05/02/2026
"ป๊า อยากกลับบ้านแล้ว"
ลูกบอกผมตั้งแต่วันที่ 3 ที่ไปญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะเที่ยวญี่ปุ่นไม่สนุก เพราะนี่คือการได้เจอหิมะครั้งแรกของเด็กๆ ได้เที่ยวสวนสัตว์ดูเพนกวิน หมีขาว ได้เที่ยวลานสกี ฯ แต่เพราะลูกอยากไปโรงเรียน อยากเตะบอล อยากเจอเพื่อน
พอได้ฟังแล้วก็นึกถึงเพื่อนๆผมที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนที่เล่าว่า ลูกไม่อยากไปโรงเรียน ทั้งๆที่โรงเรียนเหล่านั้นดังระดับประเทศ
โดยปกติถ้าเราไปเที่ยวยาวๆแล้วสนุกมีความสุขมากๆ บางคนก็อาจจะเจอภาวะ Post-Vacation Blues อารมณ์เศร้า หดหู่ ที่เกิดขึ้นหลังกลับจากการเที่ยวหรือหยุดยาว
แต่เนื่องจากครอบครัวผมได้เที่ยวเกินมาตรฐานคนทั่วไปนิดหน่อย เพราะผมทำงานออนไลน์ ดังนั้นปกติถ้าปิดเทอมการไปเที่ยวเป็นเดือน หรือเที่ยวได้ค่อนข้างนานจึงเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่เกือบทุกครั้งไม่ว่าจะไปที่ไหน ได้เที่ยวที่ในฝันยังไง ความคิดอยากกลับบ้านที่ไม่ใช่เพราะที่เที่ยวไม่ดีไม่สนุก แต่อยากกลับเพราะสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันมันมีความสุขอยู่แล้ว มันชนะเสมอ
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงซีรีส์ Extraordinary Attorney Woo ตอนของ "บังกูปง" หัวหน้ากองทัพปลดแอกเด็ก ที่ขโมยรถพาเด็กๆ หนีเรียนพิเศษไปเล่นบนเขา โดยมีกฎ 3 ข้อที่ผู้ใหญ่ฟังแล้วจุกอก:
• เด็กๆ ต้องเล่นเดี๋ยวนี้
• เด็กๆ ต้องสุขภาพแข็งแรงเดี๋ยวนี้
• เด็กๆ ต้องมีความสุขเดี๋ยวนี้
ในซีรีส์สะท้อนถึงสังคมปัจจุบัน ว่าเรากำลังเคี่ยวเข็ญเด็กหนักเกินไปหรือเปล่า?
ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปเรียนโรงเรียนดีๆแต่ไกลๆ พักเที่ยงต้องรีบกินข้าวแล้วมาอ่านหนังสือ เลิกเรียนต้องเรียนพิเศษยันมืด เสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องเรียนพิเศษอยู่
48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วงเวลาการทำงานที่กำหนดออกมาปกป้องผู้ใหญ่ เป็นกฏหมายแรงงาน แต่เด็กหลายคนมีกิจกรรมแน่นทั้งวันทุกวัน แม้ในกิจกรรมเสริม ดนตรี กีฬา ศิลปะ ก็ยังต้องคอยไปแข่งขัน ซ้อมหนัก ถูกกดดันอยู่ตลอดเวลา
ทั้งๆที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าเด็กต้องได้เล่นจนเหนื่อยอย่างน้อยวันละ 60-180 นาที แต่เด็กยุคนี้อาจจะไม่เคยมีประสบการณ์ได้เล่นจนหัวเปียก แก้มแดงเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆที่หน้าที่เค้าคือการเล่น แต่ต้องมานั่งเรียนนิ่งๆวันละหลายชั่วโมง ติวสอบแข่งกันตั้งแต่เข้าอนุบาล บังคับอ่านเขียนทั้งที่ยังไม่ถึงวัย อนุบาลเรียนเนื้อหาของประถม ประถมเรียนเนื้อหาของมัธยม มัธยมต้องไปเรียนเนื้อหาของมหาลัย ฯ เราจึงพบเห็นการ burn out มีปัญหาสุขภาพจิตในเด็กได้มากขึ้นทุกวัน
แม้แนวทางการเลี้ยงลูกแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน แต่จากสิ่งที่ผมพบเจอ ถ้าเราลองศึกษาหาความรู้ ลองดูแนวทางอื่นๆ อาจจะพบวิธีที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก อย่างเช่น ซ้อมกีฬาอาทิตย์ละ 3 วัน วันละชั่วโมงอาจจะได้ผลดีกว่า ซ้อมทุกวันวันละ 2 ชั่วโมง (อ่านเพิ่มได้ในเมนท์) หรือ เรียนพิเศษแค่อาทิตย์ละครึ่งวัน อาจจะได้ผลดีกว่าเรียนพิเศษทุกวันก็ได้
ถ้าเราลองถามตัวเองกันว่า “ชอบทำโอทีมั้ย?” หลายคนคงบอกว่าต่อให้ได้เงินเพิ่ม แต่หลายครั้งก็เหนื่อยแล้ว ไม่อยากทำ
“แล้วถ้าต้องเข้าประชุมเรื่องเดิม เรื่องละ 2 รอบล่ะ?”
ผมเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะบอกว่ารอบเดียวก็น่าเบื่อพอแล้ว สมาธิจะตั้งใจฟังให้จบยังยากเลย
“แล้วเด็กเรียนเรื่องเดิม ครั้งละ 2 รอบ เวลาเรียนรวมแล้วน่าจะเกินเวลาทำงานของผู้ใหญ่ในกฏหมายแรงงาน เด็กเค้าจะไหวหรอ ?”
หลายคนก็อาจจะคิดว่า “แล้วจะให้ทำอย่างไรได้? เดี๋ยวนี้การแข่งขันมันสูง ถ้าไม่เรียนพิเศษก็สอบเข้าโรงเรียนดีๆไม่ได้”
ผมก็เลยอยากลองเสนอให้เรียนพิเศษเหลือแค่อาทิตย์ละครึ่งวัน
เพราะอย่างตอนสมัยผมเด็กๆ พ่อแม่ก็ไม่ได้บังคับเรียนเพิ่มอะไร ผลการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีปิดเทอมหนึ่ง เวลาว่างเยอะเกินก็เลยโดนให้ไปเรียนพิเศษ ปรากฏว่าพอโรงเรียนเปิด เรื่องที่เรียนผมรู้มาหมดแล้ว ผมก็เลยไม่ตั้งใจฟัง นั่งเหม่อๆ วาดรูปเล่นไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีเพื่อนเค้าเรียนไปถึงเรื่องที่ผมไม่รู้เรื่องเสียแล้ว เทอมนั้นก็เลยคะแนนไม่ดี
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ก็ลองตกลงกับน้องดู ว่าถ้าไม่ต้องเรียนพิเศษเยอะแยะแล้ว ไปตั้งใจเรียนในห้องให้ดี ถึงเวลาวันเสาร์ก็หาครูมาติวส่วนตัวหรือจริงๆคุณแม่ติวเองก็ได้ เอาพวกหนังสือเรียนแบบฝึกหัดมาสอบถามน้องดู ไม่เข้าใจตรงไหนก็สอนเพิ่ม แต่ถ้าทำได้ถูกหมดก็ปล่อยเลย ไม่ต้องเรียน
แล้วทีนี้ตอนเรียนน้องก็จะตั้งใจเรียนในห้องอย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากต้องมานั่งเรียนซ้ำ ใครจริงจังหน่อยเพิ่มเวลาทำโจทย์ในแต่ละวันก็ได้ แล้วพอจะขึ้นมัธยมค่อยมาติวเรียนจริงจัง ไอ้พวกเนื้อหายากๆเรียนล่วงหน้าไป ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กเลย
หลายคนก็น่าจะสงสัยแล้วมันจะได้ผลดีจริงมั้ย
ผมก็ตอบได้แค่ว่า
“ไม่ทราบครับ แต่ในกลุ่มที่เรียนเยอะแต่ผลการเรียนไม่ดี ลองดูก็ไม่น่าเสียหาย กับลูกผมก็ทำแบบนี้นะครับ”
โดยเฉพาะในเด็กอนุบาลและประถม เป้าหมายคือการให้เค้ารักเรียน อยากค้นคว้า ได้จินตนาการได้ทดลอง สนุกกับการไปเรียน มีความสุขถึงขนาดที่ไปเที่ยวยังสู้ไม่ได้ โตขึ้นมาเราก็สบายไม่ต้องเคี่ยวเข็ญ
แต่ถ้าเราต้องเคี่ยวเข็ญหนักหน่วงกันตั้งแต่เด็ก หน้าบูดหน้าบึ้งกันทั้งวัน ขนาดผู้ใหญ่บางคนก็น่าจะมีประสบการณ์เวลาไปทำงานที่ไม่ชอบ ประเภทที่ต้องมาตะโกน I love my job ๆ ๆ ๆ ปลุกใจหลอกตัวเองกันไปวันๆ แต่ละวันไม่อยากตื่นไปทำงาน แค่คิดว่าจะไปทำงานก็หัวใจเต้นแรง เครียดเหงื่อออกมือกันแล้ว ซึ่งถ้าเด็กมีอาการเหล่านี้ มันจะไปเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
ในยุคที่ AI จะครองโลกอยู่แล้ว ความรู้ล้าสมัยได้ในไม่กี่วัน ปัญหาสุขภาพจิตพุ่งสูงขึ้นทุกวัน
สุดท้ายโจทย์ง่ายๆอย่าง ทุกวันนี้ลูกคุณมีความสุขรึยัง? น่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกครอบครัวต้องไปทบทวนกันนะครับ
โค้ชเป้ง