Ez2fit Page สุข-ศึกษา (ดูแลสุขภาพอย่างไรให้มีความสุข)

การยืดเหยียดมันเหมือนลูกเมียน้อย 😆สังเกตุว่าเวลาเขียนเรื่องยืดกันจะไม่ได้บอกว่าต้องทำนะ เพราะถ้าจัดลำดับความสำคัญก็คงต้อ...
04/05/2026

การยืดเหยียดมันเหมือนลูกเมียน้อย 😆
สังเกตุว่าเวลาเขียนเรื่องยืดกันจะไม่ได้บอกว่าต้องทำนะ เพราะถ้าจัดลำดับความสำคัญก็คงต้องให้ลูกเมียหลวงอย่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและหัวใจก่อน
แต่สำหรับบางคน บางเงื่อนไข การยืดมันก็สามารถช่วยให้คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้จริงๆ

การพัฒนา Flexibility ไม่ได้มีแต่การยืดแบบ Passive(เราไม่ต้องออกแรงเอง ใช้แรงภายนอกมาช่วยยืด) หรือ Static (ยืดค้างไว้ ข้อ...
01/05/2026

การพัฒนา Flexibility ไม่ได้มีแต่การยืดแบบ Passive(เราไม่ต้องออกแรงเอง ใช้แรงภายนอกมาช่วยยืด) หรือ Static (ยืดค้างไว้ ข้อต่อไม่ขยับ) เหมือนที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Mobility บางคนนิยามไว้

เพราะต่อให้ยืดค้างไว้ เราก็มีการ Active กล้ามเนื้อและระบบประสาทได้ ซึ่งจะพบเห็นได้ทั้งในการยืดแบบ PNF หรือการฝึก Isometric ในจังหวะกล้ามเนื้อถูกยืด หรือแม้กระทั่งการฝึกโยคะทั่วไปที่มักจะมีการเกร็งกล้ามเนื้อฝั่งตรงข้ามร่วมด้วย

หรือ การยืดเอง ก็มี Dynamic Stretching ที่แพร่หลายอยู่แล้ว ซึ่งสามารถใช้แรงต้านฝึกแบบ full ROM ขณะยกเวท Bench press , Squat ,Deadlift ก็ได้ แถมยังฝึกแบบรวดเร็วแบบ Plyometric หรือ Ballistic ได้อีก

ที่สำคัญการยืดค้างแบบ Passive ไว้ ก็ไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อเราย้วยจนข้อต่อเราหลวมเหมือนที่ถูกขู่ไว้แต่อย่างไร โดยการเลือกประเภท โปรแกรมการยืดให้เหมาะสม ก็จะทำให้เราสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งถ้าใครอยากอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการยืดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
- ทำไมความหมายของ Mobility ถึงถูกบิดเบือน
- การยืดค้างไว้หนักๆนานๆจะทำให้กล้ามเนื้อย้วย
- การยืดไม่ช่วยให้พัฒนา Posture ได้จริงหรือ?
ก็อ่านกันได้ที่ลิงค์ในคอมเมนท์นะครับ

ส่วนใครอยากมาทดลองปฏิบัติ อยากรู้ว่าการยืดเหยียดให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ มันควรเป็นอย่างไร ?
- ทำไมผมถึงบอกว่ารายละเอียดมันเยอะมาก ถ้าไม่เข้าใจก็จะทำให้ไม่ได้ผลเลยทีเดียว เช่น ยืดอกแล้วเจ็บไหล่ ยืดท้องแล้วปวดหลัง แล้วจะแก้ไขอย่างไร
- การยืดแบบ compound หรือยืดทีเดียวหลายๆมัดกล้ามเนื้อทำอย่างไร ช่วยประหยัดเวลาได้มากแค่ไหน
- การออกแบบโปรแกรมควรเป็นอย่างไร
ฯลฯ

ผมกับ ดร.กอล์ฟ จากเพจ clinicz ได้จัด workshop ในหัวข้อ Stretching 101 กัน โดยผมจะเน้นในเรื่องการปฏิบัติ ส่วน ดร.กอล์ฟจะมาอธิบายสรีรวิทยาเชิงลึกเกี่ยวกับการยืดให้เข้าใจง่ายๆกัน รายละเอียดในคอมเมนท์นะครับ

โค้ชเป้ง

Mobility เป็น Buzzword มั้ย ?เป็นคำถามที่ผมเคยโพสต์ไว้ซึ่ง Buzzword คือ คำหรือสำนวนที่ได้รับความนิยม โดยปกติมักเริ่มพบใน...
01/05/2026

Mobility เป็น Buzzword มั้ย ?
เป็นคำถามที่ผมเคยโพสต์ไว้

ซึ่ง Buzzword คือ คำหรือสำนวนที่ได้รับความนิยม โดยปกติมักเริ่มพบในหัวข้อหรือกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม ดังนั้นจึงอาจจะทำให้คนนอกไม่เข้าใจ ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง แต่ทุกคนรอบๆเริ่มพูดคำนี้กันเต็มไปหมด เหมือนได้ยินเสียงผึ้งบินหึ่งๆอยู่รอบหู โดยในระยะหลังคำนี้ กลายเป็นคำที่มักถูกใช้ในกรณีที่ คำยากๆเหล่านั้นถูกนำมาเน้นการใช้จนเฝือ พูดแล้วให้มันดูเท่ๆไปงั้นแหละ อาจจะไม่ได้ตรงกับบริบทหรือเรื่องที่พูด หรือ ใช้จนความหมายดั้งเดิมอาจเปลี่ยนไปเพราะตัวผู้พูดเองก็ไม่เข้าใจ เป็นต้น

📌ซึ่งสำหรับบทความนี้ผมขอพูดถึงคำนิยามของ Mobility ที่พบเห็นได้ตามโลกอินเตอร์เน็ท ก่อนจะลงลึกไปถึง ประวัติที่มาของคำและความหมายที่ควรเป็นในบทความต่อไปนะครับ

โดยถ้าเราดูจากรูปที่พบได้ทั่วไปในโลกอินเตอร์เน็ต มันก็จะมี ประเด็นร่วมที่น่าสนใจอยู่หลักๆคือ

Mobility นั้นจะเป็นการ Active กล้ามเนื้อ มีการเคลื่อนไหวเป็น Dynamic

ส่วน Flexibility นั้นจะเป็น Passive หรือมีแรงภายนอกมากระทำเช่น ให้คนอื่นช่วยยืดให้ และ Static อยู่กับที่ เป็นต้น

แต่ถ้าเราลองดูคำนิยามประเภทของการ Stretching เพื่อเพิ่ม Flexibility ก็จะพบว่า การยืดเหยียดมันก็มีทั้งแบบ Active Passive Static Dynamic มันถูกนิยามมาตั้งแต่ยุค 80 แล้ว (ดูรูปได้ในคอมเมนท์) และถ้าเราลองเอาท่าฝึก Mobility มาวิเคราะห์ก็น่าจะพบได้ว่า มันไม่ได้อยู่นอกเหนือการนิยามนี้

แถมการยืดเหยียดเพื่อพัฒนา Flexibility นั้นยังครอบคลุมและ มีประสิทธิภาพมากกว่า Mobility drills ที่เราเห็นกันในโลกออนไลน์ทุกวันนี้เนื่องจากการยืดเหยียด แบบเคลื่อนไหวสามารถพัฒนาใช้การเล่นเวทที่มีน้ำหนักมากไปถึงจุดที่ตึง จะสควอท เดดลิฟท์ เบนช์เพรสเป็น 100 กิโลกรัมก็ได้ (ต้องคอนโทรลเหมือนกัน) และยังสามารถทำแบบรวดเร็วเป็น Ballistic หรือ Plyometric ก็ยังได้ ต่อให้ฝึกแบบ Static ก็มีการ Active สูงๆก็ได้ด้วยการยืดแบบ PNF และการฝึก Isometric ในมุมที่ถูกยืดแบบออกแรงเต็มที่

ดังนั้นคำนิยาม Mobility ในโลกออนไลน์ที่เราเห็นกัน จึงเป็นการเอาไปเปรียบเทียบกับ การยืดแบบ Static Passive เท่านั้นเอง

ซึ่งถ้ายังไม่เห็นภาพ

ลองไปดูประเภทการหดตัวของกล้ามเนื้อเวลาฝึกความแข็งแรงกัน มันก็จะมี
-Concentric: กล้ามเนื้อหดตัวเข้า
-Isometric: กล้ามเนื้อเกร็งอยู่กับที่
-Eccentric: กล้ามเนื้อหดตัวแต่ถูกยืดออก

ซึ่งการจะตั้งชื่อใหม่ เช่น อาจจะไปบอกว่าการหดตัวแบบ Dynamic (Concentric และ Eccentric) คือ การหดตัวแบบ Mobilitor ก็น่าจะทำได้

แต่จะเอา Mobilitor ไปเปรียบเทียบกับ Types of muscle contraction แล้วเอา Isometric เป็นตัวแทนของประเภทการหดตัวของกล้ามเนื้อมันก็ไม่ควร

โดยถ้าอ่านมาถึงตรงนี้เราก็อาจจะมองว่าที่ในโลกออนไลน์นิยามกันมาหลายๆเจ้า Mobility เป็นแค่ Subset หรือส่วนหนึ่งของ Flexibilty เท่านั้น แต่ความจริงจะเป็นอย่างไร ต้องรอติดตามอ่านกันต่อในบทความต่อไป

- ประวัติเป็นมาของคำว่า Mobility เป็นอย่างไร?
- มีความเข้าใจผิดอะไรเกี่ยวกับ Mobility อีกบ้าง?
- ถ้าเราไปฝึก Mobility ที่ถูกนิยามมาไม่ถูกต้องเราพลาดอะไรไปบ้าง?
- แล้วนิยาม Mobility ที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร ทำไมผมถึงคิดว่ามันสำคัญ ?

ใครอยากอ่านหัวข้อไหนเมนท์กันมาได้ หรือระหว่างรอจะอ่านบทความดีๆเกี่ยวกับเรื่องการยืดเหยียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การยืดนานๆหนักๆทำให้ย้วยข้อต่อหลวมจริงหรือ? การยืดไม่สามารถพัฒนา Posture ได้จริงมั้ย? ฯ

ส่วนใครอยากมาทดลองปฏิบัติ อยากรู้ว่าการยืดเหยียดให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ มันควรเป็นอย่างไร ทำไมผมถึงบอกว่ารายละเอียดมันเยอะมาก ถ้าไม่เข้าใจก็จะทำให้ไม่ได้ผลเลยทีเดียว(เช่น ยืดอกแล้วเจ็บไหล่ ยืดท้องแล้วปวดหลัง) การยืดแบบ compound หรือยืดทีเดียวหลายๆมัดกล้ามเนื้อทำอย่างไร ช่วยประหยัดเวลาได้มากแค่ไหน การออกแบบโปรแกรมควรเป็นอย่างไร ผมกับ ดร.กอล์ฟ จากเพจ Muscle Clinicz ได้จัด workshop ในหัวข้อ Stretching 101 กันโดย ดร.กอล์ฟจะมาอธิบายสรีรวิทยาเชิงลึกเกี่ยวกับการยืดให้เข้าใจง่ายๆกัน รายละเอียดในคอมเมนท์นะครับ

