A Friend of Mind I เพื่อนความคิด มิตรหัวใจ กับนักจิตวิทยาการปรึกษา

A Friend of Mind I เพื่อนความคิด มิตรหัวใจ กับนักจิตวิทยาการปรึกษา ให้ความรู้และบริการปรึกษาเชิงจิตว?

 learn to let go-----คิดว่าการ "ปล่อยวาง" นั้นทำได้ยากหรือปล่าว?วันนี้แอดชวนแฟนเพจมาร่วมคอมเม้นท์กันว่า นิยามของการปล่อย...
25/06/2020



learn to let go

-----

คิดว่าการ "ปล่อยวาง" นั้นทำได้ยากหรือปล่าว?

วันนี้แอดชวนแฟนเพจมาร่วมคอมเม้นท์กันว่า
นิยามของการปล่อยวางในมุมมองของอิสลามคืออะไร ?
ทำได้ยากหรือไม่?
เราเคยปล่อยวางอะไรได้หรือปล่าว หรือยังมีบางเรื่องที่เรายังคงยึดมันเอาไว้ เพียงเพราะเรายังมีความกลัวในใจอยู่ลึกๆ?

-----

บางคนบอกว่า การปล่อยวางนั้น เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับมนุษย์.

การเรียนรู้ เพื่อตระหนักว่า อะไรที่เราสามารถควบคุมได้ และอะไรบ้างที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เป็นส่วนหนึ่งของปัญญา

ในหนังสือ Ihya' Ulum ad-din ของอิหม่าม Ghazali ได้อธิบายถึง psycho-spiritual health หรือแปลให้เข้าใจง่ายคือ การมีจิตใจและจิตวิญญาณที่ดี คือ การที่เราสามารถคงความสมดุลระหว่างความกลัว และความหวังได้

ความกลัวนั้นอาจจะต่างกันในแต่ละคน เช่น
ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ
กลัวที่จะเจ็บปวด
กลัวที่จะผิดหวัง
กลัวที่จะล้มเหลว
กลัวที่จะเผชิญหน้า

เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่เราเหนื่อยล้า กับการยึด การถือ การพยายามควบคุมสิ่งหนึ่งให้มันออกมาดี (เพื่อหลีกเลี่ยงความกลัวในใจ)
เราก็จะมอบหมายสิ่งนั้น ให้แก่พระผู้เป็นเจ้าด้วยเป็นการมอบหมายที่เปี่ยมไปด้วย "ความหวัง"

-----

เมื่อมันถึงจุดที่เรามีความกลัวที่สุด
มันเป็นเวลาที่เหมาะที่สุด ที่เราเชื่อมั่นในความปรีชาญาณของอัลลอฮ และมอบหมายต่อพระองค์
จงเชื่อมั่นว่าอัลลฮจะอยู่กับเรา
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
จงรับรู้ไว้เถิดว่าเราไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง..

อ้างอิง: The Revival of the Religious Sciences
by Abu Hamid Al-Ghazali

ในหลายวันที่ผ่านมี ผู้มาปรึกษาหลายท่านเป็นมุสลิมและเคสแต่ละเคสมีความแตกต่างกันไป เช่น การบริหารจัดการเวลา การจัดการความเ...
17/06/2020

ในหลายวันที่ผ่านมี ผู้มาปรึกษาหลายท่านเป็นมุสลิมและเคสแต่ละเคสมีความแตกต่างกันไป เช่น การบริหารจัดการเวลา การจัดการความเครียด การค้นหาตัวเองอาชีพที่ใช่ หรือแม้กระทั่งเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิต

----

ทำให้เราสนใจเคสเกี่ยวกับสุขภาพจิตมาก เพราะมันทำให้เราค้นพบว่า เคสมุสลิมที่เป็นซึมเศร้า และ ภาวะซึมเศร้า นั้นมีมากกว่าที่เราคิด ซึ่งขัดกับการรับรู้ของเราคือ เอ้ย !! คนที่ละหมาด ทำอิบาดะห์ มีอีหม่าน ทำไมถึงยังมีอารมณ์ซึมเศร้าได้

สิ่งที่เราค้นพบจาก คำพูด ความรู้สึก ที่เราได้รับฟังมาจากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า และผู้ที่เผชิญซึมเศร้า นั้นคือ .......
..ผู้คนเหล่านี้มักจะมองอนาคตในแง่ลบ เราสัมผัสได้การไร้ซึ่งความหวัง ไม่อยากดูแลตัวเอง ไม่อยากลุกไปทำอะไร ไม่อยากสุงสิงกับใคร รู้สึกว่าไม่มีอะไรดีขึ้น สิ่งที่พยายามทำมาทั้งหมดนั้นไร้ความหมาย ชีวิตขาดความหมาย และการมีชีวิตอยู่ไม่มีความหมาย
ตัวอย่างคำพูดจากเคสต่างๆ
..“ไม่ว่าฉันจะพยายามทำเท่าไหร่ ฉันก็ไม่มีวันที่จะสามารถเอาชนะความทุกข์ ความโศกเศร้านี้ได้ และดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสามารถทำให้มันดีขึ้นได้ และมันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป”...

จากเคสแรก เพิ่มมาเป็นหลายๆเคส เราจึงหาข้อมูลเกี่ยวกับซึมเศร้ามากขึ้น บวกกับเรื่องราว และความรู้สึกที่เราได้รับฟังจากเคสเหล่านั้น ทำให้วันหนึ่ง เราได้มาเจอคลิปวีดิโอหนึ่ง ของ อุสตาซะ Yasmin Mogahed ที่เธอได้พูดถึง....

Is depression is a sign of low Iman ?
ซึมเศร้า เป็นสัญญาณของอีหม่านที่อ่อนแอ หรือปล่าว?
..หลายครั้งที่เราได้ยินพี่น้องเราพูดว่า “เป็นผู้ศรัทธาต้องไม่เสียใจ”
จริงๆแล้ว ประโยคนี้ เป็นประโยคที่เป็นปัญหามากเลย นั่นก็เพราะว่า โดยธรรมชาติแล้ว “ความเศร้า”เป็นหนึ่งในอารมณ์ทั่วไปของมนุษย์ ก็เหมือนกับ ความสุข.. ความกลัว.. และความโกรธ
ทุกๆอารมณ์ ความรู้สึกนั้นก็ถูกสร้างโดยอัลลอฮ (ซ.บ) และทุกๆสิ่งที่อัลลออฮสร้างขึ้นนั้นย่อมมีความหมาย

ฉะนั้นความเศร้า ก็มีความหมาย

แต่เมื่อความเศร้า แปลเปลี่ยนเป็นความหมดหวัง
จึงอยากตอบคำถามที่ว่า...
... 🔺ผู้ศรัทธาคนหนึ่ง จะสามารถรู้สึกเศร้า ทั้งๆที่เค้าก็มีอีหม่าน ได้หรือไม่ ?

คำตอบคือ ได้ นั่นก็เพราะว่า แม้แต่ท่านร่อซูลเอง (ซล.) ก็เคยรู้สึกเศร้า จากเหตุการณ์ที่ท่านสุญเสียภรรยาของ และลุงของท่าน
นบียะกูบ (อะลัยฮิสลาม) รู้สึกเศร้าจับใจ จากเหตุการณ์ที่ท่านร้องไห้จนตาบอด เนื่องจากกรสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รัก (นบียุซุฟ อะลัยฮิสลาม)

“Sadness does not mean that you have low Iman”
ฉะนั้นแล้ว ความเศร้า หรือการรู้สึกเศร้านั้น ไม่ได้แปลว่าเรามีอีหม่านที่อ่อนแอ
...อย่างไรก็ตาม อีหม่านในตัวผู้ศรัทธา มีหน้าที่หลักคือ “ปกป้อง” ผู้ศรัทธาให้ห่างไกลจากความรู้สึก “สิ้นหวัง หมดหวัง”.....

ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจ คำสองคำดังต่อไปนี้ ระหว่างคำว่า

1. ความเศร้า (Sadness): ซึ่งได้อธิบายไว้ข้างต้นแล้วว่าเป็นอารมณ์ความรู้สึกปกติของมนุษย์
กับ
2. ความสิ้นหวัง (Despair or Hopelessness)
...ความเศร้าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์ แต่ความสิ้นหวังนั้นมาจากชัยฏอน

▪️เพราะชัยฏอน จะพยายามทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ผู้ศรัทธานั้นสิ้นหวัง และล้มเลิกความพยายาม
(สิ้นหวังในการคิดว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ทำให้ล้มเลิกความพยายามเพื่อความเปลี่ยนแปลง)
.. 🔺 ฉะนั้น แม้ในขณะที่ผู้ศรัทธายังคงมีอีหม่านอยู่ เค้าก็สามารถมีความรู้สึกเศร้าโศก เสียใจได้ .แต่ตัวอีหม่านนั้นเอง ที่จะช่วยให้ผู้ศรัทธามี “ความหวัง” แม้ว่าเค้าจะเจ็บปวดหรือทรมานมากเพียงใด..

มีดุอาอหนึ่ง เป็นดุอาอของนบีอัยยุบ (อะลัยฮิสลาม) ในดุอาอนั้น นบีได้กล่าวว่า

أَنِّى مَسَّنِىَ ٱلضُّرُّ وَأَنتَ أَرْحَمُ ٱلرَّٰحِمِينَ
ความว่า:
แท้จริงฉันนั้น ได้มีทุกข์อันตรายมาประสบกับฉัน และพระองค์ทรงเมตตาที่สุดในหมู่ผู้มีเมตตา
(ซูเราะห์อัมบิยาอฺ:83)
...ท่านนบีได้รับรู้ว่าท่านกำลังเผชิญกับ Distress หรือ ความทุกข์ ความเศร้าโศก ความเสียใจ
และแม้ว่าท่านตกอยู่ในสถาการณ์ที่ยากลำบากกับบททดสอบที่ยาวนานเป็นปีๆ แต่ท่านก็ยังมี “ความหวัง”
ในความเมตตา ของผู้ที่มีเมตตาที่สุดในหมู่ผู้มีเมตตาทั้งหลาย (อัลลอฮ ซบ.)....

ดังนั้น เมื่อใดก็ตาม ที่เราต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก มันไม่ได้หมายความว่า อีหม่านของเราอ่อนแอลงถ้าเรารู้สึกเศร้า
แต่จงใช้อีหม่านที่เรามี ตระหนักถึงความทุกข์ยาก ที่เรากำลังเผชิญหน้า และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แล้วมันจะดีขึ้น จะมีสิ่งที่ดีกว่ารอคอยอยู่ ..โปรดอย่าสิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮ...

จากประสบการณ์ของแอดเองที่ได้ให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา สิ่งที่ทำให้ผู้ที่เผชิญกับภาวะซึมเศร้า มีอาการที่แย่ลง คือ ทัศนคติ แ...
16/06/2020

จากประสบการณ์ของแอดเองที่ได้ให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา สิ่งที่ทำให้ผู้ที่เผชิญกับภาวะซึมเศร้า มีอาการที่แย่ลง คือ ทัศนคติ และคำพูดของคนรอบข้างค่ะ

-----

คนรอบข้าง ที่ไม่รู้ว่าภาวะซึมเศร้า คืออะไร และด้วยความที่ไม่เข้าใจก็นำไปสู่การตัดสิน ด้วยการไม่รับฟัง เหมือนเป็นการผลักให้เขาไปอยู่ขอบเหวมากขึ้น หรือที่เรียกว่า stigmatize

📌 กล่าวคือ การตีตรา การประทับตราทางจิตใจ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ขัดขวางไม่ให้ผู้ที่เผชิญภาวะซึมเศร้า ได้หาทางออกที่ถูกวิธี*

จากประสบการณ์ กรณี Stigmatize จะเกิดจาก 2 กรณีหลักๆ คือ

1).ไม่มีความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้น วิธีแก้ไขคือหาความรู้ค่ะ

2). ความเชื่อที่ผิดๆ เช่น คนที่เป็นมุสลิม ปฎิบัติตามหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด จะต้องไม่มีภาวะเศร้า, เหนื่อยหน่าย หรือ เสียใจ ตรงนี้เป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก และบางครั้งก็ตีความเป็นเรื่องไสยศาสตร์ 100% ซึ่งนำไปสู่การรักษาที่ผิดๆ

และอีกเรื่องที่สำคัญคือ คำพูด คำพูดที่ทำให้เกิด stiqmatize ที่ยังฝังลึกในการรับรู้ของคนใกล้ชิด ว่า "เป็นบ้า โรคจิต เป็นคนไม่ปกติ" ส่วนในเคสที่เป็นมุสลิมที่พบเจอ มักจะถูกกล่าวหาว่า "ไม่มีอีหม่าน หรือ อีหม่านอ่อน" ผลของผู้เผชิญสภาวะนี้ ที่ได้จากฟังคำพูดพวกนี้ จะทำให้ให้ รู้สึกว่าเป็นตัวปะหลาด สมควรโดนตำหนิ และต้องปลีกแยกตัวเองจากสังคมค่ะ ทำให้ความรู้สึก ถูกกดทับไว้ ซึ่งถ้าถูกกดไว้นานๆ ความรุนแรงจะพัฒนาขึ้น จนถึงขั้นเป็นโรค ทำร้ายตัวเอง ตลอดจนปลิดชีวิตตัวเองได้ค่ะ

----

📌 เพราะฉะนั้น คนรอบข้างที่เป็นตัวแปรสำคัญ สิ่งที่อยากจะแนะนำให้กับคนรอบข้าง

1). ศึกษาเรื่องซึมเศร้าและทำความเข้าเพื่อจะได้สำรวจตัวเองและคนรอบข้าง

2). เมื่อเข้าใจแล้วฝึกเป็นผู้รับฟังที่ดี โดยไม่มีการตัดสิน

3). สนับสนุน ส่งเสริม ให้พลังบวก (social support)* ตรงนี้เป็นกำลังใจที่สำคัญมากค่ะ

4). ไม่ปล่อยให้อยู่เพียงลำพัง ชักชวนทำกิจกรรม

5). ให้คำแนะนำ ช่องทาง ในการให้ความช่วยเหลือที่ถูกต้อง เช่น รพ.จิตเวชที่ใกล้ที่สุด การเข้าพบจิตแพทย์ หรือ การเข้าพบนักจิตวิทยา นักบำบัด

ซึ่งแนะนำว่า ควรจะพาเพื่อน หรือคนใกล้ชิด ยิ่งดีเลยค่ะ จะได้เข้าใจและแนะแนววิธีการปฎิบัติตัวของคนใกล้ชิดกับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าได้ค่ะ

----

📌 สุดท้ายจะบอกว่าซึมเศร้าหายได้ ส่วนนึงก็ด้วยความรัก เอาใจใส่ และรับฟังจากคนใกล้ชิด ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังประสบสภาวะนี้ทุกๆคนนะคะ 🙂

#นักจิตวิทยาการปรึกษา


*อ้างอิงงานวิจัย:
https://www.researchgate.net/publication/40732247_Stigma_social_support_and_depression_among_people_living_with_HIV_in_Thailand
https://www.google.com/url?sa=t&source=web&rct=j&url=https%3A%2F%2Ftci-thaijo.org%2Findex.php%2Fjmht%2Farticle%2Fdownload%2F40642%2F46289%2F&ved=2ahUKEwi3n97dzv_gAhXMP48KHZiJDwgQFjAGegQIBxAB&usg=AOvVaw0fLgpdl-MQeuyQPvNjlvXr&cshid=1552497762744

   ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น ซึ่งบางเหตุการณ์ก็นำไปสู่แรงกระเพื่อมทางสังคมที่รุนแรงที่ดังในโลกออนไล...
14/06/2020



ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น ซึ่งบางเหตุการณ์ก็นำไปสู่แรงกระเพื่อมทางสังคมที่รุนแรงที่ดังในโลกออนไลน์ก็คือ การติดแฮทแท็ก lives matter can’t breathe เปิดประเด็นให้ทั่วโลกหันมาสนใจกับคำว่า Racism กันมากขึ้น

-----
Racism (การเหยียด) และ Prejudice (เจตคติรังเกียจกลุ่มทางลบ) จากมุมมองของนักจิตวิทยา Gordon Allport ได้พูดถึงเจตคติรังเกียจกลุ่มทางลบไว้ว่า

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับเจตคตินี้ แต่มันเป็นสิ่งมนุษย์มาเรียนในภายหลังจากสังคม แต่ถึงกระนั้น กระบวนการรู้คิดนี้เกิดขึ้นอย่างแยบยล หรือจะให้พูดง่ายๆคือ คนในสังคมหนึ่งๆ มีความหลากหลาย คนจึงต้องพึ่งพากระบวนการการคิดแบบทางลัด เพื่อความรวดเร็ว ทำให้มีจัดประเภทกลุ่มคนคนตามอายุ เพศ ศาสนา เชื้อชาติ สีผิว

แต่ไอ้การแบ่งกลุ่มเช่นนี้มันมีผลเสียค่ะ นั่นคือโอกาสที่คน ตีความที่คาดเคลื่อน ทำให้คนๆนึงตัดสินคนอีกคนนึงล่วงหน้าไปแล้ว หรือที่เราเรียกกันว่า Prejudice ทั้งๆที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่แน่นอน เพียงแค่เพราะว่าเค้าถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรามองลบไว้ก่อนตั้งแต่ต้น ทั้งๆที่ตัวจริงของคนๆนั้นอาจจะไม่ใช่คนแบบที่เราคิดไว้ก็ได้ค่ะ

-----

แนวคิดประเภทนี้ มักจะคิดว่า การที่เลือก ที่จะปฏิบัติต่อคนๆที่ไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน ทำให้ตนเองรู้สึกมีอำนาจและมีคุณค่า ซึ่งการมีแนวคิดเหมารวมนี้ก็ยังเอื้อให้เกิดกระบวนการที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันสั้นๆว่า แพะรับบาปอีกด้วย

ซึ่งตรงนี้ นาย Gordon ได้แบ่งการมีเจตคติทางลบ เป็น 5 ระดับ:

1. คำพูด- พูดจาดูหมิ่น ไม่ให้เกียรติ หรือแสดงความเกลียดชังออกมาเป็นคำพูดเช่น ไอ้อ้วน ไอ้ดำ ไอ้เตี้ย

2. หลีกเลี่ยง เว้นระยะ เช่น ชัดๆคือเมื่อเราเห็นคนใส่ชุดโต๊ป โพกสะระบั่น หลีกห่างก่อนเพราะกลัวว่าเป็นพวกก่อการร้าย

3. เลือกปฏิบัติหรือกีดกันทางสังคม เพื่อไม่ให้เข้าถึงสินค้าและบริการ รวมถึงทรัพยากรทางสังคมด้วย

4. ทำร้ายร่างกาย ทำลานทรัพย์สิน หรือการสร้าง การสร้างศาลเตี้ยขึ้นมาในสังคม

5. ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

-----

แม้ว่าโลกเราจะรณรงค์ถึงความเท่าเทียมกัน แต่การเหยียดไม่มีทางจางหายไปจากโลกนี้หรอกค่ะ แต่การเหยียดจะแสดงออกแบบอ้อมๆหรือแยบยลมากขึ้นผ่านจิตไร้สึกนึก (unconscious) หรือที่เราเรียกว่าเจตคติรังเกียจกลุ่มแบบแอบแฝง ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นนึงที่น่าสนใจมากๆ สามารถไปอ่านต่อได้ที่นี่ค่ะ

“ผลของการมองจากมุมของผู้อื่นต่อการลดเจตคติรังเกียจกลุ่มแบบแอบแฝง : อิทธิพลกำกับของการนิยามตัวตนและอิทธิพลส่งผ่านของการเชื่อมโยงตนเข้ากับผู้ อื่น” โดย มนัสนันท์ จิตติจรุงลาภ (2557) - http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/46120

-----

ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถลบล้างการเหยียดออกจากมนุษย์ได้แต่เราสามารถเลือกที่จะลด ในระดับตัวเองได้นะคะ หากเคยความรู้สึกทางลบต่อคนหรือกลุ่มคนหนึ่งๆ แค่เพียงเพราะกลุ่มที่เขาอยู่ด้วยทำพฤติกรรมไม่ดี ทำให้เราเหมารวมไปซะหมด ตรงนี้เราสามารถลดความรู้สึกตรงนี้ได้ค่ะ

เริ่มจาก สำรวจตัวเองว่าเรามีแนวคิดนี้อยู่ไหม ถามกับตัวเอง หากมีให้ เลือกมองเป้าหมายเช่นเดียวกับคนกลุ่มนั้นที่เรารู้สึกไม่ดีด้วย จะทำให้เราเข้าใจและเอื้อต่อกันมากขึ้น มองหาจุดร่วมกัน

เปิดใจ ทำความรู้จักกับคนที่หลากหลาย ยิ่งได้เดินทางบ่อย ท่องโลกกว้างบ่อย ความคิดเราจะเปิดกว้างขึ้น แต่ถ้างบไม่อำนวยก็ลองอ่านหนังสือหรือศึกษาผ่านยูทูปก็ได้ค่ะ

สุดท้ายนี้คือการมองค่ะ แต่ไม่ใช่มองเรื่อยเปื่อยนะคะ แต่มันคือการมองเห็น “ความแตกต่าง” ยอมรับในความต่าง ให้ได้ ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งบอกว่า การที่คนเราพยายามกดเก็บตนความคิด ไม่รู้สึก ไม่เรียนรู้ ในเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติ คนๆนั้น จะมีแนวโน้มที่จะแสดงออกซึ่งซึ่งการเหยียดมากกว่าคนอื่นๆนะคะ

-----

อ้างอิง
The Top 10 Strategies for Reducing Prejudice by Rodolfo Mendoza-Denton
https://www.psychologytoday.com/us/blog/are-we-born-racist/201012/the-top-10-strategies-reducing-prejudice-part-3-3

 #อิสระแห่งตนเคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมบางครั้งเราเชิญชวน คนๆหนึ่งให้ทำความดี หรือเราหวังดี อยากให้ทำตามคำแนะนำ ในสิ่งที่ด...
31/05/2020

#อิสระแห่งตน

เคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมบางครั้งเราเชิญชวน คนๆหนึ่งให้ทำความดี หรือเราหวังดี อยากให้ทำตามคำแนะนำ ในสิ่งที่ดี แต่พูดไปก็เหมือนกับว่า สิ่งนั้นไม่ระแคะระคายไปในหัวใจของผู้ฟังเลย อีกทั้งคนๆนั้นยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิมไม่มีพยายามเปลี่ยนแปลง

-----

สิ่งนี้ในทางจิตวิทยาเราจะเรียกว่า Sense of autonomy หรือเรียกอีกอย่างว่า อิสระแห่งตน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ จะสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจตัวเองและสิ่งรอบตัวได้ เมื่อเค้ารู้สึกมีอิสระในการเล่น ค้นหา เรียนรู้ การที่เค้ามีอิสระหรือรู้สึกได้ถึงอิสระ ในการคิด ในความสามารถที่จะเลือกทำตัดสินใจ จะก่อให้เกิดแรงจูงใจจากภายในที่อยากจะทำ อยากจะเปลี่ยนแปลง

-----

ในอัลกุรอานซูเราะห์ An-Naml (92):

‎وَأَنْ أَتْلُوَ الْقُرْآنَ فَمَنِ اهْتَدَىٰ فَإِنَّمَا يَهْتَدِي لِنَفْسِهِ وَمَن ضَلَّ فَقُلْ إِنَّمَا أَنَا مِنَ الْمُنذِرِينَ

“และฉันได้รับพระบัญชาให้อ่านอัลกุรอาน”ดังนั้นผู้ใดได้ตามแนวทางที่ถูกต้อง แท้จริงเขาก็จะดำเนินตามแนวทางที่ถูกต้องเพื่อตัวของเขาเอง และผู้ใดหลงผิดก็จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “แท้จริงฉันเป็นเพียงผู้หนึ่งในหมู่ผู้ตักเตือน”

เมื่อได้อ่านผ่านอายะห์ข้างต้น ทำให้เราตระหนักรู้ว่า ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ภรรยา สามี พ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อน เราเป็นเพียงแค่ผู้ตักเตือน ผู้ชักชวน แต่เราไม่สามารถจะไปบังคับใครให้เป็นไปดั่งใจเราต้องการ เพราะมนุษย์นั่นมี sense of autonomy หรือ ความต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเอง ทำเอง เลือกเอง ตัดสินใจเองโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับ กดดัน และ มนุษย์ปรารถนาที่จะรู้สึกถึงอิสระ ในการเลือกตัดสินใจและเลือกกระทำ

-----

ในบางครั้งที่เราได้รับโอกาสในการแนะนำ ชักชวน ตักเตือนใครไปสู่ความดี สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังของเราเอง ว่าเค้าจะต้องทำตาม เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์คาดหวังในตัวมนุษย์ด้วยกันเองว่าสิ่งที่เราตักเตือนหรือบอกกล่าวนั้นจะต้องปรับเปลี่ยนและเป็นผลทันที มันกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง สิ่งที่ย้อนกลับมาหาตัวเราก็คือความทุกข์ใจ

“เราเตือนเค้าแล้ว เราบอกเค้า ทำไมเค้าไม่ยอมทำตาม”

ให้ตระหนักไว้เถิดว่า เราอยู่ฐานะผู้ตักเตือน ผู้เชิญชวน ชักชวน เท่านั้น เมื่อเราได้ทำดีแล้ว ก็จงตักเตือน เชิญชวนต่อไป และทำจิตใจให้ปล่อยวาง อย่าเพิ่งท้อถอย หากเค้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง สิ่งนึงที่ควรให้กลับไปคือ "เวลา"

ลองมองย้อนกลับไปมองตัวเราเองในอดีต กว่าจะเข้าใจอะไรสิ่งๆนึง กว่าจะตกผลึกเรื่องๆนึง เราเองก็ต้องการเวลาในการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

-----

ในหลายๆสถานการณ์ ที่เราอาจจะต้องผันตัวมาเป็นผู้ฟัง ผู้ให้คำแนะนำ เช่น แม่เตือนลูก น้องตักเตือนพี่ ภรรยาชักชวนสามีทำความดี เพื่อนแนะนำเพื่อน ในฐานะ adviser, care giver ก็จงเป็นผู้ฟังที่ดี ผู้ตักเตือนที่ดี ผู้เชิญชวนที่ดี และเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน เช่น เราอยากให้เค้าอ่านกุรอาน ก็ชวนเค้ามาอ่านด้วยกัน และคอยสนับสนุนให้เค้ามีกำลังใจว่าเค้าทำได้

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการดุอาอ์ควบคู่กับความหวัง หวังว่าวันหนึ่ง เค้าจะได้การฮิดายะห์ (ทางนำ)จากอัลลอฮ

-----

บทความนี้เขียนเพื่อให้กำลังใจกับคนทำงาน ที่เสียสละเวลาทำความดี เพื่อชักชวนคนทำความดีว่า ให้ลองมองในอีกแง่มุมนึงว่า เราเป็นเพียงแค่คนผู้ส่งสาร ฉะนั้น หากเราต้องการตักเตือนหรือเชิญชวนใคร ลองโฟกัสไปที่การเสริมพลังเค้าให้รู้สึกว่าเค้ามีความสามารถทำได้ และให้อิสระในการเลือก มากกว่าการบังคับหรือมุ่งแต่จะให้เค้าทำพฤติกรรมที่เราต้องการในทันทีทันใด ก็จะทำให้เราเหนื่อยน้อยลงนะคะ

*เจตนาของบทความนี้ ไม่ได้ต้องการที่จะเปรียบเทียบฐานะมนุษย์ กับฐานะท่านบี เพียงแต่เป็นการนำข้อคิดจากอัลกุรอาน มาปรับใช้ สำหรับผู้ที่อยู่ในฐานะผู้ตักเตือน ผู้เชิญชวนและผู้แนะนำไปสู่สิ่งที่ดีค่ะ

อ้างอิง: Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2010). Intrinsic Motivation. The Corsini Encyclopedia of Psychology.

22/07/2019

-อาหารของใจ-

สิ่งที่จะทำให้เรามีสุขภาพจิตดี (a healthy mind)
...........

อุสตาซะ Jasmin กล่าวไว้ว่า การมีสุขภาพจิตที่ดี คือการมีสติ รู้เท่าทันจิตใจ ว่ามันกำลังโฟกัสไปถูกที่ถูกจุดหรือปล่าว และการรู้ตัวและรู้จักรับสิ่งต่างๆเข้ามาในความคิดและจิตใจเรา

"Be mindful of what you focus on and take into yourself"

เธอบอกว่า คนส่วนใหญ่ ไม่เรียนรู้ที่จะปกป้องจิตให้ห่างจากสิ่งที่เป็นลบ บางครั้ง ก็เปิดรับมันเข้ามา และรับเลี้ยงมันไว้ ฉะนั้น ไม่ว่าสายตาเราจะไปเห็น ไปอ่านอะไร หูเราจะไปฟังอะไร ก็ล้วนแต่มีผลต่อจิตใจทั้งสิ้น
...........

เรื่องของการโฟกัสความคิด เธอได้ยกตัวอย่างเรื่องเด็กสองคนกับเค้ก เรื่องมีอยู่ว่า มีเด็กสองคน แต่ละคนมีเค้กอยู่คนละก้อน แต่ว่าเค้กทั้งสองก้อนของเด็กๆ ไมีเค้ก 1 ชิ้น ที่หายไป

เด็กคนแรกคิดว่า เค้กของเขาหายไป 1 ชิ้น เขาจึงเป็นทุกข์

เด็กอีกหนึ่งคนเค้าเห็นว่า เค้ายังมีเค้กที่เหลืออีกตั้งหลายชิ้น จิตใจเขาจึงเป็นสุข

📌ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า เราอาจจะเลือกบททดสอบไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะมอง ตอบโต้ คิด และรู้สึก ได้

(การโฟกัสที่ถูกที่ คือการโฟกัสในสิ่งที่มี และโฟกัสไปที่การตอบแทนของโลกหน้าแต่ก็ไม่ทิ้งหน้าที่ในดุนยา)
............

สุดท้าย เธอได้สรุปว่า สารอาหารที่สำคัญของจิตใจนั้น ได้แก่

1. การรักษาละหมาด เพราะมันเปรียบเสมือนออกซิเจนให้แก่หัวใจ (Keep the salah)

2.การรำลึกถึงอัลลอฮ ผ่านการดุอาอ หรือ ซิกรุลลอฮ ในทุกอิริยาบถ ทุกเวลา เช้า เที่ยง เย็น (Supplication)

3.การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับอัลกุรอาน (Stay conneted to Al-Quran)

4.การช่วยเหลือผู้อื่น (Helping others)

5.การรู้จักขอบคุณ (Practice gratitude)

จิตใจ ถ้าได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ได้โฟกัสถูกที่ และได้รับสิ่งที่เป็นบวก ก็จะเป็นจิตใจที่มีสุขภาพดี

สามารถฟังเพิ่มเติมได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=n17wUysvuqI

19/07/2019

นอกจากร่างกาย ที่ต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต
อาหารที่ทาน จึงมีผลโดยตรงกับพัฒนาการทางร่างกาย เราจึงควรเลือกทานอาหารที่ดี มีสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารไม่มีประโยชน์ หรือ ปลอดสารพิษ

จิตใจของเรา ก็ต้องการอาหารเช่นกัน

เพื่อการเจริญเติบโตทางด้านจิตวิญญาณ (spiritual growth) เราควรได้รับสารอาหารประเภทไหนกัน ?

แน่นอน การที่เราป้อนสิ่งที่ไร้ประโยชน์ หรือมีพิษ ลงไปในใจ จะทำให้หัวใจเป็นโรค

 #อิสติกอมะฮฺการงานที่เป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺเชื่อว่าในชีวิตของแทบทุกคน อย่างน้อยก็ต้องมีสักครั้งนึง ที่หวังว่าอยากจะเป...
27/05/2019

#อิสติกอมะฮฺการงานที่เป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺ

เชื่อว่าในชีวิตของแทบทุกคน อย่างน้อยก็ต้องมีสักครั้งนึง ที่หวังว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องต่างๆ เช่น ชั้นอยากจะผอม ชั้นอยากพูดภาษาอังกฤษเป็น ชั้นอยากนู้นนี่นั่น แต่จะมีซักกี่คนที่สามารถไปถึงฝั่งฝันความสำเร็จนั่นได้หล่ะ ถูกมั้ย?

-------

ในเรื่องนี้ก็มีคำอธิบายจาก คุณ James ผู้ที่เขียนหนังสือ Atomic Habits และเป็นผู้ที่ก่อตั้ง Habits Academy
เค้าบอกว่า

หากเราเองทำสิ่งหนึ่งให้ดีขึ้นวันละ 1% ในเวลา 1 ปี ตัวเราจะดีขึ้น 37 เท่าจากจุดเริ่มต้น

การปรับปรุงสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ดีขึ้น 1% เป็นเรื่องที่คนแทบจะสังเกตไม่เห็นสิ่งที่ดีขึ้น แต่มีความหมายมากในระยะยาว

เช่นเดียวกับ นิสัยของมนุษย์ “นิสัยเปรียบเสมือนกับดอกเบี้ยทบต้น ที่เกิดจากการปรับปรุงตัวเอง”
และเป็นแบบเดียวกับเงินฝากประจำ ที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณจากดอกเบี้ยทบต้น

สิ่งเล็กๆ แต่สม่ำเสมอ (Atomic Habits) จึงสำคัญ และก่อให้เกิดผล มากกว่า สิ่งใหญ่ ที่เกิดเพียงฉาบฉวยชั่วครั้งชั่วคราว

--------

แล้วอิสลามได้กล่าวเรื่องราวของความสม่ำเสมอไว้อย่างไรบ้าง?

أَحَبُّ الْأَعْمَالِ إِلَى اللَّهِ تَعَالَى أَدْوَمُهَا وَإِنْ قَلَّ

“การงานที่เป็นที่รักยิ่ง ณ อัลลอฮฺนั้น คือ การงานที่ทำอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเล็กน้อยก็ตาม...”
(บันทึกโดยมุสลิม : 783)

ทำไมการงานที่สม่ำเสมอ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่เป้าหมาย ได้มากกว่าการงานที่ใหญ่ แต่ชั่วครั้งชั่วคราว ?

เจมส์ได้อธิบายว่า

“Every action is a vote for the type you wish to become”

นั่นคือ การกระทำเล็กน้อยๆ มันจะเป็นหลักฐาน ที่จะมาสนับสนุนความเชื่อของเรา มันจึงมีผลต่อความคิดของเรา

เราเชื่อ ... เพราะเราได้ทำมันจริงๆในทุกๆวัน และความสำเร็จในการเปลี่ยนความเชื่อของตนครั้งนี้ จะเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

-------

ตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้ บังเอิญมีคนมาถามคุณว่า “คุณเป็นมุสลิมที่ดีหรือปล่าว ?”

คำตอบที่ได้ คงไม่ได้อ้างอิงจากสิ่งใหญ่ๆที่เราทำในชีวิตเช่น การเป็นผู้นำทางศาสนา เป็นผู้ร่ำเรียนด้านศาสนามา แต่เรามักจำได้คำตอบจากการที่เราสำรวจตนเอง

ว่าที่ผ่านมา เราได้ละหมาดอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
จากอดีต มาจนถึงปัจจุบัน เรายังทำปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮหรือไม่

นั่นก็เพราะ สิ่งเล็กๆที่เราทำประจำ มีผลต่อการที่เราจะบอกตนเอง ว่าเราคืออะไร เป็นอะไร ทำอะไร

-------

"The more evidence that we have for a belief, the more likely we are to believe it"

สมมุติว่า เราอยากเป็นคนที่มีสุขภาพดี แต่เราไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือ ทานอาหารที่มีประโยชน์ เราแค่ออกกำลังกายนานๆครั้ง

แถมเราทานบุเฟ่ ชาไข่มุกตลอด การกระทำเหล่านั้น จึงเป็นหลักฐานที่ไม่เพียงพอ ที่จะโน้มน้าวความคิดเรา ให้เชื่อว่า เรานั้นเป็นคนที่มีสุขภาพดี

เมื่อเกิด conflict หรือ ความไม่คล้องจองกัน ระหว่างความเชื่อ และการกระทำ เราจึงล้มเลิกอะไรเอาได้ง่ายๆ ออกกำลังกายแค่อาทิตย์เดียวก็จอด อ่านหนังสือวันละสิบๆเล่ม แต่พอวันนึง รู้สึกเหนื่อย ก็ล้มเลิก

เจมส์ อธิบายตรงนี้ไว้ว่าว่า มันเป็นเพียงแค่การหลอกตัวเอง หรือ การเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง (delusion)

เพราะความเชื่อเหล่านั้น ปราศจากหลักฐานหรือข้อสนับสนุน เราจึงพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำ ว่าเราเป็นคนมีสุขภาพดี และ การเปลี่ยนแปลง (transformation) จึงไม่เกิดขึ้น

เพราะเราไม่เชื่อว่าเราจะเป็นอย่างนั้นจริง

สรุปคือ
การกระทำเล็กน้อย ประจำ ซ้ำๆ ------->ก่อให้เกิดความเชื่อ ว่าเราเป็นจริงๆ ----------> เมื่อเราเชื่อว่าเราเป็น เราก็จะทำพฤติกรรมนั้นมากขึ้น

-------

"The true change is identity change กล่าวคือ becoming someone is to doing something"

เราอยากเปลี่ยนแปลงอย่างไร อยากเห็นตัวเราเป็นยังไง ให้ทำสิ่งนั้น แล้วสิ่งนั่น ที่เราทำเป็นประจำ จะเป็นสิ่งที่บอกตัวเรา ว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

มันจะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

-------

มันเป็นเรื่องง่าย ที่จะตั้งเป้าหมาย (set goal) อะไรสักอย่างไว้ในชีวิต

แต่ goal จะไม่สามารถเป็นจริงได้เลย ถ้าหากปราศจาก ความสอดคล้องกัน ในการความเชื่อ คำพูด และ การกระทำ ที่เล็กๆน้อยๆ แต่สม่ำเสมอ

เพราะมันจะเป็นสิ่งที่มาตอกย้ำความเชื่อในตัวเองว่า เราเป็นสิ่งนั้นจริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรารู้จักคำว่า “เล็กน้อย แต่มหาศาล”

อ้างอิง
- Atomic Habits, James Clear, Penguin Random House, 2018.
- https://thaipublica.org/2019/01/pridi130/

#อิสติกอมะฮฺ

#นักจิตวิทยาการปรึกษา

เคยไหม ที่รู้สึกเหนื่อยกับชีวิตเหลือเกิน อยากจะลองเพิ่มพลังให้กับชีวิตตัวเองขึ้นมาบ้าง วันนี้จะขอนำเสนอวิธีง่ายๆ ที่จะช่...
25/05/2019

เคยไหม ที่รู้สึกเหนื่อยกับชีวิตเหลือเกิน อยากจะลองเพิ่มพลังให้กับชีวิตตัวเองขึ้นมาบ้าง วันนี้จะขอนำเสนอวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยเพิ่มพลังชีวิตเราได้บ้าง มาดูกันเลยค่ะ

-------

1.ลดการเสพข่าวสารลง
เพราะอะไรนะหรือคะ เพราะว่าข่าวสารส่วนมากมีแค่น้อยนิดเท่านั้นที่จะเสริมพลังบวก ส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้น เรื่องที่น่าหดหู่ และสิ้นหวังอยู่เนืองๆ

ซึ่งตรงนี้แหล่ะ มันจะคอยดูดพลังของเรามากๆเลยแหล่ะ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองไปซะทีเดียว

เอาแค่ว่าชำเลืองหัวข้อผ่านๆ และไป Focus กับสิ่งอื่นที่มัน Productivity มากกว่าก็พอ เช่น เรื่องราวการแบ่งปันดีๆ การเสียสละ เรื่องราวเหล่านี้สามารถเสริมพลังให้ได้มากเลยค่ะ

ถึงแม้ว่าบางอย่างมันจะไม่ได้เสริมพลัง แต่อย่างน้อยมันก็สามารถที่เรียกความศรัทธาในตัวมนุษย์กลับคืนมาได้นะคะ

-------

2.ลุกขึ้นแล้วออกไปซะ!

เคยไหมคะ ที่เรารู้สึกว่าทำงานที่รับมอบหมาย แต่ทำได้แปบเดียวไม่เกินสิบนาทีแล้วสมาธิ ตะเหลิดเปิดเปิง ไปหมด

แนะนำว่าให้ออกไปเลยค่ะ ออกข้างนอก ออกไปรับธรรมชาติข้างนอกซักระยะ

เพราะว่า แสงจากธรรมชาติจะช่วยให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า และการออกไปเดินเล่นเป็นการเพิ่มพลังงานชั้นดี

ถึงแม้ว่า การออกกำลังกายในเวลาที่เราเหน็ดเหนื่อยนั้นจะเหมือนเป็นการลด Productivity ลง แต่มีงานวิจัยจาก California State University ได้กล่าวไว้ว่าการออกไปเดินอย่างกระฉับกระเฉงเพียง สิบนาที จะเพิ่มพลังงานให้ร่างกายเป็น สองเท่า!!! เลยหล่ะค่ะ

-------

3.ใช้เวลากับคนคิดบวกเข้าไว้ หลีกเลี่ยงกับคนที่ชอบคิดลบ

ง่ายๆเลยค่ะ คนที่คิดบวกจะส่งพลังบวก ส่วนคนที่คิดลบก็จะเป็นคนจำพวก Energy vampire มักจะคอยดูดพลังบวกของเราออกไปเสมอ ให้หลีกเลี่ยงเข้าไว้ค่ะ

ว่าแต่เราจะสังเกตได้อย่างไรหล่ะ ว่าคนไหนเป็น Energy vampire?

ไม่ยากเลยค่ะ ก็คนที่เป็นคนคิดลบอย่างเรื้อรัง คิดลบกับทุกอย่างประหนึ่งว่าในชิวิตมักจะมีปัญหาไปทั้งหมด มุมมองและประสบการณ์ก็มักจะมองว่าเป็นเรื่องร้ายๆ ถึงแม้ว่าจะมีบางอย่างที่ดีๆเกิดขึ้นในวันนั้นบ้างก็ตาม

การอยู่ใกล้คนพวกนี้ต้องระวังนะคะ เพราะจะทำให้คุณรู้สึกหดหู่ เหนื่อยหน่าย และจะเป็นตัวที่คอยดูดพลังงานคุณชั้นดีเลยแหล่ะ ยิ่งคนมีคนกลุ่มนี้ในชีวิตน้อยลงเท่าไหร่ พลังงานที่เหลือก็จะเยอะขึ้นเท่านั้นค่ะ

-------

4.ทานอาหารเช้าในทุกๆเช้า
เมื่อเราหลับ ร่างกายของเราจะอดอาหาร และแคลลอรี่ในร่างกายจะลดลง เมื่อแคลลอรี่น้อย พลังงานก็น้อยตาม มันเป็นอะไรที่ตรงตัวใช่ไหมคะ ทานอาหารที่มีประโยช์น ยิ่งเป็นพวก low fat ได้ยิ่งดีเลยค่ะ หันมาทานอาหารเช้าเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับตัวเองกันนะคะ

-------

วิธีทั้งหมดนี้จะไม่เกิดประโยชน์ ถ้าเราขาดความสม่ำเสมอค่ะ และเราจะได้เห็นผลลัพธ์ ว่าชีวิตของเราจะมีสมาธิขึ้น มีประสิทธิภาพมากขั้น creativity มากขึ้นแถมสุขภาพดีขึ้นด้วยค่ะ

 #ประสบความสำเร็จ ด้วย Growth mindset อย่างผู้ศรัทธาละหมาดตะรอเวียะห์คืนหนึ่ง อิหม่ามได้อ่านผ่านอายะห์وَمَا تَوْفِيقِي إ...
20/05/2019

#ประสบความสำเร็จ ด้วย Growth mindset อย่างผู้ศรัทธา

ละหมาดตะรอเวียะห์คืนหนึ่ง อิหม่ามได้อ่านผ่านอายะห์

وَمَا تَوْفِيقِي إِلَّا بِاللَّهِ

"ความสำเร็จของฉันจะไม่เกิดขึ้น เว้นแต่ด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮ"
[ฮูด: 88]

จึงเป็นที่มาของบทความในวันนี้...
-------

มีคนเคยพูดไว้ว่า

“ความสำเร็จ ที่ได้มาจากพยายามแต่เพียงอย่างเดียว แต่ปราศจากดุอาอ มันคือความหยิ่งยโส และความสำเร็จ ที่หวังจากดุอาอเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ลงมือทำเลย คือคนโกหก (ไม่ได้มีความจริงจังที่อยากจะประสบความสำเร็จจริงๆ) ”

ในทางจิตวิทยา ได้อธิบายเรื่องการอนุมานสาเหตุไว้ว่า คนที่มองโลกในแง่ดี จะอธิบายความสำเร็จของตน

- ว่าเกิดจากความสามารถของตนเอง
- และเค้าจะรู้สึกว่ามันจะเป็นแบบนั้นตลอดไป
- และความสำเร็จอย่างหนึ่ง จะนำมาซึ่งความสำเร็จอื่นๆด้วย

ส่วนคนที่มองโลกในแง่ลบ จะมองว่า เค้าประสบความสำเร็จได้ ก็เพราะ

- โชคช่วย
- และมันคงไม่ฟลุ้คแบบนี้ทุกครั้งไป
- เรื่องอื่นๆที่เค้ากำลังพยายามทำ มันอาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะเค้าคิดว่าเค้าไม่มีความสามารถ

กล่าวคือ ผู้มองโลกในแง่ดี เมื่อสำเร็จ จะระบุว่าเพราะตัวเรามีความสามารถ แต่ถ้าล้มเหลว ให้ระบุว่าเพราะปัจจัยภายนอก

มองโลกในแง่ลบ คือการระบุว่าเราสำเร็จได้เพราะปัจจัยอื่นๆ ไม่ใช่เพราะเรามีความสามารถ แต่เมื่อล้มเหลวเรากลับระบุสาเหตุว่ามันเป็นเพราะเราเอง ทั้งหมด

--------

จะเห็นได้ว่า คนที่มองโลกในแง่ดี คือคนที่คิดว่า เค้ามีความสามารถ และเค้ายังพัฒนาไปได้อีก แม้เค้าจะล้มเหลว แต่เค้าก็จะยังไม่ล้มเลิก

นั่นเป็นเพราะ เค้าไม่นำความล้มเหลว มาเกี่ยวโยงกับความสามารถ มันจึงเป็น growth mindset ที่ทำให้เค้าอยากปรับปรุง พัฒนาตนเองต่อไป

ในทางกลับกัน คนที่มองโลกในแง่ลบ จะนำความล้มเหลว มาผูกกับติดกับความสามารถของตน

ล้มเหลว = ไร้ความสามารถ

เค้าจึงสร้าง fixed mindset ให้กับตนเอง และไม่คิดที่จะปรับปรุงพัฒนา เพราะว่าเค้าได้ label ตัวเองแล้ว ว่าคือ บุคคลไร้ความสามารถ

-------

ในแง่ของมุสลิมแล้ว นอกเหนือจากเรื่องของความพยายาม เรายังมีความเชื่อ ที่ยึดโยงกับพระผู้เป็นเจ้า อิสลามสอนให้ผูกอูฐให้แน่น พร้อมกับตะวักกัล (พยายามก่อน + ดุอาอ)

อิสลามจึงสอนให้มุสลิมนั้น มองโลกในแง่ความเป็นจริง

กล่าวคือ เมื่อเราทำเต็มที่แล้ว แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ เราก็ขอบคุณ เพราะเรารู้ว่า โลกนี้ มีทั้งปัจจัยที่เราคุมได้ และปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา

แต่เมื่อมุสลิมคนหนึ่ง คนใด ได้ประสบความสำเร็จแล้ว ความสำเร็จนั้นคือส่วนผสมของ

ความพยายาม (ที่เกิดผล) + ดุอาอ (ที่ได้รับการตอบรับ)

จึงสมควรอย่างยิ่งที่เขาจะขอบคุณอัลลอฮในความสำเร็จของเขา

“ขอบคุณอัลลอฮ ที่ให้ฉันมีความสามารถ ในการทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ”

وَمَا تَوْفِيقِي إِلَّا بِاللَّهِ

ความสำเร็จของฉันจะไม่เกิดขึ้น เว้นแต่ด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮ์
(ฮูด : 88)

เพราะเหตุใด ผู้ศรัทธาจึงต้องระบุความสำเร็จของตน ว่าเป็นเพราะความสามารถของตน ที่ได้รับการอนมุติจากพระเจ้า ?

นั่นก็เพราะ ศาสนาเน้นย้ำ ให้ผู้ศรัทธา ขัดเกลาจิตใจของตน แม้ในยามที่เค้าประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต
.....ยิ่งสูง ยิ่งนอบน้อม...ยิ่งสำเร็จ ยิ่งมองเห็นความยิ่งใหญ่ในความสามารถของอัลลอฮ....ยิ่งสำเร็จ อีโก้ยิ่งต้องลด

จะเห็นได้ว่า...ผู้ที่ประสบความสำเร็จที่มีความถ่อมตน.... คือผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

เพราะเขาจะไม่นำความสำเร็จ มาเป็นเครื่องมือในการเอารัดเอาเปรียบ หรือ เย้ยหยัน ผู้อื่น

ความสำเร็จของผู้ศรัทธา จะไม่ทำให้ตัวเขาขยายใหญ่ขึ้น แต่มันยิ่งทำให้จิตใจแห่งความยำเกรง ขยายมากขึ้นต่างหาก

เพราะเค้าทราบดีว่า ความสำเร็จของเขา จะบังเกิดไม่ได้ หากปราศจากการอนุมัติของอัลลอฮ

-------

จงเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ ที่มองโลกในแง่ดี เพื่อการพัฒนาตนเองต่อไปเรื่อยๆ (growth mindset)

และจงเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ อย่างผู้นอบน้อม ด้วยการขอดุอาอ และการขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเจ้าประสบความสำเร็จ

--------

ขอบคุณอัลลอฮ ที่ให้ฉันมีความอดทน จนประสบความสำเร็จได้

ขอบคุณอัลลอฮ ที่เพิ่มพูนความรู้ให้ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้นำความรู้ มาสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

ขอบคุณอัลลอฮ ที่ให้ฉันมีความเข้าใจในบทเรียน ทำให้ฉันสอบผ่าน และเรียนจบ

ในชีวิตคนเราบางครั้งเราก็ต้องเลือกในสิ่งที่เราชอบน้อยกว่าเพราะว่าสิ่งนั้น จะส่งผลเสียต่อเราน้อยกว่าด้วยเลือกสิ่งที่ชอบมา...
19/05/2019

ในชีวิตคนเรา
บางครั้ง
เราก็ต้องเลือกในสิ่งที่เราชอบน้อยกว่า
เพราะว่าสิ่งนั้น จะส่งผลเสียต่อเราน้อยกว่าด้วย

เลือกสิ่งที่ชอบมากกว่า แต่มีผลกระทบมากกว่า ก็ไม่ใช่การเลือกที่ฉลาดนัก

#จงมีลิมิตในการตามใจตัวเองบ้าง

ต่อเนื่องจากโพสเมื่อวานนะคะ เรื่องการพยายามเป็นคนดีตลอดเวลา เพื่อที่จะเป็นที่ยอมรับ แต่ดันไปขัดแย้งกับความรู้สึกของตัวเอ...
17/05/2019

ต่อเนื่องจากโพสเมื่อวานนะคะ เรื่องการพยายามเป็นคนดีตลอดเวลา เพื่อที่จะเป็นที่ยอมรับ แต่ดันไปขัดแย้งกับความรู้สึกของตัวเอง

-------

เลยมีเพื่อนๆถามเข้ามาว่า จะมีวิธีไหนบ้างที่จะฝึกตนเองให้เป็นคนที่ดี เพื่อตัวเองได้ (values-driven) ซึ่ง Taibbi ก็ได้นำเสนอ 6 วิธีดังนี้ค่ะ

1. ให้เวลากับตัวเอง ในการเข้าไปสำรวจจิตใจ เพื่อให้รู้ถึงความต้องการ และความรู้สึกที่แท้จริง

2. พูดคำว่า “ไม่” ให้เป็น และ ไม่ต้อง say "yes" ไปซะทุกเรื่อง

3. เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ขุ่นเคืองใจ เพราะความรู้สึกเหล่านั้นคือสัญญานที่บอกว่า อะไรคือสิ่งที่เราพอใจ หรือไม่พอใจที่จะทำ

4. แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ว่าฉันโอเค หรือไม่โอเคกับเรื่องนี้ ถึงแม้จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ แต่มันก็แค่ความสัมพันธที่ผิวเผิน สู้ซะว่า พูดกันตรงๆ เพื่อสร้างความสัมพันธที่ยั่งยืนจะดีกว่าค่ะ

5. สังเกตตัวเองให้เป็น เมื่อไหร่ที่เรามีพฤติกรรมก้าวร้าว ขี้หงุดหงิดและอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย นั่นแหล่ะค่ะ คือสัญญานที่บอกเราว่า "เราแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป"

6. ฝึกฝนและฝึกฝนค่ะ จากข้อแนะนำที่ 1 ถึง 5 ช่วงแรกที่ปฎิบัติ อาจจะมีการประหม่า หรือรู้สึกผิดไปบ้าง แต่เชื่อเถอะค่ะ ว่าเมื่อได้ทำบ่อยขึ้น จะควบคุมมันได้เองค่ะ

เอ้า! ว่าแล้วก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินหน้าต่อไปค่ะ

-------

อ่านบทความที่แล้วเรื่อง เลิกเป็นคนดีแล้วจะมีสุข:
https://www.facebook.com/afmcounselor/photos/a.357963384827939/365863414037936/?type=3&theater

ที่อยู่

Muang
Yala
95000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66634017728

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ A Friend of Mind I เพื่อนความคิด มิตรหัวใจ กับนักจิตวิทยาการปรึกษาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง A Friend of Mind I เพื่อนความคิด มิตรหัวใจ กับนักจิตวิทยาการปรึกษา:

แชร์

Our Story

At the end of life, what really matters is not what we bought, but what we built; not what we got, but what we shared; not our competence, but our character; and not our success, but our significance. Live a life that matters. Live a life of love.