คลินิกเด็กหมอสิริกุล

คลินิกเด็กหมอสิริกุล โรคเด็กทั่วไป วัคซีน พัฒนาการเด็ก

04/02/2026

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ควรมาพบแพทย์เมื่อไหร่

คัดกรองทักษะการอ่านในช่วงวัย 4-6 ปีกันค่ะ ถ้าเด็กตอบได้น้อยอาจมีปัญหาการแยกเสียง ทักษะความพร้อมในการอ่านได้ค่ะ
26/01/2026

คัดกรองทักษะการอ่านในช่วงวัย 4-6 ปีกันค่ะ ถ้าเด็กตอบได้น้อยอาจมีปัญหาการแยกเสียง ทักษะความพร้อมในการอ่านได้ค่ะ

กำลังมองหาผจญภัยในป่าฮาลาบาลา? เพียงแค่อ่าน PDFs ออนไลน์ ทั้งหมด 68 จากผู้เขียน yongyutt.tha ชอบ ผจญภัยในป่าฮาลาบาลา? แบ...

23/01/2026

ขออภัยในความไม่สะดวกคลินิกปิด ศุกร์-อาทิตย์ 30 มค.-1 กพ.69
รับยา โทร 095-602-3663 ค่า

17/01/2026

10 ข้อที่พ่อแม่ควรเข้าใจและควรทำ หากลูกวัยเตาะแตะและวัยอนุบาลไม่สนใจรับประทานอาหาร โดยหมอเค…ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ ✨️

1. เด็กวัยเตาะแตะเป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ต้องการที่จะทำหรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ชอบให้บังคับ และยังเป็นวัยที่มีพลังในตัวเองมาก ชอบเคลื่อนไหว เดิน วิ่ง และปีนป่ายเกือบตลอดเวลา อีกทั้งอาจมีความอยากอาหารน้อยโดยเฉพาะเมื่อกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ จนทำให้ดูเหมือนว่าไม่ค่อยสนใจจะรับประทานอาหารเมื่อถึงเวลาอาหารแล้ว นอกจากนี้น้ำหนักในเด็กวัยเตาะแตะและวัยอนุบาลยังเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 2-2.5 กิโลกรัม ซึ่งหากเด็กไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารได้น้อย หรือไม่ค่อยมีความอยากอาหารทั้ง ๆ ที่ไม่มีโรคทางกายใด ๆ ก็อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกกังวลว่าลูกตัวเล็ก หรือดูผอมไปเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น

2. ความกังวลจากข้อ 1 ที่ว่าลูกอาจตัวเล็กไป หรือมีการเจริญเติบโตไม่สมวัย พ่อแม่สามารถเช็คได้จากกราฟการเจริญเติบโตของลูก โดยดูจากทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง และเส้นรอบศีรษะที่มักได้วัดตอนพาลูกไปฉีดวัคซีน และตรวจสุขภาพเป็นประจำว่ายังอยู่ตามเส้นกราฟการเจริญเติบโตเดิมหรือไม่ ซึ่งปกติแล้วเด็กหลังอายุ 2 ปี จะมีน้ำหนัก ส่วนสูง และเส้นรอบศีรษะอยู่เปอร์เซ็นไทล์เดิมของเส้นกราฟการเจริญเติบโต และมักจะเป็นไปตามกรรมพันธุ์ ดังนั้นหากรู้สึกว่าลูกผอมไป แต่หากพบว่าทั้งน้ำหนักและส่วนสูงยังอยู่เปอร์เซ็นไทล์เดิม หรือใกล้เคียงกับเปอร์เซ็นไทล์เดิมก็ไม่น่าต้องกังวลใจอะไรมากนัก

3. พ่อแม่ควรให้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อต่อวัน ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น โดยเว้นช่วงระหว่างมื้ออาหารประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไป และให้อาหารว่าง 1-2 มื้อต่อวัน ซึ่งควรให้เด็กรับประทานอาหารในแต่ละมื้อไม่เกิน 30 นาที หากครบเวลา หรือเด็กแสดงพฤติกรรมว่าไม่อยากรับประทานอาหารแล้ว เช่น เริ่มคาย บ้วน โยนทิ้ง หรือเล่นอาหาร พ่อแม่ควรเก็บอาหารมื้อนั้น โดยพยายามทำสีหน้าและอารมณ์เป็นปกติ และไม่ให้อาหารระหว่างมื้อ ยกเว้นน้ำเปล่า รวมถึงไม่ฝึกให้เด็กกินจุบจิบ เพื่อให้โอกาสเด็กรู้สึกหิว เด็กจะรับประทานอาหารได้มากขึ้นในมื้อถัดไป ทั้งนี้พ่อแม่จะสามารถให้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อได้ ก็ไม่ควรพาลูกให้นอนดึกจนตื่นสายมาก จะทำให้แต่ละมื้อของวันถัดไปติดกันมากเกินไป จนทำให้เด็กไม่รู้สึกหิวได้เช่นกัน

4. หลายครั้งที่พบว่าเด็กที่ไม่สนใจรับประทานอาหารเป็นเพราะเด็กไม่รู้จักความหิว และความอิ่ม ซึ่งยิ่งเด็กทานได้น้อย แล้วพ่อแม่ยิ่งป้อนนานขึ้น หรือให้บ่อยขึ้น หรือให้อาหาร ขนม นม หรือน้ำผลไม้ระหว่างมื้อจะทำให้เด็กไม่รู้จักหิว และทำให้ยิ่งรับประทานอาหารได้น้อยในมื้อถัดไป

5. เด็กที่รับประทานอาหารในแต่ละมื้อได้น้อย พ่อแม่ควรให้อาหารที่มีพลังงานสูงและมีสารอาหารหลากหลาย โดยอาจเพิ่มอาหารประเภทไขมัน เช่น ของทอด ไก่ทอด ข้าวผัด ไข่เจียว ข้าวมันไก่ เป็นต้น หรืออาจให้อาหารว่างเป็นนมที่มีพลังงานสูงขึ้น

6. ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และเด็กเป็นสิ่งสำคัญมากโดยเฉพาะระหว่างมื้ออาหาร ควรสร้างบรรยากาศที่ดีและผ่อนคลายขณะรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการบังคับเด็กให้ทานอาหารมากขึ้น หากเป็นไปได้ควรลดสิ่งเร้าระหว่างรับประทานอาหาร เช่น ไม่เปิดสื่อหน้าจอ หรืองดเล่นของเล่นไปด้วยระหว่างรับประทานอาหาร และฝึกให้นั่งรับประทานอาหารเป็นที่ ไม่เดินตามป้อน เพราะจะยิ่งเป็นการฝึกให้เด็กเคยชินกับการดูสื่อหน้าจอ หรือเล่นไปด้วย หรือเดินไปมาระหว่างรับประทานอาหาร

7. จากที่ระบุไว้ในข้อ 1 ที่เด็กวัยเตาะแตะเป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบให้บังคับ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรให้ทางเลือกแก่ลูกที่พ่อแม่ต้องการจะให้เป็น เช่น “หนูจะกินอาหารใส่จานรูปหมี หรือรูปสิงโต” “หนูจะกินไข่ก่อน หรือกินหมูก่อน” เป็นต้น อีกทั้งเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน สามารถจะหยิบอาหารเข้าปากได้ หากให้โอกาส และคอยเฝ้าระวังดูแลการสำลัก เมื่อเด็กอายุประมาณ 15-18 เดือน จะเริ่มหยิบช้อนตักอาหารเข้าปากได้ จึงควรให้เด็กฝึกรับประทานอาหารเอง ซึ่งพ่อแม่อาจใช้อีกช้อนหนึ่งช่วยป้อนบ้างสลับกัน จะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่ได้ถูกบังคับ และยังมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ นอกจากนี้หากเด็กตักอาหารแล้วทำหกเลอะเทอะบ้าง พ่อแม่ก็ควรเข้าใจและทำใจยอมรับให้ได้

8. พยายามชื่นชม ปรบมือ หรือให้สติกเกอร์ ซึ่งเป็นการให้แรงเสริมทางบวก หากเด็กรับประทานอาหารด้วยตนเอง หรือรับประทานอาหารมากขึ้น หรือลองรับประทานอาหารใหม่ ๆ ได้ จะยิ่งส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ต้องการมากขึ้น

9. หากเด็กรับประทานอาหารไม่หลากหลาย พ่อแม่ควรให้เด็กลองชิมอาหารชนิดใหม่บ่อย ๆ ซึ่งอาจต้องทดลองมากถึง 8-15 ครั้ง ในสถานการณ์ต่าง ๆ หากเด็กแค่นำอาหารชนิดใหม่มาแตะที่ปาก หรือลองเคี้ยวแล้วบ้วนทิ้ง พ่อแม่ก็ควรให้แรงเสริมทางบวกตามข้อ 8 เพื่อให้เด็กมีแรงจูงใจที่อยากจะลองอาหารใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น

10. ในเด็กโต อาจลองให้เด็กมีส่วนร่วมและช่วยในการเตรียมอาหารเท่าที่พอจะทำได้ จะยิ่งทำให้เพิ่มโอกาสในการรับประทานอาหารที่เตรียมเองมากขึ้น

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

01/01/2026

วันหยุดปีใหม่ 1-4 มค 69
คลินิกเปิด 11-14 น. นะคะ
ขอบคุณค่า

ความรู้เรื่ิองยาสมาธิค่า
24/10/2025

ความรู้เรื่ิองยาสมาธิค่า

10 ข้อที่พ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับยารักษาโรคสมาธิสั้นในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2568) โดยหมอเค…ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ

1. ยาหลักในการรักษาโรคสมาธิสั้นในประเทศไทย คือ ยา methylphenidate ออกฤทธิ์ในการกระตุ้นให้มีสมาธิ โดยการเพิ่มสารโดปามีนและนอร์อิพิเนฟรินบริเวณจุดประสานประสาท (synapse) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่ช่วยให้มีสมาธิจดจ่อ ลดความวอกแวก ซน อยู่ไม่นิ่ง และความหุนหันพลันแล่น ส่งผลให้มีผลการเรียน และปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและผู้อื่นดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ การทำร้ายตนเอง การทำผิดกฎหมาย และการติดสารเสพติด ซึ่งยานี้รับรองให้ใช้ในเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป

2. methylphenidate เป็นยาเม็ดที่มีการออกฤทธิ์ตั้งแต่ออกฤทธิ์สั้น (3-4 ชั่วโมง; เช่น ยา Ritalin, Rubifen 10 มก.) ปานกลาง (8 ชั่วโมง; ยา Ritalin LA 20 มก.) และออกฤทธิ์ยาว (10-12 ชั่วโมง; Concerta 18, 27, 36, 54 มก. และยา methylphenidate sandoz 18, 36 มก.) ซึ่งการที่จะเลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์แบบไหนขึ้นกับระยะเวลาที่ต้องการให้ยาออกฤทธิ์เพื่อให้เด็กสามารถทำหน้าที่ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งการเรียน และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมและเต็มศักยภาพของเด็ก โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด และจำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจร่วมกันระหว่างหมอที่ดูแลรักษา ผู้ปกครอง และเด็กโตหรือวัยรุ่นด้วย

3. ปกติยาออกฤทธิ์สั้นมักเริ่มให้กินครั้งละครึ่งเม็ดเช้าและกลางวัน โดยสามารถกินหลังหรือก่อนอาหารได้ หรือเด็กบางคนจำเป็นต้องกินยามื้อเย็น (ไม่ควรเกิน 16-17 น.) เพื่อช่วยควบคุมพฤติกรรมในช่วงเย็นร่วมด้วย หากเด็กยังกลืนยาไม่ได้ ยาออกฤทธิ์สั้นสามารถเคี้ยวได้ ยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังกินยาไปประมาณครึ่งชั่วโมง เด็กบางคนอาจมีอาการหงุดหงิด โกรธ ซน และหุนหันพลันแล่นมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ยาใกล้จะหมดฤทธิ์ได้

4. ยาที่ออกฤทธิ์ปานกลางและยาวจะเหมาะสำหรับเคสที่ต้องการกินยาวันละครั้ง เด็กที่ลืม หรือไม่อยากกินยามื้อกลางวัน หรือไม่สามารถรับผิดชอบกินยาด้วยตนเองเมื่ออยู่โรงเรียน หรือคุณครูไม่สามารถกำกับดูแลให้เด็กกินยาได้ ยาที่ออกฤทธิ์ทั้ง 2 อย่างนี้จะมีราคาแพงกว่ายาที่ออกฤทธิ์สั้น และอาจมีผลข้างเคียงที่นานกว่าตามระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ยาออกฤทธิ์ปานกลางสามารถกลืนได้ทั้งเม็ด หรือเด็กที่กลืนยาทั้งเม็ดไม่ได้ก็สามารถถอดแคปซูลและโปรยเม็ดยาเล็ก ๆ โดยผสมกินพร้อมกับโยเกิร์ตหรืออาหารได้ ในขณะที่ยาออกฤทธิ์ยาวจำเป็นต้องกลืนทั้งเม็ด ไม่สามารถแบ่งหรือตัดยาได้

5. การปรับขนาดยาจำเป็นต้องพิจารณาจากการทำหน้าที่ของเด็กในชีวิตประจำวันทั้งที่บ้านและโรงเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กสามารถทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตนเองได้อย่างเต็มที่ และมีผลข้างเคียงจากยาให้น้อยที่สุด

6. ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ที่พบบ่อย ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น นอนหลับยากขึ้นในเวลากลางคืน โดยเฉพาะที่กินยาออกฤทธิ์สั้นมื้อเย็นเกินไป หรือกินยาออกฤทธิ์ยาวมื้อเช้าล่าช้า ผลข้างเคียงอื่นที่พบได้ เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง แกะเล็บ หรือผิวหนังข้างเล็บ หงุดหงิดง่ายโดยเฉพาะหากให้ยาในเด็กอายุน้อย หรือเด็กที่เป็นโรคออทิซึม หรือมีพัฒนาการล่าช้า หรือสติปัญญาบกพร่องร่วมด้วย

7. สามารถให้ยา methylphenidate ในเด็กวัยอนุบาลที่มีอายุ 4-6 ปี ที่เป็นโรคสมาธิสั้นได้ หากพ่อแม่และผู้ปกครองพยายามปรับพฤติกรรมสำหรับเด็กโรคสมาธิสั้นอย่างเต็มที่แล้ว และยังคงมีอาการมากจนรบกวนการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันของเด็ก หรือประสบอุบัติเหตุ หรือมีปัญหาด้านความปลอดภัยจากความซนและความหุนหันพลันแล่น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของยามักได้ผลต่ำกว่าในเด็กโต และพบผลข้างเคียงโดยเฉพาะอาการหงุดหงิดจากยานี้ในเด็กวัยอนุบาลมากกว่าเด็กโต

8. ในทางคลินิกไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนว่าเด็กจะตอบสนองต่อยา methylphenidate ที่ออกฤทธิ์แบบไหนได้ดีกว่ากัน บางคนตอบสนองต่อยาออกฤทธิ์สั้นได้ดีกว่าออกฤทธิ์ยาว หรือบางคนตอบสนองได้ดีพอ ๆ กัน หรือบางคนตอบสนองต่อยาออกฤทธิ์ยาวได้ดีกว่า มักจะเข้าได้กับสำนวนที่ว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” นอกจากนี้ไม่จำเป็นที่เด็กที่เคยกินยา methylphenidate ตัวใดตัวหนึ่งแล้วได้ผลไม่ดี หรือมีผลข้างเคียงมากจะตอบสนองต่อยาตัวอื่นไม่ดีเช่นเดียวกัน

9. การกินยาควรกินสม่ำเสมอทุกวัน ไม่ควรกิน ๆ หยุด ๆ จะทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเด็กที่มีอาการเบื่ออาหาร และน้ำหนักลดจนผู้ปกครองกังวล อาจพิจารณาทบทวนถึงความจำเป็นที่ต้องให้ยาและผลข้างเคียงของยาอีกครั้ง แล้วอาจตัดสินใจงดกินยาวันหยุด เพื่อให้เด็กกินอาหารได้มากขึ้น ทั้งนี้หากพ่อแม่มีประเด็นที่กังวลหรือคำถามอื่น ๆ เกี่ยวกับการกินยา ควรปรึกษาหมอที่ดูแลรักษาเพื่อวางแผนให้การดูรักษาเด็กอย่างเหมาะสมต่อไป

10. การรักษาโรคสมาธิสั้นเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องรักษาควบคู่กันระหว่างการกินยาและการปรับพฤติกรรม ยาอย่างเดียวไม่ช่วยให้เด็กดีขึ้น เพราะคุณลักษณะที่ดีของเด็กหลายอย่าง เช่น ความรับผิดชอบ ความอดทนพยายาม การวางแผน การควบคุมตนเอง และการบริหารจัดการจำเป็นต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาให้เป็นทักษะที่พึงประสงค์ในเด็กต่อไป

สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับ 9 ข้อที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นได้ทางลิงก์นี้ครับ
https://www.facebook.com/share/p/17VzGYMC1j/?mibextid=wwXIfr

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

13/10/2025

วันนี้ 13 ตุลาคม วันหยุดนักขัตฤกษ์
เปิด 11-15.00 น. ค่า
สำรองคิว 095-602-3663

10/09/2025
10/09/2025

ขออภัยในความไม่สะดวกคลินิกปิด 10-11 กย 68 ค่า
เปิด ศุกร์ที่ 12 กย. 12-13 น และ 16.30-20.00 น.ค่า
รับยาโทร 095-602-3663 ค่ะ

27/08/2025

#โรคสมาธิสั้น

20/08/2025

ขออภัยในความไม่สะดวก คลินิกปิด 20-21 สค.
เปิด ศุกร์ 22 สค. 12-13 น.และ 16.30-20.00 น. ค่า

รับยา โทร 095-602-3663 ค่า

11/08/2025

วันที่ 11-12 สิงหาคม 68
คลินิกเปิด 11-15 น. ค่า

ที่อยู่

แยกวีอาร์กู้ภัย โซนคลินิก 465 หมู่ 13 ต. นอกเมือง
Surin
32000

เบอร์โทรศัพท์

0956023663

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกเด็กหมอสิริกุลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์