โค้ชเป้ง

Mobility เป็น Buzzword มั้ย ?เป็นคำถามที่ผมเคยโพสต์ไว้ ซึ่ง Buzzword คือ คำหรือสำนวนที่ได้รับความนิยม โดยปกติมักเริ่มพบใ...
30/04/2026

Mobility เป็น Buzzword มั้ย ?
เป็นคำถามที่ผมเคยโพสต์ไว้

ซึ่ง Buzzword คือ คำหรือสำนวนที่ได้รับความนิยม โดยปกติมักเริ่มพบในหัวข้อหรือกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม ดังนั้นจึงอาจจะทำให้คนนอกไม่เข้าใจ ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง แต่ทุกคนรอบๆเริ่มพูดคำนี้กันเต็มไปหมด เหมือนได้ยินเสียงผึ้งบินหึ่งๆอยู่รอบหู โดยในระยะหลังคำนี้ กลายเป็นคำที่มักถูกใช้ในกรณีที่ คำยากๆเหล่านั้นถูกนำมาเน้นการใช้จนเฝือ พูดแล้วให้มันดูเท่ๆไปงั้นแหละ อาจจะไม่ได้ตรงกับบริบทหรือเรื่องที่พูด หรือ ใช้จนความหมายดั้งเดิมอาจเปลี่ยนไปเพราะตัวผู้พูดเองก็ไม่เข้าใจ เป็นต้น

ซึ่งสำหรับบทความนี้ผมขอพูดถึงคำนิยามของ Mobility ที่พบเห็นได้ตามโลกอินเตอร์เน็ท ก่อนจะลงลึกไปถึง ประวัติที่มาของคำและความหมายที่ควรเป็นในบทความต่อไปนะครับ

ส่วนรายละเอียดตอนนี้ ติดตามอ่านได้ในแคปชั่นใต้รูปเลยครับ

ประกาศนะค้าบ 📣✨มีสอนคลาสยืดกับ ดร.กอล์ฟ Muscle Clinicz คอร์สนี้เก็บคะแนน ACE-CEC ได้ด้วยนะค้าบ 🎓------------------------...
27/04/2026

ประกาศนะค้าบ 📣✨
มีสอนคลาสยืดกับ ดร.กอล์ฟ Muscle Clinicz

คอร์สนี้เก็บคะแนน ACE-CEC ได้ด้วยนะค้าบ 🎓
----------------------------------------
📚 คลาส STRETCHING 101: Physiology & Practice
🗓 เรียนวันที่ 7 มิ.ย.

***ตอบคำถาม เหมาะกับใคร >> เรียนได้ทุกคนเลยนะครับผม เทรนเนอร์ คนทั่วไปที่อยากยืดหรือแค่สนใจเรื่องยืด เอาไปใช้จริงกับตัวเองได้ครับผม

ดร.กอล์ฟ จะสอนเกี่ยวกับ 👇
🧠 พื้นฐานสรีรวิทยาของกล้ามเนื้อและกระดูกที่มีผลต่อการยืด
📊 3 ปัจจัยที่กำหนด flexibility ของคนเรา
⚖️ อะไรปรับแล้วดี / อะไรปรับแล้วไม่น่าจะดี
🤸‍♂️ การยืดแบบต่างๆ เช่น dynamic / static / PNF
🔥 Guideline การ warm-up และการนำไปใช้
📑 งานวิจัยอัปเดต 30+ เรื่อง ที่อาจทำให้มุมมองต่อการยืดเปลี่ยนไป

ฝั่งผมโค้ชเป้ง Ez2fit 👇
🧩 การจัดระเบียบร่างกาย
🚫 ยืดยังไงไม่ให้ “ติด”
🔗 Compound stretching
🎯 ท่าไม่ต้องเยอะ แต่โดนครบ

คลาสผ่านการประเมินจาก ACE ได้ Certificate + ACE-approved CEC 0.3sนะครับผม
----------------------------------------
ค่าลงทะเบียน 4,900 บาท
ส่วนลด 10% (ก่อน 30 พ.ค. 2569) เหลือ 4410 บาท
สนใจกรอกรายละเอียดในลิงก์นะค้าบ 🔗
----------------------------------------

เรียนกันที่ up fitness ซอยรางน้ำ
เวลา 10.30 -16.30 น.

ถ้าใครลองทำตามก็อาจจะเจอ ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย ตะคริวกินท้อง คลื่นไส้อาเจียรได้ ถ้ากินคาร์บ 115 กรัมต่อชั่วโมง(460 แค...
27/04/2026

ถ้าใครลองทำตามก็อาจจะเจอ ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย ตะคริวกินท้อง คลื่นไส้อาเจียรได้ ถ้ากินคาร์บ 115 กรัมต่อชั่วโมง(460 แคลอรี่หรือเทียบประมาณข้าว 5.75 ทัพพี) แบบ Sabastian Sawe ชายคนแรกที่ทำลายกำแพงวิ่งมาราธอนภายใน 2 ชั่วโมงได้ ในการแข่งอย่างเป็นทางการ

เนื่องจากถ้าเราได้รับคาร์โบไฮเดรตเข้มข้น เมื่อเจอน้ำย่อยในขณะที่ท้องว่าเลือดไปเลี้ยงระบบดูดซึมอาหารน้อยลงเพราะเรากำลังออกกำลังกาย ก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาดังที่กล่าวมา แต่ถ้าเจือจางมากเกินไปเราก็กลายเป็นได้รับน้ำมากเกิน

นักวิทยาศาสตร์จึทำการหาส่วนผสมที่จะแก้ปัญหานี้ขึ้นมาให้ได้ โดยใส่สารที่จำเป็นอย่าง maltodextrin, fructose, pectin, sodium alginate, และ sodium chloride ลงไปในผลิตภัณฑ์ Maurten โดยพระเอกของผลิตภัณฑ์มาจากสองส่วนคือ alginate (เป็นเจลธรรมชาติ ที่เป็นคาร์บเชิงซ้อนที่ได้จากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล) และ pectin (เป็นสารที่ใช้ในกระบวนการที่ทำให้เกิดเจล พบได้ในผนังเซลล์ของพืช โดย เลือกมาจาก เบอร์รี่ แอปเปิ้ล และผลไม้อื่นๆ) โดยผลิตภัณฑ์ Maurten นี้ในตอนแรกจะเป็นของเหลวแต่ทันทีที่โดนกรดในกระเพาะอาหารจะกลายเป็นเจล ซึ่งเจลจะช่วยทำให้ผ่านกระเพาะไปลำไส้เล็กอย่างรวดเร็ว ทำให้ลดปัญหาอาการไม่พึงประสงค์ได้ (และการที่เป็นเจลทำให้ค่า GI ต่ำลง หรือการดูดซึมทำได้ช้าลงทำให้เราได้รับพลังงานเสถียรขึ้น ไม่เหวี่ยงขึ้นลงมากเกินไป) *ไม่แน่ใจว่าตอนนี้มีสูตรใหม่อะไรเพิ่มเติมรึยัง

เมื่อเทียบกับคนทั่วไป ระหว่างออกกำลังกาย ถ้าระยะเวลาประมาณ 1-2.5 ชั่วโมงเติมคาร์บประมาณแค่ 30-60 กรัมต่อชั่วโมงก็พอ แต่ถ้าต้องออกกำลังกายเกิน 2.5 ชั่วโมงค่อยให้เติมได้ประมาณ 90 กรัม

ซึ่งตอนตอนคิปโชเก้ วิ่งในโปรเจค 1.59 มีข้อมูลว่าเค้าวางแผนจะเติมคาร์บอยู่ที่ 60-100 กรัมต่อชั่วโมง (ทั้งๆที่วิ่งแค่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง)

แต่ตอนนี้มีข้อมูลเผยออกมาว่าแผนของ Sawe นั้นกินคาร์บสูงถึง 115 กรัมต่อชั่วโมงเลยทีเดียว(ดูรูปในคอมเมนท์) โดยข้อมูลจาก CITIUS MAG เผยว่า

ทีมวิจัยของ Maurten ได้ลงพื้นที่ไปกับทีมของ Sawe ในประเทศเคนยาเป็นเวลา 32 วัน โดยแบ่งการลงพื้นที่ทั้งหมด 6 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนเมษายนปีที่แล้วจนถึงปีนี้ พวกเขาได้ฝึกระบบทางเดินอาหารของเขาให้สามารถรับโหลดพลังงานในระดับนี้ได้ โดยการจำลองสถานการณ์วันแข่งขันจริงในการฝึกซ้อม เทคโนโลยีไฮโดรเจลที่พวกเขาพัฒนามาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้นักกีฬาสามารถดูดซึมคาร์โบไฮเดรตได้ถึง 90-120 กรัมต่อชั่วโมงโดยไม่เกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ยังมีการใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวปรับสมดุลในเลือด (Blood Buffer) เนื่องจากช่วยลดการสะสมของกรดแลคติก ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการแสบร้อนในกล้ามเนื้อระหว่างการออกแรงอย่างหนัก

Sawe ใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดของ Maurten ในวันแข่งขัน การทานไบคาร์บอเนตล่วงหน้าถือเป็นความตั้งใจ เพราะระดับความเข้มข้นในกระแสเลือดจะขึ้นสู่จุดสูงสุดประมาณ 60-90 นาทีหลังจากรับประทาน ดังนั้นการทานล่วงหน้ามากกว่า 2 ชั่วโมงก่อนการแข่งขันจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการปรับสมดุลอยู่ในระดับสูงสุดพอดีในช่วงเริ่มต้นการแข่งขัน โดย Sawe กล่าวกับสื่อในการแถลงข่าวว่า เขาทานขนมปังสองแผ่นและดื่มชาผสมน้ำผึ้งเป็นอาหารเช้าก่อนการแข่งขัน

เราจึงเห็นได้ว่าไม่ใช่สักแต่ว่ามีเจลชนิดพิเศษแล้วใครก็จะทำตามได้ หลายคนน่าจะมีประสบการณ์ลองพยายามดื่มน้ำรับคาร์บให้ได้เท่าทีคำนวณ ก็อาจจะอาการที่ไม่พึงประสงค์ข้างต้น เนื่องจากมันมีความจำเป็นที่ต้องฝึกให้ร่างกายสามารถรับน้ำและสารอาหารในปริมาณมากได้เช่นกัน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการจะทำลายกำแพงที่เราเคยเชื่อกันว่าไม่น่ามีมนุษย์คนไหนทำได้ มันต้องประกอบด้วยรายละเอียดต่างๆมากมาย ดังนั้นถ้าใครตั้งเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพของตนเองแล้ว ก็อย่าลืมให้ความสำคัญในเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาในทุกๆด้านนะครับ

โค้ชเป้ง

ปล.ข้อมูลส่วนมากได้มาจากผลิตภัณฑ์ ใครจะไปทำตามควรค้นคว้าเพิ่มเติมก่อนนะครับ

"ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ" ผมบอกลูกและเด็กๆนักกีฬารวมถึงน้องนักเรียนนักศึกษาที่ผมไปสอนเสมอถ้าจะมีสักตัวอย่างนึงก็คงเป็นเหตุก...
26/04/2026

"ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ" ผมบอกลูกและเด็กๆนักกีฬารวมถึงน้องนักเรียนนักศึกษาที่ผมไปสอนเสมอ

