09/03/2026
8 โรคจิตเวชที่จะตามมาในช่วงเวลา “เงินเฟ้อ”
📉🙂💸🧠
เงินเดือนออก…แต่ใจยังหวิวอยู่ไหมครับ
ทั้งที่ไม่ได้มีใครไล่ล่าเรา แต่สมองกลับทำเหมือน “ภัยกำลังมา” ตลอดเวลา
และที่น่าตกใจคือ…เงินเฟ้อไม่ได้ทำร้ายแค่กระเป๋าเงินครับ
มัน “กดทับระบบประสาท” ของคนจำนวนมาก จนกลายเป็นอาการทางจิตเวชที่เราเห็นชัดขึ้นในคลินิกจริงๆ
ทีนี้ เราลองมาดูแบบเป็นชิ้นเป็นอันว่า ในช่วงเงินเฟ้อ อะไรจะตามมาได้บ้างครับ
1) โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) และอาการ “คิดวนเรื่องเงิน”
>ประโยคที่มักได้ยินคือ “พยายามหยุดคิดแล้ว แต่หยุดไม่ได้ครับ”
มีงานวิจัยพบว่าความเครียดจากเงินเฟ้อสัมพันธ์กับปัจจัยสังคมและความเปราะบางหลายอย่างอย่างมีนัยสำคัญ
แปลเป็นภาษาง่ายๆคือ ยิ่งชีวิตตึง ยิ่งเหมือนสมองเปิดโหมดระวังภัยตลอดเวลา
และพอสมองเปิดโหมดนี้นานๆ…มันจะล้า แล้วลากเราไปอาการถัดไปครับ
2) โรคซึมเศร้าแบบ “หมดแรง” ไม่ใช่แค่เศร้า
>ช่วงเงินเฟ้อหลายคนไม่ได้ร้องไห้ แต่ “เฉยชา” และ “เหนื่อยทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มวัน” ข้อมูลชี้ว่าในช่วงวิกฤตค่าครองชีพ คนที่รายงานว่ารับภาระค่าใช้จ่ายยาก มีแนวโน้มซึมเศร้าสูงกว่า และความสัมพันธ์ระหว่างค่าครองชีพกับอาการซึมเศร้าถูกติดตามอย่างจริงจัง แปลเป็นภาษาคนทั่วไปคือ ความหวังลดลงเมื่อ “คิดแล้วไม่มีทางออก”
และพอความหวังลด…แรงใจก็หายครับ
3) นอนไม่หลับ (Insomnia) แบบ “สมองไม่ยอมปิดร้าน”
>เงินเฟ้อมักพา “ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน” มาแบบไม่ให้เตรียมใจ ผลคือร่างกายง่วง แต่สมองยังประชุมเรื่องบิลอยู่บนหมอน งานทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงด้านอาหาร/ความตึงของทรัพยากรกับสุขภาพจิต พบความเชื่อมโยงกับความทุกข์ใจและปัญหานอนหลับในหลายงาน และพอเรานอนไม่พอ…ความหงุดหงิดและความกังวลจะยิ่งพุ่งครับ
4) Panic/ใจสั่น: “อาการทางกายที่หลอกว่าเรากำลังพัง”
>หลายคนมาด้วยอาการแน่นอก มือชา หายใจไม่สุด แล้วกลัวว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ แต่ประเด็นคือ ความเครียดการเงินทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติ (เหมือนคันเร่ง) ถูกกดค้าง แปลเป็นภาษาเรื่องเล่าคือ…ร่างกายกำลัง “เร่งเครื่อง” ทั้งที่รถจอดอยู่ครับ และเมื่อเริ่มกลัวอาการนี้ เราก็จะเริ่มเลี่ยงสถานการณ์ ทำให้วงจรวิตกกังวลแน่นขึ้นครับ
5) การใช้สาร/แอลกอฮอล์เพื่อ “กล่อมสมอง”
>พอค่าใช้จ่ายกดทับ สมองมักมองหาทางลัดให้ใจนิ่ง บางคนใช้เหล้า บางคนใช้บุหรี่ บางคนใช้สารกระตุ้นทำงานให้ไหว หลักฐานเชิงสาธารณสุขในหลายวิกฤตเศรษฐกิจชี้ว่าความยากลำบากทางการเงินสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น แปลเป็นภาษาง่ายๆคือ “ความทุกข์” ไม่ได้หายไป มันแค่ถูกเลื่อนเวลา แล้วมักคิดดอกเบี้ยครับ
6) ภาวะกินผิดปกติ: กินน้อยลงเพราะประหยัด หรือกินมากขึ้นเพราะเครียด
>ช่วงเงินเฟ้อมีทั้ง “ความหิวจริง” (อาหารแพง) และ “ความหิวทางอารมณ์” (stress-eating) งานด้านความไม่มั่นคงอาหารกับสุขภาพจิตพบความสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และความทุกข์ใจ แปลเป็นภาษาคนทั่วไปคือ อาหารกลายเป็นทั้ง “ต้นเหตุความกลัว” และ “ที่พึ่งชั่วคราว” ในเวลาเดียวกันครับ
7) อาการกายจากความเครียด (Somatic symptoms) ที่ทำให้วิ่งหาหมอไม่จบ
>ปวดหัวเรื้อรัง ปวดท้อง ลำไส้แปรปรวน เวียนหัว ทั้งที่ตรวจแล้วไม่เจออะไรหนัก นี่พบได้มากขึ้นเวลาคนอยู่ในภาวะตึงยาว เพราะร่างกายกับใจใช้ระบบเดียวกันในการรับสัญญาณภัย และพอร่างกายส่งสัญญาณบ่อย…ใจก็ยิ่งกลัวครับ
8. ความขัดแย้งในครอบครัว และภาวะซึมเศร้าตามมาแบบเงียบๆ
>เงินเฟ้อทำให้ “ความยุติธรรมในบ้าน” ถูกทดสอบ: ใครจ่าย ใครเหนื่อย ใครแบก รายงานระบุว่าความยากลำบากทางการเงินสัมพันธ์กับสุขภาวะจิตที่แย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต แปลเป็นภาษาบ้านๆคือ เมื่อเงินไม่พอ ความอดทนก็หมดเร็ว และคำพูดจะแหลมขึ้นโดยไม่ตั้งใจครับ
คนไข้คนหนึ่งพูดประโยคที่แทงใจมากครับ
“หมอครับ…เงินเดือนเข้าแล้ว แต่ผมยังรู้สึกเหมือนติดลบ”
เขาไม่ได้ติดลบในบัญชีครับ แต่ติดลบใน “ความมั่นคง” เพราะเปิดแอปธนาคารทีไร สมองจะเห็นอนาคตเป็นศูนย์ก่อนเห็นวันนี้
วันหนึ่งเขาบอกว่าเริ่มทำสิ่งเดียวที่ช่วยได้
ไม่ใช่รวยขึ้นทันทีนะครับ แต่คือแยกเงินเป็นกองๆแล้วปิดมือถือหลังเช็กข่าววันละสองรอบ
เขาบอกว่า “ผมยังไม่สบายใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใจไม่สั่นทั้งวันแล้วครับ”
By...คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา
٩(^‿^)۶ [ ]--["""""|"""""|"""""|]>
คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา