวังคจิต...)ถูกทำให้บริสุทธิ์ เป็นโพธิจิต(ภาวนามยปัญญา)พัฒนาขึ้นมาจาก "พินทุ( ธิเบต เรียก ทิคเล)"
สีขาว ในธรรมคีตานี้ คือ โยคะธาตุเย็น(จันทระกลา)
สีแดง คือ โยคะธาตุร้อน(สูรยะกลา)
เส้นประธานทั้ง ๑๐ เป็นเคล็ดฝึกโยคะของพระโยคาวจรชั้นสูงในพระพุทธศาสนา
จุดที่แสดงในภาพนี้ว่า..."จุด ลม ตรึง เอ็น" ที่เมื่อ ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าขาดประสิทธิภาพ ทำให้ ลมที่เหลืออีก ๕ กอง ได้แก่ อุทธัง. อัทโธ. กุจฉิ. โกฏฐา. อังคะมังคา. กระจายเข้าแทรก เกิดเป็น ลม "~ฆาต"
ผู้ฝึก กักลมอัสมิตา ระดับพื้นฐานชำนาญดีแล้ว
ก็ลองฝึก ตอน "กลั้น-กัก-อัด" ลมหายใจออกเข้าที่ตกค้างในปอด ไปสู่จุด ลมตรึงเอ็น ดังในภาพ โบราณกันดูครับ... มหัศจรรย์แห่งร่างกายตามธรรมชาติ ที่พระพุทธศาสนาได้ค้นพบ แล้วแยกบันทึกไว้ในวิชานวด โบราณ แพทย์โบราณดั้งเดิม ยิ่งใหญ่ขนาดไหน...
ในคัมภีร์นวดที่สอดคล้องวิชาจิตสรีระวิภาค ของ กรรมฐานฝ่ายพุทธดั้งเดิม ในการนวดบำบัด ทั้งหลาย...เมื่อเรียนรู้เรื่อง ธาตุลมภายในทั้ง ๖ กอง หรือที่เรียกว่า "ลมในกองธาตุ"
แต่...ไม่มีความรู้ในเรื่อง "นหารู"...เอ็นทั้ง ๙๐๐ ที่ กรรมฐานฝ่ายพุทธ ท่านกล่าวว่า...
"เอ็นใหญ่ ๖๐ เส้น ชื่อว่า สรีรธารกะ"...คือ เส้นเอ็นหลักที่ยึดโครงกระดูกให้เป็นรูปโครงร่างร่าง(มนุษย์)ไว้ แล้วมี... เอ็นชื่อ "กัณฑระ" สัณฐานเหมือนต้นคล้าอ่อนช่วยพัน เอ็นใหญ่ "สรีรธารกะฎ แล้วมีเอ็นเล็กละเอียดตามมาเหมือน "เถากระพังโหม" แล้วเอ็นเล็กย่อย เหมือน "สายพิณขนาดใหญ่"...ตามมาด้วย เหมือนด้ายหยาบ จน..."เส้นที่เหลือ ที่แล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ นั้นๆ มีสัณฐาน เหมือนเสื้อถักเป็นข่ายที่สวมไว้ในสรีระ....
เบื้องต่ำ.. กำหนดตั้งอยู่บนกระดูก ๓๐๐ ท่อน
เบื้องบน.. กำหนดตั้งจดเนื้อและหนัง "
การนวดนั้นๆ บังเอิญ....ทั้งหมด ครับ เพราะ...ลมในกองธาตุ อาศัยเอ็นน้อยใหญ่ ทั้ง ๙๐๐ นี้ เป็นที่แล่นไป เอ็นบางเส้นรัดรึงอาการ ๓๒ บางอาการไว้ด้วย(เป็นที่มาของลม "~ฆาต" )ทำให้มีอาการเสียดแทงตลอดจนก่อโรคในอวัยวะ(อาการ) นั้นๆ ด้วย ไล่เอ็นไม่ถูก ก็ขับลมที่อาศัยเอ็นไม่ออก กล้ามเนื้อที่สานอยู่ร่วมกับเอ็นก็บอบช้ำไป รู้ผิด แก้ไขสติปัญญาใหม่...ก็ยังรู้ถูกต้องทันกาล ก่อนสร้างกรรมหนัก กับวิชาโบราณ ที่ปราชญ์ท่านค้นพบและแสดงไว้ดีแล้ว
cr.อจ.ดำ..(นิด)

11/05/2016
10/05/2016
ท่ายืดกล้ามเนื้อใช้แก้อาการได้..........
01/05/2016

ท่ายืดกล้ามเนื้อใช้แก้อาการได้..........

เข่าเจ็บ เจ็บเข่าวันนี้จะขอพูดเรื่องเข่าเจ็บ ที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงเฉพาะนักวิ่ง แต่เกิดกับนักกีฬาได้ทุกประเภท ตั้งแต่ เทน...
24/04/2016

เข่าเจ็บ เจ็บเข่า
วันนี้จะขอพูดเรื่องเข่าเจ็บ ที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงเฉพาะนักวิ่ง แต่เกิดกับนักกีฬาได้ทุกประเภท ตั้งแต่ เทนนิส แบด สกี จักรยาน ปีนเขา นะคะ
เป็นการเจ็บเข่าที่เกิดจาก แรงกระแทก แรงบิด หรือการใช้งานนานเกินไป
สำหรับนักวิ่ง ส่วนใหญ่จะเกิดกับคนที่พึ่งเริ่มต้นวิ่งใหม่ๆ หรือเพิ่มจำนวนระยะทางเร็วเกินไป
การเจ็บเข่าที่พูดถึงนี้ กรณีอื่นๆ อาจจะเป็นการเจ็บจากการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ กระดูกสะบ้า (kneecap- Patella) ซึ่งเกิดขึ้นจาก การเคลื่อนตัวผิดที่ผิดทาง (tracking) ของกระดูกสะบ้า มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไปอีกเยอะ
การเจ็บปวดแบบนี้จะต่างจากความเจ็บปวดของ
ปัญหา IT band นะครับ เป็นความเหมือนที่แตกต่างครับ
ไม่ว่าจะเจ็บแบบใดก็ตาม ง่ายๆสั้นๆเลยคือ ปัญหาเข่าส่วนใหญ่ เกิดเพราะ สาเหตุใหญ่ๆ 2 ประการ คือ
1. ความไม่สมดุล (imbalance) ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลุ่ม hamstrings (ด้านหลังต้นขา) กับกลุ่ม quadriceps (ต้นขาด้านหน้า)
Strength training ส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่ หน้าขา หรือ quadriceps แต่จะละเลยกล้ามเนื้อด้านหลังขากลุ่ม hamstrings ทั้งๆที่กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ มีความสำคัญมาก ในการเคลื่อนไหว
Hamstring ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อ 3 มัดคือ
-biceps femoris ทำหน้าที่ในการยืดสะโพกและงอเข่า
-semitendinosus และ semimenbranosus กล้ามเนื้อที่ทั้ง 2 ชุดนี้ เชื่อมระหว่างสะโพกกับข้อเข่า ทำหน้าที่ในการยืดสะโพกและงอเข่าและยังช่วยทำหน้าที่ในการหุบเข่าเข้าหากัน
2. ความไม่สมดุล (imbalance) ระหว่างกล้ามเนื้อทั้ง 4 ที่รวมกันเรียกว่า quadriceps
กล้ามเนื้อชุด Quadriceps หรือ ชื่อเต็มคือ Quadriceps femoris เป็นภาษาลาติน แปลว่า กล้ามเนื้อสี่หัวของกระดูกต้นขา เห็นอยู่ชัดๆเลยว่าล้อมรอบริเวณหัวเข่าด้านหน้าอยู่นะครับ ดูรูปๆ
กล้ามเนื้อ 4 หัวที่รวมกันเป็น Quadricepsนี้ แต่ละชิ้นจะมีความสำคัญต่อ ข้อเข่าต่างกันนะครับ ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ประกอบด้วย
-Vastus medialis อยู่ด้านใน เป็นมัดที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดต่อสุขภาพของหัวเข่า หรือ ข้อเข่า
-Vastus intermedius อยู่ตรงกลาง ทำหน้าที่เหยียดปลายขาและงอต้นขา
-Vastus lateralis จะอยู่ด้านนอกสะโพก ทำหน้าที่เหยียดปลายขาและงอต้นขา
-Re**us femoris อยู่ตรงกลาง เป็นกล้ามเนื้อเดียวที่เกาะจากเข่าไปถึงสะโพก
การออกกำลังให้กล้ามเนื้อรอบหัวเข่าแข็งแรงขึ้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นสำหรับนักกีฬานะ
ครับ
จริงๆแล้วแม้กระทั่งในกลุ่มผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ถ้าได้ออกกำลังกล้ามเนื้อเหล่านี้ให้แข็งแรงไว้
( ถ้าสภาวะร่างกายสามารถทำได้) ก็เท่ากับเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบของข้อเข่า หรืออาการเจ็บเข่าด้วยครับ
แต่ถ้าบาดเจ็บอยู่ หาหมอให้แน่ๆก่อนนะครับ ว่าบาดเจ็บเพราะอะไร เราจะได้รู้ไว้และป้องกันได้ และทำท่าออกกำลังกายได้ถูกต้องครับ
ท่าออกกำลังกายต่อไปนี้ เป็น strength training ในส่วนที่เราสามารถทำที่บ้านได้ และปัญหาที่เป็นไม่ได้ซับซ้อนไปเกินกว่าการบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น
เป็นการป้องกัน มากกว่าแก้ไขนะครับ
มีอยู่หลายท่าที่บริหารกล้ามเนื้อส่วนชิ้นที่พูดถึงข้างบนครับ
1. Straight legged deadlift
ท่านี้เป็นท่าบริหาร hamstrings , glutes and หลังตอนล่าง (lumbar muscles)
เทคนิคคือพยายามให้หลังตรงอยู่เสมอ แม้ว่าจะเริ่มเหนื่อย เพราะว่าจะเป็นการใช้หลังดึงน้ำหนักมากกว่าใช้กล้ามเนื้อ hamstrings ครับ
2. Seated leg curl
ท่านี้จะต้องใช้ resistance band นะครับ สำหรับ hamstrings เป็นหลักเลย แต่จะเหมาะกับคนที่อายุเยอะหน่อย เพราะได้นั่ง เป็นท่าสำหรับคนที่ต้องการที่จะสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่หลังขา
ท่านี้ถ้าทำก่อน deadlift จะเท่ากับว่าเราทำการออกกล้ามเนื้อชิ้นนี้ให้ล้าแล้ว (pre-exhausted) จะทำให้เราไม่ต้องใช้น้ำหนักเวทในท่า deadlift มาก จะช่วยป้องกันกระดูกสันหลังได้ดีครับ
3. Squat
ท่านี้จะออกทั้งข้างหน้า และข้างหลัง คือ quadriceps, hamstrings, หลังล่าง (lumbar muscles) และน่อง
4. Seated Leg Extension
ท่านี้ใช้ resistance band นะครับ ส่วนตัวแล้วท่านร้ดีมากในการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าขา ( quadriceps) ได้ดีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบของน้ำหนักเวทที่อาจจะมากไปสำหรับกระดูกสันหลังของเรานะครับ แต่ละคนไม่เหมือนกันครับ แล้วแต่อายุด้วย. ท่านนี้นับว่าปลอดภัยครับ
ออกแล้วก็ต้องยืดนะครับ ท่าที่สำคัญที่ต้องทำ ก็มี
1.ยืดหน้าขา (quad stretch)
ทำได้ทั้งท่านั่งหรือยืน ตามที่ถนัดนะครับ ยือแช่ไว้ 15 วินาทีนะคะ ถ้าตึงมากหน่อยก็ 30 วินาที ประมาณนี้นะครับ
2. ยืดหลัง (spine stretch)
เนื่องจากท่าออกกำลังกายทั้งหน้าขา และหลังขาต้องใช้ กระดูกสันหลังช่วงล่างหมดเลย ดังนั้น เราควรจะยืดครับ ตึงธรรมดา ก็ยืด 15 วินาที ตึงมากก็จัดไปเลยค่ะ 30 วินาที
ท่ายืดจะมีทั้งท่ายืนก้มแตะพื้น โหนบาร์ หรือนั่งนะครับ ขออนุญาตไม่แนะนำการยืดแบบยืนก้มแตะพื้นสำหรับผู้สูงอายุ หรือมีปัญหาเรื่องความดันสูงนะครับ เพราะอาจจะทำให้หน้ามืดได้ครับ
มีรูปมาให้ดูเต็มเลย แต่ไปหาคลิบที่สอนเอาเองในYouTube นะครับ มีเยอะแยะไปหมด ใมฝห้ชื่อไปหมดแล้ว
เข่าดีมีชัยไปกว่าครึ่งนะคะ (อย่าถามว่าทำไม-ไม่รู้ครับ พูดไปงั้นแหละ)
Reference (อย่างแรง) The Strength Training Anatomy Workout, Frédéric Delavier.
----------------

Chada Bowra, Level 3 Personal Training (YMCA)
(QCF) Diploma in (Advanced) Level 3 Personal Training (Gym-Based Exercise) (YMCA)
ENU (QCF) Nutrition for Exercise (YMCA)

ตามด้วยท่าต่อเนื่อง ฤาษีดัดตน......
21/04/2016

ตามด้วยท่าต่อเนื่อง ฤาษีดัดตน......

ฤ ฤาษีดัดตนแก้อาการต่างๆ...
21/04/2016

ฤ ฤาษีดัดตนแก้อาการต่างๆ...

เผย 10 จุดเจ็บปวดตามร่างกาย มีที่มา อาการเจ็บปวดเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักสร้างความกังวลเพราะนอกจากจะไม่รู้ที่มาแล้ว เ...
10/04/2016

เผย 10 จุดเจ็บปวดตามร่างกาย มีที่มา

อาการเจ็บปวดเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักสร้างความกังวลเพราะนอกจากจะไม่รู้ที่มาแล้ว เรายังไม่อาจเห็นสภาพภายในได้ เรื่องนี้ นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีข้อมูลมาไขข้อข้องใจโดยเฉพาะอาการปวด 10 จุด ต่อไปนี้

'เจ็บต้นคอร้าวแขน' เจ็บนี้ต้องระวังเส้นประสาทต้นคออาจถูกกดหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ยกของหนักที่ผ่านมาได้ 'เจ็บแขนร้าวปลายมือ' ดูเรื่องเส้นประสาทให้ดีมีสิทธิ์เกิดจากพังผืดไปรัดเส้นประสาทหรือเกิดมาจากศูนย์รวมประสาทที่ต้นคอก็ยังได้

'ปวดศีรษะร้าวต้นคอ' อาจเป็นเพียงกล้ามเนื้อที่เกร็งตึงเวลามีความเครียดธรรมดา แต่ถ้ามีตาพร่าบวกคลื่นไส้อาเจียนด้วยก็ต้องจับตาอาการด้านสมอง

'ปวดหลังร้าวลงขา' น่าจะเกิดจากหมอนรองกระดูกกดเส้นประสาทเป็นหลัก โดยเฉพาะหลังส่วนบั้นเอวเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ การดูว่าปวดหลังถึงขั้นไหนให้ดูอาการร้าวลงขา

'เจ็บอกวิ่งไปแขนซ้าย' ร้ายเสียยิ่งกว่าอกหักเพราะมักเกี่ยวถึงโรคหัวใจขาดเลือด ให้สังเกตอาการปวดว่าเหมือนถูกบีบหรือถูกงูเหลือมตัวใหญ่รัดด้วยหรือไม่ 'ไอแล้วปวดร้าวลงก้นกบ' บางคนเวลาไอหรือเบ่งท้องแรงๆ แล้วมีอาการเจ็บร้าวไปหลังหรือก้นกบเบื้องล่างทุกครั้ง ต้องเฝ้าระวังโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น

'เจ็บท้องน้อยร้าวลงหน้าขา' ในสตรีต้องระวังเรื่องอุ้งเชิงกรานอักเสบ ส่วนในหนุ่มๆ ให้ระวังนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้ามีไข้ร่วมด้วยให้ช่วยระวังการติดเชื้อเป็นหลัก

'เจ็บท้องส่วนอื่นๆ แล้วร้าวทะลุหลัง' อาการเจ็บหน้าไปหลังเช่นนี้ถ้าเป็นที่ตับ คือ ด้านบนขวาให้นึกถึงถุงน้ำดีที่อาจไม่ดีสมชื่อ เพราะนี่เป็นสัญญาณนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ ส่วนถ้าเจ็บตรงกลางร่วมกับไข้สูงให้นึกถึงตับอ่อนอักเสบ (Acute pancreatitis) แบบเฉียบพลัน

'เจ็บบั้นเอวแถวสีข้างร้าวลงขา' ยิ่งถ้าเจ็บบั้นเอวด้านใดด้านหนึ่งแล้วร้าวด้วย ให้นึกถึงก้อนนิ่วในกรวยไตหรือท่อไต ในบางรายอาจมีท่อปัสสาวะอักเสบร่วมกับมีไข้ รู้สึกหนาวและปัสสาวะปนเลือดอีก หากเป็นเช่นนี้แนะให้ช่วยรีบไปตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์หรืออัลตร้าซาวน์

และสุดท้าย 'เจ็บตามผื่นแล้วร้าวลงเส้นประสาท' การที่มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสแล้วมีอาการแสบร้อนหรือเคยมีประวัติโรคเริม งูสวัด ให้ระวังอาการปวดร้าวไปตามปลายประสาท แม้ไม่มีผื่นแล้วก็อาจทิ้งอาการแสบร้อนไว้ได้ บางรายเจ็บแสบอยู่ตามแนวเส้นประสาทเป็นครั้งคราว

สัญญาณเจ็บร้าวทั้งสิบที่ว่ามาเป็นวิธีดูคร่าวๆ เท่านั้น แต่ก็ช่วยทำให้ได้ร่องรอยของโรคที่ซ่อนอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือ พบแพทย์แล้วตรวจหาความผิดปกติให้ทราบชัด
เจนชัวร์กว่า

 #ท้องผูก  #ทั้งร้ายแรง  #และเรื้อรัง  #หากไม่ดูแลอาจถึงขั้นเป็นมะเร็งลำไส้        คนส่วนใหญ่ เข้าใจว่า“ท้องผูก” หมายถึง...
02/03/2016

#ท้องผูก #ทั้งร้ายแรง #และเรื้อรัง #หากไม่ดูแลอาจถึงขั้นเป็นมะเร็งลำไส้
คนส่วนใหญ่ เข้าใจว่า“ท้องผูก” หมายถึง การถ่ายอุจจาระลำบาก ไม่ถ่ายทุกวัน และอุจจาระแข็ง แต่ความจริงแล้วนั่นเป็นแค่อาการส่วนนึง ในทางการแพทย์ “ท้องผูก” หมายถึง การถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 4 ครั้ง/สัปดาห์ และมีลักษณะถ่ายยาก เบ่ง รู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด อุจจาระเป็นก้อนแข็ง แบ่งเป็น “ท้องผูกแบบครั้งคราว” และ “ท้องผูกเรื้อรัง” โดยผู้ที่เข้าข่ายท้องผูกเรื้อรังคือผู้ที่มีอาการท้องผูกมานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป

ท้องผูกรบกวนความสงบสุขในชีวิตประจำวันเพียงใด คนที่ท้องผูกเสมอรู้ดี ถึงท้องผูกจะไม่ใช่โรค เป็นอาการผิดปกติอย่างหนึ่งของร่างกายเท่านั้น หากไม่จัดการแก้ไขเสียงตั้งแต่เริ่มเป็นปล่อยให้เรื้อรังอาจ #กลายเป็นโรคริดสีดวงทวาร #ลำไส้ใหญ่อักเสบ #ลำไส้ใหญ่เป็นแผล โชคร้ายนักอาจถึงกับเป็น #มะเร็งลำไส้ใหญ่

เช็คด่วนว่าคุณหรือคนที่คุณรักประกอบด้วยอาการ อย่างน้อย 2 ใน 6 อาการดังต่อไปนี้หรือไม่

1. ถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์

2. ถ่ายอุจจาระต้องใช้นิ้วช่วย

3. อุจจาระที่ออกมาเป็นก้อนแข็ง หรือเหนียวแข็ง หรือบางทีถ่ายเหลวสลับกับถ่ายแข็ง

4. รู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ แต่ถ่ายไม่ออก ถ่ายยาก ต้องออกแรงเบ่งมากกว่าปกติขณะขับถ่าย

5. รู้สึกถ่ายอุจจาระไม่สุด แม้ว่าเราจะมีการถ่ายทุกวันก็ตาม แต่ถ้ามีอาการถ่ายไม่สุด รวมถึงการถ่ายไม่ออกหรือออกนิดเดียวเป็นลูกกระสุนแข็งๆ ทั้งนี้เพราะมีอุจจาระเหนียวเป็นตะกรันคั่งค้างอยู่ตลอดความยาวของลำไส้ใหญ่

6. บางคนท้องผูกสลับท้องเสีย เช่น รู้สึกอยากถ่ายทันทีที่รับประทานอาหารอิ่มจะเป็นเช่นนี้ 4-5 วันซึ่งอาจถ่ายวันละ 2-3 ครั้ง แล้วเข้าสู่ภาวะท้องผูกไม่ถ่ายเป็นเวลาอีก 2-3 วัน แล้วรู้สึกปวดถ่ายทันทีที่รับประทานอาหารอิ่มอีกสลับไปมา
พอท้องผูกก็จะเกิดของเสียสะสมทำให้เกิดปัญหาภายในร่างกาย ......

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คืออะไร แก้ไขยังไงPosted on June 4, 2015 by          วันนี้เราจะพูดถึงโรคออฟฟิศซินโดร...
01/02/2016

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คืออะไร แก้ไขยังไง

Posted on June 4, 2015 by

วันนี้เราจะพูดถึงโรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) ซึ่งมักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงานโดยไม่รู้ตัว ด้วยอิริยาบถและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่เหมาะสม ทำผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ ได้แก่ หลัง ไหล่ บ่า แขน ข้อมือ เป็นอาทิ โดยเฉพาะการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำๆจากแป้นคีย์บอร์ดและการคลิกเมาส์ จึงเกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็นได้ง่าย รวมทั้งเกิดภาวะพังผืดหนา มีอาการชาบริเวณนิ้วและข้อมือ ที่สำคัญคือความเครียดเป็นตัวบ่มเพาะโรคนี้ให้รุนแรงมากขึ้น เช่น มีอาการปวดศีรษะ ปวดตา หน้ามืด เป็นต้น


โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome)
โรคออฟฟิศซินโดรม คือภาวะที่มักเกิดกับคนทำงานตามออฟฟิศ หรือแม้แต่คนที่ทำงานอยู่กับบ้านก็ตาม โดยเกิดจากการทำงานหรือใช้ชีวิต นั่ง เดิน เคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกลักษณะ ผิดท่าที่เหมาะที่ควร บ่อยครั้ง เป็นเวลานานๆ โดยอยู่ในท่าเดิมหลายชั่วโมง ซึ่งท่าทางลักษณะเหล่านี้จะทำให้มีอาการปวดเมื่อยล้าตรงกล้ามเนื้อ จะรู้สึกเกร็งเหมือนกล้ามเนื้อถูกดึงรั้ง ที่น่ากลัวคือนานวันเข้าจากอาการแค่ปวดกล้ามเนื้อ อาจกลายเป็นกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ปวดเจ็บตามอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแขนขา ข้อมือ ไหล่ หลัง ซึ่งปวดมากหรือปวดน้อยก็แล้วแต่การสะสมของโรค
ขณะที่บางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น สายตาพร่ามัว ตาแห้ง ระคายเคือง ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน หรือบางรายที่มีอาการรุนแรงมากๆ ก็อาจทำให้มีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือเกิดกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งส่วนใหญ่พอนานวันเข้า ก็มักจบด้วยการไปโรงหมอเพราะทนอาการเจ็บป่วยจากโรคออฟฟิศซินโดรมไม่ไหว


โรคออฟฟิศซินโดรม รักษาได้อย่างไร
หลายคนเมื่อไปพบหมอแล้ว มักจะมีการสอบถามอาการและทำการวินิจฉัยสาเหตุ ซึ่งโดยหลักๆก็แบ่งเป็น 2 แนวทางคือ รักษาที่สาเหตุ สามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด และอีกแนวทางคือการรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น การรับประทานยา การฉีดยา หรืออาจมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่อยากให้โรคออฟฟิศซินโดรมส่งผลรุนแรง จนต้องถึงมือหมอ คุณควรทำงานให้ถูกอิริยาบถ โดยเฉพาะเวลานั่งควรให้หลังชิดติดพนัก และอย่าให้หลังงอคอตกเป็นอันขาด นอกจากนี้ยังควรพักสายตาและปรับเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นๆบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและรู้สึกไม่เครียดจนเกินไป เช่น เดินไปดื่มน้ำทุกๆครึ่งชั่วโมง เป็นต้น


ท่าบริหาร บำบัดโรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome)
เพื่อเป็นการเอาใจคนทำงานออฟฟิศโดยเฉพาะ วันนี้เราได้นำ “6 ท่าสู้อาการปวด ออฟฟิศซินโดรม” มาให้ท่านผู้อ่านได้นำไปใช้กัน จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับอาการปวดที่รุนแรง และจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้รู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว
โดยข้อมูลจาก ASTV ผู้จัดการ นายชิษณุพงศ์ ยะอ้อน นักวิทยาศาสตร์กายภาพ ระบุว่า ท่าบริหารจัดโครงสร้างและยืดหยุ่นร่างกายอย่างถูกวิธี สามารถช่วยให้หนุ่มสาวออฟฟิศบรรเทาอาการปวดเฉพาะส่วนซึ่งเกิดจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้ ซึ่งท่าบริหารอย่างง่ายที่สามารถนำไปปฏิบัติตามที่ทำงานได้ง่ายและบ่อยครั้ง มีทั้งหมด 6 ท่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มสมรรถนะและความยืดหยุ่น รวมถึงผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น คอ ไหล่ สะบัก หลัง และขา

ท่าที่ 1 บริหารต้นคอ เริ่มต้นด้วยการไขว้แขนขวาไปด้านหลัง เอียงคอไปด้านซ้าย แล้วเอื้อมมือซ้ายข้ามศีรษะไปวางแนบด้านข้างของศีรษะด้านขวา แล้วทำเช่นเดียวกันนี้กับอีกข้างหนึ่ง
ท่าที่ 2 บริหารบ่าและไหล่ ยืนตัวตรง ประสานมือเหยียดแขนไปข้างหน้า ก้มศีรษะพร้อมกับยืดตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ค้างไว้แล้วนับ 1-10
ท่าที่ 3 บริหารสะบักและหน้าอก ยืนตัวตรง กางแขนทั้งสองข้างออกในลักษณะตั้งฉาก แล้วค่อยๆ ดึงแขนไปด้านหลัง
ท่าที่ 4 บริหารขาด้านหลังและหลังส่วนล่าง ยืนตัวตรง ชูแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะ แล้วค่อยๆ ก้มตัวลงเอามือทั้งสองข้างวางแนบพื้นหรือแตะปลายเท้า โดยไม่งอเข่า
ท่าที่ 5 บริหารขาด้านหลัง น่อง และหลังส่วนล่าง ทำต่อเนื่องจากท่าที่ 4 โดยยังอยู่ในท่าก้มตัว สอดมือทั้งสองไว้ด้านหลัง หัวเข่า แล้วค่อยๆ งอเข่าทั้งสองข้าง ค้างไว้แล้วนับ 1-10
ท่าที่ 6 บริหารหลังส่วนล่าง ยืนตัวตรง ยกแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะ ประสานมือเอาไว้ แล้วค่อยๆ เอนตัวไปด้านหลัง

27/01/2016

#สอบถามผู้รู้.ในทางการแพทย์มีการรักษาอา
การปวดขา.ใขมันต่างด้วยวิธีนีหรือไม่ แล้วมีผลข้างเคียงอย่างไร...? เพราะการดูดแต่
ละครั้งหลายหลอด
ถาม....Pisak Bunthow หรื่อ หมอท่านใดทราบ
ช่วยตอบที

ที่อยู่

99/9 ม. 9 ห้อง 1
Suphan Buri
72000

เบอร์โทรศัพท์

0871610290

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The power of massage by. หมอเต้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram