บีบี นวดเพื่อสุขภาพ

บีบี นวดเพื่อสุขภาพ บริการนวดเพื่อผ่อนคลายอาการปวดเมื?

👯การป้องกันการเกิดโรคข้อศอกเทนนิสในวัยทำงาน👯โรคนี้ค่อนข้างจะเกิดขึ้นได้ง่ายกับกลุ่มคนวัยทำงาน ที่ต้องใช้แรงแขนและข้อศอกอ...
06/02/2017

👯การป้องกันการเกิดโรคข้อศอกเทนนิสในวัยทำงาน👯
โรคนี้ค่อนข้างจะเกิดขึ้นได้ง่ายกับกลุ่มคนวัยทำงาน ที่ต้องใช้แรงแขนและข้อศอกอยู่ตลอด อะไรก็ตามที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย ๆ ในส่วนนี้ก็ล้วนแต่เป็นความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น
หลักในการป้องกันหรือเกิดแล้วก็ทำให้บรรเทาลง มีอยู่ 3 อย่างให้นำไปปฏิบัติกัน ดังต่อไปนี้
🌻1.ในขณะที่กำลังทำงานอยู่นั้นหากรู้สึกว่าตัวเองเรื่องเหนื่อยล้าแขน และศอก ให้หยุดพักเสียผ่านห้ามฝืนทำต่อโดยเด็ดขาด หรือหากหยุดไม่ได้ก็ต้องพยายามช้าลง
🌻2.ให้หาอุปกรณ์ช่วยทุ่นแรง กล้ามเนื้อทำงานไม่ต้องหนักมาก หากเป็นนักกีฬาก็ต้องรู้สภาพตัวเองว่าสามารถเล่นได้มากแค่ไหน
🌻3.หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำเพราะจะเป็นตัวที่ช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากขึ้น และสามารถทำงานหนักได้โดยไม่ต้องกลัวกล้ามเนื้อจะฉีก แต่การออกกำลังกายเองก็ต้องให้พอดีไม่หนักเกินไปด้วยเช่นกัน

ฝากแชร์ ให้ ความ รู้ ค่ะ !!   โ ร ค ป ว ด ร ะ ดั บ เ อ ว ล ง ม า ป ว ด ร้ า ว ล ง ข า หรือ โรค หมอน รอง กระดูก ทับ เส้น ...
05/02/2017

ฝากแชร์ ให้ ความ รู้ ค่ะ !! โ ร ค ป ว ด ร ะ ดั บ เ อ ว ล ง ม า ป ว ด ร้ า ว ล ง ข า หรือ โรค หมอน รอง กระดูก ทับ เส้น ประ สาท หรือโรค ก้อน เนื้อ ที่ สะโพก ทับ เส้น ประสาท กัน แน่ ?

อาการของหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท

สาเหตุของอาการเกิดจากการที่ หมอนรองกระดูกปลิ้นหรือแตกจนของเหลวภายในไปเบียดทับเส้นประสาทบริเวณหลังส่วนล่างหรือบริเวณกระดูกสันหลังชิ้นที่ L3 L4 L5 S1 ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทส่วนเอวไปถึงขา
เริ่มแรกผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอว เป็น ๆ หาย ๆ มาก่อน ซึ่งอาการดังกล่าวจะเป็นมากเวลาทำงาน เช่นยืน ก้มเงย หรือนั่งนาน ๆ และจะดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก

โรคปวดร้าวลงขา (Sciatica)
เส้นประสาทไซเอทิค (Sciatic nerve)… เป็นเส้นประสาทที่ยาวที่สุดในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเส้นประสาทที่ออกจากกระดูกสันหลัง ส่วนเอว 5 เส้นมาเชื่อมรวมกันในบริเวณกระดูกเชิงกราน เส้นประสาทนี้เริ่มต้นจากสะโพกหรือกระดูกเชิงกรานไป ควบคุมและหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อต่าง ๆ รวมทั้งข้อต่าง ๆ ที่ต้นขา เข่า น่อง เท้า และนิ้วเท้า
ไซเอทิคา (Sciatica )…คืออาการปวดร้าวที่เริ่ม จากสะโพกและแล่นลงมาที่ขา (ส่วนมากจะเป็นขาข้างใดข้างหนึ่ง) ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองหรือการถูกกดทับ ของเส้นประสาทไซเอทิค(Sciatic nerve)
ส่วนของร่างกายที่มักจะพบอาการปวด ได้แก่… บริเวณด้านหลังของต้นขาและที่น่องบางกรณีอาจมีอาการปวดที่สะโพกด้านหน้าหรือด้านข้างของขา บางครั้งความปวด จะร้าวไปถึงข้อเท้า เท้า และนิ้วเท้า ในบางรายผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหลัง หรือปวดสะโพกก่อนที่จะมีอาการปวดร้าวลงขา

💁💁อาการปวดข้อใคร ๆ ก็เป็นได้💁💁🐣สาเหตุของอาการเจ็บปวดตามข้อต่างๆ🐣    🐤อาการปวดข้อเกิดได้หลายสาเหตุ โดยมากแล้วเกิดจากข้อมี...
05/02/2017

💁💁อาการปวดข้อใคร ๆ ก็เป็นได้💁💁
🐣สาเหตุของอาการเจ็บปวดตามข้อต่างๆ🐣
🐤อาการปวดข้อเกิดได้หลายสาเหตุ โดยมากแล้วเกิดจากข้อมีการอักเสบ จึงทำให้รู้สึกเจ็บปวด อย่างไรก็ตามคำว่าข้ออักเสบนั้นไม่ได้หลายถึงกระดูกเพียงสองหรือสามชิ้น หากแต่รวมไปถึงส่วนประกอบของข้อทั้งหมด อาทิ กระดูกอ่อน หมอนรองข้อและเส้นเอ็นข้อ ฉะนั้นการจะวินิจฉัยหาว่าข้ออักเสบเนื่องจากอะไรนั้นยาก เพราะคนที่ป่วยเป็นข้ออักเสบมีหลายสาเหตุ🐤
🐥 ซึ่งในหลายสาเหตุนั้นจะมีสาเหตุที่เราคุ้นเคยมากที่สุดก็คือ ข้ออักเสบเนื่องจากอุบัติเหตุ ข้ออักเสบเนื่องจากรูมาตอยด์ ข้อเสื่อม โรคเกาต์ และอย่างอื่นมากมายไม่ว่าจะเป็น ข้อติดเชื้อ ภูมิแพ้ และโรคผิวหนังบางชนิด ซึ่งควรจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที เพราหากปล่อยให้เกิดอาการปวดข้อไปนานๆแล้วรับประทานยาเองเพื่อหวังให้อาการทุเลาลง อาจจะทำให้อาการปวดเรื้อรังเป็นเวลานานจนกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้อเสื่อมได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก🐥

ระวัง! เล่นคอมนาน-กดโทรศัพท์บ่อย เสี่ยงโรคพังผืดทับเส้นประสาทเตือน ! เล่นคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน กดโทรศัพท์มือถือบ่อย ๆ ก...
04/02/2017

ระวัง! เล่นคอมนาน-กดโทรศัพท์บ่อย เสี่ยงโรคพังผืดทับเส้นประสาท
เตือน ! เล่นคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน กดโทรศัพท์มือถือบ่อย ๆ กลุ่มเสี่ยงโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ รักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรม หากเป็นหนักต้องถึงขั้นผ่าตัด
ตกเป็นประเด็นฮือฮามาพักใหญ่ ๆ แล้วสำหรับโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ หรือ Carpal Tunnel Syndrome (CTS) ที่พักนี้เริ่มจะระบาดไปทั่ว แต่เอ๊ะ! อย่าเพิ่งเข้าใจผิดค่ะ
โรคพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ เป็นโรคในกลุ่มการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ หรือ Carpal Tunnel Syndrome (CTS) ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเกิดพังผืดที่หนาตัวขึ้นบริเวณข้อมือด้านฝ่ามือ และไปกดทับถูกเส้นประสาทมีเดียน (median nerve) ซึ่งอยู่ผ่านช่องข้อมือแขนงไปยังนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วหัวแม่มือ โดยเมื่อเส้นประสาทถูกกดทับ จะทำให้มีอาการปวดและชาตามนิ้ว และถ้าเส้นประสาทถูกกดทับนานๆ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณ ฝ่ามือด้านนิ้วหัวแม่มือจะลีบเล็กลง

สาเหตุของโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ เกิดจาก
1. การใช้งานข้อมือในท่าเดิม ๆ อย่างเช่นคนที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เม้าส์ โดยใช้ข้อมือเป็นจุดหมุน การกดแป้นคีย์บอร์ด การเย็บผ้า การถักนิตติ้ง
2. การใช้ข้อมือที่มีการงอมือเป็นเวลานาน เช่น การกวาดบ้านนาน ๆ การรีดผ้า การหิ้วถุงที่มีการงอข้อมือ
3. การทำงานที่มีการใช้ข้อมือกระดกขึ้นและการสั่นกระแทก เช่น ช่างฝีมือประเภทต่าง ๆ พนักงานโรงงาน งานที่เกี่ยวกับการก่อสร้างหรืองานคอนกรีต
4. การที่พังผืดหนาตัวมากขึ้น จากสภาพร่างกายที่มีอายุมากขึ้น

อาการที่พบบ่อย
1 . มีอาการปวดมือ ปวดร้าวขึ้นไปที่แขน
2. มักจะมีอาการชาที่นิ้วมือ โดยเฉพาะที่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลางและบางส่วนของนิ้วนางตามแนวของเส้นประสาท
3. อาการปวดจะมีมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานในลักษณะการเกร็งอยู่นาน ๆ ในท่าเดิม เช่น การจับมีด กรรไกร
4. การทำงานช่างที่ใช้ค้อนหรือใช้เครื่องมือที่มีแรงสั่นสะเทือน
5. มักจะมีอาการปวดในเวลากลางคืนหรือเวลาตื่นนอนตอนเช้า และจะหายไปชั่วครู่หลังจากสะบัดมือ
6. บางรายที่ถูกกดทับอยู่นาน ๆ จะเริ่มมีอาการอ่อนแรงของมือ เช่น จะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีแรงเวลากำมือ โดยเฉพาะการใช้มือหยิบของเล็ก ๆ จะทำได้ลำบาก
7. มีกล้ามเนื้อลีบที่ฝ่ามือ

อ้ า ว..!! เ จ อ โ ร ค แ ป ล ก ๆ โรคปวดเอว ปวดกระเบนเหน็บ ปวดสะโพก ร้าวลงขา โรคนี้ที่คนเป็นเยอะ..! แต่รู้จักน้อย อ่านแล้...
02/02/2017

อ้ า ว..!! เ จ อ โ ร ค แ ป ล ก ๆ โรคปวดเอว ปวดกระเบนเหน็บ ปวดสะโพก ร้าวลงขา โรคนี้ที่คนเป็นเยอะ..! แต่รู้จักน้อย
อ่านแล้ว... ฝากกดแชร์..!! ให้คนอื่นได้รู้ด้วยค่ะ.!

ปวดสะโพกร้าวลงขา (si joint dysfunction syndrome)
โรคปวดสะโพกร้าวลงขา หรือ si joint dysfunction เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยไม่แพ้โรคกระดูกสันหลัง และก็สร้างความสับสนให้กับผู้ป่วยอยู่พอสมควรเพราะกระดูกข้อสะโพกและกระดูกสันหลังนั้นอยู่ใกล้กัน เมื่อมีอาการปวดบริเวณสะโพกและมีชาร้าวลงขาก็จะถูกเหมารวมกันไปว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นแน่ๆ ฉะนั้น วันนี้เรามาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

เป็นภาวะ sacroiliac joint (กระดูกข้อต่อก้นกบ) มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งอาจมีการเคลื่อนไหวน้อยลง หรือมากขึ้น หรือมีการยึด ติด รั้ง เส้นเอ็นอักเสบที่ยึดข้อ มีการเคลื่อนที่ที่ไม่สมดุลกันระหว่างซ้ายขวา หรือมีการวางตัวของแนวกระดูกที่ผิดปกติไปจนทำให้เกิดอาการปวดขึ้นนั่นเอง
สาเหตุของโรค
- ทำงานที่ต้องนั่งเป็นเวลานาน เช่น ขับรถเกิน 4 ช.ม.ติดต่อกัน, นั่งทำงานในท่าเดิมๆนานๆ
- เคยมีประวัติตั้งครรภ์ เพราะขณะที่ผู้หญิงตั้งครรภ์สะโพกจะขยายตัว
- เคยประสบอุบัติเหตุที่สะโพกโดยตรง เช่น ล้มก้นกระแทก, อุบัติเหตุทางรถยนต์
- ชอบนั่งไขว้ห้างเป็นประจำ
- ชอบบิดตัวให้กระดูกดังกร๊อบๆเป็นนิสัย
- เล่นกีฬาที่ต้องเหวี่ยง ขว้าง หรือเตะอย่างแรง โดยใช้แขนหรือขาข้างนั้นเป็นประจำ
ลักษณะอาการ
- มีอาการปวดตื้อๆ แหลมๆบริเวณข้อต่อ กระเบนเหน็บ แต่ในรายที่ปวดมากจะปวดร้าวลงขาด้วย
- ปวดตามแนวขอบกางเกงใน
- ปวดมากขึ้นเมื่อให้ยืนขาข้างเดียว หรือเอียงตัวไปด้านข้าง
- ปวดเพิ่มขึ้นทันทีเมื่อเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นลุกขึ้นยืน แต่อาการปวดจะทุเลาลงเมื่อเดินไปได้สักระยะ
- บางรายขณะเดินๆอยู่รู้สึกเข่าทรุด ขาพับไปเองทั้งที่ไม่มีอาการปวดก็ได้
- รู้สึกขาอ่อนแรง เมื่อยล้าง่าย
- ไม่มีอาการปวดบริเวณหลัง โดยมากมักปวดตั้งแต่ขอบกางเกงในลงมา
- ไม่มีอาการชา

 #แชร์ได้ค่ะ รวม 7 โรคปวดหลัง ที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้จริง !!!เมื่อเราปวดหลัง คนทั่วไปมักนึกถึงโรคที่เกี่ยวกับหลังอยู่ 2 โ...
01/02/2017

#แชร์ได้ค่ะ รวม 7 โรคปวดหลัง ที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้จริง !!!
เมื่อเราปวดหลัง คนทั่วไปมักนึกถึงโรคที่เกี่ยวกับหลังอยู่ 2 โรคด้วยกัน คือ หมอนรองกระดูกทับเส้นกับกล้ามเนื้อหลังอักเสบ แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้วโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลังมีมากกว่านั้น...เยอะมากกกกกกกก กอไก่ร้อยตัวเลยทีเดียว ถ้าให้อธิบายทั้งหมดมันดูเป็นวิชาการจนเกินไป เดี๋ยวเพื่อนๆจะหลับกันซะก่อน ฉะนั้น จึงยกตัวอย่างเพียง 7 โรคที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลัง ที่พบได้บ่อยพบได้มากและมีให้เห็นกันแทบทุกวันในโรงพยาบาล แต่คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้มาฝากกัน โดยเริ่มจากโรคที่เรารู้จักกันดี คือ..

1) โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (herniated disc pulposus : HNP)
จะอธิบายแบบสรุปเลยนะคะ โรคนี้เกิดจากเจลในหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นออกมาไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal cord) หรือรากประสาท (spinal nerve root) ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ซึ่งพบได้บ่อยมาก ทีนีจะแนะวิธีการสังเกตุอาการของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทกัน
อาการ ของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- ปวดหลังรุนแรง ปวดมากจนแทบกระดิกตัวไม่ได้ (ในกรณีที่ทับโดนเส้นประสาทไขสันหลัง)
- ปวดเมื่อไอ จาม เบ่งถ่ายขณะเข้าห้องนํ้า (อันนี้คือหัวใจสำคัญของโรคนี้เลยค่ะ)
- ไม่สามารถแอ่นหลังได้ ต้องก้มหลังตลอดเวลา ถ้าแอ่นหลังจะปวดมากขึ้น
- ขาชา
- ปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้างเลย
- บางรายไม่มีอาการปวดหลังเลย แต่จะรู้สึกขาชาอย่างเดียว พอเบ่งถ่ายก็รู้สึกขาชามากขึ้น
- บางรายก็ไม่มีอาการชาขา หรือปวดหลังเลย แต่จะปวดขาอย่างเดียว จะบีบจะนวดขายังไงก็ไม่รู้สึกดีขึ้น รู้สึกปวดขาแบบหน่วงๆ เหมือนขาหนักๆครับ
- หากเป็นมานานขาจะอ่อนแรง ล้มพับง่าย ยืนไม่มั่นคง
- กล้ามเนื้อขาฝ่อลีบ ของมัดที่เส้นประสาทถูกกดทับ
- ในกรณีที่ถูกทับมากๆ แค่พูด ผู้ป่วยก็รู้สึกปวดหลังจนนํ้าตาไหลแล้ว
- ปวดมากเมื่อกดลงไปที่กระดูกสันหลังตรงๆ

2) โรคกล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลัน (acute lower back pain)
โรคนี้แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังเลยค่ะ เกิดจากตัวกล้ามเนื้อหลังของเราล้วนๆ แล้วที่น่าสนใจคือ โรคนี้จะมีอาการคล้ายกับหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมาก เพียงแต่ไม่มีอาการชาเท่านั้น ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อหลังของเราถูกใช้งานมากเกินไป จากการก้มๆเงยๆ การยกของหนัก อุบัติเหตุโดนกระแทกที่หลังโดยตรง การเล่นกีฬาอย่างหนัก จนทำให้กล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลันทันที
อาการ ของโรคกล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลัน
- ปวดตึงหลัง
- รู้สึกปวดหลังแบบกว้างๆ ระบุตำแหน่งชัดเจนไม่ได้ (นี่คือจุดที่แตกต่างระหว่างเป็นที่กล้ามเนื้อกับกระดูกสันหลัง ถ้าเป็นที่กระดูกสันหลังจะระบุตำแหนงที่ปวดได้ค่อนข้างชัด แต่ถ้าเป็นที่กล้ามเนื้อจะรู้สึกปวดกว้างๆ บอกตำแหน่งชัดเจนไม่ได้)
- ผู้ป่วยจะเดินหลังเกร็ง และแอ่นหลังตลอดเวลา
- กล้ามเนื้อหลังหดเกร็งเป็นลำชัดเจน
- จะก้มหรือแอ่นหลังก็ทำไม่ได้ เพราะปวดตึงหลังไปหมด
- บางรายอาจจะปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือสองข้าง (อาการนี้จะสร้างความสับสนว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น)

3) โรคกระดูกสันหลังเสื่อม (spondylosis)
รู้หรือเปล่าว่า โดยปกติแล้วโรคกระดูกสันหลังเสื่อมในระยะแรกจะไม่มีอาการปวดใดๆเลยนะ ผู้ป่วยจะมามีอาการปวดหลังก็ต่อเมื่อข้อต่อ facet joint ที่ทำหน้าที่เชื่อมกระดูกสันหลังชิ้นบนกับชิ้นล่างไว้ด้วยกัน เกิดเสื่อมลงมากจนทรุดตัวแล้วนั่นแหละค่ะ ถึงจะเริ่มมีอาการปวดหลัง นอกจากนี้ ยังเกิดจากกระดูกงอก (หรือเรียกว่าหินปูนก็ได้) ที่เกิดจากการซ่อมแซมกระดูกสันหลังที่เสื่อมลง เกิดงอกมากเกินไปจนไปกดทับรากประสาทสันหลังเข้า ทำให้มีอาการขาชาได้ไม่ต่างจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเลยทีเดียว
อาการ ของโรคกระดูกสันหลังเสื่อม
- ในระยะแรกไม่มีอาการปวดใดๆเลยค่ะ แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ไปตรวจ X-ray อาจพบว่ากระดูกสันหลังอยู่ชิดกันมากขึ้น
- มีอาการปวดหลังแบบขัดๆภายในข้อ สามารถระบุตำแหน่งที่ปวดได้ชัดเจน
- ผู้ป่วยจะก้มหลังไม่ค่อยได้ หลังจะแอ่นอยู่ตลอดเวลา (ลองสังเกตดู หากเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นจะตรงข้ามกันนะ)
- ผู้ป่วยจะก้มหลังได้ไม่สุด จะรู้สึกตึงๆขัดๆที่หลังในขณะที่ก้ม
- รู้สึกขาชาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง (แต่พบน้อยที่ชาทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน) เนื่องจากกระดูกงอกไปกดทับเส้นประสาท
- หากกดลงไปที่กระดูกสันหลังของข้อที่เสื่อม ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดขัดๆภายในข้อนั้น แต่หากกดที่ข้ออื่นจะไม่รู้สึกอะไร
- หากกระดูกสันหลังทรุดมาก อาจจะทำให้กล้ามเนื้อหลังหดเกร็งค้าง จนนำไปสู่อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อหลังอักเสบ
โดยสรุปแล้ว อาการของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจะค่อนข้างซับซ้อนขึ้นมาหน่อย

4) โรคปวดสะโพกร้าวลงขา (sacroiliac joint dysfunction symptoms)
โรคนี้เอาจริงๆแล้วคนเป็นเยอะไม่แพ้โรคกระดูกสันหลังเสื่อมเลยนะ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักกัน เพราะอาการมันคล้ายกับกระดูกสันหลังเสื่อมมากๆ ต่างกันแค่ตำแหน่งที่ปวดเฉยๆ ซึ่งก็คือที่ตำแหน่งรอยต่อระหว่างกระดูกเชิงกราน (pelvic) กับกระดูกสันหลังส่วนปลาย (pelvic) นั่นเองค่ะ (หากงงก็รูปภาพประกอบได้)
อาการ ของโรคปวดสะโพกร้าวลงขา
- ปวดบริเวณขอบกระดูกเชิงกราน ใกล้กับแนวกระดูกสันหลัง (ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้เข้าใจผิดบ่อยๆว่าเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อม)
- ปวดเมื่อบริเวณหลังเมื่อนั่งนาน
- จะมีอาการปวดเสียวที่หลัง เมื่อเปลี่ยนจากท่านั่งไปยืน โดยเฉพาะหลังจากขับรถมานาน
- จะสังเกตุเห็นเอวทั้ง 2 ข้างอยู่สูงตํ่าไม่เท่ากัน
- ปวดบริเวณหลังส่วนล่างร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง
- ปวดมากเมื่อนั่งนาน
- ผู้ป่วยไม่สามารถนั่งนานๆได้ หากนั่งนานก็จะนั่งเอี้ยวตัวลงนํ้าหนักที่ก้นข้างใดข้างหนึ่งแทน
- รู้สึกขาอ่อนแรง บางครั้งเดินๆอยู่ก็รู้สึกเข่าพับไปดื้อๆ
- รู้สึกปวดแบบแหลมๆที่กระเบ็นเหน็บ เมื่อนั่ง
- ไม่มีอาการชาใดๆ
- ปวดตามแนวขอบกางเกงใน
- X-ray จะไม่เห็นความผิดปกติมากนัก ไม่เหมือนโรคกระดูกสันหลังเสื่อม
- หากกดลงไปที่กระดูกสันหลังตรงๆ ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกปวดอะไร แต่หากกดที่รอยต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานจะปวดร้าวลงขา บางรายอาจจะปวดร้าวลงหน้าแข้งเลยก็มีค่ะ

5) โรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (piriformis syndrome)
โรคนี้พบได้เยอะมากกกกก แล้วเป็นโรคที่โดนเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เพราะว่ามันมีอาการชาร้าวลงขาเหมือนกันเลย ต่างกันแค่ตำแหน่งที่เส้นประสาทถูกหนีบเท่านั้นเองค่ะ โรคนี้เกิดจากกล้ามเนื้อ piriformis ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดลึกอยู่ภายในก้นของเรา เกิดตึงตัวมากๆจากการนั่งนานไปหนีบเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาชื่อว่า sciatic nerve ผลก็คือ ผู้ป่วยจะมีอาการขาชา ขาอ่อนแรง กล้ามเนื้อขาฝ่อลีบ แต่เมื่อไอจามแล้วไม่มีอาการปวดเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
อาการ ของโรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท
- รู้สึกปวดลึกๆที่แก้มก้น หรือก้นย้อย คลำหาจุดกดเจ็บไม่ค่อยเจอ เพราะกล้ามเนื้ออยู่ลึกมาก
- รู้สึกขาชา แต่จะรู้สึกชาตั้งแต่ก้นลงมา
- จะรู้สึกปวดก้นมากขึ้น หรือขาชามากขึ้นหากนั่งนาน
- ไม่มีอาการปวดหลังใด
- มีจุดกดเจ็บที่ก้น เมื่อนักกายภาพใช้นิ้วกดลงไปทีแก้มก้นจะรู้สึกปวดมากที่ก้นและบางรายปวดร้าวลงถึงปลายเท้า
- ไอ จาม หรือเบ่งถ่ายไม่ทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มมากขึ้น
- รู้สึกขาอ่อนแรง เมื่อเดินลงนํ้าหนักจะรู้สึกว่า ขาเหยีบพื้นได้ไม่เต็มที่
- รู้สึกขาหนักๆ ยกขาข้างที่เป็นไม่ค่อยขึ้น

6) โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน (spondylolisthesis)
โรคนี้อาจจะสังเกตุอาการยากนิดนึงครับสำหรับคนทั่วไป ส่วนใหญ่จะใช้การตรวจ X-ray จึงเห็นชัดคะ ซึ่งโรคนี้เกิดจากตัวเชื่อมระหว่างปล้องกระดูกสันหลังกับส่วนหางของกระดูกสันหลัง (pars interarticularis) มันหัก ทำให้ตัวปล้องกระดูกสันหลังเคลื่อนไปด้านหน้ามากกว่าปกติ อาจเกิดจากอุบัติเหตุที่กระดูกสันหลังโดยตรง จากที่เคยตั้งครรถ์ หรืออ้วนลงพุงมากก่อนก็ได้คะ
อาการ ของโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน
- ระยะแรกไม่มีอาการแสดงใดๆเลยคะ
- หากเคลื่อนมากขึ้น จะรู้สึกปวดหลัง ปวดหลังร้าวลงขา
- หากเคลื่อนไปทับเส้นประสาท จะมีอาการขาชา ขาอ่อนแรง
- ผู้ป่วยจะยืนเดินนานไม่ค่อยได้
ซึ่งโรคนี้จะไม่มีอาการเด่นชัดมากเหมือนโรคอื่นๆคะ

7) ปวดหลังจากอวัยวะภายใน
นอกจากอาการปวดหลังจากตัวกล้ามเนื้อและกระดูกแล้ว ก็ยังเกิดจากอวัยวะภายในของเรามีปัญหาด้วยก็ได้นะ เช่น เป็นโรคกระเพาะ, เป็นลำไส้อักเสบ หรือเป็นโรคไต แต่โรคเหล่านี้มักจะมีอาการปวดท้องควบคู่กันไปด้วยนะคะ
ทีนี้ก็จบลงไปแล้วสำหรับโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลังที่เราพบได้บ่อยมากๆ หวังว่าบทความนี้จะเป็นคู่มือการสังเกตุโรคของตัวเองได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

 #ข้อเท้าพลิกบ่อยๆ ระวังเป็นโรคเอ็นข้อเท้าหลวม!!! #ฝากกดแชร์ด้วยนะคะ     ใครหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบกับการเล่นกีฬา ออกกำลังกา...
01/02/2017

#ข้อเท้าพลิกบ่อยๆ ระวังเป็นโรคเอ็นข้อเท้าหลวม!!!

#ฝากกดแชร์ด้วยนะคะ

ใครหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบกับการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือชอบใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน ๆ อาจจะทำให้ข้อเท้าพลิกได้ ซึ่งดูเหมือนเป็นอาการทั่ว ๆ ไป ที่สามารถเกิดขึ้นได้อยู่เป็นประจำ แต่ถ้าปล่อยปละละเลยทิ้งไว้นาน ๆ แล้วอาจส่งผลให้เกิดข้อเท้าหลวมได้


สาเหตุอาการข้อเท้าหลวม โดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุข้อเท้าพลิก ซึ่งอาจเป็นในลักษณะของข้อเท้าพลิกซ้ำบ่อย ๆ หรือเกิดจากผลสืบเนื่องจากการรักษาที่ไม่เหมะสมหลังจากข้อเท้าพลิก เช่น การทำกายภาพบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า หรือการบริหารระบบประสาทที่ป่วยในการทรวงตัวของข้อเท้าไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้เอ็นข้อเท้ายืด เกิดอาการข้อเท้าหลวมตามมา

สำหรับอาการผู้ป่วยมักมีอาการเดินแล้วรู้สึกว่า ข้อเท้าทรุดหรือพลิกง่าย รู้สึกข้อเท้าไม่มั่นคง บางครั้งเดินเท้าเปล่าบนพื้นทรายหรือพื้นเรียบ เช่น พรมไม่ได้ ซึ่งไม่ได้มีอาการข้อเท้าหลวมเพียงอย่างเดียว หากพบว่า ยังมีอาการปวดร่วมด้วยต้องคำนึงถึงสาเหตุการบาดเจ็บอื่น ๆ ที่พบร่วมกันได้ อาทิ มีอาการเส้นเอ็นด้านนอกข้อเท้าฉีกขาด , มีรอยแผลที่กระดูกอ่อนในข้อเท้า , การได้รับบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลายเท้า กระดูกเท้าและข้อเท้าหัก เป็นต้น หากมีอาการมากขึ้นอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเส้นเอ็นนอกข้อเท้า ข้อเท้าเอียงผิดรูป และมีอาการข้อเท้าเสื่อมตามมาได้

ทั้งนี้หลักในการรักษาข้อเท้าหลวมนั้น จำเป็นต้องตระหนักว่า สาเหตุในการเกิดไม่ได้มีสาเหตุมาจากเอ็นข้อเท้ายืดหรือฉีกขาดเพียงอย่างเดียว มักพบว่ามีปัญหาเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัวของข้อเท้า ความแข็งแรง และความยืดหยุ่นของเส้นนอกข้อเท้าร่วมด้วย ดังนั้นการรักษาที่จะทำให้ได้ผลดี ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบดังกล่าวให้ครบถ้วน

โดยทั่วไป สามารถพิจารณาให้การรักษาแบบอนุรักษ์นิยม (Conservotive Tredment) ได้แก่

- การฝึกบริหารเพิ่มความแข็งแรงของเอ็นบริเวณรอบข้อเท้า

- การฝึกการควบคุมการทรงตัวของข้อเท้า

- การใช้อุปกรณ์เสริม เช่น ที่รัดข้อเท้าทั้งแบบมีแกนด้านข้างและไม่มีแกนด้านข้าง

- การใช้ยาเพื่อลดอาการอักเสบ

หากการรักษาดังกล่าวไม่ได้ผลในช่วงระยะเวลา 3 - 6 เดือน จึงพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเข้าไปเย็บซ่อมแซมเส้นเอ็นส่วนที่เป็นปัญหาดังกล่าว ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การรักษาข้อเท้าหลวมที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดและรักษาอาการพลิกตั้งแต่เริ่มแรกได้อย่างเหมาะสม จะช่วยลดปัญหาอาการข้อเท้าหลวมที่เกิดขึ้นได้

❤️อาการชาปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ❤️เกิดจากอะไร ปวดเจ็บนิ้วไหน บอกโรคที่เป็นได้ !  อ่านแล้วฝากกดแชร์..!!  ด้วยนะคะชาปลายนิ้ว...
01/02/2017

❤️อาการชาปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ❤️

เกิดจากอะไร ปวดเจ็บนิ้วไหน บอกโรคที่เป็นได้ ! อ่านแล้วฝากกดแชร์..!! ด้วยนะคะ

ชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเกิดจากอะไร ?

อาการชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้าสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาจเกิดจากการอยู่ในท่าเดิม ๆ เป็นเวลานาน การทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือซ้ำ ๆ ซึ่งอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ทั่วถึง หรือการที่ร่างกายมีระดับธาตุและวิตามินผิดปกติ รวมทั้งอาจเป็นอาการข้างเคียงของบางโรค เช่น โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคเบาหวาน งูสวัด ลมชัก โรคหลอดเลือดสมอง อาการผิดปกติของปลายประสาท เป็นต้น


ซึ่งอาการชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้า สามารถแบ่งแยกสาเหตุได้จากอาการชาที่เกิดกับร่างกาย ดังนี้

* ชานิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และอาจมีอาการปวดมือ ปวดร้าวไปถึงแขนด้วย นั่นอาจหมายถึงสัญญาณของโรคเส้นประสาทกดทับที่ฝ่ามือ โดยเกิดจากการใช้งานมือในลักษณะการเกร็งอยู่นาน ๆ ในท่าเดิม เช่น การจับมีด กรรไกร ไดร์เป่าผม คอมพิวเตอร์ ซึ่งมักจะมีอาการปวดในเวลากลางคืนหรือตื่นนอนตอนเช้า

* ชาที่นิ้วก้อย อาจเกิดจากเส้นประสาทบริเวณรักแร้ที่ยาวไปถึงนิ้วก้อย สาเหตุจากงอและเกร็งข้อศอกเพื่อถือหูโทรศัพท์เป็นเวลานาน

* ชาปลายเท้าและปลายมือ อาจเกิดจากอาการปลายประสาทอักเสบหรือเสื่อม หรือภาวะขาดวิตามินบี 1 บี 6 หรือบี 12 ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากโรคไต โรคมะเร็ง และจากยาหรือสารพิษ เป็นต้น

* ชาปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว แต่ไม่มีอาการชาปลายเท้า และมักจะชาช่วงกลางคืนหรือก่อนนอน อาจเกิดจากการใช้มือทำงานหนัก เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ต่อเนื่องนาน ๆ เล่นโทรศัพท์บ่อย ๆ ครั้งละนาน ๆ ซึ่งอาจทำให้เอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือได้

* ชานิ้วก้อย นิ้วนาง และด้านข้างฝ่ามือ (สันมือ) อาจเกิดจากเส้นประสาทบริเวณข้อศอกถูกกดทับ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ซึ่งก็ควรเปลี่ยนท่านั่งหรือท่านอนเพื่อหลีกเลี่ยงอาการชาดังกล่าว

* ชาง่ามนิ้วระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ อาจเกิดจากเส้นประสาทกดทับที่ต้นแขน แนะนำให้เปลี่ยนท่านั่งบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการเอาแขนพาดพนักเก้าอี้

* ชาทั้งแถบ ตั้งแต่แขนลงไปถึงนิ้วมือ อาจเกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อมและกดทับเส้นประสาท ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์นะคะ เพราะน่าเป็นห่วงมากเลยทีเดียว

* ชาหลังเท้าลากยาวไปถึงหน้าแข้ง แต่ไม่มีอาการชาที่มือ อาจเกิดจากการนั่งไขว้ห้าง ขัดสมาธิ พับเพียบ เป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เส้นประสาทบริเวณใต้เข่าด้านนอกถูกกดทับจนเลือดเดินติดขัดได้

* ชาทั้งเท้า และเลยไปถึงสะโพก อาการนี้ก็ควรต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท

* อาการชาที่เริ่มเกิดขึ้นจากปลายเท้า ฝ่าเท้า ปลายนิ้ว ลามขึ้นไปที่ข้อเท้า เข่า และลำตัว เป็นอาการที่มักเกิดกับนักดื่มคอทองแดง เนื่องจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เข้าไปทำลายเส้นประสาทให้เสียหายหลายเส้น

สรุป แม้ว่าอาการชาในบางคนอาจเป็นเพียงอาการชั่วครั้งชั่วคราว เป็นแล้วสักพักก็หาย ทว่าอย่างที่เราเพิ่งนำเสนอไปนะคะ อาการชาปลายมือปลายเท้าอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคหรือภาวะผิดปกติบางอย่างได้ ฉะนั้นหากมีอาการชาปลายมือปลายเท้าขึ้นมาเมื่อไร ก็ควรหมั่นสังเกตความถี่และความรุนแรงของอาการไว้ด้วย

เมื่อปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง ปวดรำคาญ ร้าวลงแขน แถมชาปลายมืออีก เอาเข้าไป? ทานอะไร? ก็ไม่ดีขึ้น อ่านแล้วฝากกดแชร์..!! ด้วยน...
01/02/2017

เมื่อปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง ปวดรำคาญ ร้าวลงแขน แถมชาปลายมืออีก เอาเข้าไป? ทานอะไร? ก็ไม่ดีขึ้น
อ่านแล้วฝากกดแชร์..!! ด้วยนะคะ

ที่มาส่วนหนึ่งของบทความเรื่อง ปวดบ่า คอ ไหล่ เรื้อรัง จาก Office Syndrome

A. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีโอกาสเกิดปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังคือ
* ปัจจัยทางโครงสร้าง เช่น ผู้ที่มีหลังคด ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน จึงเกิดภาวะการทำงานของกล้ามเนื้อไม่สมดุล ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปวดของกล้ามเนื้อได้
* ปัจจัยทางท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น
- เลือกใช้เก้าอี้ที่ออกแบบไม่เหมาะสม
- เก้าอี้ที่ไม่เหมาะกับงาน กับตำแหน่งของคอมพิวเตอร์
- ท่าทางไม่เหมาะสม (poor posture) เช่น ท่านั่ง ท่ายืนในการทำงานไม่ถูกต้อง ท่ารับโทรศัพท์ไม่เหมาะสม เช่น เอียงคอหนีบหูโทรศัพท์ ใส่รองเท้าส้นสูง
- เกิดจาการทำงานในท่าเดิมซ้ำๆ เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการพัก หรือยืดกล้ามเนื้อที่เหมาะสม หรือใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น การสะพายกระเป๋าหนักๆ ที่ไหล่ หรือจากสายยกทรงของผู้หญิงที่มีขนาดเต้านมใหญ่ กดรัด

B. ปัจจัยทางภาวะโภชนาการ ไม่สมดุลของวิตามิน เกลือแร่ ฮอร์โมนต่างๆ

พบว่าปัจจัยที่สำคัญในผู้ที่มีภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง มาจากภาวะการขาดวิตามิน ที่ละลายในน้ำ ซึ่งเป็นโคเอมไซม์ ที่ช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อ และช่วยในการทำงานและสร้างพลังงานแก่เซลล์กล้ามเนื้อ เช่น วิตามินบี 1 บี 6 บี12 และวิตามินซี กรดโฟลิก แคลเซียม โปแตสเซียม แมกนีเซียม แต่อย่างไรก็ตามการรับประทานวิตามินควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งคุณสามารถปรึกษาแพทย์
ในบางกรณีการขาดพลังงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุของการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ที่เกิดจากโรคทางเมตาโบลิกและโรคของต่อมไร้ท่อ เช่น ผู้ที่มีภาวะของฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ภาวะน้ำตาลต่ำ ภาวะเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคตับ หรือผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ หรือในผู้ที่มีภาวะกรดยูริกสูง

C. ความผิดปกติของอารมณ์ และสภาพจิตใจ
ปัจจัยทางจิตใจที่ชักนำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง และไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษา ได้แก่เครียด กังวล หดหู่ ซึมเศร้า ขาดความหวัง เป็นต้น กรณีสำคัญซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากอารมณ์ที่ผิดปกติ คือ นอนไม่หลับ นอนหลับไม่เพียงพอจากสาเหตุต่างๆ
หลักการสำคัญในการรักษาภาวะปวดเรื้อรัง
หลักการในการรักษาภาวะปวดกล้ามเนื้อ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ “การรักษาที่จุดกดเจ็บ” ร่วมกับ “การค้นหาเพื่อแก้ไขปัจจัยที่เป็นสาเหตุของภาวะปวดกล้ามเนื้อ”

การรักษาจุดกดเจ็บมีวิธีการรักษาดังนี้
* การรักษาด้วยยา เช่น ยาลดปวด คลายกล้ามเนื้อ ยาลดกล้ามเนื้อเกร็ง ยากลุ่มฃต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ รวมทั้งการใช้ยาทาเฉพาะที่แก้ปวด

* การรักษาด้วยการฉีดยาที่บริเวณจุดเจ็บ (trigger points injection) ซึ่งโดยมากนิยมใช้กลุ่มประเภทยาชาเฉพาะที่
* การรักษาโดยการฝังเข็มเฉพาะที่ (dry needle puncture) โดยใช้เข็มฝังประเภทเดียวกับการฝังเข็มแบบจีน เพื่อทำการคลายจุดเจ็บเฉพาะที่ โดยไม่มีการใช้ยาใดๆ
* การรักษาโดยการฝังเข็มแบบจีน เพื่อลดปวดและปรับสมดุลในร่างกาย (Chinese acupuncture)
* การรักษาโดยการฉีดยาโบทูลินั่มทอกซิน A (botulinum toxin A) โดยฉีดที่จุดปวดของกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้อบริเวณจุดปวดนั้นๆ ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าลดอาการปวดเกร็งได้ค่อนข้างดีเป็นระยะเวลายาวนาน (3-6 เดือน) แต่อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากปริ มาณ และเทคนิคการฉีดสารชนิดนี้มีความสำคัญมาก เพราะอาจเกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ชั่วคราว ถ้าปริมาณยาได้การฉีดไม่เหมาะสม
* การรักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัดต่างๆ เช่น การใช้อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ เช่น การใช้ความร้อน ความเย็น ความร้อนลึก (ultrasound) การนวด การยืดกล้ามเนื้อ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญมากที่ต้องทำร่วมไปกับการรักษาอาการปวดของจุดเฉพาะที่ คือ การหาสาเหตุของอาการปวด ณ จุดนั้นๆ ว่ามีปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นหรือไม่ และต้องแก้ไขภาวะต่างๆ เหล่านั้นที่ต้นเหตุ เช่น ภาวะโรคต่างๆ การขาดวิตามินต่างๆ เป็นต้น

รวมถึงต้องมีการปรับเปลี่ยนลักษณะท่าทาง ในการนั่งทำงานให้ถูกต้องและเหมาะสม ควรมีการออกกำลังกายและยืดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ และควรประเมินด้วยว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นเป็นสาเหตุของอาการปวดหรือไม่ เช่น เก้าอี้ เบาะนอน หมอนหนุน กระเป๋าสะพายที่ใช้อยู่ทุกวัน สร้อยคอ รองเท้าส้นสูง ลักษณะท่าทางในการขับรถ บางคนได้มีการรักษาทุกวิถีทาง ทั้งการปรับอุปกรณ์ต่างๆ ทุกแง่ทุกมุม แต่งานที่ทำมีความจำเป็นที่ทำให้เปลี่ยนแปลงท่าทางยาก เช่น ต้องนั่งทำงาน หรือนั่งประชุมตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวด
แนะนำให้ปรับอิริยาบถ ลดความเครียด ทำใจให้ยอมรับรวมถึงทำใจให้เข้มแข็ง. "ทำใจให้สุข กายก็จะสบายขึ้น”

ความรู้ที่ดีค่ะกระดูกคอเสื่อม (cervical spondylosis )สาเหตุ ของโรคกระดูกคอเสื่อม #แชร์เป็นวิทยาทาน- อายุมากกว่า 40 ปี- ใ...
01/02/2017

ความรู้ที่ดีค่ะ
กระดูกคอเสื่อม (cervical spondylosis )
สาเหตุ ของโรคกระดูกคอเสื่อม
#แชร์เป็นวิทยาทาน

- อายุมากกว่า 40 ปี
- ใช้งานศีรษะในท่าก้ม เงย หรือหมุนคอบ่อยๆ
- อยู่ในอิริยาบทที่ไม่เหมาะสมเป้นเวลานานๆ เช่น ทำงานที่ต้องเงยหน้าค้างไว้นานๆเป็นประจำ
- เกิดอุบัติเหตุ เกิดการกระแทกที่กระดูกสันหลังโดยตรง
- การเล่นกีฬาที่มีการกระแทก การปะทะกันบ่อยๆ เช่น อเมริกันฟุตบอล หรือการเล่นโยคะในท่าหัวโหม่งพื้นนานๆ
อาการ ของโรคกระดูกคอเสื่อม
- โดยส่วนใหญ่แล้วมักไม่มีอาการปวดใดๆที่บ่งชี้ได้ว่าเป็นกระดูกคอเสื่อม แต่จะมีอาการเมื่อยคอ เป็นๆหายๆมากกว่า
- ปวดคอเรื้อรัง ทานยาก็หายปวด เมื่อหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาปวดใหม่ซํ้าแล้วซํ้าเล่า
- เมื่อเงยหน้าค้างไว้นานๆจะทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มมากขึ้น บางรายมีอาการปวดร้าวลงสะบัก หรือมีอาการชาร้าวลงแขนร่วมด้วย
- รู้สึกแขนอ่อนแรง เมื่อเทียบกับข้างปกติ กำมือได้ไม่สุด ยกของหนักไม่ได้ เมื่อยกแล้วรู้สึกปวดตึงคอเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกระดูกงอกทับเส้นประสาท ทำให้การส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อมัดนั้นๆทำได้ไม่เต็มที่ และหากยังปล่อยทิ้งไว้จะพบว่าแขนข้างนั้นฟ่อลีบจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเลย (แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยก็ไม่ยอมให้ถึงขั้นฟ่อลีบหรอก)
- ในรายที่กระดูกงอกทับเส้นประสาทนั้น จะทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนได้ไม่ดีดังเดิม เช่น การเขียนหนังสือ การเย็บผ้า การติดกระดุมเสื้อ เป็นต้น

- กล้ามเนื้อรอบๆคอ บ่า และสะบักเกิดการตึงตัว ในรายที่เป็นโรคคอเสื่อมมาระยะเวลานานแล้วไม่ได้เข้ารับการรักษาจะสังเกตุเห็นว่า กล้ามเนื้อบ่าตึงแข็งเป็นลำ เมื่อให้ยืนส่องกระจกจะพบว่าหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างสูงตํ่าไม่เท่ากัน
เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ
- กระดูกคอของคนเรามีทั้งหมด 7 ข้อ โดยข้อที่มีการเสื่อมมากที่สุดคือข้อที่ C5-C6 ค่ะ เนื่องจากเป็นข้อที่มีการเคลื่อนไหวได้มากที่สุด ต้องรับนํ้าหนักมากที่สุดเมื่อเทียบกับข้อต่อทั้ง 7 ชิ้น ด้วยภาระงานของข้อที่ 5 และ 6 รับอยู่นั้นมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดการเสื่อมได้ง่าย

ฝึกสอนนวดฝ่าเท้าให้กับ นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จังหวัดตาก 30-31 มกราคม 2560 ในโอกาสที่จังหวัดอุทัยธานีเป็นเจ้า...
01/02/2017

ฝึกสอนนวดฝ่าเท้าให้กับ นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จังหวัดตาก 30-31 มกราคม 2560 ในโอกาสที่จังหวัดอุทัยธานีเป็นเจ้าภาพงานมหกรรมเกษตร ที่วิทยาลับเกษตรและเทคโนโลยี จังหวัดอุทัยธานี ระหว่างวันที่ 1-6 กุมภาพันธ์ 2560 ในงานนี้ #สมเด็จพระเทพฯ เสด็จเข้าชมงานด้วย

ที่อยู่

1/23 ถ. เติบศิริ
Uthai Thani
61000

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 22:00
อังคาร 09:00 - 22:00
พุธ 10:00 - 17:00
พฤหัสบดี 10:00 - 22:00
ศุกร์ 10:00 - 22:00
เสาร์ 10:00 - 22:00
อาทิตย์ 10:00 - 22:00

เบอร์โทรศัพท์

061-5189899

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บีบี นวดเพื่อสุขภาพผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง บีบี นวดเพื่อสุขภาพ:

แชร์