ถ้าจะมีสักตัวอย่างนึงก็คงเป็นเหตุการณ์ London Marathon 2026 นี้
วันที่มนุษย์สามารถชนะเส้นสมมติที่ไม่เคยมีใครทำลายได้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ นั่นก็คือ การวิ่งมาราธอนต่ำกว่า 2 ชั่วโมง

กับระยะ 42.195 กิโลเมตร ถ้าอยากทำลายกำแพง 2 ชั่วโมงนั้น คุณต้องวิ่งให้เร็วกว่า 21.0975 ต่อชั่วโมง หรือ เพซ 2 นาที 50 วินาทีต่อกิโลเมตร

มันยากซะจน NIKE เคยจัดแคมเปญ breaking 2 และงาน INEOS 1:59 Challenge เซ็ตทุกอย่างขึ้นมา

เลือกสนามที่วิ่งง่ายที่สุด(ไม่มีเนินชัน) ไม่มีทางเลี้ยวเยอะ มี Pacer คอยนำวิ่งคุมความเร็วและบังลม เลือกวันที่สภาพอากาศดีที่สุด ให้น้ำให้สารอาหารได้ตามสะดวกที่คำนวณมา ฯ

จนในที่สุด Eliud Kipchoge ก็สามารถวิ่งระยะมาราธอนได้ในเวลา 1:59:40
กำแพง 2 ชั่วโมงก็ถูกทำลาย แต่ปัญหาคือ มันไม่ใช่การแข่งขันอย่างเป็นทางการ ดังนั้น World Athletics จึงไม่รับรองเป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการ

แต่แค่นั้นมันก็ยิ่งใหญ่เสียจนทั้งโลกต้องสนใจ

เวลาต่อมา Kelvin Kiptum ก็สามารถขึ้นมาเป็นเจ้าของสถิติโลกวิ่งมาราธอนชายอย่างเป็นทางการ ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 35 วินาที เหลืออีกแค่หลักวินาทีเท่านั้น แต่น่าเสียดายที่เค้าต้องจากไปก่อนวัยอันควรจากอุบัติเหตุ

ซึ่งทุกคนก็พยายามนับถอยหลัง ว่าเมื่อไหร่กำแพง 2 ชั่วโมงนี้จะโดนทำลายในการแข่งอย่างเป็นทางการสักที แต่สถิติโลกอันดับ 2 ก็ห่าง 2 ชั่วโมงออกไป ถึง 1 นาที 9 วินาทีเลยทีเดียว (โดยคิป โชเก้)

ดังนั้นในการที่จะทำลายสถิติกันได้แต่ละวินาทีมันช่างยากเย็น จากที่เคยมีคนเข้าใกล้สถิติที่ทุกคนรอคอย เหลือหลักวินาที ต้องเสียชีวิตไป อันดับ 2 คิปโชเก้ ก็อยู่ในวัยขาลงเสียแล้ว หมายความว่าความหวังตอนนี้ห่างออกไปหลักนาทีเลยทีเดียว

แต่แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น ในวันนี้ Kejelcha Yomif ก็สามารถวิ่งทำลายกำแพง 2 ชั่วโมงลงได้ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 59 นาที 41 วินาที ซึ่งถ้าคุณดูในรูปประกอบ

ก็จะเห็นเค้าเป็นเงาดำๆ ที่ผมเอาลูกศรชี้ไว้

เพราะในวันเดียวกันนี้ Sabastian Sawe (คนกางแขนเข้าเส้นชัยในภาพ) สามารถวิ่งเข้ามาด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 59 นาที 30 วินาที
ใช่ครับ ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ

ในวันที่คุณทำสถิติโลกได้ ในวันที่คุณทำลายกำแพงที่ทั้งโลกตั้งตาคอยได้ แต่คุณได้ที่ 2

และคนที่ได้ที่ 3 Jacob Kiplimo เค้าก็วิ่งเข้าเส้นชัยมาด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 28 วินาที เค้าทำลายสถิติโลกของ Kelvin Kiptum ได้ แต่เค้าได้ ที่ 3
ใช่ครับ ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ

ผมจึงบอกลูกๆและเด็กๆนักกีฬาเสมอว่า ไม่ว่าคุณจะเตรียมตัวมาดีเท่าไร พยายามทำได้ดีขนาดไหน มันก็ไม่ได้การันตีความสำเร็จให้คุณ

เหนือฟ้ายังมีฟ้า ถ้าคุณเป็นฟ้าในการแข่งขันปีอื่น/งานอื่น คุณอาจจะเป็นตำนาน คุณอาจจะได้เหรียญทอง คุณอาจจะถูกจารึกไว้ในหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์

แต่บางครั้งโชคชะตาก็ไม่เป็นใจ ซึ่งที่เราทำได้ก็คือ เข้าใจและเตรียมใจไว้ตั้งแต่เข้าร่วมแข่ง

จริงๆแล้วในอนาคต Yomif หรือ Kiplimo อาจจะทำลายสถิติโลกของ Sawe แล้วสถิตินั้นยืนยงยาวนาน จนไม่มีใครทำลายได้อีกสักพักก็ได้

แต่แค่จังหวะในชีวิตความตื่นเต้น ความสนใจ ชื่อเสียงที่จะเข้ามาอย่างไรก็คงสู้การทำลายกำแพง 2 ชั่วโมงไม่ได้

ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ก็คงอาจจะเกิดได้กับทุกคน แต่อาจจะอยู่ในรูปแบบของ การสอบไม่ติด สัมภาษณ์งานไม่ผ่าน ขายงานไม่ได้ คนที่เรารักเค้าไปรักคนอื่น ธุรกิจเจ๊งเพราะมีเจ้าอื่นที่เจ๋งกว่า ฯลฯ

เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้เมื่อไร ก็แค่ท่องไว้

"ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ"

ถ้าคุณไปเรียนว่ายน้ำ แล้วอยู่ๆมีคนมาพูดแบบนี้ คุณจะรู้สึกแปลกๆมะ“จะเรียนไปทำไม แต่ละคนมีท่าถนัดไม่เหมือนกัน”“ท่าที่ดีไม่...
26/04/2026

ถ้าคุณไปเรียนว่ายน้ำ แล้วอยู่ๆมีคนมาพูดแบบนี้ คุณจะรู้สึกแปลกๆมะ
“จะเรียนไปทำไม แต่ละคนมีท่าถนัดไม่เหมือนกัน”
“ท่าที่ดีไม่มีอยู่จริง”
“ใช้ท่าเดิมมาเป็นสิบปีแล้ว เปลี่ยนไม่ได้หรอก”
“เรียนไปก็เสียเวลาเสียเงิน ใช้ท่าที่คุ้นดีที่สุด”

ผมว่ามันแปลกนะ เพราะการว่ายน้ำ ทักษะเป็นสิ่งสำคัญที่เห็นผลชัดเจน
ว่ายน้ำท่าลูกหมาตกน้ำมาตั้งแต่เด็ก ถ้าอยากว่ายเร็วขึ้น คุณจะพยายามฟิตร่างกายอย่างเดียว หรือเรียนท่าที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย?

ซึ่งๆจริงๆมันก็เหมือนทักษะอื่นๆ ไมว่าจะเป็น เดินเร็ว กระโดดสูง บาสเกตบอล กอล์ฟ เทนนิส ฯ

แต่พอเป็นเรื่องวิ่ง ตรรกะเหล่านี้สำหรับบางคนกลับไม่ครอบคลุมมา

ซึ่งมันทำให้ผมแปลกใจ เพราะเวลาผมเขียนบทความเรื่องฟอร์มการวิ่ง มักมีคอมเมนท์แบบนี้บ่อยๆ ยังไม่นับรวมถึงคอมเมนท์แบบ

"วิ่งๆไปเถอะอะไรกันนักหนา บ้าวิชาการ เสียเวลาอ่านทฤษฎีเอาเวลาไปซ้อมดีกว่า ฯลฯ"

ซึ่งจริงๆเพจผมก็ชัดเจนว่าเน้นเนื้อหาเชิงลึก(แต่นำไปปฏิบัติง่าย) พูดคุยกับคนที่สนใจ มันก็เหมือนเราอยู่ใน Lab หรือห้องประชุมวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ทุกคนกำลังพยายามหาทางพัฒนาศักยภาพของมนุษย์กันอยู่ อภิปรายกันว่าคำแนะนำไหนได้ผลดี คำแนะนำไหนไม่จำเป็น แล้วก็มีคนเปิดประตูเข้ามาตะโกน ว่าเรื่องเหล่านี้ไร้สาระ โดนที่ตนไม่ได้มีความรู้หรือให้ข้อโต้แย้งทางวิทยศาสตร์อะไรเลย

เห็นคอมเมนท์แล้วหน้าอาจารย์แดงลอยขึ้นมาเลย เพราะอยากถามว่า "ทำไปเพื่ออะไร?"

ซึ่งคนที่เค้าสนใจเพราะเค้าต้องการความเป็นเลิศ ต้องการสถิติที่ดีขึ้น เพราะถ้าอยากเหนื่อยอย่างเดียว จะเดินวิ่งท่าไหนก็ได้ ว่ายท่าลูกหมาตกน้ำก็ได้ ตีแบดตีเทนนิสตีมั่วๆตีไปเก็บไปก็ได้ ไม่มีใครไปบังคับมาอ่านมาเรียน แถมความรู้ผมก็เขียนบทความแจกฟรีไปทดลองทำกันได้เลย มันเข้าใจยากตรงไหน

ที่สำคัญการพัฒนาฟอร์มวิ่ง ไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนวิ่งเหมือนกันหมด หรือไปก็อปปี้องศาวงการวิ่งของแชมป์ชาวแอฟริกา เพราะโดยปกติแล้วไกด์ไลน์จะเป็นการแนะนำคุณลักษณะ running form ว่าแต่ละรูปแบบนั้นทำให้เกิดประโยชน์อย่างไร ทางฟิสิกส์ท่าไหนได้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วง ทางสรีรวิทยาท่าไหนได้ประโยชน์จากเส้นเอ็น ผังพืด ทางชีวกลศาสตร์ท่าไหนได้ประโยชน์จากการจัดตำแหน่งข้อต่อให้เหมาะสม โดยสามารถปรับให้เข้ากับแต่ละคนแบบไหนให้กลมกล่อม

แต่เหรียญก็มีสองด้าน คำแนะนำเรื่องฟอร์มวิ่งแบบไหน ที่อาจจะทำให้คุณวิ่งแล้วประสิทธิภาพลดลงเพราะวิทยาศาสตร์ต้องมีการหักล้างและอัพเดทและพิสูจน์ทฤษฎีต่างๆอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ต้องวิ่ง 180 ก้าวต่อนาที ต้องลงเท้าใต้สะโพก ต้องกระดกปลายเท้าตอนลงพื้น ต้องวิ่งตัวนิ่งห้ามบิดตัว ฯ ได้ในคอมเมนท์ครับผม

โค้ชเป้ง

*ส่วนใครอยากทดลองปฏิบัติ ผมก็มีการจัด Workshop "เจาะลึกเรื่องวิ่ง 3S (skill , strength , stretch)" เป็นระยะ inbox มาจองกันไว้ก่อนได้เลยนะครับ

20/04/2026

ไส้กรองอากาศตันเร็วเพราะทำระบบแรงดันบวกแก้ได้ง่ายๆ

ลองดูในส่วนที่มุ้งนาโนกัน pm2.5 ซ้อนทับกันก็ได้ จะเห็นได้ว่าแทบไม่มีฝุ่นเกาะเลย แถมข้อดีที่สำคัญคือทำความสะอาดและใช้ซ้ำได้

*ลิงค์ผลิตภัณฑ์ในคอมเมนท์ ผมไม่ได้ส่วนแบ่งอะไร แค่อยากประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ดีๆ

เห็นดราม่าเรื่องระบบแรงดันบวกแล้วอยากให้ข้อมูลเพิ่มเรื่องการสอนชาวบ้านให้ diy ระบบแรงดันบวกได้ง่ายๆ และการนำมุ้งนาโนมาหุ...
19/04/2026

เห็นดราม่าเรื่องระบบแรงดันบวกแล้วอยากให้ข้อมูลเพิ่ม

เรื่องการสอนชาวบ้านให้ diy ระบบแรงดันบวกได้ง่ายๆ และการนำมุ้งนาโนมาหุ้มไส้กรอง(ถอดเช็ดล้างได้ ยืดอายุการใช้งาน)

เนื่องจากผมเองก็อยู่ภาคเหนือเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน และทำการเผยแพร่วิธี diy ระบบแรงดันบวกในยุคแรกๆเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

จริงแล้วเราสามารถแค่เอาเครื่องกรองไปวางติดหน้าต่างมุ้งลวด แง้มกระจกไว้ ส่วนที่เหนือเครื่องกรองขึ้นไปก็เอาผ้าม่านปิดไว้ ส่วนตรงเครื่องกรองเพื่อให้ดูดอากาศจากภายนอกอย่างเดียว ด้านที่อยู่ในห้องก็หาอะไรมาปิดไว้ก็ได้ ผมเอาแฟ้มใสมาแปะไว้เฉยๆ มันจะโดนเครื่องดูดติดไว้เอง (ขออภัยไม่ได้มีรูปจริงให้ดู เนื่องจากหนีฝุ่นมาทะเล)

แค่นี้จากเครื่องฟอกอากาศก็กลายเป็นระบบแรงดันบวกแล้ว

ส่วนเรื่องไส้กรอง ที่หลายคนกลัวว่ามันจะตันเร็ว เพราะดูดอากาศภายนอกที่ฝุ่นหนักๆตลอดเวลา แค่เอามุ้งนาโนหุ้มไว้ก็ช่วยได้เยอะ เพราะมันนำมาล้างได้ (ดูคลิปได้ในคอมเมนท์)

ผมเองพยายามรณรงค์เรื่องนี้มาหลายปี แต่ก็ยังไม่เห็นคู่มือ และการสื่อสารจากทางรัฐบาลเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะอย่างน้อยการรู้หลักการ ปรับการใช้อุปกรณ์ นอกจากจะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น (ไม่ต้องทนอยู่แบบอึดอัด ปิดหน้าต่างสนิททุกบานจนหายใจไม่ออก ตัวเหนียวเหนอะหนะแล้ว อุปกรณ์ยังมีราคาต่ำ และยืดอายุการใช้งานลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย)

วงการ(วิ่ง)ฟิตเนสไม่จำเป็นต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน!!! แปลจากโพสต์ของ nick tumminello https://www.facebook.com/share/p...
09/04/2026

วงการ(วิ่ง)ฟิตเนสไม่จำเป็นต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน!!!

แปลจากโพสต์ของ nick tumminello

https://www.facebook.com/share/p/1BfB4tuonV/

​"Chris Kelly เทรนเนอร์ผู้มีประสบการณ์และมีความคิดลึกซึ้งคนหนึ่ง เพิ่งจะคอมเมนต์ในโพสต์ของผมว่า:

​“ผมเหนื่อยกับความเป็นแบ่งพรรคแบ่งพวกในวงการฟิตเนสเหลือเกิน เรามาจับมือกันแล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยการพูดคุยและแบ่งปันความรู้กัน ดีกว่าที่จะมาแยกโค้ชออกเป็นค่ายๆ แล้วโจมตีกันไปมา”

​ผมเข้าใจนะว่าทำไมความรู้สึกนี้ถึงดูน่าดึงดูด และผมก็เคยได้ยินเทรนเนอร์ที่หวังดีอีกหลายคนพูดในทำนองเดียวกันนี้ แต่มันเป็นเรื่องที่ “ไม่เป็นจริง” และ “ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น”

​ให้ผมอธิบายเหตุผลหน่อย:
​เมื่อเทรนเนอร์พยายามจะ “หันหน้าเข้าหากัน” เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นการแบ่งขั้วและโต้เถียงกัน นั่นเป็นเพราะโค้ชแต่ละคนมีปรัชญา ค่านิยม ภูมิหลัง และวิธีการที่แตกต่างกัน ซึ่งบ่อยครั้งก็ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง โดยธรรมชาติแล้ว สิ่งนี้ทำให้ผู้คนเลือกเชื่อมโยงกับคนที่คิดเห็นตรงกัน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปมันก็ก่อตัวเป็น “ค่าย” ต่างๆ ขึ้นมาเอง

​นั่นไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป แต่มันคือผลลัพธ์ตามธรรมชาติของสายอาชีพที่สร้างขึ้นโดย “นักคิดอิสระ”

​ผมมักจะพูดเสมอว่า มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ชุมชน” เทรนเนอร์ส่วนบุคคลหรอก มีเพียงโค้ชอิสระหลายพันคนที่ทำงานในวิชาชีพเดียวกัน โดยที่มีความเห็นต่างกันสุดขั้วในเรื่องวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practices), การตีความงานวิจัย หรือแม้กระทั่งว่าข้อมูลแบบไหนที่เชื่อถือได้

​และความหลากหลายของมุมมองนี่แหละ คือสิ่งที่ทำให้สายอาชีพนี้ดูน่าสนใจและสุดยอดมาก
​ผมให้ความสำคัญกับการทำงานในฐานะนักคิดอิสระ ผมสนุกกับการท้าทายไอเดียที่ผมไม่เห็นด้วย และผมยินดีรับการโต้เถียง เพราะนั่นคือจุดที่เกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด

​ไอเดียที่แข็งแกร่งจะยิ่งแกร่งขึ้นเมื่อถูกตรวจสอบ ไอเดียที่อ่อนแอจะถูกเปิดโปงผ่านการพูดคุย

​ดังนั้น การที่เทรนเนอร์ออกมาโจมตีข้อกล่าวอ้างหรือวิธีการของกันและกัน ไม่ใช่เรื่องลบ แต่มันคือ “ความก้าวหน้าทางปัญญา” เพราะมันท้าทายให้เราคิดให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าเราเชื่อในสิ่งนั้นเพราะอะไร และเชื่อไปทำไม เป็นต้น

​นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่สนใจไอเดียที่ว่าเราทุกคนต้อง “รวมใจเป็นหนึ่ง” ในฐานะอุตสาหกรรม สำหรับผม การทำแบบนั้นมักหมายถึงการต้องลดความรุนแรงของคำวิจารณ์ หรือหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ชวนอึดอัดเพียงเพื่อรักษาความสงบสุข ซึ่งนั่นจะทำให้ความสามารถของผมในการพูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับมุมมองของผม ปัญหาที่ผมพบในวงการ หรือข้อมูลที่ผิดๆ (misinformation) ที่กำลังแพร่กระจายอยู่นั้นลดทอนลงไป

​สำหรับผม ความแข็งแกร่งของวิชาชีพฟิตเนสมาจากความเห็นต่างและการโต้เถียงกันอย่างต่อเนื่องระหว่างโค้ชที่มีความเชื่อเรื่องการฝึกที่แตกต่างกัน—และบางครั้งก็ขัดแย้งกันเองด้วยซ้ำ

​คุณค่าที่แท้จริงของสาขานี้คือ “ความหลากหลายทางความคิด”: โค้ชที่คิดต่างกัน แก้ปัญหาต่างกัน และสื่อสารไอเดียในแบบฉบับของตัวเอง
​และเมื่อไอเดียเหล่านั้นถูกพูดถึงอย่างเปิดเผย ถูกวิจารณ์ ถูกโต้แย้ง และถูกทดสอบในโลกแห่งความจริง วิชาชีพนี้จึงจะก้าวไปข้างหน้าได้

​ในขณะเดียวกัน ทุกคนต่างก็สื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ตนเองต้องการรับใช้ โค้ชที่ต่างกันดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน และกลุ่มลูกค้าที่ต่างกันก็ตอบสนองต่อสไตล์การสื่อสารที่ต่างกันออกไป

​ผมทำงานให้ตัวเองก็เพราะผมไม่ได้มีความปรารถนาที่จะ “รวมกลุ่ม” กับใครในแง่ของการต้องยอมอ่อนข้อให้กับสิ่งที่ผมเชื่อ ผมพูดอย่างจริงใจและตรงไปตรงมาในโซเชียลมีเดีย บทความ และคอร์สเรียนของผม เพราะผมกำลังแชร์ความคิด ประสบการณ์ และระบบการฝึกที่ผมเฝ้าคิดถึง และเป็นสิ่งที่ผมหวังว่าผมจะได้เข้าถึงมันตอนที่ยังเป็นเทรนเนอร์รุ่นใหม่
​ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาฉันทามติ (ให้ตายเถอะ เวลาคนมาบอกว่าไม่ชอบสิ่งที่ผมโพสต์ คำตอบอัตโนมัติของผมคือ “งั้นเดี๋ยวผมจะโพสต์แบบนี้ให้บ่อยขึ้นเป็นสองเท่าเลย”)

​แนวทางของผมเรียบง่ายมาก:
• ​คุณแชร์ไอเดียของคุณ
• ​ผมแชร์ไอเดียของผม
​เราไม่จำเป็นต้องรวมใจเป็นหนึ่ง เพราะคุณไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับที่ไหน และนั่นก็ไม่เป็นไร เพราะในวงการนี้มีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับเสียงที่แตกต่างหลากหลาย

​และท้ายที่สุด แต่ละคนจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าเสียงไหนที่สั่นสะเทือนใจและเข้ากับพวกเขาได้ดีที่สุด"

* น่าจะเข้ากับคำว่า Nothing is as dangerous as an ignorant friend; a wise enemy is to be preferred.

โดยเฉพาะเรื่องวิชาการ การที่มีคนฉลาดๆคอยโต้แย้ง อภิปราย แม้เค้าจะไม่เห็นด้วยกับเรา ก็ย่อมดีกว่า ที่ถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มคนที่เอาแต่เออออ อวยเรา

แล้วจะสื่อสารกันอย่างไร เพื่อให้เกิดบรรยากาศน่าอภิปราย ไม่ใช่ด่ากัน พ่นกันมามีแต่ hate speech

https://www.facebook.com/share/p/18H6BV2ZYs/

*ถ้าอยากให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ การคุยกันโดยตรง การคอมเมนท์ใต้โพสต์ หรือการแปะลิงค์/ tag ต้นทางก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า

https://www.facebook.com/share/p/1HoEA3cXbV/

07/04/2026

ผมทำคลิปอธิบายเรื่องการลงเท้าใต้สะโพก,ใต้ center of mass ว่าจำเป็นต้องทำมั้ย?

ใครยังนึกภาพไม่ออกลองไปดูได้เลยครับ

ที่อยู่

96 ถนนชักพระ แขวงตลิ่งชัน
Taling Chan
10170

เบอร์โทรศัพท์

0865053927

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ez2fitผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Ez2fit:

แชร์