หมอแมนฝังเข็มยาจีนอู่ทอง-สุพรรณ

หมอแมนฝังเข็มยาจีนอู่ทอง-สุพรรณ อาจารย์แพทย์จีน ปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและป้องกันโรค ทุนรัฐบาลจีน

20/11/2025

EP90**10 เหตุผลของอาชีพแพทย์จีนทำไมน่าเรียนนน❤️

📍วันนี้หมอแมนมีโอกาสได้ไปแนะแนวที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน ไปในนามตัวแทนของมหาวิทยาลัยและสาขาหลักสูตรการแพทย์แผนจีนครับ จะบอกว่าปีนี้น้องมัธยมที่มีความสนใจหลักสูตรการแพทย์แผนจีนยังเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีจำนวนมากเช่นเดียวกันที่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลกับผู้ปกครองได้ วันนี้หมอจึงอยากจะมาเล่า ในหัวข้อ
💛 10 เหตุผลที่ “แพทย์แผนจีน” คือสาขาที่ผู้ปกครองวางใจได้ และเด็กยุคใหม่เลือกเรียนอย่างมีอนาคต
เพื่อประกอบการตัดสินใจให้กับน้องน้องมัธยมและผู้ปกครองจะได้รู้และมั่นใจในการเลือกเรียนในสาขาแพทย์แผนจีนมากขึ้นครับ🥰

เหตุผลที่หมอแมนสรุปก็จะมีประมาณนี้ครับ

1) เป็นวิชาชีพที่มีตัวตนชัดในระบบสุขภาพไทย

✍🏻แพทย์แผนจีนเป็นวิชาชีพที่มีใบประกอบโรคศิลปะรองรับ เป็นอาชีพที่กฎหมายคุ้มครอง ผู้ปกครองสบายใจได้ว่าลูกเลือกทางที่มั่นคง มีมาตรฐานรองรับชัดเจน ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศแน่นอนครับ

2) จบมาแล้ว “มีงานรองรับจริง”

นอกจากมีมหาวิทยาลัย 10 แห่งในไทยที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการวิชาชีพและได้รับความร่วมมือในการผลิตบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยแพทย์จีนในประเทศจีนแล้ว บ่งบอกได้ถึงคุณภาพของแพทย์จีนที่จบไปในตลาด

🫶ปัจจุบันมีทั้ง ทั้งโรงพยาบาลรัฐ–เอกชน คลินิกฟื้นฟู และ Wellness Center สถานดูแลผู้สูงอายุอย่าง ยังกำลังต้องการบุคลากรเพิ่ม แพทย์จีนจึงไม่ใช่สาขาที่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะมีงานหรือไม่ครับ นอกจากอาชีพแพทย์แผนจีนยังมีงานทำในสายอาชีพที่หลากหลายแน่นอนครับ

3) รายได้เติบโตตามฝีมือ ไม่ใช่ตามดวง

หมอจีนยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง ยิ่งมีประสบการณ์ คนไข้ยิ่งไว้ใจ
รายได้ขึ้นตามคุณภาพ ไม่ใช่ตามโชค
และไม่ต้องใช้ตัวเลขมาบอกก็รู้ว่า “อยู่ได้จริง” สำหรับความมั่นคงไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ถ้าพูดถึงความมั่นคง สำหรับหมอมีความมั่นคงสูงครับ ดังนั้นอาชีพแพทย์จีนจึงเป็นอาชีพที่หมอแมนเลือกและหากให้เลือกอีกกี่ครั้งก็จะเลือกอาชีพแพทย์แผนจีนแน่นอนครับ🤭

4) เป็นวิชาชีพที่ไม่มีวันล้นตลาด

เพราะต้องใช้เวลาเรียนยาว ทักษะเฉพาะทาง และความตั้งใจสูง ปัจจุบันยังมีจำนวนนักศึกษาน้อย แต่ความต้องการ ถือว่า เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับในโลกปัจจุบันกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้วิชาชีพทางด้านสุขภาพเป็นที่ต้องการอย่างมากทั้งในและต่างประเทศครับ
นอกจากนีตำแหน่งแพทย์แผนจีนก็สามารถทำงานในโรงพยาบาลรัฐได้การรับรองจากกพ. มีตำแหน่งข้าราชการรองรับ มั่นคงไปยาวยาว✌🏻

5) AI แทนไม่ได้ เพราะต้องใช้หัวใจของมนุษย์

แพทย์แผนจีนเป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ความใส่ใจสื่อสารกับคนไข้โดยตรงใช้จิตวิญญาณของการเป็นแพทย์การพูดและจิตวิทยาในการดูแลผู้ป่วยดังนั้น
การจับชีพจร ดูลิ้น ประเมินพลังงานร่างกาย รวมถึงการฝังเข็ม และหัตถการอื่นๆเช่นกันนวดทุยหนา ครอบแก้ว กวาซา จึงเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้สึก–ความละเอียดประสบการณ์ เทคโนโลยีAIจึงยังเลียนแแบบไม่ได้ครับ

6) เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทำให้เด็กภูมิใจในอาชีพ

เป็นอาชีพที่ไม่ใช่แคร์มั่นคงทางฐานะแต่ยังสร้างคุณค่าทางจิตใจ เพราะการได้ช่วยคนที่ปวด เดินไม่ได้ นอนไม่หลับ เครียด หรือท้อแล้วเขาดีขึ้นเพราะตัวเรา
เป็นความสุขที่เงินให้ไม่ได้ แต่ทำให้อยากพัฒนาไปเรื่อย ๆครับ สามารถทำได้จนแก่สร้างคุณค่าให้กับสังคมตลอดชีวิตการทำงานครับ🙏🙏🙏

7) เปิดคลินิกเป็นเจ้าของธุรกิจได้จริงในอนาคต

หลังสั่งสมประสบการณ์เพียงพอ
เด็กที่ตั้งใจ มีวินัย และมีความรับผิดชอบ
สามารถสร้างพื้นที่รักษาเล็ก ๆ ของตัวเองได้
เส้นทางนี้มั่นคงและงอกงามไปพร้อมความเก่งของเขา

8)😎 ยิ่งอายุมาก ยิ่งน่าเชื่อถือ

อาชีพแพทย์จีนเหมือนชาอู่หลง…
ยิ่งหมัก ยิ่งดี
ประสบการณ์คือสิ่งที่ทำให้เด็กกลายเป็นหมอที่ทุกคนไว้วางใจ ไม่ต้องแข่งขันกับเด็กรุ่นใหม่แบบสายอาชีพอื่นแน่นอน

9) เปิดโอกาสต่อยอดหลากหลาย🌟

ทั้งสมุนไพร การสอน เวชศาสตร์ชะลอวัย งานวิจัย งานประกอบการ หรือ Wellness
เหมาะกับเด็กยุคใหม่ที่อยากเติบโตแบบไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบเดียวครับ

10) เป็นอาชีพที่ “ดูแลคนอื่น ดูแลคนในครอบครัว และดูแลตัวเองได้ด้วย” ตัวเองแข็งแรงคนรอบข้างแข็งแรง

💪แพทย์จีนสอนให้เข้าใจร่างกายตัวเอง
จัดการความเครียด นอนหลับให้ดี และรักษาสมดุลชีวิต
ลูกหลานจึงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ

🍃 จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น แพทย์แผนจีนจึงเป็นสาขาที่ทั้งผู้ปกครองสบายใจ เด็กก็เดินได้อย่างมีความหวัง
ไม่ต้องตั้งความคาดหวังเรื่องตัวเลข
เพราะอาชีพนี้เติบโตตามความตั้งใจ ความเมตตา และฝีมือที่สั่งสมจริง ๆครับผม

#แนะแนวแพทย์จีน
#หมอแมนแพทย์จีน
#อาชีพแพทย์จีน

https://www.facebook.com/share/p/17LuQvP298/?mibextid=wwXIfr
08/11/2025

https://www.facebook.com/share/p/17LuQvP298/?mibextid=wwXIfr

EP87**แค่นอนให้พอจะกลางวันหรือกลางคืนก็เหมือนกันจริงมั้ย?

🕰️ แล้วการนอนที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต ส่งผลอย่างไรกับร่างกายนะ

💤😴ทุกคนเคยสงสัยไหม…
เรานอนช่วงไหนจะดีต่อร่างกายที่สุด?

😷และเคยไหมทำไมช่วงไหนนอนดึกบ่อย ๆ ร่างกายจะเริ่มอ่อนแอ จะเจ็บคอบ่อย ผื่นขึ้นตามผิวหนังง่าย หรือรู้สึก “ภูมิตก” แบบไม่มีสาเหตุ?
🤢หลายคนมักคิดว่าเป็นเพราะพักผ่อนไม่พอ แต่ในความจริงลึกกว่านั้น
เพราะเราอาจกำลังใช้ชีวิตสวนทางกับ “นาฬิกาชีวิต” ของตัวเองอยู่โดยไม่รู้ตัว
🧐ในทางแพทย์จีน ร่างกายคนเราดำเนินไปตามจังหวะของ “หยิน–หยาง”☯️
🌤️กลางวันคือเวลาของหยาง พลังแห่งการเคลื่อนไหว
🌘กลางคืนคือเวลาของหยิน พลังแห่งการเก็บพักและซ่อมแซม

ถ้าเราฝืนช่วงเวลา “หยิน” ด้วยการนอนดึกหรือทำงานยาวถึงเช้า ร่างกายจึงไม่อาจเก็บพลังกลับเข้าสู่ตับและไตได้
จะทำให้
✅เลือดพร่อง (血虚),
✅ชี่อ่อน (气虚)
✅ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ… แนวคิดนี้ตรงกับสิ่งที่งานวิจัยทางการแพทย์สมัยใหม่กำลังพูดถึงเช่นกัน 👇

🧬 รู้มั้ยว่าเมื่อร่างกายขัดจังหวะนาฬิกาชีวิต เม็ดเลือดขาวก็จะสับสนไปด้วย

📍จากงานวิจัยจาก Tang และคณะ (2024)
เรื่อง “Circulating white blood cell traits and prolonged night shifts: a cross-sectional study based on nurses in Guangxi”
ศึกษากลุ่มพยาบาลในมณฑลกว่างซี ประเทศจีน พบว่า
ผู้ที่ทำงาน กะกลางคืนต่อเนื่อง มีค่า เม็ดเลือดขาวรวม (WBC) สูงกว่ากลุ่มที่นอนตามเวลาปกติอย่างมีนัยสำคัญ
และมีการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนเม็ดเลือดขาวบางชนิด เช่น neutrophils และ lymphocytes

🔹 ผลที่ชี้ให้เห็นคือ:
👉ร่างกายตีความการอดนอนและแสงไฟตอนกลางคืนเหมือน “ภาวะเครียดเรื้อรัง”
✍🏻ระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้น ฮอร์โมนคอร์ติซอลหลั่งมากขึ้นและเม็ดเลือดขาวจะเพิ่มจำนวนเพื่อรับมือกับ “ภัย” ที่ร่างกายเข้าใจว่ากำลังมา

🙂‍↕️เมื่อเป็นเช่นนี้ซ้ำ ๆ จะนำไปสู่ การอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation)ซึ่งเป็นรากของโรคหลายชนิด เช่น เบาหวาน หลอดเลือดตีบ และภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง

📚 อ้างอิง:
Tang, Y., et al. (2024). Circulating white blood cell traits and prolonged night shifts: a cross-sectional study based on nurses in Guangxi. Scientific Reports, 14, 12345.
👉 อ่านงานวิจัยเต็มจาก Nature

แล้วเม็ดเลือดขาวมากมีผลอย่างไรกับร่างกาย!!
🩸 เม็ดเลือดขาวกับสารชี้วัดการอักเสบเรื้อรัง

งานของ Sulley และคณะ (2025)
เรื่อง “Predictive modeling and NHANES analysis of AGP for WBC count”
ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง AGP (alpha-1-acid glycoprotein) — โปรตีนที่สะท้อนภาวะอักเสบแฝงในร่างกาย — กับ จำนวนเม็ดเลือดขาว (WBC count)

🔹 ผลการศึกษา:
ค่า AGP ที่สูงมักสัมพันธ์กับจำนวนเม็ดเลือดขาวที่มากผิดปกติ
จะสะท้อนถึง “ภูมิคุ้มกันที่ตื่นตัวเกินไป” แม้ไม่มีการติดเชื้อเฉียบพลัน
และเป็นตัวบ่งชี้ ภาวะอักเสบเรื้อรังแบบเงียบ ๆ (silent inflammation)
ซึ่งสัมพันธ์กับโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งในระยะยาว

📚 อ้างอิง:
Sulley, S., et al. (2025). Predictive modeling and NHANES analysis of AGP for WBC count. BMC Medical Research Methodology, 25, 34.
👉 อ่านงานวิจัยเต็มจาก Springer

🕯️ ในมุมมองแพทย์จีน: “หยาง–หยิน ต้องมีเวลา”

แพทย์จีนโบราณกล่าวไว้ว่า

“กลางคืนไม่หลับ เท่ากับทำร้ายตับ;
กลางวันไม่ขยับ เท่ากับทำร้ายม้าม”

เมื่อหยางไม่สงบในเวลาที่ควรพัก หยินไม่สมบูรณ์ในเวลาที่ควรหล่อเลี้ยง
เลือดและพลังจึงไม่หมุนเวียนสมดุล
ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง ผิวหนังอักเสบง่าย และอารมณ์แปรปรวน

ทั้งศาสตร์จีนและแพทย์แผนปัจจุบันจึงต่างพูดเรื่องเดียวกัน—
ร่างกายที่ฝืนธรรมชาติ จะต้องชดใช้ด้วยพลังชีวิตและภูมิคุ้มกันที่เสื่อมลง

🌙 สรุป: สิ่งที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่แค่ได้นอน

แต่ต้องนอนให้ตรงเวลา = เพื่อเติมพลังชีวิต

การนอนให้ “พอดี” ไม่ได้หมายถึงนอนกี่ชั่วโมง
แต่คือ นอนตามเวลาที่ร่างกายออกแบบมาเพื่อซ่อมแซมตัวเอง

✅ เข้านอนราว 22.00–23.00 น.
✅ ปล่อยให้ตับและไตฟื้นฟูในช่วง 23.00–03.00 น.
✅ หลีกเลี่ยงแสงจ้าและความเครียดก่อนนอน

เมื่อวงจรหยิน–หยางดำเนินไปตามจังหวะ
ทั้งเม็ดเลือดขาว ฮอร์โมน และ “พลังชีวิต (正气)” ก็กลับมาสมดุลเองโดยไม่ต้องพึ่งยาเลยครับ 🌿

#หมอแมนแพทย์จีน #นาฬิกาชีวิต #เข้านอนให้ตรงเวลา #ภูมิคุ้มกัน #แพทย์จีนบอกไว้ #สุขภาพดีเริ่มที่การนอน #หยินหยางสมดุล #เม็ดเลือดขาว #อักเสบเรื้อรัง #สุขภาพแบบองค์รวม #หลับดีชีวิตดี #ฟื้นฟูพลังชีวิต #ธรรมชาติบำบัด #ชีวิตสมดุล #หมอแมนเล่าเรื่องสุขภาพ

https://www.facebook.com/share/p/1GSoWsGSco/?mibextid=wwXIfr
31/10/2025

https://www.facebook.com/share/p/1GSoWsGSco/?mibextid=wwXIfr

EP85** ฤดูซึม(เศร้า)🥲

หลายครั้งตอนที่หมอมีโอกาสได้เดินทางไปในต่างประเทศ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อใบไม้ร่วง… เวลาได้เห็นบรรยากาศสลั่วๆมืดไวๆมีแต่สีน้ำตาลของใบไม้ร่วง รู้สึกว่า “ใจมันหดหู่ร่วงใบไม้ไปด้วย”เลยครับ ทั้งที่ชีวิตไม่ได้มีเรื่องแย่ แต่กลับรู้สึกเหงา เศร้า อ่อนไหวกว่าปกติ รวมถึงคนในสถานที่นั้น ก็ดูหดหู่ไปด้วยจริงๆนะครับ

อย่างในประเทศไทยถึงไม่ได้มีฤดูใบไม้ร่วงเหมือนต่างประเทศแต่ก็จะมี หรือฤดูที่ทำให้ซึมเศร้าเช่นกัน ช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงคือช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี เป็นช่วงที่ท้องฟ้าจะมืดเร็วกว่าปกติ

🫂ร่างกายสื่อสารผ่าน “ความเศร้า”
ด้วยความเศร้าในมุมมองแพทย์จีน ไม่ได้แปลว่า
“จิตใจอ่อนแอ”เสมอไปแต่เป็น “สัญญาณว่าร่างกายต้องการพักและเก็บพลัง” เหมือนเวลาสัตว์เข้าสู่ฤดูหนาวก็จะเคลื่อนไหวน้อยลงเข้าสู่ในสภาวะจำศีลครับ

ซึ่ง หมอเองเข้าใจเลยเพราะเคยประสบพบเจอกับตัวเอง
ในมุมมองของ แพทย์แผนจีน (中医) ว่าฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงที่ “พลังหยางลดลง” และ “พลังหยินเริ่มเก็บตัว”
ธรรมชาติเริ่มหด–ร่วง–และนิ่ง
ซึ่งส่งผลต่ออวัยวะที่สัมพันธ์กันคือ “ปอด (肺)”

🥹ยิ่งถ้าคนที่ร่างกายไม่สมดุลเมื่อปอดอ่อนแรง
เราจะ “ถอนหายใจบ่อย” เพราะชี่ไม่เต็มปอด
เราจะ “พูดน้อยลง” เพราะพลังเสียงเกิดจากปอด
เราจะ “น้ำมูกแห้ง ผิวแห้ง” เพราะปอดควบคุมความชุ่มชื้นของผิว
และเราจะ “คิดถึงอดีตง่าย” เพราะปอดเชื่อมกับอารมณ์แห่งการระลึกถึง

🍂ดังนั้น…ฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงเวลาที่ธรรมชาติ “ชวนให้ใจนิ่ง ลดกิจกรรมตามการแปลเปลี่ยนของธรรมชาติ”
แต่ถ้าเราไม่ยอมชะลอ จิตจะฝืนฤดูกาล แล้วความเศร้าก็จะกลายเป็นโรค จากฤดูใบไม้ร่วง ก็จะกลายเป็น ฤดูซึมเศร้า ได้ครับ

สาเหตุทำไมมันเป็นอย่างนั้นล่ะ เพราะ
🫁 ปอด กับเกี่ยวข้อง อารมณ์เศร้า
ในทฤษฎีแพทย์จีน ปอดคือ “ขุนพลที่ควบคุมพลังชี่ (气之主帅)” เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับ “ลมหายใจ” และ “อารมณ์แห่งความโศกเศร้า (悲)”

เวลาเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็น แห้ง และพลังชี่ในร่างกายเริ่มหดตัว ปอดจึงทำงานยากขึ้น คนจะรู้สึกหายใจไม่ลึก เหนื่อยง่าย อึดอัดในอก
และอารมณ์จะพลอย “หม่น” ตามลงไปด้วย — นี่แหละที่เรียกว่า “肺气郁” หรือ พลังปอดติดขัด” 🙂‍↕️ทำให้อึดอัดแน่นอก

โบราณว่าไว้ว่า
“悲则气消” — เมื่อเศร้าเกินไป พลังชี่จะสลายไป

📍กลไกของ “ฤดูซึม (เศร้า)”
เมื่อพลังปอดหด พลังหัวใจก็พลอยลดการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนในสมองลดลง นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนบางคน “ซึมเศร้าในฤดูใบไม้ร่วง”
หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Seasonal Affective Disorder (SAD)
ซึ่งในศาสตร์จีนก็คือ “พลังปอด–หัวใจ–ไต” เสื่อมสมดุลพร้อมกัน

💭 ผลลัพธ์คือร่างกายเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า
“阴盛阳衰” — หยินมาก หยางน้อย
สมองจะทำงานเชื่องช้า อารมณ์หม่นหมอง และรู้สึกเหมือน “ขาดไฟชีวิต”

🧐หากมองในเชิงวิทยาศาสตร์
ฤดูใบไม้ร่วงมีแสงแดดน้อยลง → ร่างกายหลั่ง เซโรโทนิน (Serotonin) น้อยลง ฮอร์โมนแห่งความสุขลดลง ทำให้สมองสร้าง “เมลาโทนิน (Melatonin)” มากขึ้น
ผลคือ ง่วง เหงา ซึม และจิตใจเข้าสู่โหมดพักตัวโดยไม่รู้ตัว

🌎ซึ่งในต่างประเทศเอง ก็มี งานวิจัยจำนวนมาก ที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างฤดูกาลกับอารมณ์
โดยเฉพาะ “ภาวะซึมเศร้า” ที่มักเกิดขึ้นในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว 🌫️

นักวิจัยพบว่า เมื่อแสงแดดลดลง อุณหภูมิต่ำลง และกิจกรรมกลางแจ้งน้อยลง สมองของเราก็ปรับการทำงานของ “สารสื่อประสาท” เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และ เมลาโทนิน (Melatonin) ตามไปด้วย
ผลคืออารมณ์ พลังชีวิต และแรงจูงใจลดลงโดยไม่รู้ตัว

งานวิจัยที่ทำให้เรารู้ว่าถ้าฤดูกาลที่เปลี่ยนไปนั้นส่งผลต่อใจเรายังไงบ้าง 🌍

🍁 1. Seasonality and Symptoms of Depression (2021)

งานวิจัยสังเคราะห์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลจากหลายประเทศ เพื่อดูว่า “ฤดูกาลมีผลต่ออารมณ์จริงหรือไม่”
นักวิจัยตั้งใจหลีกเลี่ยงคำถามที่ชี้นำ เช่น “คุณรู้สึกเศร้าในฤดูหนาวไหม” เพื่อป้องกันอคติจากความเชื่อของผู้ตอบ

ผลที่ได้:
พบว่าฤดูกาลมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ซึม โดยเฉพาะช่วง ใบไม้ร่วง–ต้นหนาว ที่ผู้คนมักรายงานว่า “ใจหม่น เหนื่อยง่าย หมดแรง”
อย่างไรก็ตาม ลักษณะนี้ไม่เหมือนกันในทุกประเทศ — เพราะแสงแดด วัฒนธรรม และกิจวัตรมีส่วนอย่างมาก

👉 สรุปคือ “ฤดูใบไม้ร่วง” อาจทำให้อารมณ์ตกได้จริงในหลายพื้นที่ของโลก
แต่สิ่งสำคัญคือ “ภูมิคุ้มกันทางใจ” และวิถีชีวิตของแต่ละคน

🌥 2. Seasonal Sensitivity and Psychiatric Morbidity (BMC Psychiatry, 2021)

งานนี้ใช้แบบสอบถามมาตรฐาน SPAQ กับกลุ่มประชากรจำนวนมาก เพื่อประเมินอาการซึมเศร้าแปรตามฤดูกาล

ผลการศึกษา:
• กลุ่มที่มีภาวะซึมเศร้าตามฤดูกาล (SAD) พบประมาณ 12.7%
• กลุ่มที่มีอาการอ่อนกว่า (sub-SAD) อีก 29%
ผู้ที่มี SAD ยังมีแนวโน้มพบโรคทางจิตเวชอื่น เช่น วิตกกังวล หรืออารมณ์แปรปรวน ร่วมด้วยอย่างมีนัยสำคัญ

🩶 แปลว่า “การเปลี่ยนฤดูกาล” ไม่ได้กระทบแค่ความรู้สึกชั่วคราว
แต่ในบางคน มันสะท้อนถึง “ความไม่สมดุลของระบบประสาทและฮอร์โมน” ที่ซ่อนอยู่

🌤 3. Seasonal Affective Disorder: An Overview (2015)

บทความรีวิวนี้อธิบายกลไกของโรค SAD อย่างละเอียดในระดับสมอง

สิ่งที่ค้นพบ:
• ในฤดูหนาว ผู้ป่วย SAD มีระดับ SERT (Serotonin Transporter) สูงขึ้น → ทำให้ เซโรโทนินในสมองลดลง
• การได้รับแสงน้อยลงยังทำให้ร่างกายผลิต เมลาโทนิน มากขึ้น → ทำให้รู้สึกง่วง เหนื่อย และอารมณ์ตก

🧩 กลไกเหล่านี้อธิบายได้ว่า ทำไมบางคนถึง “เศร้าโดยไม่มีเหตุผล”
เพราะสมองตอบสนองต่อการเปลี่ยนของแสงและจังหวะชีวภาพจริง ๆ

🌦 4. RADAR-MDD Mobile Health Study (2024)

งานวิจัยยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีมือถือและอุปกรณ์ wearable
ติดตามระดับอาการซึมเศร้า (PHQ-8) พฤติกรรมการนอน และกิจกรรมประจำวัน

สิ่งที่พบ:
• ลักษณะของอาการซึมเศร้าแตกต่างกันในแต่ละคน
→ บางคนแย่ในฤดูหนาว ขณะที่บางคนกลับเศร้าในฤดูร้อน
• ปัจจัยอย่าง “การออกกำลังกาย” และ “การนอนหลับ” มีผลชัดเจนต่อความรุนแรงของอาการ

📱 สรุปคือ ไม่ใช่ทุกคนที่เศร้าในฤดูเดียวกัน
แต่ฤดูกาลมีผลกับ “สมดุลของพฤติกรรม–ร่างกาย–สมอง” ที่ต่างกันในแต่ละบุคคล

☀️ 5. A Case Report on Summer Season Depression (2023)

กรณีศึกษาผู้ชายวัย 46 ปีจากอินเดีย ที่มีอาการซึมเศร้าเฉพาะช่วง “ฤดูร้อน”
ซึ่งต่างจาก SAD แบบคลาสสิกที่มักเกิดในฤดูหนาว

ผลการวิเคราะห์:
อุณหภูมิสูงและภาวะขาดน้ำส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system)
รวมถึงวงจรการนอน–ตื่น (circadian rhythm) ทำให้เกิดอาการหงุดหงิด เหงื่อออกง่าย และหมดแรง

🧭 บทเรียนจากเคสนี้คือ ภาวะซึมเศร้าแปรตามฤดูกาลสามารถเกิดได้ทุกฤดู
สิ่งสำคัญคือ “การสังเกตตนเอง” และทำความเข้าใจรูปแบบอารมณ์ของเราในแต่ละช่วงปี

📊 ภาพรวมจากงานวิจัยทั้งหมด

เมื่อรวมข้อมูลเข้าด้วยกันจะพบว่า…
• ฤดูกาลส่งผลต่ออารมณ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงแสงลดลงและอุณหภูมิต่ำ
• กลไกหลักคือการเปลี่ยนแปลงของ เซโรโทนิน เมลาโทนิน และ วงจรชีวภาพของสมอง
• ความรุนแรงของอาการขึ้นกับพันธุกรรม วิถีชีวิต และการปรับตัวของแต่ละคน

โดยเฉลี่ยแล้ว
📈 ประชากร 10–30% มีอาการซึมเศร้าแปรตามฤดูกาลในระดับใดระดับหนึ่ง
และ 1–2% เข้าข่าย “Seasonal Affective Disorder” เต็มรูปแบบ

🍂 แล้วเราจะทำอย่างไร…ใน “ฤดูซึมเศร้า”?

ปรับสมดุล “ใจ–กาย” ให้สอดคล้องกับฤดูใบไม้ร่วง

ฤดูนี้คือช่วงที่พลัง หยาง (阳) เริ่มลดลง
ร่างกายหันเข้าสู่โหมด เก็บพลัง (收敛)
อารมณ์จึงมักหม่น เงียบ เหงา
ในทางแพทย์จีนเชื่อว่า “อารมณ์เศร้า” ทำร้าย ปอด (肺)
แต่ในขณะเดียวกัน…ก็เป็นฤดูที่เหมาะที่สุดในการ “ฟื้นฟูใจ” ด้วยครับ

🌤 ตื่นเช้ารับแสง – หายใจรับพลังหยาง
เปิดหน้าต่าง สูดอากาศเย็นยามเช้า ให้แสงอาทิตย์แรกของวันแตะใบหน้าเบา ๆ
ช่วยกระตุ้น “ชี่ปอด” ให้ไหลเวียนดีขึ้น
แสงแดดยังมีผลเพิ่มระดับ เซโรโทนิน (Serotonin) ในสมอง
ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยให้ใจเบาสบายขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

🍵 ดื่มชาชุ่มปอด–เย็นใจ
เช่น ชาเก๊กฮวย ดอกสายน้ำผึ้ง หรือชาลูกแพร์ต้มรากบัว
ช่วยขับร้อนชื้น บำรุงปอด และลดภาวะ “หัวใจร้อน–ใจรุ่ม”
เหมาะมากในวันที่อากาศเริ่มแห้งและอารมณ์เริ่มสั่นไหว

🧘‍♀️ ฝึกหายใจยาว–นั่งนิ่ง–รู้ตัว
การนั่งนิ่ง หายใจลึก แล้วรับรู้ทุกลมหายใจ
คือการ “ขับอารมณ์เศร้าออกจากปอด” ตามหลักแพทย์จีน
ในคัมภีร์ระบุไว้ว่า

「养肺以养心」— บำรุงปอดเพื่อบำรุงใจ
เมื่อปอดสงบ ใจก็จะสงบ

🍲 กินของอุ่น–นุ่ม–มีพลังชีวิต
ร่างกายในฤดูใบไม้ร่วงต้องการความอบอุ่น
อาหารอย่าง ข้าวต้มฟักทอง แครอท ซุปกระดูกหมูตุ๋นเก๋ากี้
ช่วยบำรุงทั้ง “ม้าม–ไต” ซึ่งเป็นรากของพลังชีวิต
ทำให้ร่างกายแข็งแรงและอารมณ์นิ่งขึ้น

🛌นอนเร็วตื่นสาย
ในช่วงฟ้ามืดเร็ว สว่างช้า เรายิ่งควรใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ นอนแต่หัวค่ำ ใกล้เคียงกับเวลาพระอาทิตย์ตกดินไม่นาน และตื่นสายขึ้นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นไม่นานเช่นกันครับ

จากบทความนี้เราจะรู้ได้ว่า
ฤดูใบไม้ร่วง…ไม่ใช่ “ฤดูแห่งความเศร้า”อีกต่อไป
แต่มันคือ “ฤดูแห่งการยอมรับและปล่อยวาง” 🍁

ธรรมชาติยังรู้จัก “ปล่อยใบไม้” เพื่อรอแตกยอดใหม่ 🌿
หัวใจเราก็เช่นกัน —
บางครั้ง…การพัก ไม่ใช่การหยุดเติบโต
แต่มันคือการเตรียม “ดอกไม้ในใจ” 🌸
ให้พร้อมบานในฤดูต่อไป ❤️

#หมอแมนแพทย์จีน #ฤดูใบไม้ร่วง #สุขภาพใจ #แพทย์แผนจีน

26/10/2025

ในวันเสาร์อาทิตย์
ที่ 1-2 พฤศจิกายน
คลินิกหยุดทำการครับ

https://www.facebook.com/share/p/15ptyg5zNU/?mibextid=wwXIfr
10/08/2025

https://www.facebook.com/share/p/15ptyg5zNU/?mibextid=wwXIfr

EP70**มะเร็ง คีโม+ยาจีน/ฝังเข็ม ได้เหรอ?🤔🤔

สวัสดีครับวันนี้หมอแมนจะมาชวนคุยการรักษามะเร็งในระยะลุกลามด้วยวิธีแบบผสมผสานแพทย์สมัยใหม่และแพทย์จีนกันครับ

📍ปัจจุบันการรักษามะเร็งระยะลุกลามแบบผสมผสานในมุมมองแพทย์แผนจีนในปัจจุบันมะเร็งยังคงเป็นปัญหาท้าทายของวงการแพทย์ครับ เพราะการรักษาวิธีเดียวไม่อาจควบคุมโรคหรือป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและแพร่กระจายของมะเร็งได้อย่างเบ็ดเสร็จ
👀ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นจึงหันมาสนใจแนวทางการรักษาแบบผสมผสานระหว่างการแพทย์ตะวันตกและการแพทย์แผนจีน เพื่อให้ได้แผนการรักษาที่ครอบคลุมและเฉพาะบุคคลยิ่งขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้ป่วย
🙏หมอหวังว่าในบทความนี้จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งและญาติจะมีความเข้าใจที่มากขึ้นในการเลือกการรักษาแบบแพทย์ร่วมกับการรักษาหลักในวิธีแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะสร้างโอกาสรอด เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็ง ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีตลอดกระบวนการรักษาครับ

มาดูมุมมองในแพทย์จีนกัน

แนวคิดพื้นฐานของการผสานการรักษา
☯️แพทย์แผนจีนกับแผนปัจจุบันแพทย์แผนจีนมีแนวคิดการรักษาโรคมะเร็งที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกับการแพทย์กระแสหลัก
🔬ส่วนแพทย์ตะวันตก มุ่งกำจัดหรือทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง (เช่น ผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัด หรือยาเป้าหมาย) ซึ่งให้ผลรวดเร็วและตรงจุด แต่ก็มักก่อผลข้างเคียงรุนแรงต่อร่างกาย เช่น กดไขกระดูก ระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร หรืออวัยวะสำคัญอื่นๆ อีกทั้งยังมีปัญหาการดื้อยาหากใช้เป็นเวลานาน

👉จุดเด่นแพทย์แผนจีน นั้นยึดหลักองค์รวม (holistic) และการปรับสมดุลเฉพาะบุคคล (辨证论治 หรือจำแนกตามกลุ่มอาการแล้วรักษา) เชื่อว่ามะเร็งเกิดจากความไม่สมดุลของร่างกาย (หยิน-หยางเสียสมดุล พลังชีวิตหรือชี่พร่อง และเลือดลมติดขัด) จึงเน้นการฟื้นฟูความสมดุลและเสริมภูมิต้านทานของผู้ป่วยควบคู่ไปกับการกำจัดโรค
🎓วิธีคิดนี้ทำให้การรักษาด้วยแพทย์แผนจีนไม่ได้มุ่งที่ก้อนมะเร็งอย่างเดียว แต่คำนึงถึง สภาพร่างกายของผู้ป่วย ว่าพร้อมรับการรักษาที่รุนแรงหรือไม่ และหาวิธีช่วยให้ร่างกายผู้ป่วยแข็งแรงพอจะต่อสู้โรคและทนต่อการรักษา

☯️หลักการสำคัญแพทย์จีนคือ “เสริมสร้างธาตุพื้นฐานและภูมิคุ้มกัน (扶正) ควบคู่กับการกำจัดโรคภัย (祛邪)” กล่าวคือใช้การแพทย์แผนจีนเพื่อเสริมพลังชีวิต บำรุงอวัยวะที่อ่อนแอ เพิ่มภูมิต้านทาน (扶正หรือการเสริมชี่ บำรุงเลือด ปรับหยินหยาง) 🌐ในขณะที่การแพทย์ตะวันตกจะมุ่งโจมตีทำลายเซลล์มะเร็ง (祛邪หรือกำจัดสิ่งเสีย)
🎉ทั้งสองด้านนี้เมื่อทำควบคู่กันจะช่วยให้การรักษาเกิด ฤทธิ์เสริมกัน (synergy) ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สองทาง คือ ประสิทธิภาพการฆ่าเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น และ พิษภัยต่อร่างกายลดลง แนวทางนี้มักเรียกว่า “增效减毒” (เจิ้งเสี้ยว เจี้ยนตู๋) แปลว่า เพิ่มประสิทธิผล ลดพิษภัยครับ

✍🏻ในทางปฏิบัติ แพทย์แผนจีนจะเลือกสรรสมุนไพรหรือสูตรยาที่เหมาะกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น สมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงเลือดลม เสริมชี่ ปรับหยิน-หยาง เพื่อช่วยลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดซึ่งเปรียบเสมือน “การใช้พิษต่อพิษ” ทำให้เกิดภาวะพร่องพลังและเลือดลมในร่างกาย
โดยสมุนไพรจีนหลายชนิดมีสรรพคุณต้านมะเร็งทางอ้อม เช่น กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการทำลายเซลล์ผิดปกติ ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดเลี้ยงเนื้องอก และต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรบางชนิดที่มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งโดยตรงจากสารออกฤทธิ์ธรรมชาติ (เช่น สารคูร์คูมิน จากขมิ้นชัน สารเรสเวอราทรอล จากองุ่น เป็นต้น) ซึ่งงานวิจัยปัจจุบันเริ่มมีการศึกษากลไกเหล่านี้อย่างกว้างขวางมากขึ้นครับ

🍃การฝังเข็ม เป็นอีกส่วนหนึ่งของแพทย์แผนจีนที่มีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งแบบผสมผสาน แนวคิดของการฝังเข็มคือการปรับการไหลเวียนของชี่และเลือด ผ่านจุดต่าง ๆ บนร่างกาย เพื่อแก้ไขสมดุลหยิน-หยางและบรรเทาอาการ ผลการศึกษาพบว่าการฝังเข็มสามารถกระตุ้นระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน ช่วยหลั่งสารสื่อประสาทเช่น เอนดอร์ฟิน และ โดพามีน ซึ่งมีฤทธิ์ระงับปวดและลดความเครียด ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น
แพทย์จีนมองว่าฝังเข็มช่วย "ปรับเปิดทางเดินลมปราณและกระตุ้นการไหลเวียนของพลังและเลือด" ซึ่งสามารถ ยกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายต่อสู้มะเร็งได้มีประสิทธิภาพขึ้น งานทดลองหนึ่งพบว่าการฝังเข็มสามารถกระตุ้นการสะสมของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด B lymphocyte ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และการทำครอบแก้วก็เพิ่มระดับ immunoglobulin ในร่างกายได้เช่นกันครับ

✅โดยสรุป แนวคิดพื้นฐานของการแพทย์แผนจีนในการรักษามะเร็งคือการรักษาคนควบคู่ไปกับรักษาโรค กล่าวคือ ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยให้แข็งแรงสมดุล เพื่อให้การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการของแพทย์แผนปัจจุบันได้ผลดีที่สุด ลดการทำลายต่ออวัยวะปกติ และ ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีควบคู่ไปกับการยืดอายุ

เราลองมาดูวิจัยในต่างประเทศกัน🔬🌐

👉การรักษาแบบผสมผสานนี้หมายถึงอะไร หมอแมนขอจำกัดความอยู่ที่.. การรักษามะเร็งโดยการใช้เคมีบำบัดร่วมกับยาสมุนไพรจีนและการฝังเข็ม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมประสิทธิผลการรักษา ลดผลข้างเคียง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

🔬ความน่าเชื่อถือในแนวคิดการรักษาแบบผสมผสาน จากงานวิจัยทางคลินิกจำนวนมากจากประเทศจีนและแหล่งอื่น ๆ ระบุว่าการผสานการรักษาด้วยเคมีบำบัดเข้ากับยาสมุนไพรจีนและฝังเข็มสามารถช่วย ยกระดับประสิทธิผลการรักษามะเร็งระยะลุกลาม ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการควบคุมโรค การอยู่รอด และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ตัวอย่างผลการศึกษาที่สำคัญ ได้แก่

1.มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ระยะลุกลาม (Advanced Non-Small Cell Lung Cancer (NSCLC)): พบว่าการใช้ยาสมุนไพรจีนควบคู่กับการรักษามาตรฐานช่วยลดพิษและผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด เพิ่มคุณภาพชีวิตและยืดอายุผู้ป่วย ได้จริง นอกจากนี้ยังส่งผลให้การตอบสนองของก้อนมะเร็งดีขึ้น และคะแนนสมรรถนะตามมาตรฐาน Karnofsky สูงขึ้น เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเดียว
งานวิจัยหนึ่งพบว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับรังสีร่วมกับสมุนไพรจีนมีอัตรารอด 5 ปีสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับสมุนไพรอย่างชัดเจน ผู้ป่วยที่รักษาผสมผสานสามารถมีชีวิตอยู่เฉลี่ย 31 เดือน เทียบกับ 16.5 เดือน ในกลุ่มที่ได้การรักษามาตรฐานเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มที่เสริมสมุนไพรกับกลุ่มที่เสริมเคมีบำบัด (ทั้งสองกลุ่มมีค่า HR ~0.5 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม)
ผลข้างเคียงบางอย่างเช่นอาการไอเรื้อรังหรือคลื่นไส้อาเจียนพบได้น้อยลงอย่างมากในกลุ่มที่ได้รับสมุนไพรจีนร่วมด้วย
🔗 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6536969/

2. มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลาม: มีการทดลองแบบ Randomized Controlled Trial ในประเทศจีน (ใช้สูตรยาสมุนไพร Huangci Granule) แสดงให้เห็นว่าการเสริมสมุนไพรจีนกับเคมีบำบัดและยามุ่งเป้า (เช่น cetuximab หรือ bevacizumab) ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามมีช่วงเวลาปราศจากโรค (Progression-Free Survival, PFS) ยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก โดยในการรักษาแนวหน้า PFS เฉลี่ยเพิ่มจาก 6.89 เป็น 9.59 เดือน (P = 0.027) ส่วนในการรักษาเป็นเส้นที่สองเพิ่มจาก 4.53 เป็น 6.51 เดือน (P = 0.020) นอกจากนี้ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับสมุนไพรจีนยังมีคุณภาพชีวิตด้านต่าง ๆ ดีขึ้น (เช่น ลดความเหนื่อยล้า มีความอยากอาหารดีขึ้น) และมีอัตราการเกิดผลข้างเคียงระดับรุนแรง (Grade 3-4) ต่ำลงอย่างชัดเจน
🔗 https://www.frontiersin.org/journals/pharmacology/articles/10.3389/fphar.2020.00478/full

3. มะเร็งกระเพาะอาหารระยะท้าย: การศึกษาย้อนหลังในจีนซึ่งวิเคราะห์ผู้ป่วย 205 รายตลอดช่วงปี 2001–2018 พบว่าการเพิ่มสมุนไพรจีนกลุ่มเสริมม้ามบำรุงชี่ (เช่น ต้น Codonopsis pilosula, Atractylodes, Poria, เปลือกส้ม เป็นต้น) เข้าไปในการรักษาด้วยเคมีบำบัดมาตรฐาน ส่งผลให้อายุขัยมัธยฐานของผู้ป่วยยาวนานขึ้นถึงประมาณ 21.3 เดือน เทียบกับ 10.8 เดือน ในกลุ่มที่ได้เฉพาะเคมีบำบัด (ความแตกต่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, P = 0.001) โดยไม่มีผลข้างเคียงเพิ่มเติมจากสมุนไพร
ข้อสรุปคือสมุนไพรจีนสูตรเสริมม้ามบำรุงร่างกายร่วมกับเคมีบำบัด (เช่นสูตรยาที่มีหวงฉีหรือโสมเป็นหลัก) สามารถ เพิ่มอัตราการรอดชีวิตระยะยาว ของผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลามได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่เพิ่มความเป็นพิษในการรักษา
🔗 https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC8941405

4.มะเร็งเต้านมระยะลุกลาม: การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากฐาน National Health Insurance Research Database ของไต้หวัน พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม (advanced breast cancer) ที่ได้รับการรักษาด้วยแพทย์แผนจีนเสริม (เช่น สมุนไพรจีน) ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มีอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง:
โดยกลุ่มที่ใช้แพทย์แผนจีนติดต่อกันระหว่าง 30–180 วัน มีความเสี่ยงเสียชีวิตลดลง (adjusted HR = 0.55)

และกลุ่มที่ใช้เกิน 180 วัน มีความเสี่ยงต่ำลงมากขึ้น (adjusted HR = 0.46)
สถิตินี้ชี้ให้เห็นถึง ศักยภาพในการยืดอายุผู้ป่วย เมื่อผนวกการรักษาทางเลือกเข้าไปในการดูแลมาตรฐาน
🔗 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24496917/

5.คุณภาพชีวิตและอาการข้างเคียง: นอกเหนือจากตัวชี้วัดด้านการรอดชีวิต การรักษาผสมผสานยังช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตและลดความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์จากการรักษา ตัวอย่างเช่น การศึกษาแบบสุ่มที่ไต้หวันเปรียบเทียบผู้ป่วยที่ได้เคมีบำบัดอย่างเดียวกับผู้ที่ได้เคมีบำบัดควบคู่แพทย์แผนจีน พบว่าหลังการรักษา 8 สัปดาห์ กลุ่มเคมีบำบัดอย่างเดียวมีคะแนนคุณภาพชีวิตลดลงทุกด้าน (ร่างกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม) อย่างมีนัยสำคัญ และยังตรวจพบภาวะพร่องพลังชีวิต (ชี่พร่อง) และหยินพร่องเพิ่มขึ้นในกลุ่มนี้ ขณะที่กลุ่มที่รักษาผสมผสานกลับมีคะแนนสุขภาวะทางกายดีขึ้น และไม่มีอัตราการเกิดภาวะชี่พร่อง/หยินพร่องเพิ่มขึ้นเลย โดยสอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ๆ ที่ระบุว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบผสมผสานมีคุณภาพชีวิตดีกว่าและมีอาการกลุ่มอ่อนเพลียตามแบบแพทย์แผนจีน (เช่น อาการชี่พร่อง) น้อยกว่ากลุ่มที่รักษาเฉพาะทางตะวันตก
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ฐานข้อมูล (meta-analysis) ในจีนหลายฉบับยืนยันผลลัพธ์ทำนองเดียวกัน โดยเฉพาะในมะเร็งระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งกระเพาะอาหารที่พบว่าการใช้ยาสมุนไพรควบคู่เคมีบำบัดชนิด paclitaxel ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองของเนื้องอกประมาณ 1.4 เท่า เพิ่มคะแนนคุณภาพชีวิต (KPS) อย่างมีนัยสำคัญ และลดความถี่ของผลข้างเคียงหลักๆ เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ ไขกระดูกถูกกด คลื่นไส้อาเจียน อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับเคมีบำบัดอย่างเดียว
🔗 https://clinmedjournals.org/articles/ijccr/international-journal-of-cancer-and-clinical-research-ijccr-6-118.php
🔗 https://www.frontiersin.org/journals/pharmacology/articles/10.3389/fphar.2020.598886/full

😍สรุปคือภาพรวมหลักฐานเหล่านี้ชี้ว่า การรักษามะเร็งแบบผสมผสานแพทย์แผนปัจจุบันกับแพทย์แผนจีนสามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรักษาแบบเดี่ยว ทั้งในด้านการควบคุมโรค การยืดอายุผู้ป่วย การเสริมคุณภาพชีวิต และการลดอาการไม่พึงประสงค์ ผู้ป่วยมักสามารถทนต่อการรักษาที่รุนแรง (เช่น คีโม) ได้ดีขึ้น ทำให้รักษาได้ครบตามแผน ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลบวกต่อพยากรณ์โรคโดยรวมครับ

✍🏻 เราอยู่ในยุคที่สามารถหาข้อมูลทางด้านการรักษาได้ และสามารถเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุดได้เช่นกันครับ
จากประสบการณ์ของหมอศาสตร์การแพทย์แผนจีน
มีประสิทธิภาพมากในการนำมาใช้รักษาแบบผสมผสานเพื่อทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาว มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาจากการให้คีโมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆครับ

#หมอแมนแพทย์จีน
#การรักษามะเร็งแบบผสมผสาน
#คีโมร่วมกับฝังเข็มยาจีน

27/07/2025

✍🏻สรุปภาพอินโฟรกราฟฟิก
ประกาศ คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีน
เรื่อง การประกอบโรคศิลปะแพทย์แผนจีน(หัตถการ)
📍* เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารประชาสัมพันธ์และเข้าใจใน เนื้อหาของประกาศ* https://web.hss.moph.go.th/mrd/8578-2/

19/07/2025

เสาร์อาทิตย์นี้เปิดทำการปกตินะครับ
เสาร์ คิวเช้า 8.30-11.00
คิวบ่าย 14.00-16.30
อาทิตย์ ครึ่งวัน 8.30-12.00

06/07/2025

สัปดาห์หน้า
🚫วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคมหยุด
✅วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม เปิดทำการเต็มวันครับ

https://www.facebook.com/share/p/1Aztvot1YP/?mibextid=wwXIfr
05/07/2025

https://www.facebook.com/share/p/1Aztvot1YP/?mibextid=wwXIfr

EP63**สัญญาณไตวายก่อนวัย ใครพร้อมยกมือขึ้น🥹

✅ 9 สัญญาณที่กำลังบอกว่า “ไตของคุณอาจเริ่มมีปัญหา”

1.ตื่นมาก็เหนื่อย เพลียทั้งวัน
🧠 อาจบ่งถึง “ชี่ไตพร่อง (肾气虚)” ในมุมจีน หรือการกรองเสียของไตเริ่มเสื่อม → ของเสียคั่งในเลือด ทำให้รู้สึกเพลียไม่สดชื่นแม้นอนเต็มที่

2.ปัสสาวะกลางคืนบ่อย (เกิน 2 ครั้ง/คืน)
🛌 ปกติร่างกายควรหลั่ง ADH (ฮอร์โมนยับยั้งการปัสสาวะ) มากเวลากลางคืน ถ้าไตเสื่อม ฮอร์โมนทำงานผิด สมดุลน้ำเสีย → ปัสสาวะบ่อย เป็นอาการของ “ไตหยางพร่อง (肾阳虚)” ทำให้พลังควบคุมกระเพาะปัสสาวะอ่อนแอ

3.ขาบวม ตาตุ่มบุ๋มตอนเย็น ๆ
💧 ไตทำหน้าที่ขับของเหลว → ถ้ากรองน้ำไม่ได้ดี จะเกิด “น้ำคั่ง” โดยเริ่มบวมจากปลายเท้าเป็นอาการที่มาจาก “水湿困脾” น้ำและความชื้นติดขัด มีพื้นฐานมากจากหยางอวัยวะไตและม้ามพร่อง

4.เบื่ออาหาร คลื่นไส้แต่ไม่รู้สาเหตุ
🧬 เมื่อไตเสื่อม ของเสีย (ยูเรีย ฯลฯ) คั่งในเลือด → ส่งผลต่อระบบย่อย “ชี่ไตไม่ส่งเสริมม้าม” ทำให้ระบบย่อย (脾胃) อ่อนแรงตาม

5.คันผิวเรื้อรัง ตรวจเลือดก็ปกติ
🩸 เป็นอาการจาก “สารพิษคั่งเรื้อรังในเลือด” แม้ค่าการทำงานของไตจะยังไม่ตก แพทย์จีนมองว่าเลือดไม่ชุ่ม ผิวแห้ง และ “ลมเลือดคั่ง (血风)” ก่อคันเรื้อรัง

6.ผิวแห้ง สีคล้ำ มีจุดดำรอบตา
🌚 ไตควบคุมผิวหนังส่วนลึก (深层滋养) และ “เปิดทวารที่ใบหน้า” → ผิวดำคล้ำ บริเวณรอบตาเป็นจุดดำ เป็นอาการแสดงของ “肾虚精亏” (สารจิงพร่อง ไตพร่องเรื้อรัง

7. ปัสสาวะมีฟอง หรือมีกลิ่นแรง
💦 ฟองในปัสสาวะ = โปรตีนรั่วจากไต
กลิ่นแรง = ของเสียไนโตรเจนคั่ง
แพทย์จีนสอดคล้องกับ“湿热下注” (ชื้นร้อนลงล่าง) หรือ “肾失固摄” (ไตควบไม่อยู่)

8.ความดันสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ
💣 ความดันมักขึ้นจากการคั่งเกลือ–น้ำ → ไตเป็นอวัยวะควบคุมความดันโดยตรง
แพทย์จีนมองว่า “肾虚不能纳气” → พลังไตอ่อน → เส้นลมปราณตึงขึ้นดันหัวใจ

9.เคยใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพรแรง ๆ ต่อเนื่องนาน
💊 พวก NSAIDs, สมุนไพรขับปัสสาวะแรง ๆ → ทำลายไตโดยตรง
แพทย์จีนมองว่าถือเป็น “ยาร้อน–ยาขม–บั่นทอนไต” → ทำให้สารจิงพร่องและชี่อ่อนแอ

📍แล้วถ้ามีความเสี่ยงแล้วต้องตรวจไต ต้องทำอย่างไร?

🧪 ค่าตรวจไต…ดูจากอะไรบ้าง? แล้วแค่ไหนถึงเรียกว่า “ผิดปกติ”?
1. ครีเอตินิน (Creatinine)
เป็นของเสียที่ไตต้องกรองออกจากเลือด ยิ่งค่าสูง ยิ่งแปลว่าไตทำงานหนัก
– ถ้าเป็นผู้ชาย ปกติควรอยู่ราว 0.7 ถึง 1.3 mg/dL
– ถ้าเป็นผู้หญิง ควรอยู่ประมาณ 0.6 ถึง 1.1 mg/dL
ถ้าเกินจากนี้ ไตอาจเริ่มมีปัญหาแล้ว

2. ค่า eGFR (Estimated GFR)
เป็นค่าที่คำนวณจากครีเอตินินร่วมกับอายุ เพศ และเชื้อชาติ
ยิ่ง eGFR ต่ำ ยิ่งแสดงว่าไตกรองของเสียได้น้อย
– ถ้าอยู่ มากกว่า 90 ถือว่าปกติ
– ถ้าเหลือ ต่ำกว่า 60 ติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ถือว่า “ไตเสื่อม”
– ถ้าต่ำกว่า 15 อาจต้องเข้าสู่กระบวนการฟอกไต

3. BUN (Blood Urea Nitrogen)
เป็นตัวบอกของเสียจากการย่อยโปรตีน ถ้าสูง แปลว่าไตขับยูเรียได้น้อย
– ค่าปกติจะอยู่แถว ๆ 7 ถึง 20 mg/dL
– ถ้าเกิน 20 โดยเฉพาะถ้าร่วมกับครีเอตินินสูง อาจบ่งชี้ไตทำงานผิดปกติ

4. ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis)
ใช้ดูหลายอย่างเลย เช่น
– ถ้ามี โปรตีนในปัสสาวะ แม้เพียงเล็กน้อย (เช่น trace, +) ก็อาจเริ่มมีภาวะไตรั่ว
– ถ้ามีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะแปลว่าอาจมีการอักเสบในไต
– ถ้าปัสสาวะมีกลิ่นแรง มีฟองมาก หรือลักษณะขุ่น ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าไตไม่สมดุล

5. ความดันโลหิต
ความดันสูงสามารถทำลายเส้นเลือดฝอยในไตได้โดยตรง
– ถ้าเกิน 140/90 mmHg และเป็นบ่อย ๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อไตเสื่อมแบบไม่รู้ตัว การควบคุมความดันจึงสำคัญมากต่อการป้องกันโรคไต

😭ส่วนพฤติกรรมแบบนี้…ระวัง “ไตวายไม่รู้ตัว”นะครับ!

ลองเช็กดูว่าคุณมีพฤติกรรมแบบนี้หรือเปล่า?

1.กินเค็มเป็นนิสัย

อาหารรสจัด น้ำปลาตักไม่ยั้ง ซุปก้อน–ผงปรุงรสทุกมื้อ
➡️ โซเดียมสะสมทำให้ความดันสูง ไตต้องกรองเกลือเยอะขึ้น เสี่ยงไตพัง
📍 แพทย์จีนถือว่า “เกลือรสเค็มเป็นธาตุน้ำ” ถ้ากินมากเกิน ทำร้ายไตโดยตรง

2.ดื่มน้ำน้อย

วัน ๆ ดื่มแต่น้ำหวาน กาแฟ ชา แต่ลืมน้ำเปล่า
➡️ ปัสสาวะข้น ไตต้องทำงานหนัก ของเสียตกค้างง่าย
📍 ตามหลักจีน “น้ำคือหยิน” ดื่มน้ำน้อย = หยินพร่อง
ไตหยินพร่อง = เสื่อมเร็ว

3.ใช้ยาแก้ปวดบ่อยโดยไม่จำเป็น

ทั้งยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ไมเกรน หรือพาราต่าง ๆ
➡️ กลุ่ม NSAIDs ทำลายหลอดเลือดฝอยในไตโดยตรง
📍 ยาร้อนทำร้าย “สารจิงของไต” ตามแพทย์จีน

4.สมุนไพรบางชนิดที่กินต่อเนื่องโดยไม่มีคำแนะนำ

เช่น สมุนไพรขับปัสสาวะ ขับลม หรือยาลูกกลอนแรง ๆ
➡️ มีรายงานว่าทำให้เกิด “พิษต่อไต” โดยเฉพาะแบบแอบแฝง
📍 ยาขมจัด–เย็นจัด ทำลายพลังหยางของไตได้เช่นกัน

5.ดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นประจำ

➡️ ตับและไตต้องรับภาระขับพิษพร้อมกัน
ไตเสียไปเงียบ ๆ โดยไม่รู้ตัว
📍 จีนมองว่า “สุราร้อน ไฟเข้าไต” ทำให้เกิดภาวะ “ไตร้อน–หยางพร่องตาม”

6.พักผ่อนไม่พอ นอนดึกเรื้อรัง

➡️ ไตเป็นอวัยวะที่ชอบ “การพัก” เพราะเกี่ยวข้องกับสารจิง (พลังชีวิตดั้งเดิม)
📍 ถ้านอนดึก–ทำงานหักโหมมาก ๆ จะทำให้ “ไตพร่องก่อนวัย”

7.ไม่เคยตรวจสุขภาพเลย

➡️ ไตเสื่อมระยะแรกมักไม่มีอาการ
กว่าจะรู้ ก็อาจเข้าสู่ระยะ “ไตวายเรื้อรัง” ไปแล้ว

🌐โรคไตไม่ไกลตัวแล้วนะครับ ปัจจัยการใช้ชีวิตประจำวันถือว่าเป็นความเสี่ยงมาก และเมื่อเป็นโรคไตแล้วจะย้อนกลับมาเพื่อให้แข็งแรงเหมือนเดิมเป็นไปได้ยากมากครับ

หมอแมนอยากให้ทุกคน รีบดูแลตัวเองตั้งแต่ต้นก่อนที่จะสายเกินไป อย่าให้ถึงต้องฟอกไตเลยนะครับ❤️

#สัญญาณโรคไต
#โรคไตใกล้ตัวมากกว่าที่คิด
#หมอแมนแพทย์จีน

ที่อยู่

อาคารข้างโรงเรียนวัดช่องลม ท่าพระตะวันออก
U Thong
72160

เวลาทำการ

เสาร์ 08:30 - 17:00
อาทิตย์ 08:30 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66985328291

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอแมนฝังเข็มยาจีนอู่ทอง-สุพรรณผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท