Ez2fit Page สุข-ศึกษา (ดูแลสุขภาพอย่างไรให้มีความสุข)
(1)

"ป๊า อยากกลับบ้านแล้ว"ลูกบอกผมตั้งแต่วันที่ 3 ที่ไปญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะเที่ยวญี่ปุ่นไม่สนุก เพราะนี่คือการได้เจอหิมะครั้ง...
05/02/2026

"ป๊า อยากกลับบ้านแล้ว"
ลูกบอกผมตั้งแต่วันที่ 3 ที่ไปญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะเที่ยวญี่ปุ่นไม่สนุก เพราะนี่คือการได้เจอหิมะครั้งแรกของเด็กๆ ได้เที่ยวสวนสัตว์ดูเพนกวิน หมีขาว ได้เที่ยวลานสกี ฯ แต่เพราะลูกอยากไปโรงเรียน อยากเตะบอล อยากเจอเพื่อน ​
พอได้ฟังแล้วก็นึกถึงเพื่อนๆผมที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนที่เล่าว่า ลูกไม่อยากไปโรงเรียน ทั้งๆที่โรงเรียนเหล่านั้นดังระดับประเทศ

โดยปกติถ้าเราไปเที่ยวยาวๆแล้วสนุกมีความสุขมากๆ บางคนก็อาจจะเจอภาวะ Post-Vacation Blues อารมณ์เศร้า หดหู่ ที่เกิดขึ้นหลังกลับจากการเที่ยวหรือหยุดยาว

แต่เนื่องจากครอบครัวผมได้เที่ยวเกินมาตรฐานคนทั่วไปนิดหน่อย เพราะผมทำงานออนไลน์ ดังนั้นปกติถ้าปิดเทอมการไปเที่ยวเป็นเดือน หรือเที่ยวได้ค่อนข้างนานจึงเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่เกือบทุกครั้งไม่ว่าจะไปที่ไหน ได้เที่ยวที่ในฝันยังไง ความคิดอยากกลับบ้านที่ไม่ใช่เพราะที่เที่ยวไม่ดีไม่สนุก แต่อยากกลับเพราะสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันมันมีความสุขอยู่แล้ว มันชนะเสมอ

​เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงซีรีส์ Extraordinary Attorney Woo ตอนของ "บังกูปง" หัวหน้ากองทัพปลดแอกเด็ก ที่ขโมยรถพาเด็กๆ หนีเรียนพิเศษไปเล่นบนเขา โดยมีกฎ 3 ข้อที่ผู้ใหญ่ฟังแล้วจุกอก:

• ​เด็กๆ ต้องเล่นเดี๋ยวนี้
• ​เด็กๆ ต้องสุขภาพแข็งแรงเดี๋ยวนี้
• ​เด็กๆ ต้องมีความสุขเดี๋ยวนี้

​ในซีรีส์สะท้อนถึงสังคมปัจจุบัน ว่าเรากำลังเคี่ยวเข็ญเด็กหนักเกินไปหรือเปล่า?

ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปเรียนโรงเรียนดีๆแต่ไกลๆ พักเที่ยงต้องรีบกินข้าวแล้วมาอ่านหนังสือ เลิกเรียนต้องเรียนพิเศษยันมืด เสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องเรียนพิเศษอยู่

48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วงเวลาการทำงานที่กำหนดออกมาปกป้องผู้ใหญ่ เป็นกฏหมายแรงงาน แต่เด็กหลายคนมีกิจกรรมแน่นทั้งวันทุกวัน แม้ในกิจกรรมเสริม ดนตรี กีฬา ศิลปะ ก็ยังต้องคอยไปแข่งขัน ซ้อมหนัก ถูกกดดันอยู่ตลอดเวลา

ทั้งๆที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าเด็กต้องได้เล่นจนเหนื่อยอย่างน้อยวันละ 60-180 นาที แต่เด็กยุคนี้อาจจะไม่เคยมีประสบการณ์ได้เล่นจนหัวเปียก แก้มแดงเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆที่หน้าที่เค้าคือการเล่น แต่ต้องมานั่งเรียนนิ่งๆวันละหลายชั่วโมง ติวสอบแข่งกันตั้งแต่เข้าอนุบาล บังคับอ่านเขียนทั้งที่ยังไม่ถึงวัย อนุบาลเรียนเนื้อหาของประถม ประถมเรียนเนื้อหาของมัธยม มัธยมต้องไปเรียนเนื้อหาของมหาลัย ฯ เราจึงพบเห็นการ burn out มีปัญหาสุขภาพจิตในเด็กได้มากขึ้นทุกวัน

แม้แนวทางการเลี้ยงลูกแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน แต่จากสิ่งที่ผมพบเจอ ถ้าเราลองศึกษาหาความรู้ ลองดูแนวทางอื่นๆ อาจจะพบวิธีที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก อย่างเช่น ซ้อมกีฬาอาทิตย์ละ 3 วัน วันละชั่วโมงอาจจะได้ผลดีกว่า ซ้อมทุกวันวันละ 2 ชั่วโมง (อ่านเพิ่มได้ในเมนท์) หรือ เรียนพิเศษแค่อาทิตย์ละครึ่งวัน อาจจะได้ผลดีกว่าเรียนพิเศษทุกวันก็ได้

ถ้าเราลองถามตัวเองกันว่า “ชอบทำโอทีมั้ย?” หลายคนคงบอกว่าต่อให้ได้เงินเพิ่ม แต่หลายครั้งก็เหนื่อยแล้ว ไม่อยากทำ

“แล้วถ้าต้องเข้าประชุมเรื่องเดิม เรื่องละ 2 รอบล่ะ?”
ผมเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะบอกว่ารอบเดียวก็น่าเบื่อพอแล้ว สมาธิจะตั้งใจฟังให้จบยังยากเลย
“แล้วเด็กเรียนเรื่องเดิม ครั้งละ 2 รอบ เวลาเรียนรวมแล้วน่าจะเกินเวลาทำงานของผู้ใหญ่ในกฏหมายแรงงาน เด็กเค้าจะไหวหรอ ?”

หลายคนก็อาจจะคิดว่า “แล้วจะให้ทำอย่างไรได้? เดี๋ยวนี้การแข่งขันมันสูง ถ้าไม่เรียนพิเศษก็สอบเข้าโรงเรียนดีๆไม่ได้”

ผมก็เลยอยากลองเสนอให้เรียนพิเศษเหลือแค่อาทิตย์ละครึ่งวัน

เพราะอย่างตอนสมัยผมเด็กๆ พ่อแม่ก็ไม่ได้บังคับเรียนเพิ่มอะไร ผลการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีปิดเทอมหนึ่ง เวลาว่างเยอะเกินก็เลยโดนให้ไปเรียนพิเศษ ปรากฏว่าพอโรงเรียนเปิด เรื่องที่เรียนผมรู้มาหมดแล้ว ผมก็เลยไม่ตั้งใจฟัง นั่งเหม่อๆ วาดรูปเล่นไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีเพื่อนเค้าเรียนไปถึงเรื่องที่ผมไม่รู้เรื่องเสียแล้ว เทอมนั้นก็เลยคะแนนไม่ดี

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ก็ลองตกลงกับน้องดู ว่าถ้าไม่ต้องเรียนพิเศษเยอะแยะแล้ว ไปตั้งใจเรียนในห้องให้ดี ถึงเวลาวันเสาร์ก็หาครูมาติวส่วนตัวหรือจริงๆคุณแม่ติวเองก็ได้ เอาพวกหนังสือเรียนแบบฝึกหัดมาสอบถามน้องดู ไม่เข้าใจตรงไหนก็สอนเพิ่ม แต่ถ้าทำได้ถูกหมดก็ปล่อยเลย ไม่ต้องเรียน

แล้วทีนี้ตอนเรียนน้องก็จะตั้งใจเรียนในห้องอย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากต้องมานั่งเรียนซ้ำ ใครจริงจังหน่อยเพิ่มเวลาทำโจทย์ในแต่ละวันก็ได้ แล้วพอจะขึ้นมัธยมค่อยมาติวเรียนจริงจัง ไอ้พวกเนื้อหายากๆเรียนล่วงหน้าไป ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กเลย

หลายคนก็น่าจะสงสัยแล้วมันจะได้ผลดีจริงมั้ย

ผมก็ตอบได้แค่ว่า
“ไม่ทราบครับ แต่ในกลุ่มที่เรียนเยอะแต่ผลการเรียนไม่ดี ลองดูก็ไม่น่าเสียหาย กับลูกผมก็ทำแบบนี้นะครับ”

โดยเฉพาะในเด็กอนุบาลและประถม เป้าหมายคือการให้เค้ารักเรียน อยากค้นคว้า ได้จินตนาการได้ทดลอง สนุกกับการไปเรียน มีความสุขถึงขนาดที่ไปเที่ยวยังสู้ไม่ได้ โตขึ้นมาเราก็สบายไม่ต้องเคี่ยวเข็ญ

แต่ถ้าเราต้องเคี่ยวเข็ญหนักหน่วงกันตั้งแต่เด็ก หน้าบูดหน้าบึ้งกันทั้งวัน ขนาดผู้ใหญ่บางคนก็น่าจะมีประสบการณ์เวลาไปทำงานที่ไม่ชอบ ประเภทที่ต้องมาตะโกน I love my job ๆ ๆ ๆ ปลุกใจหลอกตัวเองกันไปวันๆ แต่ละวันไม่อยากตื่นไปทำงาน แค่คิดว่าจะไปทำงานก็หัวใจเต้นแรง เครียดเหงื่อออกมือกันแล้ว ซึ่งถ้าเด็กมีอาการเหล่านี้ มันจะไปเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ในยุคที่ AI จะครองโลกอยู่แล้ว ความรู้ล้าสมัยได้ในไม่กี่วัน ปัญหาสุขภาพจิตพุ่งสูงขึ้นทุกวัน

สุดท้ายโจทย์ง่ายๆอย่าง ทุกวันนี้ลูกคุณมีความสุขรึยัง? น่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกครอบครัวต้องไปทบทวนกันนะครับ

โค้ชเป้ง

04/02/2026

การเดินของคนอ้วนอาจจะเป็นกิจกรรมที่เหนื่อยกว่าคนน้ำหนักตัวปกติวิ่ง ดังนั้นการเลือกกิจกรรมควรเข้าใจหลักเกณฑ์และปรับให้เข้ากับพื้นฐานเฉพาะแต่ละคน

ผมไปให้สัมภาษณ์กับทางเพจ ฉลาดกิน
ไปฟังกันเต็มๆได้ที่ลิงค์ในคอมเมนท์เลยนะครับ

03/02/2026

เด็กเล็กเกินกว่าจะเล่นกีฬา , เด็กส่วนมากทักษะไม่เพียงพอจะนำที่เรียนมาเล่นสนุก ลองคิดกันดีๆอาจจะมีทางออกที่ง่ายสุดๆ ใครมีลูกมีหลานหรือเป็นครูเป็นโค้ชทื่สอนกีฬาเด็ก ผมอยากแนะนำวิธีการแก้ปัญหาง่ายๆเลยครับ

ขยับร่างกายทำงานบ้านทั้งวันอาจจะไม่เพียงพอจะทำให้สุขภาพดี "กิจกรรมทางกายระดับเบา ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรค หรือความแข...
02/02/2026

ขยับร่างกายทำงานบ้านทั้งวันอาจจะไม่เพียงพอจะทำให้สุขภาพดี

"กิจกรรมทางกายระดับเบา ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรค หรือความแข็งแรงของร่างกายได้อย่างชัดเจนเท่ากับกิจกรรมทางกายในระดับปานกลางหรือหนัก" ; คู่มือกิจกรรมทางกายประจำบ้าน

ทุกการขยับมีประโยชน์ ไม่ว่าทำอะไรดีกว่าไม่ทำ แต่ทำแล้วคุ้มค่ากับเวลา ทำแล้วเพียงพอจะทำให้คุณภาพชีวิตดีมั้ย สิ่งเหล่านี้ต้องนำมาพิจารณาให้ดี

จึงเป็นที่มาว่าทำไมองค์การอนามัยโลกถึงแนะนำให้มี กิจกรรมทางกายที่ความเหนื่อยระดับปานกลางขึ้นไปอย่างน้อยอาทิตย์ละ 150 นาที

อยากให้หน่วยงานรัฐสื่อสารเรื่องความสำคัญของระดับความหนักนี้ให้ประชาชนเข้าใจ โดยผมเคยอธิบายเรื่องนี้ไว้แล้วในคลิปนี้ไปทำความเข้าใจเพิ่มเติมกันได้เลยครับ
https://www.facebook.com/reel/1399811765268068

"ถ้าแม่ผม จะซื้อเทรนเนอร์เรียนออกกำลังกายนะ ผมไม่ให้ซื้อหรอก ไม่เห็นคุ้มเลย"ผมมักเล่าให้น้องๆเทรนเนอร์ฟังเสมอว่าตอนผมเป็...
30/01/2026

"ถ้าแม่ผม จะซื้อเทรนเนอร์เรียนออกกำลังกายนะ ผมไม่ให้ซื้อหรอก ไม่เห็นคุ้มเลย"

ผมมักเล่าให้น้องๆเทรนเนอร์ฟังเสมอว่าตอนผมเป็น personal trainer ใหม่ๆ สมัยฝึกงานอยู่แคลิฟอร์เนียฟิตเนส ว่าตอนขายคอร์สผมคิดอยู่ในหัวตลอดเวลาด้วยประโยคข้างต้น ซึ่งมันก็ส่งผลต่อสีหน้าแววตาท่าทางเวลาที่ผมพรีเซนต์เสนอคอร์สด้วยเพราะผมไม่ได้มีความรู้สึกอินไปกับผลิตภัณฑ์ (แม้ผมจะมั่นในใจความรู้ความสามารถที่มีก็ตาม) เพราะด้วยความที่ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด ที่บ้านก็ไม่ได้มีฐานะอะไร แล้วต้องมาขายคอร์สชั่วโมงละเป็นพันบาท(ในสมัยเกือบยี่สิบปีก่อน) จึงเกิดความสับสนในตนเองพอสมควร

แต่ในปัจจุบันถ้าจะให้ผมแนะนำใคร ผมจะแนะนำว่า "ถ้าพ่อแม่ไม่ออกกำลังกายเอง จ้างเทรนเนอร์ดูแลท่านไปเถอะ สุดท้ายก็ต้องจ่าย จ่ายในรูปแบบนี้จะดีกว่า" เป็นคำแนะนำอย่างจริงใจ ในฐานะคนทั่วไปเลยจริงๆ

เนื่องจาก คนเราในปัจจุบัน อายุยืน มากขึ้น แต่จาก รายงานของ TDRI คนไทยต้องอยู่กับความพิการประมาณ 8-10 ปี ก่อนตาย (เช่น ถ้าตายตอนอายุ 80 ปี ก็จะอยู่กับความพิการตั้งแต่อายุ 70 ปี)

โดยถ้าให้พูดถึงคำว่า คนพิการ คนทั่วไปมักจะมองความบกพร่องทางร่างกาย เช่น แขนขาด ขาขาด ตาบอด หูหนวก แต่จากนิยามของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า คนพิการหมายถึง “บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่อง ประกอบกับอุปสรรค ในด้านต่างๆ”

ดังนั้นถ้าจากนิยามนี้เราก็จะเห็นได้ว่า ผู้สูงอายุหลายคนก็จะเริ่มเข้าข่ายนี้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการป่วยติดเตียง ไม่มีความสามารถในการเดินทางไปหาหมอหาข้าวกินด้วยตนเอง ช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันไม่ได้ เข้าห้องน้ำเองไม่สะดวก ขึ้นลงบ้านเองไม่ได้ เป็นต้น

แล้วถ้าไม่อยากตกไปในเกณฑ์ความพิการ ? ก็ต้องดูแลตนเองให้ไม่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แล้วปัจจัยสำคัญหนึ่งเลยที่เราอาจจะละเลยกันไปนั่นก็คือ การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ เพราะต่อให้ไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่หนี PM2.5 กินคลีนได้ ก็จะยังเสี่ยงอยู่ดีถ้านั่งๆนอนๆทั้งวัน

โดยถ้าเราดูรูปภาพกราฟประกอบ (อ่านเพิ่มได้ในแคปชั่นแต่ละรูป)

29/01/2026

การรณรงค์ แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย หรือ แกว่งแขนลดพุง เกิดผลอย่างไรกับประชาชน ?

แค่ปรับวิชาพลศึกษานิดเดียวจะเปลี่ยนสังคมได้ขนาดไหนกันนะ?ตอนเด็กๆผมฝันอยากโตไปเป็นครูพละ พอโตมาผมก็เรียนต่อ ปริญญาโท ครุศ...
16/01/2026

แค่ปรับวิชาพลศึกษานิดเดียวจะเปลี่ยนสังคมได้ขนาดไหนกันนะ?

ตอนเด็กๆผมฝันอยากโตไปเป็นครูพละ พอโตมาผมก็เรียนต่อ ปริญญาโท ครุศาสตร์พลศึกษา แม้เส้นทางชีวิตจะไม่ได้ทำตามฝัน แต่ก็ยังสนใจ ศึกษาอยู่ตลอดเวลาเพราะก็ทำงานในสายที่ใกล้ๆกันอย่างการเป็น โค้ช

ช่วงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผมไม่ค่อยได้โพสต์ หรือจัด Workshop เลย (และน่าจะเป็นแบบนี้ไปอีกหลายเดือน) สาเหตุก็เพราะผมได้รับโอกาสไปช่วยงาน กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในการพัฒนา "คู่มือส่งเสริมความรอบรู้ทางกายในสถานศึกษา" ครับ

คำถามคือ... คู่มือนี้คืออะไร? ทำไปทำไม? และมันจะช่วยแก้ปัญหาอะไรได้?

- เมื่อ "พละ" คือยาขม ทั้งที่เป็นยาวิเศษ เราต่างรู้ว่าคนไทยป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เยอะมาก งบประมาณรักษาพยาบาลมหาศาลเหมือนการแก้ปัญหาน้ำเน่า ตราบใดที่เราไม่ป้องกันการทิ้งขยะ มลพิษลงแม่น้ำลำคลองตั้งแต่ต้นทาง มัวแต่ทุ่มงบประมาณในการบำบัดมันก็ไม่มีวันจะแก้ปัญหาได้ โดย ผู้เชี่ยวชาญฟันธงตรงกันว่า "วิชาพลศึกษา" คือไพ่ใบสำคัญที่สุดที่รัฐมีในมือ เพื่อสร้างเด็กที่รักการออกกำลังกาย (Physical Literacy)

แต่ความเจ็บปวดคือ... ในโลกโซเชียล "พละ" มักติด Top 5 วิชาที่คนอยากให้ "ยกเลิก" มากที่สุด! เพราะภาพจำของหลายคนคือ การถูกบังคับให้วิ่ง การถูกล้อเมื่อทำไม่ได้ การสอบทักษะที่ยากเกินไป หรือการตัดเกรดที่วัดกันแค่พรสวรรค์จนคนไม่ถนัดรู้สึกเป็นปมด้อย

- ทำไมต้อง "โรงเรียน"? ไปสวนสาธารณะไม่ได้เหรอ? การหวังพึ่งสวนสาธารณะ หรือให้ผู้ปกครองพาไปออกกำลังกาย เป็นเรื่องยากในบริบทสังคมไทย (รถติด, พ่อแม่ไม่ว่าง, ความปลอดภัย , มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ฯ) แต่ "โรงเรียน" มีความพร้อมที่สุด ทั้งสถานที่และเวลา หากเราทำให้ชั่วโมงพละที่มีอยู่ เป็นช่วงเวลาคุณภาพได้ เราจะแก้ปัญหาให้เด็กไทยได้เกือบทั้งประเทศ ขนาดประเทศจีนยังออกกฎให้เด็กต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อย 2 ชม./วัน และเพิ่มความสำคัญของครูพละ เพราะเขารู้ว่าสุขภาพประชากรคือความมั่นคงของชาติ

- คู่มือนี้จะเปลี่ยน "ยาขม" ให้เป็น "ขนมหวาน" ได้อย่างไร? จากการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ เราพบว่าแค่ปรับเปลี่ยน "วิธีการ" เล็กน้อย (โดยไม่เพิ่มภาระครู) ก็สร้างผลลัพธ์มหาศาลได้:

✅ เปลี่ยนอุปกรณ์/กติกาให้เหมาะสมกับวัยและทักษะของเด็ก : แทนที่จะบังคับเดาะลูกวอลเลย์แข็งๆ จนแขนช้ำ ลองเริ่มจาก "ลูกโป่ง" หรือ "บอลชายหาด" ให้เด็กทุกคนเล่นได้ สนุกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เก่ง

✅ เปลี่ยนการวัดผล: เลิกตัดสินที่ "จำนวนครั้ง" หรือ "ความเก่ง" แต่ให้คะแนนจาก "ความตั้งใจ" "การมีส่วนร่วม" และ "พัฒนาการส่วนบุคคล"

✅ Gamification (เกม): ออกแบบการเรียนให้เหมือนเล่นเกม มีเลเวลความยากง่าย เช่น เลเวล 1 เตะโดนบอล เลเวล 2 เตะแล้วรับได้... พอเด็กทำสำเร็จ ร่างกายหลั่งโดปามีน เขาจะภูมิใจและอยากไปต่อเอง (เหมือนติดเกม ออนไลน์แต่ได้สุขภาพ)

✅ กีฬาสีเพื่อทุกคน: เลิกคัดตัวเก่งมาแข่งกัน แล้วปล่อยเด็กที่เหลือไปนั่งเชียร์ ปรับเป็นแข่งกันด้วยค่าเฉลี่ยทั้งห้องจะได้ซ้อมไปด้วยกัน หรือ เปลี่ยนเป็นระบบ League ที่ทุกคนได้ลงเล่น หรือใช้กติกาแต้มต่อ (Handicap) เพื่อให้คนเก่งและไม่เก่งเล่นด้วยกันได้อย่างสนุก

ฯลฯ

เป้าหมายสูงสุด: ไม่ใช่การสร้างนักกีฬาทีมชาติทุกคน แต่คือการปลูกฝังให้เด็ก "รักการเคลื่อนไหว" เพราะถ้าเขารักมัน... โตไปต่อให้ไม่มีเวลา เขาก็จะหาทางออกกำลังกายเอง แต่ถ้าเขาเกลียดมัน... ต่อให้ฟิตเนสอยู่ในบ้าน เขาก็จะไม่ออกอยู่ดี

ในยุคที่ลูกอาจจะอายุสั้นกว่าพ่อแม่(เนื่องจากปัญหาโรคไม่ติดต่อ) ในยุคที่ AI ครองเมือง เด็กโตมากับหน้าจอ ในยุคที่คนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตเป็นสิบล้านคน การเล่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เป็นยาวิเศษเพียงไม่กี่สิ่งที่ยังทำคนให้เป็นคน

ซึ่งข้อมูลจาก Aspen Institute สามารถสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับประโยชน์ระยะยาวของการที่เด็กๆ มีกิจกรรมทางกายหรือเล่นกีฬา

​1. ประโยชน์ในวัยเด็กและวัยรุ่น (Early Childhood & Adolescence)
• ​สุขภาพกาย: มีโอกาสเป็นโรคอ้วนน้อยกว่าเด็กทั่วไปมาก (เหลือความเสี่ยงเพียง 1 ใน 10)
• ​การศึกษา: ผลการเรียนดีขึ้น โดยมีคะแนนสอบสูงขึ้นได้ถึง 40%
• ​พฤติกรรม: ลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่, การใช้ยาเสพติด, การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร และเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง
• ​อนาคต: มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้น 15%

​2. ประโยชน์ในวัยผู้ใหญ่ (Adulthood)
• ​สุขภาพจิต: มีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าและการดูถูกตนเองน้อยลง ในขณะที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) สูงขึ้น
• ​การงานและการเงิน: รายได้ต่อปีสูงขึ้นประมาณ 7-8% ,ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่ำลง, ​มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น

​3. วงจรการส่งผลต่อรุ่นลูกหลาน (Intergenerational Cycle)
• ​สุขภาพระยะยาว: ลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, มะเร็ง และเบาหวาน
• ​คุณภาพชีวิต: ช่วงเวลาที่เจ็บป่วยสั้นลง (Compression of morbidity) และมีอัตราความพิการลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3
• ​การส่งต่อ: พ่อแม่ที่มีความกระตือรือร้น (Active parents) มักจะส่งผลให้ลูกๆ เป็นเด็กที่กระตือรือร้นและรักการออกกำลังกายตามไปด้วย กลายเป็นวงจรที่ดีต่อกัน

​สรุปสั้นๆ: การส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายและเล่นกีฬา ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพในปัจจุบัน แต่เป็นการลงทุนที่ส่งผลดีต่อระดับสติปัญญา, สุขภาพจิต, รายได้, และคุณภาพชีวิตไปจนตลอดช่วงอายุขัย

แต่อยู่ดีๆเด็กจะมารักการออกกำลังกาย เล่นกีฬาได้อย่างไร ?
ปัจจัยสำคัญ ก็คือ ความสนุก เพราะความสนุกทำให้เกิดแรงจูงใจที่อยากจะทำซ้ำ ความยากที่เหมาะสมทำให้เด็กสนุกเลยโดยไม่ต้องมีทักษะสูงส่ง ความยากที่เหมาะสมทำให้เด็กมั่นใจ

ตอนนี้ "ร่างคู่มือ" ดราฟท์แรกขึ้นมาแล้ว ผมอยากชวนคุณครู ผู้ปกครอง และทุกคนที่สนใจ มาร่วมกันอ่านและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้คู่มือนี้ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกหลานของเรา

📥 ดาวน์โหลดร่างคู่มือได้ที่ลิงก์

https://drive.google.com/file/d/1noxsqy10fEG_UZWf9UnSOcs54_cfGJ7t/view?usp=sharing

จะติ จะชม หรือมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม พิมพ์บอกกันได้เต็มที่เลยครับ

โค้ชเป้ง

เราน่าจะเคยเห็นคำเตือน ห้ามกินไข่ ห้ามกินเนื้อแดง ห้ามกินขนมปัง ⏳🍳🥓🥪❌️ แต่มันจะเป็นอย่างไรถ้าวันหนึ่งสิ่งที่เคยห้ามกลับก...
08/01/2026

เราน่าจะเคยเห็นคำเตือน ห้ามกินไข่ ห้ามกินเนื้อแดง ห้ามกินขนมปัง ⏳🍳🥓🥪❌️ แต่มันจะเป็นอย่างไรถ้าวันหนึ่งสิ่งที่เคยห้ามกลับกลายเป็นสิ่งที่แนะนำ คำแนะนำโภชนาการสำหรับชาวอเมริกัน ที่อัพเดทใหม่แบบหน้ามือหลังมือ จากปีรามิดเดิมให้กินคาร์บเยอะๆเป็นฐานปีรามิด กลับเป็นให้กินน้อยๆเป็นยอดปีรามิดแทน แถมยังมีเรื่องการเน้นบริโภคโปรตีนเป็นหลักอีก ฯ รายละเอียดหลายเพจคงพูดกันไปแล้ว แต่โพสต์นี้ผมนึกถึงคลิปตลกคลิปนึงเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เรื่อง Time travel dietitian หรือ นักกำหนดอาหารที่ย้อนเวลามาเตือนคุณ โดยคลิปเริ่มจาก

​ณ ห้องครัวในยุค 70s... บรรยากาศยามเช้าอันสดใส คู่รักหนุ่มสาวกำลังเตรียมตัวทานอาหารเช้าชุดใหญ่ไฟกะพริบ ฝ่ายชายในเสื้อเชิ้ตสีส้มและหนวดทรงงามกำลังจะกินสเต็ก ขนมปังและไข่ดาว...

​ทันใดนั้น!! มีแสงสว่างวาบในห้องน้ำ แล้วประตูก็เปิดผัวะออกมา!

ชายปริศนาในชุดเชิ้ตสีเทาพุ่งตัวออกมาด้วยท่าทางตื่นตระหนกสุดขีด

​นักข้ามเวลา: "เดี๋ยว! หยุด! อย่ากินอาหารพวกนั้นนะ!"
ภรรยา: "คุณเป็นใคร? เข้ามาทำอะไรในบ้านเราเนี่ย!?"
นักข้ามเวลา: "ผมมาจากอนาคต ผมมาเตือนพวกคุณ... อย่ากินอาหารนั่น"
สามี: "ทำไมล่ะ?"
นักข้ามเวลา: "ไข่ไงล่ะ... มันเต็มไปด้วยคอเลสเตอรอล"
ภรรยา: "หา?"(คนยุคนั้นไม่รู้จักคอเลสเตอรอล)
นักข้ามเวลา: "กินไข่แค่ฟองเดียว เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายมหาศาล ห้าม-กิน-ไข่"
ภรรยา: "โอ้พระเจ้า ขอบคุณมากค่ะ!"
นักข้ามเวลา: "ด้วยความยินดี... ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง
(แล้วเขาก็กลับเข้าห้องน้ำไปพร้อมแสงสว่างวาบ)
​...

สามีทำหน้าเซ็ง
"งั้นฉันอาไข่ไปทิ้งละกัน..."ภรรยาบอก
ทันใดนั้นแสงก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง ประตูบานเดิมก็เปิดออกอีกครั้ง!
​นักข้ามเวลา: "เดี๋ยว! หยุด!"
ภรรยา: "คุณกลับมาอีกแล้ว!"
นักข้ามเวลา: "ใช่... คือเราเข้าใจผิดเรื่องไข่น่ะ"
ภรรยา: "ยังไงคะ?"
นักข้ามเวลา: "ปรากฏว่าคอเลสเตอรอลมันมี 2 แบบ มีแบบดี กับ แบบเลว... ซึ่งไข่ดันมีทั้งคู่ ดังนั้นคุณกินไข่ได้ แต่แค่ห้ามกินไข่แดง กินแต่ไข่ขาวก็พอ!"
ภรรยา: "อ่อ... ขอบคุณ... ค่ะ"
นักข้ามเวลา: "โชคดี!"
​...


สามีกำลังจะจัดการอาหารต่อ แต่นักข้ามเวลาก็พุ่งออกมาอีกรอบด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละรอบ!
​นักข้ามเวลา: "เดี๋ยว!! เราเข้าใจผิดเรื่องไข่ "
ภรรยา: "อีกแล้วเหรอ!?"
นักข้ามเวลา: "ใช่ๆ โอเค... คือปรากฏว่าปริมาณคอเลสเตอรอลในอาหาร ไม่ได้ส่งผลกับคอเลสเตอรอลในเลือดจริงๆ หรอก ไข่น่ะกินได้ ปลอดภัย... เอาจริงๆ นะ พวกเรา (ในอนาคต) แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคอเลสเตอรอลคืออะไร"
(สามีทำหน้าเอือมระอาแล้วกำลังจะกินสเต๊ก)

นักข้ามเวลาตะโกนเสียงดัง: "แต่สเต๊กนั่นน่ะ! คุณกินสเต๊กไม่ได้นะ!"
(แล้วเขาก็รีบวิ่งออกไป)
​...
ภรรยารีบเทสเต๊กลงถังขยะทันที แต่นักข้ามเวลาโผล่มาอีกครั้งคราวนี้เค้าแก่ขึ้นมาก

​นักข้ามเวลา: "เดี๋ยว!! เราเข้าใจผิดเรื่องสเต๊ก... จริงๆ แล้วคือขนมปังต่างหาก!"
นักข้ามเวลา: "มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้กินขนมปัง!"
ภรรยา: "หมายความว่าไงมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้กินขนมปัง!?"
นักท่องเวลา: ถ้าคุณลองคิดดูนะ มนุษย์ควรจะกินเฉพาะสิ่งที่บรรพบุรุษยุคหินของเรากิน ดังนั้น... ไม่กินขนมปัง ไม่กินขนมปังปิ้ง
ผู้ชาย: คุณรู้ได้ไงว่าบรรพบุรุษยุคหินเก่ากินอะไร?
นักท่องเวลา: เราก็ต้องเดาน่ะสิ... ใช่ไหม? เราไม่มีทางรู้หรอก

แล้วเค้าก็หายกลับเข้าไปพร้อมแสงสว่างวาบ

​แต่ไม่นานเกินรอ

ประตูเปิดออกช้าๆ... คราวนี้เขามาในชุดหนังสีดำเงาวับ สไตล์ Sci-fi แต่เค้าชราไปมากแล้ว
​นักข้ามเวลา: "สรุปแล้ว... มันเป็นเรื่องของพันธุกรรม (Genetic)"
นักข้ามเวลา: "มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะออกกำลังกาย หรือกินอะไรเข้าไป..."
(นักข้ามเวลาทำหน้าจ๋อย รู้สึกผิด)
นักข้ามเวลา: "ขอโทษทีนะ ที่ผมทำมื้ออาหารพวกคุณพัง..."
​(และเขาก็จากไป ทิ้งให้คู่รักนั่งมองหน้ากันหน้าโต๊ะอาหารที่เละเทะไม่มีชิ้นดี)

​บทสรุปของเรื่องนี้: จะเป็นอย่างไร เรื่องวิชาการคงมีออกมาโต้แย้งกันไปตลอด ที่ออกมาใหม่ก็ยังไม่รู้จะชัวร์รึยัง คำแนะนำนั้นเหมาะกับคนไทยมั้ย(เพราะคู่มือมันเป็นคำแนะนำให้คนอเมริกัน) แต่ก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไป กินอะไรเข้าไปมันไม่ใช่จะเป็นอันตรายทันที มีปัจจัยอื่นอีกมากมาย เอาเป็นว่ากินให้หลากหลายละกัน ส่วนที่ยังสอดคล้องกันเหมือนเดิมคือ จำกัด “ไขมันอิ่มตัว (Saturated fat)” ไม่เกิน 10% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน และจำกัด เกลือ
น้ำตาล น้ำตาลเทียม แอลกอฮอล์ เน้นวิธีการปรุงอาหารด้วยการต้ม อบ ผัดแทนการทอดด้วยความร้อนสูง เป็นต้น

ไกด์ไลน์โภชนาการใหม่อัพเดท มีข้อทักท้วงอย่างไร
https://www.facebook.com/share/p/14TpMd2yqTR/

แต่ที่แน่ๆไม่ว่าจะยุคไหนออกกำลังกายได้ผลดีแน่นอนนะครับ 😘

โค้ชเป้ง
*คลิปต้นเรื่อง
https://youtu.be/5Ua-WVg1SsA?si=DYHq3EWC4NJpkJFa

ชอบมากทำแบบนี้น่าจะทำให้นักกีฬาเด็กเกิดการพัฒนาได้อีกเยอะ12 กฎเหล็ก ฉบับปรับปรุงตามการทบทวนของ The FAสมาคมฟุตบอลอังกฤษต้...
05/01/2026

ชอบมากทำแบบนี้น่าจะทำให้นักกีฬาเด็กเกิดการพัฒนาได้อีกเยอะ
12 กฎเหล็ก ฉบับปรับปรุงตามการทบทวนของ The FA

สมาคมฟุตบอลอังกฤษต้องการให้ฟุตบอลเยาวชนมีความสงบและปลอดภัยยิ่งขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น กฎเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เล่นมีทักษะมากขึ้น และทำให้การแข่งขันมีความสูสีและสนุกสนานมากขึ้น

😌สงบและปลอดภัยยิ่งขึ้น (CALMER & SAFER)

- กฎข้างสนามที่เงียบสงบ (SILENT SIDELINES RULE): ผู้ชมควรปรบมือให้กำลังใจทั้งสองทีม (เช่น ปรบมือเมื่อมีการทำประตู) แต่ต้องไม่ตะโกนหรือส่งเสียงรบกวน

- กฎห้ามสไลด์เสียบ (SLIDE TACKLING RULE): ตามคำแนะนำทางการแพทย์ ห้ามสไลด์เสียบโดยเด็ดขาด จะให้เป็นลูกฟรีคิกในทุกกรณี

- กฎใบน้ำเงิน (BLUE CARD RULE): แสดงใบน้ำเงินสำหรับความผิดที่ต้องตักเตือน โดยผู้เล่นต้องออกไปพักข้างสนามชั่วคราว (Sin Bin) เป็นเวลา 2 นาที (หรือ 5 นาทีสำหรับการแข่งแบบ 9v9)

- กฎคะแนนความเคารพ (RESPECT MARKS RULE): หลังจบการแข่งขันทุกนัด ผู้ตัดสินจะให้คะแนนแก่นักเตะ โค้ช และผู้ชมของทั้งสองทีม

⚽️มีทักษะมากขึ้น (MORE SKILFUL)

- กฎเส้นถอยตั้งหลัก (RETREAT LINE RULE): เมื่อผู้รักษาประตูครองบอล ฝ่ายตรงข้ามต้องถอยไปที่เส้นครึ่งสนาม และผู้รักษาประตูต้องส่งบอลให้ผู้เล่นฝ่ายเดียวกันในเขตแดนของตนเองเท่านั้น

- กฎการส่งคืนหลัง (PASS BACK RULE): เพื่อให้ผู้รักษาประตูได้ฝึกการใช้เท้า พวกเขาจะไม่สามารถใช้มือรับบอลจากการส่งคืนหลังได้

💹พัฒนาการที่รวดเร็วขึ้น (FASTER DEVELOPMENT)

- กฎห้ามสั่งการ (NO INSTRUCTIONS RULE): โค้ชอาจตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เล่นคิดได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องไม่ตะโกนสั่งการระหว่างการแข่งขัน

- กฎเวลาลงเล่นที่เท่าเทียม (EQUAL PLAYING TIME RULE): ผู้เล่นทุกคนในทีมต้องได้รับเวลาลงเล่นอย่างเท่าเทียมกัน โดยอย่างน้อยต้องได้ลงเล่น 50% ของเวลาการแข่งขันในแต่ละนัด

- กฎการเล่นทุกตำแหน่ง (ALL POSITIONS RULE): ผู้เล่นทุกคนในทีมต้องได้รับประสบการณ์การเล่นในทุกตำแหน่งอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วย
🟰 แข่งขันที่เข้มข้นขึ้น (MORE COMPETITIVE)

- กฎทีมคละความสามารถ (MIXED TEAMS RULE): เพื่อให้การแข่งขันมีความสูสีที่สุด สโมสรต้องส่งทีมที่มีความสามารถใกล้เคียงกันลงสนาม ไม่ใช่แบ่งเป็น "ทีม A" และ "ทีม B"

- กฎพาวเวอร์เพลย์ (POWER PLAY RULE): หากทีมใดทำประตูนำห่างถึง 4 ประตู ทีมฝ่ายตรงข้ามสามารถส่งผู้เล่นลงสนามเพิ่มได้ 1 คน จนกว่าผลต่างประตูจะลดลงเหลือ 3 ประตู

- กฎจำนวนผู้เล่นที่เท่ากัน (EQUAL NUMBERS RULE): หากทีมหนึ่งมีผู้เล่นน้อยเกินไป อีกทีมหนึ่งต้องให้ยืมตัวสำรองที่สมัครใจ หรือลดจำนวนผู้เล่นของตนเองลงเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีจำนวนผู้เล่นเท่ากัน

ดาวน์โหลดเอกสารกฎการแข่งขันฉบับเต็มได้ที่ www.respectleague.com/rules.html

แล้วเพื่อนๆคิดว่าควรมีกติกาอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้เด็กได้สนุกและเกิดการพัฒนาได้ดีมากขึ้น หรือมีกีฬาไหนที่ควรปรับกติกาให้เหมาะสมกับเด็กมากขึ้นอีกบ้างครับ

โค้ชเป้ง

จะมีพรรคไหนแก้ปัญหาเรื่อง สาธารณะสุข สุขภาพจิต เศรษฐกิจ ฯ ที่ปัจจัยต้นเหตุมั้ยครับผมอยากเสนอการปรับปรุงวิชาพลศึกษา ไม่เช...
04/01/2026

จะมีพรรคไหนแก้ปัญหาเรื่อง สาธารณะสุข สุขภาพจิต เศรษฐกิจ ฯ ที่ปัจจัยต้นเหตุมั้ยครับ

ผมอยากเสนอการปรับปรุงวิชาพลศึกษา ไม่เช่นนั้น ผมคิดว่าระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจสังคมคงพังทั้งระบบแน่

อาจจะดูแปลกๆที่เสนอให้ไปปรับปรุงเรื่องที่ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าเราเห็นเมื่อเกิดหายนะแล้วรัฐบาลไม่มีแผนรับมือที่ดี มันจะเละเทะได้ขนาดไหน
อย่างในเรื่องน้ำท่วม ทั้งๆที่มีเทคโนโลยีคำนวณอัตราการตกของฝนล่วงหน้าได้แล้ว แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์ ผู้มีอำนาจจัดลำดับความสำคัญไม่ถูกต้อง แล้วทำให้ทุกวินาทีที่มีค่าสูญเสียไปเปล่าๆปลี้ๆ มีคนติดอยู่โดยที่ไม่มีน้ำไม่มีอาหารมาหลายวัน หลายคนอาศัยอยู่บนหลังคา ไม่มีแม้กระทั่งที่กันแดดกันฝน

ซึ่งเช่นเดียวกับการที่เรารู้ปริมาณน้ำฝน ก็น่าจะคำนวณผลกระทบต่อได้ การที่เราเห็นปริมาณคนป่วยตอนนี้ หนี้ที่โรงพยาบาลแต่ละที่แบกรับ จำนวนคนน้ำหนักเกินมาตรฐาน จำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การบริโภคที่ไม่ถูกสุขลักษณะ อัตราการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอต่ำลงทุกวัน อายุผู้ป่วยที่เริ่มเป็นโรคต่ำลงไปทุกวัน ไม่ต้องรอแก่ ไม่ต้องถึงวัยทำงาน ป่วยกันตั้งแต่เด็ก เราก็น่าจะจินตนาการถึงผลกระทบได้ไม่ยากใช่มั้ยครับ

แล้วผลกระทบของสุขภาพประชาชนมันไม่ได้จบแค่ระบบสาธารณสุขล่ม คุณภาพประชากรในการแข่งขันกับนานาประเทศไม่ได้ คนไทยมีคนที่เคยมีปัญหาทางด้านจิตเภทถึง 13 ล้านคน เด็กวัยรุ่นมากกว่า 1 ใน 5 เคยมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย เศรษฐกิจตกต่ำเพราะแรงงานอ่อนแอ เราทุ่มงบประมาณกับการรักษาคนอายุยืนขึ้น เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีแต่คนป่วยจนวัยทำงานเองก็ไม่มีเวลาจะหาเงินและมีลูกได้ ฯ

ถ้าเรื่องสุขภาพคนไทยตอนนี้ ถ้าคนปริมาณป่วยเปรียบเสมือนปัญหาน้ำเน่า เราทุ่มงบประมาณไปกับการบำบัด(รักษาพยาบาล) ที่แม้จะใช้งบประมาณมหาศาลขนาดไหนก็ไม่มีทางชนะ ตราบใดที่ยังมีน้ำเน่าใหม่ๆปริมาณมหาศาลเติมลงมาในระบบ

สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ของเสีย ขยะ ถูกทิ้งลงแหล่งน้ำ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ ก็คือเราต้องเน้นการป้องกัน ทำให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง และที่สำคัญต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก

และต่อให้บรรเทาไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายหรือใจ ปัจจุบันก็เป็นที่ยอมรับแล้วว่าการใช้การออกกำลังกายเป็นยา ( Exercise is Medicine ) เป็นหนึ่งในการรักษาที่ต้นเหตุและได้ผลดีอย่างยั่งยืน

โดยปัจจัยสำคัญที่ผมคิดว่าเราควรโฟกัสคือการทำให้เด็กมี physical literacy ความรักในการเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย เล่นกีฬาด้วยตนเองจนกลายเป็นนิสัย เป็นพฤติกรรม ซึ่งมันต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
แต่ในภาวะสังคมเร่งรีบ ผู้ปกครองก็ปากกัดตีนถีบในการหาเลี้ยงชีพ ถ้าจะให้ผมต้องจิ้มหา จุดเปลี่ยนสักจุดหนึ่ง ที่ทำให้เกมนี้เราพลิกสถานการณ์ได้ นั่นก็คือ

การเรียนการสอนวิชาพลศึกษาในโรงเรียน

แล้ววิชาที่คนมองข้ามจะมาช่วยปัญหาสาธารณสุขบ้านเราได้อย่างไร วิชาพลศึกษาที่มีสอนกันมาเป็นจะร้อยปีก็ไม่เห็นจะช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองอะไรดีขึ้น

ถ้าให้ตอบเร็วๆ ก็คงต้องบอกว่า เพราะการจัดการเรียนการสอนผิดวัตถุประสงค์ แทนที่จะใช้วิชาพลศึกษาพัฒนาคน ทำให้เด็กมีร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญาที่ดีขึ้น เกิดความรักในการออกกำลังกาย เล่นกีฬามีน้ำใจนักกีฬา ทำให้ยังมีความเป็นมนุษย์ในยุคที่เด็กอยู่กับหน้าจอไม่เคยเข้าสังคมจริง

แต่การเรียนพลศึกษาส่วนมากกลับกลายเป็นสิ่งซ้ำเติมทำให้เด็กเกลียดการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นเพราะการใช้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในการทำโทษ ให้เรียนให้ฝึกทักษะที่ยากเกินไป ไปทดสอบวิชาการละเอียดซ้ำซ้อนที่ไม่ได้จำเป็นต้องรู้ เรียนแล้วนำไปเล่นไปใช้จริงไม่ได้

แต่ถ้าเพียงเราปรับเปลี่ยน
- วิธีการเรียนใหม่ เลือกกีฬาและการสอนให้เด็กได้เล่นสนุกได้เลย เช่น แทนที่จะไปทำอะไรยาก จบเทอมแล้วยังเล่นไม่ได้ อย่างเช่น เตะตระก้อ ตีวอลเลย์ การปรับกติกา ให้เด็กใช้ลูกโป่ง บอลชายหาด ฯ ก็จะทำให้เด็กเล่นสนุกได้เลยทุกคนโดยยังไม่จำเป็นต้องมีทักษะที่ดี แล้วถ้าใครเก่งค่อยเพิ่มความท้าทาย

- วัดผลในการพัฒนาเด็ก ในหลายๆด้าน ไม่ใช่แค่ทักษะและวิชาการ เช่น แค่เด็กมีความตั้งใจ มีส่วนร่วม มีพัฒนาการที่ดีขึ้นก็สามารถให้คะแนนได้แล้ว

- ปรับการเรียนการสอนให้มีความท้าทายให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ปัญหาของการเรียนพลศึกษาที่เด็กๆหลายคนได้พบเจอคือ การได้โจทย์ที่ยากเกินไป ตัวอย่างเช่น ต้องไปหัดเดาะฟุตบอล หรือเดาะวอลเลย์บอลให้ได้อย่างน้อย 20 ครั้ง ซึ่งเด็กที่ไม่มีทักษะอาจจะทำได้แค่ 2-3 ครั้งแล้วก็หล่นซ้ำๆ แม้จะพยายามอยู่ทั้งชั่วโมงหรือทั้งเทอมเลย ก็อาจจะไม่มีการพัฒนาเลยเนื่องจากโจทย์ยากจนเด็กไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ (เหมือนเด็กที่เล่นเกมแล้วเจอระดับหัวหน้าใหญ่ มาสู้กี่ครั้งก็ตายทุกครั้งไม่ได้รับประสบการณ์เพิ่มไปพัฒนาตนเองเลย) จนทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและท้อแท้ และเมื่อถูกประเมินให้ได้เกรดต่ำ ก็อาจจะเป็นการสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อวิชาพลศึกษา

แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็น แบ่งเป็นระดับความยาก เช่น
Level 1 โยนบอลตกพื้นแล้วเตะให้โดน 10 ครั้ง พลาดกี่ครั้งก็ได้

Level 2 โยนบอลตกพื้นแล้วเตะให้โดนแล้วรับให้ได้ 10 ครั้ง พลาดกี่ครั้งก็ได้

Level 3 โยนบอลตกพื้นแล้วเตะให้โดนแล้วรับให้ได้ 10 ครั้งต่อเนื่อง

Level 4 เดาะบอลให้ไปเรื่อยๆ โดยบอลตกพื้นได้ขอแค่บอลไม่ตายให้ได้ต่อเนื่อง 10 ครั้งโดยไม่ต้องจับ

Level 5 โยนบอลแล้วเดาะกลับขึ้นมารับให้ได้ 10 ครั้งต่อเนื่อง

Level 6 โยนบอลแล้วเดาะ 2 ครั้ง ค่อยรับให้ได้ 10 ครั้งต่อเนื่อง

Level 7 เดาะบอลให้ได้ต่อเนื่อง 5 ครั้ง

Level 8 เดาะบอลต่อเนื่องให้ได้ 10 ครั้ง

แค่นี้ทุกครั้งที่เด็กผ่านด่าน ก็จะเกิดความภาคภูมิใจ เกิดความมั่นใจ เกิดการหลั่งฮอร์โมนโดปามีน ที่ช่วยทำให้เด็กมีความสุขเหมือนตอนเล่นเกม แต่เป็นการเล่นที่เกิดประโยชน์กับตัวเองจริงๆ เด็กมีความท้าทายอยากลองทำต่อ เป็นแรงจูงใจภายใน ที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ดีอย่างยั่งยืน

- กิจกรรมหลังเลิกเรียน กลับมาให้เด็กใช้พื้นที่ได้ เพราะหลายโรงเรียนเลือกจะไม่ให้เด็กเล่น เนื่องจากอาจจะมีเด็กบางคนบาดเจ็บแล้วผู้ปกครองมาโวยครู ทำให้เด็กทั้งโรงเรียนอดเล่นไปด้วย หรือบางโรงเรียนเด็กต้องมานั่งรอผู้ปกครองทั้งๆที่รู้ว่าอีกนานจะมารับ เนื่องจากมีเด็กบางคนผู้ปกครองมาแล้วติดต่อไม่ได้ (เอาปัญหาแค่ของบางคนมาออกกฏบังคับคนส่วนใหญ่)

จะให้ดีถ้าปลดล็อกให้แต่ละโรงเรียนมีเหมือนอคาเดมีได้ ครูผู้สอนมีรายได้ ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายย่อมเยากว่าส่งลูกไปเรียนข้างนอก(หรือมีสปอร์นเซอร์ในแต่ละพื้นที่แต่ผมว่ามันจะไม่ค่อยยั่งยืน) เด็กใช้เวลาหลังเลิกเรียนอย่างมีประโยชน์ ไม่ไปมั่วสุม ผู้ปกครองไม่ต้องเสียเวลารับส่งหลายที่ ในเมื่อเรียนพิเศษวิชาการผู้ปกครองจ่ายเพิ่มได้ ครูวิชาอื่นมีรายได้ แต่ครูพละหลายที่มีแต่ต้องทำฟรี หรือถ้าบางโรงเรียนผู้ปกครองมีข้อจำกัดด้านการเงิน รัฐทำสื่อการสอนให้อาสาสมัครมาช่วยดูแลก็ได้

- กีฬาสีแทนที่จะเป็นอีเวนท์สั้นๆ อาจจะเป็นการจัดเป็นลีคทั้งเทอม แทนที่จะคัดคนเป็นเลิศมาแข่งกัน การคิดค้นเกม กติกาใหม่ๆที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ก็จะทำให้เกิดวัฒนธรรมการออกกำลังกาย (เช่น ปกติเวลาผมสอนบาส ใครเล่นไม่เป็นก็ถือบอลวิ่งได้ ยิงโดนห่วงก็ได้คะแนน แล้วพอเริ่มเก่งขึ้นก็ค่อยๆลดแต้มต่อลงไปเรื่อยๆ ส่วนคนไหนเก่งก็อาจจะต้องต่อให้เพื่อนหน่อยเช่น ใช้มือซ้าย (เป็นการพัฒนาตัวเองได้อีกด้วย))

- เด็กเล็กต้องได้เล่นเพียงพอ มีช่วงเวลาฟรีเพลย์ ไม่ใช่จับเด็กไปบังคับเขียน เพราะเด็กพัฒนาสมองจากการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ พอไม่ได้ใช้ก็กลายเป็นคนเงอะงะ เคลื่อนไหวไม่ดี เล่นกีฬาไม่สนุก ไม่ชอบออกกำลังกาย

ฯลฯ

ตัวอย่างที่ประเทศจีนออกกฎใหม่ หนุนเด็กนร. 'เคลื่อนไหวร่างกาย' อย่างน้อย 2 ชม.ต่อวัน สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรีจะต้องจัดให้มีวิชาพลศึกษาขั้นต่ำ 144 ชั่วโมงเรียน ส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษาต้องมีวิชาพลศึกษาอย่างน้อย 108 ชั่วโมง ทั้งนี้เค้ายังเรียกร้องการพัฒนาบุคลากรด้านกีฬาเพิ่มขึ้น เพิ่มการผลักดันตำแหน่งครูพละ และปรับปรุงการประเมินผลการสอนของครูสาขาวิชานี้ อยู่ดีๆจีนเค้าจะลุกขึ้นมาทำนโยบายเหล่านี้ทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะเค้าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาดูแล้ววางนโยบาย
แล้วรู้หรือไม่ว่าวิชาพลศึกษาที่เป็นเหมือนกับลูกภรรยาน้อยที่หลายคนอยากให้ยกเลิกแต่ในต่างประเทศ นั้นให้ความสำคัญขนาดไหน โดยในปี 2005 UNESCO(The United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) มีการรณรงค์ให้สอนพลศึกษาและกีฬาในโรงเรียนรายงานสรุปให้ภาคีสมาชิกสอนพลศึกษาในโรงเรียน 120นาที/สัปดาห์และพัฒนาเป็น 180 นาที/สัปดาห์ ที่สุดยอดคือการประชุมนี้เรียก Bangkok Agenda2005 ไทยเป็นเจ้าภาพ ตั้งแต่ปี 2005 แต่เวลาผ่านไปนับได้ 21 ปีแล้วเรายังมีการสอนวิชาพลศึกษากันแค่ 60 นาที/สัปดาห์ แถมตอนนี้ยังต้องแบ่งครึ่งกับวิชาสุขศึกษาอีกต่างหาก
ในขณะที่หลายคนใฝ่ฝันอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เรียนโรงเรียนค่าเทอมแพงๆ เค้าให้ความสำคัญที่จะให้เด็กได้เล่นกีฬาแทบทุกวัน และเด็กที่จบกันออกมาด้วยสุขภาพแข็งแรง สุขภาพจิตดี ผลการเรียนดี แต่พอเป็นโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนหลายที่ เราก็เห็นอยู่ว่าเด็กแข่งกันเรียนหนัก ต้องเรียนพิเศษเพิ่ม เด็กอนุบาลที่ควรได้พัฒนาสมองจากการเคลื่อนไหวใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ได้เล่นเพื่อพัฒนาก็ต้องเร่งมาหัดอ่านเขียนติวกันเข้าอนุบาลทั้งที่วัยยังไม่พร้อม แต่ผลสอบมาตรฐานเทียบกับนานาประเทศเรากับแย่ลงทุกวัน มันควรต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรกันขนานใหญ่ได้แล้ว
ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีนโยบายในการปรับปรุงวิชาพลศึกษาก็เพราะเมื่อคนเรามี physical literacy รักในการออกกำลังกายเล่นกีฬาแล้ว ต่อให้ไม่มีสวนสาธารณะ ไม่มีฟิตเนส ไม่มีทางเท้า ไม่มีสนามกีฬา เค้าก็ยังจะพยายามหาทางออกกำลังกายเล่นกีฬากันด้วยตนเอง
โดยการจะแก้ปัญหา มันต้องดูถึงงบประมาณที่ใช้ไป และผลกระทบที่ได้กลับมา อย่างเช่น การรณรงค์แกว่งแขนหรือการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้งบกันไปเป็นพันล้านหมื่นล้านทั่วประเทศ ไม่เพียงพอจะทำให้คนสุขภาพดีได้ถึงเกณฑ์เลย (ไม่เหนื่อยไม่หนักเพียงพอ) แถมยังทำให้คนคิดว่าได้ออกกำลังกายแล้วเลยไม่ได้ไปทำสิ่งที่ควรทำอีกต่างหาก
สุดท้ายด้วยสติปัญญาและข้อมูลเท่าที่ผมมีตอนนี้ผมยังเชื่อว่าการปรับปรุงการเรียนพลศึกษาในโรงเรียน เป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดและเกิดผลตามมามากที่สุด เพราะถ้าเด็กแข็งแรงทั้งกายและใจรักการเคลื่อนไหวออกกำลังกายเล่นกีฬาได้ด้วยตนเอง ในอนาคต คนที่มีปัญหาสุขภาพทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและจิตเภทก็น้อยลง พอคนป่วยก็น้อยลงหมอและพยาบาลก็เบาแรง งบประมาณที่ต้องใช้ไปกับการรักษาก็น้อยลง มีงบไปพัฒนาประเทศด้านอื่น คนวัยทำงานก็มีศักยภาพทำงานได้เต็มที่ ไม่ป่วยไม่ต้องสละเวลาไปดูแลผู้สูงอายุติดเตียง ผู้สูงอายุก็ดูแลตนเองและยังทำงานได้ อาชญากรรมก็ลดน้อยเพราะปัญหาสังคมน้อยลง ฯ
ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าผู้บริหารที่มีส่วนรับผิดชอบจะนำเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณาในการทำนโยบายแก้ปัญหาต่างๆที่ปัจจัยต้นเหตุนะครับ

โค้ชเป้ง

เป้าหมายปีหน้าใช้ชีวิตนี้ให้คุ้ม แต่จะทำยังให้สามารถกอบโกยความสุขได้มากๆ แล้วจะวัดยังไง?ในเมื่อความสุขมันเป็นความรู้สึกเ...
31/12/2025

เป้าหมายปีหน้าใช้ชีวิตนี้ให้คุ้ม แต่จะทำยังให้สามารถกอบโกยความสุขได้มากๆ แล้วจะวัดยังไง?

ในเมื่อความสุขมันเป็นความรู้สึกเป็นนามธรรม ถ้าเราพยายามจะแปลงเป็นรูปธรรมเป็นหน่วยวัด ผมก็เลยอาจจะใช้การคำนวณ Volume แบบที่ใช้คำนวณโปรแกรมในการออกกำลังกาย เช่น เราอยากรู้ว่าปริมาณการซ้อมวิ่งของเราเป็นเท่าไร ถ้าไปวัดระยะทางอย่างเดียว มันก็อาจจะมีรายละเอียดไม่พอ เพราะ 1 กิโลเมตรที่วิ่ง easy กับ 1 กิโลเมตรที่วิ่ง interval มันเกิดผลกับร่างกายไม่เท่ากัน

ถ้าจะคำนวณให้ละเอียดขึ้นมาอีกนิด(ปกติอาจจะใช้วิธีนี้กับการออกแบบโปรแกรมของกีฬาประเภททีมให้เห็นค่ารายละเอียดคร่าวๆ) มันก็อาจจะเป็นการใช้ความหนัก x ด้วยเวลาที่วิ่ง เช่น ถ้าวิ่ง easy ความหนักประมาณ 3 เต็ม 10 เป็นระยะเวลา 20 นาที ก็เอา 3 x 20 = 60 หรือถ้าวิ่ง interval ความหนักประมาณ 8 เวลาที่ใช้วิ่ง 10 นาที ก็เอา 8 x 10 = 80 นาที เป็นต้น แล้วก็เอาค่าที่ได้ไปรวมกัน ว่าสัปดาห์นึงเรามีปริมาณการซ้อมเท่าไร เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าเราอยากใช้ชีวิตให้คุ้ม ก็คือเราอยากได้ความสุข Volume ปริมาณมาก เราก็ต้องมีนาทีที่มีความสุขมากๆ ซึ่งพอเราตั้งเป้าหมายแบบนี้ ก็จะออกแบบแนวทางการใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

เพราะถ้าพอบอกว่าต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม กอบโกยความสุขให้เยอะๆ การที่เราไม่ได้คำนวณรายละเอียดเราก็อาจจะเลือกแผนผิด อย่างการพยายาม ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง เที่ยวให้เยอะ ดื่มให้หนัก กินแพง ใช้ของหรู แต่ถ้าเราลองถอยมาดูสักนิดก็จะพบว่า การกระทำเหล่านั้น มันเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ค่อยคุ้ม

เนื่องจาก ความสุขเหล่านั้นมันอยู่แป๊บเดียว บางทีไม่ทันข้ามวันก็จางไปแล้ว อย่างดื่มเหล้าข้ามวันไปก็เลิกสุขแล้ว ซื้อมือถือ ซื้อกระเป๋า ซื้อรถใหม่ๆ ใช้ได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็ชินเสียแล้ว เพราะความการจะทำให้มีความสุขที่ได้สกอร์มากๆแบบ 8-10 คะแนน มันยากเพราะความสุขมันชินชาได้ง่าย ใครที่เคยกินบุฟเฟต์ติดกันสัก 3 มื้อ เที่ยวต่อเนื่องสักเดือนนึง ฯ ก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขได้เท่าช่วงแรกๆอีกแล้ว แถมหลายอย่างที่ทำมันอาจจะทำให้เกิดความทุกข์ตามมาแทนเสียอีก เช่น ดื่มหนักเกินไปจนเสียสุขภาพ ซื้อของหรูมากจนมีปัญหาการเงิน เป็นต้น

แล้วเราจะใช้ชีวิตให้คุ้มได้อย่างไร?

ผมก็แนะนำทฤษฎีพื้นฐานอย่างเช่น พีระมิดความสุข

โดยถ้าเราไปดูข้อมูลวิทยาศาสตร์เราจะพบว่าเวลาที่เรามีความสุข มันมีฮอร์โมนหลั่งออกมามากมาย แต่มีตัวหลักๆที่เราควรให้ความสนใจอยู่ 3 ชนิด คือ

📌🧘‍♂️🏋‍♂️ ความสุขแบบเซโรโทนิน คือความสุขแบบมีสุขภาพดี ทั้งกายและใจ เป็นพื้นฐานของพีรามิด เพราะ การมีร่างกายแข็งแรง ก็กินอิ่มอร่อย หลับสบาย ขับถ่ายปกติ ไม่ต้องมีโรคเรื้อรังให้รำคาญ เมื่อบวกกับ สุขภาพใจที่สุขสงบ ไม่มีเรื่องความเครียดรบกวน(นาทีของความสุขของเราก็ไม่ติดลบ โดยถ้าให้ผมให้ความเห็นในการจัดการความเครียด เวลาเกิดเรื่องไม่ดีการจินตนาการถึงกรณีเลวร้ายที่สุดแล้วยอมรับมันให้ได้ ทำให้เรารับมือกับมันได้ดีและง่ายขึ้นเยอะเลย เพราะมันไม่ต้องไปกังวลอะไรถึงมันแล้ว )

ดังนั้นถ้าใครจัดการตรงนี้ดี ตลอดเวลาที่ลืมตาตื่น มันก็เหมือนเรามีฐานความสุข บวก 1-4 คะแนน ทุกนาที โดยเฉพาะความรู้สึกซาบซึ้งใจและขอบคุณสิ่งรอบตัว ผมพึ่งเข้าใจที่ศาสนาต่างๆสวดขอบคุณก่อนรับประทานอาหารก็เมื่อไม่นานมานี้นี่เอง เพราะพอเราผ่านโลกมาระดับนึง เราถึงเข้าใจว่าชีวิตธรรมดาของเรา มันก็เป็นชีวิตในฝันของใครหลายคน การที่เราได้มีข้าวกินไม่ต้องเผชิญความอดอยาก สงคราม ได้กินอิ่ม นอนอุ่น โชคเป็นสิ่งสำคัญกว่าความสามารถของเรามาก เหมือนที่ Warren Buffett บอกว่า ความสำเร็จของเขา เป็นเพราะโชคดีที่ได้เกิดในอเมริกา ได้ใช้วิชาความรู้การลงทุนหาเงินในประเทศตัวเอง แต่ถ้าเขาเกิดผิดที่ ความรู้การลงทุนก็อาจไม่มีประโยชน์เลย!

หรือถ้าเราพอจะจำความรู้สึกเรายามท้องเสีย ข้อเท้าพลิก ฯ ได้ว่า วันธรรมดาของเรานี่แหละเป็นวันวิเศษวันนึง เลิกเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น เลิกเอาโลกโซเซียลมามีอิทธิพลกับความเป็นจริงได้เมื่อไรนาทีของความสุขเรารับรองวิ่งไม่หยุดทั้งกลางวันและกลางคืนอีกต่างหาก เนื่องจากเมื่อเราสุขภาพกายใจดี ก็นอนหลับได้ดี ไม่มีฝันร้าย ไม่ต้องหวาดผวาตื่นมากลางดึก ไม่ต้องกังวลเพราะเราทำทุกอย่างถูกต้องมีหลักการ ถูกกฏหมายก็ไม่ต้องระแวงว่าเมื่อไรความผิดของเราจะโดนแฉ

📌👨‍👩‍👧‍👦 ความสุขแบบออกซิโตซิน คือความสุขจากความรักความผูกพัน มิตรภาพ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือชุมชน ความสุขชั้นตรงกลางของพีระมิด การได้อยู่ในสภาพสังคมดีๆ มีครอบครัวที่ดี เพื่อนร่วมงานที่ดี เพื่อนที่ดี สังคมโซเซียลที่ดี อันนี้ก็ถือว่าเป็นพรอันประเสริฐ แน่นอนว่าบางครั้งเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ยังพอจัดการกับความสัมพันธ์แบบ toxic ทั้งหลายได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งขอบเขตการรับผิดชอบ การเลือกการตอบสนอง การพาตนเองไปอยู่ในสังคมใหม่ๆ การเลือกเสพเลือกแสดงออกและตอบโต้ในโลกโซเซียล การเลือกจะเกลียดคนที่พฤติกรรมไม่ใช่ตัวบุคคล เลือกที่จะมองปัญหาจากภาพรวม ลองมองลึกไปถึงต้นเหตุ คิดหาวิธีแก้ไขที่เริ่มได้จากตัวเรา การมีน้ำใจกับผู้อื่นโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน และขอบคุณคนอื่นจากใจจริง

มันก็สามารถทำให้เรามีความสุขเพิ่มเติมระหว่างวันได้ง่ายๆทั้งวัน

📌🏆🥇🥈🥉 ส่วนสุดท้ายความสุขแบบโดพามีน ความสุขบนยอดพีรามิด ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้จากส่วนนี้เยอะๆทั้งวัน นั่นก็คือความสุขจาก ความสำเร็จ การบรรลุเป้าหมาย แม้ในปัจจุบันมันจะได้มาง่ายๆจากการไถหน้าจอ โพสต์อวดในโซเซียล ติดเกม ติดการพนัน ติดการช๊อปปิ้ง ติดแอลกอฮอล์ บุหรี่ ฯ จนกลายเป็นส่งผลลบกับตัวเอง

เพราะอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่าความสุขถ้าได้มาแบบนี้มันก็ชินชาได้ง่าย จนต้องมีโดสที่เยอะขึ้นเรื่อยๆเพื่อที่จะกระตุ้นให้ยังรู้สึกสุขได้เท่าเดิม จนมันกินเวลา เผาทรัพย์ และทำร้ายร่างกายตนเอง ซึ่งผมก็คงไม่ได้ถึงกับห้ามทำ แต่แนะนำว่า ถ้าทำโดยมีตารางหรือปริมาณกำหนดที่ชัดเจน เช่น เล่นมือถือไม่เกินวันละ…นาที ดื่มเหล้าไม่เกิน…ต่อสัปดาห์ แล้วนำตนเองไปทำกิจกรรมที่เกิดโดพามีนตามธรรมชาติที่จะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่าง การพัฒนาตนเอง การเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ทำให้ชีวิตมันยังได้เจอความท้าทาย ใจเต้น ลุ้นระทึกกันบ้าง

โดยเราอาจจะใช้การธรรมงาน ทำงานให้เหมือนปฏิบัติธรรมะ ทำอย่างดีที่สุด ทำเพื่อส่งมอบสิ่งดีๆให้คนอื่น อย่างเช่น จะทำงานให้เหมือนเล่นเกมก็ได้ อย่างการตั้งเป้าวันนี้จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ได้รับประสบการณ์ดีๆ อย่างน้อยกี่คน วันนี้จะผลิตชิ้นงานให้เพอร์เฟ็คภายในระยะเวลาที่ตั้งเป้าไว้ หรือไปลองหาอะไรท้าทายวิ่งให้ไกลขึ้นอีกหน่อย เข้าฟิตเนสยกให้หนักขึ้นอีกนิด ฝึกเล่นกีฬาหรือหากิจกรรมอะไรทำให้เราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ฯ เราก็จะได้ความสุขจากความสำเร็จ แถมยังพัฒนาตนเองเพิ่มมาได้อีกง่ายๆ

ดังนั้นเราจะเห็นว่าคนที่จัดการชีวิตตนเองได้ดีจะมีนาทีแห่งความสุขได้ทั้งวัน เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี เค้าก็มีปริมาณนาทีแห่งความสุขไปมากมายมหาศาล สมมติเอาหน่วยเป็นวัน อย่างผมประเมินตัวเองแต่ละวันถ้าให้คะแนนไม่น่ามีความสุขน้อยกว่า 3 คะแนน บางวันมีเรื่องราวมีกิจกรรมดีๆก็ขึ้นไป 5-7 คะแนนบ้าง มีอีเวนท์ใหญ่ๆ พิเศษหน่อยก็อาจจะขึ้น 8-10 คะแนนแม้จะไม่กี่วัน และวันที่ได้คะแนนติดลบน่าจะน้อยจนนับนิ้วได้ แต่โดยเฉลี่ยผมว่าอย่างน้อยต้องได้สัก 5 คะแนน เอาไปคูณจำนวนวันในหนึ่งปี ปีนี้ผมน่าจะได้ปริมาณแห่งความสุขไป 365 x 5 = 1,825 คะแนน แล้วตั้งเป้าจะทำให้ได้อย่างนี้ทุกปี

ซึ่งลองมาดูในกรณีที่แต่วันละจมอยู่กับความทุกข์ ความโกรธ ความกังวล อิจฉา ฯ ถ้าตีเป็นคะแนนความสุขแต่ละวัน ถ้าไม่ได้ 0 คะแนน ก็อาจจะ ติดลบไปถึง -10 คะแนน แล้วต่อให้ใช้วิธีเร่งความสุขแบบฉาบฉวย ซึ่งอยู่ได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน คิดๆคำนวณแล้ว ผ่านไปทั้งปีดีไม่ดี ปริมาณนาทีแห่งความสุขเราติดลบอีกต่างหาก

ในเมื่อชีวิตเราสิ่งที่ทำไปทั้งหลายก็เพื่อแสวงหาความสุข การทำความเข้าใจมันก่อน ก็จะทำให้เราได้สิ่งที่ต้องการมาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นปีหน้าอย่าลืม ตั้งเป้าหมาย ใช้ชีวิตกันให้คุ้ม กอบโกยความสุขกันให้เต็มที่นะครับ

โค้ชเป้ง

ที่อยู่

96 ถนนชักพระ แขวงตลิ่งชัน
Taling Chan
10170

เบอร์โทรศัพท์

0865053927

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ez2fitผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Ez2fit:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram